- หน้าแรก
- คลังความรู้
- อินทิกรัล
// บทที่ 5 · แคลคูลัส · สูตรและวิธีทำ
อินทิกรัล (Integral Calculus): สูตร คุณสมบัติ และวิธีทำทีละขั้น
รวมสูตรอินทิเกรตตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงระดับกลาง ทุกสูตรและทุกคุณสมบัติมีรหัสและชื่อสากลกำกับไว้ให้อ้างอิงได้ ตัวอย่างเขียนแบบจดเลกเชอร์ บอกทุกขั้นว่าใช้สูตรไหน ใช้คุณสมบัติข้อใด ส่วนไหนตัดกันได้ก็ขีดเส้นสีแดงให้เห็น ปิดท้ายด้วยอินทิกรัลจำกัดเขตตั้งแต่นิยามผลบวกรีมันน์ไปจนถึงการแทนค่าขอบบนขอบล่าง
สรุปใน 30 วินาที
- อินทิเกรตคือการย้อนอนุพันธ์: ถ้า F′(x)=f(x) แล้ว ∫f(x)dx=F(x)+C
- สูตรที่ใช้บ่อยที่สุดคือกฎยกกำลัง ∫xndx=n+1xn+1+C ใช้ได้ทุก n ยกเว้น −1 ซึ่งให้ ln∣x∣
- ถ้าเห็นก้อนข้างในพร้อมอนุพันธ์ของมัน ให้เปลี่ยนตัวแปร u ถ้าเป็นเศษส่วนที่ตัวเศษดีกรีสูงกว่า ให้หารยาวก่อน
- อินทิกรัลจำกัดเขต ∫abf(x)dx=F(b)−F(a) ค่า C ตัดกันหายไป
อ่านวิธีทำ
สูตรที่ใช้ (F, G, H, S)
คุณสมบัติที่ใช้ (P, Q)
ตัวแปร u
ค่าคงที่ C
เส้นแดง = ตัดกันได้ · ตัวเลขแดงด้านบน = ทดค่าที่เหลือ
อินทิกรัลคืออะไร (Antiderivative)
อนุพันธ์ตอบคำถามว่า “เปลี่ยนเร็วแค่ไหน” ส่วนอินทิกรัลถามกลับว่า “รู้อัตราการเปลี่ยนแล้ว ของจริงเป็นอย่างไร” เช่น รู้กระแส i(t) ที่ไหลเข้าตัวเก็บประจุ แล้วอยากรู้ประจุสะสม q(t) งานนี้คือการหาปฏิยานุพันธ์ (antiderivative)
ฟังก์ชันF(x)=x3+C
→ d/dx →
← ∫ dx ←
อนุพันธ์f(x)=3x2
⇄
เขียนเป็นอินทิกรัล∫3x2dx=x3+C
D1 Indefinite integral (antiderivative) นิยามอินทิกรัลไม่จำกัดเขต
∫f(x)dx=F(x)+C⟺F′(x)=f(x)
อ่านว่า “อินทิกรัลของ f(x) เทียบกับ x” · ∫ เครื่องหมายอินทิกรัล (integral sign) · f(x) ตัวถูกอินทิเกรต (integrand) · dx บอกตัวแปร (differential) · C ค่าคงที่ของการอินทิเกรต (constant of integration)
ตรวจคำตอบทุกครั้งได้ฟรี: หาอนุพันธ์ของคำตอบ ถ้าได้ตัวถูกอินทิเกรตกลับมาแสดงว่าถูก ตัวอย่างทุกข้อในหน้านี้มีบรรทัด “ตรวจคำตอบ” ปิดท้าย
คุณสมบัติของอินทิกรัลไม่จำกัดเขต (Properties)
คุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้มาจากกฎของอนุพันธ์ ใช้รหัส P กำกับไว้ เวลาเห็น P2 ในวิธีทำ คลิกกลับมาดูได้ทันที
P1 Constant multiple rule กฎตัวคูณค่าคงที่
∫kf(x)dx=k∫f(x)dx
ดึงค่าคงที่ออกมานอกเครื่องหมายอินทิกรัลได้ (k ต้องไม่ใช่ฟังก์ชันของ x)
P2 Sum and difference rule กฎผลบวกและผลต่าง
∫[f(x)±g(x)]dx=∫f(x)dx±∫g(x)dx
อินทิเกรตแยกทีละพจน์ (term by term) ได้
P3 Linearity ความเป็นเชิงเส้น (P1 + P2 รวมกัน)
∫[af(x)+bg(x)]dx=a∫f(x)dx+b∫g(x)dx
P4 Derivative of an integral อนุพันธ์หักล้างอินทิกรัล
dxd∫f(x)dx=f(x)
P5 Integral of a derivative อินทิกรัลหักล้างอนุพันธ์
∫F′(x)dx=F(x)+C
P6 No product or quotient rule ข้อควรระวัง: ไม่มีกฎผลคูณและผลหาร
∫f(x)g(x)dx=∫f(x)dx⋅∫g(x)dx∫g(x)f(x)dx=∫g(x)dx∫f(x)dx
ผลคูณต้องกระจายก่อน เปลี่ยนตัวแปร u หรืออินทิเกรตทีละส่วน (by parts) ส่วนเศษส่วนต้องจัดรูป หารยาว หรือแยกเศษส่วนย่อย
ค่าคงที่ C₁ + C₂ + C₃ รวมเป็น C ตัวเดียวได้อย่างไร
เวลาใช้ P2 อินทิเกรตแยกทีละพจน์ แต่ละพจน์จะได้ค่าคงที่ของตัวเอง ผลบวกของค่าคงที่หลายตัวก็ยังเป็นค่าคงที่ตัวเดียว จึงตั้งชื่อใหม่ว่า C แล้วเขียนครั้งเดียวท้ายคำตอบ
ตัวอย่าง 1 · อินทิเกรตทีละพจน์หา ∫(3x2−4x+5)dx
แยกเป็นสามพจน์ด้วยกฎผลบวกผลต่าง แล้วดึงค่าคงที่ออก P2 Sum rule P1 Constant multiple
∫(3x2−4x+5)dx=3∫x2dx−4∫xdx+5∫1dx
อินทิเกรตแต่ละพจน์ด้วยกฎยกกำลัง แต่ละพจน์มีค่าคงที่ของตัวเอง F2 Power rule F1 Constant rule
