พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. เวกเตอร์
  4. Dot Product

// เวกเตอร์ · ส่วนที่ 2 · Dot product · มุมและส่วนตามทิศ

ผลคูณจุด (Dot Product): มุม การฉาย งาน และกำลัง

ถ้าออกแรงดึงรถเข็นเอียงขึ้น ส่วนใดทำให้รถเคลื่อนตามพื้น? Dot product ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขเดียว โดยรวมทั้งขนาดและความสอดคล้องของทิศ หน้านี้เชื่อมสูตร “คูณช่องตรงกันแล้วบวก” กับความหมายเชิงเรขาคณิต และใช้คำนวณมุม การฉาย งาน และกำลังอย่างตรวจสอบได้

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • a⋅b=axbx+ayby+azbz\mathbf a\cdot\mathbf b=a_xb_x+a_yb_y+a_zb_z ได้สเกลาร์ ไม่ใช่ลูกศร
  • a⋅b=∥a∥∥b∥cos⁡θ\mathbf a\cdot\mathbf b=\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|\cos\theta เมื่อทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์
  • ดอทบวก = มุมแหลม, ดอทศูนย์ = ตั้งฉาก, ดอทลบ = มุมป้าน โดยการอ่านมุมต้องไม่มีเวกเตอร์ศูนย์
  • งานจากแรงคงที่ W=F⋅ΔrW=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf r; กำลังกลทันที P=F⋅vP=\mathbf F\cdot\mathbf v

1. นิยาม: คูณ component ที่ตรงกันแล้วบวก พื้นฐาน

ให้เวกเตอร์จริงสองตัวในมิติเดียวกันและใช้แกนตั้งฉากมาตรฐานเดียวกัน นำ component ตามแกนเดียวกันคูณกัน แล้วรวมผลทั้งหมด เรียก ผลคูณจุด (dot product หรือ scalar product) จุด “·” ระหว่างเวกเตอร์หมายถึงการดำเนินการนี้ ส่วน 3a3\mathbf a หมายถึง คูณเวกเตอร์ด้วยสเกลาร์ ซึ่งเป็นคนละการดำเนินการ

D1 Dot product in Cartesian coordinates ผลคูณจุด 2D และ 3D

a⋅b=axbx+ayby(2D),a⋅b=axbx+ayby+azbz(3D)\mathbf a\cdot\mathbf b=a_xb_x+a_yb_y\quad(2D),\qquad \mathbf a\cdot\mathbf b=a_xb_x+a_yb_y+a_zb_z\quad(3D)

เช่น (3,4)⋅(2,1)=3(2)+4(1)=10(3,4)\cdot(2,1)=3(2)+4(1)=10 ห้ามจับช่องสลับแกน ผลลัพธ์เป็นจำนวนจริง หน่วยเป็นผลคูณของหน่วยของ a และ b เช่น N·m

D2 Euclidean inner product in n dimensions สูตรเดียวกันในหลายมิติ

a⋅b=∑r=1narbr=aTb\mathbf a\cdot\mathbf b=\sum_{r=1}^{n}a_rb_r=\mathbf a^T\mathbf b

ในรูปเมทริกซ์ a และ b เป็นเวกเตอร์หลัก n×1 จึงได้ (1×n)(n×1) = 1×1 ใช้กับข้อมูลหลายช่องหรือสัญญาณหลายตัวอย่างได้ ส่วน abT\mathbf a\mathbf b^T เป็นเมทริกซ์ ไม่ใช่ดอท

ขอบเขตของสูตร: หน้านี้ใช้เวกเตอร์จริงและฐาน Euclidean ตั้งฉาก ถ้าเปลี่ยนไปใช้ฐานเอียงที่ไม่ตั้งฉาก การเอาสัมประสิทธิ์พิกัดคูณตรงกันไม่ให้ dot product เดิม ต้องมีเมทริกซ์ Gram ของฐาน ส่วน inner product แบบเชิงซ้อนต้องมีการสังยุคตาม convention ที่เลือก
ตัวอย่าง D-1 · ระวังเครื่องหมาย

หา (3,−2,1)⋅(−1,4,2)(3,-2,1)\cdot(-1,4,2)

  1. จับ x กับ x, y กับ y และ z กับ z: 3(−1)+(−2)(4)+1(2)3(-1)+(-2)(4)+1(2)

  2. คูณก่อน: −3−8+2=−9-3-8+2=-9 ค่าติดลบไม่ผิด เพราะแต่ละ component มีเครื่องหมายได้

