หน้าแรก คลังความรู้ ลิมิต อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์
Limits & Continuity
// บทที่ 3.2 · ลิมิต · Mathematical Induction
อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Induction): หลักการ วิธีพิสูจน์ และตัวอย่าง
ตรวจสูตรด้วยตัวเลขร้อยค่าก็ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ เพราะจำนวนนับมีไม่สิ้นสุด อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์แก้ปัญหานี้ด้วยสองขั้น: พิสูจน์ว่าตัวแรกจริง และพิสูจน์ว่า “ถ้าตัวหนึ่งจริง ตัวถัดไปก็จริง” เหมือนผลักโดมิโนตัวแรกในแถวที่ไม่มีที่สิ้นสุด หน้านี้สอนตั้งแต่หลักการ แม่แบบการเขียน ไปจนถึงการใช้จริงในแคลคูลัส ลาปลาซ และระบบดิจิทัล พร้อมเครื่องมือตรวจบทพิสูจน์และเกมหาจุดผิด
สรุปใน 30 วินาที
ต้องการพิสูจน์ P ( n ) P(n) P ( n ) ทุก n ≥ n 0 n \ge n_0 n ≥ n 0 : กรณีฐาน P ( n 0 ) P(n_0) P ( n 0 ) จริง + ขั้นอุปนัย P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) P(k) \Rightarrow P(k+1) P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) ทุก k ≥ n 0 k \ge n_0 k ≥ n 0
ในขั้นอุปนัย “สมมติ” P ( k ) P(k) P ( k ) ได้เลย (สมมติฐานการอุปนัย) แล้วต้องใช้ มันให้เห็นชัดตอนแสดง P ( k + 1 ) P(k+1) P ( k + 1 )
สูตรผลบวก: ขั้นอุปนัยคือแสดงว่า g ( k + 1 ) − g ( k ) = f ( k + 1 ) g(k+1) - g(k) = f(k+1) g ( k + 1 ) − g ( k ) = f ( k + 1 ) · การหารลงตัว: แยก f ( k + 1 ) f(k+1) f ( k + 1 ) ให้เห็นก้อน f ( k ) f(k) f ( k ) · อสมการ: ใช้สมมติฐานแล้วต่อด้วยโซ่อสมการ
ต้องย้อนหลายขั้น (ฟีโบนัชชี) ใช้อุปนัยแบบเข้มพร้อมกรณีฐานหลายค่า
ระดับ พื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง แคลคูลัส · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์คืออะไร: หลักโดมิโน พื้นฐาน
ลองดูสูตร n 2 + n + 41 n^2 + n + 41 n 2 + n + 41 ที่ n = 0 , 1 , 2 , … n = 0, 1, 2, \dots n = 0 , 1 , 2 , … ได้ 41, 43, 47, 53, 61, … เป็นจำนวนเฉพาะทั้งหมด ตรวจต่อไปจนถึง n = 39 n = 39 n = 39 ก็ยังเป็นจำนวนเฉพาะครบ 40 ค่า แต่ที่ n = 40 n = 40 n = 40 ได้ 1681 = 41 2 1681 = 41^2 1681 = 4 1 2 การ “เห็นรูปแบบ” จากตัวอย่างจึงไม่ใช่บทพิสูจน์ ในภาษาทั่วไปเรียกการสรุปจากตัวอย่างว่าการให้เหตุผลแบบอุปนัย (inductive reasoning) แต่อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ (mathematical induction) เป็นการให้เหตุผลแบบนิรนัยที่รัดกุม 100% ชื่อคล้ายกันแต่คนละเรื่อง
นึกถึงโดมิโนเรียงเป็นแถวยาวไม่สิ้นสุด จะมั่นใจว่าล้มหมดทุกตัวได้ด้วยสองเงื่อนไข: ตัวแรกล้ม และทุกตัวที่ล้มจะชนตัวถัดไปให้ล้มด้วย ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ลองปิดกรณีฐานหรือทำให้ขั้นอุปนัยพังที่ k = 4 ในแล็บด้านล่าง
P(1) ⇒ P(2) ⇒ P(3) ⇒ P(4) ⇒ P(5) ⋯ ทุก n กรณีฐาน (base case) ขั้นอุปนัย P(k) ⇒ P(k+1) ใช้ซ้ำได้ไม่สิ้นสุด สองชิ้นนี้รวมกัน (ไม่ใช่การตรวจทีละค่า) ทำให้สรุปได้ว่า P(n) จริงสำหรับจำนวนนับทุกตัว โครงสร้างของอุปนัย: กรณีฐานจุดชนวน ขั้นอุปนัยส่งต่อความจริงจากตัวหนึ่งไปตัวถัดไปซ้ำได้ไม่สิ้นสุด
I1 Principle of mathematical induction หลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์
[ P ( n 0 ) ∧ ∀ k ≥ n 0 : ( P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) ) ] ⟹ ∀ n ≥ n 0 : P ( n ) \Big[\,P(n_0)\ \wedge\ \forall k \ge n_0:\ \big(P(k) \Rightarrow P(k+1)\big)\Big] \ \Longrightarrow\ \forall n \ge n_0:\ P(n) [ P ( n 0 ) ∧ ∀ k ≥ n 0 : ( P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) ) ] ⟹ ∀ n ≥ n 0 : P ( n )
P ( n 0 ) P(n_0) P ( n 0 ) = กรณีฐาน (base case) · P ( k ) P(k) P ( k ) ที่สมมติ = สมมติฐานการอุปนัย (inductive hypothesis) · P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) P(k) \Rightarrow P(k+1) P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) = ขั้นอุปนัย (inductive step)
I2 Well-ordering principle หลักการจัดอันดับดี
∅ ≠ S ⊆ N ⇒ S มีสมาชิกน้อยที่สุด \varnothing \ne S \subseteq \mathbb{N} \ \Rightarrow\ S\ \text{มีสมาชิกน้อยที่สุด} ∅ = S ⊆ N ⇒ S มีสมาชิกน้อยที่สุด
สมมูลกับอุปนัย: ถ้ามี n ที่ P(n) เท็จ จะมี “ตัวผิดตัวแรก” m แต่ P(m − 1) จริง ขั้นอุปนัยจึงบังคับให้ P(m) จริง ขัดแย้ง
I3 Strong induction อุปนัยแบบเข้ม
[ P ( n 0 ) ∧ ⋯ ∧ P ( k ) ] ⇒ P ( k + 1 ) \big[P(n_0) \wedge \cdots \wedge P(k)\big] \Rightarrow P(k+1) [ P ( n 0 ) ∧ ⋯ ∧ P ( k ) ] ⇒ P ( k + 1 )