3∫x2dx4∫xdx5∫1dx=3⋅3x3+C1=x3+C1=4⋅2x2+C2=2x2+C2=5x+C3
นำมารวมกันตามเครื่องหมายเดิม แล้วจับค่าคงที่ไว้ด้วยกัน
(x3+C1)−(2x2+C2)+(5x+C3)=x3−2x2+5x+(C1−C2+C3)
C1−C2+C3 เป็นตัวเลขคงที่ตัวหนึ่ง ตั้งชื่อใหม่ว่า C
C1−C2+C3=C
∫(3x2−4x+5)dx=x3−2x2+5x+C
ตรวจคำตอบ: dxd(x3−2x2+5x+C)=3x2−4x+5 ✓ ในทางปฏิบัติจึงไม่ต้องเขียน C1,C2,C3 แยก เขียน + C ครั้งเดียวตอนจบได้เลย
ทุกสูตรได้จากการอ่านตารางอนุพันธ์ย้อนกลับ ละ + C ไว้ทุกบรรทัดเพื่อให้อ่านง่าย มุมในฟังก์ชันตรีโกณต้องเป็นเรเดียน
F1 Constant rule อินทิกรัลของค่าคงที่
∫kdx=kx+C
F2 Power rule กฎยกกำลัง
∫xndx=n+1xn+1+C,n=−1
“บวกเลขชี้กำลังหนึ่ง แล้วหารด้วยเลขชี้กำลังใหม่” ใช้ได้กับ n ที่เป็นเศษส่วนและติดลบด้วย
F3 Reciprocal rule กรณี n = −1 ได้ลอการิทึม
∫x1dx=ln∣x∣+C
ใส่ค่าสัมบูรณ์เพราะ ln ของจำนวนลบไม่นิยาม
F4 Exponential rule เอกซ์โพเนนเชียลฐาน e
∫exdx=ex+C
F5 General exponential เอกซ์โพเนนเชียลฐาน a
∫axdx=lnaax+C,a>0, a=1
F6 Sine and cosine sin และ cos
∫sinxdx=−cosx+C∫cosxdx=sinx+C
จำเครื่องหมาย: อนุพันธ์ของ cos มีลบ อินทิกรัลของ sin จึงมีลบ
F7 sec² and csc²
∫sec2xdx=tanx+C∫csc2xdx=−cotx+C
F8 sec·tan and csc·cot
∫secxtanxdx=secx+C∫cscxcotxdx=−cscx+C
F9 tan and cot
∫tanxdx=ln∣secx∣+C∫cotxdx=ln∣sinx∣+C
ln∣secx∣=−ln∣cosx∣ เขียนแบบไหนก็ได้
F10 sec and csc
∫secxdx=ln∣secx+tanx∣+C∫cscxdx=ln∣cscx−cotx∣+C
F11 Inverse tangent form ได้ arctan
∫1+x2dx=arctanx+C
F12 Inverse sine form ได้ arcsin
∫1−x2dx=arcsinx+C
F13 Hyperbolic functions ฟังก์ชันไฮเพอร์โบลิก
∫sinhxdx=coshx+C∫coshxdx=sinhx+C
ก่อนใช้กฎยกกำลัง: เปลี่ยนรากและเศษส่วนเป็นเลขชี้กำลัง
| เห็นแบบนี้ | เขียนใหม่เป็น | แล้วอินทิเกรตได้ |
| x | x1/2 | 3/2x3/2=32x3/2 |
| 3x2 | x2/3 | 53x5/3 |
| x21 | x−2 | −1x−1=−x1 |
| x1 | x−1/2 | 1/2x1/2=2x |
| x35 | 5x−3 | 5⋅−2x−2=−2x25 |
| xx | x1⋅x1/2=x3/2 | 52x5/2 |
ถ้าข้างในเป็นเชิงเส้น ax+b ให้ใช้สูตรพื้นฐานได้เลย แล้วหารด้วย a ซึ่งคืออนุพันธ์ของข้างใน กลุ่มนี้คือการเปลี่ยนตัวแปร u ที่ทำไว้ให้แล้ว
G1 Power of a linear term พจน์เชิงเส้นยกกำลัง
∫(ax+b)ndx=a(n+1)(ax+b)n+1+C,n=−1
G2 Reciprocal of a linear term
∫ax+bdx=a1ln∣ax+b∣+C
G3 Exponential of a linear term
∫eax+bdx=a1eax+b+C
G4 Sine and cosine of a linear term
∫sin(ax+b)dx=−a1cos(ax+b)+C∫cos(ax+b)dx=a1sin(ax+b)+C
งานไฟฟ้าใช้บ่อยมาก: ∫sinωtdt=−ω1cosωt+C
G5 sec² of a linear term
∫sec2(ax+b)dx=a1tan(ax+b)+C
ใช้ได้เฉพาะข้างในเป็นเชิงเส้นเท่านั้น: ∫(x2+1)3dx=4⋅2x(x2+1)4 เพราะ
2x ไม่ใช่ค่าคงที่ หารออกไม่ได้ ข้อนี้ต้องกระจายกำลังสามแล้วอินทิเกรตทีละพจน์
รูปแบบที่โจทย์มักซ่อนไว้: f(x) คู่กับ f′(x)
หลังคุ้นกับสูตรพื้นฐานแล้ว ให้ฝึกมองโจทย์เป็น “ก้อน” ถ้าก้อนหนึ่งคือ f(x) และมีอนุพันธ์ f′(x) คูณอยู่ด้วย จะอินทิเกรตได้ทันทีตามตารางนี้ (ทุกสูตรคือการเปลี่ยนตัวแปร u=f(x) ที่ทำเสร็จแล้ว)
H1 Generalized power rule ก้อนยกกำลัง
∫[f(x)]nf′(x)dx=n+1[f(x)]n+1+C
H2 Logarithmic form ตัวเศษคืออนุพันธ์ของตัวส่วน
∫f(x)f′(x)dx=ln∣f(x)∣+C
H3 Exponential form
∫ef(x)f′(x)dx=ef(x)+C
H4 Square-root form
∫f(x)f′(x)dx=2f(x)+C
H5 Trigonometric forms
∫cos(f)f′dx=sinf+C∫sin(f)f′dx=−cosf+C
H6 Inverse-trig forms
∫1+f2f′dx=arctanf+C∫1−f2f′dx=arcsinf+C
ตารางมองโจทย์: เห็นแบบนี้ ให้ u เป็นอะไร
| โจทย์หน้าตาแบบนี้ | ให้ u = | เพราะเจอ du นี้ข้างนอก | รูปที่ได้ |
| ∫x(x2+1)4dx | x2+1 | du=2xdx | H1 |
