พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. พีชคณิตเชิงเส้น
  4. ประยุกต์ในวิศวกรรมไฟฟ้า

// บทที่ 7.7 · พีชคณิตเชิงเส้น · Applications in Electrical Engineering

ประยุกต์พีชคณิตเชิงเส้นในวิศวกรรมไฟฟ้า: รูปแบบโจทย์ที่เจอเสมอ

โจทย์วงจรและระบบไฟฟ้ามีรูปแบบตายตัวไม่กี่แบบ เมื่อเห็นวงจรแล้วรู้ว่าจะได้เมทริกซ์หน้าตาแบบไหน และควรใช้เครื่องมือใด (คราเมอร์ อินเวอร์ส ลดแถว หรือค่าเฉพาะ) โจทย์ก็เหลือแค่การคำนวณ หน้านี้รวบรวมรูปแบบเหล่านั้นตั้งแต่วงจร DC ปี 1 จนถึงระบบไฟฟ้ากำลังและอิเล็กทรอนิกส์กำลัง สูตรใช้รหัส A

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • วงจรตัวต้านทาน + แหล่งจ่ายอิสระ: RI=VR\mathbf I = \mathbf V หรือ GV=IG\mathbf V = \mathbf I เขียนได้ด้วยการมอง เมทริกซ์สมมาตร
  • มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ: เมทริกซ์ไม่สมมาตร · วงจร AC: สมาชิกเป็นจำนวนเชิงซ้อน · หลังลาปลาซ: สมาชิกเป็นพหุนามของ ss
  • วงจรมี L และ C: x˙=Ax+Bu\dot{\mathbf x} = A\mathbf x + B\mathbf u ค่าเฉพาะของ AA คือขั้ว บอกการหน่วงและการแกว่ง
  • สองพอร์ตต่อเรียง = คูณเมทริกซ์ ABCD · สามเฟสไม่สมดุล = แปลงด้วยเมทริกซ์ Fortescue
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

ตารางรูปแบบโจทย์: เห็นวงจรแล้วรู้ว่าจะใช้อะไร

สถานการณ์รูปเมทริกซ์เครื่องมือที่เหมาะดู
วงจร DC หลายลูป ถามกระแสลูปเดียวRI=VR\mathbf I = \mathbf V สมมาตรคราเมอร์ (2 ดีเทอร์มิแนนต์)A1
วงจร DC หลายโนด แหล่งจ่ายกระแสGV=IG\mathbf V = \mathbf I สมมาตรลดแถว / อินเวอร์สA2
วงจรเดิม เปลี่ยนแหล่งจ่ายหลายแบบx=A−1b\mathbf x = A^{-1}\mathbf bอินเวอร์สครั้งเดียว / LUI-6
มีแหล่งจ่ายไม่อิสระไม่สมมาตรคราเมอร์ / ลดแถวA3
วงจร AC สถานะคงตัวZI=V\mathbf Z\mathbf I = \mathbf V เชิงซ้อนคราเมอร์เชิงซ้อนA4
หาฟังก์ชันถ่ายโอนสมาชิกเป็นพหุนาม ssคราเมอร์ H=Δk/ΔH = \Delta_k/\DeltaC8
ผลตอบสนองชั่วครู่ RLCx˙=Ax+Bu\dot{\mathbf x} = A\mathbf x + B\mathbf uค่าเฉพาะ เวกเตอร์เฉพาะA5
วงจรต่อเรียงหลายชั้น สายส่งABCDคูณเมทริกซ์A7
ฟอลต์ ระบบสามเฟสไม่สมดุลFortescueแปลงฐาน (ค่าเฉพาะของเมทริกซ์วนรอบ)A8
ควบคุมมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์คลาร์ก พาร์กเมทริกซ์หมุน (เชิงตั้งฉาก)A9
การไหลของกำลัง ฟอลต์ในระบบใหญ่Y-bus, Z-busเมทริกซ์ห่าง LUA10

การวิเคราะห์เมชด้วยการมอง พื้นฐาน

เขียน KVL รอบทุกเมชโดยให้กระแสเมชวนทิศเดียวกัน (ตามเข็มนาฬิกา) จะได้รูปแบบที่ตายตัว จนเขียนเมทริกซ์ได้โดยไม่ต้องเขียน KVL ทีละสมการ

A1 Mesh equations by inspection สมการเมชด้วยการมอง (วงจรตัวต้านทาน + แหล่งแรงดันอิสระ)

R I=V,rkk=∑R รอบเมช k,rkj=−∑R ที่ใช้ร่วมระหว่าง k,j,Vk=∑แหล่งจ่ายที่ดันตามทิศ IkR\,\mathbf I = \mathbf V, \qquad r_{kk} = \sum R \text{ รอบเมช } k, \quad r_{kj} = -\sum R \text{ ที่ใช้ร่วมระหว่าง } k, j, \quad V_k = \sum \text{แหล่งจ่ายที่ดันตามทิศ } I_k

ทุกเมชวนทิศเดียวกัน · RR สมมาตรและบวกแน่นอน E12 · แหล่งจ่ายที่ขั้วบวกอยู่ด้านที่กระแสเมชไหลออก นับเป็นบวก · มีแหล่งกระแสให้ใช้ซูเปอร์เมช (supermesh) หรือเพิ่มสมการเงื่อนไข

