หน้าแรก คลังความรู้ ลำดับและอนุกรม อนุกรมสลับ
Sequences & Series ดูครบทุกส่วน · 12 หน้า 2 · อนุกรมและการทดสอบการลู่เข้า 3 · อนุกรมกำลัง เทย์เลอร์ และโลรองต์ 4 · การประยุกต์ แล็บ และแนวข้อสอบ 5 · เครื่องคิดเลขและอุปนัยแบบเข้ม
// บทที่ 26.4 · ลำดับและอนุกรม · Alternating Series
อนุกรมสลับและการลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ (Alternating Series & Absolute Convergence): ไลบ์นิซ ความคลาดเคลื่อน และการจัดเรียงใหม่
เมื่อพจน์มีทั้งบวกและลบ การหักล้างกันทำให้อนุกรมบางตัวลู่เข้าได้ทั้งที่ค่าสัมบูรณ์บวกแล้วเป็นอนันต์ หน้านี้อธิบายการทดสอบไลบ์นิซ ขอบเขตความคลาดที่ใช้งานง่ายที่สุดในคณิตศาสตร์เชิงตัวเลข ความต่างของการลู่เข้าแบบสัมบูรณ์กับแบบมีเงื่อนไข และปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดของบทนี้: สลับลำดับการบวกแล้วผลบวกเปลี่ยน
สรุปใน 30 วินาที
∑ ( − 1 ) n + 1 b n \sum(-1)^{n+1}b_n ∑ ( − 1 ) n + 1 b n ลู่เข้าถ้า b n b_n b n ลดลงและ b n → 0 b_n \to 0 b n → 0
ความคลาด ∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 |S - S_N| \le b_{N+1} ∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 และ S อยู่ระหว่าง S N S_N S N กับ S N + 1 S_{N+1} S N + 1
∑ ∣ a n ∣ \sum|a_n| ∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ⇒ ∑ a n \sum a_n ∑ a n ลู่เข้า (สัมบูรณ์) · ∑ a n \sum a_n ∑ a n ลู่เข้าแต่ ∑ ∣ a n ∣ \sum|a_n| ∑ ∣ a n ∣ ลู่ออก = มีเงื่อนไข
อนุกรมมีเงื่อนไขจัดเรียงใหม่ให้ได้ผลบวกเท่าใดก็ได้ (รีมันน์)
ระดับ พื้นฐาน แนวคิดกลาง แคลคูลัส 2ขั้นสูง คณิตวิเคราะห์ · วิศวกรรม
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
การทดสอบอนุกรมสลับ (Leibniz Test) พื้นฐาน
อนุกรมสลับ (alternating series) มีเครื่องหมายบวก-ลบสลับกันทุกพจน์ ภาพผลบวกย่อยเป็นการกระโดดไปซ้ายทีขวาที โดยแต่ละก้าวสั้นลงเรื่อย ๆ จึงต้องหยุดที่จุดหนึ่ง ช่วงที่ผลบวกจริงอยู่ได้แคบลงทุกครั้ง (ช่วงซ้อน) นี่คือแนวคิดของการพิสูจน์
1 4 8 12 16 0.5 0.6 0.7 0.8 0.9 1 N ln 2 ≈ 0.693 N คี่: อยู่บน และลดลง N คู่: อยู่ล่าง และเพิ่มขึ้น ผลบวกย่อยของ 1 − 1 2 + 1 3 − ⋯ 1 - \tfrac12 + \tfrac13 - \cdots 1 − 2 1 + 3 1 − ⋯ กระโดดข้ามผลบวกจริง ln 2 ไปมา ลำดับย่อยคี่ลดลง ลำดับย่อยคู่เพิ่มขึ้น และบีบเข้าหากัน
A1 Alternating series อนุกรมสลับ
∑ n = 1 ∞ ( − 1 ) n + 1 b n = b 1 − b 2 + b 3 − b 4 + ⋯ , b n > 0 \sum_{n=1}^{\infty}(-1)^{n+1}b_n = b_1 - b_2 + b_3 - b_4 + \cdots,\qquad b_n > 0 n = 1 ∑ ∞ ( − 1 ) n + 1 b n = b 1 − b 2 + b 3 − b 4 + ⋯ , b n > 0
