- หน้าแรก
- คลังความรู้
- ระบบควบคุม
- สะพานสู่อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
// บทที่ 13.25 · ระบบควบคุม · Control of Power Converters
ควบคุมตัวแปลงกำลัง: จากบั๊กคอนเวอร์เตอร์ถึงตัวชดเชย Type II/III
สวิตชิงพาวเวอร์ซัพพลายทุกตัวคือระบบควบคุมป้อนกลับที่ทำงานเร็วระดับหมื่นเฮิรตซ์: บั๊กคอนเวอร์เตอร์คือพลานต์ (มี LC ฟิลเตอร์เป็นระบบอันดับสอง) โมดูเลเตอร์ PWM คือแอคชูเอเตอร์ ตัวแบ่งแรงดันคือเซนเซอร์ และวงจรออปแอมป์ Type III คือตัวชดเชย lead + อินทิเกรเตอร์ หน้านี้ใช้ทุกอย่างในชุดบทเรียน ทั้งแบบจำลอง โบด มาร์จิน และวงจรออปแอมป์ ออกแบบลูปของบั๊ก 12 V → 5 V จนได้ค่าอุปกรณ์จริง เป็นสะพานสู่หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่จะตามมา สูตรใช้รหัส H
- บั๊ก: ,
- ลูปเกน · ครอสโอเวอร์ · PM 45°–70°
- Type III: อินทิเกรเตอร์ + ศูนย์คู่ที่ + ขั้วที่ และ
- บูสต์มี RHP zero : ครอสโอเวอร์ต้องต่ำกว่าราว 1/3 ของมัน
พลานต์: แบบจำลองสัญญาณเล็กของบั๊กคอนเวอร์เตอร์ กลาง
สวิตช์เปิดปิดหลายแสนครั้งต่อวินาทีเป็นระบบไม่เชิงเส้น แต่ถ้าดูค่าเฉลี่ยในหนึ่งคาบสวิตช์ (state-space averaging) แล้วทำให้เป็นเชิงเส้นรอบจุดทำงาน จะได้ฟังก์ชันถ่ายโอนจาก duty cycle ไปแรงดันเอาต์พุต ใช้ได้ดีที่ความถี่ต่ำกว่าประมาณครึ่งหนึ่งของ
H1 Buck control-to-output ฟังก์ชันถ่ายโอนจาก duty ไปเอาต์พุต
· (โหลดเบา สูง ยอดสูง) · · คือวงจร RLC ที่คูณด้วย
H2 PWM modulator gain เกนของ PWM
= แอมพลิจูดของสัญญาณฟันเลื่อยในไอซี (ดู datasheet) · PWM ดิจิทัล:
H3 Voltage-mode loop gain ลูปเกนโหมดแรงดัน
(ตัวแบ่งแรงดัน) · ถ้าใช้ออปแอมป์ที่ตัวต้านทานด้านบนของตัวแบ่งเป็น ของตัวชดเชย จะรวมอยู่ใน แล้ว (ตัวล่างกำหนดแค่ DC)
ตัวชดเชย Type I, II, III กลาง
H4 Type I and Type II ตัวชดเชย Type I และ Type II
Type II = อินทิเกรเตอร์ + lead หนึ่งชุด เติมเฟสได้ไม่เกิน 90° · ใช้กับโหมดกระแส (พลานต์เหลืออันดับหนึ่ง) หรือเมื่อ ESR zero ต่ำกว่าครอสโอเวอร์
H5 Type III (op-amp) ตัวชดเชย Type III ด้วยออปแอมป์
อินทิเกรเตอร์ · ศูนย์ที่ และ · ขั้วที่ และ · คร่อมป้อนกลับ อนุกรม ขนานกับ
H6 Type III placement กฎการวางขั้วและศูนย์
ศูนย์คู่หักล้างขั้วคู่ของ LC (เติมเฟส 180°) · ขั้วแรกหักล้าง ESR zero · ขั้วที่สองกรองริปเปิลสวิตชิ่ง · แล้วเลือก ให้ได้ครอสโอเวอร์ตามต้องการ
