พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. พีชคณิตเชิงเส้น
  4. ดีเทอร์มิแนนต์

// บทที่ 7.2 · พีชคณิตเชิงเส้น · Determinants

ดีเทอร์มิแนนต์ (Determinants): วิธีหา สมบัติ และความหมาย

ดีเทอร์มิแนนต์คือตัวเลขหนึ่งตัวที่สรุปเมทริกซ์จัตุรัสทั้งก้อน บอกได้ทันทีว่ามีอินเวอร์สไหม ระบบสมการมีคำตอบเดียวไหม และการแปลงขยายพื้นที่กี่เท่า หน้านี้รวมทุกวิธีคำนวณตั้งแต่ 2×2 ถึง n×n พร้อมสมบัติที่ทำให้คำนวณเร็วขึ้นหลายเท่า สูตรใช้รหัส D

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • 2×2: det⁡A=ad−bc\det A = ad - bc · 3×3: ซาร์รัสหรือกระจายโคแฟกเตอร์ · ใหญ่กว่านั้น: ลดแถวเป็นสามเหลี่ยมแล้วคูณเส้นทแยง
  • สลับแถว เปลี่ยนเครื่องหมาย · คูณแถวด้วย k ค่าคูณ k · บวกพหุคูณของแถวอื่น ค่าไม่เปลี่ยน
  • det⁡A≠0  ⟺  A\det A \ne 0 \iff A มีอินเวอร์ส   ⟺  \iff ระบบ Ax=bA\mathbf x = \mathbf b มีคำตอบเดียว
  • ∣det⁡A∣|\det A| คืออัตราขยายพื้นที่ (2D) หรือปริมาตร (3D) ของการแปลง AA
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

ดีเทอร์มิแนนต์คืออะไร: มองเป็นพื้นที่ พื้นฐาน

เมทริกซ์ 2×2 เปลี่ยนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหนึ่งหน่วยให้กลายเป็นสี่เหลี่ยมด้านขนาน ด้านทั้งสองคือหลักของเมทริกซ์ ค่าดีเทอร์มิแนนต์คือพื้นที่มีเครื่องหมายของสี่เหลี่ยมด้านขนานนั้น ถ้าบวกแปลว่าการวางทิศเดิม ถ้าลบแปลว่ารูปถูกพลิก ถ้าเป็นศูนย์แปลว่ารูปถูกบีบจนแบน

กำลังโหลดแล็บ ลากหัวลูกศรของหลักที่ 1 (ส้ม) และหลักที่ 2 (ฟ้า) เพื่อดูพื้นที่เปลี่ยน

D13 Geometric meaning ความหมายเชิงเรขาคณิต

พื้นที่ (หรือปริมาตร) หลังแปลง=∣det⁡A∣×พื้นที่ (หรือปริมาตร) เดิม\text{พื้นที่ (หรือปริมาตร) หลังแปลง} = |\det A| \times \text{พื้นที่ (หรือปริมาตร) เดิม}

det⁡A>0\det A \gt 0 รักษาการวางทิศ · det⁡A<0\det A \lt 0 พลิกกลับด้าน (เหมือนส่องกระจก) · det⁡A=0\det A = 0 บีบมิติหายไปหนึ่งมิติขึ้นไป จึงย้อนกลับไม่ได้ (ไม่มีอินเวอร์ส)

ดีเทอร์มิแนนต์ 2×2 พื้นฐาน

D1 2×2 determinant ดีเทอร์มิแนนต์ขนาด 2×2

det⁡(abcd)=∣abcd∣=ad−bc\det\begin{pmatrix} a & b \\ c & d \end{pmatrix} = \begin{vmatrix} a & b \\ c & d \end{vmatrix} = \hlF{ad} - \hlP{bc}

เส้นทแยงลงขวา (หลัก) ลบ เส้นทแยงขึ้นขวา (รอง) · สัญลักษณ์ ∣A∣|A| คือดีเทอร์มิแนนต์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ ผลอาจติดลบได้

ตัวอย่าง D-1 · 2×2

หา ∣3524∣\begin{vmatrix} 3 & 5 \\ 2 & 4 \end{vmatrix} และ ∣1224∣\begin{vmatrix} 1 & 2 \\ 2 & 4 \end{vmatrix}

  1. ทแยงหลักลบทแยงรอง D1

    ∣3524∣=(3)(4)−(5)(2)=12−10=2\begin{vmatrix} 3 & 5 \\ 2 & 4 \end{vmatrix} = (3)(4) - (5)(2) = 12 - 10 = 2
  2. ∣1224∣=(1)(4)−(2)(2)=0\begin{vmatrix} 1 & 2 \\ 2 & 4 \end{vmatrix} = (1)(4) - (2)(2) = 0

