พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ออกแบบระบบโซลาร์เซลล์
  4. สายไฟ · ป้องกัน

// บทที่ 16.6 · ออกแบบระบบโซลาร์เซลล์ · Wiring, Protection & Earthing

สายไฟ ฟิวส์ เบรกเกอร์ SPD กราวด์ และการต่อเข้าตู้ไฟ สำหรับระบบโซลาร์

ไฟไหม้จากระบบโซลาร์เกือบทั้งหมดเริ่มที่ฝั่ง DC: ขั้วต่อหลวม ขั้วต่อต่างยี่ห้อ สายถูกบาดที่ขอบรางยึด หรือใช้อุปกรณ์ AC ตัดวงจร DC หน้านี้รวมการเลือกสาย คำนวณแรงดันตก อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินและแรงดันเกิน กราวด์ และจุดต่อเข้าตู้ไฟ ให้ระบบปลอดภัยตลอด 25 ปี

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ฝั่ง DC: สาย PV1-F/H1Z2Z2-K · ขั้วต่อยี่ห้อเดียวกันย้ำด้วยคีมที่ถูกต้อง · สวิตช์ DC-PV2 · ฟิวส์ gPV เมื่อขนาน ≥ 3 สตริง
  • ออกแบบกระแสฝั่ง DC ด้วย 1.25 Isc1.25\,I_{sc} · แรงดันตก DC ≤ 1–1.5 % · AC ≤ 1–2 %
  • SPD ทั้งฝั่ง DC และ AC · กราวด์โครงและกรอบแผงด้วยสาย ≥ 6 mm²
  • ฝั่ง AC: เบรกเกอร์แยกสำหรับอินเวอร์เตอร์ · RCD ตามที่ผู้ผลิตกำหนด (Type B ถ้าอินเวอร์เตอร์ไม่มีการแยกที่เพียงพอ) · ป้ายเตือนแหล่งจ่ายสองทาง

ทำไมไฟ DC จากแผงอันตรายเป็นพิเศษ พื้นฐาน

  • ปิดไม่ได้: ตราบใดที่มีแสง แผงมีแรงดันเสมอ ตัดเบรกเกอร์ที่ตู้ไฟแล้วสาย DC บนหลังคายังมีไฟหลายร้อยโวลต์
  • อาร์กไม่ดับเอง: กระแส AC ผ่านศูนย์ 100 ครั้งต่อวินาที อาร์กจึงดับเองได้ แต่อาร์ก DC ที่แรงดัน 300–1,000 V ต่อเนื่องได้นานจนวัสดุรอบข้างลุกไหม้
  • กระแสลัดวงจรต่ำ: IscI_{sc} สูงกว่ากระแสใช้งานเพียง ~5 % อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินทั่วไปจึงมองไม่เห็นความผิดพร่องหลายชนิด การป้องกันต้องอาศัยการออกแบบและติดตั้งที่ถูกต้องเป็นหลัก
  • อยู่กลางแจ้ง 25 ปี: UV ความร้อน 70–80 °C บนหลังคา ฝน หนู และการขยายตัวของโครงโลหะ

ผังวงจรเส้นเดียว (Single-Line Diagram) ของระบบบ้าน พื้นฐาน

สตริงแผง→(ฟิวส์ gPV ถ้าจำเป็น)→DC isolator DC-PV2→SPD DC Type 2→อินเวอร์เตอร์→AC isolator / เบรกเกอร์→SPD AC · RCD (ตามผู้ผลิต)→ตู้ไฟ · มิเตอร์

ใน SLD ต้องระบุ: จำนวนแผงต่อสตริงและจำนวนสตริง Voc,maxV_{oc,max} และ IscI_{sc} ขนาดและชนิดสายทุกช่วง พิกัดฟิวส์ สวิตช์ SPD เบรกเกอร์ RCD จุดต่อลงดิน และจุดต่อเข้าระบบการไฟฟ้า เป็นเอกสารที่การไฟฟ้าและผู้ตรวจต้องใช้ และเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารส่งมอบตาม IEC 62446-1