  3. ทั้งสองเวกเตอร์ไม่เป็นศูนย์ จึงแปลผลได้ว่ามุมระหว่างกันเป็นมุมป้าน

a⋅b=−9\mathbf a\cdot\mathbf b=-9

2. ความหมายเชิงเรขาคณิต: ขนาด × ขนาด × cos มุม พื้นฐาน

ย้ายเวกเตอร์สองตัวให้เริ่มที่จุดเดียวกันโดยรักษาขนาดและทิศ แล้วมองมุมเล็กระหว่างลูกศร ซึ่งอยู่ในช่วง 0°–180° สำหรับมุมคงที่ ค่าสัมบูรณ์ของดอทเท่ากับผลคูณของขนาดคูณ ∣cos⁡θ∣|\cos\theta| และเครื่องหมายขึ้นกับ cos⁡θ\cos\theta เมื่อคงขนาดไว้ ดอทมากขึ้นเมื่อสองเวกเตอร์หันไปทางเดียวกันมากขึ้น เมื่อสองทิศตั้งฉากจะไม่มีส่วนตามทิศของกันและกัน จึงได้ศูนย์

D3 Geometric meaning of the dot product ขนาดและมุม

a⋅b=∥a∥∥b∥cos⁡θ\mathbf a\cdot\mathbf b=\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|\cos\theta

การพูดถึงมุม θ\theta ต้องให้ a≠0\mathbf a\ne\mathbf0 และ b≠0\mathbf b\ne\mathbf0 ถ้ามีเวกเตอร์ศูนย์ ดอทยังนิยามและเท่ากับ 0 แต่ไม่กำหนดมุม

เครื่องหมายของ dot product แบ่งเป็นมุมแหลม มุมฉาก และมุมป้านสามภาพแสดง b ตามแนวนอนขวา a เอียงไปทางขวาให้ดอทบวก a ตั้งขึ้นให้ดอทศูนย์ และ a เอียงไปทางซ้ายให้ดอทลบ ทุกภาพใช้เวกเตอร์ไม่เป็นศูนย์ มุมแหลมมุมฉากมุมป้านaaabbbθθa · b > 0a · b = 0a · b < 0การอ่านมุมต้องไม่มีเวกเตอร์ศูนย์
เครื่องหมายบอกความสอดคล้องของทิศ ส่วนค่าจริงยังขึ้นกับขนาดทั้งสองเวกเตอร์

พิสูจน์ด้วยกฎโคไซน์: ทำไมสูตรพิกัดกับสูตรมุมจึงตรงกัน?

สามเหลี่ยมที่มีด้าน a, b และ a−b ให้กฎโคไซน์ ∥a−b∥2=∥a∥2+∥b∥2−2∥a∥∥b∥cos⁡θ\|\mathbf a-\mathbf b\|^2=\|\mathbf a\|^2+\|\mathbf b\|^2-2\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|\cos\theta แต่เมื่อกระจายกำลังสองทีละพิกัด จะได้ ∑r(ar−br)2=∑rar2+∑rbr2−2∑rarbr\sum_r(a_r-b_r)^2=\sum_ra_r^2+\sum_rb_r^2-2\sum_ra_rb_r เปรียบเทียบสองสมการแล้วตัดพจน์ขนาดออก จึงได้ ∑rarbr=∥a∥∥b∥cos⁡θ\sum_ra_rb_r=\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|\cos\theta ความหมายของมุมจึงตามมาจากสูตรพิกัด ไม่ใช่สูตรที่ต้องจำแยกกัน

3. หามุมและทดสอบความตั้งฉาก พื้นฐาน

D4 Angle between two nonzero vectors หามุมระหว่างเวกเตอร์

θ=cos⁡−1 ⁣(a⋅b∥a∥∥b∥),0≤θ≤π\theta=\cos^{-1}\!\left(\frac{\mathbf a\cdot\mathbf b}{\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|}\right),\qquad 0\le\theta\le\pi

ทั้งคู่ต้องไม่เป็นศูนย์ cos⁡−1\cos^{-1} หมายถึง arccos ไม่ใช่ 1/cos ตรวจเครื่องคิดเลขว่าใช้ DEG หรือ RAD ค่าในวงเล็บต้องอยู่ใน [−1,1]

D5 Orthogonality test ทดสอบตั้งฉาก

a⋅b=0  ⟺  a⊥b\mathbf a\cdot\mathbf b=0\iff\mathbf a\perp\mathbf b

คำว่า orthogonal ในพีชคณิตรวมเวกเตอร์ศูนย์ด้วย แต่ถ้าตีความว่า “มุม 90°” ต้องให้ทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์ เพราะเวกเตอร์ศูนย์ไม่มีทิศ

มุมระหว่าง เส้นตรงที่ไม่มีทิศ ใช้มุมแหลมของสองแนว จึงอาจใช้ ∣a⋅b∣|\mathbf a\cdot\mathbf b| ในสูตร cosine แต่มุมระหว่าง เวกเตอร์ที่มีทิศ ห้ามใส่ค่าสัมบูรณ์โดยพลการ เพราะจะทำให้มุมป้านกลายเป็นมุมแหลม