สมมติทุกค่าก่อนหน้า · ถ้าขั้นอุปนัยย้อนไป m ขั้น ต้องมีกรณีฐาน m ค่า
แม่แบบเขียนพิสูจน์ 4 ขั้น (ใช้ได้ทุกข้อ) พื้นฐาน
นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เสียคะแนนเพราะพีชคณิตผิด แต่เพราะเขียนโครงสร้างไม่ครบ เช่นไม่บอกว่า P(n) คืออะไร หรือเขียน P(k+1) แล้ว “ทำสองข้างให้เท่ากัน” ซึ่งเป็นการสมมติสิ่งที่จะพิสูจน์ ใช้แม่แบบนี้ทุกครั้ง:
แม่แบบ: พิสูจน์ว่า P(n) จริงทุก n ≥ n 0 n \ge n_0 n ≥ n 0
นิยาม ให้ P ( n ) P(n) P ( n ) แทนข้อความ “…” (เขียนให้ชัดว่าแทนค่า n แล้วได้ประโยคอะไร)
กรณีฐาน เมื่อ n = n 0 n = n_0 n = n 0 : คำนวณทั้งสองข้างแยกกัน แล้วแสดงว่าเท่ากัน (หรือเป็นจริงตามความสัมพันธ์) ดังนั้น P ( n 0 ) P(n_0) P ( n 0 ) จริง
สมมติฐานการอุปนัย สมมติว่า P ( k ) P(k) P ( k ) จริงสำหรับจำนวนเต็ม k ≥ n 0 k \ge n_0 k ≥ n 0 บางค่า นั่นคือ … (เขียน P(k) ออกมาเต็ม ๆ)
ขั้นอุปนัย จะแสดงว่า P ( k + 1 ) P(k+1) P ( k + 1 ) จริง คือ … (เขียนเป้าหมาย) เริ่มจากด้านซ้าย ของ P(k+1) จัดรูปให้เห็นก้อนที่อยู่ใน P(k) ใช้สมมติฐาน (เขียนกำกับว่า “โดยสมมติฐานการอุปนัย”) แล้วจัดรูปจนได้ด้านขวาของ P(k+1)
สรุป: โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P ( n ) P(n) P ( n ) จริงสำหรับทุกจำนวนเต็ม n ≥ n 0 n \ge n_0 n ≥ n 0 ∎
กว้าง n = 5 สูง n + 1 = 6 บันไดสีส้ม: 1 + 2 + 3 + 4 + 5 บันไดสีฟ้า (หมุนกลับหัว): อีกชุดหนึ่งเท่ากัน สองชุดรวมกันเป็นสี่เหลี่ยม 5 × 6 = 30 ช่อง 2(1 + 2 + ⋯ + n) = n(n + 1) 1 + 2 + ⋯ + n = n(n + 1)/2 ภาพนี้ “เห็น” สูตร แต่การพิสูจน์ที่ใช้ได้ทุก n อย่างเป็นระบบคืออุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ ภาพช่วยให้ “เห็น” สูตร 1 + 2 + ⋯ + n = n ( n + 1 ) 2 1 + 2 + \cdots + n = \tfrac{n(n+1)}{2} 1 + 2 + ⋯ + n = 2 n ( n + 1 ) แต่อุปนัยคือสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุก n โดยไม่ต้องวาดรูป และใช้ได้กับสูตรที่วาดรูปไม่ได้
ตัวอย่าง I-1 · ใช้แม่แบบเต็มรูป พิสูจน์ว่า 1 + 2 + 3 + ⋯ + n = n ( n + 1 ) 2 1 + 2 + 3 + \cdots + n = \dfrac{n(n+1)}{2} 1 + 2 + 3 + ⋯ + n = 2 n ( n + 1 ) สำหรับทุกจำนวนนับ n n n เปิดในตัวตรวจ
นิยาม ให้ P ( n ) P(n) P ( n ) แทน 1 + 2 + ⋯ + n = n ( n + 1 ) 2 1 + 2 + \cdots + n = \dfrac{n(n+1)}{2} 1 + 2 + ⋯ + n = 2 n ( n + 1 )
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : ซ้าย = 1 = 1 = 1 ขวา = 1 ⋅ 2 2 = 1 = \dfrac{1\cdot 2}{2} = 1 = 2 1 ⋅ 2 = 1 เท่ากัน P ( 1 ) P(1) P ( 1 ) จริง
สมมติฐาน สมมติว่า P ( k ) P(k) P ( k ) จริงสำหรับ k ≥ 1 k \ge 1 k ≥ 1 บางค่า: 1 + 2 + ⋯ + k = k ( k + 1 ) 2 1 + 2 + \cdots + k = \dfrac{k(k+1)}{2} 1 + 2 + ⋯ + k = 2 k ( k + 1 )
เป้าหมาย ต้องแสดงว่า 1 + 2 + ⋯ + k + ( k + 1 ) = ( k + 1 ) ( k + 2 ) 2 1 + 2 + \cdots + k + (k+1) = \dfrac{(k+1)(k+2)}{2} 1 + 2 + ⋯ + k + ( k + 1 ) = 2 ( k + 1 ) ( k + 2 )
ขั้นอุปนัย 1 + 2 + ⋯ + k ⏟ ก้อนของ P ( k ) + ( k + 1 ) = k ( k + 1 ) 2 + ( k + 1 ) \underbrace{1 + 2 + \cdots + k}_{\text{ก้อนของ } P(k)} + (k+1) = \hlP{\dfrac{k(k+1)}{2}} + (k+1) ก้อนของ P ( k ) 1 + 2 + ⋯ + k + ( k + 1 ) = 2 k ( k + 1 ) + ( k + 1 ) (โดยสมมติฐานการอุปนัย)
= k ( k + 1 ) + 2 ( k + 1 ) 2 = ( k + 1 ) ( k + 2 ) 2 = \dfrac{k(k+1) + 2(k+1)}{2} = \dfrac{(k+1)(k+2)}{2} = 2 k ( k + 1 ) + 2 ( k + 1 ) = 2 ( k + 1 ) ( k + 2 ) ตรงกับเป้าหมาย P ( k + 1 ) P(k+1) P ( k + 1 ) จริง
สรุป โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P ( n ) P(n) P ( n ) จริงทุก n ≥ 1 n \ge 1 n ≥ 1 ∎
สังเกตเทคนิคหลัก: “ดึงพจน์สุดท้ายออก” แล้วส่วนที่เหลือคือด้านซ้ายของ P(k) พอดี สีน้ำเงิน = บรรทัดที่ใช้สมมติฐาน ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งจุดเสมอ
ตัวตรวจอุปนัย: ทดลองกรณีฐานและขั้นอุปนัยด้วยตัวเลข พื้นฐาน
เลือกข้อความ ตารางจะตรวจ P(n) ทีละค่า (ซึ่งยังไม่ใช่ บทพิสูจน์) ส่วนล่างแสดงขั้นอุปนัยแบบตัวแปร k ที่เป็นบทพิสูจน์จริง เลื่อนแถบเพื่อแทน k เป็นตัวเลขแล้วดูว่าแต่ละบรรทัดทำอะไร ในโหมด “สูตรผลบวกของฉัน” พิมพ์พจน์ f(k) และสูตรที่อ้าง g(n) ระบบจะตรวจกรณีฐานและขั้นอุปนัย g ( k + 1 ) − g ( k ) = f ( k + 1 ) g(k+1) - g(k) = f(k+1) g ( k + 1 ) − g ( k ) = f ( k + 1 ) ถ้าเป็นพหุนามจะออกใบรับรองว่าพิสูจน์แล้วจริง
พิสูจน์สูตรผลบวก (Summation Formulas) พื้นฐาน
I4 Inductive step for sums ขั้นอุปนัยของสูตรผลบวก
