พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  4. บั๊ก
  5. DCM · หาดิวตี้

// บทที่ 15.3 · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · Buck in DCM — Three-Interval Analysis & Duty Cycle

บั๊กคอนเวอร์เตอร์โหมด DCM: ไล่วงจรสามช่วงเวลาเพื่อหาดิวตี้ไซเคิลจากโหลด M = 2/(1+√(1+4K/D²))

เมื่อโหลดเบาจนกระแสตัวเหนี่ยวนำลงถึงศูนย์ ดิวตี้ไม่ใช่ Vo/Vg อีกต่อไป แต่ขึ้นกับโหลด หน้านี้ไล่วงจรทีละช่วง D₁ D₂ D₃ จนได้สูตรอัตราส่วนแปลงผัน สูตรดิวตี้ที่ต้องใช้ กระแสพีกและ RMS พร้อมกราฟแล็บเทียบกับการจำลองสวิตชิ่ง

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ช่วง D1D_1: iL ขึ้นถึง ipki_{pk} · D2D_2: iL ลงถึง 0 · D3D_3: iL = 0 (ว่าง) เป็นเงื่อนไขของ DCM
  • volt-second: D2=D1(1−M)/MD_2 = D_1(1-M)/M · กระแสเฉลี่ย: Io=12ipk(D1+D2)I_o = \tfrac12 i_{pk}(D_1 + D_2)
  • ได้ M=21+1+4K/D2M = \dfrac{2}{1+\sqrt{1+4K/D^2}} เมื่อ K=2LRTsK = \dfrac{2L}{RT_s} และดิวตี้ที่ต้องใช้ D=MK1−MD = M\sqrt{\dfrac{K}{1-M}}
  • ที่ดิวตี้คงที่ VoV_o เพิ่มเมื่อโหลดเบา สูงสุดที่ VgV_g ที่ไม่มีโหลด → ต้องใช้วงป้อนกลับ

ทำไมถึงเกิด DCM พื้นฐาน

จากหน้า CCM กระแสตัวเหนี่ยวนำเป็นสามเหลี่ยมที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับกระแสโหลด IoI_o ถ้า IoI_o น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของริปเปิล ΔiL/2\Delta i_L/2 ปลายสามเหลี่ยมจะต่ำกว่าศูนย์ แต่ไดโอดกันกระแสย้อน iLi_L จึงหยุดที่ศูนย์แล้วค้างไว้จนกว่าสวิตช์จะปิดวงจรรอบใหม่ เรียกว่า โหมดกระแสไม่ต่อเนื่อง (DCM)

  • โหลดเบา (R ใหญ่) เช่นอุปกรณ์ที่อยู่ในโหมดรอ (standby)
  • L เล็ก หรือ fs ต่ำ ทำให้ริปเปิลใหญ่เมื่อเทียบกับกระแสโหลด
  • Vg สูง (D ต่ำ) ริปเปิลมาก ขอบเขต CCM แย่ลง

บางงานเลือก DCM โดยตั้งใจ: ใช้ L เล็ก ไดโอดไม่มี reverse recovery (กระแสเป็นศูนย์ก่อนไดโอดปิด) และประสิทธิภาพตอนเบาดี แลกกับกระแสพีกและ RMS ที่สูงกว่า

ขั้นที่ 1: สามช่วงเวลาในหนึ่งคาบ พื้นฐาน

แยกเป็นสามช่วง เขียนดิวตี้ของแต่ละช่วงเป็น D1,D2,D3D_1, D_2, D_3 โดย D1+D2+D3=1D_1 + D_2 + D_3 = 1 เฉพาะ D1D_1 เท่านั้นที่ตัวควบคุมกำหนด (D1=DD_1 = D) ส่วน D2D_2 ขึ้นกับวงจรและ D3D_3 คือเวลาที่เหลือ