สำหรับโปรแกรม: ตรวจความยาวศูนย์ก่อนหาร หากค่าคลาดเคลื่อนจาก floating point ทำให้ cosine เป็น 1.0000000000000002 สามารถจำกัดค่าไว้ใน [−1,1] หลังตรวจอินพุตแล้วได้ แต่ถ้าค่าเกินช่วงมาก ต้องแก้ข้อผิดพลาดเรื่องสูตรหรือข้อมูลก่อน การเขียน arccos กับเวกเตอร์ศูนย์แล้วคืน 0° ทำให้ผลลวง

4. ตัวอย่างหามุมตั้งแต่ 2D ถึง 3D

ตัวอย่าง D-2 · คู่เดียวกับบท Projection

หามุมระหว่าง a=(3,4)\mathbf a=(3,4) และ b=(2,1)\mathbf b=(2,1)

  1. ดอท =3(2)+4(1)=10=3(2)+4(1)=10, ความยาว ∥a∥=5\|\mathbf a\|=5, ∥b∥=5\|\mathbf b\|=\sqrt5 ทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์

  2. cos⁡θ=10/(55)=2/5≈0.894427\cos\theta=10/(5\sqrt5)=2/\sqrt5\approx0.894427

  3. θ=arccos⁡(2/5)≈26.565∘\theta=\arccos(2/\sqrt5)\approx26.565^\circ เป็นมุมแหลมสอดคล้องกับดอทบวก

  4. ตรวจกับการฉาย: ∥a∥cos⁡θ=5(2/5)=25\|\mathbf a\|\cos\theta=5(2/\sqrt5)=2\sqrt5 ตรงกับค่าฉายใน ตัวอย่าง Projection

θ≈26.565∘\theta\approx26.565^\circ

ตัวอย่าง D-3 · มุมสามมิติโดยไม่ต้องวาดมุมเอง

หามุมระหว่าง a=(1,2,2)\mathbf a=(1,2,2) และ b=(2,0,1)\mathbf b=(2,0,1)

  1. ดอท =1(2)+2(0)+2(1)=4=1(2)+2(0)+2(1)=4

  2. ความยาว ∥a∥=1+4+4=3\|\mathbf a\|=\sqrt{1+4+4}=3, ∥b∥=4+0+1=5\|\mathbf b\|=\sqrt{4+0+1}=\sqrt5

  3. cos⁡θ=4/(35)\cos\theta=4/(3\sqrt5), จึงได้ θ≈53.396∘\theta\approx53.396^\circ

  4. ตรวจขอบเขต ∣4∣≤35|4|\le3\sqrt5 และดอทบวก จึงควรได้มุมระหว่าง 0° กับ 90°

θ≈53.396∘\theta\approx53.396^\circ

ตัวอย่าง D-4 · หา parameter จากความตั้งฉาก

หา t ที่ทำให้ (1,t,−1)(1,t,-1) ตั้งฉากกับ (2,−1,0)(2,-1,0)

  1. ใช้ D5: 1(2)+t(−1)+(−1)(0)=01(2)+t(-1)+(-1)(0)=0

  2. 2−t=02-t=0 จึงได้ t=2t=2

  3. ตรวจเวกเตอร์ทั้งสองไม่เป็นศูนย์ ดังนั้นเป็นมุม 90° ได้จริง

t=2t=2, และ (1,2,−1)⋅(2,−1,0)=0(1,2,-1)\cdot(2,-1,0)=0

5. สมบัติที่ใช้จัดรูปและตรวจคำตอบ กลาง

Dot product มีสมบัติคล้ายการคูณจำนวนในเรื่องสลับที่และแจกแจง แต่ไม่มีการหารด้วยเวกเตอร์ และผลของดอทเป็นสเกลาร์จึงต้องระวังชนิดของสิ่งที่คำนวณหลังจากนั้น

D6 Commutativity and bilinearity สลับที่และแจกแจง

a⋅b=b⋅a,a⋅(b+c)=a⋅b+a⋅c\mathbf a\cdot\mathbf b=\mathbf b\cdot\mathbf a,\qquad \mathbf a\cdot(\mathbf b+\mathbf c)=\mathbf a\cdot\mathbf b+\mathbf a\cdot\mathbf c (λa)⋅b=λ(a⋅b)=a⋅(λb),a⋅0=0(\lambda\mathbf a)\cdot\mathbf b=\lambda(\mathbf a\cdot\mathbf b)=\mathbf a\cdot(\lambda\mathbf b),\qquad \mathbf a\cdot\mathbf0=0

เวกเตอร์ที่บวกต้องมีมิติเดียวกัน และ λ\lambda เป็นจำนวนจริง การเรียก bilinear หมายถึงเชิงเส้นในแต่ละตัวเมื่อคงอีกตัวไว้

D7 Norm and squared-distance identities ความยาวและการกระจายกำลังสอง

a⋅a=∥a∥2≥0,a⋅a=0  ⟺  a=0\mathbf a\cdot\mathbf a=\|\mathbf a\|^2\ge0,\qquad\mathbf a\cdot\mathbf a=0\iff\mathbf a=\mathbf0 ∥a±b∥2=∥a∥2+∥b∥2±2a⋅b\|\mathbf a\pm\mathbf b\|^2=\|\mathbf a\|^2+\|\mathbf b\|^2\pm2\mathbf a\cdot\mathbf b

