พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. พีชคณิตเชิงเส้น
  4. การประยุกต์ ไฟฟ้า · เครื่องกล · โยธา

// บทที่ 7.8 · พีชคณิตเชิงเส้น · Engineering Applications

การประยุกต์พีชคณิตเชิงเส้นทางวิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล และโยธา

ทุกครั้งที่วิศวกรมีหลายสิ่งที่ผูกกันเป็นเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นโนดในวงจร บัสในระบบไฟฟ้า มวลในเครื่องจักร จุดต่อในโครงถัก หรือหมุดในงานสำรวจ ผลลัพธ์คือระบบสมการเชิงเส้น หน้านี้รวบรวมงานจริงจากสามสาขาที่ใช้เครื่องมือในชุดนี้ทั้งหมด: การลดแถว อินเวอร์ส ค่าเฉพาะ และกำลังสองน้อยสุด พร้อมแล็บโครงถักและแล็บโหมดการสั่นให้ลองเปลี่ยนค่าเอง สูตรใช้รหัส G

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • เครือข่าย + สมดุลทุกจุด = Ax=bA\mathbf x = \mathbf b (KCL, ΣF = 0, การอนุรักษ์ปริมาณรถ)
  • เมทริกซ์ความนำ G=AYATG = AYA^T กับเมทริกซ์สติฟเนส K=ATkAK = A^TkA มีโครงสร้างเดียวกัน
  • การสั่น: (K−ω2M)ϕ=0(K - \omega^2M)\boldsymbol\phi = 0 ค่าเฉพาะคือความถี่ธรรมชาติ
  • ข้อมูลเกิน: ATAx^=ATbA^TA\hat{\mathbf x} = A^T\mathbf b (กำลังสองน้อยสุด)

วิศวกรรมไฟฟ้า: เมทริกซ์อุบัติการณ์ การไหลของกำลัง และการสอบเทียบ กลาง

หน้าประยุกต์ในวิศวกรรมไฟฟ้ามีเมช โนด เฟสเซอร์ สองพอร์ต และ Y-bus ครบแล้ว หัวข้อนี้เพิ่มมุมมองที่เป็นระบบที่สุด คือเขียนวงจรทั้งวงด้วยเมทริกซ์อุบัติการณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่โปรแกรมจำลองวงจรอย่าง SPICE ใช้จริง

G1 Incidence matrix formulation เมทริกซ์อุบัติการณ์

KCL: Ai=0,KVL: v=ATe,i=Yv+js ⇒ AYAT⏟G e=−Ajs\text{KCL: } A\mathbf i = \mathbf 0,\quad \text{KVL: } \mathbf v = A^T\mathbf e,\quad \mathbf i = Y\mathbf v + \mathbf j_s \ \Rightarrow\ \underbrace{AYA^T}_{G}\,\mathbf e = -A\mathbf j_s

AA (โนด × กิ่ง) มี +1 ที่โนดที่กระแสออก −1 ที่โนดที่กระแสเข้า · YY = เมทริกซ์ทแยงของความนำกิ่ง · e\mathbf e = แรงดันโนด

G2 DC power flow การไหลของกำลังแบบ DC

P=B′θ,Pij=θi−θjXij\mathbf P = B'\boldsymbol\theta,\qquad P_{ij} = \frac{\theta_i - \theta_j}{X_{ij}}

ประมาณจากสมการโหลดโฟลว์จริง (แรงดัน 1 pu, ไม่คิด R, มุมเล็ก) ใช้วางแผนระบบส่งและวิเคราะห์ความมั่นคง N−1

G3 Least squares กำลังสองน้อยสุด

min⁡∥Ax−b∥2⇒ATA x^=ATb\min\|A\mathbf x - \mathbf b\|^2 \Rightarrow A^TA\,\hat{\mathbf x} = A^T\mathbf b
ตัวอย่าง G-1 · สร้าง G = AYAᵀ