∑ i = n 0 k + 1 f ( i ) = ∑ i = n 0 k f ( i ) + f ( k + 1 ) ⇒ P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) ⟺ g ( k + 1 ) = g ( k ) + f ( k + 1 ) \sum_{i=n_0}^{k+1} f(i) = \sum_{i=n_0}^{k} f(i) + f(k+1) \quad\Rightarrow\quad P(k) \Rightarrow P(k+1) \iff g(k+1) = g(k) + f(k+1) i = n 0 ∑ k + 1 f ( i ) = i = n 0 ∑ k f ( i ) + f ( k + 1 ) ⇒ P ( k ) ⇒ P ( k + 1 ) ⟺ g ( k + 1 ) = g ( k ) + f ( k + 1 )
ใช้ได้กับ ∑ k , ∑ k 2 , ∑ k 3 \sum k,\ \sum k^2,\ \sum k^3 ∑ k , ∑ k 2 , ∑ k 3 (S9 ) อนุกรมเรขาคณิต และผลบวกแบบหักล้าง
ตัวอย่าง I-2 พิสูจน์ ∑ i = 1 n i 2 = n ( n + 1 ) ( 2 n + 1 ) 6 \displaystyle\sum_{i=1}^{n} i^2 = \frac{n(n+1)(2n+1)}{6} i = 1 ∑ n i 2 = 6 n ( n + 1 ) ( 2 n + 1 ) เปิดในตัวตรวจ
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : ซ้าย = 1 = 1 = 1 ขวา = 1 ⋅ 2 ⋅ 3 6 = 1 = \dfrac{1\cdot2\cdot3}{6} = 1 = 6 1 ⋅ 2 ⋅ 3 = 1 จริง
สมมติ ∑ i = 1 k i 2 = k ( k + 1 ) ( 2 k + 1 ) 6 \sum_{i=1}^{k} i^2 = \dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6} ∑ i = 1 k i 2 = 6 k ( k + 1 ) ( 2 k + 1 ) ต้องแสดง ∑ i = 1 k + 1 i 2 = ( k + 1 ) ( k + 2 ) ( 2 k + 3 ) 6 \sum_{i=1}^{k+1} i^2 = \dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6} ∑ i = 1 k + 1 i 2 = 6 ( k + 1 ) ( k + 2 ) ( 2 k + 3 )
∑ i = 1 k + 1 i 2 = k ( k + 1 ) ( 2 k + 1 ) 6 + ( k + 1 ) 2 = ( k + 1 ) [ k ( 2 k + 1 ) + 6 ( k + 1 ) ] 6 \sum_{i=1}^{k+1} i^2 = \hlP{\dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6}} + (k+1)^2 = \dfrac{(k+1)\left[k(2k+1) + 6(k+1)\right]}{6} ∑ i = 1 k + 1 i 2 = 6 k ( k + 1 ) ( 2 k + 1 ) + ( k + 1 ) 2 = 6 ( k + 1 ) [ k ( 2 k + 1 ) + 6 ( k + 1 ) ] (ดึง k + 1 k + 1 k + 1 เป็นตัวร่วม อย่ากระจายทั้งหมด)
= ( k + 1 ) ( 2 k 2 + 7 k + 6 ) 6 = ( k + 1 ) ( k + 2 ) ( 2 k + 3 ) 6 = \dfrac{(k+1)(2k^2 + 7k + 6)}{6} = \dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6} = 6 ( k + 1 ) ( 2 k 2 + 7 k + 6 ) = 6 ( k + 1 ) ( k + 2 ) ( 2 k + 3 ) ✓ ตรงกับเป้าหมาย
จริงทุก n ≥ 1 n \ge 1 n ≥ 1 · เคล็ดลับ: เขียนเป้าหมายไว้ก่อน แล้วรู้ว่าต้องแยกตัวประกอบให้ได้ ( k + 2 ) ( 2 k + 3 ) (k+2)(2k+3) ( k + 2 ) ( 2 k + 3 )
ตัวอย่าง I-3 · อนุกรมเรขาคณิต พิสูจน์ว่า 1 + r + r 2 + ⋯ + r n − 1 = r n − 1 r − 1 1 + r + r^2 + \cdots + r^{n-1} = \dfrac{r^n - 1}{r - 1} 1 + r + r 2 + ⋯ + r n − 1 = r − 1 r n − 1 เมื่อ r ≠ 1 r \ne 1 r = 1 แล้วตีความเมื่อ r = 2 r = 2 r = 2 เปิดกรณี r = 2
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : ซ้าย = 1 = 1 = 1 ขวา = r − 1 r − 1 = 1 = \dfrac{r - 1}{r - 1} = 1 = r − 1 r − 1 = 1 จริง
สมมติจริงที่ n = k n = k n = k : 1 + r + ⋯ + r k = r k − 1 r − 1 + r k = r k − 1 + r k + 1 − r k r − 1 = r k + 1 − 1 r − 1 1 + r + \cdots + r^{k} = \hlP{\dfrac{r^k - 1}{r - 1}} + r^k = \dfrac{r^k - 1 + r^{k+1} - r^k}{r - 1} = \dfrac{r^{k+1} - 1}{r - 1} 1 + r + ⋯ + r k = r − 1 r k − 1 + r k = r − 1 r k − 1 + r k + 1 − r k = r − 1 r k + 1 − 1 ✓
เมื่อ r = 2 r = 2 r = 2 : 1 + 2 + 4 + ⋯ + 2 n − 1 = 2 n − 1 1 + 2 + 4 + \cdots + 2^{n-1} = 2^n - 1 1 + 2 + 4 + ⋯ + 2 n − 1 = 2 n − 1 คือค่าสูงสุดของเลขฐานสอง n บิต เช่น ADC 12 บิตมีรหัส 0 ถึง 2 12 − 1 = 4095 2^{12} - 1 = 4095 2 12 − 1 = 4095
จริงทุก n ≥ 1 n \ge 1 n ≥ 1 (เทียบกับที่มาด้วยการคูณ r แล้วลบในหน้าลำดับและอนุกรม )
พิสูจน์การหารลงตัว (Divisibility) พื้นฐาน
เป้าหมายคือเขียน f ( k + 1 ) f(k+1) f ( k + 1 ) ให้อยู่ในรูป “ค่าคงที่ × f ( k ) f(k) f ( k ) + ส่วนที่หารลงตัวชัดเจน” แล้วใช้สมมติฐานว่า f ( k ) f(k) f ( k ) หารลงตัว อย่าลืมว่า “a หาร b ลงตัว” เขียนเป็นสมการได้ว่า b = a m b = am b = am สำหรับจำนวนเต็ม m บางตัว ซึ่งจัดการด้วยพีชคณิตได้ง่ายกว่า
I5 Divisibility step แม่แบบขั้นอุปนัยของการหารลงตัว
m ∣ f ( k ) ( f ( k ) = m q ) และ f ( k + 1 ) = c f ( k ) + m t ⇒ m ∣ f ( k + 1 ) m \mid f(k)\ \ (f(k) = mq) \quad\text{และ}\quad f(k+1) = c\,f(k) + m\,t \ \Rightarrow\ m \mid f(k+1) m ∣ f ( k ) ( f ( k ) = m q ) และ f ( k + 1 ) = c f ( k ) + m t ⇒ m ∣ f ( k + 1 )
ตัวอย่าง I-4 พิสูจน์ว่า (ก) 3 ∣ 4 n − 1 3 \mid 4^n - 1 3 ∣ 4 n − 1 (ข) 6 ∣ n 3 − n 6 \mid n^3 - n 6 ∣ n 3 − n สำหรับทุกจำนวนนับ n n n เปิดข้อ (ข) ในตัวตรวจ
