พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ระบบควบคุม
  4. สะพานสู่อิเล็กทรอนิกส์กำลัง

// บทที่ 13.25 · ระบบควบคุม · Control of Power Converters

ควบคุมตัวแปลงกำลัง: จากบั๊กคอนเวอร์เตอร์ถึงตัวชดเชย Type II/III

สวิตชิงพาวเวอร์ซัพพลายทุกตัวคือระบบควบคุมป้อนกลับที่ทำงานเร็วระดับหมื่นเฮิรตซ์: บั๊กคอนเวอร์เตอร์คือพลานต์ (มี LC ฟิลเตอร์เป็นระบบอันดับสอง) โมดูเลเตอร์ PWM คือแอคชูเอเตอร์ ตัวแบ่งแรงดันคือเซนเซอร์ และวงจรออปแอมป์ Type III คือตัวชดเชย lead + อินทิเกรเตอร์ หน้านี้ใช้ทุกอย่างในชุดบทเรียน ทั้งแบบจำลอง โบด มาร์จิน และวงจรออปแอมป์ ออกแบบลูปของบั๊ก 12 V → 5 V จนได้ค่าอุปกรณ์จริง เป็นสะพานสู่หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่จะตามมา สูตรใช้รหัส H

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • บั๊ก: Gvd(s)≈Vin1+s/ωesr1+sQω0+s2ω02G_{vd}(s) \approx V_{in}\dfrac{1 + s/\omega_{esr}}{1 + \frac{s}{Q\omega_0} + \frac{s^2}{\omega_0^2}}, ω0=1/LC\omega_0 = 1/\sqrt{LC}
  • ลูปเกน T=Gc⋅1Vpp⋅GvdT = G_c \cdot \frac{1}{V_{pp}} \cdot G_{vd} · ครอสโอเวอร์ fc≤fsw/10f_c \le f_{sw}/10 · PM 45°–70°
  • Type III: อินทิเกรเตอร์ + ศูนย์คู่ที่ f0f_0 + ขั้วที่ fesrf_{esr} และ fsw/2f_{sw}/2
  • บูสต์มี RHP zero fRHPZ=R(1−D)22πLf_{RHPZ} = \frac{R(1-D)^2}{2\pi L}: ครอสโอเวอร์ต้องต่ำกว่าราว 1/3 ของมัน

พลานต์: แบบจำลองสัญญาณเล็กของบั๊กคอนเวอร์เตอร์ กลาง

สวิตช์เปิดปิดหลายแสนครั้งต่อวินาทีเป็นระบบไม่เชิงเส้น แต่ถ้าดูค่าเฉลี่ยในหนึ่งคาบสวิตช์ (state-space averaging) แล้วทำให้เป็นเชิงเส้นรอบจุดทำงาน DD จะได้ฟังก์ชันถ่ายโอนจาก duty cycle dd ไปแรงดันเอาต์พุต ใช้ได้ดีที่ความถี่ต่ำกว่าประมาณครึ่งหนึ่งของ fswf_{sw}

H1 Buck control-to-output ฟังก์ชันถ่ายโอนจาก duty ไปเอาต์พุต

Gvd(s)=v^od^=Vin 1+srCCLC(1+rCR)s2+(LR+rCC)s+1≈Vin 1+s/ωesr1+sQω0+s2ω02G_{vd}(s) = \frac{\hat v_o}{\hat d} = V_{in}\,\frac{1 + sr_CC}{LC\left(1 + \frac{r_C}{R}\right)s^2 + \left(\frac LR + r_CC\right)s + 1} \approx V_{in}\,\frac{1 + s/\omega_{esr}}{1 + \frac{s}{Q\omega_0} + \frac{s^2}{\omega_0^2}}

ω0=1LC\omega_0 = \frac{1}{\sqrt{LC}} · Q≈RC/LQ \approx R\sqrt{C/L} (โหลดเบา QQ สูง ยอดสูง) · ωesr=1rCC\omega_{esr} = \frac{1}{r_CC} · คือวงจร RLC ที่คูณด้วย VinV_{in}