ถ้า a ตั้งฉาก b พจน์ดอทหายไป ได้พีทาโกรัสในหลายมิติ แต่ถ้าไม่ตั้งฉาก ห้ามเอาความยาวมาบวกกำลังสองโดยละพจน์นี้

D8 Cauchy–Schwarz inequality ขอบเขตของดอท

∣a⋅b∣≤∥a∥∥b∥,∥a+b∥≤∥a∥+∥b∥|\mathbf a\cdot\mathbf b|\le\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|,\qquad\|\mathbf a+\mathbf b\|\le\|\mathbf a\|+\|\mathbf b\|

อสมการแรกเท่ากันเมื่อเวกเตอร์ขึ้นต่อกันเชิงเส้น รวมกรณีเวกเตอร์ศูนย์ ถ้าทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์คือขนานหรือสวนทาง อสมการที่สองคือ triangle inequality

พิสูจน์ Cauchy–Schwarz จากการฉาย

เมื่อ b ≠ 0 ส่วนตั้งฉาก r=a−[(a⋅b)/(b⋅b)]b\mathbf r=\mathbf a-[(\mathbf a\cdot\mathbf b)/(\mathbf b\cdot\mathbf b)]\mathbf b มี ∥r∥2≥0\|\mathbf r\|^2\ge0 กระจายแล้วได้ ∥a∥2−(a⋅b)2/∥b∥2≥0\|\mathbf a\|^2-(\mathbf a\cdot\mathbf b)^2/\|\mathbf b\|^2\ge0 จึงได้ (a⋅b)2≤∥a∥2∥b∥2(\mathbf a\cdot\mathbf b)^2\le\|\mathbf a\|^2\|\mathbf b\|^2 แล้วถอดรากทั้งสองข้าง ถ้า b = 0 ทั้งสองข้างเป็นศูนย์อยู่แล้ว

ตัดดอทไม่ได้: จาก a⋅b=a⋅c\mathbf a\cdot\mathbf b=\mathbf a\cdot\mathbf c สรุป b = c ไม่ได้ เพราะ b−c อาจตั้งฉาก a ตัวอย่าง a=(1,0),b=(2,3),c=(2,−5)\mathbf a=(1,0),\mathbf b=(2,3),\mathbf c=(2,-5) ได้ดอท 2 เท่ากันทั้งที่ b และ c ต่างกัน

6. Dot product กับ component และ projection เป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้า u เป็นเวกเตอร์หน่วย ผลดอท a⋅u=∥a∥cos⁡θ\mathbf a\cdot\mathbf u=\|\mathbf a\|\cos\theta คือค่าของ a ตามทิศ u นั่นคือ scalar projection ถ้าเลือก u เป็นแกน x, y หรือ z ก็ได้ component ที่ใช้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องสร้างสูตรใหม่สำหรับแกนเอียง

D9 From dot product to projection ค่าตามทิศและเวกเตอร์ฉาย

comp⁡ba=a⋅b∥b∥,proj⁡ba=a⋅bb⋅bb,b≠0\operatorname{comp}_{\mathbf b}\mathbf a=\frac{\mathbf a\cdot\mathbf b}{\|\mathbf b\|},\qquad \operatorname{proj}_{\mathbf b}\mathbf a=\frac{\mathbf a\cdot\mathbf b}{\mathbf b\cdot\mathbf b}\mathbf b,\qquad\mathbf b\ne\mathbf0

ตัวแรกเป็นสเกลาร์มีเครื่องหมาย ตัวหลังเป็นเวกเตอร์ เลือกเป้าหมาย b ให้ตรงทิศที่ถาม ดู Component และ Projection สำหรับภาพและวิธีทำละเอียด

ค่าดอทเองยังไม่ใช่ความยาวเงา เว้นแต่เป้าหมายเป็นเวกเตอร์หน่วย เช่น (3,4)·(2,1) = 10 แต่ค่าฉายสเกลาร์คือ 252\sqrt5 และเวกเตอร์ฉายคือ (4,2) การระบุชนิดคำตอบและหน่วยจึงช่วยแยกสามปริมาณนี้ได้

7. การประยุกต์วิศวกรรม: งานและกำลังกล กลาง

การทำงานของแรงขึ้นกับส่วนของแรงที่ไปตามการกระจัด ถ้าแรงเอียงขึ้นแต่การเคลื่อนที่อยู่ตามพื้น มีเพียงองค์ประกอบแนวนอนที่ทำงานจากการกระจัดนั้น แรงตั้งฉากกับการกระจัดอาจยังจำเป็นต่อสมดุล แต่ไม่ให้งานในเส้นทางที่ตั้งฉากกับแรง

D10 Work by a constant force งานจากแรงคงที่

W=F⋅Δr=∥F∥∥Δr∥cos⁡θW=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf r=\|\mathbf F\|\|\Delta\mathbf r\|\cos\theta

