- หน้าแรก
- คลังความรู้
- พีชคณิตเชิงเส้น
- ประยุกต์ในวิศวกรรมไฟฟ้า
// บทที่ 7.7 · พีชคณิตเชิงเส้น · Applications in Electrical Engineering
ประยุกต์พีชคณิตเชิงเส้นในวิศวกรรมไฟฟ้า: รูปแบบโจทย์ที่เจอเสมอ
โจทย์วงจรและระบบไฟฟ้ามีรูปแบบตายตัวไม่กี่แบบ เมื่อเห็นวงจรแล้วรู้ว่าจะได้เมทริกซ์หน้าตาแบบไหน และควรใช้เครื่องมือใด (คราเมอร์ อินเวอร์ส ลดแถว หรือค่าเฉพาะ) โจทย์ก็เหลือแค่การคำนวณ หน้านี้รวบรวมรูปแบบเหล่านั้นตั้งแต่วงจร DC ปี 1 จนถึงระบบไฟฟ้ากำลังและอิเล็กทรอนิกส์กำลัง สูตรใช้รหัส A
สรุปใน 30 วินาที
- วงจรตัวต้านทาน + แหล่งจ่ายอิสระ: RI=V หรือ GV=I เขียนได้ด้วยการมอง เมทริกซ์สมมาตร
- มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ: เมทริกซ์ไม่สมมาตร · วงจร AC: สมาชิกเป็นจำนวนเชิงซ้อน · หลังลาปลาซ: สมาชิกเป็นพหุนามของ s
- วงจรมี L และ C: x˙=Ax+Bu ค่าเฉพาะของ A คือขั้ว บอกการหน่วงและการแกว่ง
- สองพอร์ตต่อเรียง = คูณเมทริกซ์ ABCD · สามเฟสไม่สมดุล = แปลงด้วยเมทริกซ์ Fortescue
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย
ตารางรูปแบบโจทย์: เห็นวงจรแล้วรู้ว่าจะใช้อะไร
| สถานการณ์ | รูปเมทริกซ์ | เครื่องมือที่เหมาะ | ดู |
| วงจร DC หลายลูป ถามกระแสลูปเดียว | RI=V สมมาตร | คราเมอร์ (2 ดีเทอร์มิแนนต์) | A1 |
| วงจร DC หลายโนด แหล่งจ่ายกระแส | GV=I สมมาตร | ลดแถว / อินเวอร์ส | A2 |
| วงจรเดิม เปลี่ยนแหล่งจ่ายหลายแบบ | x=A−1b | อินเวอร์สครั้งเดียว / LU | I-6 |
| มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ | ไม่สมมาตร | คราเมอร์ / ลดแถว | A3 |
| วงจร AC สถานะคงตัว | ZI=V เชิงซ้อน | คราเมอร์เชิงซ้อน | A4 |
| หาฟังก์ชันถ่ายโอน | สมาชิกเป็นพหุนาม s | คราเมอร์ H=Δk/Δ | C8 |
| ผลตอบสนองชั่วครู่ RLC | x˙=Ax+Bu | ค่าเฉพาะ เวกเตอร์เฉพาะ | A5 |
| วงจรต่อเรียงหลายชั้น สายส่ง | ABCD | คูณเมทริกซ์ | A7 |
| ฟอลต์ ระบบสามเฟสไม่สมดุล | Fortescue | แปลงฐาน (ค่าเฉพาะของเมทริกซ์วนรอบ) | A8 |
| ควบคุมมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ | คลาร์ก พาร์ก | เมทริกซ์หมุน (เชิงตั้งฉาก) | A9 |