แหล่งกระแส 2 A ป้อนโนด 1 · กิ่ง: Ga=1G_a = 1 S (โนด 1–กราวด์), Gb=0.5G_b = 0.5 S (โนด 1–โนด 2), Gc=0.25G_c = 0.25 S (โนด 2–กราวด์)

  1. เมทริกซ์อุบัติการณ์ (แถว = โนด 1, 2 · หลัก = กิ่ง a, b, c โดยกำหนดทิศกระแสจากโนดเลขน้อยไปมาก/กราวด์)

    A=[1100−11],Y=diag⁡(1, 0.5, 0.25)A = \begin{bmatrix} 1 & 1 & 0 \\ 0 & -1 & 1 \end{bmatrix},\quad Y = \operatorname{diag}(1,\ 0.5,\ 0.25)
  2. G=AYAT=[1+0.5−0.5−0.50.5+0.25]=[1.5−0.5−0.50.75]G = AYA^T = \begin{bmatrix} 1 + 0.5 & -0.5 \\ -0.5 & 0.5 + 0.25 \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 1.5 & -0.5 \\ -0.5 & 0.75 \end{bmatrix}
  3. แก้ Ge=is=(2,0)G\mathbf e = \mathbf i_s = (2, 0): det⁡G=0.875\det G = 0.875

    e1=2(0.75)0.875=1.714 V,e2=0.5(2)0.875=1.143 Ve_1 = \frac{2(0.75)}{0.875} = 1.714\ \text{V},\qquad e_2 = \frac{0.5(2)}{0.875} = 1.143\ \text{V}

e1=1.714e_1 = 1.714 V, e2=1.143e_2 = 1.143 V · G ที่ได้ตรงกับ “กฎการมอง” ทแยง = ผลรวมความนำที่ต่อโนด นอกทแยง = ลบความนำร่วม A1

ตรวจ KCL โนด 2: 0.5(1.714−1.143)=0.286=0.25(1.143)0.5(1.714 - 1.143) = 0.286 = 0.25(1.143) ✓

ตัวอย่าง G-2 · การไหลของกำลังแบบ DC ระบบ 3 บัส

บัส 1 เป็นสแล็ก (θ₁ = 0) · X12=0.1, X13=0.2, X23=0.25X_{12} = 0.1,\ X_{13} = 0.2,\ X_{23} = 0.25 pu · โหลดบัส 2 = 0.8 pu บัส 3 = 0.6 pu

  1. ตัดแถว-หลักของสแล็กออก B22′=10.1+10.25=14B'_{22} = \tfrac1{0.1} + \tfrac1{0.25} = 14, B33′=10.2+10.25=9B'_{33} = \tfrac1{0.2} + \tfrac1{0.25} = 9, B23′=−4B'_{23} = -4

    [14−4−49][θ2θ3]=[−0.8−0.6]\begin{bmatrix} 14 & -4 \\ -4 & 9 \end{bmatrix}\begin{bmatrix}\theta_2\\\theta_3\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}-0.8\\-0.6\end{bmatrix}
  2. θ2=−0.8(9)−(−4)(−0.6)110=−0.0873,θ3=14(−0.6)−(−4)(−0.8)110=−0.1055 rad\theta_2 = \frac{-0.8(9) - (-4)(-0.6)}{110} = -0.0873,\qquad \theta_3 = \frac{14(-0.6) - (-4)(-0.8)}{110} = -0.1055\ \text{rad}
  3. P12=0+0.08730.1=0.873,P13=0.10550.2=0.527,P23=−0.0873+0.10550.25=0.073 puP_{12} = \frac{0 + 0.0873}{0.1} = 0.873,\quad P_{13} = \frac{0.1055}{0.2} = 0.527,\quad P_{23} = \frac{-0.0873 + 0.1055}{0.25} = 0.073\ \text{pu}

สแล็กจ่าย 1.4 pu แยกไปสายต่าง ๆ ตามความต้านทานไฟฟ้าจินตภาพ ไม่ใช่เส้นทางที่สั้นที่สุด