    แถวที่ 2 เป็นสองเท่าของแถวที่ 1 พอดี ดีเทอร์มิแนนต์จึงเป็นศูนย์ D9

ค่าแรก =2= 2 (มีอินเวอร์ส) · ค่าที่สอง =0= 0 (เมทริกซ์เอกฐาน ไม่มีอินเวอร์ส)

ตัวอย่าง D-2 · หาค่าตัวแปรที่ทำให้ det = 0

หาค่า xx ที่ทำให้ ∣x23x−1∣=0\begin{vmatrix} x & 2 \\ 3 & x - 1 \end{vmatrix} = 0

  1. x(x−1)−(2)(3)=x2−x−6=0x(x - 1) - (2)(3) = x^2 - x - 6 = 0
  2. (x−3)(x+2)=0(x - 3)(x + 2) = 0

x=3x = 3 หรือ x=−2x = -2

โจทย์แบบนี้คือแก่นของการหาค่าเฉพาะ: หาค่า λ\lambda ที่ทำให้ det⁡(A−λI)=0\det(A - \lambda I) = 0 E2

ดีเทอร์มิแนนต์ 3×3 ด้วยกฎของซาร์รัส พื้นฐาน

คัดลอกสองหลักแรกไปต่อท้ายทางขวา แล้วคูณตามเส้นทแยง สามเส้นลงขวาเป็นบวก สามเส้นขึ้นขวาเป็นลบ วิธีนี้เร็วที่สุดสำหรับ 3×3 แต่ใช้ได้กับ 3×3 เท่านั้น

a₁₁a₁₂a₁₃a₁₁a₁₂ a₂₁a₂₂a₂₃a₂₁a₂₂ a₃₁a₃₂a₃₃a₃₁a₃₂ ลงขวา: + a₁₁a₂₂a₃₃ + a₁₂a₂₃a₃₁ + a₁₃a₂₁a₃₂ ขึ้นขวา: − a₁₃a₂₂a₃₁ − a₁₁a₂₃a₃₂ − a₁₂a₂₁a₃₃ สำเนาหลัก 1, 2
เส้นทึบสีฟ้าบวก เส้นประสีส้มลบ ใช้ได้กับ 3×3 เท่านั้น

D2 Rule of Sarrus (3×3 only) กฎของซาร์รัส

det⁡A=a11a22a33+a12a23a31+a13a21a32−a13a22a31−a11a23a32−a12a21a33\det A = \hlP{a_{11}a_{22}a_{33} + a_{12}a_{23}a_{31} + a_{13}a_{21}a_{32}} - \hlF{a_{13}a_{22}a_{31} - a_{11}a_{23}a_{32} - a_{12}a_{21}a_{33}}
ตัวอย่าง D-3 · 3×3 ด้วยซาร์รัส

หา det⁡A\det A เมื่อ A=(2130−14120)A = \begin{pmatrix} 2 & 1 & 3 \\ 0 & -1 & 4 \\ 1 & 2 & 0 \end{pmatrix}

  1. เส้นลงขวาสามเส้น (บวก) D2

    (2)(−1)(0)+(1)(4)(1)+(3)(0)(2)=0+4+0=4\hlP{(2)(-1)(0) + (1)(4)(1) + (3)(0)(2)} = 0 + 4 + 0 = 4
  2. เส้นขึ้นขวาสามเส้น (นำไปลบ)

    (3)(−1)(1)+(2)(4)(2)+(1)(0)(0)=−3+16+0=13\hlF{(3)(-1)(1) + (2)(4)(2) + (1)(0)(0)} = -3 + 16 + 0 = 13
  3. det⁡A=4−13=−9\det A = 4 - 13 = -9

det⁡A=−9\det A = -9

ไมเนอร์ โคแฟกเตอร์ และการกระจายลาปลาซ พื้นฐาน → กลาง

วิธีนี้ใช้ได้กับทุกขนาด แนวคิดคือย่อยดีเทอร์มิแนนต์ n×nn\times n ให้เป็นผลรวมของดีเทอร์มิแนนต์ (n−1)×(n−1)(n-1)\times(n-1) หลายตัว ทำซ้ำจนเหลือ 2×2

D3 Minor and cofactor ไมเนอร์และโคแฟกเตอร์

Mij=det⁡(A ที่ตัดแถว i และหลัก j ออก),Cij=(−1)i+jMij,เครื่องหมาย: (+−+⋯−+−+−+⋮⋱)M_{ij} = \det(A \text{ ที่ตัดแถว } i \text{ และหลัก } j \text{ ออก}), \qquad C_{ij} = (-1)^{i+j}M_{ij}, \qquad \text{เครื่องหมาย: } \begin{pmatrix} + & - & + & \cdots \\ - & + & - & \\ + & - & + & \\ \vdots & & & \ddots \end{pmatrix}