ตัวอย่าง A-1 · วงจรสามเมชจากหน้าคราเมอร์ ด้วยการมองและอินเวอร์ส

วงจร: 24 V, R1=2R_1 = 2, R2=4R_2 = 4 (ร่วม 1–2), R3=2R_3 = 2, R4=6R_4 = 6 (ร่วม 2–3), R5=3 ΩR_5 = 3\ \Omega (ดูรูปวงจร) หากระแสเมชทั้งหมดและกระแสผ่าน R2R_2, R4R_4

  1. มองวงจรแล้วเขียนได้ทันที A1

    (2+4−40−44+2+6−60−66+3)(I1I2I3)=(2400)\begin{pmatrix} 2+4 & -4 & 0 \\ -4 & 4+2+6 & -6 \\ 0 & -6 & 6+3 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} I_1 \\ I_2 \\ I_3 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 24 \\ 0 \\ 0 \end{pmatrix}
  2. อินเวอร์ส (det⁡R=288\det R = 288) คำนวณด้วยแอดจอยต์ I3

    R−1=1288(723624365436243656)R^{-1} = \frac{1}{288}\begin{pmatrix} 72 & 36 & 24 \\ 36 & 54 & 36 \\ 24 & 36 & 56 \end{pmatrix}
  3. b\mathbf b มีค่าแค่ตัวแรก จึงได้ 24 เท่าของหลักแรก

    I=24288(723624)=(632) A\mathbf I = \frac{24}{288}\begin{pmatrix} 72 \\ 36 \\ 24 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 6 \\ 3 \\ 2 \end{pmatrix}\text{ A}

I1=6, I2=3, I3=2I_1 = 6,\ I_2 = 3,\ I_3 = 2 A · กระแสผ่าน R2=I1−I2=3R_2 = I_1 - I_2 = 3 A และผ่าน R4=I2−I3=1R_4 = I_2 - I_3 = 1 A

R−1R^{-1} สมมาตรด้วย (อินเวอร์สของเมทริกซ์สมมาตรสมมาตรเสมอ) · ความต้านทานที่แหล่งจ่ายมองเห็น =1/(R−1)11=288/72=4 Ω= 1/(R^{-1})_{11} = 288/72 = 4\ \Omega ตรวจ: 24/4=624/4 = 6 A ✓

การวิเคราะห์โนดด้วยการมอง พื้นฐาน

A2 Nodal equations by inspection สมการโนดด้วยการมอง (ตัวต้านทาน + แหล่งกระแสอิสระ)

G V=I,gkk=∑G ที่ต่อกับโนด k,gkj=−∑G ระหว่างโนด k,j,Ik=∑กระแสที่ฉีดเข้าโนด kG\,\mathbf V = \mathbf I, \qquad g_{kk} = \sum G \text{ ที่ต่อกับโนด } k, \quad g_{kj} = -\sum G \text{ ระหว่างโนด } k, j, \quad I_k = \sum \text{กระแสที่ฉีดเข้าโนด } k

G=1/RG = 1/R หน่วยซีเมนส์ · ถ้าเศษส่วนเยอะ ให้คูณทั้งระบบด้วย ค.ร.น. ของตัวส่วนก่อน คำตอบไม่เปลี่ยน · วงจรบันได (ladder) ได้เมทริกซ์สามแนวทแยง (tridiagonal) แก้ได้เร็วด้วยการแทนค่าต่อเนื่อง

10 A v₁ v₂ v₃ Ra1 Ω Rb = 2 Ω Rc4 Ω Rd = 2 Ω Re2 Ω
วงจรบันไดสามโนด กราวด์อยู่ด้านล่าง
ตัวอย่าง A-2 · วงจรบันไดสามโนด

หาแรงดันโนด v1,v2,v3v_1, v_2, v_3

  1. ความนำ: Ga=1, Gb=0.5, Gc=0.25, Gd=0.5, Ge=0.5G_a = 1,\ G_b = 0.5,\ G_c = 0.25,\ G_d = 0.5,\ G_e = 0.5 S เขียนด้วยการมอง A2

    (1+0.5−0.50−0.50.5+0.25+0.5−0.50−0.50.5+0.5)(v1v2v3)=(1000)\begin{pmatrix} 1 + 0.5 & -0.5 & 0 \\ -0.5 & 0.5 + 0.25 + 0.5 & -0.5 \\ 0 & -0.5 & 0.5 + 0.5 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} v_1 \\ v_2 \\ v_3 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 10 \\ 0 \\ 0 \end{pmatrix}
  2. คูณทั้งระบบด้วย 4 กำจัดทศนิยม

    (6−20−25−20−24)(v1v2v3)=(4000)\begin{pmatrix} 6 & -2 & 0 \\ -2 & 5 & -2 \\ 0 & -2 & 4 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} v_1 \\ v_2 \\ v_3 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 40 \\ 0 \\ 0 \end{pmatrix}
  3. สามแนวทแยง จึงแทนค่าต่อเนื่องจากแถวล่าง: แถว 3 ได้ v2=2v3v_2 = 2v_3 · แถว 2: −2v1+10v3−2v3=0-2v_1 + 10v_3 - 2v_3 = 0 ได้ v1=4v3v_1 = 4v_3