| ∫x2+3x−12x+3dx | x2+3x−1 | du=(2x+3)dx | H2 |
| ∫x2ex3dx | x3 | du=3x2dx | H3 |
| ∫sin4xcosxdx | sinx | du=cosxdx | H1 |
| ∫x(lnx)2dx | lnx | du=x1dx | H1 |
| ∫1+e2xexdx | ex | du=exdx | H6 |
| ∫tanxdx=∫cosxsinxdx | cosx | du=−sinxdx | H2 |
สูตรสำเร็จ (Standard Integrals)
สูตรที่พิสูจน์ครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้ตลอด ตรวจทุกสูตรด้วยการหาอนุพันธ์กลับแล้ว ให้ a>0
S1 Sum of squares ผลบวกกำลังสอง
∫x2+a2dx=a1arctanax+C
S2 Difference of squares ผลต่างกำลังสอง
∫x2−a2dx=2a1lnx+ax−a+C
S3 a² − x² in the denominator
∫a2−x2dx=2a1lna−xa+x+C
S4 Inverse sine, scaled
∫a2−x2dx=arcsinax+C
S5 Inverse hyperbolic forms
∫x2±a2dx=lnx+x2±a2+C
S6 Square root of a² − x² (พื้นที่ส่วนของวงกลม)
∫a2−x2dx=2xa2−x2+2a2arcsinax+C
S7 Square root of x² + a²
∫x2+a2dx=2xx2+a2+2a2lnx+x2+a2+C
S8 x·e^(ax)
∫xeaxdx=a2eax(ax−1)+C
S9 Natural logarithm
∫lnxdx=xlnx−x+C
S10 xⁿ·ln x
∫xnlnxdx=n+1xn+1(lnx−n+11)+Cn=−1
S11 Exponential times sine / cosine (คลื่นหน่วง damped oscillation)
∫eaxsinbxdx=a2+b2eax(asinbx−bcosbx)+C∫eaxcosbxdx=a2+b2eax(acosbx+bsinbx)+C
S12 sin² and cos² (จากสูตรลดกำลัง)
∫sin2xdx=2x−4sin2x+C∫cos2xdx=2x+4sin2x+C
S13 tan² (ใช้ tan2x=sec2x−1)
∫tan2xdx=tanx−x+C
S14 Reduction formulas สูตรลดทอนกำลัง
∫sinnxdx=−nsinn−1xcosx+nn−1∫sinn−2xdx∫cosnxdx=ncosn−1xsinx+nn−1∫cosn−2xdx∫xneaxdx=axneax−an∫xn−1eaxdx
เลือกวิธีอินทิเกรตอย่างไร (Strategy)
- จัดรูปก่อน กระจายวงเล็บ แยกเศษส่วนทีละพจน์ ตัดตัวร่วม เปลี่ยนรากเป็นเลขชี้กำลัง ดูตัวอย่าง
- ตรงสูตรหรือไม่ เทียบกับ F, G, S สูตรพื้นฐาน
- มีก้อน f(x) กับ f′(x) ไหม ถ้ามี เปลี่ยนตัวแปร u ดูวิธี
- เป็นเศษส่วนพหุนาม ดีกรีบน ≥ ดีกรีล่าง → หารยาว · ดีกรีบน < ดีกรีล่าง → แยกเศษส่วนย่อย
- เป็นผลคูณของฟังก์ชันต่างชนิด เช่น xex, xcosx, lnx → อินทิเกรตทีละส่วน
การเปลี่ยนตัวแปร u (Integration by Substitution)
การเปลี่ยนตัวแปรคือกฎลูกโซ่ (chain rule) ที่ทำย้อนกลับ เวลาหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันซ้อน เราได้ “อนุพันธ์ข้างนอก × อนุพันธ์ข้างใน” ดังนั้นถ้าเห็นตัวถูกอินทิเกรตที่มี “ฟังก์ชันของก้อนข้างใน × อนุพันธ์ของก้อนข้างใน” ก็ย้อนกลับได้
T1 Substitution rule สูตรการเปลี่ยนตัวแปร
∫f(g(x))g′(x)dx=∫f(u)duu=g(x)du=g′(x)dx
ก้อนข้างใน∫x(ux2+1)4dxเลือกก้อนที่ “ถ้าหาอนุพันธ์แล้ว ได้ของที่เหลืออยู่ข้างนอก”
อนุพันธ์ของก้อนdu=dxd(x2+1)dx=2xdxข้างนอกมี xdx อยู่แล้ว ขาดแค่ 2 ซึ่งเป็นค่าคงที่ ปรับได้
หลังแทน21∫u4dux หายหมด เหลือแต่ u แปลว่าเลือกถูก
ห้าขั้นตอนที่ใช้ทุกข้อ
- เลือก u เป็นก้อนข้างใน (ในวงเล็บที่ยกกำลัง ใต้ราก ในเลขชี้กำลัง หรือตัวส่วน)
- หา du = (อนุพันธ์ของ u) × dx แล้วจัดให้ตรงกับของที่อยู่ข้างนอก
- แทนให้หมด ทุก x และ dx ต้องหายไป ถ้ายังเหลือ x ให้แสดง x เป็นฟังก์ชันของ u หรือเลือก u ใหม่
- อินทิเกรตในตัวแปร u ด้วยสูตรพื้นฐาน
- แทนกลับ u = ก้อนเดิม แล้วบวก C
ปรับได้เฉพาะค่าคงที่: ถ้า du ขาดตัวคูณที่เป็นตัวเลข (เช่น ต้องการ
2xdx แต่มีแค่
xdx) ให้คูณและหารด้วยตัวเลขนั้น แต่ถ้าขาด x หรือฟังก์ชันอื่น ห้ามเติมเอง
ตัวอย่าง U1 · พจน์เชิงเส้นยกกำลังหา ∫(3x+2)5dx
ก้อนข้างในคือ 3x+2 ให้เป็น u แล้วหา du
u=3x+2⇒du=3dx⇒dx=31du
แทนค่าทั้ง u และ dx แล้วดึง 31 ออก P1 Constant multiple
∫(3x+2)5dx=∫u5⋅31du=31∫u5du
อินทิเกรตด้วยกฎยกกำลัง F2 Power rule
31⋅6u6+C=18u6+C