ตรวจบัส 2: เข้า 0.873 − ออก 0.073 = 0.8 ✓ · บัส 3: 0.527 + 0.073 = 0.6 ✓

ตัวอย่าง G-3 · สอบเทียบเทอร์โมคัปเปิลด้วยกำลังสองน้อยสุด

อุณหภูมิ 0, 25, 50, 75, 100 °C อ่านได้ 0.02, 1.02, 2.05, 3.03, 4.10 mV หาเส้นตรง y=ax+by = ax + b

  1. 5 สมการ 2 ตัวไม่รู้ A=[xi1]A = \begin{bmatrix} x_i & 1\end{bmatrix} ใช้ G3

    ATA=[∑x2∑x∑xn]=[187502502505],ATy=[765.2510.22]A^TA = \begin{bmatrix} \sum x^2 & \sum x \\ \sum x & n\end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 18750 & 250 \\ 250 & 5\end{bmatrix},\quad A^T\mathbf y = \begin{bmatrix} 765.25 \\ 10.22\end{bmatrix}
  2. a=5(765.25)−250(10.22)5(18750)−2502=1271.2531250=0.04068,b=10.22−250a5=0.010a = \frac{5(765.25) - 250(10.22)}{5(18750) - 250^2} = \frac{1271.25}{31250} = 0.04068,\qquad b = \frac{10.22 - 250a}{5} = 0.010

y=0.04068x+0.010y = 0.04068x + 0.010 mV ความไว 40.7 µV/°C ใกล้ค่ามาตรฐานของเทอร์โมคัปเปิลชนิด K (≈ 41 µV/°C)

วิศวกรรมเครื่องกล: การสั่นหลายองศาอิสระและวิธีสติฟเนส ขั้นสูง

G4 Free vibration of MDOF systems การสั่นอิสระหลายองศาอิสระ

Mx¨+Kx=0,x=ϕsin⁡ωt ⇒ (K−ω2M)ϕ=0,det⁡(K−ω2M)=0M\ddot{\mathbf x} + K\mathbf x = \mathbf 0,\quad \mathbf x = \boldsymbol\phi\sin\omega t \ \Rightarrow\ (K - \omega^2M)\boldsymbol\phi = \mathbf 0,\quad \det(K - \omega^2M) = 0

ค่าเฉพาะ ω2\omega^2 → ความถี่ธรรมชาติ f=ω/2πf = \omega/2\pi · เวกเตอร์เฉพาะ ϕ\boldsymbol\phi → รูปโหมด · ทบทวนค่าเฉพาะและเวกเตอร์เฉพาะ

G5 Spring / bar element ชิ้นส่วนสปริงหรือแท่งรับแรงตามแกน

ke=EAL[1−1−11],K=∑e(วาง ke ลงตำแหน่งของโนดตัวเอง)k_e = \frac{EA}{L}\begin{bmatrix} 1 & -1 \\ -1 & 1\end{bmatrix},\qquad K = \sum_e (\text{วาง } k_e \text{ ลงตำแหน่งของโนดตัวเอง})

G6 Stiffness equation สมการสติฟเนส

Ku=FK\mathbf u = \mathbf F

ตัดแถว-หลักของจุดยึดออกก่อนแก้ (K เต็มเป็นเอกฐานเพราะโครงสร้างลอยตัวได้) · เป็นหัวใจของวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์

ตัวอย่าง G-4 · มวล-สปริง 2 องศาอิสระ

m1=m2=1m_1 = m_2 = 1 kg, k1=k2=100k_1 = k_2 = 100 N/m (ผนัง–k1k_1–m1m_1–k2k_2–m2m_2) หาความถี่ธรรมชาติและรูปโหมด

  1. K=[k1+k2−k2−k2k2]=[200−100−100100],M=IK = \begin{bmatrix} k_1 + k_2 & -k_2 \\ -k_2 & k_2\end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 200 & -100 \\ -100 & 100\end{bmatrix},\quad M = I
  2. det⁡(K−λI)=λ2−300λ+10000=0⇒λ=150∓505=38.20, 261.80\det(K - \lambda I) = \lambda^2 - 300\lambda + 10000 = 0 \Rightarrow \lambda = 150 \mp 50\sqrt5 = 38.20,\ 261.80
  3. ω=λ\omega = \sqrt\lambda: ω1=6.18\omega_1 = 6.18 rad/s (0.98 Hz), ω2=16.18\omega_2 = 16.18 rad/s (2.58 Hz)