  4. แถว 1: 6(4v3)−2(2v3)=20v3=406(4v_3) - 2(2v_3) = 20v_3 = 40

    v3=2,v2=4,v1=8 Vv_3 = 2,\quad v_2 = 4,\quad v_1 = 8\ \text{V}

v=(8, 4, 2)\mathbf v = (8,\ 4,\ 2) V

KCL โนด 1: กระแสลง RaR_a =8= 8 A ผ่าน RbR_b =(8−4)/2=2= (8 - 4)/2 = 2 A รวม 10 A ✓ · การใช้ G−1G^{-1} กับแหล่งจ่ายหลายแบบดูที่ ตัวอย่าง I-6

A11 Modified nodal analysis (MNA) การวิเคราะห์โนดดัดแปลง (สิ่งที่ SPICE ทำ)

(GBCD)(viV)=(ise)\begin{pmatrix} G & B \\ C & D \end{pmatrix}\begin{pmatrix} \mathbf v \\ \mathbf i_V \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} \mathbf i_s \\ \mathbf e \end{pmatrix}

เพิ่มกระแสของแหล่งแรงดันเป็นตัวแปรใหม่ iV\mathbf i_V ทำให้รองรับแหล่งแรงดันและแหล่งไม่อิสระทุกแบบ เมทริกซ์ใหญ่แต่ห่าง (sparse) แก้ด้วย LU L9

วงจรที่มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ กลาง

A3 Dependent sources แหล่งจ่ายไม่อิสระทำให้เมทริกซ์ไม่สมมาตร

เขียน KVL/KCL ตามปกติ→ย้ายพจน์ที่มีตัวแปรควบคุมไปซ้าย→RI=V แต่ R≠RT\text{เขียน KVL/KCL ตามปกติ} \to \text{ย้ายพจน์ที่มีตัวแปรควบคุมไปซ้าย} \to R\mathbf I = \mathbf V \text{ แต่ } R \ne R^T

ห้ามใช้ “การมอง” ตรง ๆ กับตัวควบคุม ต้องเขียน KVL ก่อนแล้วจัดรูป · วงจรแบบนี้ไม่เป็นส่วนกลับ (non-reciprocal) เช่นวงจรจำลองทรานซิสเตอร์และออปแอมป์

−+ 2I₁ +− 12 V R₁ = 2 ΩR₃ = 4 Ω R₂4 Ω I₁ I₂
แหล่งแรงดันควบคุมด้วยกระแส (CCVS) ค่า 2I12I_1 โวลต์ ขั้วบวกด้านล่าง จึงดันกระแสตามทิศ I2I_2
ตัวอย่าง A-3 · CCVS ในเมชที่สอง

หา I1I_1 และ I2I_2

  1. KVL เมช 1 (ปกติ): 2I1+4(I1−I2)=122I_1 + 4(I_1 - I_2) = 12 → 6I1−4I2=126I_1 - 4I_2 = 12

  2. KVL เมช 2: แรงดันตกบนตัวต้านทาน = แรงดันที่แหล่งไม่อิสระดันขึ้น

    4(I2−I1)+4I2=2I1 ⇒ −6I1+8I2=04(I_2 - I_1) + 4I_2 = 2I_1 \ \Rightarrow\ \hlF{-6}I_1 + 8I_2 = 0
  3. เมทริกซ์ไม่สมมาตร (−4≠−6-4 \ne -6) A3 แก้ด้วยคราเมอร์ C2

    (6−4−68)(I1I2)=(120),Δ=48−24=24\begin{pmatrix} 6 & -4 \\ -6 & 8 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} I_1 \\ I_2 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 12 \\ 0 \end{pmatrix}, \quad \Delta = 48 - 24 = 24 I1=(12)(8)−(−4)(0)24=4,I2=(6)(0)−(12)(−6)24=3I_1 = \frac{(12)(8) - (-4)(0)}{24} = 4, \qquad I_2 = \frac{(6)(0) - (12)(-6)}{24} = 3

I1=4I_1 = 4 A · I2=3I_2 = 3 A · แหล่งไม่อิสระมีแรงดัน 2I1=82I_1 = 8 V

ตรวจเมช 2: 4(3−4)+4(3)=8=2I14(3 - 4) + 4(3) = 8 = 2I_1 ✓

วงจร AC แบบเฟเซอร์ กลาง

A4 Phasor mesh/nodal equations สมการเมช/โนดแบบเฟเซอร์

Z I=V,ZR=R,ZL=jωL,ZC=1jωC=−jωC\mathbf Z\,\mathbf I = \mathbf V, \qquad Z_R = R,\quad Z_L = j\omega L,\quad Z_C = \frac{1}{j\omega C} = -\frac{j}{\omega C}

กฎการมองใช้ได้เหมือน A1 แต่ใช้อิมพีแดนซ์ · Z\mathbf Z สมมาตรแต่เป็นเชิงซ้อน (ไม่ใช่เฮอร์มิเชียน) · กำลังเชิงซ้อนที่แหล่งจ่ายส่งให้วงจร S=12VTI‾S = \tfrac12\mathbf V^T\overline{\mathbf I} เมื่อใช้ค่ายอด (ถ้าใช้ค่า RMS ไม่ต้องมี 12\tfrac12) · ตัวอย่างเต็มอยู่ที่ C-5

