พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. การแปลงลาปลาซ
  4. จำนวนเชิงซ้อน · ฟังก์ชันวิเคราะห์

// บทที่ 8.1 · การแปลงลาปลาซ · Complex Variables

จำนวนเชิงซ้อน ตัวแปรเชิงซ้อน ฟังก์ชันวิเคราะห์ และเรซิดิว สำหรับการแปลงลาปลาซ

ทุกอย่างในลาปลาซเกิดบนระนาบเชิงซ้อน: ตัวแปร s=σ+jωs = \sigma + j\omega โพลที่บอกเสถียรภาพ และสูตรแปลงกลับที่จริง ๆ แล้วคืออินทิกรัลเส้นของฟังก์ชันวิเคราะห์ หน้านี้ปูพื้นตั้งแต่บวกลบจำนวนเชิงซ้อน ไปจนถึงทฤษฎีบทเรซิดิว โดยเลือกเฉพาะส่วนที่ลาปลาซต้องใช้จริง และมีแล็บให้ลากดูทุกแนวคิด สูตรใช้รหัส Z

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • z=x+jy=rejθz = x + jy = re^{j\theta} คูณ = ขนาดคูณกัน มุมบวกกัน เป็นเหตุผลที่เฟสเซอร์และฟังก์ชันถ่ายโอนใช้รูปเชิงขั้ว
  • est=eσt(cos⁡ωt+jsin⁡ωt)e^{st} = e^{\sigma t}(\cos\omega t + j\sin\omega t): σ คุมการโต-หด ω คุมการแกว่ง จึงเรียก ss ว่าความถี่เชิงซ้อน
  • ฟังก์ชันวิเคราะห์ ⇔ สมการโคชี-รีมันน์ ux=vy, uy=−vxu_x = v_y,\ u_y = -v_x ฟังก์ชันตรรกยะในลาปลาซวิเคราะห์ทุกจุดยกเว้นโพล
  • เรซิดิวคือสัมประสิทธิ์ของ 1/(s−p)1/(s-p) ในอนุกรมโลรองต์ และ f(t)=∑Res⁡ [F(s)est]f(t) = \sum\operatorname{Res}\,[F(s)e^{st}]
ระดับพื้นฐาน ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท

จำนวนเชิงซ้อนและการดำเนินการ พื้นฐาน

จำนวนเชิงซ้อนเกิดจากความต้องการให้ x2+1=0x^2 + 1 = 0 มีคำตอบ เรานิยามหน่วยจินตภาพ jj ที่ j2=−1j^2 = -1 แล้วจำนวนเชิงซ้อนทุกตัวเขียนเป็นคู่ของจำนวนจริงสองตัว ภาพที่ช่วยมากที่สุดคือมองเป็นจุดหรือเวกเตอร์บนระนาบ

Z1 Rectangular form รูปคาร์ทีเซียน

z=x+jy,x=Re⁡z, y=Im⁡z,j2=−1z = x + jy,\quad x = \operatorname{Re}z,\ y = \operatorname{Im}z,\quad j^2 = -1

Z2 Arithmetic บวก ลบ คูณ

(a+jb)(c+jd)=(ac−bd)+j(ad+bc)(a+jb)(c+jd) = (ac - bd) + j(ad + bc)

บวก ลบ ทีละส่วนเหมือนเวกเตอร์ คูณกระจายแล้วแทน j2=−1j^2 = -1

Z3 Conjugate & modulus สังยุคและขนาด

zˉ=x−jy,∣z∣=x2+y2,zzˉ=∣z∣2\bar z = x - jy,\qquad |z| = \sqrt{x^2+y^2},\qquad z\bar z = |z|^2

Z4 Division หารด้วยการคูณสังยุค

a+jbc+jd=(a+jb)(c−jd)c2+d2\frac{a+jb}{c+jd} = \frac{(a+jb)(c-jd)}{c^2+d^2}
ตัวอย่าง Z-1 · คูณและหาร

ให้ z1=3+4j, z2=1−2jz_1 = 3 + 4j,\ z_2 = 1 - 2j หา z1z2z_1z_2 และ z1/z2z_1/z_2

  1. z1z2=3−6j+4j−8j2=3+8−2j=11−2jz_1z_2 = 3 - 6j + 4j - 8j^2 = 3 + 8 - 2j = 11 - 2j
  2. หาร: คูณทั้งเศษและส่วนด้วย zˉ2=1+2j\bar z_2 = 1 + 2j Z4

    3+4j1−2j=(3+4j)(1+2j)12+22=3+6j+4j+8j25=−5+10j5=−1+2j\frac{3+4j}{1-2j} = \frac{(3+4j)(1+2j)}{1^2 + 2^2} = \frac{3 + 6j + 4j + 8j^2}{5} = \frac{-5 + 10j}{5} = -1 + 2j

z1z2=11−2jz_1z_2 = 11 - 2j,  z1/z2=−1+2j\ z_1/z_2 = -1 + 2j

ตรวจ: (−1+2j)(1−2j)=−1+2j+2j−4j2=3+4j(-1+2j)(1-2j) = -1 + 2j + 2j - 4j^2 = 3 + 4j ✓