  4. รูปโหมดจากแถวแรก (200−λ)ϕ1=100ϕ2(200 - \lambda)\phi_1 = 100\phi_2: ϕ1=[1, 1.618]\boldsymbol\phi_1 = [1,\ 1.618], ϕ2=[1, −0.618]\boldsymbol\phi_2 = [1,\ -0.618]

โหมด 1: เคลื่อนทิศเดียวกัน มวลบนแกว่งมากกว่า 1.618 เท่า · โหมด 2: สวนทางกัน (อัตราส่วนทองคำปรากฏเพราะค่าเฉพาะมี √5)

ตัวอย่าง G-5 · ประกอบเมทริกซ์สติฟเนส

แท่งสองท่อนต่ออนุกรม ยึดที่โนด 1 · k1=EA/L=2000k_1 = EA/L = 2000 kN/m, k2=1000k_2 = 1000 kN/m · แรง 30 kN ดึงที่โนด 3

  1. ประกอบ (G5)

    K=[2000−20000−20003000−10000−10001000]K = \begin{bmatrix} 2000 & -2000 & 0 \\ -2000 & 3000 & -1000 \\ 0 & -1000 & 1000\end{bmatrix}
  2. ตัดแถว-หลักที่ 1 (u1=0u_1 = 0)

    [3000−1000−10001000][u2u3]=[030]⇒u2=0.015, u3=0.045 m\begin{bmatrix} 3000 & -1000 \\ -1000 & 1000\end{bmatrix}\begin{bmatrix}u_2\\u_3\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}0\\30\end{bmatrix} \Rightarrow u_2 = 0.015,\ u_3 = 0.045\ \text{m}

ยืด 15 mm และ 45 mm · แรงในแท่ง: 2000(0.015)=302000(0.015) = 30 kN และ 1000(0.03)=301000(0.03) = 30 kN เท่ากันตามที่ควร (อนุกรม) · ความแข็งรวม 30/0.045=66730/0.045 = 667 kN/m = (1/k1+1/k2)−1(1/k_1 + 1/k_2)^{-1} ✓

แล็บโหมดการสั่น: มวล-สปริง และอาคาร 3 ชั้นแบบง่าย

ปรับมวลและความแข็งของสปริง แล็บจะแก้ det⁡(K−ω2M)=0\det(K - \omega^2M) = 0 ด้วยวิธีจาโคบีบนเมทริกซ์สมมาตร M−1/2KM−1/2M^{-1/2}KM^{-1/2} แสดงความถี่ธรรมชาติและรูปโหมดพร้อมภาพเคลื่อนไหว แบบ 3 มวลเทียบได้กับอาคาร 3 ชั้นที่พื้นเป็นมวลและเสาเป็นสปริงแรงเฉือน

วิศวกรรมโยธา: โครงถัก งานระดับ และเครือข่ายจราจร กลาง

G7 Truss by the method of joints โครงถักด้วยวิธีจุดต่อ

∑Fx=0, ∑Fy=0 ทุกจุดต่อ⇒Af=b,m+r=2j (ดีเทอร์มิเนตสถิต)\sum F_x = 0,\ \sum F_y = 0 \text{ ทุกจุดต่อ} \Rightarrow A\mathbf f = \mathbf b,\qquad m + r = 2j \ (\text{ดีเทอร์มิเนตสถิต})

หลักของชิ้นส่วนมีโคไซน์แสดงทิศ (cos⁡θ,sin⁡θ)(\cos\theta, \sin\theta) ที่จุดต้น และค่าตรงข้ามที่จุดปลาย · m+r>2jm + r > 2j อินดีเทอร์มิเนต ต้องใช้วิธีสติฟเนส (G5–G6)