| การไหลของกำลัง ฟอลต์ในระบบใหญ่ | Y-bus, Z-bus | เมทริกซ์ห่าง LU | A10 |
การวิเคราะห์เมชด้วยการมอง พื้นฐาน
เขียน KVL รอบทุกเมชโดยให้กระแสเมชวนทิศเดียวกัน (ตามเข็มนาฬิกา) จะได้รูปแบบที่ตายตัว จนเขียนเมทริกซ์ได้โดยไม่ต้องเขียน KVL ทีละสมการ
A1 Mesh equations by inspection สมการเมชด้วยการมอง (วงจรตัวต้านทาน + แหล่งแรงดันอิสระ)
RI=V,rkk=∑R รอบเมช k,rkj=−∑R ที่ใช้ร่วมระหว่าง k,j,Vk=∑แหล่งจ่ายที่ดันตามทิศ Ik
ทุกเมชวนทิศเดียวกัน · R สมมาตรและบวกแน่นอน E12 · แหล่งจ่ายที่ขั้วบวกอยู่ด้านที่กระแสเมชไหลออก นับเป็นบวก · มีแหล่งกระแสให้ใช้ซูเปอร์เมช (supermesh) หรือเพิ่มสมการเงื่อนไข
ตัวอย่าง A-1 · วงจรสามเมชจากหน้าคราเมอร์ ด้วยการมองและอินเวอร์สวงจร: 24 V, R1=2, R2=4 (ร่วม 1–2), R3=2, R4=6 (ร่วม 2–3), R5=3 Ω (ดูรูปวงจร) หากระแสเมชทั้งหมดและกระแสผ่าน R2, R4
มองวงจรแล้วเขียนได้ทันที A1
2+4−40−44+2+6−60−66+3I1I2I3=2400
อินเวอร์ส (detR=288) คำนวณด้วยแอดจอยต์ I3
R−1=2881723624365436243656
b มีค่าแค่ตัวแรก จึงได้ 24 เท่าของหลักแรก
I=28824723624=632 A
I1=6, I2=3, I3=2 A · กระแสผ่าน R2=I1−I2=3 A และผ่าน R4=I2−I3=1 A
R−1 สมมาตรด้วย (อินเวอร์สของเมทริกซ์สมมาตรสมมาตรเสมอ) · ความต้านทานที่แหล่งจ่ายมองเห็น =1/(R−1)11=288/72=4 Ω ตรวจ: 24/4=6 A ✓
การวิเคราะห์โนดด้วยการมอง พื้นฐาน
A2 Nodal equations by inspection สมการโนดด้วยการมอง (ตัวต้านทาน + แหล่งกระแสอิสระ)
GV=I,gkk=∑G ที่ต่อกับโนด k,gkj=−∑G ระหว่างโนด k,j,Ik=∑กระแสที่ฉีดเข้าโนด k
G=1/R หน่วยซีเมนส์ · ถ้าเศษส่วนเยอะ ให้คูณทั้งระบบด้วย ค.ร.น. ของตัวส่วนก่อน คำตอบไม่เปลี่ยน · วงจรบันได (ladder) ได้เมทริกซ์สามแนวทแยง (tridiagonal) แก้ได้เร็วด้วยการแทนค่าต่อเนื่อง
วงจรบันไดสามโนด กราวด์อยู่ด้านล่าง
ตัวอย่าง A-2 · วงจรบันไดสามโนดหาแรงดันโนด v1,v2,v3
ความนำ: Ga=1, Gb=0.5, Gc=0.25, Gd=0.5, Ge=0.5 S เขียนด้วยการมอง A2
1+0.5−0.50−0.50.5+0.25+0.5−0.50−0.50.5+0.5v1v2v3=1000
คูณทั้งระบบด้วย 4 กำจัดทศนิยม
6−20−25−20−24v1v2v3=4000
สามแนวทแยง จึงแทนค่าต่อเนื่องจากแถวล่าง: แถว 3 ได้ v2=2v3 · แถว 2: −2v1+10v3−2v3=0 ได้ v1=4v3