ลองในแล็บ: ลากจุด z₁ และ z₂ แล้วเปลี่ยนการดำเนินการ สังเกตว่าการคูณ “หมุนและยืด” เสมอ ส่วนรากที่ n กระจายเป็นรูปหลายเหลี่ยมด้านเท่า

รูปเชิงขั้ว สูตรออยเลอร์ และเดอมัวฟวร์ พื้นฐาน

Z5 Polar form รูปเชิงขั้ว

z=r(cos⁡θ+jsin⁡θ)=r∠θ,r=∣z∣, θ=arg⁡zz = r(\cos\theta + j\sin\theta) = r\angle\theta,\quad r = |z|,\ \theta = \arg z

หามุมด้วย atan2⁡(y,x)\operatorname{atan2}(y, x) เสมอ ห้ามใช้ tan⁡−1(y/x)\tan^{-1}(y/x) ตรง ๆ เพราะจะผิดจตุภาคเมื่อ x<0x < 0

Z6 Euler's formula สูตรของออยเลอร์

ejθ=cos⁡θ+jsin⁡θ ⇒ z=rejθe^{j\theta} = \cos\theta + j\sin\theta \ \Rightarrow\ z = re^{j\theta}

ได้ cos⁡θ=ejθ+e−jθ2, sin⁡θ=ejθ−e−jθ2j\cos\theta = \tfrac{e^{j\theta} + e^{-j\theta}}{2},\ \sin\theta = \tfrac{e^{j\theta} - e^{-j\theta}}{2j} ใช้หาลาปลาซของ sin, cos ในตัวอย่าง L-2

Z7 Products & De Moivre คูณ หาร ยกกำลัง

z1z2=r1r2∠(θ1+θ2),z1z2=r1r2∠(θ1−θ2),zn=rn∠nθz_1z_2 = r_1r_2\angle(\theta_1+\theta_2),\quad \frac{z_1}{z_2} = \frac{r_1}{r_2}\angle(\theta_1-\theta_2),\quad z^n = r^n\angle n\theta

Z8 n-th roots รากที่ n มี n ค่า

z1/n=r1/n∠θ+2πkn,k=0,1,…,n−1z^{1/n} = r^{1/n}\angle\frac{\theta + 2\pi k}{n},\quad k = 0, 1, \dots, n-1
ตัวอย่าง Z-2 · ยกกำลังด้วยเดอมัวฟวร์

หา (1+j)8(1 + j)^8

  1. 1+j=2∠45∘1 + j = \sqrt{2}\angle 45^\circ
  2. ยกกำลัง 8: ขนาดยกกำลัง 8 มุมคูณ 8 Z7

    (1+j)8=(2)8∠360∘=16∠0∘(1+j)^8 = (\sqrt2)^8\angle 360^\circ = 16\angle 0^\circ

(1+j)8=16(1+j)^8 = 16 ถ้ากระจายทวินามต้องคำนวณ 9 พจน์ ส่วนรูปเชิงขั้วใช้สองบรรทัด

ตัวอย่าง Z-3 · รากที่สาม = โพลของระบบ

หารากของ s3+8=0s^3 + 8 = 0 แล้วบอกว่า H(s)=1s3+8H(s) = \dfrac{1}{s^3 + 8} เสถียรไหม

  1. s3=−8=8∠180∘s^3 = -8 = 8\angle 180^\circ
  2. รากที่สามสามค่า Z8

    sk=2∠180∘+360∘k3=2∠60∘, 2∠180∘, 2∠300∘s_k = 2\angle\frac{180^\circ + 360^\circ k}{3} = 2\angle 60^\circ,\ 2\angle 180^\circ,\ 2\angle 300^\circ
  3. s=1+j3,−2,1−j3s = 1 + j\sqrt3,\quad -2,\quad 1 - j\sqrt3

มีโพลคู่หนึ่งที่ส่วนจริงเป็นบวก (1±j31 \pm j\sqrt3) ผลตอบสนองจึงมีพจน์ etcos⁡3te^{t}\cos\sqrt3 t โตไม่หยุด ระบบนี้ไม่เสถียร

ตรวจ: (1+j3)3=23∠180∘=−8(1+j\sqrt3)^3 = 2^3\angle 180^\circ = -8 ✓ · ผลรวมรากต้องเท่ากับ −(สัมประสิทธิ์ s2)=0-(\text{สัมประสิทธิ์ } s^2) = 0: 1+1−2=01 + 1 - 2 = 0 ✓

ตัวแปรเชิงซ้อน s = σ + jω และระนาบ s พื้นฐาน

ในลาปลาซเราใช้ตัวอักษร ss แทน zz และเรียกระนาบเชิงซ้อนว่าระนาบ s แกนนอนคือ σ\sigma แกนตั้งคือ jωj\omega ทำไมต้องเป็นสองมิติ คำตอบอยู่ในสัญญาณ este^{st} ซึ่งเป็น “อิฐ” ที่ลาปลาซใช้สร้างทุกสัญญาณ