วงจร RLC ในปริภูมิสถานะและค่าเฉพาะ กลาง → ขั้นสูง

เลือกตัวแปรที่ “มีความจำ” เป็นสถานะ คือกระแสตัวเหนี่ยวนำและแรงดันตัวเก็บประจุ แล้วเขียนอนุพันธ์ของแต่ละตัว จะได้ระบบอันดับหนึ่งในรูปเมทริกซ์ ค่าเฉพาะของ AA คือขั้วตัวเดียวกับที่ได้จาก Δ(s)=0\Delta(s) = 0

+−u RL C +−v_C i_L
RLC อนุกรม สถานะ x=(iL, vC)\mathbf x = (i_L,\ v_C)

A5 Series RLC in state space RLC อนุกรมในปริภูมิสถานะ

ddt(iLvC)=(−R/L−1/L1/C0)⏟A(iLvC)+(1/L0)u,λ2+RLλ+1LC=0\frac{d}{dt}\begin{pmatrix} i_L \\ v_C \end{pmatrix} = \underbrace{\begin{pmatrix} -R/L & -1/L \\ 1/C & 0 \end{pmatrix}}_{A}\begin{pmatrix} i_L \\ v_C \end{pmatrix} + \begin{pmatrix} 1/L \\ 0 \end{pmatrix}u, \qquad \lambda^2 + \frac{R}{L}\lambda + \frac{1}{LC} = 0 ωn=1LC,ζ=R2CL,λ1,2=−ζωn±ωnζ2−1\omega_n = \frac{1}{\sqrt{LC}},\quad \zeta = \frac{R}{2}\sqrt{\frac{C}{L}},\quad \lambda_{1,2} = -\zeta\omega_n \pm \omega_n\sqrt{\zeta^2 - 1}

tr⁡A=−R/L=−2ζωn\operatorname{tr}A = -R/L = -2\zeta\omega_n (การหน่วง) · det⁡A=1/LC=ωn2\det A = 1/LC = \omega_n^2 E6 · ζ>1\zeta \gt 1 จริงต่างกัน (หน่วงเกิน) · ζ=1\zeta = 1 ซ้ำ (วิกฤต, defective) · ζ<1\zeta \lt 1 เชิงซ้อน (หน่วงน้อย แกว่ง) ดูแล็บ ระบบอันดับสอง

ตัวอย่าง A-4 · ผลตอบสนองธรรมชาติของ RLC ด้วยเวกเตอร์เฉพาะ

R=6 Ω, L=1R = 6\ \Omega,\ L = 1 H, C=0.2C = 0.2 F, u=0u = 0 เริ่มต้น iL(0)=0, vC(0)=4i_L(0) = 0,\ v_C(0) = 4 V หา iL(t)i_L(t) และ vC(t)v_C(t)

  1. แทนค่าใน A5: A=(−6−150)A = \begin{pmatrix} -6 & -1 \\ 5 & 0 \end{pmatrix}, tr⁡=−6\operatorname{tr} = -6, det⁡=5\det = 5 A5

    λ2+6λ+5=(λ+1)(λ+5)=0 ⇒ λ=−1, −5\lambda^2 + 6\lambda + 5 = (\lambda + 1)(\lambda + 5) = 0 \ \Rightarrow\ \lambda = -1,\ -5
  2. เวกเตอร์เฉพาะด้วยสูตรลัด (b, λ−a)(b,\ \lambda - a) โดย a=−6, b=−1a = -6,\ b = -1 E4

    λ=−1: v1=(−1−1+6)∼(1−5),λ=−5: v2=(−1−5+6)∼(1−1)\lambda = -1:\ \mathbf v_1 = \begin{pmatrix} -1 \\ -1 + 6 \end{pmatrix} \sim \begin{pmatrix} 1 \\ -5 \end{pmatrix}, \qquad \lambda = -5:\ \mathbf v_2 = \begin{pmatrix} -1 \\ -5 + 6 \end{pmatrix} \sim \begin{pmatrix} 1 \\ -1 \end{pmatrix}
  3. กระจายค่าเริ่มต้น c1(1,−5)+c2(1,−1)=(0,4)c_1(1, -5) + c_2(1, -1) = (0, 4) ได้ c1=−1, c2=1c_1 = -1,\ c_2 = 1 E15

    (iLvC)=−e−t(1−5)+e−5t(1−1)\begin{pmatrix} i_L \\ v_C \end{pmatrix} = -e^{-t}\begin{pmatrix} 1 \\ -5 \end{pmatrix} + e^{-5t}\begin{pmatrix} 1 \\ -1 \end{pmatrix}

iL(t)=−e−t+e−5ti_L(t) = -e^{-t} + e^{-5t} A · vC(t)=5e−t−e−5tv_C(t) = 5e^{-t} - e^{-5t} V (หน่วงเกิน ζ=30.2≈1.34\zeta = 3\sqrt{0.2} \approx 1.34)

ตรวจ iL=C dvC/dt=0.2(−5e−t+5e−5t)=−e−t+e−5ti_L = C\,dv_C/dt = 0.2(-5e^{-t} + 5e^{-5t}) = -e^{-t} + e^{-5t} ✓ · ถ้าเปลี่ยนเป็น R=2 ΩR = 2\ \Omega จะได้ λ2+2λ+5=0\lambda^2 + 2\lambda + 5 = 0, λ=−1±j2\lambda = -1 \pm j2: แกว่งที่ 2 rad/s ใต้เปลือก e−te^{-t} (ζ≈0.447\zeta \approx 0.447)