แถว 1: 6(4v3)−2(2v3)=20v3=40
v3=2,v2=4,v1=8 V
v=(8, 4, 2) V
KCL โนด 1: กระแสลง Ra =8 A ผ่าน Rb =(8−4)/2=2 A รวม 10 A ✓ · การใช้ G−1 กับแหล่งจ่ายหลายแบบดูที่ ตัวอย่าง I-6
A11 Modified nodal analysis (MNA) การวิเคราะห์โนดดัดแปลง (สิ่งที่ SPICE ทำ)
(GCBD)(viV)=(ise)
เพิ่มกระแสของแหล่งแรงดันเป็นตัวแปรใหม่ iV ทำให้รองรับแหล่งแรงดันและแหล่งไม่อิสระทุกแบบ เมทริกซ์ใหญ่แต่ห่าง (sparse) แก้ด้วย LU L9
วงจรที่มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ กลาง
A3 Dependent sources แหล่งจ่ายไม่อิสระทำให้เมทริกซ์ไม่สมมาตร
เขียน KVL/KCL ตามปกติ→ย้ายพจน์ที่มีตัวแปรควบคุมไปซ้าย→RI=V แต่ R=RT
ห้ามใช้ “การมอง” ตรง ๆ กับตัวควบคุม ต้องเขียน KVL ก่อนแล้วจัดรูป · วงจรแบบนี้ไม่เป็นส่วนกลับ (non-reciprocal) เช่นวงจรจำลองทรานซิสเตอร์และออปแอมป์
แหล่งแรงดันควบคุมด้วยกระแส (CCVS) ค่า 2I1 โวลต์ ขั้วบวกด้านล่าง จึงดันกระแสตามทิศ I2
ตัวอย่าง A-3 · CCVS ในเมชที่สองหา I1 และ I2
KVL เมช 1 (ปกติ): 2I1+4(I1−I2)=12 → 6I1−4I2=12
KVL เมช 2: แรงดันตกบนตัวต้านทาน = แรงดันที่แหล่งไม่อิสระดันขึ้น
4(I2−I1)+4I2=2I1 ⇒ −6I1+8I2=0
เมทริกซ์ไม่สมมาตร (−4=−6) A3 แก้ด้วยคราเมอร์ C2
(6−6−48)(I1I2)=(120),Δ=48−24=24
I1=24(12)(8)−(−4)(0)=4,I2=24(6)(0)−(12)(−6)=3
I1=4 A · I2=3 A · แหล่งไม่อิสระมีแรงดัน 2I1=8 V
ตรวจเมช 2: 4(3−4)+4(3)=8=2I1 ✓
วงจร AC แบบเฟเซอร์ กลาง
A4 Phasor mesh/nodal equations สมการเมช/โนดแบบเฟเซอร์
ZI=V,ZR=R,ZL=jωL,ZC=jωC1=−ωCj
กฎการมองใช้ได้เหมือน A1 แต่ใช้อิมพีแดนซ์ · Z สมมาตรแต่เป็นเชิงซ้อน (ไม่ใช่เฮอร์มิเชียน) · กำลังเชิงซ้อนที่แหล่งจ่ายส่งให้วงจร S=21VTI เมื่อใช้ค่ายอด (ถ้าใช้ค่า RMS ไม่ต้องมี 21) · ตัวอย่างเต็มอยู่ที่ C-5
วงจร RLC ในปริภูมิสถานะและค่าเฉพาะ กลาง → ขั้นสูง
เลือกตัวแปรที่ “มีความจำ” เป็นสถานะ คือกระแสตัวเหนี่ยวนำและแรงดันตัวเก็บประจุ แล้วเขียนอนุพันธ์ของแต่ละตัว จะได้ระบบอันดับหนึ่งในรูปเมทริกซ์ ค่าเฉพาะของ A คือขั้วตัวเดียวกับที่ได้จาก Δ(s)=0
RLC อนุกรม สถานะ x=(iL, vC)
A5 Series RLC in state space RLC อนุกรมในปริภูมิสถานะ