(ก) กรณีฐาน: 4 1 − 1 = 3 4^1 - 1 = 3 4 1 − 1 = 3 หารด้วย 3 ลงตัว · สมมติ 4 k − 1 = 3 m 4^k - 1 = 3m 4 k − 1 = 3 m
4 k + 1 − 1 = 4 ⋅ 4 k − 1 = 4 ( 4 k − 1 ) + 3 = 4 ( 3 m ) + 3 = 3 ( 4 m + 1 ) 4^{k+1} - 1 = 4\cdot 4^k - 1 = 4(4^k - 1) + 3 = 4\hlP{(3m)} + 3 = 3(4m + 1) 4 k + 1 − 1 = 4 ⋅ 4 k − 1 = 4 ( 4 k − 1 ) + 3 = 4 ( 3 m ) + 3 = 3 ( 4 m + 1 ) หารด้วย 3 ลงตัว ✓
(ข) กรณีฐาน: 1 3 − 1 = 0 = 6 ⋅ 0 1^3 - 1 = 0 = 6\cdot 0 1 3 − 1 = 0 = 6 ⋅ 0 ✓ · สมมติ k 3 − k = 6 m k^3 - k = 6m k 3 − k = 6 m
( k + 1 ) 3 − ( k + 1 ) = k 3 + 3 k 2 + 3 k + 1 − k − 1 = ( k 3 − k ) + 3 k ( k + 1 ) (k+1)^3 - (k+1) = k^3 + 3k^2 + 3k + 1 - k - 1 = \hlP{(k^3 - k)} + 3k(k+1) ( k + 1 ) 3 − ( k + 1 ) = k 3 + 3 k 2 + 3 k + 1 − k − 1 = ( k 3 − k ) + 3 k ( k + 1 )
k ( k + 1 ) k(k+1) k ( k + 1 ) เป็นผลคูณของจำนวนเต็มสองตัวติดกัน จึงเป็นจำนวนคู่ = 2 t = 2t = 2 t ดังนั้น 3 k ( k + 1 ) = 6 t 3k(k+1) = 6t 3 k ( k + 1 ) = 6 t และ ( k + 1 ) 3 − ( k + 1 ) = 6 m + 6 t = 6 ( m + t ) (k+1)^3 - (k+1) = 6m + 6t = 6(m + t) ( k + 1 ) 3 − ( k + 1 ) = 6 m + 6 t = 6 ( m + t ) ✓
ทั้งสองจริงทุก n ≥ 1 n \ge 1 n ≥ 1 · (ข) ใช้ข้อเท็จจริงเสริมว่าจำนวนเต็มติดกันสองตัวมีตัวหนึ่งเป็นคู่ บทพิสูจน์อุปนัยหลายข้อต้องใช้ความรู้อื่นประกอบแบบนี้
พิสูจน์อสมการ (Inequalities) กลาง
อสมการต่างจากสมการตรงที่ปลายทางไม่ต้องได้ด้านขวาของ P(k+1) พอดี แค่ต้อง “มากกว่าหรือเท่ากับ” ก็พอ โครงสร้างจึงเป็นโซ่: ซ้ายของ P(k+1) → แยกก้อน P(k) → ใช้สมมติฐาน (เกิด > ตรงนี้) → อสมการช่วยที่ใช้เงื่อนไขของ k → ขวาของ P(k+1) เงื่อนไขของ k ในขั้นสุดท้ายคือสิ่งที่บอกว่ากรณีฐานต้องเริ่มที่เท่าไร
I6 Inequality chain โซ่อสมการ
L ( k + 1 ) = ⋯ L ( k ) ⋯ > IH ⋯ R ( k ) ⋯ ≥ R ( k + 1 ) L(k+1) = \cdots\, L(k) \cdots\ \overset{\text{IH}}{>}\ \cdots\, R(k) \cdots\ \ge\ R(k+1) L ( k + 1 ) = ⋯ L ( k ) ⋯ > IH ⋯ R ( k ) ⋯ ≥ R ( k + 1 )
IH = inductive hypothesis · ขั้น ≥ สุดท้ายมักต้องใช้ k ≥ k \ge k ≥ ค่าหนึ่ง
I7 Bernoulli's inequality อสมการเบอร์นูลลี
( 1 + x ) n ≥ 1 + n x ( x ≥ − 1 , n ∈ N ) (1 + x)^n \ge 1 + nx\qquad (x \ge -1,\ n \in \mathbb{N}) ( 1 + x ) n ≥ 1 + n x ( x ≥ − 1 , n ∈ N )
ขอบเขตล่างเชิงเส้นของการเติบโตแบบทบต้น = เทย์เลอร์อันดับหนึ่ง
ตัวอย่าง I-5 · กรณีฐานไม่ได้เริ่มที่ 1 พิสูจน์ว่า 2 n > n 2 2^n > n^2 2 n > n 2 สำหรับทุก n ≥ 5 n \ge 5 n ≥ 5 เปิดในตัวตรวจ
ทำไมเริ่มที่ 5: n = 2 , 3 , 4 n = 2, 3, 4 n = 2 , 3 , 4 ได้ 4 = 4 , 8 < 9 , 16 = 16 4 = 4,\ 8 < 9,\ 16 = 16 4 = 4 , 8 < 9 , 16 = 16 ไม่จริง (n = 1 n = 1 n = 1 จริงแต่ห่วงโซ่ขาดตอน)
กรณีฐาน n = 5 n = 5 n = 5 : 2 5 = 32 > 25 = 5 2 2^5 = 32 > 25 = 5^2 2 5 = 32 > 25 = 5 2 จริง
สมมติ 2 k > k 2 2^k > k^2 2 k > k 2 สำหรับ k ≥ 5 k \ge 5 k ≥ 5 จะแสดง 2 k + 1 > ( k + 1 ) 2 2^{k+1} > (k+1)^2 2 k + 1 > ( k + 1 ) 2
2 k + 1 = 2 ⋅ 2 k > 2 k 2 2^{k+1} = 2\cdot 2^k > 2\hlP{k^2} 2 k + 1 = 2 ⋅ 2 k > 2 k 2 (สมมติฐาน)
เหลือแสดง 2 k 2 ≥ ( k + 1 ) 2 ⟺ k 2 − 2 k − 1 ≥ 0 ⟺ ( k − 1 ) 2 ≥ 2 2k^2 \ge (k+1)^2 \iff k^2 - 2k - 1 \ge 0 \iff (k-1)^2 \ge 2 2 k 2 ≥ ( k + 1 ) 2 ⟺ k 2 − 2 k − 1 ≥ 0 ⟺ ( k − 1 ) 2 ≥ 2 จริงเมื่อ k ≥ 3 k \ge 3 k ≥ 3 (โดยเฉพาะ k ≥ 5 k \ge 5 k ≥ 5 ) จึงได้ 2 k + 1 > 2 k 2 ≥ ( k + 1 ) 2 2^{k+1} > 2k^2 \ge (k+1)^2 2 k + 1 > 2 k 2 ≥ ( k + 1 ) 2 ✓
จริงทุก n ≥ 5 n \ge 5 n ≥ 5 · ขั้นอุปนัยใช้ได้ตั้งแต่ k = 3 แต่ P(3) และ P(4) เป็นเท็จ กรณีฐานจึงต้องเป็นตัวแรกที่จริงแล้วโซ่ไม่ขาด คือ 5
ตัวอย่าง I-6 · อสมการเบอร์นูลลีกับการเติบโตทบต้น พิสูจน์ ( 1 + x ) n ≥ 1 + n x (1 + x)^n \ge 1 + nx ( 1 + x ) n ≥ 1 + n x เมื่อ x ≥ − 1 x \ge -1 x ≥ − 1 แล้วใช้แสดงว่าระบบที่โต 5% ต่อรอบ หลัง 10 รอบโตอย่างน้อย 50% เปิดในตัวตรวจ
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : 1 + x ≥ 1 + x 1 + x \ge 1 + x 1 + x ≥ 1 + x จริง (เท่ากัน)
สมมติ ( 1 + x ) k ≥ 1 + k x (1 + x)^k \ge 1 + kx ( 1 + x ) k ≥ 1 + k x เนื่องจาก 1 + x ≥ 0 1 + x \ge 0 1 + x ≥ 0 คูณทั้งสองข้างแล้วเครื่องหมายไม่กลับ: ( 1 + x ) k + 1 ≥ ( 1 + k x ) ( 1 + x ) (1 + x)^{k+1} \ge \hlP{(1 + kx)}(1 + x) ( 1 + x ) k + 1 ≥ ( 1 + k x ) ( 1 + x )
= 1 + ( k + 1 ) x + k x 2 ≥ 1 + ( k + 1 ) x = 1 + (k+1)x + kx^2 \ge 1 + (k+1)x = 1 + ( k + 1 ) x + k x 2 ≥ 1 + ( k + 1 ) x เพราะ k x 2 ≥ 0 kx^2 \ge 0 k x 2 ≥ 0 ✓