หน่วย N·m = J สูตรนี้ใช้แรงคงที่และการกระจัดระหว่างต้นกับปลาย ถ้าแรงแปรตามตำแหน่งหรือเส้นทาง ใช้ W=∫CF(r)⋅drW=\int_C\mathbf F(\mathbf r)\cdot d\mathbf r ไม่แทนแรงที่จุดเดียวลงไปโดยพลการ

D11 Instantaneous mechanical power กำลังกลขณะหนึ่ง

P=dWdt=F⋅vP=\frac{dW}{dt}=\mathbf F\cdot\mathbf v

แรงและความเร็วต้องวัดในกรอบอ้างอิงเดียวกัน หน่วย N·m/s = W ค่าบวกคือแรงถ่ายพลังงานเข้าสู่การเคลื่อนที่ ค่าลบคือแรงดึงพลังงานออก เช่น การเบรก

งานใช้เฉพาะองค์ประกอบแรงตามการกระจัดแรง F เท่ากับ (50,20) นิวตัน ชี้ขึ้นขวา รถเคลื่อนตามแนว x เป็นระยะ 4 เมตร องค์ประกอบแนวนอน 50 นิวตันให้งาน 200 จูล ส่วนแนวตั้ง 20 นิวตันตั้งฉากกับการกระจัดจึงให้งานศูนย์ F = (50,20) NFx = 50 NFy = 20 NΔr = (4,0) mW = 50(4) + 20(0)= 200 Jภาพแสดงทิศเชิงแผนผังแรงและระยะใช้คนละหน่วย
ภาพแสดงทิศ: ส่วนแรงแนวตั้งไม่ทำงานเมื่อการกระจัดมีเฉพาะแนวนอน แรงและการกระจัดไม่ใช้สเกลกายภาพร่วมกัน
ตัวอย่าง D-5 · รถเข็นกับแรงเอียง

แรงคงที่ F=(50,20,0) N\mathbf F=(50,20,0)\,\mathrm N ทำให้จุดที่แรงกระทำเคลื่อน Δr=(4,0,0) m\Delta\mathbf r=(4,0,0)\,\mathrm m แรงนี้ทำงานเท่าไร?

  1. ระบุว่าโจทย์ถามงานจากแรงนี้ ไม่จำเป็นต้องเท่ากับงานสุทธิจากแรงทั้งหมด

  2. W=50(4)+20(0)+0(0)=200 N⋅mW=50(4)+20(0)+0(0)=200\,\mathrm{N\cdot m}

  3. ส่วนแรง 20 N ตาม y ตั้งฉากกับการกระจัดจึงไม่มีงาน ใช้ขนาดแรง 2900\sqrt{2900} คูณ 4 โดยไม่คูณ cos จะได้ค่ามากเกินจริง

งานจากแรงนี้ = 200 J

ตัวอย่าง D-6 · กำลังกลที่ไม่ใช่ขนาดแรงคูณขนาดความเร็ว

ขณะหนึ่ง F=(12,−5,0) N\mathbf F=(12,-5,0)\,\mathrm N, v=(2,1,0) m/s\mathbf v=(2,1,0)\,\mathrm{m/s} หาค่ากำลังของแรงนี้

  1. P=F⋅v=12(2)+(−5)(1)+0=19 WP=\mathbf F\cdot\mathbf v=12(2)+(-5)(1)+0=19\,\mathrm W

  2. แยกดูรายแกน: x ให้ +24 W ส่วน y ให้ −5 W เพราะแรงตาม y สวนความเร็วตาม y

  3. รวมได้ +19 W แรงนี้ถ่ายพลังงานสุทธิเข้าสู่การเคลื่อนที่ขณะนั้น

กำลังทันที 19 W

แรงคงที่ที่ทำงานลบ: แรงเสียดทาน (−30,0) N(-30,0)\,\mathrm N กับการกระจัด (5,0) m(5,0)\,\mathrm m ให้งาน −150 J ส่วนแรงโน้มถ่วง (0,−100) N(0,-100)\,\mathrm N กับการกระจัดแนวนอน (3,0) m ให้งาน 0 J ต้องพิจารณาการกระจัดของจุดที่แรงกระทำตามแบบจำลองที่เลือก

8. เรขาคณิตวิศวกรรม: ทิศทาง ระนาบ และฟลักซ์

หุ่นยนต์และระบบภาพสามมิติต้องตรวจว่าทิศของเครื่องมือเข้าหาพื้นผิวมากน้อยเพียงใด ถ้า n เป็นเวกเตอร์ปกติของพื้นผิว ดอทกับทิศการเคลื่อนที่บอกส่วนที่เคลื่อนเข้าหรือออกจากพื้นผิว ส่วนที่เหลือเป็นการไถลไปตามพื้นผิว