สายไฟและขั้วต่อฝั่ง DC พื้นฐาน

  • สาย: PV1-F หรือ H1Z2Z2-K (EN 50618 / IEC 62930) ทองแดงฝอยชุบดีบุก ฉนวนสองชั้นทน UV แรงดัน 1,000–1,500 V DC ขนาดที่ใช้บ่อย 4 mm² (สตริง) และ 6–10 mm² (สายยาวหรือรวมสตริง)
  • ขั้วต่อ: MC4 หรือที่ “compatible” ต้องเป็น ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งสองฝั่ง (IEC 62852 ทดสอบแบบจับคู่) การเสียบต่างยี่ห้อเป็นสาเหตุอันดับต้นของอาร์กและไฟไหม้ ย้ำหัวด้วยคีมย้ำที่ผู้ผลิตกำหนด ห้ามใช้คีมธรรมดา
  • การเดิน: ใช้ท่อหรือรางที่ทน UV ยึดสายไม่ให้ห้อยแตะหลังคา ห้ามรัดสายผ่านขอบคมของราง เว้นห่วงหยดน้ำ (drip loop) ที่จุดเข้าท่อ เดินสาย + และ − คู่กันเพื่อลดพื้นที่วงรอบ
  • ภายในอาคาร: เดินในท่อโลหะ แยกจากสาย AC และติดป้าย “สาย DC จากแผงโซลาร์ มีไฟแม้ตัดเบรกเกอร์”

W1 DC voltage drop แรงดันตกในสาย DC (ไป-กลับ)

ΔV=2 L I ρTAΔV%=ΔVV×100Amin=2 L I ρTΔV%max V/100\Delta V = \frac{2\,L\,I\,\rho_T}{A} \qquad \Delta V\% = \frac{\Delta V}{V}\times 100 \qquad A_{min} = \frac{2\,L\,I\,\rho_T}{\Delta V\%_{max}\,V/100}

W2 Copper resistivity vs temperature ความต้านทานจำเพาะของทองแดง

ρT=ρ20[1+0.00393 (T−20)]ρ20=0.01724 Ω mm2/m\rho_T = \rho_{20}\left[1 + 0.00393\,(T-20)\right] \qquad \rho_{20} = 0.01724\ \Omega\,\text{mm}^2/\text{m}

W3 AC voltage drop แรงดันตกฝั่ง AC

ΔV1ϕ=2LI (R′cos⁡φ+X′sin⁡φ)ΔV3ϕ=3 LI (R′cos⁡φ+X′sin⁡φ)\Delta V_{1\phi} = 2LI\,(R'\cos\varphi + X'\sin\varphi) \qquad \Delta V_{3\phi} = \sqrt{3}\,LI\,(R'\cos\varphi + X'\sin\varphi)

R′R', X′X' คือความต้านทานและรีแอกแตนซ์ต่อเมตรของสาย อินเวอร์เตอร์จ่ายที่ cos⁡φ≈1\cos\varphi \approx 1 จึงใช้แค่ส่วน R′R' ได้ แรงดันตกฝั่ง AC มีผลมากกว่าที่คิด: แรงดันที่ขั้วอินเวอร์เตอร์ = แรงดันกริด + แรงดันตก ถ้าสายจำหน่ายแรงดันสูงอยู่แล้วช่วงเที่ยง อินเวอร์เตอร์จะตัดเพราะแรงดันเกิน (overvoltage trip) ควรให้แรงดันตกฝั่ง AC ≤ 1 % สำหรับระบบบ้าน

ตัวอย่าง W-1

สายสตริงยาว 30 m: 4 หรือ 6 mm²

สตริง 5 แผง ImpI_{mp} = 13.37 A สายยาวทางเดียว 30 m ทองแดงที่ 70 °C

  1. ρ70=0.01724[1+0.00393(50)]=0.02063 Ω mm2/m\rho_{70} = 0.01724\left[1+0.00393(50)\right] = 0.02063\ \Omega\,\text{mm}^2/\text{m}