เครื่องหมายสลับแบบกระดานหมากรุก ช่องมุมซ้ายบนเป็น + เสมอ ภาษาไทยเรียกโคแฟกเตอร์ว่าตัวประกอบร่วมเกี่ยว

D4 Laplace (cofactor) expansion การกระจายโคแฟกเตอร์ตามแถวหรือหลักใดก็ได้

det⁡A=∑j=1naijCij  (ตามแถว i)=∑i=1naijCij  (ตามหลัก j)\det A = \sum_{j=1}^{n} a_{ij}C_{ij} \ \ (\text{ตามแถว } i) \qquad = \sum_{i=1}^{n} a_{ij}C_{ij} \ \ (\text{ตามหลัก } j)

ทุกแถวทุกหลักให้คำตอบเท่ากัน จึงเลือกแถวที่มีศูนย์มากที่สุด เพราะพจน์ที่ aij=0a_{ij} = 0 หายไปเลย

ตัวอย่าง D-4 · 3×3 ด้วยโคแฟกเตอร์ (เลือกหลักที่มีศูนย์)

หา det⁡A\det A ของเมทริกซ์ในตัวอย่าง D-3 โดยกระจายตามหลักที่ 1

  1. หลักที่ 1 คือ (2,0,1)(2, 0, 1) มีศูนย์หนึ่งตัว เครื่องหมายของหลัก 1 คือ +,−,++, -, + D4

    det⁡A=+2∣−1420∣−0∣1320∣+1∣13−14∣\det A = \hlF{+2}\begin{vmatrix} -1 & 4 \\ 2 & 0 \end{vmatrix} \hlF{- 0}\begin{vmatrix} 1 & 3 \\ 2 & 0 \end{vmatrix} \hlF{+ 1}\begin{vmatrix} 1 & 3 \\ -1 & 4 \end{vmatrix}
  2. พจน์กลางคูณศูนย์ หายไปเลย ไม่ต้องคำนวณ D1

    =2 (0−8)−0⋅(⋯ )+1 (4+3)=−16+7= 2\,(0 - 8) - \rc{0\cdot(\cdots)} + 1\,(4 + 3) = -16 + 7

det⁡A=−9\det A = -9 ตรงกับวิธีซาร์รัส

ตัวอย่าง D-5 · 4×4 ที่มีศูนย์เยอะ

หา det⁡(1020310100402013)\det\begin{pmatrix} 1 & 0 & 2 & 0 \\ 3 & 1 & 0 & 1 \\ 0 & 0 & 4 & 0 \\ 2 & 0 & 1 & 3 \end{pmatrix}

  1. แถวที่ 3 คือ (0,0,4,0)(0, 0, 4, 0) มีตัวไม่ใช่ศูนย์ตัวเดียวที่ตำแหน่ง (3,3)(3,3) เครื่องหมาย (−1)3+3=+(-1)^{3+3} = + D3

    det⁡A=+4⋅M33=4∣100311203∣\det A = +\hlF{4}\cdot M_{33} = 4\begin{vmatrix} 1 & 0 & 0 \\ 3 & 1 & 1 \\ 2 & 0 & 3 \end{vmatrix}
  2. ไมเนอร์ 3×3 มีแถวแรกเป็น (1,0,0)(1, 0, 0) กระจายตามแถวแรกต่อได้เลย

    M33=1⋅∣1103∣=1⋅(3−0)=3M_{33} = 1\cdot\begin{vmatrix} 1 & 1 \\ 0 & 3 \end{vmatrix} = 1\cdot(3 - 0) = 3

det⁡A=4×3=12\det A = 4 \times 3 = 12 ถ้ากระจายตามแถวแรกตรง ๆ จะต้องคำนวณ 3×3 สองตัว เสียเวลากว่าสองเท่า

สมบัติของดีเทอร์มิแนนต์ พื้นฐาน → กลาง

สมบัติเหล่านี้ทำให้หาค่าได้โดยแทบไม่ต้องคำนวณ และเป็นพื้นฐานของวิธีลดแถว ทุกข้อที่พูดถึง “แถว” ใช้กับ “หลัก” ได้ด้วยเพราะ D5

การดำเนินการแถวผลต่อดีเทอร์มิแนนต์สูตร
สลับสองแถว Ri↔RjR_i \leftrightarrow R_jเปลี่ยนเครื่องหมายD6
คูณแถวด้วย kk: Ri←kRiR_i \leftarrow kR_iคูณด้วย kkD7
บวกพหุคูณของแถวอื่น Ri←Ri+kRjR_i \leftarrow R_i + kR_jไม่เปลี่ยนD8