ที่ x = 0.05 , n = 10 x = 0.05,\ n = 10 x = 0.05 , n = 10 : 1.05 10 ≥ 1 + 10 ( 0.05 ) = 1.5 1.05^{10} \ge 1 + 10(0.05) = 1.5 1.0 5 10 ≥ 1 + 10 ( 0.05 ) = 1.5 (ค่าจริง 1.629 1.629 1.629 ) จุดที่ต้องระวังคือเงื่อนไข x ≥ − 1 x \ge -1 x ≥ − 1 ใช้ตอนคูณอสมการ
( 1 + x ) n ≥ 1 + n x (1 + x)^n \ge 1 + nx ( 1 + x ) n ≥ 1 + n x · ด้านขวาคือเทย์เลอร์อันดับหนึ่งของด้านซ้าย อสมการบอกว่าการประมาณเชิงเส้นไม่เคยเกินค่าจริงเมื่อ x ≥ − 1 x \ge -1 x ≥ − 1
อุปนัยแบบเข้มและลำดับเวียนเกิด (Strong Induction) กลาง
เจาะลึกอุปนัยแบบเข้ม หน้าใหม่
อุปนัยแบบเข้ม (Strong Induction) 26.12 มีตัวอย่าง 17 ข้อ (แสตมป์ จำนวนเฉพาะ ฟีโบนัชชี เกม merge sort ระบบควบคุม) กฎจำนวนกรณีฐาน และแล็บ 11 ชุด เช่น ทดลองลดกรณีฐานแล้วดูบทพิสูจน์พัง และเกมเรียงบรรทัดบทพิสูจน์
ลำดับเวียนเกิดเป็นคู่หูโดยธรรมชาติของอุปนัย: นิยามพจน์ถัดไปจากพจน์ก่อนหน้า ก็พิสูจน์สมบัติของพจน์ถัดไปจากพจน์ก่อนหน้า ถ้าความสัมพันธ์ย้อนไปมากกว่าหนึ่งขั้น เช่น F k + 1 = F k + F k − 1 F_{k+1} = F_k + F_{k-1} F k + 1 = F k + F k − 1 ต้องใช้อุปนัยแบบเข้ม (I3) และตรวจกรณีฐานให้ครบจำนวนขั้นที่ย้อน
ตัวอย่าง I-7 · แบบเข้ม (ก) แสตมป์ราคา 4 และ 5 บาท แสดงว่ารวมได้ทุกราคา n ≥ 12 n \ge 12 n ≥ 12 บาท (ข) ฟีโบนัชชี F 1 = F 2 = 1 , F n + 1 = F n + F n − 1 F_1 = F_2 = 1,\ F_{n+1} = F_n + F_{n-1} F 1 = F 2 = 1 , F n + 1 = F n + F n − 1 แสดงว่า F n < 2 n F_n < 2^n F n < 2 n
(ก) กรณีฐานสี่ค่า: 12 = 4 + 4 + 4 , 13 = 4 + 4 + 5 , 14 = 4 + 5 + 5 , 15 = 5 + 5 + 5 12 = 4 + 4 + 4,\ 13 = 4 + 4 + 5,\ 14 = 4 + 5 + 5,\ 15 = 5 + 5 + 5 12 = 4 + 4 + 4 , 13 = 4 + 4 + 5 , 14 = 4 + 5 + 5 , 15 = 5 + 5 + 5
ขั้นอุปนัย: ให้ k ≥ 15 k \ge 15 k ≥ 15 และสมมติว่าทุกราคา 12 ถึง k รวมได้ ราคา k + 1 = ( k − 3 ) + 4 k + 1 = (k - 3) + 4 k + 1 = ( k − 3 ) + 4 และ 12 ≤ k − 3 ≤ k 12 \le k - 3 \le k 12 ≤ k − 3 ≤ k จึงรวมได้ตามสมมติฐาน เติมแสตมป์ 4 บาทอีกดวง ✓ (ต้องย้อน 4 ขั้น จึงต้องมีกรณีฐาน 4 ค่า)
(ข) กรณีฐานสองค่า: F 1 = 1 < 2 F_1 = 1 < 2 F 1 = 1 < 2 และ F 2 = 1 < 4 F_2 = 1 < 4 F 2 = 1 < 4
สมมติ F j < 2 j F_j < 2^j F j < 2 j ทุก j ≤ k j \le k j ≤ k (k ≥ 2 k \ge 2 k ≥ 2 ): F k + 1 = F k + F k − 1 < 2 k + 2 k − 1 < 2 k + 2 k = 2 k + 1 F_{k+1} = \hlP{F_k} + \hlP{F_{k-1}} < 2^k + 2^{k-1} < 2^k + 2^k = 2^{k+1} F k + 1 = F k + F k − 1 < 2 k + 2 k − 1 < 2 k + 2 k = 2 k + 1 ✓
(ก) ทุกราคา ≥ 12 บาท (11 บาทรวมไม่ได้) (ข) F n < 2 n F_n < 2^n F n < 2 n ทุก n
ตัวอย่าง I-8 · ขอบเขตของลำดับเวียนเกิด (ใช้คู่กับทฤษฎีบทลำดับทางเดียว) a 1 = 2 , a n + 1 = 2 + a n a_1 = \sqrt2,\ a_{n+1} = \sqrt{2 + a_n} a 1 = 2 , a n + 1 = 2 + a n พิสูจน์ว่า 0 < a n < 2 0 < a_n < 2 0 < a n < 2 และ a n + 1 > a n a_{n+1} > a_n a n + 1 > a n ทุก nดูตัวอย่างคู่กันในหน้าลำดับ
กรณีฐาน: 0 < a 1 = 2 ≈ 1.414 < 2 0 < a_1 = \sqrt2 \approx 1.414 < 2 0 < a 1 = 2 ≈ 1.414 < 2
สมมติ 0 < a k < 2 0 < a_k < 2 0 < a k < 2 : a k + 1 = 2 + a k < 2 + 2 = 2 a_{k+1} = \sqrt{2 + \hlP{a_k}} < \sqrt{2 + 2} = 2 a k + 1 = 2 + a k < 2 + 2 = 2 และ a k + 1 > 2 > 0 a_{k+1} > \sqrt2 > 0 a k + 1 > 2 > 0 ✓ จึงได้ 0 < a n < 2 0 < a_n < 2 0 < a n < 2 ทุก n
เพิ่มขึ้น: a n + 1 > a n ⟺ 2 + a n > a n 2 ⟺ ( a n − 2 ) ( a n + 1 ) < 0 a_{n+1} > a_n \iff 2 + a_n > a_n^2 \iff (a_n - 2)(a_n + 1) < 0 a n + 1 > a n ⟺ 2 + a n > a n 2 ⟺ ( a n − 2 ) ( a n + 1 ) < 0 ซึ่งจริงเพราะ 0 < a n < 2 0 < a_n < 2 0 < a n < 2 จากข้อก่อน (ไม่ต้องอุปนัยซ้ำ)
เพิ่มขึ้นและมีขอบเขต จึงลู่เข้า และลิมิตคือ 2 (ดูทฤษฎีบทลำดับทางเดียว S13 )
อุปนัยในแคลคูลัส: อนุพันธ์ ลาปลาซ และอินทิกรัล กลาง
สูตรแคลคูลัสหลายสูตรที่เขียนด้วย “n” ถูกพิสูจน์ด้วยอุปนัยทั้งสิ้น รูปแบบที่พบบ่อยคือขั้นอุปนัยใช้กฎผลคูณ (product rule) หรือการอินทิเกรตทีละส่วน (integration by parts) เพื่อลดกรณี k + 1 k + 1 k + 1 ลงเหลือกรณี k k k
I8 Power rule (n ∈ ℕ) อนุพันธ์ของ xⁿ
d d x x n = n x n − 1 \frac{d}{dx}x^n = n\,x^{n-1} d x d x n = n x n − 1
ขั้นอุปนัย: x k + 1 = x ⋅ x k x^{k+1} = x\cdot x^k x k + 1 = x ⋅ x k แล้วใช้กฎผลคูณ
I9 nth derivative of 1/x อนุพันธ์อันดับ n ของ 1/x
d n d x n 1 x = ( − 1 ) n n ! x n + 1 \frac{d^n}{dx^n}\,\frac1x = \frac{(-1)^n\, n!}{x^{n+1}} d x n d n x 1 = x n + 1 ( − 1 ) n n !