dtd(iLvC)=A(−R/L1/C−1/L0)(iLvC)+(1/L0)u,λ2+LRλ+LC1=0
ωn=LC1,ζ=2RLC,λ1,2=−ζωn±ωnζ2−1
trA=−R/L=−2ζωn (การหน่วง) · detA=1/LC=ωn2 E6 · ζ>1 จริงต่างกัน (หน่วงเกิน) · ζ=1 ซ้ำ (วิกฤต, defective) · ζ<1 เชิงซ้อน (หน่วงน้อย แกว่ง) ดูแล็บ ระบบอันดับสอง
ตัวอย่าง A-4 · ผลตอบสนองธรรมชาติของ RLC ด้วยเวกเตอร์เฉพาะR=6 Ω, L=1 H, C=0.2 F, u=0 เริ่มต้น iL(0)=0, vC(0)=4 V หา iL(t) และ vC(t)
แทนค่าใน A5: A=(−65−10), tr=−6, det=5 A5
λ2+6λ+5=(λ+1)(λ+5)=0 ⇒ λ=−1, −5
เวกเตอร์เฉพาะด้วยสูตรลัด (b, λ−a) โดย a=−6, b=−1 E4
λ=−1: v1=(−1−1+6)∼(1−5),λ=−5: v2=(−1−5+6)∼(1−1)
กระจายค่าเริ่มต้น c1(1,−5)+c2(1,−1)=(0,4) ได้ c1=−1, c2=1 E15
(iLvC)=−e−t(1−5)+e−5t(1−1)
iL(t)=−e−t+e−5t A · vC(t)=5e−t−e−5t V (หน่วงเกิน ζ=30.2≈1.34)
ตรวจ iL=CdvC/dt=0.2(−5e−t+5e−5t)=−e−t+e−5t ✓ · ถ้าเปลี่ยนเป็น R=2 Ω จะได้ λ2+2λ+5=0, λ=−1±j2: แกว่งที่ 2 rad/s ใต้เปลือก e−t (ζ≈0.447)
วงจร RC สองชั้น: ค่าเฉพาะคือค่าคงตัวเวลา ขั้นสูง
วงจรเดียวกับ ตัวอย่าง C-6 คราวนี้มองผ่านปริภูมิสถานะ จะเห็นว่าค่าเฉพาะกับขั้วจากฟังก์ชันถ่ายโอนเป็นตัวเดียวกัน และเวกเตอร์เฉพาะบอก “รูปร่าง” ของแต่ละโหมดด้วย
A6 Two-stage RC ladder RC สองชั้น (R1=R2=R, C1=C2=C, τ=RC)
v˙=τ1(−211−1)v+τ1(10)u,λτ=2−3±5=−0.382, −2.618
ค่าคงตัวเวลาของโหมด τi=−1/λi=2.618τ และ 0.382τ · ผลคูณ =τ2 (=1/detA) ผลบวก =3τ
ตัวอย่าง A-5 · อ่านความหมายของเวกเตอร์เฉพาะหาเวกเตอร์เฉพาะของ τA=(−211−1) แล้วตีความ
tr=−3, det=1: μ2+3μ+1=0 ได้ μ=−0.382, −2.618 (โดย μ=λτ)
สูตรลัด (b,μ−a)=(1, μ+2) E4
μ=−0.382: vช้า=(11.618),μ=−2.618: vเร็ว=(1−0.618)
โหมดช้า: ตัวเก็บประจุทั้งสองตัวเปลี่ยนแรงดันไปทางเดียวกัน (ชาร์จทั้งวงจร) · โหมดเร็ว: แรงดันสวนทางกัน (ประจุไหลถ่ายเทระหว่างสองตัวเก็บประจุผ่าน R2) จึงหายไปเร็วกว่าเกือบ 7 เท่า
A สมมาตร เวกเตอร์เฉพาะจึงตั้งฉากกัน: (1)(1)+(1.618)(−0.618)=1−1=0 ✓ E11
วงจรสองพอร์ตและเมทริกซ์ ABCD กลาง