cos ( n π ) = ( − 1 ) n \cos(n\pi) = (-1)^n cos ( nπ ) = ( − 1 ) n ก็เป็นตัวสลับเครื่องหมาย · sin n \sin n sin n ไม่ใช่ (เครื่องหมายไม่สลับทุกพจน์)
A2 Alternating series test (Leibniz) การทดสอบไลบ์นิซ
(i) b n + 1 ≤ b n (เมื่อ n ≥ N ) และ (ii) lim n → ∞ b n = 0 ⟹ ∑ ( − 1 ) n + 1 b n ลู่เข้า \text{(i) } b_{n+1} \le b_n \ \text{(เมื่อ } n \ge N)\quad \text{และ}\quad \text{(ii) } \lim_{n\to\infty} b_n = 0 \ \ \Longrightarrow\ \ \sum(-1)^{n+1}b_n \text{ ลู่เข้า} (i) b n + 1 ≤ b n ( เมื่อ n ≥ N ) และ (ii) n → ∞ lim b n = 0 ⟹ ∑ ( − 1 ) n + 1 b n ลู่เข้า
พิสูจน์: S 2 n S_{2n} S 2 n เพิ่มขึ้นและมีขอบเขตบน b 1 b_1 b 1 , S 2 n + 1 = S 2 n + b 2 n + 1 S_{2n+1} = S_{2n} + b_{2n+1} S 2 n + 1 = S 2 n + b 2 n + 1 จึงลู่เข้าค่าเดียวกัน (Q17 + Q19 )
ตัวอย่าง A-1 · ไลบ์นิซ ∑ n = 1 ∞ ( − 1 ) n + 1 n n 2 + 1 \displaystyle\sum_{n=1}^{\infty}\frac{(-1)^{n+1}\,n}{n^2+1} n = 1 ∑ ∞ n 2 + 1 ( − 1 ) n + 1 n ลู่เข้าหรือไม่ และลู่เข้าแบบใด
b n = n n 2 + 1 → 0 b_n = \dfrac{n}{n^2+1} \to 0 b n = n 2 + 1 n → 0 ✓
ลดลง: f ( x ) = x x 2 + 1 f(x) = \dfrac{x}{x^2+1} f ( x ) = x 2 + 1 x , f ′ ( x ) = 1 − x 2 ( x 2 + 1 ) 2 ≤ 0 f'(x) = \dfrac{1 - x^2}{(x^2+1)^2} \le 0 f ′ ( x ) = ( x 2 + 1 ) 2 1 − x 2 ≤ 0 เมื่อ x ≥ 1 x \ge 1 x ≥ 1 ✓ ⇒ อนุกรมลู่เข้า
ค่าสัมบูรณ์ ∑ n n 2 + 1 \sum \dfrac{n}{n^2+1} ∑ n 2 + 1 n เทียบลิมิตกับ ∑ 1 n \sum\tfrac1n ∑ n 1 (ลิมิต = 1) ลู่ออก
ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข (conditionally convergent)
กับดักที่พบบ่อย ∑ ( − 1 ) n n n + 1 \sum(-1)^n\dfrac{n}{n+1} ∑ ( − 1 ) n n + 1 n ไม่ผ่านไลบ์นิซเพราะ
b n → 1 b_n \to 1 b n → 1 — และไม่ได้ “สรุปไม่ได้” แต่
ลู่ออก แน่นอนด้วยการทดสอบพจน์ที่ n เสมอเช็กพจน์ที่ n ก่อน
ขอบเขตความคลาดเคลื่อนของอนุกรมสลับ กลาง
ข้อดีที่สุดของอนุกรมสลับคือรู้ความคลาดเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้ผลบวกจริง: ความคลาดไม่เกินพจน์แรกที่ตัดทิ้ง นี่คือเหตุผลที่โปรแกรมคำนวณ sin x \sin x sin x , cos x \cos x cos x หรือ ln ( 1 + x ) \ln(1+x) ln ( 1 + x ) จากอนุกรมรู้ว่าต้องหยุดเมื่อใด
A3 Alternating series estimation theorem ขอบเขตความคลาดเคลื่อน
∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 , sgn ( S − S N ) = sgn ( พจน์ที่ N + 1 ) |S - S_N| \le b_{N+1},\qquad \operatorname{sgn}(S - S_N) = \operatorname{sgn}(\text{พจน์ที่ } N+1) ∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 , sgn ( S − S N ) = sgn ( พจน์ที่ N + 1 )