I10 Laplace of tⁿ การแปลงลาปลาซของ tⁿ
L { t n } = ∫ 0 ∞ t n e − s t d t = n ! s n + 1 \mathcal{L}\{t^n\} = \int_0^{\infty} t^n e^{-st}\,dt = \frac{n!}{s^{n+1}} L { t n } = ∫ 0 ∞ t n e − s t d t = s n + 1 n !
ขั้นอุปนัย: อินทิเกรตทีละส่วนได้ L { t k + 1 } = k + 1 s L { t k } \mathcal{L}\{t^{k+1}\} = \tfrac{k+1}{s}\mathcal{L}\{t^k\} L { t k + 1 } = s k + 1 L { t k }
I11 Leibniz rule อนุพันธ์อันดับ n ของผลคูณ
( f g ) ( n ) = ∑ k = 0 n ( n k ) f ( k ) g ( n − k ) (fg)^{(n)} = \sum_{k=0}^{n}\binom{n}{k} f^{(k)} g^{(n-k)} ( f g ) ( n ) = k = 0 ∑ n ( k n ) f ( k ) g ( n − k )
โครงสร้างเดียวกับทฤษฎีบททวินาม พิสูจน์ด้วยอุปนัยและ ( n k ) + ( n k − 1 ) = ( n + 1 k ) \binom{n}{k} + \binom{n}{k-1} = \binom{n+1}{k} ( k n ) + ( k − 1 n ) = ( k n + 1 )
ตัวอย่าง I-9 · กฎยกกำลังของอนุพันธ์ ใช้กฎผลคูณพิสูจน์ d d x x n = n x n − 1 \dfrac{d}{dx}x^n = nx^{n-1} d x d x n = n x n − 1 ทุก n ≥ 1 n \ge 1 n ≥ 1
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : d d x x = 1 = 1 ⋅ x 0 \dfrac{d}{dx}x = 1 = 1\cdot x^0 d x d x = 1 = 1 ⋅ x 0 จริง (ได้จากนิยามอนุพันธ์โดยตรง)
สมมติ d d x x k = k x k − 1 \dfrac{d}{dx}x^k = kx^{k-1} d x d x k = k x k − 1 แล้ว d d x x k + 1 = d d x ( x ⋅ x k ) = 1 ⋅ x k + x ⋅ k x k − 1 \dfrac{d}{dx}x^{k+1} = \dfrac{d}{dx}\left(x\cdot x^k\right) = 1\cdot x^k + x\cdot\hlP{kx^{k-1}} d x d x k + 1 = d x d ( x ⋅ x k ) = 1 ⋅ x k + x ⋅ k x k − 1 (กฎผลคูณ + สมมติฐาน)
= x k + k x k = ( k + 1 ) x k = x^k + kx^k = (k+1)x^k = x k + k x k = ( k + 1 ) x k ✓
จริงทุก n ∈ ℕ · กฎนี้คือฐานของสูตรอนุพันธ์ ทั้งหมดของพหุนาม และของการหาอนุพันธ์อนุกรมกำลังทีละพจน์
ตัวอย่าง I-10 · อนุพันธ์อันดับ n พิสูจน์ d n d x n 1 x = ( − 1 ) n n ! x n + 1 \dfrac{d^n}{dx^n}\dfrac1x = \dfrac{(-1)^n n!}{x^{n+1}} d x n d n x 1 = x n + 1 ( − 1 ) n n ! แล้วหาสัมประสิทธิ์เทย์เลอร์ของ 1 / x 1/x 1/ x รอบ x = 1 x = 1 x = 1 ไปที่แล็บเทย์เลอร์
กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 : d d x x − 1 = − x − 2 = ( − 1 ) 1 1 ! x 2 \dfrac{d}{dx}x^{-1} = -x^{-2} = \dfrac{(-1)^1 1!}{x^2} d x d x − 1 = − x − 2 = x 2 ( − 1 ) 1 1 ! จริง
สมมติจริงที่ k: d k + 1 d x k + 1 1 x = d d x [ ( − 1 ) k k ! x − ( k + 1 ) ] = ( − 1 ) k k ! ⋅ ( − ( k + 1 ) ) x − ( k + 2 ) = ( − 1 ) k + 1 ( k + 1 ) ! x k + 2 \dfrac{d^{k+1}}{dx^{k+1}}\dfrac1x = \dfrac{d}{dx}\hlP{\left[(-1)^k k!\,x^{-(k+1)}\right]} = (-1)^k k!\cdot(-(k+1))x^{-(k+2)} = \dfrac{(-1)^{k+1}(k+1)!}{x^{k+2}} d x k + 1 d k + 1 x 1 = d x d [ ( − 1 ) k k ! x − ( k + 1 ) ] = ( − 1 ) k k ! ⋅ ( − ( k + 1 )) x − ( k + 2 ) = x k + 2 ( − 1 ) k + 1 ( k + 1 )! ✓
สัมประสิทธิ์เทย์เลอร์ที่ a = 1 a = 1 a = 1 : c n = f ( n ) ( 1 ) n ! = ( − 1 ) n c_n = \dfrac{f^{(n)}(1)}{n!} = (-1)^n c n = n ! f ( n ) ( 1 ) = ( − 1 ) n จึงได้ 1 x = 1 − ( x − 1 ) + ( x − 1 ) 2 − ⋯ \dfrac1x = 1 - (x - 1) + (x - 1)^2 - \cdots x 1 = 1 − ( x − 1 ) + ( x − 1 ) 2 − ⋯ (อนุกรมเรขาคณิตที่ r = − ( x − 1 ) r = -(x - 1) r = − ( x − 1 ) , R = 1 R = 1 R = 1 )
f ( n ) ( x ) = ( − 1 ) n n ! x − ( n + 1 ) f^{(n)}(x) = (-1)^n n!\,x^{-(n+1)} f ( n ) ( x ) = ( − 1 ) n n ! x − ( n + 1 ) · อุปนัยทำให้เราได้ “สูตรของอนุพันธ์ทุกอันดับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุกรมเทย์เลอร์ต้องการ
ตัวอย่าง I-11 · ตารางลาปลาซมาจากไหน พิสูจน์ L { t n } = n ! s n + 1 \mathcal{L}\{t^n\} = \dfrac{n!}{s^{n+1}} L { t n } = s n + 1 n ! สำหรับ n ≥ 0 n \ge 0 n ≥ 0 และ s > 0 s > 0 s > 0
กรณีฐาน n = 0 n = 0 n = 0 : L { 1 } = ∫ 0 ∞ e − s t d t = 1 s = 0 ! s 1 \mathcal{L}\{1\} = \int_0^{\infty} e^{-st}dt = \dfrac1s = \dfrac{0!}{s^1} L { 1 } = ∫ 0 ∞ e − s t d t = s 1 = s 1 0 ! จริง