D12 Normal component and oriented flux ส่วนตั้งฉากกับพื้นผิว

vn=v⋅n^,Φ=B⋅A=BAcos⁡θ,A=An^v_n=\mathbf v\cdot\widehat{\mathbf n},\qquad\Phi=\mathbf B\cdot\mathbf A=BA\cos\theta,\qquad\mathbf A=A\widehat{\mathbf n}

สูตรฟลักซ์แม่เหล็กนี้ใช้สนาม B สม่ำเสมอบนพื้นผิวระนาบ พื้นที่ A และทิศปกติที่เลือก หน่วย T·m² = Wb ถ้าสนามไม่สม่ำเสมอหรือพื้นผิวโค้ง ใช้ Φ=∫SB⋅n^ dA\Phi=\int_S\mathbf B\cdot\widehat{\mathbf n}\,dA

ตัวอย่าง D-7 · ฟลักซ์ผ่านหน้าตัดคอยล์

สนามสม่ำเสมอ 0.20 T ทำมุม 60° กับเวกเตอร์ปกติของพื้นที่ 0.010 m² ฟลักซ์เป็นเท่าไร?

  1. มุมที่ให้วัดกับ ปกติของผิว จึงใช้ cos 60° ได้ ถ้าวัดกับระนาบผิวต้องใช้มุมเติมเต็ม

  2. Φ=(0.20)(0.010)cos⁡60∘=0.0010 Wb=1.0 mWb\Phi=(0.20)(0.010)\cos60^\circ=0.0010\,\mathrm{Wb}=1.0\,\mathrm{mWb}

  3. ถ้ากลับทิศปกติ ฟลักซ์กลับเครื่องหมาย แต่สนามและพื้นที่ทางกายภาพเท่าเดิม ตัวอย่างนี้เป็นฟลักซ์ต่อหนึ่งผิว; flux linkage ของ N รอบเหมือนกันคือ NΦN\Phi

ฟลักซ์ 1.0 mWb ตามทิศปกติที่เลือก

ในเรขาคณิต จุด x อยู่ในระนาบที่ผ่าน q และมีปกติ n เมื่อ n⋅(x−q)=0\mathbf n\cdot(\mathbf x-\mathbf q)=0 สำหรับจุดนอกระนาบ ค่า n⋅(x−q)/∥n∥\mathbf n\cdot(\mathbf x-\mathbf q)/\|\mathbf n\| เป็นระยะแบบมีเครื่องหมาย หากถามระยะทั่วไปให้ใช้ค่าสัมบูรณ์ ดูการหาเท้าฉากใน บทการฉาย

Dot product ในงานไฟฟ้า

ฟลักซ์แม่เหล็ก Φ=B⋅A\Phi=\mathbf B\cdot\mathbf A เป็นที่มาของแรงดันไซน์จากเครื่องกำเนิด (M6) และกำลังไฟฟ้าเฉลี่ย P=VIcos⁡θP=VI\cos\theta มีรูปเดียวกับ dot product ของเฟสเซอร์แรงดันกับกระแส (Z5)

9. สัญญาณ ข้อมูล และ cosine similarity ต่อยอด

มองค่าที่วัด n เวลาเป็นเวกเตอร์ n มิติ เช่น x เป็นรูปแบบที่ต้องการตรวจหาและ y เป็นข้อมูลจากเซนเซอร์ ดอทมากอาจมาจากรูปร่างคล้ายกัน หรือเพียงเพราะสัญญาณมีแอมพลิจูดสูง การหารด้วยความยาวทั้งสองช่วยวัดความสอดคล้องของรูปร่างในเชิงทิศ

D13 Cosine similarity ดอทที่ปรับขนาดออก

s=x⋅y∥x∥∥y∥,−1≤s≤1,x,y≠0s=\frac{\mathbf x\cdot\mathbf y}{\|\mathbf x\|\|\mathbf y\|},\qquad -1\le s\le1,\qquad\mathbf x,\mathbf y\ne\mathbf0

s = 1 คือทิศเดียวกัน, 0 คือ orthogonal, −1 คือสวนทาง เป็นตัวเลขไม่มีหน่วย ถ้าจะเทียบกับ Pearson correlation ต้องลบค่าเฉลี่ยของข้อมูลก่อน และตรวจว่าความแปรปรวนไม่เป็นศูนย์

ตัวอย่าง D-8 · รูปร่างเดียวกันแต่ระดับต่างกัน

ให้ x=(1,2,1)\mathbf x=(1,2,1), y=(2,4,2)\mathbf y=(2,4,2) เปรียบเทียบดอทกับ cosine similarity

  1. ดอท = 1(2)+2(4)+1(2)=121(2)+2(4)+1(2)=12

  2. ∥x∥=6\|\mathbf x\|=\sqrt6, ∥y∥=26\|\mathbf y\|=2\sqrt6 จึงได้ s=12/(6 26)=1s=12/(\sqrt6\,2\sqrt6)=1