ผลบวกจริงอยู่ระหว่าง S N S_N S N กับ S N + 1 S_{N+1} S N + 1 เสมอ จึงใช้ค่าเฉลี่ย S N + S N + 1 2 \tfrac{S_N + S_{N+1}}{2} 2 S N + S N + 1 เป็นค่าประมาณที่ดีกว่าได้
ตัวอย่าง A-2 · ใช้กี่พจน์ ประมาณ 1 e = ∑ n = 0 ∞ ( − 1 ) n n ! \dfrac1e = \displaystyle\sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n}{n!} e 1 = n = 0 ∑ ∞ n ! ( − 1 ) n ให้คลาดไม่เกิน 10 − 4 10^{-4} 1 0 − 4 เปิดในแล็บ
บวกถึงพจน์ n = N n = N n = N ความคลาด ≤ b N + 1 = 1 ( N + 1 ) ! \le b_{N+1} = \dfrac{1}{(N+1)!} ≤ b N + 1 = ( N + 1 )! 1 ต้องการ ( N + 1 ) ! > 10 4 (N+1)! > 10^4 ( N + 1 )! > 1 0 4
7 ! = 5040 7! = 5040 7 ! = 5040 ไม่พอ 8 ! = 40320 8! = 40320 8 ! = 40320 พอ ⇒ N + 1 = 8 N + 1 = 8 N + 1 = 8 คือบวกพจน์ n = 0 , 1 , … , 7 n = 0, 1, \dots, 7 n = 0 , 1 , … , 7 (8 พจน์)
S 7 = 1 − 1 + 1 2 − 1 6 + 1 24 − 1 120 + 1 720 − 1 5040 = 0.3678571 S_7 = 1 - 1 + \tfrac12 - \tfrac16 + \tfrac1{24} - \tfrac1{120} + \tfrac1{720} - \tfrac1{5040} = 0.3678571 S 7 = 1 − 1 + 2 1 − 6 1 + 24 1 − 120 1 + 720 1 − 5040 1 = 0.3678571 ค่าจริง 0.3678794 คลาด 2.2 × 10 − 5 ≤ 1 40320 = 2.5 × 10 − 5 2.2\times10^{-5} \le \tfrac{1}{40320} = 2.5\times10^{-5} 2.2 × 1 0 − 5 ≤ 40320 1 = 2.5 × 1 0 − 5 ✓
ใช้ 8 พจน์ ได้ 1 / e ≈ 0.36786 1/e \approx 0.36786 1/ e ≈ 0.36786
ตัวอย่าง A-3 · อนุกรมไลบ์นิซของ π ถ้าใช้ π = 4 ( 1 − 1 3 + 1 5 − ⋯ ) \pi = 4\left(1 - \tfrac13 + \tfrac15 - \cdots\right) π = 4 ( 1 − 3 1 + 5 1 − ⋯ ) ต้องใช้กี่พจน์จึงได้ π ถูกต้องทศนิยม 4 ตำแหน่ง (คลาดน้อยกว่า 5 × 10 − 5 5\times10^{-5} 5 × 1 0 − 5 ) เปิดในแล็บ
บวกถึง n = N n = N n = N ความคลาดของ π คือ 4 b N + 1 = 4 2 N + 3 4b_{N+1} = \dfrac{4}{2N+3} 4 b N + 1 = 2 N + 3 4
4 2 N + 3 < 5 × 10 − 5 ⟺ 2 N + 3 > 80,000 ⟺ N ≥ 39,999 \dfrac{4}{2N+3} < 5\times10^{-5} \iff 2N + 3 > 80{,}000 \iff N \ge 39{,}999 2 N + 3 4 < 5 × 1 0 − 5 ⟺ 2 N + 3 > 80 , 000 ⟺ N ≥ 39 , 999
ต้องใช้ 40,000 พจน์ — ช้ามาก นี่คือเหตุผลที่การคำนวณ π จริงใช้สูตรของมาชิน π 4 = 4 arctan 1 5 − arctan 1 239 \tfrac{\pi}{4} = 4\arctan\tfrac15 - \arctan\tfrac{1}{239} 4 π = 4 arctan 5 1 − arctan 239 1 ซึ่งพจน์ลดลงแบบเรขาคณิต
ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ vs แบบมีเงื่อนไข กลาง