สมมติ L { t k } = k ! s k + 1 \mathcal{L}\{t^k\} = \dfrac{k!}{s^{k+1}} L { t k } = s k + 1 k ! อินทิเกรตทีละส่วนด้วย u = t k + 1 , d v = e − s t d t u = t^{k+1},\ dv = e^{-st}dt u = t k + 1 , d v = e − s t d t :
L { t k + 1 } = [ − t k + 1 e − s t s ] 0 ∞ + k + 1 s ∫ 0 ∞ t k e − s t d t = 0 + k + 1 s ⋅ k ! s k + 1 \mathcal{L}\{t^{k+1}\} = \Big[-\dfrac{t^{k+1}e^{-st}}{s}\Big]_0^{\infty} + \dfrac{k+1}{s}\int_0^{\infty}t^k e^{-st}dt = 0 + \dfrac{k+1}{s}\cdot\hlP{\dfrac{k!}{s^{k+1}}} L { t k + 1 } = [ − s t k + 1 e − s t ] 0 ∞ + s k + 1 ∫ 0 ∞ t k e − s t d t = 0 + s k + 1 ⋅ s k + 1 k ! (พจน์ขอบเป็นศูนย์เพราะ e − s t e^{-st} e − s t ชนะพหุนาม)
= ( k + 1 ) ! s k + 2 = \dfrac{(k+1)!}{s^{k+2}} = s k + 2 ( k + 1 )! ✓
จริงทุก n ≥ 0 n \ge 0 n ≥ 0 ดูตารางการแปลงลาปลาซ · ที่ s = 1 s = 1 s = 1 ได้ ∫ 0 ∞ t n e − t d t = n ! \int_0^\infty t^n e^{-t}dt = n! ∫ 0 ∞ t n e − t d t = n ! (ฟังก์ชันแกมมา)
อุปนัยในคณิตศาสตร์วิศวกรรมและงานวิศวกรรม กลาง
ทุกครั้งที่ระบบ “ทำซ้ำ” ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสัญญาณในระบบดิจิทัล รอบของลูปโปรแกรม ขั้นของวงจรบันได หรือการคูณเฟสเซอร์ซ้ำ อุปนัยคือเครื่องมือที่บอกว่าสูตรสำหรับรอบที่ n ถูกต้องเสมอ
I12 De Moivre's theorem ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์
( cos θ + j sin θ ) n = cos n θ + j sin n θ (\cos\theta + j\sin\theta)^n = \cos n\theta + j\sin n\theta ( cos θ + j sin θ ) n = cos n θ + j sin n θ
ขั้นอุปนัยใช้สูตรผลบวกมุม · กำลังของเฟสเซอร์ หมุนมุมทีละ θ
I13 Discrete-time state สถานะของระบบเวลาไม่ต่อเนื่อง
x [ n + 1 ] = A x [ n ] ⇒ x [ n ] = A n x [ 0 ] \mathbf{x}[n+1] = A\,\mathbf{x}[n] \ \Rightarrow\ \mathbf{x}[n] = A^n\,\mathbf{x}[0] x [ n + 1 ] = A x [ n ] ⇒ x [ n ] = A n x [ 0 ]
พื้นฐานของการควบคุมดิจิทัล และปริภูมิสถานะ
I14 Loop invariant ข้อความคงที่ของลูป
Inv ( 0 ) ∧ ( Inv ( k ) ⇒ Inv ( k + 1 ) ) ⇒ Inv ( n ) เมื่อจบลูป \text{Inv}(0)\ \wedge\ \big(\text{Inv}(k) \Rightarrow \text{Inv}(k+1)\big) \Rightarrow \text{Inv}(n)\ \text{เมื่อจบลูป} Inv ( 0 ) ∧ ( Inv ( k ) ⇒ Inv ( k + 1 ) ) ⇒ Inv ( n ) เมื่อจบลูป
อุปนัยในรูปของโปรแกรม: พิสูจน์ว่าโค้ด PLC หรือเฟิร์มแวร์ให้ผลถูกทุกจำนวนรอบ
ตัวอย่าง I-12 · วงจรบันไดกับเลขฟีโบนัชชี บันไดตัวต้านทาน (R = 1 Ω) มี R 1 = 2 , R n + 1 = 1 + R n 1 + R n R_1 = 2,\ R_{n+1} = 1 + \dfrac{R_n}{1 + R_n} R 1 = 2 , R n + 1 = 1 + 1 + R n R n พิสูจน์ว่า R n = F 2 n + 1 F 2 n R_n = \dfrac{F_{2n+1}}{F_{2n}} R n = F 2 n F 2 n + 1 เปิดในตัวตรวจ
กรณีฐาน: F 3 F 2 = 2 1 = 2 = R 1 \dfrac{F_3}{F_2} = \dfrac21 = 2 = R_1 F 2 F 3 = 1 2 = 2 = R 1 จริง
สมมติ R k = F 2 k + 1 F 2 k R_k = \dfrac{F_{2k+1}}{F_{2k}} R k = F 2 k F 2 k + 1 แทนลงในความสัมพันธ์แล้วคูณเศษและส่วนด้วย F 2 k F_{2k} F 2 k : R k + 1 = 1 + 2 R k 1 + R k = F 2 k + 2 F 2 k + 1 F 2 k + F 2 k + 1 R_{k+1} = \dfrac{1 + 2R_k}{1 + R_k} = \dfrac{F_{2k} + 2\hlP{F_{2k+1}}}{F_{2k} + \hlP{F_{2k+1}}} R k + 1 = 1 + R k 1 + 2 R k = F 2 k + F 2 k + 1 F 2 k + 2 F 2 k + 1
ใช้ F m + 1 = F m + F m − 1 F_{m+1} = F_m + F_{m-1} F m + 1 = F m + F m − 1 : ส่วน = F 2 k + 2 = F_{2k+2} = F 2 k + 2 และเศษ = F 2 k + 2 + F 2 k + 1 = F 2 k + 3 = F_{2k+2} + F_{2k+1} = F_{2k+3} = F 2 k + 2 + F 2 k + 1 = F 2 k + 3 จึงได้ R k + 1 = F 2 k + 3 F 2 k + 2 R_{k+1} = \dfrac{F_{2k+3}}{F_{2k+2}} R k + 1 = F 2 k + 2 F 2 k + 3 ✓
R n = F 2 n + 1 / F 2 n R_n = F_{2n+1}/F_{2n} R n = F 2 n + 1 / F 2 n ทุก n · อัตราส่วนเลขฟีโบนัชชีลู่เข้าสู่ φ = 1 + 5 2 \varphi = \tfrac{1 + \sqrt5}{2} φ = 2 1 + 5 จึงได้ R ∞ = φ R R_\infty = \varphi R R ∞ = φR ตรงกับตัวอย่าง S-12