Z9 Complex frequency ความถี่เชิงซ้อน

est=e(σ+jω)t=eσt⏟โต/หด (cos⁡ωt+jsin⁡ωt)⏟หมุน/แกว่ง,Re⁡{est}=eσtcos⁡ωte^{st} = e^{(\sigma + j\omega)t} = \underbrace{e^{\sigma t}}_{\text{โต/หด}}\ \underbrace{(\cos\omega t + j\sin\omega t)}_{\text{หมุน/แกว่ง}},\qquad \operatorname{Re}\{e^{st}\} = e^{\sigma t}\cos\omega t

σ<0\sigma < 0 ลดลง · σ=0\sigma = 0 แกว่งค้าง · σ>0\sigma > 0 โตขึ้น · ω=0\omega = 0 ไม่แกว่ง ยิ่ง ∣ω∣|\omega| มากยิ่งแกว่งเร็ว

ระนาบ s (ช่องละ 1 หน่วย)σjωABCDEFA: σ < 0, ω = 0 ลดลงB: s = 0 คงที่C: σ > 0, ω = 0 โตขึ้นD: σ < 0 แกว่งลดลงE: σ = 0 แกว่งค้างF: σ > 0 แกว่งโตขึ้นจุดเข้ม = ตำแหน่งของ sจุดจาง = คู่สังยุค (ทำให้สัญญาณเป็นจำนวนจริง)กราฟ: Re{e^(st)} = e^(σt)cos ωt, 0 ≤ t ≤ 4
ตำแหน่งของ ss บนระนาบ กับรูปร่างของ Re⁡{est}\operatorname{Re}\{e^{st}\} ด้านขวา: ครึ่งซ้ายลดลง แกน jω แกว่งค้าง ครึ่งขวาโตขึ้น นี่คือแผนที่ที่ใช้อ่านโพลตลอดทั้งวิชา

ข้อสังเกตที่สำคัญมาก: สัญญาณจริงอย่าง e−tcos⁡3te^{-t}\cos 3t ต้องใช้ este^{st} สองตัว ที่ s=−1±3js = -1 \pm 3j เพราะ cos⁡3t=12(ej3t+e−j3t)\cos 3t = \tfrac12(e^{j3t} + e^{-j3t}) นี่คือเหตุผลที่โพลเชิงซ้อนของระบบจริงมาเป็นคู่สังยุคเสมอ

ฟังก์ชันเชิงซ้อนและการส่ง (mapping) กลาง

ฟังก์ชันเชิงซ้อน w=f(z)w = f(z) รับจำนวนเชิงซ้อนแล้วคืนจำนวนเชิงซ้อน เราวาดกราฟแบบปกติไม่ได้เพราะต้องใช้ 4 มิติ จึงดูเป็น “การส่ง” จากระนาบ z ไประนาบ w แทน ฟังก์ชันถ่ายโอน H(s)H(s) ก็คือฟังก์ชันเชิงซ้อนชนิดหนึ่ง

Z10 Complex function แยกส่วนจริง-จินตภาพ

w=f(z)=u(x,y)+jv(x,y)w = f(z) = u(x, y) + jv(x, y)

เช่น z2=(x2−y2)+j(2xy)z^2 = (x^2 - y^2) + j(2xy) ได้ u=x2−y2, v=2xyu = x^2 - y^2,\ v = 2xy

Z11 Complex limit ลิมิตต้องเท่ากันทุกทิศ

lim⁡z→z0f(z)=L  ⟺  ∣f(z)−L∣→0 ไม่ว่า z จะเข้าหา z0 จากทางใด\lim_{z\to z_0}f(z) = L \iff |f(z) - L| \to 0 \text{ ไม่ว่า } z \text{ จะเข้าหา } z_0 \text{ จากทางใด}

เข้มกว่าลิมิตจริงมาก เพราะมีทิศเข้าได้ไม่จำกัด (ทบทวนลิมิตของฟังก์ชันจริง)

ตัวอย่าง Z-4 · ลิมิตที่ไม่มีค่า

พิจารณา lim⁡z→0zˉz\displaystyle\lim_{z\to 0}\frac{\bar z}{z}

  1. เข้าหา 0 ตามแกนจริง z=xz = x: zˉ/z=x/x=1\bar z/z = x/x = 1

  2. เข้าหา 0 ตามแกนจินตภาพ z=jyz = jy: zˉ/z=−jy/(jy)=−1\bar z/z = -jy/(jy) = -1

สองทิศได้ค่าต่างกัน ลิมิตจึงไม่มีค่า ทั้งที่ทั้งเศษและส่วนต่อเนื่องดี

แล็บการส่ง: เส้นกริดสีส้มคือเส้นแนวตั้ง (x คงที่) สีน้ำเงินคือเส้นแนวนอน (y คงที่) ในระนาบ z ดูว่าแต่ละฟังก์ชันบิดมันเป็นอะไรในระนาบ w สี่เหลี่ยมเล็กสีเขียวคือย่านรอบจุด z0z_0 ที่ลากได้ ใต้ภาพคำนวณอนุพันธ์ย่อยให้ตรวจสมการโคชี-รีมันน์ในหัวข้อถัดไป