H2 PWM modulator gain เกนของ PWM

d^v^c=1Vpp\frac{\hat d}{\hat v_c} = \frac{1}{V_{pp}}

VppV_{pp} = แอมพลิจูดของสัญญาณฟันเลื่อยในไอซี (ดู datasheet) · PWM ดิจิทัล: 1/ค่าเต็มสเกลของ counter1/\text{ค่าเต็มสเกลของ counter}

H3 Voltage-mode loop gain ลูปเกนโหมดแรงดัน

T(s)=Gc(s)⋅1Vpp⋅Gvd(s)⋅HT(s) = G_c(s)\cdot\frac{1}{V_{pp}}\cdot G_{vd}(s)\cdot H

H=VrefVoH = \frac{V_{ref}}{V_o} (ตัวแบ่งแรงดัน) · ถ้าใช้ออปแอมป์ที่ตัวต้านทานด้านบนของตัวแบ่งเป็น R1R_1 ของตัวชดเชย HH จะรวมอยู่ใน GcG_c แล้ว (ตัวล่างกำหนดแค่ DC)

ตัวชดเชย Type I, II, III กลาง

H4 Type I and Type II ตัวชดเชย Type I และ Type II

Type I: ωIs,Type II: Gc(s)=ωIs⋅1+s/ωz1+s/ωp\text{Type I: } \frac{\omega_I}{s}, \qquad \text{Type II: } G_c(s) = \frac{\omega_I}{s}\cdot\frac{1 + s/\omega_z}{1 + s/\omega_p}

Type II = อินทิเกรเตอร์ + lead หนึ่งชุด เติมเฟสได้ไม่เกิน 90° · ใช้กับโหมดกระแส (พลานต์เหลืออันดับหนึ่ง) หรือเมื่อ ESR zero ต่ำกว่าครอสโอเวอร์

H5 Type III (op-amp) ตัวชดเชย Type III ด้วยออปแอมป์

Gc(s)=(1+sR2C1)(1+s(R1+R3)C3)sR1(C1+C2)(1+sR2C1C2C1+C2)(1+sR3C3)G_c(s) = \frac{(1 + sR_2C_1)\big(1 + s(R_1 + R_3)C_3\big)}{sR_1(C_1 + C_2)\left(1 + sR_2\frac{C_1C_2}{C_1 + C_2}\right)(1 + sR_3C_3)}

อินทิเกรเตอร์ ωI=1R1(C1+C2)\omega_I = \frac{1}{R_1(C_1 + C_2)} · ศูนย์ที่ 1R2C1\frac{1}{R_2C_1} และ 1(R1+R3)C3\frac{1}{(R_1 + R_3)C_3} · ขั้วที่ C1+C2R2C1C2\frac{C_1 + C_2}{R_2C_1C_2} และ 1R3C3\frac{1}{R_3C_3} · R2,C1,C2R_2, C_1, C_2 คร่อมป้อนกลับ R3R_3 อนุกรม C3C_3 ขนานกับ R1R_1

H6 Type III placement กฎการวางขั้วและศูนย์

fz1=fz2≈f0,fp1≈fesr,fp2≈fsw2,∣T(j2πfc)∣=1 ที่ fc≤fsw10f_{z1} = f_{z2} \approx f_0, \qquad f_{p1} \approx f_{esr}, \qquad f_{p2} \approx \frac{f_{sw}}{2}, \qquad |T(j2\pi f_c)| = 1 \ \text{ที่ } f_c \le \frac{f_{sw}}{10}

ศูนย์คู่หักล้างขั้วคู่ของ LC (เติมเฟส 180°) · ขั้วแรกหักล้าง ESR zero · ขั้วที่สองกรองริปเปิลสวิตชิ่ง · แล้วเลือก ωI\omega_I ให้ได้ครอสโอเวอร์ตามต้องการ