  2. 4 mm²: ΔV=2(30)(13.37)(0.02063)/4=4.14\Delta V = 2(30)(13.37)(0.02063)/4 = 4.14 V → 4.14/217=1.9 %4.14/217 = 1.9\ \% ที่ VmpV_{mp} STC และ 2.2 % ตอนร้อน · สูญเสีย 55 W

  3. 6 mm²: ΔV=2.76\Delta V = 2.76 V → 1.27 % (1.5 % ตอนร้อน) · สูญเสีย 37 W

  4. เลือก 6 mm² — ต้นทุนสายเพิ่มไม่กี่ร้อยบาท แต่ได้พลังงานคืนราว 18 W ตลอดช่วงแดดจัดไปอีก 25 ปี (ทดลองในเครื่องคำนวณด้านล่าง)

W4 DC design current กระแสที่ใช้เลือกสายและอุปกรณ์ฝั่ง DC

Idesign,string=1.25 IscIdesign,array=1.25 Np IscI_{design,string} = 1.25\,I_{sc} \qquad I_{design,array} = 1.25\,N_p\,I_{sc}

ความสามารถนำกระแส (ampacity) ของสายต้องลดค่าตามอุณหภูมิแวดล้อม (หลังคาร้อน 60–70 °C) และจำนวนสายที่รวมกลุ่มในท่อ ใช้ตารางของผู้ผลิตสายหรือมาตรฐาน วสท./IEC 60364-5-52 แล้วเลือกขนาดที่ผ่านทั้งเงื่อนไขกระแส (W4) และแรงดันตก (W1)

ฟิวส์สตริง: เมื่อไรต้องมี กลาง

เมื่อสตริงหนึ่งลัดวงจร (เช่น ขั้วต่อทะลุลงโครง) สตริงอื่นที่ขนานอยู่จะดันกระแสย้อนเข้าไป แผงทนกระแสย้อนได้ไม่เกินค่า “maximum series fuse rating” IMOD,OCPRI_{MOD,OCPR} ในดาต้าชีต (เช่น 25–30 A)

W5 String fuse requirement and rating (IEC 62548) เงื่อนไขและพิกัดฟิวส์สตริง

ต้องมีฟิวส์เมื่อ (Np−1) 1.25 Isc>IMOD,OCPR1.5 Isc<In≤min⁡(2.4 Isc, IMOD,OCPR)\text{ต้องมีฟิวส์เมื่อ } (N_p - 1)\,1.25\,I_{sc} > I_{MOD,OCPR} \qquad 1.5\,I_{sc} < I_n \le \min(2.4\,I_{sc},\ I_{MOD,OCPR})
ตัวอย่าง W-2

รวม 3 สตริงเข้า MPPT เดียว

แผง IscI_{sc} = 14.1 A, maximum series fuse = 30 A

  1. กระแสย้อนสูงสุด (3−1)(1.25)(14.1)=35.3(3-1)(1.25)(14.1) = 35.3 A > 30 A → ต้องมีฟิวส์

  2. ถ้า 2 สตริง: (2−1)(1.25)(14.1)=17.6(2-1)(1.25)(14.1) = 17.6 A ≤ 30 A → ไม่ต้องมี

  3. พิกัดฟิวส์: 1.5(14.1)=21.2<In≤min⁡(33.8,30)1.5(14.1) = 21.2 < I_n \le \min(33.8, 30) → เลือก 25 A gPV พิกัดแรงดัน ≥ Voc,maxV_{oc,max} ของสตริง ติดทั้งขั้ว + และ −