อนุพันธ์เชิงซ้อน สมการโคชี-รีมันน์ และฟังก์ชันวิเคราะห์ กลาง

นิยามอนุพันธ์เหมือนฟังก์ชันจริงทุกตัวอักษร แต่เพราะลิมิตต้องเท่ากันทุกทิศ เงื่อนไขจึงเข้มมาก บังคับให้ uu และ vv ผูกกันด้วยสมการสองข้อ

Z12 Complex derivative อนุพันธ์เชิงซ้อน

f′(z0)=lim⁡Δz→0f(z0+Δz)−f(z0)Δzf'(z_0) = \lim_{\Delta z\to 0}\frac{f(z_0 + \Delta z) - f(z_0)}{\Delta z}

Z13 Cauchy–Riemann equations สมการโคชี-รีมันน์

∂u∂x=∂v∂y,∂u∂y=−∂v∂x\frac{\partial u}{\partial x} = \frac{\partial v}{\partial y},\qquad \frac{\partial u}{\partial y} = -\frac{\partial v}{\partial x}

ถ้าเป็นจริงและอนุพันธ์ย่อยต่อเนื่อง แล้ว f′(z)=ux+jvx=vy−juyf'(z) = u_x + jv_x = v_y - ju_y

Z14 Cauchy–Riemann (polar) รูปเชิงขั้ว

ur=1rvθ,vr=−1ruθu_r = \frac{1}{r}v_\theta,\qquad v_r = -\frac{1}{r}u_\theta

Z15 Analytic function ฟังก์ชันวิเคราะห์

f วิเคราะห์ที่ z0  ⟺  f′ มีค่าทุกจุดในย่านรอบ z0f \text{ วิเคราะห์ที่ } z_0 \iff f' \text{ มีค่าทุกจุดในย่านรอบ } z_0

วิเคราะห์ทั้งระนาบเรียกว่า entire เช่น พหุนาม ez, sin⁡ze^z,\ \sin z · ฟังก์ชันตรรกยะ N(s)/D(s)N(s)/D(s) วิเคราะห์ทุกจุดยกเว้นรากของ DD

Z16 Harmonic parts u และ v เป็นฟังก์ชันฮาร์มอนิก

∇2u=uxx+uyy=0,∇2v=0\nabla^2 u = u_{xx} + u_{yy} = 0,\qquad \nabla^2 v = 0

ตามมาจาก Z13 ทันที ใช้กับสนามไฟฟ้าสถิตและการไหลของความร้อนสองมิติ: uu เป็นศักย์ เส้น vv คงที่เป็นเส้นแรง

ตัวอย่าง Z-5 · ตรวจด้วยโคชี-รีมันน์

f(z)=z2f(z) = z^2, g(z)=ezg(z) = e^z และ h(z)=zˉh(z) = \bar z ฟังก์ชันใดวิเคราะห์

  1. z2z^2: u=x2−y2, v=2xyu = x^2 - y^2,\ v = 2xy · ux=2x=vyu_x = 2x = v_y ✓ · uy=−2y=−vxu_y = -2y = -v_x ✓ วิเคราะห์ทุกจุด f′(z)=ux+jvx=2x+j2y=2zf'(z) = u_x + jv_x = 2x + j2y = 2z

  2. ez=excos⁡y+jexsin⁡ye^z = e^x\cos y + je^x\sin y: ux=excos⁡y=vyu_x = e^x\cos y = v_y ✓ · uy=−exsin⁡y=−vxu_y = -e^x\sin y = -v_x ✓ วิเคราะห์ทุกจุด g′(z)=ezg'(z) = e^z

  3. zˉ=x−jy\bar z = x - jy: ux=1u_x = 1 แต่ vy=−1v_y = -1 ✗ ไม่วิเคราะห์ที่ใดเลย

z2z^2 และ eze^z วิเคราะห์ทั้งระนาบ ส่วน zˉ\bar z ไม่วิเคราะห์ ลองเปลี่ยนฟังก์ชันในแล็บการส่งด้านบนแล้วดูตารางตรวจ ✓/✗ เปลี่ยนตาม

ตัวอย่าง Z-6 · หาฮาร์มอนิกสังยุค

ให้ u=x3−3xy2u = x^3 - 3xy^2 หา vv ที่ทำให้ f=u+jvf = u + jv วิเคราะห์

  1. ตรวจก่อนว่า uu เป็นฮาร์มอนิก: uxx+uyy=6x−6x=0u_{xx} + u_{yy} = 6x - 6x = 0 ✓ Z16

  2. จาก vy=ux=3x2−3y2v_y = u_x = 3x^2 - 3y^2 อินทิเกรตเทียบ yy: v=3x2y−y3+g(x)v = 3x^2y - y^3 + g(x)