สำหรับอนุกรมที่มีพจน์บวกปนลบ (ไม่จำเป็นต้องสลับเป็นระเบียบ) ให้ทดสอบค่าสัมบูรณ์ก่อนเสมอ เพราะการทดสอบทั้งหมดในหน้าก่อน ใช้กับ ∑ ∣ a n ∣ \sum|a_n| ∑ ∣ a n ∣ ได้ทันที ถ้าลู่เข้าก็จบ ถ้าลู่ออกจึงค่อยตรวจด้วยไลบ์นิซหรือดีริชเลต์
A4 Absolute convergence ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์
∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ⟹ ∑ a n ลู่เข้า และ ∣ ∑ a n ∣ ≤ ∑ ∣ a n ∣ \sum|a_n| \text{ ลู่เข้า} \ \Longrightarrow\ \sum a_n \text{ ลู่เข้า และ } \left|\sum a_n\right| \le \sum|a_n| ∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ⟹ ∑ a n ลู่เข้า และ ∑ a n ≤ ∑ ∣ a n ∣
พิสูจน์: 0 ≤ a n + ∣ a n ∣ ≤ 2 ∣ a n ∣ 0 \le a_n + |a_n| \le 2|a_n| 0 ≤ a n + ∣ a n ∣ ≤ 2∣ a n ∣ แล้วใช้การเปรียบเทียบ · ratio/root test ที่ได้ ρ < 1 \rho < 1 ρ < 1 ให้การลู่เข้าแบบสัมบูรณ์เสมอ
A5 Conditional convergence ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข
∑ a n ลู่เข้า แต่ ∑ ∣ a n ∣ ลู่ออก \sum a_n \text{ ลู่เข้า แต่ } \sum|a_n| \text{ ลู่ออก} ∑ a n ลู่เข้า แต่ ∑ ∣ a n ∣ ลู่ออก
ตัวอย่างมาตรฐาน ∑ ( − 1 ) n + 1 n p \sum\dfrac{(-1)^{n+1}}{n^p} ∑ n p ( − 1 ) n + 1 ที่ 0 < p ≤ 1 0 < p \le 1 0 < p ≤ 1 · ถ้า p > 1 p > 1 p > 1 เป็นแบบสัมบูรณ์
A6 Classification procedure ขั้นตอนจำแนกอนุกรม
a n ↛ 0 ⇒ ลู่ออก ; ∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ⇒ สัมบูรณ์ ; ไม่เช่นนั้น ใช้ไลบ์นิซ/ดีริชเลต์ ⇒ มีเงื่อนไข หรือ ลู่ออก a_n \not\to 0 \Rightarrow \text{ลู่ออก};\quad \sum|a_n| \text{ ลู่เข้า} \Rightarrow \text{สัมบูรณ์};\quad \text{ไม่เช่นนั้น ใช้ไลบ์นิซ/ดีริชเลต์} \Rightarrow \text{มีเงื่อนไข หรือ ลู่ออก} a n → 0 ⇒ ลู่ออก ; ∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ⇒ สัมบูรณ์ ; ไม่เช่นนั้น ใช้ไลบ์นิซ / ดีริชเลต์ ⇒ มีเงื่อนไข หรือ ลู่ออก
ข้อสอบมักถามคำตอบสามแบบ: ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ · ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข · ลู่ออก
ตัวอย่าง A-4 · จำแนก (ก) ∑ ( − 1 ) n n 2 \sum\dfrac{(-1)^n}{n^2} ∑ n 2 ( − 1 ) n (ข) ∑ ( − 1 ) n n \sum\dfrac{(-1)^n}{\sqrt n} ∑ n ( − 1 ) n (ค) ∑ ( − 1 ) n n 2 n \sum\dfrac{(-1)^n\,n}{2^n} ∑ 2 n ( − 1 ) n n (ง) ∑ cos ( n π / 3 ) n 2 \sum\dfrac{\cos(n\pi/3)}{n^2} ∑ n 2 cos ( nπ /3 )
(ก) ∑ 1 / n 2 \sum 1/n^2 ∑ 1/ n 2 ลู่เข้า ⇒ สัมบูรณ์
(ข) ∑ 1 / n \sum 1/\sqrt n ∑ 1/ n ลู่ออก แต่ 1 / n 1/\sqrt n 1/ n ลดลง → 0 ⇒ มีเงื่อนไข