D5 Transpose ทรานสโพสไม่เปลี่ยนค่า

det⁡(AT)=det⁡A\det(A^T) = \det A

D6 Row swap สลับสองแถว

Ri↔Rj ⇒ det⁡→−det⁡R_i \leftrightarrow R_j \ \Rightarrow\ \det \to -\det

D7 Row scaling คูณแถวเดียวด้วย k

Ri←kRi⇒det⁡→kdet⁡,det⁡(kA)=kndet⁡AR_i \leftarrow kR_i \Rightarrow \det \to k\det, \qquad \hlF{\det(kA) = k^n\det A}

ดึงตัวร่วมออกจากแถวเดียวได้ทีละแถว kAkA คูณ kk ทุกแถว จึงได้ knk^n

D8 Row replacement บวกพหุคูณของแถวอื่น

Ri←Ri+kRj (i≠j)⇒det⁡ เท่าเดิมR_i \leftarrow R_i + kR_j \ (i \ne j) \Rightarrow \det \text{ เท่าเดิม}

เครื่องมือหลักของการสร้างศูนย์โดยไม่ทำให้ค่าเปลี่ยน

D9 Zero determinant tests กรณีที่ได้ศูนย์ทันที

det⁡A=0 ถ้ามีแถว (หลัก) ศูนย์ทั้งแถว หรือสองแถวเท่ากัน หรือเป็นสัดส่วนกัน\det A = 0 \ \text{ถ้ามีแถว (หลัก) ศูนย์ทั้งแถว หรือสองแถวเท่ากัน หรือเป็นสัดส่วนกัน}

กรณีทั่วไปคือแถวหนึ่งเป็นผลรวมเชิงเส้นของแถวอื่น (ขึ้นต่อกันเชิงเส้น)

D10 Triangular matrix เมทริกซ์สามเหลี่ยมและทแยงมุม

det⁡(a11∗∗0a22∗00a33)=a11a22⋯ann\det\begin{pmatrix} a_{11} & * & * \\ 0 & a_{22} & * \\ 0 & 0 & a_{33} \end{pmatrix} = a_{11}a_{22}\cdots a_{nn}

ทั้งสามเหลี่ยมบน ล่าง และทแยงมุม ใช้ผลคูณเส้นทแยงหลักได้เลย ดังนั้น det⁡I=1\det I = 1

D11 Product, inverse and power ผลคูณ อินเวอร์ส และกำลัง

det⁡(AB)=det⁡A det⁡B,det⁡(A−1)=1det⁡A,det⁡(Ak)=(det⁡A)k\det(AB) = \det A\,\det B, \qquad \det(A^{-1}) = \frac{1}{\det A}, \qquad \det(A^k) = (\det A)^k

แม้ AB≠BAAB \ne BA แต่ det⁡(AB)=det⁡(BA)\det(AB) = \det(BA) เสมอ

D12 Linear in one row, NOT additive เชิงเส้นทีละแถว แต่บวกทั้งเมทริกซ์ไม่ได้

∣a+a′b+b′cd∣=∣abcd∣+∣a′b′cd∣,แต่ det⁡(A+B)≠det⁡A+det⁡B\begin{vmatrix} a + a' & b + b' \\ c & d \end{vmatrix} = \begin{vmatrix} a & b \\ c & d \end{vmatrix} + \begin{vmatrix} a' & b' \\ c & d \end{vmatrix}, \qquad \text{แต่ } \det(A + B) \ne \det A + \det B
ตัวอย่าง D-6 · ใช้สมบัติล้วน ไม่ต้องรู้สมาชิก

ให้ AA เป็นเมทริกซ์ 3×3 ที่ det⁡A=5\det A = 5 จงหา det⁡(2A)\det(2A), det⁡(A−1)\det(A^{-1}), det⁡(ATA)\det(A^TA), det⁡(−A)\det(-A) และดีเทอร์มิแนนต์ของ BB ที่ได้จากการสลับแถว 1 กับ 3 ของ AA แล้วคูณแถว 2 ด้วย 3

  1. det⁡(2A)=23det⁡A=8×5=40\det(2A) = 2^3\det A = 8\times5 = 40 D7

  2. det⁡(A−1)=1/5\det(A^{-1}) = 1/5 และ det⁡(ATA)=det⁡ATdet⁡A=5×5=25\det(A^TA) = \det A^T\det A = 5\times5 = 25 D11 D5

  3. det⁡(−A)=(−1)3det⁡A=−5\det(-A) = (-1)^3\det A = -5 (สำหรับ 2×2 จะได้ +5+5)

  4. สลับแถวเปลี่ยนเครื่องหมาย แล้วคูณแถวด้วย 3: det⁡B=3×(−5)=−15\det B = 3\times(-5) = -15 D6