สวิตช์ตัดตอน DC (DC isolator) พื้นฐาน

  • ใช้สวิตช์ที่ระบุ DC-PV2 ตาม IEC 60947-3 (หรือ DC-PV1 สำหรับงานเบา) แรงดัน ≥ Voc,maxV_{oc,max} กระแส ≥ 1.25IscNp1.25 I_{sc} N_p ตัดได้ทั้งขั้ว + และ −
  • ติดใกล้อินเวอร์เตอร์ (หลายรุ่นมีในตัว) ระบบที่สาย DC ยาวเข้าอาคารควรมีอีกชุดใกล้แผงหรือก่อนเข้าอาคาร
  • สวิตช์ DC ในกล่องพลาสติกกลางแดดเป็นจุดเสียบ่อย: เลือก IP65/66 ติดใต้ร่มเงา ติดตั้งให้ทางเข้าสายอยู่ด้านล่าง ใช้เคเบิลแกลนด์ขนาดพอดีสาย
  • ห้ามใช้เบรกเกอร์ AC หรือ MCB ที่ไม่ได้ระบุพิกัด DC (และขั้วถูกต้อง สำหรับ DC breaker ที่มีขั้ว) — ใส่กลับขั้วแล้วตัดอาร์กไม่ได้

อุปกรณ์ป้องกันแรงดันเกิน (SPD) และฟ้าผ่า กลาง

ประเทศไทยมีวันฟ้าคะนองสูง (หลายพื้นที่ > 80–100 วันต่อปี) แผงบนหลังคาเป็นตัวรับแรงดันเหนี่ยวนำจากฟ้าผ่าใกล้ ๆ ได้ดี SPD จึงเป็นอุปกรณ์จำเป็น

ตำแหน่งชนิดเลือกอย่างไร
ฝั่ง DC ที่อินเวอร์เตอร์Type 2 (Type 1+2 ถ้ามีระบบล่อฟ้าและระยะห่างไม่พอ)UCPV≥Voc,maxU_{CPV} \ge V_{oc,max} ของอาร์เรย์ · ISCPV≥1.25NpIscI_{SCPV} \ge 1.25 N_p I_{sc} · ตาม IEC 61643-31
ฝั่ง DC ใกล้แผงType 2เมื่อสาย DC ยาวเกิน ~10 m
ฝั่ง AC ที่อินเวอร์เตอร์ / ตู้ไฟType 2 (Type 1+2 ที่ตู้เมนถ้ามีล่อฟ้าหรือสายอากาศ)Uc≥U_c \ge 275 V (ระบบ 230/400 V)
  • สายต่อ SPD ลงดินต้องสั้นที่สุด (รวมสองข้าง < 0.5 m) มิฉะนั้นแรงดันตกบนสายเหนี่ยวนำจะทำให้ SPD ไร้ประโยชน์
  • อาคารที่มีระบบล่อฟ้า: ติดแผงให้ห่างจากตัวนำล่อฟ้าตามระยะแยก (separation distance) ตาม IEC 62305-3 หรือออกแบบให้อยู่ในพื้นที่ป้องกัน ถ้าไม่ได้ต้องเชื่อมเข้ากับระบบล่อฟ้าและใช้ SPD Type 1
  • SPD เป็นวัสดุสิ้นเปลือง ตรวจหน้าต่างแสดงสถานะทุกครั้งที่บำรุงรักษาและหลังพายุฟ้าคะนองรุนแรง

กราวด์และการประสานศักย์ พื้นฐาน

  • ต่อกรอบแผงและโครงยึดลงดิน (equipotential bonding) ด้วยสายทองแดง ≥ 6 mm² (≥ 16 mm² เมื่อเชื่อมกับระบบล่อฟ้า) ใช้ขั้วต่อหรือแหวนกัดผิว (bonding washer/WEEB) ที่เจาะผ่านผิวอโนไดซ์ของกรอบอลูมิเนียม ระวังการกัดกร่อนระหว่างทองแดงกับอลูมิเนียม (ใช้ขั้วต่อ bi-metal หรือสแตนเลส)
  • ระบบไฟฟ้าแรงต่ำในไทย ส่วนใหญ่เป็น TN-C-S ต่อสายดินของระบบโซลาร์เข้ากับขั้วดินหลักของอาคารตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของ วสท. และข้อกำหนดของการไฟฟ้า ไม่ตอกหลักดินแยกลอย ๆ ที่ไม่ได้เชื่อมกับระบบหลัก
  • ห้ามต่อขั้ว + หรือ − ของแผงลงดิน เว้นแต่ผู้ผลิตแผงและอินเวอร์เตอร์กำหนด (functional earthing สำหรับแผงบางชนิด) อินเวอร์เตอร์ไม่มีหม้อแปลงส่วนใหญ่ต้องการอาร์เรย์แบบลอย (floating) และตรวจความต้านทานฉนวน (Riso) ก่อนเริ่มทำงานทุกเช้า