V, V, A (), H, F, ESR mΩ, kHz, V ออกแบบ Type III ให้ครอสโอเวอร์ 20 kHz
พลานต์ H1: kHz · (ยอด 14.5 dB) · kHz · เกน DC (21.6 dB)
ที่ 20 kHz พลานต์ (รวม PWM) มีขนาด −8.8 dB เฟส −164° · ถ้าไม่ชดเชย PM เหลือแค่ 16°
วาง H6: ศูนย์คู่ที่ 3.39 kHz ขั้วที่ 79.6 kHz และ 100 kHz แล้วหา ให้ ที่ 20 kHz:
ค่าอุปกรณ์ H5 เลือก kΩ (ตัวบนของตัวแบ่งแรงดัน): nF · จาก s และขั้ว : nF, pF, kΩ · จาก s และ s: nF,
PM = 61.7° ที่ = 20 kHz, GM = ∞ · ค่ามาตรฐานใกล้เคียง: kΩ, nF, pF, nF, (ตรวจ PM อีกครั้งหลังปัดค่า)
จำลองด้วย python-control ใช้ แบบเต็ม (รวม ESR) ✓ · ลองในแล็บด้านล่าง: PM และ GM ตรงกัน · เมื่อโหลดเบาลง สูงขึ้น ต้องตรวจซ้ำที่โหลดต่ำสุดด้วย
โหมดกระแส และ RHP zero ของบูสต์ ขั้นสูง
H7 Current-mode control ควบคุมโหมดกระแส
ลูปกระแสในเร็วมาก (ทุกคาบ) ทำให้ตัวเหนี่ยวนำเหมือนแหล่งกระแส ขั้วคู่ของ LC แยกเหลือขั้วเดียวจาก · ใช้ Type II ได้ · ป้องกันกระแสเกินในตัว · ต้องมี slope compensation (ไม่อย่างนั้นแกว่งที่ ) · หลักการเดียวกับลูปคาสเคดของมอเตอร์
H8 Boost RHP zero ศูนย์ฝั่งขวาของบูสต์
เพิ่ม duty ทันที เอาต์พุตลดลงก่อน (ไดโอดนำนานน้อยลงชั่วขณะ) แล้วค่อยเพิ่ม = ศูนย์ฝั่งขวา · เติมเฟสแก้ไม่ได้ จำกัดแบนด์วิดท์ลูปโดยธรรมชาติ
บูสต์ H จ่าย 12 V 1 A จาก 5 V ครอสโอเวอร์ได้สูงสุดเท่าไร
·
H8: kHz → kHz
ครอสโอเวอร์ไม่ควรเกินประมาณ 10 kHz แม้ จะเป็น 500 kHz ก็ตาม · โหลดหนักขึ้น (R ลด) หรือแรงดันเข้าต่ำลง (D เพิ่ม) RHP zero ยิ่งต่ำ ต้องออกแบบที่กรณีแย่ที่สุด
วัดลูปเกนจริงบนโต๊ะแล็บ กลาง
H9 Loop-gain measurement วัดลูปเกนด้วยการฉีดสัญญาณ
ใส่ 10–50 Ω ระหว่างเอาต์พุตกับตัวแบ่งแรงดัน (จุดอิมพีแดนซ์ต่ำ→สูง) ฉีดไซน์ขนาดเล็กผ่านหม้อแปลงฉีดสัญญาณ วัดด้วยสโคปสองช่องที่ฟังก์ชันเจเนอเรเตอร์กวาดความถี่ หรือ network analyzer ได้โบดของ โดยตรง
แล็บ: ลูปเกนบั๊กคอนเวอร์เตอร์
ความถี่ในแล็บสเกลเป็น krad/s เพื่อให้อ่านง่าย (หาร ω ด้วย 1000): พลานต์ มีขั้วคู่ที่ 21.3 krad/s และ ESR zero ที่ 500 krad/s ค่าเริ่มต้นคือ Type III จาก H-1: PM 61.7° ที่ครอสโอเวอร์ 125.7 krad/s (20 kHz) สังเกตกราฟเฟสที่ถูกยกขึ้นเป็นเนิน เทียบกับ “ก่อน” ที่ใช้อินทิเกรเตอร์อย่างเดียว ซึ่งต้องลดเกนจนครอสโอเวอร์เหลือแค่ 0.6 krad/s (96 Hz) เพื่อให้ยอดเรโซแนนซ์ 14.5 dB ของ LC อยู่ใต้ 0 dB (ช้ากว่า 200 เท่า)
กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)