วงจร RC สองชั้น: ค่าเฉพาะคือค่าคงตัวเวลา ขั้นสูง

วงจรเดียวกับ ตัวอย่าง C-6 คราวนี้มองผ่านปริภูมิสถานะ จะเห็นว่าค่าเฉพาะกับขั้วจากฟังก์ชันถ่ายโอนเป็นตัวเดียวกัน และเวกเตอร์เฉพาะบอก “รูปร่าง” ของแต่ละโหมดด้วย

A6 Two-stage RC ladder RC สองชั้น (R1=R2=R, C1=C2=C, τ=RCR_1 = R_2 = R,\ C_1 = C_2 = C,\ \tau = RC)

v˙=1τ(−211−1)v+1τ(10)u,λτ=−3±52=−0.382, −2.618\dot{\mathbf v} = \frac{1}{\tau}\begin{pmatrix} -2 & 1 \\ 1 & -1 \end{pmatrix}\mathbf v + \frac{1}{\tau}\begin{pmatrix} 1 \\ 0 \end{pmatrix}u, \qquad \lambda\tau = \frac{-3 \pm \sqrt5}{2} = -0.382,\ -2.618

ค่าคงตัวเวลาของโหมด τi=−1/λi=2.618τ\tau_i = -1/\lambda_i = 2.618\tau และ 0.382τ0.382\tau · ผลคูณ =τ2= \tau^2 (=1/det⁡A= 1/\det A) ผลบวก =3τ= 3\tau

ตัวอย่าง A-5 · อ่านความหมายของเวกเตอร์เฉพาะ

หาเวกเตอร์เฉพาะของ τA=(−211−1)\tau A = \begin{pmatrix} -2 & 1 \\ 1 & -1 \end{pmatrix} แล้วตีความ

  1. tr⁡=−3, det⁡=1\operatorname{tr} = -3,\ \det = 1: μ2+3μ+1=0\mu^2 + 3\mu + 1 = 0 ได้ μ=−0.382, −2.618\mu = -0.382,\ -2.618 (โดย μ=λτ\mu = \lambda\tau)

  2. สูตรลัด (b,μ−a)=(1, μ+2)(b, \mu - a) = (1,\ \mu + 2) E4

    μ=−0.382: vช้า=(11.618),μ=−2.618: vเร็ว=(1−0.618)\mu = -0.382:\ \mathbf v_{\text{ช้า}} = \begin{pmatrix} 1 \\ 1.618 \end{pmatrix}, \qquad \mu = -2.618:\ \mathbf v_{\text{เร็ว}} = \begin{pmatrix} 1 \\ -0.618 \end{pmatrix}

โหมดช้า: ตัวเก็บประจุทั้งสองตัวเปลี่ยนแรงดันไปทางเดียวกัน (ชาร์จทั้งวงจร) · โหมดเร็ว: แรงดันสวนทางกัน (ประจุไหลถ่ายเทระหว่างสองตัวเก็บประจุผ่าน R2R_2) จึงหายไปเร็วกว่าเกือบ 7 เท่า

AA สมมาตร เวกเตอร์เฉพาะจึงตั้งฉากกัน: (1)(1)+(1.618)(−0.618)=1−1=0(1)(1) + (1.618)(-0.618) = 1 - 1 = 0 ✓ E11

วงจรสองพอร์ตและเมทริกซ์ ABCD กลาง

วงจรที่มีขาเข้าและขาออกอย่างละคู่ (ตัวกรอง สายส่ง หม้อแปลง แอมป์) อธิบายด้วยเมทริกซ์ 2×2 ได้ ข้อดีของเมทริกซ์ ABCD (transmission parameters) คือต่อเรียงกัน = คูณเมทริกซ์ตามลำดับ

A7 ABCD (transmission) matrix เมทริกซ์ ABCD

(V1I1)=(ABCD)(V2I2),(1Z01)⏟อนุกรม Z,(10Y1)⏟ขนาน Y,Tรวม=T1T2⋯Tk\begin{pmatrix} V_1 \\ I_1 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} A & B \\ C & D \end{pmatrix}\begin{pmatrix} V_2 \\ I_2 \end{pmatrix}, \quad \underbrace{\begin{pmatrix} 1 & Z \\ 0 & 1 \end{pmatrix}}_{\text{อนุกรม } Z}, \quad \underbrace{\begin{pmatrix} 1 & 0 \\ Y & 1 \end{pmatrix}}_{\text{ขนาน } Y}, \quad T_{\text{รวม}} = T_1T_2\cdots T_k

I2I_2 นิยามไหลออกจากพอร์ต 2 · วงจรส่วนกลับ (R, L, C, หม้อแปลง) มี AD−BC=1AD - BC = 1 · อัตราขยายแรงดันเปิดวงจร V2/V1=1/AV_2/V_1 = 1/A · พารามิเตอร์ Z และ Y สัมพันธ์กันด้วย Y=Z−1\mathbf Y = \mathbf Z^{-1}

ตัวอย่าง A-6 · ต่อเรียงตัวแบ่งแรงดันสองชั้น

แต่ละชั้นคือ Z=10 ΩZ = 10\ \Omega อนุกรม ตามด้วย Y=0.05Y = 0.05 S (20 Ω) ขนาน หา ABCD ของหนึ่งชั้นและสองชั้น แล้วหาอัตราขยายแรงดันเมื่อปลายเปิด