ช่วงสถานะvLv_LiLi_L
D1TsD_1T_sQ นำ ไดโอดไม่นำVg−VoV_g - V_oเพิ่มจาก 0 ถึง ipki_{pk}
D2TsD_2T_sQ ไม่นำ ไดโอดนำ−Vo-V_oลดจาก ipki_{pk} ถึง 0
D3TsD_3T_sทั้งคู่ไม่นำ (ช่วงว่าง)00
+−QOFFDLCRVin+VoiL = 0 · vL = 0C จ่ายโหลดเองช่วงว่าง (เฉพาะ DCM): Q และไดโอดไม่นำ iL = 0 มีแต่ C จ่ายโหลด

ช่วงว่าง (D3D_3) ไม่มีกระแสผ่านตัวเหนี่ยวนำ จึงไม่มีแรงดันคร่อม vL=0v_L = 0 โหนด SW ลอยอยู่ที่แรงดันขาออก (ในวงจรจริงมันสั่นด้วย L กับ CossC_{oss} ของสวิตช์ที่ความถี่ ≈1/(2πLCoss)\approx 1/(2\pi\sqrt{LC_{oss}}) ซึ่งไม่ได้อยู่ในแบบจำลองอุดมคตินี้) ส่วนโหลดได้รับพลังงานจากตัวเก็บประจุ C เพียงอย่างเดียว

Vin − Vo−Vo0แรงดันคร่อมตัวเหนี่ยวนำ vL(t)กระแสตัวเหนี่ยวนำ iL(t)D₁·TsD₂·TsD₃·Tsพื้นที่ A₁พื้นที่ A₂ipk0

J1 Three intervals of DCM สามช่วงเวลาของ DCM

D1+D2+D3=1,D1=D,D3>0  ⇔  DCMD_1 + D_2 + D_3 = 1,\qquad D_1 = D,\qquad D_3 > 0 \;\Leftrightarrow\; \text{DCM}

ขั้นที่ 2–4: หาอัตราส่วนแปลงผัน M = Vo/Vg กลาง

ขั้นที่ 2: กระแสพีกจากช่วง D₁

ในช่วง D1D_1 กระแสเริ่มที่ศูนย์ เพิ่มด้วยความชัน (Vg−Vo)/L(V_g - V_o)/L นาน D1TsD_1T_s:

J2 Peak inductor current กระแสพีกตัวเหนี่ยวนำ

ipk=(Vg−Vo) D1TsL=Vg(1−M) D1Lfsi_{pk} = \frac{(V_g - V_o)\,D_1T_s}{L} = \frac{V_g(1-M)\,D_1}{Lf_s}

ขั้นที่ 3: volt-second balance หา D₂

กระแสเริ่มและจบที่ศูนย์ ดังนั้นพื้นที่ vL⋅tv_L\cdot t ของช่วง D1D_1 ต้องหักล้างช่วง D2D_2 (ช่วง D3D_3 ไม่มีส่วนร่วมเพราะ vL=0v_L = 0):

(Vg−Vo)D1−VoD2=0  ⇒  D2=D1 Vg−VoVo=D1 1−MM(V_g - V_o)D_1 - V_oD_2 = 0 \;\Rightarrow\; D_2 = D_1\,\frac{V_g - V_o}{V_o} = D_1\,\frac{1-M}{M}

J3 Interval lengths D₂ and D₃ ความยาวช่วง D₂ และ D₃

D2=D1 1−MM,D3=1−D1−D2=1−D1MD_2 = D_1\,\frac{1-M}{M},\qquad D_3 = 1 - D_1 - D_2 = 1 - \frac{D_1}{M} DCM (D3>0)⇔M>D1\text{DCM } (D_3>0) \Leftrightarrow M > D_1

ข้อสังเกต: เงื่อนไขของ DCM คือ M>DM > D นั่นคือ ใน DCM แรงดันขาออกสูงกว่าที่ DD บอกไว้เสมอ (ในอุดมคติ CCM เท่ากับ M=DM = D พอดี)

ขั้นที่ 4: charge balance — กระแสเฉลี่ยของสามเหลี่ยม

กระแสเฉลี่ยของ iLi_L ต้องเท่ากับกระแสโหลด Io=Vo/RI_o = V_o/R พื้นที่สามเหลี่ยมฐาน (D1+D2)Ts(D_1 + D_2)T_s สูง ipki_{pk} หารด้วย TsT_s:

J4 Average current in DCM กระแสเฉลี่ยใน DCM

Io=VoR=12 ipk (D1+D2)=12 ipk D1MI_o = \frac{V_o}{R} = \frac{1}{2}\,i_{pk}\,(D_1 + D_2) = \frac{1}{2}\,i_{pk}\,\frac{D_1}{M}

แทน ipki_{pk} จาก J2 และ Vo=MVgV_o = MV_g:

MVgR=12⋅Vg(1−M)D1TsL⋅D1M  ⇒  M2=(1−M) D12RTs2L=(1−M)D2K\frac{MV_g}{R} = \frac{1}{2}\cdot\frac{V_g(1-M)D_1T_s}{L}\cdot\frac{D_1}{M} \;\Rightarrow\; M^2 = (1-M)\,\frac{D_1^2RT_s}{2L} = \frac{(1-M)D^2}{K}

โดยนิยาม K≡2LRTsK \equiv \dfrac{2L}{RT_s} (พารามิเตอร์ไร้หน่วยที่รวม L โหลด และความถี่สวิตช์)

จัดเป็นสมการกำลังสองของ MM: KM2+D2M−D2=0K M^2 + D^2 M - D^2 = 0 ได้รากที่เป็นบวก

M=−D2+D4+4KD22K=D2(1+4K/D2−1)2KM = \frac{-D^2 + \sqrt{D^4 + 4KD^2}}{2K} = \frac{D^2\left(\sqrt{1+4K/D^2}-1\right)}{2K}

คูณบนและล่างด้วย 1+4K/D2+1\sqrt{1+4K/D^2}+1 ส่วนบนกลายเป็น D2⋅4K/D2=4KD^2\cdot 4K/D^2 = 4K จึงตัด KK ได้:

J5 DCM conversion ratio อัตราส่วนแปลงผันใน DCM

M=VoVg=21+1+4K/D2,K=2LRTs\boxed{M = \frac{V_o}{V_g} = \frac{2}{1+\sqrt{1+4K/D^2}}},\qquad K = \frac{2L}{RT_s}

ตรวจที่ขอบเขต D3=0D_3 = 0 (M=DM = D): แทน M=DM = D ได้ 1+4K/D2=2/D−1\sqrt{1+4K/D^2} = 2/D - 1 ยกกำลังสองและจัดรูปได้ K=1−DK = 1-D ตรงกับขอบเขต CCM ในหน้าก่อน ✓ นี่คือ ความต่อเนื่อง ของสองโหมด: สูตร DCM ลู่เข้าสู่ M=DM = D ที่ขอบ

ขั้นที่ 5: ดิวตี้ที่ต้องใช้ใน DCM กลาง

ในทางปฏิบัติเรารู้ VoV_o ที่ต้องการและโหลด จึงต้องการ DD ย้อนจาก MM ใช้สมการก่อนแก้กำลังสอง KM2=(1−M)D2KM^2 = (1-M)D^2:

J6 Required duty in DCM ดิวตี้ที่ต้องใช้ใน DCM

D=MK1−M=2L Io VoTs Vg (Vg−Vo)\boxed{D = M\sqrt{\frac{K}{1-M}}} = \sqrt{\frac{2L\,I_o\,V_o}{T_s\,V_g\,(V_g - V_o)}}

รูปที่สองได้โดยแทน K=2L/(RTs)K = 2L/(RT_s) และ R=Vo/IoR = V_o/I_o ผลที่ได้สำคัญมาก: ดิวตี้ที่ต้องใช้ใน DCM แปรตาม Io\sqrt{I_o} (โหลดเบาลง 4 เท่า ดิวตี้ลดเหลือครึ่งเดียว) ต่างจาก CCM ที่ดิวตี้คงที่ไม่ขึ้นกับโหลด นี่คือเหตุผลที่คอนเวอร์เตอร์ที่ตั้งดิวตี้คงที่มีแรงดันขาออกลอยเมื่อโหลดเบา และเป็นเหตุผลที่ตัวชดเชยต้องรองรับสองโหมด (ดูหน้าฟังก์ชันถ่ายโอนใน DCM)