ตัวอย่าง H-1 · ออกแบบลูปบั๊ก 12 V → 5 V

Vin=12V_{in} = 12 V, Vo=5V_o = 5 V, Io=2I_o = 2 A (R=2.5 ΩR = 2.5\ \Omega), L=22 μL = 22\ \muH, C=100 μC = 100\ \muF, ESR =20= 20 mΩ, fsw=200f_{sw} = 200 kHz, Vpp=1V_{pp} = 1 V ออกแบบ Type III ให้ครอสโอเวอร์ 20 kHz

  1. พลานต์ H1: f0=12π22μ⋅100μ=3.39f_0 = \dfrac{1}{2\pi\sqrt{22\mu \cdot 100\mu}} = 3.39 kHz · Q=2.5100/22=5.33Q = 2.5\sqrt{100/22} = 5.33 (ยอด 14.5 dB) · fesr=12π(0.02)(100μ)=79.6f_{esr} = \dfrac{1}{2\pi(0.02)(100\mu)} = 79.6 kHz · เกน DC Vin/Vpp=12V_{in}/V_{pp} = 12 (21.6 dB)

  2. ที่ 20 kHz พลานต์ (รวม PWM) มีขนาด −8.8 dB เฟส −164° · ถ้าไม่ชดเชย PM เหลือแค่ 16°

  3. วาง H6: ศูนย์คู่ที่ 3.39 kHz ขั้วที่ 79.6 kHz และ 100 kHz แล้วหา ωI\omega_I ให้ ∣T∣=1|T| = 1 ที่ 20 kHz: ωI=1.02×104 s−1\omega_I = 1.02 \times 10^4\ \text{s}^{-1}

    Gc(s)=10173 (1+s/ω0)2s(1+s/ωesr)(1+s/ωp2)G_c(s) = 10173\,\frac{(1 + s/\omega_0)^2}{s(1 + s/\omega_{esr})(1 + s/\omega_{p2})}
  4. ค่าอุปกรณ์ H5 เลือก R1=10R_1 = 10 kΩ (ตัวบนของตัวแบ่งแรงดัน): C1+C2=1R1ωI=9.83C_1 + C_2 = \frac{1}{R_1\omega_I} = 9.83 nF · จาก R2C1=1/ω0=46.9 μR_2C_1 = 1/\omega_0 = 46.9\ \mus และขั้ว fesrf_{esr}: C1=9.41C_1 = 9.41 nF, C2=419C_2 = 419 pF, R2=4.98R_2 = 4.98 kΩ · จาก (R1+R3)C3=46.9 μ(R_1 + R_3)C_3 = 46.9\ \mus และ R3C3=1.59 μR_3C_3 = 1.59\ \mus: C3=4.53C_3 = 4.53 nF, R3=351 ΩR_3 = 351\ \Omega

PM = 61.7° ที่ fcf_c = 20 kHz, GM = ∞ · ค่ามาตรฐานใกล้เคียง: R2=4.99R_2 = 4.99 kΩ, C1=10C_1 = 10 nF, C2=390C_2 = 390 pF, C3=4.7C_3 = 4.7 nF, R3=348 ΩR_3 = 348\ \Omega (ตรวจ PM อีกครั้งหลังปัดค่า)

จำลองด้วย python-control ใช้ GvdG_{vd} แบบเต็ม (รวม ESR) ✓ · ลองในแล็บด้านล่าง: PM และ GM ตรงกัน · เมื่อโหลดเบาลง QQ สูงขึ้น ต้องตรวจซ้ำที่โหลดต่ำสุดด้วย

โหมดกระแส และ RHP zero ของบูสต์ ขั้นสูง

H7 Current-mode control ควบคุมโหมดกระแส

v^ov^c≈RRi⋅1+s/ωesr1+sRC/2 (บั๊ก โดยประมาณ)\frac{\hat v_o}{\hat v_c} \approx \frac{R}{R_i}\cdot\frac{1 + s/\omega_{esr}}{1 + sRC/2}\ (\text{บั๊ก โดยประมาณ})

ลูปกระแสในเร็วมาก (ทุกคาบ) ทำให้ตัวเหนี่ยวนำเหมือนแหล่งกระแส ขั้วคู่ของ LC แยกเหลือขั้วเดียวจาก RCRC · ใช้ Type II ได้ · ป้องกันกระแสเกินในตัว · D>0.5D \gt 0.5 ต้องมี slope compensation (ไม่อย่างนั้นแกว่งที่ fsw/2f_{sw}/2) · หลักการเดียวกับลูปคาสเคดของมอเตอร์