  1. หนึ่งชั้น = อนุกรมคูณขนาน (ตามลำดับที่สัญญาณผ่าน) A7

    T=(11001)(100.051)=(1.5100.051)T = \begin{pmatrix} 1 & 10 \\ 0 & 1 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} 1 & 0 \\ 0.05 & 1 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 1.5 & 10 \\ 0.05 & 1 \end{pmatrix}
  2. สองชั้นต่อเรียง = T2T^2

    T2=(1.5(1.5)+10(0.05)1.5(10)+10(1)0.05(1.5)+1(0.05)0.05(10)+1(1))=(2.75250.1251.5)T^2 = \begin{pmatrix} 1.5(1.5) + 10(0.05) & 1.5(10) + 10(1) \\ 0.05(1.5) + 1(0.05) & 0.05(10) + 1(1) \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 2.75 & 25 \\ 0.125 & 1.5 \end{pmatrix}

หนึ่งชั้น V2/V1=1/1.5=0.667V_2/V_1 = 1/1.5 = 0.667 (ตรงกับตัวแบ่ง 20/3020/30) · สองชั้น 1/2.75=0.3641/2.75 = 0.364 ไม่ใช่ 0.6672=0.4440.667^2 = 0.444 เพราะชั้นที่สองโหลดชั้นแรก เมทริกซ์จัดการผลโหลดให้อัตโนมัติ

det⁡T=1.5−0.5=1\det T = 1.5 - 0.5 = 1 และ det⁡T2=4.125−3.125=1\det T^2 = 4.125 - 3.125 = 1 ✓ (วงจรส่วนกลับ และสอดคล้องกับ det⁡(AB)=det⁡Adet⁡B\det(AB) = \det A\det B)

องค์ประกอบสมมาตรในระบบสามเฟส ขั้นสูง

ระบบสามเฟสที่ไม่สมดุล (เช่นเกิดฟอลต์เฟสเดียวลงดิน) แยกเป็นสามระบบสมดุลได้ด้วยการแปลง Fortescue ให้ a=1∠120∘=−12+j32a = 1\angle120^\circ = -\tfrac12 + j\tfrac{\sqrt3}{2} ซึ่งมีสมบัติ a3=1a^3 = 1 และ 1+a+a2=01 + a + a^2 = 0

A8 Symmetrical components (Fortescue) การแปลงองค์ประกอบสมมาตร

(VaVbVc)=(1111a2a1aa2)(V0V1V2),(V0V1V2)=13(1111aa21a2a)(VaVbVc)\begin{pmatrix} V_a \\ V_b \\ V_c \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 1 & 1 & 1 \\ 1 & a^2 & a \\ 1 & a & a^2 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} V_0 \\ V_1 \\ V_2 \end{pmatrix}, \qquad \begin{pmatrix} V_0 \\ V_1 \\ V_2 \end{pmatrix} = \frac13\begin{pmatrix} 1 & 1 & 1 \\ 1 & a & a^2 \\ 1 & a^2 & a \end{pmatrix}\begin{pmatrix} V_a \\ V_b \\ V_c \end{pmatrix}

ใช้ได้ทั้งแรงดันและกระแส · 0 = ลำดับศูนย์ 1 = ลำดับบวก 2 = ลำดับลบ · อินเวอร์สคือสังยุคทรานสโพสหารสาม (13A\tfrac{1}{\sqrt3}\mathbf A เป็นยูนิแทรี)

A12 Why it works: eigenvectors of the phase-impedance matrix เหตุผลเบื้องหลัง: เวกเตอร์เฉพาะ

Zabc=(ZsZmZmZmZsZmZmZmZs) ⇒ A−1ZabcA=(Zs+2ZmZs−ZmZs−Zm)\mathbf Z_{abc} = \begin{pmatrix} Z_s & Z_m & Z_m \\ Z_m & Z_s & Z_m \\ Z_m & Z_m & Z_s \end{pmatrix} \ \Rightarrow\ \mathbf A^{-1}\mathbf Z_{abc}\mathbf A = \begin{pmatrix} Z_s + 2Z_m & & \\ & Z_s - Z_m & \\ & & Z_s - Z_m \end{pmatrix}

หลักของ A\mathbf A คือ (1,1,1)(1,1,1), (1,a2,a)(1, a^2, a), (1,a,a2)(1, a, a^2) เป็นเวกเตอร์เฉพาะของ Zabc\mathbf Z_{abc} พอดี จึงทำเป็นทแยงมุมได้ E9 ได้อิมพีแดนซ์ลำดับศูนย์ Z0=Zs+2ZmZ_0 = Z_s + 2Z_m และลำดับบวก/ลบ Z1=Z2=Zs−ZmZ_1 = Z_2 = Z_s - Z_m วงจรสามเฟสที่ผูกกันจึงแยกเป็นสามวงจรอิสระ

ตัวอย่าง A-7 · ฟอลต์เฟสเดียวลงดิน

กระแสฟอลต์ Ia=30∠0∘I_a = 30\angle0^\circ A, Ib=Ic=0I_b = I_c = 0 หาองค์ประกอบสมมาตรของกระแส

  1. คูณด้วยเมทริกซ์ผกผัน A8

    (I0I1I2)=13(1111aa21a2a)(3000)=13(303030)\begin{pmatrix} I_0 \\ I_1 \\ I_2 \end{pmatrix} = \frac13\begin{pmatrix} 1 & 1 & 1 \\ 1 & a & a^2 \\ 1 & a^2 & a \end{pmatrix}\begin{pmatrix} 30 \\ 0 \\ 0 \end{pmatrix} = \frac13\begin{pmatrix} 30 \\ 30 \\ 30 \end{pmatrix}