ฝั่ง AC และการต่อเข้าตู้ไฟ พื้นฐาน

W6 Inverter AC current and breaker กระแสขาออกและเบรกเกอร์ฝั่ง AC

IAC,1ϕ=PACVcos⁡φIAC,3ϕ=PAC3 VLLcos⁡φIn,CB≥1.25 IAC,maxI_{AC,1\phi} = \frac{P_{AC}}{V\cos\varphi} \qquad I_{AC,3\phi} = \frac{P_{AC}}{\sqrt{3}\,V_{LL}\cos\varphi} \qquad I_{n,CB} \ge 1.25\,I_{AC,max}
ตัวอย่าง W-3

เบรกเกอร์สำหรับอินเวอร์เตอร์ 5 kW และ 10 kW

  1. 5 kW 1 เฟส 230 V: I=5000/230=21.7I = 5000/230 = 21.7 A → 1.25×21.7=27.21.25 \times 21.7 = 27.2 A → เบรกเกอร์ 32 A 2P (หรือตามค่าสูงสุดที่ผู้ผลิตแนะนำ ใช้ IAC,maxI_{AC,max} จากดาต้าชีตถ้ามี)

  2. 10 kW 3 เฟส 400 V: I=10000/(3⋅400)=14.4I = 10000/(\sqrt{3}\cdot 400) = 14.4 A → 1.25×14.4=18.01.25 \times 14.4 = 18.0 A → เบรกเกอร์ 20 A 4P

  3. สายต้องรับกระแสได้ไม่น้อยกว่าพิกัดเบรกเกอร์ตามวิธีเดินสาย และแรงดันตกตามข้อ W3

  • จุดต่อ: ต่อเข้าเบรกเกอร์ย่อยเฉพาะของอินเวอร์เตอร์ในตู้ไฟ (load-side connection) ตรวจว่าบัสบาร์และเมนเบรกเกอร์ของตู้รับกระแสรวมจากการไฟฟ้า + อินเวอร์เตอร์ได้ (กฎ 120 % ใน NEC เป็นแนวคิดที่ใช้อ้างอิง)
  • RCD: ทำตามคู่มืออินเวอร์เตอร์ อินเวอร์เตอร์ที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่สามารถป้อนกระแสรั่ว DC เข้าระบบ (มีการแยกอย่างง่ายหรือมี RCMU ในตัว) ใช้ RCD Type A ได้ ถ้าไม่ใช่ต้องใช้ Type B
  • ป้าย: ที่ตู้ไฟและมิเตอร์ “ระบบนี้มีแหล่งจ่ายไฟสองแหล่ง” ระบุตำแหน่งสวิตช์ตัดของอินเวอร์เตอร์ ให้ผู้ซ่อมและพนักงานดับเพลิงเห็นชัด
  • ระบบ hybrid: แยกตู้โหลดสำรอง (backup panel) ห้ามต่อเอาต์พุตสำรองเข้ากับวงจรที่มีไฟการไฟฟ้า ตรวจ N-PE switching ในโหมดสำรองตามคู่มือ