G8 Leveling adjustment ปรับแก้งานระดับ

Hj−Hi=Δhij+vij,min⁡∑v2⇒ATAH^=ATbH_j - H_i = \Delta h_{ij} + v_{ij},\quad \min\sum v^2 \Rightarrow A^TA\hat{\mathbf H} = A^T\mathbf b

G9 Network flow balance สมดุลเครือข่ายจราจร/ท่อ

เข้า=ออก ทุกทางแยก⇒Ax=b, rank⁡A<n⇒มีตัวแปรอิสระ\text{เข้า} = \text{ออก ทุกทางแยก} \Rightarrow A\mathbf x = \mathbf b,\ \operatorname{rank}A < n \Rightarrow \text{มีตัวแปรอิสระ}
ตัวอย่าง G-6 · โครงถักสามเหลี่ยม

A(0,0) หมุด · C(6,0) ลูกกลิ้ง · B(3,4) รับแรง 10 kN ลง หาแรงในชิ้นส่วน

  1. ทิศของ AB: (3,4)/5(3, 4)/5 · BC: (3,−4)/5(3, -4)/5 · AC: (1,0)(1, 0) · ตัวไม่รู้ FAB,FBC,FAC,Ax,Ay,CyF_{AB}, F_{BC}, F_{AC}, A_x, A_y, C_y (6 ตัว = 2 × 3 จุด)

  2. จุด A: 0.6FAB+FAC+Ax=00.6F_{AB} + F_{AC} + A_x = 0, 0.8FAB+Ay=00.8F_{AB} + A_y = 0 · จุด B: −0.6FAB+0.6FBC=0-0.6F_{AB} + 0.6F_{BC} = 0, −0.8FAB−0.8FBC=10-0.8F_{AB} - 0.8F_{BC} = 10 · จุด C: −0.6FBC−FAC=0-0.6F_{BC} - F_{AC} = 0, 0.8FBC+Cy=00.8F_{BC} + C_y = 0

  3. จากจุด B: FAB=FBC=−6.25F_{AB} = F_{BC} = -6.25 kN · แทนกลับ: FAC=3.75F_{AC} = 3.75 kN, Ay=Cy=5A_y = C_y = 5 kN, Ax=0A_x = 0

AB และ BC อัด 6.25 kN · AC ดึง 3.75 kN · ลองในแล็บด้านล่าง (เลือกสามเหลี่ยม ตั้ง P = 10)

แล็บโครงถัก: วิธีจุดต่อในรูปเมทริกซ์

แล็บสร้างเมทริกซ์ [A ∣ b][A\,|\,\mathbf b] จากรูปทรงจริงทุกครั้งที่เปลี่ยนแรง แล้วแก้ด้วยการกำจัดแบบเกาส์ เส้นสีน้ำเงินคือแรงดึง ส้มคือแรงอัด ลองย้ายจุดที่แรงกระทำแล้วดูว่าชิ้นส่วนไหนเปลี่ยนจากดึงเป็นอัด และชิ้นส่วนไหนกลายเป็นชิ้นที่ไม่รับแรง (zero-force member)

ตัวอย่าง G-7 · ปรับแก้งานระดับ

หมุด A สูง 100.000 m วัดได้ A→B +2.003, B→C +1.498, A→C +3.506 m หาระดับ B และ C

  1. 3 สมการ 2 ตัวไม่รู้ (ปิดวงคลาด 2.003+1.498−3.506=−0.0052.003 + 1.498 - 3.506 = -0.005 m)

    A=[10−1101], b=[102.0031.498103.506]A = \begin{bmatrix} 1 & 0 \\ -1 & 1 \\ 0 & 1\end{bmatrix},\ \mathbf b = \begin{bmatrix} 102.003 \\ 1.498 \\ 103.506\end{bmatrix}
  2. ATA=[2−1−12],ATb=[100.505105.004]A^TA = \begin{bmatrix} 2 & -1 \\ -1 & 2\end{bmatrix},\quad A^T\mathbf b = \begin{bmatrix} 100.505 \\ 105.004\end{bmatrix}
  3. HB=2(100.505)+105.0043=102.0047,HC=100.505+2(105.004)3=103.5043 mH_B = \frac{2(100.505) + 105.004}{3} = 102.0047,\qquad H_C = \frac{100.505 + 2(105.004)}{3} = 103.5043\ \text{m}