  3. จาก vx=−uyv_x = -u_y: 6xy+g′(x)=−(−6xy)=6xy6xy + g'(x) = -(-6xy) = 6xy ได้ g′(x)=0g'(x) = 0 ดังนั้น g=Cg = C

v=3x2y−y3+Cv = 3x^2y - y^3 + C และ f(z)=z3+jCf(z) = z^3 + jC

ซีโร่ ภาวะเอกฐาน และอันดับของโพล กลาง

จุดที่ฟังก์ชันเลิกเป็นฟังก์ชันวิเคราะห์เรียกว่าภาวะเอกฐาน (singularity) ในลาปลาซเราเจอเกือบทั้งหมดเป็น โพล แต่ควรรู้จักอีกสองชนิดเพื่อไม่สับสน

Z17 Zero of order m ซีโร่อันดับ m

f(z)=(z−z0)mg(z),g(z0)≠0f(z) = (z - z_0)^m g(z),\quad g(z_0) \ne 0

Z18 Pole of order m โพลอันดับ m

f(z)=g(z)(z−z0)m,g วิเคราะห์, g(z0)≠0f(z) = \frac{g(z)}{(z - z_0)^m},\quad g \text{ วิเคราะห์},\ g(z_0) \ne 0

ทดสอบ: lim⁡z→z0(z−z0)mf(z)\lim_{z\to z_0}(z-z_0)^m f(z) มีค่าจำกัดและไม่เป็นศูนย์ · m=1m = 1 เรียกโพลเดี่ยว (simple pole)

Z19 Types of isolated singularities ชนิดของภาวะเอกฐานเฉพาะจุด

sin⁡zz⏟ถอดได้ที่ 0,1z2(z+1)⏟โพลอันดับ 2 ที่ 0, อันดับ 1 ที่ −1,e1/z⏟สาระสำคัญที่ 0\underbrace{\frac{\sin z}{z}}_{\text{ถอดได้ที่ }0},\qquad \underbrace{\frac{1}{z^2(z+1)}}_{\text{โพลอันดับ 2 ที่ }0,\ \text{อันดับ 1 ที่ }-1},\qquad \underbrace{e^{1/z}}_{\text{สาระสำคัญที่ }0}

ถอดได้ (removable): ลิมิตมีค่า แค่ไม่นิยาม เช่น 1−e−ss\frac{1 - e^{-s}}{s} ที่ s=0s = 0 ซึ่งเป็นลาปลาซของพัลส์สี่เหลี่ยม ไม่ใช่โพล · โพล: ∣f∣→∞|f| \to \infty · สาระสำคัญ (essential): ทำตัวแปลกไม่มีลิมิตเลย ไม่เจอในฟังก์ชันตรรกยะ

ตัวอย่าง Z-7 · จำแนกโพลและซีโร่

F(s)=(s+3)(s−1)s2(s+2)(s2+2s+5)F(s) = \dfrac{(s+3)(s-1)}{s^2(s+2)(s^2+2s+5)}

  1. ซีโร่ (รากของเศษ): s=−3, s=1s = -3,\ s = 1 อันดับ 1 ทั้งคู่ · ซีโร่ที่ s=1s = 1 อยู่ครึ่งขวา (non-minimum phase)

  2. โพล: s=0s = 0 อันดับ 2 · s=−2s = -2 อันดับ 1 · s2+2s+5=0⇒s=−1±2js^2 + 2s + 5 = 0 \Rightarrow s = -1 \pm 2j อันดับ 1

  3. ดีกรีส่วน 5 ดีกรีเศษ 2: เมื่อ s→∞s \to \infty F∼1/s3F \sim 1/s^3 จึงมี “ซีโร่ที่อนันต์” อันดับ 3

5 โพล (นับซ้ำ) 2 ซีโร่จำกัด + 3 ซีโร่ที่อนันต์ จำนวนโพลเท่ากับจำนวนซีโร่เมื่อนับที่อนันต์ด้วยเสมอ

อนุกรมเทย์เลอร์และอนุกรมโลรองต์ ขั้นสูง

เรียนละเอียด: หัวข้อนี้มีบทเต็มพร้อมแล็บลากจุด z ข้ามวงแหวน ที่ อนุกรมโลรองต์ (บทที่ 26.7) ทบทวนรัศมีการลู่เข้าที่ อนุกรมกำลัง และตารางอนุกรมที่ต้องจำที่ อนุกรมเทย์เลอร์

Z20 Taylor series อนุกรมเทย์เลอร์

f(z)=∑n=0∞f(n)(z0)n!(z−z0)n,∣z−z0∣<Rf(z) = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{f^{(n)}(z_0)}{n!}(z - z_0)^n,\quad |z - z_0| < R

ฟังก์ชันวิเคราะห์เขียนเป็นอนุกรมกำลังได้เสมอ รัศมีลู่เข้า RR = ระยะถึงภาวะเอกฐานที่ใกล้ที่สุด