  3. y มีแอมพลิจูดสองเท่าของ x แต่รูปร่างมีทิศเดียวกัน ถ้าแทน y ด้วย −y ค่าความคล้ายจะเป็น −1

Dot = 12 · Cosine similarity = 1

ก่อนใช้กับข้อมูลจริง ให้ตรวจว่าช่องตรงกัน เวลา sampling ตรงกัน และหน่วยหรือการปรับสเกลเหมาะสม หากรวมความยาว ความดัน และอุณหภูมิไว้ในเวกเตอร์เดียวกัน ค่าดอทจะขึ้นกับหน่วยที่เลือกอย่างมาก ต้องกำหนดการ normalize หรือ weighting จากความหมายของงาน ไม่ใช่ใช้สูตรแล้วตีความทันที

10. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตอบดอทเป็นเวกเตอร์: (3,4)·(2,1) = 10 ไม่ใช่ (6,4) เพราะต้องบวกผลคูณด้วย
  • ใช้มิติหรือกรอบอ้างอิงต่างกัน: แปลงให้เป็นพิกัดเดียวกันก่อน เวกเตอร์ใน 2D กับ 3D ต้องกำหนดการฝัง เช่น z = 0 อย่างชัดเจน
  • ดอทศูนย์แล้วอ้างมุมฉากโดยไม่ตรวจเวกเตอร์ศูนย์: สูตรพิกัดใช้ได้ แต่สูตรหามุมใช้ไม่ได้เมื่อมีเวกเตอร์ศูนย์
  • ลืมความยาวในสูตร cosine: ดอทอย่างเดียวไม่ใช่ cos มุม ต้องหารด้วยความยาวทั้งสอง
  • เอาค่าสัมบูรณ์ก่อนหามุม: ทำให้ข้อมูลว่าทิศสวนกันหายไป ใช้ค่าสัมบูรณ์เมื่อโจทย์ถามมุมระหว่างเส้นไม่มีทิศเท่านั้น
  • อ่าน cos⁡−1\cos^{-1} เป็นส่วนกลับ: หมายถึง inverse function arccos
  • หางานด้วยขนาดแรงคูณระยะทุกครั้ง: ต้องใช้ส่วนตามการกระจัด หรือคูณ cos มุมด้วย
  • สับสนกับ cross product: ดอทให้สเกลาร์และใช้ cos ส่วน cross ใน 3D ให้เวกเตอร์ปกติและขนาดใช้ sin
  • ตัดดอทเหมือนการหารจำนวน: ดอทเท่ากันไม่ได้แปลว่าเวกเตอร์เท่ากัน และไม่มีการหารด้วยเวกเตอร์ในสูตรนี้

11. แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย

แบบฝึก D-A · มุม 120°

หา dot product และมุมระหว่าง a=(2,0)\mathbf a=(2,0), b=(−1,3)\mathbf b=(-1,\sqrt3)

  1. ดอท = −2 และความยาวทั้งคู่ = 2

  2. cos⁡θ=−2/(2⋅2)=−1/2\cos\theta=-2/(2\cdot2)=-1/2 จึงได้ 120°

  3. มุมป้านตรงกับเครื่องหมายลบ ส่วนค่าฉาย a ตาม b เป็น −2/2=−1-2/2=-1

Dot = −2 · มุม 120°

แบบฝึก D-B · ตรวจตั้งฉากสามมิติ

ให้ a=(2,−1,3)\mathbf a=(2,-1,3), b=(1,5,1)\mathbf b=(1,5,1) จงหาดอทและมุม

  1. a⋅b=2(1)+(−1)(5)+3(1)=0\mathbf a\cdot\mathbf b=2(1)+(-1)(5)+3(1)=0

  2. ทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์ จึงได้มุม 90° โดยไม่ต้องกด arccos

Dot = 0 · มุม 90°

แบบฝึก D-C · งานจากแรงสวนบางแกน

แรงคงที่ F=(10,−4,2) N\mathbf F=(10,-4,2)\,\mathrm N กับการกระจัด Δr=(3,2,0) m\Delta\mathbf r=(3,2,0)\,\mathrm m ให้งานเท่าไร?

  1. W=10(3)+(−4)(2)+2(0)=30−8=22 JW=10(3)+(-4)(2)+2(0)=30-8=22\,\mathrm J

  2. ส่วน x ให้ +30 J ส่วน y ให้ −8 J ส่วน z ไม่มีการกระจัดจึงให้ 0 J

22 J

แบบฝึก D-D · กรณีศูนย์

0⋅(1,2,3)\mathbf0\cdot(1,2,3) เป็นเท่าไร และมุมระหว่างสองเวกเตอร์เป็นเท่าไร?