J7 Boundary between CCM and DCM ขอบเขตระหว่าง CCM และ DCM

K=1−D  ⇔  Io,crit=Vo(1−Vo/Vg)2LfsDCM เมื่อ Io<Io,critK = 1-D \;\Leftrightarrow\; I_{o,crit} = \frac{V_o(1-V_o/V_g)}{2Lf_s} \qquad \text{DCM เมื่อ } I_o < I_{o,crit}

กราฟในแล็บด้านล่างแสดงเส้นนี้: ดิวตี้ที่ต้องใช้เป็นเส้นราบ (CCM) แล้วโค้งลงตามรากที่สองเมื่อ Io<Io,critI_o < I_{o,crit}

แรงดันขาออกลอยเมื่อไร้โหลด (open loop) พื้นฐาน

ตั้ง DD คงที่แล้วให้โหลดเบาลง (R→∞R \to \infty, K→0K \to 0): ในสูตร J5 4K/D2→04K/D^2 \to 0 จึงได้ M→21+1=1M \to \dfrac{2}{1+1} = 1 คือ Vo→VgV_o \to V_g ไม่ว่าดิวตี้เล็กแค่ไหน (ตัวเก็บประจุถูกชาร์จทีละพัลส์โดยไม่มีอะไรดึงพลังงานออก จนแรงดันสูงถึงระดับอินพุต) ตัวอย่าง J-4 ใช้ตัวเลขจริง ตรงนี้เป็นสาเหตุที่แหล่งจ่ายแบบ open-loop ที่ไม่มีโหลดขั้นต่ำ (dummy load) อาจทำให้แรงดันสูงเกินพิกัดวงจรที่ต่อกับมัน

J8 No-load limit ขีดจำกัดเมื่อไร้โหลด

R→∞  ⇒  K→0  ⇒  M→1(ประมาณ M≈1−K2D2 เมื่อ K≪D2)R\to\infty \;\Rightarrow\; K\to 0 \;\Rightarrow\; M \to 1 \qquad \left(\text{ประมาณ } M \approx 1 - \frac{K}{2D^2}\ \text{เมื่อ } K \ll D^2\right)

กระแส RMS ริปเปิลแรงดัน และความเค้นใน DCM กลาง

รูปคลื่นเป็นสามเหลี่ยมที่รู้ทั้งความสูง ipki_{pk} และความกว้าง จึงคำนวณค่า RMS ได้จาก ⟨i2⟩\langle i^2\rangle ของสามเหลี่ยม: ความชันเชิงเส้นจาก 0 ถึง ipki_{pk} ตลอดช่วงกว้าง DD มีค่า ⟨i2⟩=ipk2D/3\langle i^2\rangle = i_{pk}^2 D/3

J9 Currents in DCM กระแสต่างๆ ใน DCM

IQ,rms=ipkD13,ID,rms=ipkD23,IL,rms=ipkD1+D23I_{Q,rms} = i_{pk}\sqrt{\frac{D_1}{3}},\qquad I_{D,rms} = i_{pk}\sqrt{\frac{D_2}{3}},\qquad I_{L,rms} = i_{pk}\sqrt{\frac{D_1+D_2}{3}} Ig=12ipkD1,ID,avg=12ipkD2I_{g} = \frac{1}{2}i_{pk}D_1,\qquad I_{D,avg} = \frac{1}{2}i_{pk}D_2

ริปเปิลแรงดัน (ESR = 0): กระแสเข้า C คือ iL−Ioi_L - I_o เฉพาะส่วนที่ iL>Ioi_L > I_o ทำให้ประจุเพิ่ม พื้นที่สามเหลี่ยมเล็กที่อยู่เหนือระดับ IoI_o ฐานกว้าง (ipk−Io)(D1+D2)Ts/ipk(i_{pk}-I_o)(D_1+D_2)T_s/i_{pk}:

J10 Output ripple in DCM (ESR = 0) ริปเปิลแรงดันใน DCM

Δvo=ΔQC=(ipk−Io)2 (D1+D2) Ts2 C ipk\Delta v_o = \frac{\Delta Q}{C} = \frac{(i_{pk} - I_o)^2\,(D_1+D_2)\,T_s}{2\,C\,i_{pk}}