40, 15, 25, −5, −1540,\ \tfrac15,\ 25,\ -5,\ -15

สูตรลัดที่ออกสอบบ่อย: แอดจอยต์ ค่าคงที่ และเมทริกซ์รูปแบบพิเศษ พื้นฐาน → กลาง

ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยชอบให้ det⁡A\det A มาเพียงตัวเลขเดียว แล้วถามดีเทอร์มิแนนต์ของเมทริกซ์ที่สร้างจาก AA ทุกข้อแก้ได้ด้วยสูตรในหัวข้อนี้โดยไม่ต้องรู้สมาชิกของ AA เลย จุดเริ่มคือ Aadj⁡A=(det⁡A)IA\operatorname{adj}A = (\det A)I จาก สูตรอินเวอร์สแบบแอดจอยต์ I3

D22 Determinant of the adjugate det⁡\det ของ adj⁡A\operatorname{adj}A

det⁡(adj⁡A)=(det⁡A)n−1\det(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{n-1}

ที่มา: det⁡(Aadj⁡A)=det⁡((det⁡A)I)=(det⁡A)n\det(A\operatorname{adj}A) = \det\bigl((\det A)I\bigr) = (\det A)^n แล้วหารด้วย det⁡A\det A (สูตรยังจริงเมื่อ det⁡A=0\det A = 0)

D23 Adjugate of kA and adj(adj A) แอดจอยต์ซ้อนและคูณค่าคงที่

adj⁡(kA)=kn−1adj⁡A,adj⁡(adj⁡A)=(det⁡A)n−2A,det⁡(adj⁡(adj⁡A))=(det⁡A)(n−1)2\operatorname{adj}(kA) = k^{n-1}\operatorname{adj}A,\qquad \operatorname{adj}(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{n-2}A,\qquad \det\bigl(\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A)\bigr) = (\det A)^{(n-1)^2}

D24 Adjugate of products แอดจอยต์ของผลคูณ

adj⁡(AB)=adj⁡B adj⁡A,adj⁡(AT)=(adj⁡A)T,adj⁡(A−1)=Adet⁡A\operatorname{adj}(AB) = \operatorname{adj}B\,\operatorname{adj}A,\qquad \operatorname{adj}(A^T) = (\operatorname{adj}A)^T,\qquad \operatorname{adj}(A^{-1}) = \frac{A}{\det A}

ลำดับสลับเหมือน (AB)−1=B−1A−1(AB)^{-1} = B^{-1}A^{-1}

D25 Constant-diagonal pattern แนวทแยงเป็น aa ตัวอื่นเป็น bb

det⁡(ab⋯bba⋯b⋮⋱⋮bb⋯a)n×n=(a−b)n−1(a+(n−1)b)\det\begin{pmatrix} a & b & \cdots & b \\ b & a & \cdots & b \\ \vdots & & \ddots & \vdots \\ b & b & \cdots & a \end{pmatrix}_{n\times n} = (a - b)^{n-1}\bigl(a + (n - 1)b\bigr)

เทคนิค: บวกทุกหลักเข้าหลักแรก ทุกแถวได้ a+(n−1)ba + (n-1)b ดึงออกมา แล้วลบแถวแรกออกจากแถวอื่น

ตัวอย่าง D-9 · แนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย

AA เป็นเมทริกซ์ 3×33\times3 ที่ det⁡A=3\det A = 3 จงหา det⁡(2adj⁡A)\det(2\operatorname{adj}A), det⁡(adj⁡(adj⁡A))\det(\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A)) และ det⁡(A−1adj⁡A)\det(A^{-1}\operatorname{adj}A)

  1. det⁡(2adj⁡A)=23det⁡(adj⁡A)=8×32=72\det(2\operatorname{adj}A) = 2^3\det(\operatorname{adj}A) = 8\times3^{2} = 72 D7 D22

  2. det⁡(adj⁡(adj⁡A))=3(3−1)2=34=81\det(\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A)) = 3^{(3-1)^2} = 3^4 = 81 D23

  3. det⁡(A−1adj⁡A)=1det⁡A⋅(det⁡A)2=det⁡A=3\det(A^{-1}\operatorname{adj}A) = \dfrac{1}{\det A}\cdot(\det A)^2 = \det A = 3 D11

72, 81, 372,\ 81,\ 3

ตรวจข้อสามอีกทาง: A−1adj⁡A=A−1(det⁡A)A−1=3A−2A^{-1}\operatorname{adj}A = A^{-1}(\det A)A^{-1} = 3A^{-2} ได้ det⁡=27⋅19=3\det = 27\cdot\tfrac19 = 3 ✓ · ฝึกต่อที่ แนวข้อสอบชุด A

กับดักที่เจอบ่อย det⁡(adj⁡A)≠det⁡A\det(\operatorname{adj}A) \ne \det A และ det⁡(kA)≠kdet⁡A\det(kA) \ne k\det A — เลขชี้กำลังขึ้นกับขนาด nn ทุกครั้ง ส่วน det⁡(A+B)\det(A + B) ไม่มีสูตรลัด ต้องบวกเมทริกซ์ก่อน (D12)