แทนกลับ u=3x+2
18(3x+2)6+C
∫(3x+2)5dx=18(3x+2)6+C ตรงกับสูตร G1 ที่ a = 3, n = 5
ตรวจคำตอบ: dxd18(3x+2)6=186(3x+2)5⋅3=(3x+2)5 ✓
ตัวอย่าง U2 · พหุนามยกกำลังหา ∫x(x2+1)4dx
ถ้ากระจาย (x2+1)4 จะยาวมาก ให้มองก้อน x2+1 ซึ่งอนุพันธ์คือ 2x และมี x อยู่ข้างนอกพอดี
u=x2+1⇒du=2xdx⇒xdx=21du
แทนค่า สังเกตว่า x กับ dx หายไปพร้อมกัน P1
∫(x2+1)4xdx=∫u4⋅21du=21∫u4du
กฎยกกำลัง F2 แล้วแทนกลับ
21⋅5u5+C=10(x2+1)5+C
∫x(x2+1)4dx=10(x2+1)5+C
ตรวจคำตอบ: dxd10(x2+1)5=105(x2+1)4⋅2x=x(x2+1)4 ✓
ตัวอย่าง U3 · du ตรงพอดีหา ∫(2x+3)(x2+3x−1)3dx
อนุพันธ์ของ x2+3x−1 คือ 2x+3 ซึ่งอยู่ข้างนอกครบ ไม่ต้องปรับค่าคงที่
u=x2+3x−1⇒du=(2x+3)dx
แทนค่าแล้วใช้กฎยกกำลัง F2 (หรือมองเป็นสูตร H1 ได้เลย)
∫u3du=4u4+C=4(x2+3x−1)4+C
∫(2x+3)(x2+3x−1)3dx=4(x2+3x−1)4+C
ตัวอย่าง U4 · ก้อนใต้รากที่สองหา ∫x2x3+5dx
เขียนรากเป็นเลขชี้กำลัง =( )1/2 แล้วเลือกก้อนใต้ราก
u=x3+5⇒du=3x2dx⇒x2dx=31du
แทนค่า P1
∫(x3+5)1/2x2dx=31∫u1/2du
กฎยกกำลังกับเลขชี้กำลังเศษส่วน: 21+1=23 แล้วหารด้วย 23 คือคูณ 32 F2
31⋅3/2u3/2+C=31⋅32u3/2+C=92(x3+5)3/2+C
∫x2x3+5dx=92(x3+5)3/2+C
ตัวอย่าง U5 · ก้อนอยู่ที่ตัวส่วน (เลขชี้กำลังติดลบ)หา ∫(x2+4)36xdx
ย้ายตัวส่วนขึ้นมาเป็นเลขชี้กำลังลบ แล้วเลือก u
∫6x(x2+4)−3dxu=x2+4, du=2xdx⇒6xdx=3du
แทนค่า แล้วใช้กฎยกกำลังที่ n = −3: บวกหนึ่งได้ −2 F2
3∫u−3du=3⋅−2u−2+C=−2u23+C
แทนกลับ
−2(x2+4)23+C
∫(x2+4)36xdx=−2(x2+4)23+C
ตัวอย่าง U6 · ก้อนอยู่ในเลขชี้กำลังหา ∫2xex2dx
ก้อนในเลขชี้กำลังคือ x2 อนุพันธ์ 2x อยู่ข้างนอกแล้ว
u=x2,du=2xdx
แทนค่า F4 Exponential (หรือสูตร H3)
∫eudu=eu+C=ex2+C
∫2xex2dx=ex2+C
ตัวอย่าง U7 · ตัวเศษคืออนุพันธ์ของตัวส่วนหา ∫x3+2x3x2+2dx
อนุพันธ์ของตัวส่วน x3+2x คือ 3x2+2 ซึ่งเป็นตัวเศษพอดี
u=x3+2x,du=(3x2+2)dx
แทนค่า F3 Reciprocal (สูตร H2)
∫udu=ln∣u∣+C=ln∣x3+2x∣+C
∫x3+2x3x2+2dx=ln∣x3+2x∣+C
ตัวอย่าง U8 · ฟังก์ชันตรีโกณยกกำลังหา ∫sin4xcosxdx
sin4x คือ (sinx)4 ก้อนข้างในคือ sinx และอนุพันธ์ cosx อยู่ข้างนอก
u=sinx,du=cosxdx
แทนค่าแล้วใช้กฎยกกำลัง F2
∫u4du=5u5+C=5sin5x+C
∫sin4xcosxdx=5sin5x+C
ตัวอย่าง U9 · แทนแล้วยังเหลือ x (ระดับกลาง)หา ∫xx+1dx
เลือกก้อนใต้ราก u=x+1 จะได้ du=dx แต่ยังเหลือ x ข้างหน้า ให้แสดง x ในรูป u จาก u=x+1
u=x+1⇒x=u−1,dx=du
แทนให้หมด แล้วกระจาย P2 Sum rule
∫(u−1)u1/2du=∫(u3/2−u1/2)du
กฎยกกำลังทีละพจน์ F2
5/2u5/2−3/2u3/2+C=52u5/2−32u3/2+C
แทนกลับ u=x+1
52(x+1)5/2−32(x+1)3/2+C
∫xx+1dx=52(x+1)5/2−32(x+1)3/2+C
ตัวอย่าง U10 · ก้อนเป็นลอการิทึมหา ∫x(lnx)2dx
มองให้เห็นว่า x1dx คืออนุพันธ์ของ lnx
u=lnx,du=x1dx
แทนค่าแล้วใช้กฎยกกำลัง F2
∫u2du=3u3+C=3(lnx)3+C
∫x(lnx)2dx=3(lnx)3+C
จัดรูปและตัดเศษส่วนก่อนอินทิเกรต
หลายข้อดูยาก แต่พอตัดตัวร่วมหรือแยกทีละพจน์แล้วเหลือแค่กฎยกกำลัง เส้นสีแดงคือส่วนที่ตัดกัน ตัวเลขสีแดงเหนือเส้นคือค่าที่เหลือหลังตัด (ทดไว้)
ตัวอย่าง A1 · หารทีละพจน์แล้วตัดหา ∫3x6x5−9x3+3xdx
ตัวส่วนเป็นพจน์เดียว ให้แยกหารทีละพจน์
3x6x5−9x3+3x=3x6x5−3x9x3+3x3x
ตัดตัวเลขและ x ทีละพจน์: 6 ÷ 3 เหลือ 2 (ทดไว้), x5=x4⋅x ตัด x ได้หนึ่งตัว
3x62x4x−3x93x2x+3x3x=2x4−3x2+1
อินทิเกรตทีละพจน์ P2 F2 F1
∫(2x4−3x2+1)dx=2⋅5x5−3⋅3x3+x+C=52x5−x3+x+C
∫3x6x5−9x3+3xdx=52x5−x3+x+C
ตัวอย่าง A2 · แยกตัวประกอบแล้วตัดหา ∫x−1x3−1dx
แยกตัวประกอบผลต่างกำลังสาม a3−b3=(a−b)(a2+ab+b2)
x3−1=(x−1)(x2+x+1)
ตัด (x−1) บนและล่าง (ใช้ได้เมื่อ x=1)
(x−1)(x−1)(x2+x+1)=x2+x+1