Z21 Laurent series อนุกรมโลรองต์

f(z)=∑n=−∞∞an(z−z0)n=⋯+a−2(z−z0)2+a−1z−z0⏟ส่วนหลัก (principal part)+a0+a1(z−z0)+⋯f(z) = \sum_{n=-\infty}^{\infty}a_n(z - z_0)^n = \underbrace{\cdots + \frac{a_{-2}}{(z-z_0)^2} + \frac{a_{-1}}{z - z_0}}_{\text{ส่วนหลัก (principal part)}} + a_0 + a_1(z-z_0) + \cdots

ใช้ได้ในวงแหวน 0<∣z−z0∣<R0 < |z - z_0| < R · โพลอันดับ m ⇔ ส่วนหลักมี m พจน์ · สาระสำคัญ ⇔ ส่วนหลักไม่สิ้นสุด

ตัวอย่าง Z-8 · โลรองต์รอบโพล

หาอนุกรมโลรองต์ของ F(s)=1s(s+1)F(s) = \dfrac{1}{s(s+1)} รอบ s=0s = 0 ในวงแหวน 0<∣s∣<10 < |s| < 1

  1. ใช้อนุกรมเรขาคณิต 11+s=1−s+s2−s3+⋯\dfrac{1}{1+s} = 1 - s + s^2 - s^3 + \cdots ซึ่งลู่เข้าเมื่อ ∣s∣<1|s| < 1

  2. F(s)=1s(1−s+s2−⋯ )=1s−1+s−s2+⋯F(s) = \frac{1}{s}\left(1 - s + s^2 - \cdots\right) = \frac{1}{s} - 1 + s - s^2 + \cdots

ส่วนหลักคือ 1s\tfrac{1}{s} พจน์เดียว → โพลอันดับ 1 และ a−1=1a_{-1} = 1 คือเรซิดิวที่ s=0s = 0 ซึ่งเท่ากับ A ในเศษส่วนย่อย 1s(s+1)=1s−1s+1\tfrac{1}{s(s+1)} = \tfrac{1}{s} - \tfrac{1}{s+1} พอดี

เรซิดิว (Residue) และวิธีคำนวณ กลาง

เรซิดิวคือสัมประสิทธิ์ a−1a_{-1} ของ 1/(z−z0)1/(z - z_0) ในอนุกรมโลรองต์ ชื่อมาจากคำว่า “ส่วนที่เหลือ” เพราะเมื่ออินทิเกรตรอบโพล ทุกพจน์หายไปหมดเหลือเพียงพจน์นี้ ไม่ต้องหาอนุกรมทั้งเส้นก็ได้ มีสูตรลัดสามตัว

Z22 Residue นิยาม

Res⁡z=z0f(z)=a−1=12πj∮Cf(z) dz\operatorname{Res}_{z=z_0}f(z) = a_{-1} = \frac{1}{2\pi j}\oint_C f(z)\,dz

Z23 Simple pole โพลเดี่ยว

Res⁡z=pf=lim⁡z→p(z−p)f(z)\operatorname{Res}_{z=p}f = \lim_{z\to p}(z - p)f(z)

คือ “วิธีปิดตัวประกอบ” ของเฮวิไซด์ในเศษส่วนย่อยนั่นเอง

Z24 Simple pole of N/D ใช้อนุพันธ์ตัวส่วน

Res⁡z=pN(z)D(z)=N(p)D′(p),D(p)=0, D′(p)≠0\operatorname{Res}_{z=p}\frac{N(z)}{D(z)} = \frac{N(p)}{D'(p)},\quad D(p) = 0,\ D'(p) \ne 0

Z25 Pole of order m โพลซ้ำ

Res⁡z=pf=1(m−1)!lim⁡z→pd m−1dzm−1[(z−p)mf(z)]\operatorname{Res}_{z=p}f = \frac{1}{(m-1)!}\lim_{z\to p}\frac{d^{\,m-1}}{dz^{m-1}}\left[(z-p)^m f(z)\right]
ตัวอย่าง Z-9 · เรซิดิวที่โพลจริงและโพลเชิงซ้อน

หาเรซิดิวทุกตัวของ F(s)=s+2(s+1)(s2+4)F(s) = \dfrac{s+2}{(s+1)(s^2+4)}

  1. โพล: s=−1s = -1 และ s=±2js = \pm 2j อันดับ 1 ทั้งหมด

  2. ที่ s=−1s = -1 ปิด (s+1)(s+1) Z23

    Res⁡−1=−1+2(−1)2+4=15\operatorname{Res}_{-1} = \frac{-1+2}{(-1)^2 + 4} = \frac{1}{5}
  3. ที่ s=2js = 2j ใช้ s2+4=(s−2j)(s+2j)s^2 + 4 = (s - 2j)(s + 2j) แล้วปิด (s−2j)(s - 2j)