I0=I1=I2=10∠0∘I_0 = I_1 = I_2 = 10\angle0^\circ A นี่คือเหตุผลที่ฟอลต์เฟสเดียวลงดินต่อวงจรลำดับศูนย์ บวก และลบอนุกรมกัน และ If=3I0I_f = 3I_0

ระบบสมดุลลำดับบวก Va=100, Vb=100a2, Vc=100aV_a = 100,\ V_b = 100a^2,\ V_c = 100a จะได้ V1=13(100+a⋅100a2+a2⋅100a)=100V_1 = \tfrac13(100 + a\cdot100a^2 + a^2\cdot100a) = 100 และ V0=V2=0V_0 = V_2 = 0 เพราะ 1+a+a2=01 + a + a^2 = 0 ✓

การแปลงคลาร์กและพาร์ก (ควบคุมมอเตอร์) ขั้นสูง

อินเวอร์เตอร์ขับมอเตอร์ทุกตัวที่ใช้การควบคุมแบบ field-oriented (FOC) ทำการแปลงสองขั้นนี้หลายหมื่นครั้งต่อวินาที เพื่อเปลี่ยนสัญญาณไซน์สามเฟสให้กลายเป็นค่าคงที่สองค่าที่ควบคุมด้วย PI ได้ง่าย

A9 Clarke and Park transforms การแปลงคลาร์ก (abc → αβ) และพาร์ก (αβ → dq)

(vαvβ)=23(1−12−12032−32)(vavbvc),(vdvq)=(cos⁡θsin⁡θ−sin⁡θcos⁡θ)(vαvβ)\begin{pmatrix} v_\alpha \\ v_\beta \end{pmatrix} = \frac23\begin{pmatrix} 1 & -\tfrac12 & -\tfrac12 \\ 0 & \tfrac{\sqrt3}{2} & -\tfrac{\sqrt3}{2} \end{pmatrix}\begin{pmatrix} v_a \\ v_b \\ v_c \end{pmatrix}, \qquad \begin{pmatrix} v_d \\ v_q \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} \cos\theta & \sin\theta \\ -\sin\theta & \cos\theta \end{pmatrix}\begin{pmatrix} v_\alpha \\ v_\beta \end{pmatrix}

รูปแบบคงขนาด (amplitude-invariant) · ระบบสมดุล va=Vmcos⁡θv_a = V_m\cos\theta จะได้ vα=Vmcos⁡θ, vβ=Vmsin⁡θv_\alpha = V_m\cos\theta,\ v_\beta = V_m\sin\theta แล้ว vd=Vm, vq=0v_d = V_m,\ v_q = 0 เป็นค่าคงที่ · เมทริกซ์พาร์กเป็นเชิงตั้งฉาก อินเวอร์สจึงเป็นแค่ทรานสโพส M5 · รูปแบบคงกำลัง (power-invariant) ใช้ 2/3\sqrt{2/3} แทน 2/32/3 ทำให้เมทริกซ์ 3×3 ทั้งก้อนเป็นเชิงตั้งฉาก

Y-bus และ Z-bus ในระบบไฟฟ้ากำลัง ขั้นสูง

A10 Bus admittance matrix เมทริกซ์แอดมิตแตนซ์บัส

Ibus=YbusVbus,Ykk=∑ต่อกับบัส ky,Ykj=−ykj,Zbus=Ybus−1\mathbf I_{\text{bus}} = \mathbf Y_{\text{bus}}\mathbf V_{\text{bus}}, \qquad Y_{kk} = \sum_{\text{ต่อกับบัส } k} y, \quad Y_{kj} = -y_{kj}, \qquad \mathbf Z_{\text{bus}} = \mathbf Y_{\text{bus}}^{-1}

คือการวิเคราะห์โนด A2 ด้วยแอดมิตแตนซ์เชิงซ้อน · ระบบจริงมีหลายพันบัสแต่แต่ละบัสต่อกับไม่กี่บัส Ybus\mathbf Y_{\text{bus}} จึงห่างมาก (sparse) · ถ้าไม่มีกิ่งใดลงกราวด์ ผลรวมแต่ละแถวเป็น 0 Ybus\mathbf Y_{\text{bus}} เอกฐาน หา Zbus\mathbf Z_{\text{bus}} ไม่ได้ · การกำจัดบัสที่ไม่มีโหลด (Kron reduction) คือ Schur complement D14

ตัวอย่าง A-8 · สร้าง Y-bus สามบัส

สายส่ง y12=−j10y_{12} = -j10, y13=−j4y_{13} = -j4, y23=−j5y_{23} = -j5 pu และเครื่องกำเนิดที่บัส 1 มีแอดมิตแตนซ์ลงกราวด์ y10=−j5y_{10} = -j5 pu เขียน Ybus\mathbf Y_{\text{bus}}

  1. ทแยง = ผลรวมแอดมิตแตนซ์ทุกตัวที่ต่อกับบัส (รวมกิ่งลงกราวด์) A10

    Y11=−j(10+4+5)=−j19,Y22=−j(10+5)=−j15,Y33=−j(4+5)=−j9Y_{11} = -j(10 + 4 + 5) = -j19, \quad Y_{22} = -j(10 + 5) = -j15, \quad Y_{33} = -j(4 + 5) = -j9
  2. นอกทแยง = ลบแอดมิตแตนซ์ระหว่างบัส