เมื่อเทียบกับ CCM ที่โหลดเท่ากัน DCM มี ipki_{pk} สูงกว่า IoI_o หลายเท่า จึงมีกระแส RMS ในสวิตช์และตัวเหนี่ยวนำสูงกว่าสัดส่วนกับกระแสโหลด สูญเสียการนำ I2RI^2R จึงเพิ่มขึ้นที่โหลดเบา แต่สูญเสียสวิตช์ลดเพราะ turn-on ที่กระแสศูนย์ ไม่มี reverse recovery ของไดโอด

ในทางปฏิบัติ ขั้นสูง

  • ควบคุมแบบป้อนกลับ ปรับ D ตาม J6 เองเมื่อโหลดเปลี่ยน แต่ตัวชดเชยที่ออกแบบสำหรับ CCM (ขั้วคู่) จะผิดทันทีที่เข้า DCM (ขั้วเดียว) ดูหน้า ฟังก์ชันถ่ายโอน และ การออกแบบตัวชดเชย
  • Synchronous rectifier ถ้าไม่ปิด MOSFET ตัวล่างเมื่อกระแสถึงศูนย์ → forced CCM ไม่เกิด DCM แต่มีกระแสวน ชิปสมัยใหม่จึงมี diode emulation (ปิดที่กระแสศูนย์) หรือ pulse-skipping / burst mode ที่โหลดเบามาก เพื่อรักษาประสิทธิภาพ
  • เสียงรบกวน: ช่วงว่างทำให้โหนด SW สั่นด้วย L–Coss ซึ่งแผ่ EMI และบางครั้งเกิดเสียงหอนเมื่อความถี่สวิตช์ลดลงเข้าย่านเสียง (burst) — ดู วิเคราะห์อาการเสีย
  • ค่าแฝงใน DCM: ตัวแบบที่เสนอเป็นแบบอุดมคติ ค่าแฝงขยับ MM เล็กน้อย การจำลองสวิตชิ่งในแล็บรวมค่าแฝงให้ดูผลได้

ตัวอย่างวิธีทำ (ตรวจตัวเลขด้วยซิมูเลเตอร์แล้ว)

โจทย์ฐาน: Vg=24V_g = 24 V, L=300 μL = 300\ \muH, C=100 μC = 100\ \muF, fs=50f_s = 50 kHz (Ts=20 μT_s = 20\ \mus) ไม่มีค่าแฝง (เหมือนหน้า CCM แต่เปลี่ยนโหลด)

ตัวอย่าง J-1

ตั้ง D = 0.5 คงที่ แล้วโหลดเบาลงเป็น R = 100 Ω: Vo เป็นเท่าไร

  1. K=2LRTs=2(300μ)100(20μ)=0.3K = \dfrac{2L}{RT_s} = \dfrac{2(300\mu)}{100(20\mu)} = 0.3 เทียบ 1−D=0.51-D = 0.5: K<1−DK < 1-D → DCM

  2. J5: M=21+1+4(0.3)/0.25=21+5.8=23.4083=0.5868M = \dfrac{2}{1+\sqrt{1+4(0.3)/0.25}} = \dfrac{2}{1+\sqrt{5.8}} = \dfrac{2}{3.4083} = 0.5868 → Vo=24×0.5868=14.08V_o = 24\times0.5868 = \mathbf{14.08} V (สูงกว่า 12 V ของ CCM!)