    Res⁡2j=2j+2(2j+1)(4j)=2+2j−8+4j=(2+2j)(−8−4j)80=−110−310j\operatorname{Res}_{2j} = \frac{2j + 2}{(2j + 1)(4j)} = \frac{2 + 2j}{-8 + 4j} = \frac{(2+2j)(-8-4j)}{80} = -\frac{1}{10} - \frac{3}{10}j
  4. ที่ s=−2js = -2j เป็นสังยุคของค่าก่อนหน้า (เพราะสัมประสิทธิ์ของ FF เป็นจำนวนจริง)

    Res⁡−2j=−110+310j\operatorname{Res}_{-2j} = -\frac{1}{10} + \frac{3}{10}j

เรซิดิว: 15, −110∓310j\tfrac15,\ -\tfrac{1}{10} \mp \tfrac{3}{10}j · ผลรวมทั้งหมด =15−210=0= \tfrac15 - \tfrac{2}{10} = 0

ผลรวมเป็นศูนย์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: เมื่อดีกรีส่วนมากกว่าเศษอย่างน้อย 2 ผลรวมเรซิดิวทุกตัวเป็นศูนย์เสมอ (เพราะ ∮\oint รอบวงกลมใหญ่มาก → 0)

ตัวอย่าง Z-10 · โพลอันดับสอง

หา Res⁡s=−1est(s+1)2\operatorname{Res}_{s=-1}\dfrac{e^{st}}{(s+1)^2}

  1. m=2m = 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ Z25: คูณ (s+1)2(s+1)^2 ออกแล้วหาอนุพันธ์หนึ่งครั้ง

    Res⁡=11!dds[est]s=−1=[test]s=−1=te−t\operatorname{Res} = \frac{1}{1!}\frac{d}{ds}\left[e^{st}\right]_{s=-1} = \left[t e^{st}\right]_{s=-1} = te^{-t}

te−tte^{-t} ตรงกับตารางลาปลาซ L−1{1/(s+1)2}=te−t\mathcal L^{-1}\{1/(s+1)^2\} = te^{-t} ซึ่งอธิบายว่าทำไมโพลซ้ำจึงให้พจน์ tkeptt^k e^{pt}

ทฤษฎีบทโคชีและทฤษฎีบทเรซิดิว ขั้นสูง

Z26 Cauchy–Goursat theorem ทฤษฎีบทของโคชี

f วิเคราะห์บนและภายในเส้นปิด C ⇒ ∮Cf(z) dz=0f \text{ วิเคราะห์บนและภายในเส้นปิด } C \ \Rightarrow\ \oint_C f(z)\,dz = 0

Z27 Residue theorem ทฤษฎีบทเรซิดิว

∮Cf(z) dz=2πj∑kRes⁡z=zkf(z)\oint_C f(z)\,dz = 2\pi j\sum_{k}\operatorname{Res}_{z=z_k}f(z)

ผลรวมเฉพาะภาวะเอกฐาน zkz_k ที่อยู่ภายใน CC และ CC วิ่งทวนเข็มนาฬิกา ห้ามมีภาวะเอกฐานอยู่บนเส้น

ตัวอย่าง Z-11 · อินทิกรัลรอบวงกลมสองขนาด

หา ∮Cs+2(s+1)(s2+4) ds\oint_C \dfrac{s+2}{(s+1)(s^2+4)}\,ds เมื่อ C:∣s∣=1.5C: |s| = 1.5 และ C:∣s∣=3C: |s| = 3

  1. ∣s∣=1.5|s| = 1.5: ล้อมเฉพาะโพล s=−1s = -1 (ส่วน ±2j\pm 2j อยู่นอกเพราะ ∣2j∣=2>1.5|2j| = 2 > 1.5)

    ∮=2πj⋅15=2πj5≈1.2566j\oint = 2\pi j\cdot\frac{1}{5} = \frac{2\pi j}{5} \approx 1.2566j
  2. ∣s∣=3|s| = 3: ล้อมทั้งสามโพล ผลรวมเรซิดิวเป็นศูนย์จากตัวอย่าง Z-9

    ∮=2πj⋅0=0\oint = 2\pi j\cdot 0 = 0

2πj/52\pi j/5 และ 00 ลองลากวงกลมในแล็บด้านล่างแล้วเทียบค่าอินทิกรัลเชิงตัวเลขกับ 2πj∑Res⁡2\pi j\sum\operatorname{Res}

เชื่อมสู่การแปลงลาปลาซผกผัน: อินทิกรัลบรอมวิช ขั้นสูง

สูตรแปลงกลับที่แท้จริงคืออินทิกรัลบนเส้นตรงแนวตั้ง Re⁡s=c\operatorname{Re}s = c ซึ่งอยู่ใน ROC (ทางขวาของทุกโพล) เมื่อ t>0t > 0 ปิดเส้นนี้ด้วยครึ่งวงกลมใหญ่ทางซ้าย อินทิกรัลบนครึ่งวงกลมหายไป (บทตั้งของจอร์แดน เมื่อ F(s)→0F(s) \to 0) จึงเหลือเพียงผลรวมเรซิดิว