อินทิเกรตทีละพจน์ P2 F2
∫(x2+x+1)dx=3x3+2x2+x+C
∫x−1x3−1dx=3x3+2x2+x+C
ตัวอย่าง A3 · กระจายแล้วเปลี่ยนเป็นเลขชี้กำลังหา ∫x(x+1)2dx
กระจายกำลังสองด้วย (a+b)2=a2+2ab+b2
(x+1)2=x+2x+1
หารทีละพจน์ แล้วตัด: xx=1 และ xx=x1x1/2=x−1/2
xx+x2x1/2+x1=1+2x−1/2+x1
อินทิเกรตทีละพจน์ F1 F2 F3
x+2⋅1/2x1/2+ln∣x∣+C=x+4x+ln∣x∣+C
∫x(x+1)2dx=x+4x+ln∣x∣+C
เศษส่วนพหุนามที่ต้องหารยาว (Polynomial Long Division)
เมื่อดีกรีของตัวเศษ ≥ ดีกรีของตัวส่วน (improper rational function) ให้หารยาวก่อน จะได้ผลหารซึ่งเป็นพหุนาม บวกกับเศษส่วนที่ตัวเศษดีกรีต่ำกว่า
T2 Division algorithm ผลการหารยาว
D(x)N(x)=ผลหารQ(x)+D(x)R(x)เศษ,degR<degD
วิธีหารยาวเหมือนหารเลขยาวในชั้นประถม: (1) เอาพจน์หน้าสุดของตัวตั้งหารด้วยพจน์หน้าสุดของตัวหาร (2) คูณกลับ (3) ลบ พจน์หน้าจะตัดกันเป็นศูนย์ (เส้นแดง) (4) ทดพจน์ถัดไปลงมา แล้ววนจนดีกรีของเศษต่ำกว่าตัวหาร
ตัวอย่าง D1 · หารด้วยพจน์เชิงเส้นหา ∫x+1x2+3x+5dx
ดีกรีบน 2 ≥ ดีกรีล่าง 1 จึงหารยาว
ผลหาร →x+2
x+1x2+3x+5
x(x+1)−(x2+x)
2x+5↓ ทด
2(x+1)−(2x+2)
3เศษ
- x2÷x=x คูณกลับ x(x+1)=x2+x ลบออก x2 ตัดกัน เหลือ 3x−x=2x แล้วทด +5 ลงมา
- 2x÷x=2 คูณกลับ 2(x+1)=2x+2 ลบออก 2x ตัดกัน เหลือ 5−2=3
- เศษ 3 มีดีกรี 0 ต่ำกว่าตัวหาร จึงหยุด
เขียนผลตามรูป ผลหาร + เศษ/ตัวหาร T2
x+1x2+3x+5=x+2+x+13
อินทิเกรตทีละพจน์ P2 F2 F1 G2
∫(x+2+x+13)dx=2x2+2x+3ln∣x+1∣+C
∫x+1x2+3x+5dx=2x2+2x+3ln∣x+1∣+C
ตรวจการหาร: (x+1)(x+2)+3=x2+3x+2+3=x2+3x+5 ✓
ตัวอย่าง D2 · ตัวหารกำลังสอง (เติม 0x ให้ครบ)หา ∫x2+12x3+3x2−x+1dx
ตัวหาร x2+1 ไม่มีพจน์ x ให้เขียนเป็น x2+0x+1 เพื่อให้คอลัมน์ตรงกัน แล้วหารยาว
ผลหาร →2x+3
x2+0x+12x3+3x2−x+1
2x(⋯)−(2x3+0x2+2x)
3x2−3x+1↓ ทด
3(⋯)−(3x2+0x+3)
−3x−2เศษ
- 2x3÷x2=2x คูณกลับได้ 2x3+0x2+2x ลบออก: 2x3 ตัดกัน, 3x2−0=3x2, −x−2x=−3x แล้วทด +1
- 3x2÷x2=3 คูณกลับได้ 3x2+0x+3 ลบออก: 3x2 ตัดกัน, −3x−0=−3x, 1−3=−2
- เศษ −3x−2 ดีกรี 1 ต่ำกว่าตัวหารดีกรี 2 จึงหยุด
เขียนผล แล้วแยกเศษส่วนที่เหลือเป็นสองพจน์ T2
x2+12x3+3x2−x+1=2x+3−x2+13x−x2+12
พจน์ x2+13x ใช้ u = x2+1 (du=2xdx) ได้รูป ln H2 ส่วน x2+12 ได้ arctan F11
∫x2+13xdx=23∫udu=23ln(x2+1)∫x2+12dx=2arctanx
รวมทุกพจน์ P2
∫(2x+3−x2+13x−x2+12)dx=x2+3x−23ln(x2+1)−2arctanx+C
∫x2+12x3+3x2−x+1dx=x2+3x−23ln(x2+1)−2arctanx+C
ไม่ต้องใส่ค่าสัมบูรณ์ใน ln(x2+1) เพราะ x2+1>0 เสมอ
แยกเศษส่วนย่อย (Partial Fraction Decomposition)
ใช้เมื่อดีกรีตัวเศษต่ำกว่าตัวส่วน และตัวส่วนแยกตัวประกอบได้ แยกเป็นเศษส่วนเล็ก ๆ ที่อินทิเกรตได้ด้วย ln หรือ arctan วิธีเดียวกันนี้ใช้หาอินเวอร์สลาปลาซในบทการแปลงลาปลาซ
| ตัวประกอบในตัวส่วน | ชื่อ | เขียนแยกเป็น |
| (x−a)(x−b) | Distinct linear factors | x−aA+x−bB |
| (x−a)2 | Repeated linear factor | x−aA+(x−a)2B |
| x2+px+q (แยกไม่ได้) | Irreducible quadratic | x2+px+qAx+B |
ตัวอย่าง P1 · ตัวประกอบเชิงเส้นต่างกันหา ∫(x−1)(x+2)5x+1dx
ตั้งรูปแยก แล้วคูณตลอดด้วยตัวส่วน (x−1)(x+2)
(x−1)(x+2)5x+1=x−1A+x+2B⇒5x+1=A(x+2)+B(x−1)
แทนค่า x ที่ทำให้วงเล็บหนึ่งเป็นศูนย์ (วิธีปิดตัวประกอบ cover-up method)
x=1x=−2:6=A(3)+B⋅0⇒A=2:−9=A⋅0+B(−3)⇒B=3
อินทิเกรตทีละพจน์ P2 G2
∫(x−12+x+23)dx=2ln∣x−1∣+3ln∣x+2∣+C
∫(x−1)(x+2)5x+1dx=2ln∣x−1∣+3ln∣x+2∣+C
ตัวอย่าง P2 · ตัวประกอบซ้ำหา ∫(x+1)2x+3dx
ตั้งรูปแยกสำหรับตัวประกอบซ้ำ แล้วคูณตลอดด้วย (x+1)2
(x+1)2x+3=x+1A+(x+1)2B⇒x+3=A(x+1)+B