วงจรที่มีขาเข้าและขาออกอย่างละคู่ (ตัวกรอง สายส่ง หม้อแปลง แอมป์) อธิบายด้วยเมทริกซ์ 2×2 ได้ ข้อดีของเมทริกซ์ ABCD (transmission parameters) คือต่อเรียงกัน = คูณเมทริกซ์ตามลำดับ
A7 ABCD (transmission) matrix เมทริกซ์ ABCD
(V1I1)=(ACBD)(V2I2),อนุกรม Z(10Z1),ขนาน Y(1Y01),Tรวม=T1T2⋯Tk
I2 นิยามไหลออกจากพอร์ต 2 · วงจรส่วนกลับ (R, L, C, หม้อแปลง) มี AD−BC=1 · อัตราขยายแรงดันเปิดวงจร V2/V1=1/A · พารามิเตอร์ Z และ Y สัมพันธ์กันด้วย Y=Z−1
ตัวอย่าง A-6 · ต่อเรียงตัวแบ่งแรงดันสองชั้นแต่ละชั้นคือ Z=10 Ω อนุกรม ตามด้วย Y=0.05 S (20 Ω) ขนาน หา ABCD ของหนึ่งชั้นและสองชั้น แล้วหาอัตราขยายแรงดันเมื่อปลายเปิด
หนึ่งชั้น = อนุกรมคูณขนาน (ตามลำดับที่สัญญาณผ่าน) A7
T=(10101)(10.0501)=(1.50.05101)
สองชั้นต่อเรียง = T2
T2=(1.5(1.5)+10(0.05)0.05(1.5)+1(0.05)1.5(10)+10(1)0.05(10)+1(1))=(2.750.125251.5)
หนึ่งชั้น V2/V1=1/1.5=0.667 (ตรงกับตัวแบ่ง 20/30) · สองชั้น 1/2.75=0.364 ไม่ใช่ 0.6672=0.444 เพราะชั้นที่สองโหลดชั้นแรก เมทริกซ์จัดการผลโหลดให้อัตโนมัติ
detT=1.5−0.5=1 และ detT2=4.125−3.125=1 ✓ (วงจรส่วนกลับ และสอดคล้องกับ det(AB)=detAdetB)
องค์ประกอบสมมาตรในระบบสามเฟส ขั้นสูง
ระบบสามเฟสที่ไม่สมดุล (เช่นเกิดฟอลต์เฟสเดียวลงดิน) แยกเป็นสามระบบสมดุลได้ด้วยการแปลง Fortescue ให้ a=1∠120∘=−21+j23 ซึ่งมีสมบัติ a3=1 และ 1+a+a2=0
A8 Symmetrical components (Fortescue) การแปลงองค์ประกอบสมมาตร
VaVbVc=1111a2a1aa2V0V1V2,V0V1V2=311111aa21a2aVaVbVc
ใช้ได้ทั้งแรงดันและกระแส · 0 = ลำดับศูนย์ 1 = ลำดับบวก 2 = ลำดับลบ · อินเวอร์สคือสังยุคทรานสโพสหารสาม (31A เป็นยูนิแทรี)
A12 Why it works: eigenvectors of the phase-impedance matrix เหตุผลเบื้องหลัง: เวกเตอร์เฉพาะ
Zabc=ZsZmZmZmZsZmZmZmZs ⇒ A−1ZabcA=Zs+2ZmZs−ZmZs−Zm
หลักของ A คือ (1,1,1), (1,a2,a), (1,a,a2) เป็นเวกเตอร์เฉพาะของ Zabc พอดี จึงทำเป็นทแยงมุมได้ E9 ได้อิมพีแดนซ์ลำดับศูนย์ Z0=Zs+2Zm และลำดับบวก/ลบ Z1=Z2=Zs−Zm วงจรสามเฟสที่ผูกกันจึงแยกเป็นสามวงจรอิสระ
ตัวอย่าง A-7 · ฟอลต์เฟสเดียวลงดินกระแสฟอลต์ Ia=30∠0∘ A, Ib=Ic=0 หาองค์ประกอบสมมาตรของกระแส
คูณด้วยเมทริกซ์ผกผัน A8
I0I1I2=311111aa21a2a3000=31303030