(ค) อัตราส่วนของค่าสัมบูรณ์ n + 1 2 n → 1 2 \dfrac{n+1}{2n} \to \tfrac12 2 n n + 1 → 2 1 ⇒ สัมบูรณ์
(ง) ∣ cos ( n π / 3 ) n 2 ∣ ≤ 1 n 2 \left|\dfrac{\cos(n\pi/3)}{n^2}\right| \le \dfrac{1}{n^2} n 2 cos ( nπ /3 ) ≤ n 2 1 ⇒ สัมบูรณ์ (ไม่ต้องสนใจรูปแบบเครื่องหมาย)
(ก) สัมบูรณ์ · (ข) มีเงื่อนไข · (ค) สัมบูรณ์ · (ง) สัมบูรณ์
แล็บ: ความคลาดเคลื่อนและการจัดเรียงใหม่ พื้นฐาน
โหมด “ขอบเขตความคลาดเคลื่อน” แสดงแถบ S N ± b N + 1 S_N \pm b_{N+1} S N ± b N + 1 ที่ต้องครอบผลบวกจริง และคำนวณจำนวนพจน์ที่ต้องใช้ โหมด “จัดเรียงใหม่” ใช้พจน์ 1 , 1 3 , 1 5 , … 1, \tfrac13, \tfrac15, \dots 1 , 3 1 , 5 1 , … และ − 1 2 , − 1 4 , … -\tfrac12, -\tfrac14, \dots − 2 1 , − 4 1 , … ครบทุกตัว แต่เปลี่ยนลำดับให้ได้ผลบวกตามเป้า
บวก 2 ลบ 1 → (3/2) ln 2 ไล่ตามเป้า 1.5 1/√n ต้องใช้กี่พจน์
ทฤษฎีบทการจัดเรียงใหม่ของรีมันน์ ขั้นสูง
ในอนุกรมฮาร์มอนิกสลับ พจน์บวก 1 + 1 3 + 1 5 + ⋯ 1 + \tfrac13 + \tfrac15 + \cdots 1 + 3 1 + 5 1 + ⋯ รวมกันเป็นอนันต์ และพจน์ลบก็รวมกันเป็นลบอนันต์ เมื่อมี “งบไม่จำกัด” ทั้งสองฝั่ง เราจึงเลือกบวกตัวบวกจนเกินเป้า แล้วบวกตัวลบจนต่ำกว่าเป้า สลับไปเรื่อย ๆ เนื่องจากพจน์เล็กลงสู่ 0 การแกว่งรอบเป้าจึงแคบลงจนลู่เข้าสู่เป้า
0 30 60 90 0.5 0.75 1 1.25 จำนวนพจน์ ln 2 (3/2) ln 2 ฟ้า: 1 − ½ + ⅓ − ¼ + ⋯ ส้ม: 1 + ⅓ − ½ + ⅕ + ⅐ − ¼ + ⋯ พจน์ชุดเดียวกัน ลำดับต่างกัน: ลำดับปกติลู่เข้า ln 2 ≈ 0.693 แต่แบบ “บวก 2 ลบ 1” ลู่เข้า (3/2) ln 2 ≈ 1.040
A7 Riemann rearrangement theorem การจัดเรียงใหม่ของรีมันน์
∑ a n ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข ⇒ ∀ T ∈ [ − ∞ , ∞ ] ∃ การจัดเรียง σ : ∑ a σ ( n ) = T \sum a_n \text{ ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข} \Rightarrow \forall\, T \in [-\infty, \infty]\ \exists \text{ การจัดเรียง } \sigma:\ \sum a_{\sigma(n)} = T ∑ a n ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข ⇒ ∀ T ∈ [ − ∞ , ∞ ] ∃ การจัดเรียง σ : ∑ a σ ( n ) = T
ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ ⇒ ทุกการจัดเรียงให้ผลบวกเท่าเดิม (ทฤษฎีบทของดีริชเลต์)
A8 p positive : q negative บวก p ตัว ลบ q ตัว
1 + 1 3 + ⋯ ⏟ p ตัว − 1 2 − ⋯ ⏟ q ตัว + ⋯ = ln 2 + 1 2 ln p q \underbrace{1 + \tfrac13 + \cdots}_{p\ \text{ตัว}} \underbrace{- \tfrac12 - \cdots}_{q\ \text{ตัว}} + \cdots = \ln 2 + \frac12\ln\frac{p}{q} p ตัว 1 + 3 1 + ⋯ q ตัว − 2 1 − ⋯ + ⋯ = ln 2 + 2 1 ln q p