เทียบสัมประสิทธิ์: พจน์ x ได้ A=1 พจน์คงที่ได้ A+B=3 จึง B=2
(x+1)2x+3=x+11+(x+1)22
พจน์แรกได้ ln G2 พจน์ที่สองเป็นกำลัง −2 G1
ln∣x+1∣+2⋅−1(x+1)−1+C=ln∣x+1∣−x+12+C
∫(x+1)2x+3dx=ln∣x+1∣−x+12+C
อินทิเกรตทีละส่วน (Integration by Parts)
มาจากกฎผลคูณของอนุพันธ์ (uv)′=u′v+uv′ อินทิเกรตทั้งสองข้างแล้วจัดใหม่ ใช้กับผลคูณของฟังก์ชันต่างชนิด เช่น พหุนามคูณเอกซ์โพเนนเชียล
T3 Integration by parts อินทิเกรตทีละส่วน
∫udv=uv−∫vdu
T4 LIATE rule ลำดับเลือก u (ตัวที่มาก่อนเป็น u)
LLogarithmic
ln xIInverse trig
arctan xAAlgebraic
x², xTTrigonometric
sin xEExponential
eˣ
u ควรเป็นตัวที่หาอนุพันธ์แล้วง่ายขึ้น dv ควรเป็นตัวที่อินทิเกรตได้
ตัวอย่าง B1 · พหุนามคูณเอกซ์โพเนนเชียลหา ∫xexdx
ตาม LIATE: x (Algebraic) มาก่อน eˣ (Exponential) T4
u=x⇒du=dxdv=exdx⇒v=ex
แทนในสูตร T3
∫xexdx=xex−∫exdx=xex−ex+C
∫xexdx=ex(x−1)+C ตรงกับ S8 ที่ a = 1
ตัวอย่าง B2 · พหุนามคูณตรีโกณหา ∫xcosxdx
u=x (A มาก่อน T)
u=x⇒du=dxdv=cosxdx⇒v=sinx
แทนในสูตร T3 แล้วใช้ F6
xsinx−∫sinxdx=xsinx−(−cosx)+C=xsinx+cosx+C
∫xcosxdx=xsinx+cosx+C
ตัวอย่าง B3 · ln x ตัวเดียวหา ∫lnxdx
มองเป็น lnx⋅1 ให้ u = ln x (L มาก่อนทุกตัว)
u=lnx⇒du=x1dxdv=dx⇒v=x
แทนในสูตร T3 สังเกตการตัด x
xlnx−∫x⋅x1dx=xlnx−∫1dx=xlnx−x+C
∫lnxdx=xlnx−x+C
ตัวอย่าง B4 · ทำสองรอบด้วยวิธีตาราง (tabular / DI method)หา ∫x2exdx
คอลัมน์ D หาอนุพันธ์ของ x2 จนเป็นศูนย์ คอลัมน์ I อินทิเกรต ex ไปพร้อมกัน เครื่องหมายสลับ + − +
| เครื่องหมาย | D (อนุพันธ์) | I (อินทิกรัล) |
| + | x2 | ex |
| − | 2x | ex |
| + | 2 | ex |
| 0 | ex |
คูณทแยงลงตามเครื่องหมาย
+x2ex−2xex+2ex+C
∫x2exdx=ex(x2−2x+2)+C
อินทิกรัลตรีโกณมิติ (Trigonometric Integrals)
กำลังคู่ใช้สูตรลดกำลัง กำลังคี่แยกออกหนึ่งตัวแล้วเปลี่ยนตัวแปร สูตรตรีโกณทั้งหมดดูได้ที่หน้าสูตรตรีโกณมิติ · อินทิกรัลแบบ ∫tcosatdt และผลคูณไซน์ตลอดคาบเป็นเครื่องมือหลักของการหาสัมประสิทธิ์ฟูเรียร์
ตัวอย่าง T1 · กำลังคี่หา ∫sin3xdx
แยก sinx ออกหนึ่งตัว แล้วใช้ sin2x=1−cos2x เอกลักษณ์พีทาโกรัส
∫sin2xsinxdx=∫(1−cos2x)sinxdx
ให้ u=cosx จะได้ du=−sinxdx หรือ sinxdx=−du
∫(1−u2)(−du)=−∫(1−u2)du=−u+3u3+C
∫sin3xdx=−cosx+3cos3x+C
การแทนค่าด้วยตรีโกณ (Trigonometric Substitution)
| ถ้าเจอ | ให้ | เพราะ |
| a2−x2 | x=asinθ | a2−a2sin2θ=a2cos2θ |
| a2+x2 | x=atanθ | a2+a2tan2θ=a2sec2θ |
| x2−a2 | x=asecθ | a2sec2θ−a2=a2tan2θ |
อินทิกรัลจำกัดเขต (Definite Integral)
อินทิกรัลจำกัดเขตให้ตัวเลข ไม่ใช่ฟังก์ชัน มีความหมายเป็นพื้นที่ใต้กราฟแบบคิดเครื่องหมาย (ส่วนที่อยู่ใต้แกน x นับเป็นลบ) ในงานไฟฟ้าคือ ประจุสะสม q=∫idt พลังงาน W=∫pdt และค่าเฉลี่ย
ผลบวกรีมันน์ใช้สูตร ∑k, ∑k2 ดูตัวอย่างหา ∫01x2dx จากลิมิตของอนุกรมใน ลำดับและอนุกรม และการพิสูจน์สูตรผลบวกด้วยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์
Q0 Riemann-sum definition นิยามด้วยผลบวกรีมันน์
∫abf(x)dx=n→∞limk=1∑nf(xk∗)ΔxΔx=nb−axk=a+kΔx
แบ่งช่วง [a, b] เป็น n ช่วงย่อย (partition) กว้างช่วงละ Δx สร้างสี่เหลี่ยมสูง f(xk∗) แล้วรวมพื้นที่ เมื่อ n → ∞ ผลรวมจะเข้าใกล้พื้นที่จริง
ลองเอง: ผลบวกรีมันน์เข้าใกล้ค่าจริง
เพิ่มจำนวนสี่เหลี่ยม n แล้วดูว่าผลรวมเข้าใกล้ค่าอินทิกรัลจริงเท่าไร
ตัวอย่าง R1 · หาจากนิยามโดยตรงหา ∫01x2dx ด้วยผลบวกรีมันน์ (จุดขวา)
แบ่ง [0, 1] เป็น n ช่วง หาความกว้างและจุดขวาของช่วงที่ k
Δx=n1−0=n1,xk=0+k⋅n1=nk
เขียนผลรวมของพื้นที่สี่เหลี่ยม แล้วกระจายตัวที่ไม่ขึ้นกับ k ออกมานอกซิกมา