I0=I1=I2=10∠0∘ A นี่คือเหตุผลที่ฟอลต์เฟสเดียวลงดินต่อวงจรลำดับศูนย์ บวก และลบอนุกรมกัน และ If=3I0
ระบบสมดุลลำดับบวก Va=100, Vb=100a2, Vc=100a จะได้ V1=31(100+a⋅100a2+a2⋅100a)=100 และ V0=V2=0 เพราะ 1+a+a2=0 ✓
การแปลงคลาร์กและพาร์ก (ควบคุมมอเตอร์) ขั้นสูง
อินเวอร์เตอร์ขับมอเตอร์ทุกตัวที่ใช้การควบคุมแบบ field-oriented (FOC) ทำการแปลงสองขั้นนี้หลายหมื่นครั้งต่อวินาที เพื่อเปลี่ยนสัญญาณไซน์สามเฟสให้กลายเป็นค่าคงที่สองค่าที่ควบคุมด้วย PI ได้ง่าย
A9 Clarke and Park transforms การแปลงคลาร์ก (abc → αβ) และพาร์ก (αβ → dq)
(vαvβ)=32(10−2123−21−23)vavbvc,(vdvq)=(cosθ−sinθsinθcosθ)(vαvβ)
รูปแบบคงขนาด (amplitude-invariant) · ระบบสมดุล va=Vmcosθ จะได้ vα=Vmcosθ, vβ=Vmsinθ แล้ว vd=Vm, vq=0 เป็นค่าคงที่ · เมทริกซ์พาร์กเป็นเชิงตั้งฉาก อินเวอร์สจึงเป็นแค่ทรานสโพส M5 · รูปแบบคงกำลัง (power-invariant) ใช้ 2/3 แทน 2/3 ทำให้เมทริกซ์ 3×3 ทั้งก้อนเป็นเชิงตั้งฉาก
Y-bus และ Z-bus ในระบบไฟฟ้ากำลัง ขั้นสูง
A10 Bus admittance matrix เมทริกซ์แอดมิตแตนซ์บัส
Ibus=YbusVbus,Ykk=ต่อกับบัส k∑y,Ykj=−ykj,Zbus=Ybus−1
คือการวิเคราะห์โนด A2 ด้วยแอดมิตแตนซ์เชิงซ้อน · ระบบจริงมีหลายพันบัสแต่แต่ละบัสต่อกับไม่กี่บัส Ybus จึงห่างมาก (sparse) · ถ้าไม่มีกิ่งใดลงกราวด์ ผลรวมแต่ละแถวเป็น 0 Ybus เอกฐาน หา Zbus ไม่ได้ · การกำจัดบัสที่ไม่มีโหลด (Kron reduction) คือ Schur complement D14
ตัวอย่าง A-8 · สร้าง Y-bus สามบัสสายส่ง y12=−j10, y13=−j4, y23=−j5 pu และเครื่องกำเนิดที่บัส 1 มีแอดมิตแตนซ์ลงกราวด์ y10=−j5 pu เขียน Ybus
ทแยง = ผลรวมแอดมิตแตนซ์ทุกตัวที่ต่อกับบัส (รวมกิ่งลงกราวด์) A10
Y11=−j(10+4+5)=−j19,Y22=−j(10+5)=−j15,Y33=−j(4+5)=−j9
นอกทแยง = ลบแอดมิตแตนซ์ระหว่างบัส
Ybus=−j19j10j4j10−j15j5j4j5−j9
ได้ Ybus สมมาตร ถ้าตัด y10 ออก แถวที่ 1 จะรวมเป็น −j14+j10+j4=0 ทุกแถวรวมเป็นศูนย์ เมทริกซ์จะเอกฐานทันที
สรุป: ภาษาเมทริกซ์ ↔ ภาษาวงจร
| ภาษาเมทริกซ์ | ความหมายในวงจร |
| detA=0 | เขียนสมการซ้ำ / ขาดกิ่งลงกราวด์ / วงจรลอย ไม่มีคำตอบเดียว |