(1:2) ให้ 1 2 ln 2 \tfrac12\ln 2 2 1 ln 2 · (1:4) ให้ 0 0 0 พอดี · (4:1) ให้ 2 ln 2 2\ln 2 2 ln 2
ตัวอย่าง A-5 · บวก 1 ลบ 2 แสดงว่า 1 − 1 2 − 1 4 + 1 3 − 1 6 − 1 8 + 1 5 − 1 10 − 1 12 + ⋯ = 1 2 ln 2 1 - \tfrac12 - \tfrac14 + \tfrac13 - \tfrac16 - \tfrac18 + \tfrac15 - \tfrac1{10} - \tfrac1{12} + \cdots = \tfrac12\ln 2 1 − 2 1 − 4 1 + 3 1 − 6 1 − 8 1 + 5 1 − 10 1 − 12 1 + ⋯ = 2 1 ln 2 เปิดในแล็บ
จัดกลุ่มทีละสามพจน์: ( 1 2 k − 1 − 1 4 k − 2 ) − 1 4 k \left(\dfrac{1}{2k-1} - \dfrac{1}{4k-2}\right) - \dfrac{1}{4k} ( 2 k − 1 1 − 4 k − 2 1 ) − 4 k 1 และ 1 2 k − 1 − 1 2 ( 2 k − 1 ) = 1 2 ( 2 k − 1 ) \dfrac{1}{2k-1} - \dfrac{1}{2(2k-1)} = \dfrac{1}{2(2k-1)} 2 k − 1 1 − 2 ( 2 k − 1 ) 1 = 2 ( 2 k − 1 ) 1
แต่ละกลุ่มจึงเป็น 1 2 ( 2 k − 1 ) − 1 4 k = 1 2 ( 1 2 k − 1 − 1 2 k ) \dfrac{1}{2(2k-1)} - \dfrac{1}{4k} = \dfrac12\left(\dfrac{1}{2k-1} - \dfrac{1}{2k}\right) 2 ( 2 k − 1 ) 1 − 4 k 1 = 2 1 ( 2 k − 1 1 − 2 k 1 )
รวมทุกกลุ่ม = 1 2 ( 1 − 1 2 + 1 3 − 1 4 + ⋯ ) = 1 2 ln 2 = \dfrac12\left(1 - \tfrac12 + \tfrac13 - \tfrac14 + \cdots\right) = \dfrac12\ln 2 = 2 1 ( 1 − 2 1 + 3 1 − 4 1 + ⋯ ) = 2 1 ln 2 (การจัดกลุ่มนี้ใช้ได้เพราะพจน์ → 0)
1 2 ln 2 ≈ 0.3466 \tfrac12\ln 2 \approx 0.3466 2 1 ln 2 ≈ 0.3466 — ครึ่งหนึ่งของลำดับเดิม ทั้งที่ใช้พจน์ชุดเดียวกัน
ทำไมวิศวกรต้องสนใจ เวลาคอมพิวเตอร์บวกเลขทศนิยมลอยตัวจำนวนมาก ลำดับการบวกมีผลต่อผลลัพธ์อยู่แล้ว (round-off) สำหรับอนุกรมที่ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข ลำดับยังเปลี่ยนค่าทางคณิตศาสตร์ ด้วย การประมวลผลแบบขนานที่แบ่งพจน์ไปบวกคนละเครื่องจึงต้องใช้อนุกรมที่ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์เท่านั้น
การทดสอบดีริชเลต์และอาเบล ขั้นสูง
ไลบ์นิซเป็นกรณีพิเศษของการทดสอบที่ทั่วไปกว่า: ถ้าผลบวกย่อยของส่วนที่ “แกว่ง” มีขอบเขต และอีกส่วนลดลงสู่ศูนย์ อนุกรมลู่เข้า ใช้กับอนุกรมของไซน์-โคไซน์ซึ่งเป็นพื้นฐานของอนุกรมฟูริเยร์
A9 Dirichlet's test การทดสอบของดีริชเลต์
∣ ∑ k = 1 N a k ∣ ≤ M ∀ N , b n ↓ 0 ⇒ ∑ a n b n ลู่เข้า \left|\sum_{k=1}^{N} a_k\right| \le M\ \forall N,\quad b_n \downarrow 0\ \Rightarrow\ \sum a_n b_n \text{ ลู่เข้า} k = 1 ∑ N a k ≤ M ∀ N , b n ↓ 0 ⇒ ∑ a n b n ลู่เข้า