k=1∑nf(xk)Δx=k=1∑n(nk)2⋅n1=k=1∑nn3k2=n31k=1∑nk2
ใช้สูตรผลบวกกำลังสอง ∑k=1nk2=6n(n+1)(2n+1)
n31⋅6n(n+1)(2n+1)=6n32n3+3n2+n
หารทุกพจน์ด้วย n3 แล้วตัด
6n32n3+6nn23n2+6n2nn=31+2n1+6n21
ให้ n → ∞ พจน์ที่มี n ในตัวส่วนเข้าใกล้ 0
n→∞lim(31+2n1+6n21)=31+0+0=31
∫01x2dx=31 ลองตั้ง n ในกล่องด้านบนเป็น 8, 50, 200 จะเห็นผลรวม 31+2n1+6n21 ลดลงเข้าหา 0.3333
ตัวอย่าง R2 · นิยามกับฟังก์ชันเชิงเส้นหา ∫13(2x+1)dx ด้วยผลบวกรีมันน์
หา Δx และจุดขวา แล้วแทนลงใน f
Δx=n3−1=n2xk=1+n2kf(xk)=2(1+n2k)+1=3+n4k
กระจายผลรวมเป็นสองก้อน
k=1∑n(3+n4k)n2=n6k=1∑n1+n28k=1∑nk=n6⋅n+n28⋅2n(n+1)
ตัดและจัดรูป
n6⋅n+2nn84n(n+1)=6+n4(n+1)=10+n4
ให้ n → ∞
n→∞lim(10+n4)=10
∫13(2x+1)dx=10 ตรงกับวิธีลัด [x2+x]13=12−2=10 ในหัวข้อถัดไป
ทฤษฎีบทหลักมูลของแคลคูลัส (Fundamental Theorem of Calculus)
การหาลิมิตของผลรวมทุกข้อเหนื่อยมาก ทฤษฎีบทนี้บอกว่าไม่ต้องทำ ใช้ปฏิยานุพันธ์แทนค่าขอบบนลบขอบล่างได้เลย
Q1 FTC, part 2 (evaluation theorem) การหาค่าอินทิกรัลจำกัดเขต
∫abf(x)dx=[F(x)]ab=F(b)−F(a)F′(x)=f(x)
Q2 FTC, part 1 อนุพันธ์ของอินทิกรัลที่ขอบบนเป็นตัวแปร
dxd∫axf(t)dt=f(x)dxd∫ag(x)f(t)dt=f(g(x))g′(x)
รูปที่สองเรียกว่ากฎของไลบ์นิซ (Leibniz integral rule) แบบพื้นฐาน
Q3 The constant cancels ทำไมไม่มี C
[F(x)+C]ab=(F(b)+C)−(F(a)+C)=F(b)−F(a)
คุณสมบัติของอินทิกรัลจำกัดเขต (Properties of Definite Integrals)
Q4 Zero-width interval ขอบบนเท่าขอบล่าง
∫aaf(x)dx=0
Q5 Reversal of limits สลับขอบเขตเปลี่ยนเครื่องหมาย
∫baf(x)dx=−∫abf(x)dx
Q6 Linearity ความเป็นเชิงเส้น
∫ab[kf+g]dx=k∫abfdx+∫abgdx
Q7 Additivity over intervals การแบ่งช่วง
∫abfdx+∫bcfdx=∫acfdx
Q8 Comparison property การเปรียบเทียบ
f(x)≤g(x) บน [a,b]⇒∫abfdx≤∫abgdx
Q9 Symmetry (even / odd) ฟังก์ชันคู่และคี่
∫−aafdx={2∫0afdx0f คู่ (even)f คี่ (odd)
Q10 Average value / Mean value theorem for integrals ค่าเฉลี่ยของฟังก์ชัน
favg=b−a1∫abf(x)dx∃c∈[a,b]: f(c)=favg
Q11 Substitution in a definite integral เปลี่ยนตัวแปรพร้อมเปลี่ยนขอบเขต
∫abf(g(x))g′(x)dx=∫g(a)g(b)f(u)du
Q12 Integration by parts, definite
∫abudv=[uv]ab−∫abvdu
ตัวอย่าง E1 · แทนค่าขอบบนขอบล่างอย่างละเอียดหา ∫13(3x2−2x+1)dx
หาปฏิยานุพันธ์ทีละพจน์ (ไม่ต้องเขียน C) Q6 F2
∫13(3x2−2x+1)dx=[x3−x2+x]13
แทนขอบบน x = 3 ทุกตัว ลบด้วยการแทนขอบล่าง x = 1 ทุกตัว ใส่วงเล็บเสมอ Q1 FTC
=(33−32+3)−(13−12+1)
คำนวณในแต่ละวงเล็บ
=(27−9+3)−(1−1+1)=21−1=20
อีกวิธี: กระจายเครื่องหมาย [ ] ไปทีละพจน์ได้ผลเท่ากัน Q6 Linearity
[x3]13−[x2]13+[x]13=(27−1)−(9−1)+(3−1)=26−8+2=20
∫13(3x2−2x+1)dx=20
จุดที่พลาดบ่อย: ลืมวงเล็บก้อนขอบล่าง แล้วลบแค่พจน์แรก ทำให้ได้ 21−1−1+1 ซึ่งผิด
ตัวอย่าง E2 · ตรีโกณหา ∫0πsinxdx
ปฏิยานุพันธ์ของ sin คือ −cos F6
∫0πsinxdx=[−cosx]0π
แทนขอบบน ลบขอบล่าง ระวังเครื่องหมายลบซ้อน: cosπ=−1, cos0=1
=(−cosπ)−(−cos0)=(−(−1))−(−1)=1+1=2
∫0πsinxdx=2 คือพื้นที่ใต้โค้งไซน์ครึ่งลูก
ตัวอย่าง E3 · เปลี่ยนตัวแปร u พร้อมเปลี่ยนขอบเขตหา ∫02x(x2+1)3dx
เลือก u และ du เหมือนอินทิกรัลไม่จำกัดเขต
u=x2+1,du=2xdx⇒xdx=21du
แปลงขอบเขตจากค่า x เป็นค่า u ด้วย u=x2+1 Q11
x=0⇒u=02+1=1x=2⇒u=22+1=5
อินทิเกรตในตัวแปร u ด้วยขอบเขตใหม่ ไม่ต้องแทนกลับ F2
21∫15u3du=21[4u4]15=21⋅454−14=8625−1=8624=78
ตรวจด้วยวิธีแทนกลับเป็น x แล้วใช้ขอบเขตเดิม
[8(x2+1)4]02=854−814=8624=78
∫02x(x2+1)3dx=78