    Ybus=(−j19j10j4j10−j15j5j4j5−j9)\mathbf Y_{\text{bus}} = \begin{pmatrix} -j19 & j10 & j4 \\ j10 & -j15 & j5 \\ j4 & j5 & -j9 \end{pmatrix}

ได้ Ybus\mathbf Y_{\text{bus}} สมมาตร ถ้าตัด y10y_{10} ออก แถวที่ 1 จะรวมเป็น −j14+j10+j4=0-j14 + j10 + j4 = 0 ทุกแถวรวมเป็นศูนย์ เมทริกซ์จะเอกฐานทันที

สรุป: ภาษาเมทริกซ์ ↔ ภาษาวงจร

ภาษาเมทริกซ์ความหมายในวงจร
det⁡A=0\det A = 0เขียนสมการซ้ำ / ขาดกิ่งลงกราวด์ / วงจรลอย ไม่มีคำตอบเดียว
AA สมมาตรวงจรส่วนกลับ (reciprocal) ไม่มีแหล่งไม่อิสระ
AA บวกแน่นอนวงจรดูดกลืนพลังงาน (passive) มีคำตอบเดียวเสมอ
หลักที่ jj ของ A−1A^{-1}ผลตอบสนองทุกจุดเมื่อมีแหล่งจ่ายหนึ่งหน่วยที่ตำแหน่ง jj
Δ(s)=det⁡(sI−A)=0\Delta(s) = \det(sI - A) = 0สมการลักษณะเฉพาะ ขั้วของวงจร
ค่าเฉพาะจริงลบ / เชิงซ้อน / ส่วนจริงบวกหน่วงเกิน / แกว่ง / ไม่เสถียร
เวกเตอร์เฉพาะรูปร่างของโหมด (สัดส่วนกระแสและแรงดันในโหมดนั้น)
คูณเมทริกซ์ ABCDต่อวงจรเรียงกัน รวมผลโหลดอัตโนมัติ
เปลี่ยนฐานให้เป็นทแยงมุมแยกระบบที่ผูกกันให้เป็นระบบย่อยอิสระ (องค์ประกอบสมมาตร โหมด)

ลองกับวงจรของคุณ

เขียนเมทริกซ์จากวงจรด้วยการมอง แล้วใส่ในเครื่องคิดเลขด้านล่าง เลือก “แก้ระบบ” เพื่อหากระแสหรือแรงดัน หรือ “ค่าเฉพาะ” เพื่อดูขั้วของวงจรจากเมทริกซ์สถานะ

ต่อยอด: แบบจำลองปริภูมิสถานะของวงจร

วงจร RLC ในรูปเมทริกซ์คือแบบจำลองปริภูมิสถานะของระบบควบคุม ส่วนการแปลงคลาร์ก-พาร์กใช้ในการควบคุมมอเตอร์ BLDC แบบ FOC ในเมคาทรอนิกส์ และอินเวอร์เตอร์ต่อกริดในการควบคุมตัวแปลงกำลัง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเมทริกซ์เมชของวงจรตัวต้านทานล้วนสมมาตร?

เพราะตัวต้านทานที่อยู่ร่วมระหว่างเมช i กับ j ปรากฏในสมการของทั้งสองเมชด้วยค่าเดียวกัน rij=rji=−Rร่วมr_{ij} = r_{ji} = -R_{\text{ร่วม}} วงจรแบบนี้เป็นวงจรส่วนกลับ (reciprocal) ถ้ามีแหล่งจ่ายไม่อิสระ ความสมมาตรจะหายไป

ค่าเฉพาะของวงจร RLC บอกอะไร?

ค่าเฉพาะของเมทริกซ์สถานะคือขั้วของวงจร ถ้าเป็นจริงลบต่างกันคือหน่วงเกิน จริงลบซ้ำกันคือหน่วงวิกฤต เชิงซ้อนคู่ส่วนจริงลบคือหน่วงน้อยแบบแกว่ง ส่วนจริงบอกอัตราการลดลง ส่วนจินตภาพบอกความถี่แกว่ง

Y-bus หาอินเวอร์สไม่ได้เมื่อไร?

เมื่อไม่มีกิ่งใดต่อลงกราวด์เลย ผลรวมสมาชิกในแต่ละแถวเป็นศูนย์ เวกเตอร์ (1, 1, …, 1) จึงทำให้ Y-bus คูณแล้วเป็นศูนย์ ดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์ ต้องมีกิ่งลงกราวด์อย่างน้อยหนึ่งกิ่ง เช่นอิมพีแดนซ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จึงจะได้ Z-bus

องค์ประกอบสมมาตรเกี่ยวกับค่าเฉพาะอย่างไร?

เมทริกซ์อิมพีแดนซ์ของสายส่งสามเฟสที่สมมาตร (ค่าตัวเองเท่ากัน ค่าร่วมเท่ากัน) มีเวกเตอร์เฉพาะคือหลักของเมทริกซ์ Fortescue พอดี การแปลงเป็นองค์ประกอบสมมาตรจึงทำให้เมทริกซ์เป็นทแยงมุม แยกวงจรลำดับศูนย์ บวก และลบออกจากกันได้

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์