Z28 Inversion by residues การแปลงกลับด้วยเรซิดิว

f(t)=12πj∫c−j∞c+j∞F(s)est ds=∑ทุกโพล pkRes⁡s=pk[F(s)est],t>0f(t) = \frac{1}{2\pi j}\int_{c-j\infty}^{c+j\infty}F(s)e^{st}\,ds = \sum_{\text{ทุกโพล } p_k}\operatorname{Res}_{s=p_k}\left[F(s)e^{st}\right],\quad t > 0

ใช้ได้เมื่อ F(s)F(s) เป็นฟังก์ชันตรรกยะแท้ (ดีกรีเศษ < ดีกรีส่วน) รายละเอียด เงื่อนไข และตัวอย่างโพลซ้ำอยู่ในหน้า 8.5

-4-22-4j-2j2j4jσjωRe s = c(อยู่ใน ROC)ครึ่งวงกลมปิดทางซ้าย
เส้นบรอมวิช Re⁡s=c\operatorname{Re}s = c อยู่ทางขวาของทุกโพล (ใน ROC) ปิดด้วยครึ่งวงกลมทางซ้ายจนล้อมทุกโพล อินทิกรัลจึงเท่ากับ 2πj2\pi j คูณผลรวมเรซิดิวของ F(s)estF(s)e^{st}
ตัวอย่าง Z-12 · แปลงกลับด้วยเรซิดิวล้วน

หา L−1{1(s+1)(s+2)}\mathcal L^{-1}\left\{\dfrac{1}{(s+1)(s+2)}\right\} ด้วยสูตร Z28

  1. Res⁡s=−1est(s+1)(s+2)=e−t−1+2=e−t\operatorname{Res}_{s=-1}\frac{e^{st}}{(s+1)(s+2)} = \frac{e^{-t}}{-1+2} = e^{-t}
  2. Res⁡s=−2est(s+1)(s+2)=e−2t−2+1=−e−2t\operatorname{Res}_{s=-2}\frac{e^{st}}{(s+1)(s+2)} = \frac{e^{-2t}}{-2+1} = -e^{-2t}

f(t)=e−t−e−2t, t≥0f(t) = e^{-t} - e^{-2t},\ t \ge 0 เหมือนกับที่ได้จากเศษส่วนย่อยทุกประการ เพราะเศษส่วนย่อยคือเรซิดิวที่เขียนอีกแบบ

มองฟังก์ชันตรรกยะเป็นภูมิประเทศ

∣F(s)∣|F(s)| เป็นพื้นผิวเหนือระนาบ s ที่พุ่งขึ้นเป็นยอดเขาไม่สิ้นสุดที่โพล และจมลงเป็นหลุมที่ซีโร่ เส้นตัดตามแกน jω คือผลตอบสนองเชิงความถี่ ∣F(jω)∣|F(j\omega)| ลองพิมพ์ฟังก์ชันของคุณเองแล้วเลื่อนเส้นตัด

อ่านต่อและแหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมวิศวกรไฟฟ้าใช้ j แทน i?

เพราะ ii ใช้แทนกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว หน่วยจินตภาพจึงเขียนเป็น jj โดย j2=−1j^2 = -1 ความหมายเหมือนกันทุกประการ

ฟังก์ชันวิเคราะห์ (analytic function) คืออะไร?

ฟังก์ชันเชิงซ้อนที่หาอนุพันธ์เชิงซ้อนได้ทุกจุดในย่านใกล้เคียงของจุดนั้น ซึ่งเทียบเท่ากับส่วนจริง u และส่วนจินตภาพ v มีอนุพันธ์ย่อยต่อเนื่องและเป็นไปตามสมการโคชี-รีมันน์ ux=vy, uy=−vxu_x = v_y,\ u_y = -v_x ฟังก์ชันตรรกยะ F(s)F(s) ในลาปลาซเป็นฟังก์ชันวิเคราะห์ทุกจุดยกเว้นที่โพล

เรซิดิวเกี่ยวกับการแปลงลาปลาซผกผันอย่างไร?

อินทิกรัลบรอมวิชสำหรับการแปลงกลับเท่ากับผลรวมเรซิดิวของ F(s)estF(s)e^{st} ที่ทุกโพล f(t)=∑Res⁡[F(s)est]f(t) = \sum \operatorname{Res}[F(s)e^{st}] และเรซิดิวของ F(s)F(s) ที่โพลเดี่ยวคือสัมประสิทธิ์ของเศษส่วนย่อยตัวนั้นพอดี วิธีปิดตัวประกอบจึงเป็นการหาเรซิดิวนั่นเอง

จะรู้ได้อย่างไรว่าโพลมีอันดับเท่าไร?

ถ้า F(s)=N(s)/D(s)F(s) = N(s)/D(s) และ D(s)D(s) มีตัวประกอบ (s−p)m(s-p)^m โดย N(p)≠0N(p) \ne 0 แล้ว pp เป็นโพลอันดับ mm หรือดูว่า lim⁡s→p(s−p)mF(s)\lim_{s\to p}(s-p)^m F(s) มีค่าจำกัดไม่เป็นศูนย์ที่ mm ใด

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์