∣ ∑ k = 1 N sin k ∣ ≤ 1 sin ( 1 / 2 ) ≈ 2.09 \left|\sum_{k=1}^{N}\sin k\right| \le \dfrac{1}{\sin(1/2)} \approx 2.09 ∑ k = 1 N sin k ≤ sin ( 1/2 ) 1 ≈ 2.09 ⇒ ∑ sin n n = π − 1 2 \sum\dfrac{\sin n}{n} = \dfrac{\pi - 1}{2} ∑ n sin n = 2 π − 1 ลู่เข้า · ไลบ์นิซคือ a n = ( − 1 ) n + 1 a_n = (-1)^{n+1} a n = ( − 1 ) n + 1
A10 Abel's test การทดสอบของอาเบล
∑ a n ลู่เข้า , ( b n ) ทางเดียวและมีขอบเขต ⇒ ∑ a n b n ลู่เข้า \sum a_n \text{ ลู่เข้า},\ (b_n) \text{ ทางเดียวและมีขอบเขต} \Rightarrow \sum a_n b_n \text{ ลู่เข้า} ∑ a n ลู่เข้า , ( b n ) ทางเดียวและมีขอบเขต ⇒ ∑ a n b n ลู่เข้า
เช่น ∑ ( − 1 ) n n ( 1 + 1 n ) n \sum\dfrac{(-1)^n}{n}\left(1 + \dfrac1n\right)^n ∑ n ( − 1 ) n ( 1 + n 1 ) n ลู่เข้า เพราะ ( 1 + 1 / n ) n (1 + 1/n)^n ( 1 + 1/ n ) n เพิ่มขึ้นและไม่เกิน e
ผลคูณโคชีของอนุกรม ขั้นสูง
คูณอนุกรมสองชุดเหมือนคูณพหุนาม โดยรวมพจน์ที่ดัชนีบวกกันได้ n ผลคูณนี้คือคอนโวลูชัน แบบไม่ต่อเนื่อง (discrete convolution) ตัวเดียวกับในระบบดิจิทัลและการแปลง Z
A11 Cauchy product & Mertens' theorem ผลคูณโคชีและทฤษฎีบทของเมอร์เทนส์
( ∑ n = 0 ∞ a n ) ( ∑ n = 0 ∞ b n ) = ∑ n = 0 ∞ c n , c n = ∑ k = 0 n a k b n − k \left(\sum_{n=0}^{\infty} a_n\right)\left(\sum_{n=0}^{\infty} b_n\right) = \sum_{n=0}^{\infty} c_n,\quad c_n = \sum_{k=0}^{n} a_k b_{n-k} ( n = 0 ∑ ∞ a n ) ( n = 0 ∑ ∞ b n ) = n = 0 ∑ ∞ c n , c n = k = 0 ∑ n a k b n − k
ใช้ได้เมื่ออย่างน้อยหนึ่งอนุกรมลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ (เมอร์เทนส์) · ตัวอย่างโต้แย้ง: ยกกำลังสอง ∑ ( − 1 ) n n + 1 \sum\dfrac{(-1)^n}{\sqrt{n+1}} ∑ n + 1 ( − 1 ) n ได้ ∣ c n ∣ ≥ 2 ( n + 1 ) n + 2 ↛ 0 |c_n| \ge \dfrac{2(n+1)}{n+2} \not\to 0 ∣ c n ∣ ≥ n + 2 2 ( n + 1 ) → 0 ลู่ออก
ตัวอย่าง A-6 · ผลคูณโคชี ใช้ผลคูณโคชีแสดงว่า e x e y = e x + y e^x e^y = e^{x+y} e x e y = e x + y จากอนุกรม e x = ∑ x n n ! e^x = \sum\dfrac{x^n}{n!} e x = ∑ n ! x n
c n = ∑ k = 0 n x k k ! ⋅ y n − k ( n − k ) ! = 1 n ! ∑ k = 0 n ( n k ) x k y n − k = ( x + y ) n n ! c_n = \sum_{k=0}^{n}\dfrac{x^k}{k!}\cdot\dfrac{y^{n-k}}{(n-k)!} = \dfrac{1}{n!}\sum_{k=0}^{n}\binom{n}{k}x^k y^{n-k} = \dfrac{(x+y)^n}{n!} c n = ∑ k = 0 n k ! x k ⋅ ( n − k )! y n − k = n ! 1 ∑ k = 0 n ( k n ) x k y n − k = n ! ( x + y ) n (ทฤษฎีบททวินาม)
อนุกรมของ e x e^x e x ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ทุก x ⇒ เมอร์เทนส์ใช้ได้ ⇒ e x e y = ∑ ( x + y ) n n ! = e x + y e^xe^y = \sum\dfrac{(x+y)^n}{n!} = e^{x+y} e x e y = ∑ n ! ( x + y ) n = e x + y