หาดีเทอร์มิแนนต์ด้วยการลดแถว กลาง

สำหรับ 4×4 ขึ้นไป ให้ใช้ D8 สร้างศูนย์ใต้เส้นทแยงจนเป็นเมทริกซ์สามเหลี่ยม แล้วคูณเส้นทแยงตาม D10 ถ้าระหว่างทางสลับแถวให้กลับเครื่องหมาย ถ้าคูณแถวให้หารกลับ วิธีนี้ใช้การคูณประมาณ n3/3n^3/3 ครั้ง ขณะที่กระจายโคแฟกเตอร์ตรง ๆ ใช้ราว n!n! ครั้ง ที่ n=10n = 10 คือ 333 ครั้งเทียบกับ 3.6 ล้านครั้ง

ตัวอย่าง D-7 · 4×4 ด้วยการลดแถว

หา det⁡(12102531−10243643)\det\begin{pmatrix} 1 & 2 & 1 & 0 \\ 2 & 5 & 3 & 1 \\ -1 & 0 & 2 & 4 \\ 3 & 6 & 4 & 3 \end{pmatrix}

  1. ใช้ 1\hlP{1} ที่มุมซ้ายบนเป็นตัวหลัก (pivot) สร้างศูนย์ในหลักที่ 1 ด้วยการบวกพหุคูณ ค่าไม่เปลี่ยน D8

    →R4←R4−3R1R2←R2−2R1, R3←R3+R1(1210011102340013)\xrightarrow[R_4 \leftarrow R_4 - 3R_1]{R_2 \leftarrow R_2 - 2R_1,\ R_3 \leftarrow R_3 + R_1} \begin{pmatrix} \hlP{1} & 2 & 1 & 0 \\ 0 & \hlP{1} & 1 & 1 \\ 0 & 2 & 3 & 4 \\ 0 & 0 & 1 & 3 \end{pmatrix}
  2. ใช้ 1\hlP{1} ในแถว 2 สร้างศูนย์ใต้มัน

    →R3←R3−2R2(1210011100120013)\xrightarrow{R_3 \leftarrow R_3 - 2R_2} \begin{pmatrix} 1 & 2 & 1 & 0 \\ 0 & 1 & 1 & 1 \\ 0 & 0 & \hlP{1} & 2 \\ 0 & 0 & 1 & 3 \end{pmatrix}
  3. →R4←R4−R3(1210011100120001)\xrightarrow{R_4 \leftarrow R_4 - R_3} \begin{pmatrix} 1 & 2 & 1 & 0 \\ 0 & 1 & 1 & 1 \\ 0 & 0 & 1 & 2 \\ 0 & 0 & 0 & \hlP{1} \end{pmatrix}
  4. ได้เมทริกซ์สามเหลี่ยมบน ไม่มีการสลับหรือคูณแถว จึงไม่ต้องปรับค่า D10

    det⁡A=(1)(1)(1)(1)=1\det A = (1)(1)(1)(1) = 1

det⁡A=1\det A = 1

ดีเทอร์มิแนนต์กับการมีคำตอบ พื้นฐาน

D20 Determinant test เกณฑ์ดีเทอร์มิแนนต์

det⁡A≠0  ⟺  A−1 มีจริง  ⟺  Ax=b มีคำตอบเดียวทุก b  ⟺  rank⁡A=n\det A \ne 0 \iff A^{-1} \text{ มีจริง} \iff A\mathbf x = \mathbf b \text{ มีคำตอบเดียวทุก } \mathbf b \iff \operatorname{rank}A = n

ถ้า det⁡A=0\det A = 0 ระบบอาจไม่มีคำตอบหรือมีคำตอบไม่จำกัด ต้องตรวจด้วยการลดแถว L6 ดูรายการเงื่อนไขที่สมมูลกันทั้งหมดใน I10

งานเรขาคณิตด้วยดีเทอร์มิแนนต์ พื้นฐาน

D17 Area of a triangle พื้นที่สามเหลี่ยมจากพิกัดจุดยอด

พื้นที่=12∣det⁡(x1y11x2y21x3y31)∣\text{พื้นที่} = \frac12\left|\det\begin{pmatrix} x_1 & y_1 & 1 \\ x_2 & y_2 & 1 \\ x_3 & y_3 & 1 \end{pmatrix}\right|

D18 Collinearity and line equation สามจุดอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน

∣xy1x1y11x2y21∣=0\begin{vmatrix} x & y & 1 \\ x_1 & y_1 & 1 \\ x_2 & y_2 & 1 \end{vmatrix} = 0

แทนจุดที่สามแล้วได้ 0 แปลว่าร่วมเส้น ปล่อย (x,y)(x, y) เป็นตัวแปรจะได้สมการเส้นตรงผ่านสองจุด