ตัวอย่าง E4 · ใช้สมมาตรประหยัดแรงหา ∫−22(x3+4x)dx และ ∫−11(3x2+1)dx
x3+4x เป็นฟังก์ชันคี่ เพราะ f(−x)=−f(x) บนช่วงสมมาตร [−2, 2] ได้ศูนย์ทันที Q9
∫−22(x3+4x)dx=0
3x2+1 เป็นฟังก์ชันคู่ คิดครึ่งเดียวแล้วคูณสอง Q9
∫−11(3x2+1)dx=2∫01(3x2+1)dx=2[x3+x]01=2(2−0)=4
ได้ 0 และ 4 ตามลำดับ
ตัวอย่าง E5 · งานไฟฟ้า: ค่า RMSหาค่า RMS ของ v(t)=Vmsinωt
นิยาม RMS คือรากที่สองของค่าเฉลี่ยของกำลังสองในหนึ่งคาบ T=2π/ω Q10 Average value
Vrms2=T1∫0TVm2sin2ωtdt
ใช้สูตรลดกำลัง sin2θ=21−cos2θ S12 แล้วอินทิเกรต G4
TVm2∫0T21−cos2ωtdt=2TVm2[t−2ωsin2ωt]0T
แทนขอบเขต: sin2ωT=sin4π=0 และ sin0=0
2TVm2[(T−0)−(0−0)]=2TVm2⋅T=2Vm2
Vrms=2Vm≈0.707Vm ไฟบ้าน 230 V rms จึงมีค่ายอดราว 325 V
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common Mistakes)
| เขียนผิด | ที่ถูก | เหตุผล |
| ∫2xdx=x2 | x2+C | ลืมค่าคงที่ |
| ∫x−1dx=0x0 | ln∣x∣+C | กฎยกกำลังใช้ไม่ได้ที่ n = −1 |
| ∫(x2+1)3dx=4(x2+1)4 | กระจายก่อน | ไม่มี 2x ข้างนอก จึงใช้ H1 ไม่ได้ |
| ∫xexdx=2x2ex | ex(x−1)+C | ไม่มีกฎผลคูณ (P6) ต้องทำทีละส่วน |
| ∫x2+1dx=ln(x2+1) | arctanx+C | ตัวเศษไม่ใช่ 2x จึงไม่ใช่รูป ln |
| แทน u แล้วใช้ขอบเขต x เดิม | เปลี่ยนขอบเขตเป็นค่า u | ดู Q11 และตัวอย่าง E3 |
| ∫sin3xdx=−cos3x | −31cos3x+C | ลืมหารด้วยอนุพันธ์ข้างใน (G4) |
หน้าในชุดอินทิกรัล: ทบทวนพื้นฐานและการประยุกต์
อินทิเกรตเป็นแล้ว ไปดูว่าวิศวกรใช้มันทำอะไร: ประจุ พลังงาน และ RMS ในงานไฟฟ้า งาน จุดศูนย์ถ่วง และความเฉื่อยในงานเครื่องกล แรงดันน้ำบนเขื่อน หน้าตัด และการโก่งของคานในงานโยธา พร้อมแล็บคานที่เห็นสายอินทิกรัลจากน้ำหนักถึงการโก่ง ถ้ายังไม่แน่นเรื่องลิมิตและอนุพันธ์ เริ่มที่หน้าแคลคูลัสเบื้องต้น
เส้นทางเต็มของแคลคูลัส: ฟังก์ชัน → ลิมิต → อนุพันธ์ → อินทิกรัล (หน้านี้) → การแปลงลาปลาซ
วิดีโอจากช่อง Mod's Engineering Mathematics
คลิปล่าสุดทั้งหมดของช่อง และเพลย์ลิสต์การแปลงลาปลาซ ซึ่งนิยามด้วยอินทิกรัลและใช้เทคนิคในหน้านี้เกือบทุกข้อ
∫
คลิปล่าสุดจากช่อง
Mod's Engineering Mathematics · ภาษาไทย
ℒ
Laplace Transforms
อินทิกรัลในงานจริง · เพลย์ลิสต์
สอนโดยอาจารย์มด · ภาษาไทยค้นหาคลิปอินทิเกรตในช่อง ↗
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมอินทิกรัลไม่จำกัดเขตต้องบวก C?
เพราะอนุพันธ์ของค่าคงที่เป็นศูนย์ ฟังก์ชัน x2, x2+5 และ x2−3 จึงมีอนุพันธ์เท่ากันคือ 2x เมื่อย้อนกลับจาก 2x จึงบอกได้แค่ว่าคำตอบคือ x2+C โดย C เป็นค่าคงที่ใดก็ได้
อินทิเกรตทีละพจน์แล้วได้ C1, C2, C3 ทำไมเขียน C ตัวเดียว?
ผลบวกของค่าคงที่ก็ยังเป็นค่าคงที่ จึงรวม C1+C2+C3 เป็นค่าคงที่ตัวใหม่ชื่อ C แล้วเขียนครั้งเดียวท้ายคำตอบ
การเปลี่ยนตัวแปร u ควรเลือก u อย่างไร?
มองหาก้อนข้างใน (ในวงเล็บ ใต้รากที่สอง ในเลขชี้กำลัง หรือในตัวส่วน) ที่อนุพันธ์ของมันอยู่นอกก้อนนั้น เช่น ∫x(x2+1)4dx ให้ u=x2+1 เพราะ du=2xdx และมี x อยู่ข้างนอกแล้ว ถ้าแทนแล้วยังเหลือ x แปลว่าต้องเลือก u ใหม่
เมื่อไหร่ต้องหารยาวพหุนามก่อนอินทิเกรต?
เมื่อเป็นเศษส่วนพหุนามที่ดีกรีของตัวเศษมากกว่าหรือเท่ากับดีกรีของตัวส่วน ให้หารยาวก่อนจะได้ผลหาร + เศษ/ตัวส่วน แล้วอินทิเกรตทีละส่วน
อินทิกรัลจำกัดเขตทำไมไม่มี C?
เพราะ (F(b)+C)−(F(a)+C)=F(b)−F(a) ค่า C ถูกลบหายไปเสมอ จึงไม่ต้องเขียน
เปลี่ยนตัวแปร u ในอินทิกรัลจำกัดเขต ต้องเปลี่ยนขอบเขตไหม?
ต้องเปลี่ยน ถ้าอินทิเกรตในตัวแปร u ให้แทนขอบเขตเป็น u(a) และ u(b) หรือจะแทนกลับเป็น x ก่อนแล้วใช้ขอบเขตเดิมก็ได้ ห้ามผสมสองแบบ