หน่วยในแล็บ: ω เป็น krad/s และเวลาเป็นมิลลิวินาที (เกน จึงเป็น 10.17 ms⁻¹) ผล PM ไม่ขึ้นกับการสเกลนี้
ทางต่อไป: หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังและสวิตชิงพาวเวอร์ซัพพลาย
หน้านี้เป็นสะพาน หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่กำลังจะตามมาจะลงลึกในตัวแปลงแต่ละแบบ (บั๊ก บูสต์ บั๊ก-บูสต์ ฟลายแบค ฟอร์เวิร์ด) การเลือก L และ C จากริปเปิล โหมดนำกระแสต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การออกแบบแม่เหล็ก การสูญเสียและความร้อน และการควบคุมแบบดิจิทัล โดยใช้เครื่องมือจากชุดระบบควบคุมนี้ทั้งหมด
| ในพาวเวอร์ซัพพลาย | เรียนมาแล้วที่ |
|---|---|
| LC ฟิลเตอร์ ขั้วคู่ Q | RLC · โบดอันดับสอง |
| แบบจำลองสัญญาณเล็ก | ทำให้เป็นเชิงเส้น · ปริภูมิสถานะ |
| Type II / III | lead lag · PID ออปแอมป์ |
| PM, GM, ครอสโอเวอร์ | มาร์จิน |
| โหมดกระแส | ลูปซ้อน |
| RHP zero ของบูสต์ | ศูนย์ฝั่งขวา |
| ควบคุมด้วย DSP | ควบคุมดิจิทัล |
| ริปเปิล ฟิลเตอร์ LC และ EMI ของโหนดสวิตช์ | ฟูเรียร์ในคอนเวอร์เตอร์ DC-DC |
| ฮาร์มอนิกของเรกติไฟเออร์ อินเวอร์เตอร์ PWM และ PFC | เรกติไฟเออร์ · อินเวอร์เตอร์ PWM · Active PFC |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมบั๊กคอนเวอร์เตอร์โหมดแรงดันต้องใช้ Type III?
เพราะ LC ฟิลเตอร์ให้ขั้วคู่ที่เฟสลดลงเกือบ 180° ใกล้ความถี่เรโซแนนซ์ ถ้าครอสโอเวอร์อยู่สูงกว่าเรโซแนนซ์ (ซึ่งต้องการเพื่อความเร็ว) เฟสของพลานต์เกือบ −180° แล้ว ตัวชดเชยต้องเติมเฟสบวกได้มากกว่า 90° Type III มีศูนย์สองตัวจึงเติมเฟสได้ถึงเกือบ 180° ส่วน Type II เติมได้ไม่ถึง 90° เหมาะกับโหมดกระแสหรือเมื่อ ESR zero อยู่ต่ำ
เลือกความถี่ครอสโอเวอร์ของพาวเวอร์ซัพพลายอย่างไร?
ไม่เกินประมาณหนึ่งในสิบถึงหนึ่งในห้าของความถี่สวิตชิ่ง เพราะแบบจำลองเฉลี่ยใช้ได้แค่ความถี่ต่ำกว่าการสวิตช์มาก และต้องไม่ให้ริปเปิลสวิตชิ่งผ่านลูป สำหรับบูสต์และบั๊ก-บูสต์ต้องต่ำกว่าความถี่ของ RHP zero อีกประมาณ 3 เท่า
วัดลูปเกนของพาวเวอร์ซัพพลายจริงได้อย่างไร?
ใส่ตัวต้านทานเล็ก ๆ (10–50 Ω) อนุกรมในเส้นป้อนกลับ ฉีดสัญญาณไซน์ขนาดเล็กคร่อมตัวต้านทานนั้นด้วยหม้อแปลงฉีดสัญญาณ แล้ววัดอัตราส่วนแรงดันสองฝั่งด้วย network analyzer หรือฟังก์ชันเจเนอเรเตอร์กับสโคปสองช่อง กวาดความถี่ได้โบดของลูปเกนจริง อ่าน PM และ GM ได้ทันที