D19 Cross product as a determinant ผลคูณไขว้

A⃗×B⃗=∣i^j^k^AxAyAzBxByBz∣,A⃗⋅(B⃗×C⃗)=∣AxAyAzBxByBzCxCyCz∣\vec A \times \vec B = \begin{vmatrix} \hat i & \hat j & \hat k \\ A_x & A_y & A_z \\ B_x & B_y & B_z \end{vmatrix}, \qquad \vec A\cdot(\vec B\times\vec C) = \begin{vmatrix} A_x & A_y & A_z \\ B_x & B_y & B_z \\ C_x & C_y & C_z \end{vmatrix}

ผลคูณสเกลาร์สามชั้นคือปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน (D13 ใน 3 มิติ) ดูการใช้งานกับแรงบนตัวนำที่ พีชคณิตของเวกเตอร์

ตัวอย่าง D-8 · พื้นที่สามเหลี่ยม (โจทย์ ม.ปลาย)

หาพื้นที่สามเหลี่ยมที่มีจุดยอด (1,2),(4,6),(6,1)(1, 2), (4, 6), (6, 1)

  1. เรียงพิกัดพร้อมหลักของเลข 1 D17

    det⁡(121461611)\det\begin{pmatrix} 1 & 2 & 1 \\ 4 & 6 & 1 \\ 6 & 1 & 1 \end{pmatrix}
  2. ซาร์รัส: ลงขวา (1)(6)(1)+(2)(1)(6)+(1)(4)(1)=6+12+4=22(1)(6)(1) + (2)(1)(6) + (1)(4)(1) = 6 + 12 + 4 = 22 ขึ้นขวา (1)(6)(6)+(1)(1)(1)+(2)(4)(1)=36+1+8=45(1)(6)(6) + (1)(1)(1) + (2)(4)(1) = 36 + 1 + 8 = 45 D2

    det⁡=22−45=−23\det = 22 - 45 = -23

พื้นที่ =12∣−23∣=11.5= \tfrac12|-23| = 11.5 ตารางหน่วย (เครื่องหมายลบแค่บอกว่าเรียงจุดตามเข็มนาฬิกา)

ดีเทอร์มิแนนต์พิเศษ ขั้นสูง

D14 Block triangular and Schur complement เมทริกซ์บล็อก

det⁡(ABOD)=det⁡A det⁡D,det⁡(ABCD)=det⁡A⋅det⁡(D−CA−1B)  (A−1 มีจริง)\det\begin{pmatrix} A & B \\ O & D \end{pmatrix} = \det A\,\det D, \qquad \det\begin{pmatrix} A & B \\ C & D \end{pmatrix} = \det A\cdot\det(D - CA^{-1}B) \ \ (A^{-1} \text{ มีจริง})

D−CA−1BD - CA^{-1}B เรียก Schur complement ของ AA ใช้ลดรูปวงจรด้วยการกำจัดโนด (Kron reduction) ในระบบไฟฟ้ากำลัง

D15 Vandermonde determinant ดีเทอร์มิแนนต์แวนเดอร์มอนด์

∣1x1x121x2x221x3x32∣=(x2−x1)(x3−x1)(x3−x2)\begin{vmatrix} 1 & x_1 & x_1^2 \\ 1 & x_2 & x_2^2 \\ 1 & x_3 & x_3^2 \end{vmatrix} = (x_2 - x_1)(x_3 - x_1)(x_3 - x_2)

ทั่วไป ∏i<j(xj−xi)\prod_{i\lt j}(x_j - x_i) ไม่เป็นศูนย์เมื่อ xix_i ต่างกันทั้งหมด จึงลากพหุนามผ่านจุดที่ xx ต่างกันได้แบบเดียวเสมอ ตัวอย่าง x=1,2,3x = 1, 2, 3 ได้ (1)(2)(1)=2(1)(2)(1) = 2

D16 Determinant and eigenvalues ผลคูณค่าเฉพาะ

det⁡A=λ1λ2⋯λn\det A = \lambda_1\lambda_2\cdots\lambda_n

นับค่าซ้ำตามจำนวนครั้ง จึง det⁡A=0\det A = 0 ก็ต่อเมื่อมีค่าเฉพาะเป็น 0 E6

D21 Leibniz formula (definition) นิยามแบบการเรียงสับเปลี่ยน

det⁡A=∑σ∈Snsgn⁡(σ)∏i=1nai,σ(i)\det A = \sum_{\sigma \in S_n}\operatorname{sgn}(\sigma)\prod_{i=1}^{n}a_{i,\sigma(i)}