  3. J3: D2=0.5×1−0.58680.5868=0.3521D_2 = 0.5\times\dfrac{1-0.5868}{0.5868} = 0.3521 และ D3=1−0.5−0.3521=0.1479D_3 = 1 - 0.5 - 0.3521 = 0.1479 (ช่วงว่าง 14.8 %)

  4. J2: ipk=(24−14.08)(0.5)(20μ)300μ=0.3306i_{pk} = \dfrac{(24 - 14.08)(0.5)(20\mu)}{300\mu} = 0.3306 A · J4: Io=12(0.3306)(0.5+0.3521)=0.1408I_o = \tfrac12(0.3306)(0.5 + 0.3521) = 0.1408 A =Vo/R=14.08/100= V_o/R = 14.08/100 ✓

  5. ตรวจด้วยซิมูเลเตอร์สวิตชิ่ง: Vo=14.08V_o = 14.08 V, ipk=0.331i_{pk} = 0.331 A ✓

ตัวอย่าง J-2

ต้องการ 12 V ที่โหลด R = 100 Ω (0.12 A) ตั้ง D เท่าไร

  1. M=12/24=0.5M = 12/24 = 0.5, K=0.3K = 0.3 (ข้างต้น) ตรวจโหมด: ขอบเขต 1−D1-D ที่ดิวตี้ CCM คือ 0.5 > 0.3 → DCM

  2. J6: D=MK1−M=0.50.30.5=0.5×0.7746=0.3873D = M\sqrt{\dfrac{K}{1-M}} = 0.5\sqrt{\dfrac{0.3}{0.5}} = 0.5\times0.7746 = \mathbf{0.3873} (ไม่ใช่ 0.5!)

  3. ตรวจอีกรูป: D=2(300μ)(0.12)(12)(20μ)(24)(12)=0.15=0.3873D = \sqrt{\dfrac{2(300\mu)(0.12)(12)}{(20\mu)(24)(12)}} = \sqrt{0.15} = 0.3873 ✓

  4. รายละเอียดรูปคลื่น: D2=D1(1−M)/M=0.3873D_2 = D_1(1-M)/M = 0.3873 และ D3=1−0.7746=0.2254D_3 = 1 - 0.7746 = 0.2254 · ipk=12(0.3873)(20μ)300μ=0.3098i_{pk} = \dfrac{12(0.3873)(20\mu)}{300\mu} = 0.3098 A · IQ,rms=0.30980.3873/3=0.1113I_{Q,rms} = 0.3098\sqrt{0.3873/3} = 0.1113 A · IL,rms=0.30980.7746/3=0.1574I_{L,rms} = 0.3098\sqrt{0.7746/3} = 0.1574 A · Ig=12(0.3098)(0.3873)=0.0600I_g = \tfrac12(0.3098)(0.3873) = 0.0600 A → Pin=24×0.06=1.44P_{in} = 24\times0.06 = 1.44 W =12×0.12= 12\times0.12 ✓

  5. ริปเปิลแรงดัน (J10): Δvo=(0.3098−0.12)2(0.7746)(20μ)2(100μ)(0.3098)=9.0\Delta v_o = \dfrac{(0.3098-0.12)^2(0.7746)(20\mu)}{2(100\mu)(0.3098)} = 9.0 mV ซิมูเลเตอร์ให้ 9.02 mV ✓ และซิมที่ D=0.3873D = 0.3873 ให้ Vo=12.001V_o = 12.001 V

ตัวอย่าง J-3

เลือก L ให้ยังเป็น CCM ถึง 10 % ของโหลดเต็ม

  1. โหลดเต็ม 1.2 A → 10 % คือ Io,min⁡=0.12I_{o,\min} = 0.12 A

  2. ขอบเขต: Io,crit=Vo(1−D)2Lfs≤Io,min⁡I_{o,crit} = \dfrac{V_o(1-D)}{2Lf_s} \le I_{o,\min} → L≥Vo(1−D)2fsIo,min⁡L \ge \dfrac{V_o(1-D)}{2f_sI_{o,\min}}

  3. ที่ Vg=24V_g = 24 V (D = 0.5): L≥12(0.5)2(50k)(0.12)=500 μL \ge \dfrac{12(0.5)}{2(50k)(0.12)} = 500\ \muH

  4. ที่ Vg=30V_g = 30 V (D = 0.4) แย่กว่า: L≥12(0.6)2(50k)(0.12)=600 μL \ge \dfrac{12(0.6)}{2(50k)(0.12)} = \mathbf{600}\ \muH → เลือก 680 µH (ใหญ่กว่าเดิมที่ใช้ 300 µH สองเท่าเศษ) หรือเพิ่ม fsf_s เป็น 100 kHz ใช้ 300–330 µH ได้