กฎเลขยกกำลังพิสูจน์ได้จากอนุกรมโดยตรง
ต่อไป: อนุกรมที่มีตัวแปร x
เมื่อพจน์ขึ้นกับ x เช่น ∑ x n n \sum \dfrac{x^n}{n} ∑ n x n อนุกรมลู่เข้าหรือไม่ขึ้นกับค่า x และที่ปลายช่วงมักเจออนุกรมสลับแบบในหน้านี้ ไปต่อที่ อนุกรมกำลังและรัศมีการลู่เข้า · ทบทวน การทดสอบการลู่เข้า · ทดลองทุกเครื่องมือใน แล็บรวม
คำถามที่พบบ่อย การทดสอบอนุกรมสลับ (Leibniz test) มีเงื่อนไขอะไร? อนุกรม ∑ ( − 1 ) n + 1 b n \sum (-1)^{n+1} b_n ∑ ( − 1 ) n + 1 b n โดย b n > 0 b_n > 0 b n > 0 จะลู่เข้าถ้า (1) b n b_n b n ลดลง (อย่างน้อยเมื่อ n มากพอ) และ (2) b n → 0 b_n \to 0 b n → 0 ถ้าเงื่อนไข (2) ไม่จริง อนุกรมลู่ออกด้วยการทดสอบพจน์ที่ n ถ้าเงื่อนไข (1) ไม่จริง การทดสอบนี้สรุปไม่ได้
ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์กับแบบมีเงื่อนไขต่างกันอย่างไร? ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ (absolutely) คือ ∑ ∣ a n ∣ \sum |a_n| ∑ ∣ a n ∣ ลู่เข้า ซึ่งทำให้ ∑ a n \sum a_n ∑ a n ลู่เข้าแน่นอน ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข (conditionally) คือ ∑ a n \sum a_n ∑ a n ลู่เข้าแต่ ∑ ∣ a n ∣ \sum |a_n| ∑ ∣ a n ∣ ลู่ออก เช่น 1 − 1 2 + 1 3 − ⋯ 1 - \tfrac12 + \tfrac13 - \cdots 1 − 2 1 + 3 1 − ⋯ อนุกรมแบบหลังเปราะบาง: สลับลำดับพจน์แล้วผลบวกเปลี่ยนได้
ความคลาดเคลื่อนของอนุกรมสลับประมาณอย่างไร? ถ้าอนุกรมผ่านการทดสอบไลบ์นิซ ผลบวกจริงอยู่ระหว่างผลบวกย่อยสองตัวติดกันเสมอ จึงได้ ∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 |S - S_N| \le b_{N+1} ∣ S − S N ∣ ≤ b N + 1 คือความคลาดไม่เกินพจน์แรกที่ตัดทิ้ง และเครื่องหมายของความคลาดเหมือนเครื่องหมายของพจน์นั้น
ทฤษฎีบทการจัดเรียงใหม่ของรีมันน์บอกอะไร? อนุกรมที่ลู่เข้าแบบมีเงื่อนไขสามารถจัดลำดับพจน์ใหม่ให้ผลบวกเป็นจำนวนจริงใดก็ได้ หรือให้ลู่ออกก็ได้ เพราะผลบวกของพจน์บวกและพจน์ลบต่างก็เป็นอนันต์ ส่วนอนุกรมที่ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์จัดเรียงอย่างไรก็ได้ผลบวกเท่าเดิม
Σ sin(n)/n ลู่เข้าไหม ในเมื่อเครื่องหมายไม่สลับเป็นระเบียบ? ลู่เข้า ด้วยการทดสอบของดีริชเลต์: ผลบวกย่อยของ sin n \sin n sin n มีขอบเขต (ไม่เกินประมาณ 2.09) และ 1 / n 1/n 1/ n ลดลงเข้าหา 0 ผลบวกจริงคือ ( π − 1 ) / 2 (\pi - 1)/2 ( π − 1 ) /2 แต่ ∑ ∣ sin n ∣ / n \sum |\sin n|/n ∑ ∣ sin n ∣/ n ลู่ออก จึงลู่เข้าแบบมีเงื่อนไข
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์
บทความอ่านง่ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ดูบทความทั้งหมด →