  1. ดอท = 0(1)+0(2)+0(3)=00(1)+0(2)+0(3)=0

  2. ความยาวเวกเตอร์แรกเป็น 0 สูตรหามุมต้องหารด้วย 0 จึงใช้ไม่ได้ และเวกเตอร์ศูนย์ไม่มีทิศ

Dot = 0 · มุมไม่นิยาม

12. สรุปสูตร: เลือกใช้ตามคำถาม

คำถามสูตรหลักจุดตรวจ
คำนวณดอทจากพิกัดD1: ∑rarbr\sum_ra_rb_rมิติและแกนเดียวกัน ผลเป็นสเกลาร์
หามุมระหว่างเวกเตอร์D4: arccos⁡[(a⋅b)/(∥a∥∥b∥)]\arccos[(\mathbf a\cdot\mathbf b)/(\|\mathbf a\|\|\mathbf b\|)]ทั้งคู่ไม่เป็นศูนย์
ตรวจตั้งฉากD5: a⋅b=0\mathbf a\cdot\mathbf b=0มุม 90° ต้องไม่มีเวกเตอร์ศูนย์
หาขนาดหรือระยะD7: ∥a∥=a⋅a\|\mathbf a\|=\sqrt{\mathbf a\cdot\mathbf a}ระยะใช้เวกเตอร์ผลต่าง
ส่วนตามแนวหนึ่งD9: scalar / vector projectionเป้าหมายไม่เป็นศูนย์
งานจากแรงคงที่D10: W=F⋅ΔrW=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf rหน่วย J
กำลังกลทันทีD11: P=F⋅vP=\mathbf F\cdot\mathbf vหน่วย W
ฟลักซ์สม่ำเสมอผ่านระนาบD12: Φ=B⋅A\Phi=\mathbf B\cdot\mathbf Aมุมกับเวกเตอร์ปกติ
ความสอดคล้องของทิศข้อมูลD13: normalized dotตรวจการจัดช่องและสเกล

ต่อจากส่วนตามทิศ ไปสู่ส่วนที่ตั้งฉากและโมเมนต์ด้วย cross product ดูตัวอย่างที่รวมสองผลคูณใน การประยุกต์ทางวิศวกรรม หรือทดลองเปลี่ยนพิกัดใน ห้องทดลองเวกเตอร์ 2D–3D

แหล่งอ้างอิงและอ่านต่อ

ใช้แหล่งอ้างอิงประกอบการตรวจนิยามและศึกษาต่อ ตัวอย่างในหน้านี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงขั้นตอนคำนวณในบริบทวิศวกรรม โดยระบุสมมติฐานของแต่ละสูตรไว้ใกล้สูตร

คำถามที่พบบ่อย

Dot product ได้สเกลาร์หรือเวกเตอร์?

Dot product ของเวกเตอร์จริงสองตัวได้สเกลาร์ คำนวณโดยคูณ component ที่ตรงกันแล้วบวกรวม เช่น (3,4)·(2,1)=10 ต่างจากการคูณเวกเตอร์ด้วยสเกลาร์ซึ่งยังได้เวกเตอร์

Dot product เป็นศูนย์แปลว่าทำมุม 90 องศาเสมอไหม?

ถ้าเวกเตอร์ทั้งสองไม่เป็นศูนย์ ดอทเป็นศูนย์เท่ากับทำมุม 90 องศา แต่เวกเตอร์ศูนย์ดอทกับทุกตัวได้ศูนย์และไม่มีทิศ มุมระหว่างเวกเตอร์ที่มีเวกเตอร์ศูนย์จึงไม่นิยาม

Dot product ติดลบหมายความว่าอย่างไร?

สำหรับเวกเตอร์ไม่เป็นศูนย์ ดอทติดลบหมายถึงมุมระหว่างเวกเตอร์เป็นมุมป้าน ในการคำนวณงานแปลว่าแรงมีส่วนสวนทางการกระจัด จึงให้งานเป็นลบ ไม่ได้แปลว่าขนาดเวกเตอร์ติดลบ

สูตรหามุมระหว่างเวกเตอร์คืออะไร?

เมื่อ a และ b ไม่เป็นศูนย์ ใช้ θ=arccos[(a·b)/(||a|| ||b||)] โดย θ อยู่ในช่วง 0 ถึง 180 องศา ต้องตรวจหน่วยมุมของเครื่องคิดเลข และจัดการค่าคลาดเคลื่อนเชิงตัวเลขใกล้ ±1 อย่างเหมาะสม

Dot product ใช้หางานและกำลังได้อย่างไร?

แรงคงที่ F กับการกระจัด Δr ให้งาน W=F·Δr หน่วยจูล ส่วนกำลังกลขณะหนึ่งคือ P=F·v หน่วยวัตต์ ถ้าแรงเปลี่ยนตามเส้นทางต้องใช้อินทิกรัลเส้นสำหรับงาน

Cosine similarity ต่างจาก dot product อย่างไร?

Dot product ขึ้นกับทั้งขนาดและทิศ ส่วน cosine similarity หารด้วยขนาดเวกเตอร์ทั้งสอง จึงวัดความสอดคล้องของทิศ มีค่าระหว่าง −1 ถึง 1 และไม่นิยามเมื่อมีเวกเตอร์ศูนย์

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์