ตัวอย่าง J-4

ตั้ง D = 0.5 แล้วถอดโหลดเกือบหมด (open loop)

  1. R = 1 kΩ: K=0.03K = 0.03, 4K/D2=0.484K/D^2 = 0.48 → M=21+1.48=0.9023M = \dfrac{2}{1+\sqrt{1.48}} = 0.9023 → Vo=21.7V_o = 21.7 V

  2. R = 10 kΩ: K=0.003K = 0.003, 4K/D2=0.0484K/D^2 = 0.048 → M=0.9883M = 0.9883 → Vo=23.7V_o = 23.7 V (ใกล้ 24 V ของอินพุต)

  3. บทเรียน: ตัวเก็บประจุและวงจรปลายทางต้องทนแรงดันอินพุตทั้งหมดแม้ตั้ง D ไว้ที่แรงดันครึ่งหนึ่ง เมื่อไม่มีวงป้อนกลับ

แล็บ: ดิวตี้ที่ต้องใช้เทียบโหลด และ M(D,K) พื้นฐาน

กราฟที่ 1: ดิวตี้ที่ต้องใช้ให้ได้ Vo เมื่อโหลดเปลี่ยน

เลื่อนแถบ Io ดูจุดบนเส้น แล้วเปลี่ยน L หรือ fs เพื่อดูว่าจุดแบ่ง CCM/DCM ขยับไปที่ไหน ติ๊ก "รวมค่าแฝง" เพื่อดูเส้น CCM ยกสูงขึ้นเล็กน้อยตามกระแส (H9)

กราฟที่ 2: อัตราส่วนแปลงผัน M เทียบกับ D สำหรับค่า K ต่างๆ

เส้นเฉียงคือ CCM (M=DM = D) เส้นโค้งสูงกว่าคือ DCM แต่ละ K จะแตกออกจากเส้นเฉียงที่ D=1−KD = 1-K ตามสูตร J5 ยิ่ง K เล็ก (โหลดเบา) เส้นยิ่งสูง

รูปคลื่นจริงจากการจำลองสวิตชิ่ง

กดตัวอย่าง "DCM โหลดเบา" (D = 0.5, R = 100 Ω → 14.08 V) และ "DCM: หา D ให้ได้ 12 V" (D = 0.3873) แล้วเทียบตารางทฤษฎี–จำลอง

ใบงานทดลอง

ใบงาน B1 — ปีนขึ้นของแรงดันตอนโหลดเบา: ตั้ง D = 0.5 คงที่ เพิ่ม R จาก 60 → 100 → 300 → 1000 Ω บันทึก VoV_o เทียบ J5 (12.0 ที่ขอบเขต, 14.08, 18.37, 21.66 V ตามลำดับ) ดูรูปคลื่น iL ที่ช่วงราบ D₃ ยาวขึ้น

ใบงาน B2 — หา D สำหรับ 12 V: เลือกโหมดคำนวณ D จาก Vo เป้าหมาย 12 V ที่ R = 100 Ω ได้ D = 0.3873 เปลี่ยน R เป็น 80, 70, 60 Ω จะได้ D = 0.433, 0.463, 0.500 ตามลำดับ และคงที่ 0.5 เมื่อ R ≤ 60 Ω (เข้า CCM)

ใบงาน B3 — ผลของ L: ที่ R = 100 Ω ตั้ง D = 0.5 เพิ่ม L จาก 300 → 450 → 600 µH ดูว่า VoV_o ลดลงเข้าใกล้ 12 V เมื่อ K โตขึ้น ที่ 600 µH ได้ K = 0.6 > 0.5 กลับเป็น CCM และ Vo=12V_o = 12 V แล้วลองใช้ L = 100 µH ดูว่า VoV_o สูงขึ้นเท่าไร

ใบงาน B4 — Synchronous: เปิด Synchronous ที่ R = 100 Ω, D = 0.5 แล้วดู VoV_o (12 V แม้โหลดเบา) และ iL ที่ติดลบ (กระแสวนกลับ) สังเกตว่า Vo=DVgV_o = DV_g กลับมาเป็นจริงทุกโหลด