HB=102.0047H_B = 102.0047 m, HC=103.5043H_C = 103.5043 m ความคลาด 5 mm ถูกกระจายเท่า ๆ กันให้ทุกการวัด (1.67 mm ต่อเส้น)

ตัวอย่าง G-8 · เครือข่ายจราจรมีคำตอบไม่จำกัด

วงเดินรถทางเดียว A→B→C→D→A รถเข้า-ออกที่ทางแยก (คัน/ชม.): A เข้า 300 ออก 100 · B เข้า 200 ออก 400 · C เข้า 350 ออก 150 · D เข้า 100 ออก 300

  1. ให้ x1=AB, x2=BC, x3=CD, x4=DAx_1 = AB,\ x_2 = BC,\ x_3 = CD,\ x_4 = DA เขียนเข้า = ออก

    x1−x4=200,x1−x2=200,x2−x3=−200,x3−x4=200x_1 - x_4 = 200,\quad x_1 - x_2 = 200,\quad x_2 - x_3 = -200,\quad x_3 - x_4 = 200
  2. ลดแถวแล้วพบแถวศูนย์ (แรงก์ 3) → ตัวแปรอิสระหนึ่งตัว ให้ x4=tx_4 = t

    x1=t+200,x2=t,x3=t+200x_1 = t + 200,\quad x_2 = t,\quad x_3 = t + 200

ปริมาณรถในวงหมุนเวียนได้อิสระ (t ≥ 0) ข้อมูลแค่นี้หาไม่ได้ว่าถนน DA มีรถกี่คัน ต้องติดตั้งเครื่องนับเพิ่มหนึ่งจุด · ถ้าปิดถนน DA (t = 0) BC ก็ว่างด้วย ขณะที่ AB และ CD ต้องรับ 200 คัน/ชม.

อ่านต่อ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมงานโครงสร้างและงานวงจรใช้เมทริกซ์เหมือนกัน?

เพราะทั้งคู่คือเครือข่ายที่ต้องสมดุลทุกจุดต่อ วงจรใช้ KCL (ผลรวมกระแสเป็นศูนย์) โครงสร้างใช้ผลรวมแรงเป็นศูนย์ เมื่อเขียนครบทุกจุดได้ระบบสมการ Ax = b และเมทริกซ์ความนำของวงจรกับเมทริกซ์สติฟเนสของโครงสร้างมีรูปแบบเดียวกัน คือสมมาตร ทแยงเด่น และสร้างจาก AᵀKA

ค่าเฉพาะเกี่ยวกับการสั่นอย่างไร?

ระบบมวล-สปริงหลายองศาอิสระมีสมการ Mẍ + Kx = 0 ลองคำตอบ x = φ sin ωt ได้ (K − ω²M)φ = 0 ซึ่งคือปัญหาค่าเฉพาะ ค่าเฉพาะ ω² ให้ความถี่ธรรมชาติ และเวกเตอร์เฉพาะ φ คือรูปโหมดการสั่น อาคารหลายชั้นและเพลาเครื่องจักรวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้

ระบบสมการที่มีสมการมากกว่าตัวไม่รู้ใช้ทำอะไร?

ใช้กับข้อมูลที่วัดซ้ำและมีความคลาดเคลื่อน เช่น งานระดับที่วัดเกินจำนวนหมุด หรือสอบเทียบเซนเซอร์หลายจุด ไม่มีคำตอบที่ตรงทุกสมการ จึงหาคำตอบที่ผลรวมกำลังสองของความคลาดเคลื่อนน้อยสุดด้วยสมการปกติ AᵀAx = Aᵀb

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์