ไฟไหม้ AFCI และ Rapid Shutdown กลาง

  • AFCI (arc-fault circuit interrupter) ในอินเวอร์เตอร์ตรวจลายเซ็นความถี่สูงของอาร์กแบบอนุกรมแล้วหยุดทำงาน (UL 1699B, IEC 63027) อินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่หลายยี่ห้อมีให้ ควรเปิดใช้
  • Rapid shutdown ลดแรงดันสายบนหลังคาให้ต่ำกว่า ~30 V ภายในเวลาสั้นเมื่อสั่งหยุด (ข้อบังคับใน NEC 690.12 ของสหรัฐฯ) ทำได้ด้วย optimizer, micro-inverter หรือ MLPE shutdown device เหมาะกับอาคารสาธารณะ อาคารสูง และโรงงานที่มีวัสดุติดไฟ
  • สาเหตุไฟไหม้ที่พบมากที่สุด: ขั้วต่อต่างยี่ห้อหรือย้ำไม่ดี สวิตช์ DC เสื่อม ฉนวนสายถูกบาด และการทำงานต่อโดยไม่ตรวจหลังพายุ — ป้องกันได้ด้วยการตรวจตามตาราง (ดู งานบำรุงรักษา)

เช็กลิสต์ฝั่ง DC และ AC

  1. สาย PV ตามมาตรฐาน ขนาดผ่านทั้งกระแสและแรงดันตก
  2. ขั้วต่อยี่ห้อเดียวกัน ย้ำด้วยเครื่องมือของผู้ผลิต ทดสอบดึง
  3. อุปกรณ์ DC ทุกตัวมีพิกัดแรงดัน ≥ Voc,maxV_{oc,max} และพิกัดกระแส ≥ 1.25 Isc1.25\,I_{sc} ต่อวงจร
  4. ฟิวส์ gPV เมื่อจำเป็นตาม W5
  5. SPD DC และ AC ติดใกล้อุปกรณ์ที่ป้องกัน สายลงดินสั้น
  6. กรอบแผงและโครงประสานศักย์ ต่อเข้าระบบดินหลัก
  7. เบรกเกอร์ AC แยก RCD ตามผู้ผลิต ป้ายเตือนครบ
  8. ทดสอบตาม IEC 62446-1 ก่อนจ่ายไฟ (ขั้ว VocV_{oc} IscI_{sc} ฉนวน) — ดู การทดสอบส่งมอบ

คำถามที่พบบ่อย

ใช้เบรกเกอร์ AC ธรรมดาตัดไฟฝั่ง DC ของแผงโซลาร์ได้ไหม?

ไม่ได้ กระแส DC ไม่มีจุดผ่านศูนย์ทุกครึ่งรอบแบบ AC อาร์กที่เกิดตอนตัดวงจรจึงดับยาก เบรกเกอร์หรือสวิตช์ AC ที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับ DC อาจเกิดอาร์กค้างและไหม้ ต้องใช้อุปกรณ์ที่ระบุพิกัดแรงดัน DC ไม่น้อยกว่า Voc สูงสุดของสตริง และสำหรับ DC isolator ควรระบุ utilization category DC-PV2 ตาม IEC 60947-3

ระบบโซลาร์ต้องมีฟิวส์สตริงทุกระบบไหม?

ไม่ทุกระบบ ฟิวส์สตริงจำเป็นเมื่อมีสตริงขนานกันตั้งแต่ 3 สตริงขึ้นไปในวงจรเดียว (หรือเมื่อกระแสย้อนจากสตริงอื่นรวมกันเกินพิกัด maximum series fuse ของแผง) ระบบบ้านที่ใช้สตริงละ MPPT หรือขนานแค่ 2 สตริงมักไม่ต้องใช้ ถ้าใช้ต้องเป็นฟิวส์ชนิด gPV ตาม IEC 60269-6 ติดทั้งขั้วบวกและลบ

สาย DC ของโซลาร์ใช้สาย THW หรือ VCT ได้ไหม?

ไม่ควร สายโซลาร์ต้องทนแสง UV โอโซน อุณหภูมิสูง และแรงดัน DC ถึง 1,000–1,500 V ตลอด 25 ปี ให้ใช้สาย PV1-F หรือ H1Z2Z2-K ตาม EN 50618 / IEC 62930 ซึ่งเป็นฉนวนสองชั้นแบบ cross-linked ส่วนสาย THW เป็น PVC ไม่ทน UV และไม่ได้ออกแบบสำหรับงานนี้