H8 Boost RHP zero ศูนย์ฝั่งขวาของบูสต์

Gvdboost(s)∝1−s/ωRHP1+sQω0+s2ω02,fRHPZ=R(1−D)22πL,fc<fRHPZ3G_{vd}^{boost}(s) \propto \frac{1 - s/\omega_{RHP}}{1 + \frac{s}{Q\omega_0} + \frac{s^2}{\omega_0^2}}, \qquad f_{RHPZ} = \frac{R(1 - D)^2}{2\pi L}, \qquad f_c \lt \frac{f_{RHPZ}}{3}

เพิ่ม duty ทันที เอาต์พุตลดลงก่อน (ไดโอดนำนานน้อยลงชั่วขณะ) แล้วค่อยเพิ่ม = ศูนย์ฝั่งขวา · เติมเฟสแก้ไม่ได้ จำกัดแบนด์วิดท์ลูปโดยธรรมชาติ

ตัวอย่าง H-2 · บูสต์ 5 V → 12 V

บูสต์ L=10 μL = 10\ \muH จ่าย 12 V 1 A จาก 5 V ครอสโอเวอร์ได้สูงสุดเท่าไร

  1. D=1−VinVo=0.583D = 1 - \frac{V_{in}}{V_o} = 0.583 · R=12 ΩR = 12\ \Omega

  2. H8: fRHPZ=12(0.417)22π(10−5)=33.2f_{RHPZ} = \dfrac{12(0.417)^2}{2\pi(10^{-5})} = 33.2 kHz → fc<11f_c \lt 11 kHz

ครอสโอเวอร์ไม่ควรเกินประมาณ 10 kHz แม้ fswf_{sw} จะเป็น 500 kHz ก็ตาม · โหลดหนักขึ้น (R ลด) หรือแรงดันเข้าต่ำลง (D เพิ่ม) RHP zero ยิ่งต่ำ ต้องออกแบบที่กรณีแย่ที่สุด

วัดลูปเกนจริงบนโต๊ะแล็บ กลาง

H9 Loop-gain measurement วัดลูปเกนด้วยการฉีดสัญญาณ

T(jω)=−v^yv^x  (วัดสองฝั่งของตัวต้านทานฉีดสัญญาณ Rinj)T(j\omega) = -\frac{\hat v_y}{\hat v_x}\ \ (\text{วัดสองฝั่งของตัวต้านทานฉีดสัญญาณ } R_{inj})

ใส่ RinjR_{inj} 10–50 Ω ระหว่างเอาต์พุตกับตัวแบ่งแรงดัน (จุดอิมพีแดนซ์ต่ำ→สูง) ฉีดไซน์ขนาดเล็กผ่านหม้อแปลงฉีดสัญญาณ วัดด้วยสโคปสองช่องที่ฟังก์ชันเจเนอเรเตอร์กวาดความถี่ หรือ network analyzer ได้โบดของ TT โดยตรง

แล็บ: ลูปเกนบั๊กคอนเวอร์เตอร์

ความถี่ในแล็บสเกลเป็น krad/s เพื่อให้อ่านง่าย (หาร ω ด้วย 1000): พลานต์ Gvd/VppG_{vd}/V_{pp} มีขั้วคู่ที่ 21.3 krad/s และ ESR zero ที่ 500 krad/s ค่าเริ่มต้นคือ Type III จาก H-1: PM 61.7° ที่ครอสโอเวอร์ 125.7 krad/s (20 kHz) สังเกตกราฟเฟสที่ถูกยกขึ้นเป็นเนิน เทียบกับ “ก่อน” ที่ใช้อินทิเกรเตอร์อย่างเดียว ซึ่งต้องลดเกนจนครอสโอเวอร์เหลือแค่ 0.6 krad/s (96 Hz) เพื่อให้ยอดเรโซแนนซ์ 14.5 dB ของ LC อยู่ใต้ 0 dB (ช้ากว่า 200 เท่า)

กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)

หน่วยในแล็บ: ω เป็น krad/s และเวลาเป็นมิลลิวินาที (เกน ωI\omega_I จึงเป็น 10.17 ms⁻¹) ผล PM ไม่ขึ้นกับการสเกลนี้

ทางต่อไป: หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังและสวิตชิงพาวเวอร์ซัพพลาย

หน้านี้เป็นสะพาน หมวดอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่กำลังจะตามมาจะลงลึกในตัวแปลงแต่ละแบบ (บั๊ก บูสต์ บั๊ก-บูสต์ ฟลายแบค ฟอร์เวิร์ด) การเลือก L และ C จากริปเปิล โหมดนำกระแสต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การออกแบบแม่เหล็ก การสูญเสียและความร้อน และการควบคุมแบบดิจิทัล โดยใช้เครื่องมือจากชุดระบบควบคุมนี้ทั้งหมด

ในพาวเวอร์ซัพพลายเรียนมาแล้วที่
LC ฟิลเตอร์ ขั้วคู่ QRLC · โบดอันดับสอง
แบบจำลองสัญญาณเล็กทำให้เป็นเชิงเส้น · ปริภูมิสถานะ
Type II / IIIlead lag · PID ออปแอมป์
PM, GM, ครอสโอเวอร์มาร์จิน
โหมดกระแสลูปซ้อน
RHP zero ของบูสต์ศูนย์ฝั่งขวา
ควบคุมด้วย DSPควบคุมดิจิทัล
ริปเปิล ฟิลเตอร์ LC และ EMI ของโหนดสวิตช์ฟูเรียร์ในคอนเวอร์เตอร์ DC-DC
ฮาร์มอนิกของเรกติไฟเออร์ อินเวอร์เตอร์ PWM และ PFCเรกติไฟเออร์ · อินเวอร์เตอร์ PWM · Active PFC

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมบั๊กคอนเวอร์เตอร์โหมดแรงดันต้องใช้ Type III?

เพราะ LC ฟิลเตอร์ให้ขั้วคู่ที่เฟสลดลงเกือบ 180° ใกล้ความถี่เรโซแนนซ์ ถ้าครอสโอเวอร์อยู่สูงกว่าเรโซแนนซ์ (ซึ่งต้องการเพื่อความเร็ว) เฟสของพลานต์เกือบ −180° แล้ว ตัวชดเชยต้องเติมเฟสบวกได้มากกว่า 90° Type III มีศูนย์สองตัวจึงเติมเฟสได้ถึงเกือบ 180° ส่วน Type II เติมได้ไม่ถึง 90° เหมาะกับโหมดกระแสหรือเมื่อ ESR zero อยู่ต่ำ

เลือกความถี่ครอสโอเวอร์ของพาวเวอร์ซัพพลายอย่างไร?

ไม่เกินประมาณหนึ่งในสิบถึงหนึ่งในห้าของความถี่สวิตชิ่ง เพราะแบบจำลองเฉลี่ยใช้ได้แค่ความถี่ต่ำกว่าการสวิตช์มาก และต้องไม่ให้ริปเปิลสวิตชิ่งผ่านลูป สำหรับบูสต์และบั๊ก-บูสต์ต้องต่ำกว่าความถี่ของ RHP zero อีกประมาณ 3 เท่า

วัดลูปเกนของพาวเวอร์ซัพพลายจริงได้อย่างไร?

ใส่ตัวต้านทานเล็ก ๆ (10–50 Ω) อนุกรมในเส้นป้อนกลับ ฉีดสัญญาณไซน์ขนาดเล็กคร่อมตัวต้านทานนั้นด้วยหม้อแปลงฉีดสัญญาณ แล้ววัดอัตราส่วนแรงดันสองฝั่งด้วย network analyzer หรือฟังก์ชันเจเนอเรเตอร์กับสโคปสองช่อง กวาดความถี่ได้โบดของลูปเกนจริง อ่าน PM และ GM ได้ทันที

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์