ใบงาน B5 — เส้นดิวตี้เทียบโหลด: ที่กราฟที่ 1 เลื่อน IoI_o แล้วจดค่า D ที่ 0.05, 0.1, 0.2, 0.5, 1 A ควรได้ 0.250, 0.354, 0.500, 0.500, 0.500 เพราะต่ำกว่า Io,critI_{o,crit} = 0.2 A ใช้ D=1.25 IoD = \sqrt{1.25\,I_o} (J6) แล้วคงที่ที่ 0.5 ใน CCM

สรุปและก้าวต่อไป

CCMDCM
เงื่อนไขK>1−DK > 1-DK<1−DK < 1-D (M>DM > D)
Vo/VgV_o/V_gDD21+1+4K/D2\dfrac{2}{1+\sqrt{1+4K/D^2}}
ดิวตี้ที่ต้องใช้Vo/VgV_o/V_g ไม่ขึ้นกับโหลดMK/(1−M)M\sqrt{K/(1-M)} ขึ้นกับ Io\sqrt{I_o}
กระแสสูงสุดIo+ΔiL/2I_o + \Delta i_L/2ipk=Vg(1−M)D/(Lfs)i_{pk} = V_g(1-M)D/(Lf_s)
แรงดันเมื่อไร้โหลด (D คงที่)—→Vg\to V_g
ไดนามิกขั้วคู่ LCขั้วเดียว fpf_p (ดูหน้าฟังก์ชันถ่ายโอน)

ต่อไป: แบบจำลองเฉลี่ยด้วยสเตตสเปซ ซึ่งทำให้ได้ฟังก์ชันถ่ายโอน (รวมกรณี DCM แบบอันดับหนึ่ง) · ย้อนกลับ: CCM · นำไปใช้ออกแบบ: ออกแบบและทดสอบโหลดหลายสภาวะ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมบั๊กโหมด DCM ถึงมีแรงดันขาออกสูงขึ้นเมื่อโหลดเบาและดิวตี้คงที่?

ใน DCM กระแสตัวเหนี่ยวนำหยุดที่ศูนย์ พลังงานต่อคาบที่ส่งให้โหลดคือ ½·L·ipk² เมื่อโหลดเบา พลังงานนี้เกินความต้องการ แรงดันตัวเก็บประจุจึงสูงขึ้นจนกว่า Vo จะสูงพอให้ช่วง OFF สั้นลงและสมดุล ที่ไม่มีโหลดเลย M = 2/(1+√(1+4K/D²)) → 1 คือ Vo → Vin จึงต้องใช้วงป้อนกลับลดดิวตี้

ดิวตี้ที่ต้องใช้ใน DCM คำนวณอย่างไร?

ใช้ D = M·√(K/(1−M)) เมื่อ M = Vo/Vin และ K = 2L/(R·Ts) หรือเขียนด้วยกระแสโหลดได้เป็น D = √(2·L·Io·Vo / (Ts·Vin·(Vin − Vo))) ค่านี้ต่ำกว่า Vo/Vin ใน CCM และลดลงเมื่อโหลดเบาลง

ค่า K = 2L/(R·Ts) บอกอะไร?

เป็นพารามิเตอร์ไร้หน่วยที่รวม L โหลด และความถี่สวิตช์ ถ้า K มากกว่า 1−D วงจรเป็น CCM ถ้าน้อยกว่าเป็น DCM ยิ่ง K เล็กยิ่งลึกเข้า DCM

บั๊กแบบ synchronous มี DCM ไหม?

ไม่มีถ้าให้ MOSFET ตัวล่างนำต่อเนื่อง (forced CCM) เพราะกระแสติดลบได้ แต่ชิปส่วนใหญ่มีโหมดจำลองไดโอด (diode emulation) ที่ปิด MOSFET ตัวล่างเมื่อกระแสถึงศูนย์ เพื่อประสิทธิภาพที่โหลดเบา ซึ่งทำให้เข้า DCM เหมือนใช้ไดโอด

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์