ผลรวม n!n! พจน์ แต่ละพจน์เลือกสมาชิกแถวละหนึ่งตัวและหลักละหนึ่งตัว 2×2 มี 2 พจน์ 3×3 มี 6 พจน์ (ซาร์รัสคือการเขียน 6 พจน์นี้) 4×4 มี 24 พจน์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ระวังจุดเหล่านี้
  • ใช้ซาร์รัสกับ 4×4 → ผิด ใช้ได้เฉพาะ 3×3
  • ลืมเครื่องหมายกระดานหมากรุกตอนกระจายโคแฟกเตอร์ โดยเฉพาะเมื่อกระจายตามแถว 2 ซึ่งเริ่มด้วยลบ D3
  • คิดว่า det⁡(kA)=kdet⁡A\det(kA) = k\det A → ต้องเป็น kndet⁡Ak^n\det A D7
  • ลดแถวแล้วลืมกลับเครื่องหมายเมื่อสลับแถว หรือลืมหารคืนเมื่อคูณแถว D6
  • ใช้ Ri←kRi+RjR_i \leftarrow kR_i + R_j (คูณแถวที่ถูกแทนที่) โดยไม่รู้ว่าค่าเปลี่ยนไป kk เท่า แบบที่ปลอดภัยคือ Ri←Ri+kRjR_i \leftarrow R_i + kR_j
  • อ่าน ∣A∣|A| เป็นค่าสัมบูรณ์ → ดีเทอร์มิแนนต์ติดลบได้

เครื่องคิดเลขดีเทอร์มิแนนต์แสดงวิธีทำ

ใส่เมทริกซ์ขนาด 2×2 ถึง 4×4 รับเลขเศษส่วนเช่น 3/4 และทศนิยม คำนวณแบบเศษส่วนแม่นยำ 2×2 และ 3×3 แสดงการกระจายโคแฟกเตอร์ 4×4 แสดงการลดแถวทีละขั้น

ต่อยอดไปหน้าถัดไป

ดีเทอร์มิแนนต์บอกว่า “มีคำตอบเดียวไหม” แต่ยังไม่ได้ให้คำตอบ หน้าถัดไป ระบบสมการเชิงเส้น สอนวิธีลดแถวที่ทั้งหาคำตอบและบอกได้ด้วยว่าเมื่อ det⁡A=0\det A = 0 ระบบไม่มีคำตอบหรือมีไม่จำกัด ส่วนการใช้ดีเทอร์มิแนนต์แก้ระบบโดยตรงอยู่ที่ กฎของคราเมอร์ · ถ้า det⁡A=0\det A = 0 แล้วอยากรู้ว่าแรงก์เหลือเท่าไร ดู แรงก์ด้วยไมเนอร์ · ฝึกโจทย์ดีเทอร์มิแนนต์ที่ แนวข้อสอบ 45 ข้อ และอ่านสรุปที่บทความ สมบัติดีเทอร์มิแนนต์ที่ออกสอบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

กฎของซาร์รัสใช้กับ 4×4 ได้ไหม?

ไม่ได้ กฎของซาร์รัส (คัดลอกสองหลักแรกแล้วคูณเส้นทแยง) ใช้ได้กับ 3×3 เท่านั้น ถ้าใช้กับ 4×4 จะได้แค่ 8 พจน์จากทั้งหมด 24 พจน์ ขนาดตั้งแต่ 4×4 ขึ้นไปให้กระจายโคแฟกเตอร์ตามแถวที่มีศูนย์มาก หรือลดแถวให้เป็นสามเหลี่ยม

ดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์หมายความว่าอะไร?

เมทริกซ์นั้นไม่มีอินเวอร์ส แถวหรือหลักขึ้นต่อกันเชิงเส้น เชิงเรขาคณิตคือการแปลงบีบพื้นที่หรือปริมาตรให้แบนเหลือศูนย์ และระบบ Ax=bA\mathbf x = \mathbf b ไม่มีคำตอบเดียว (อาจไม่มีคำตอบหรือมีไม่จำกัด)

det(2A) เท่ากับ 2 det A ใช่ไหม?

ไม่ใช่ เพราะ 2A2A คูณ 2 เข้าไปทุกแถว แต่ละแถวดึง 2 ออกมาได้หนึ่งครั้ง ถ้า AA ขนาด n×nn\times n จะได้ det⁡(2A)=2ndet⁡A\det(2A) = 2^n\det A เช่น 3×3 ได้ 8det⁡A8\det A

ควรกระจายโคแฟกเตอร์ตามแถวไหน?

เลือกแถวหรือหลักที่มีศูนย์มากที่สุด เพราะพจน์ที่คูณศูนย์หายไปทันที ถ้าไม่มีศูนย์เลย ให้ใช้การดำเนินการแถวแบบบวกพหุคูณ (ไม่เปลี่ยนค่าดีเทอร์มิแนนต์) สร้างศูนย์ก่อน

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์