| A สมมาตร | วงจรส่วนกลับ (reciprocal) ไม่มีแหล่งไม่อิสระ |
| A บวกแน่นอน | วงจรดูดกลืนพลังงาน (passive) มีคำตอบเดียวเสมอ |
| หลักที่ j ของ A−1 | ผลตอบสนองทุกจุดเมื่อมีแหล่งจ่ายหนึ่งหน่วยที่ตำแหน่ง j |
| Δ(s)=det(sI−A)=0 | สมการลักษณะเฉพาะ ขั้วของวงจร |
| ค่าเฉพาะจริงลบ / เชิงซ้อน / ส่วนจริงบวก | หน่วงเกิน / แกว่ง / ไม่เสถียร |
| เวกเตอร์เฉพาะ | รูปร่างของโหมด (สัดส่วนกระแสและแรงดันในโหมดนั้น) |
| คูณเมทริกซ์ ABCD | ต่อวงจรเรียงกัน รวมผลโหลดอัตโนมัติ |
| เปลี่ยนฐานให้เป็นทแยงมุม | แยกระบบที่ผูกกันให้เป็นระบบย่อยอิสระ (องค์ประกอบสมมาตร โหมด) |
ลองกับวงจรของคุณ
เขียนเมทริกซ์จากวงจรด้วยการมอง แล้วใส่ในเครื่องคิดเลขด้านล่าง เลือก “แก้ระบบ” เพื่อหากระแสหรือแรงดัน หรือ “ค่าเฉพาะ” เพื่อดูขั้วของวงจรจากเมทริกซ์สถานะ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเมทริกซ์เมชของวงจรตัวต้านทานล้วนสมมาตร?
เพราะตัวต้านทานที่อยู่ร่วมระหว่างเมช i กับ j ปรากฏในสมการของทั้งสองเมชด้วยค่าเดียวกัน rij=rji=−Rร่วม วงจรแบบนี้เป็นวงจรส่วนกลับ (reciprocal) ถ้ามีแหล่งจ่ายไม่อิสระ ความสมมาตรจะหายไป
ค่าเฉพาะของวงจร RLC บอกอะไร?
ค่าเฉพาะของเมทริกซ์สถานะคือขั้วของวงจร ถ้าเป็นจริงลบต่างกันคือหน่วงเกิน จริงลบซ้ำกันคือหน่วงวิกฤต เชิงซ้อนคู่ส่วนจริงลบคือหน่วงน้อยแบบแกว่ง ส่วนจริงบอกอัตราการลดลง ส่วนจินตภาพบอกความถี่แกว่ง
Y-bus หาอินเวอร์สไม่ได้เมื่อไร?
เมื่อไม่มีกิ่งใดต่อลงกราวด์เลย ผลรวมสมาชิกในแต่ละแถวเป็นศูนย์ เวกเตอร์ (1, 1, …, 1) จึงทำให้ Y-bus คูณแล้วเป็นศูนย์ ดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์ ต้องมีกิ่งลงกราวด์อย่างน้อยหนึ่งกิ่ง เช่นอิมพีแดนซ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จึงจะได้ Z-bus
องค์ประกอบสมมาตรเกี่ยวกับค่าเฉพาะอย่างไร?
เมทริกซ์อิมพีแดนซ์ของสายส่งสามเฟสที่สมมาตร (ค่าตัวเองเท่ากัน ค่าร่วมเท่ากัน) มีเวกเตอร์เฉพาะคือหลักของเมทริกซ์ Fortescue พอดี การแปลงเป็นองค์ประกอบสมมาตรจึงทำให้เมทริกซ์เป็นทแยงมุม แยกวงจรลำดับศูนย์ บวก และลบออกจากกันได้
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์