ตัวอย่าง I-13 · เฟสเซอร์และระบบดิจิทัล (ก) พิสูจน์ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์ (ข) ระบบเคลื่อนที่ความเร็วคงที่สุ่มตัวอย่างทุก T วินาที [ p v ] n + 1 = [ 1 T 0 1 ] [ p v ] n \begin{bmatrix}p\\v\end{bmatrix}_{n+1} = \begin{bmatrix}1 & T\\0 & 1\end{bmatrix}\begin{bmatrix}p\\v\end{bmatrix}_n [ p v ] n + 1 = [ 1 0 T 1 ] [ p v ] n หาสถานะหลัง n ตัวอย่าง
(ก) กรณีฐาน n = 1 n = 1 n = 1 ชัดเจน · สมมติจริงที่ k: ( cos θ + j sin θ ) k + 1 = ( cos k θ + j sin k θ ) ( cos θ + j sin θ ) (\cos\theta + j\sin\theta)^{k+1} = \hlP{(\cos k\theta + j\sin k\theta)}(\cos\theta + j\sin\theta) ( cos θ + j sin θ ) k + 1 = ( cos k θ + j sin k θ ) ( cos θ + j sin θ )
= ( cos k θ cos θ − sin k θ sin θ ) + j ( sin k θ cos θ + cos k θ sin θ ) = cos ( k + 1 ) θ + j sin ( k + 1 ) θ = (\cos k\theta\cos\theta - \sin k\theta\sin\theta) + j(\sin k\theta\cos\theta + \cos k\theta\sin\theta) = \cos(k+1)\theta + j\sin(k+1)\theta = ( cos k θ cos θ − sin k θ sin θ ) + j ( sin k θ cos θ + cos k θ sin θ ) = cos ( k + 1 ) θ + j sin ( k + 1 ) θ ✓
(ข) เดาจาก A 2 = [ 1 2 T 0 1 ] A^2 = \begin{bmatrix}1 & 2T\\0 & 1\end{bmatrix} A 2 = [ 1 0 2 T 1 ] : ข้อความ A n = [ 1 n T 0 1 ] A^n = \begin{bmatrix}1 & nT\\0 & 1\end{bmatrix} A n = [ 1 0 n T 1 ] กรณีฐาน n = 1 จริง
A k + 1 = A k A = [ 1 k T 0 1 ] [ 1 T 0 1 ] = [ 1 ( k + 1 ) T 0 1 ] A^{k+1} = \hlP{A^k}A = \begin{bmatrix}1 & kT\\0 & 1\end{bmatrix}\begin{bmatrix}1 & T\\0 & 1\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}1 & (k+1)T\\0 & 1\end{bmatrix} A k + 1 = A k A = [ 1 0 k T 1 ] [ 1 0 T 1 ] = [ 1 0 ( k + 1 ) T 1 ] ✓ ดังนั้น p n = p 0 + n T v 0 , v n = v 0 p_n = p_0 + nT\,v_0,\ v_n = v_0 p n = p 0 + n T v 0 , v n = v 0
(ก) ( cos θ + j sin θ ) n = cos n θ + j sin n θ (\cos\theta + j\sin\theta)^n = \cos n\theta + j\sin n\theta ( cos θ + j sin θ ) n = cos n θ + j sin n θ (ข) p n = p 0 + n T v 0 p_n = p_0 + nTv_0 p n = p 0 + n T v 0 : เดาสูตรจากกรณีเล็ก แล้วยืนยันด้วยอุปนัย เป็นวิธีทำงานจริงของวิศวกร (ดูเมทริกซ์ยกกำลัง )
ตัวอย่าง I-14 · ความถูกต้องของโปรแกรม (loop invariant) โค้ดสะสมผลรวม s := 0; FOR k := 1 TO n DO s := s + k; END_FOR (Structured Text บน PLC) พิสูจน์ว่าจบลูปแล้ว s = n ( n + 1 ) / 2 s = n(n+1)/2 s = n ( n + 1 ) /2 และนับจำนวนสายเชื่อมแบบจุดต่อจุดระหว่าง n สถานี
ข้อความคงที่ของลูป: “หลังจบรอบที่ k ค่า s = k ( k + 1 ) / 2 s = k(k+1)/2 s = k ( k + 1 ) /2 ” · ก่อนเข้าลูป (k = 0): s = 0 = 0 ⋅ 1 / 2 s = 0 = 0\cdot1/2 s = 0 = 0 ⋅ 1/2 จริง
สมมติจริงหลังรอบที่ k รอบถัดไปทำ s : = s + ( k + 1 ) s := s + (k+1) s := s + ( k + 1 ) จึงได้ k ( k + 1 ) 2 + ( k + 1 ) = ( k + 1 ) ( k + 2 ) 2 \hlP{\tfrac{k(k+1)}{2}} + (k+1) = \tfrac{(k+1)(k+2)}{2} 2 k ( k + 1 ) + ( k + 1 ) = 2 ( k + 1 ) ( k + 2 ) จริงหลังรอบที่ k + 1 · ลูปจบที่ k = n จึงได้ s = n ( n + 1 ) / 2 s = n(n+1)/2 s = n ( n + 1 ) /2
สายเชื่อม: เครือข่าย k สถานีที่ต่อถึงกันทุกคู่มี L k L_k L k เส้น เพิ่มสถานีใหม่ต้องลากสายไปหาทุกสถานีเดิมอีก k เส้น: L k + 1 = L k + k L_{k+1} = L_k + k L k + 1 = L k + k และ L 1 = 0 L_1 = 0 L 1 = 0 อุปนัยให้ L n = n ( n − 1 ) 2 L_n = \tfrac{n(n-1)}{2} L n = 2 n ( n − 1 ) เช่น 10 สถานีต้องใช้ 45 เส้น เหตุผลที่ระบบใหญ่เปลี่ยนไปใช้บัสหรือฟิลด์บัส
s = n ( n + 1 ) / 2 s = n(n+1)/2 s = n ( n + 1 ) /2 · L n = n ( n − 1 ) / 2 L_n = n(n-1)/2 L n = n ( n − 1 ) /2 · การพิสูจน์ loop invariant คืออุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ที่ใช้ตรวจโค้ดPLC และเฟิร์มแวร์ที่ต้องปลอดภัย
บทพิสูจน์ผิดที่พบบ่อย: เกมหาจุดผิด ขั้นสูง
วิธีฝึกที่ได้ผลที่สุดคือหาจุดผิดในบทพิสูจน์ที่ดูถูกต้อง แต่ละข้อด้านล่างมีบรรทัดที่ผิดหนึ่งบรรทัด คลิกบรรทัดที่คิดว่าผิดแล้วอ่านเหตุผล ทั้งห้าข้อครอบคลุมความผิดพลาดหลักทั้งหมด: ขั้นอุปนัยไม่ครอบคลุม k เล็ก ลืมกรณีฐาน กรณีฐานไม่พอสำหรับอุปนัยแบบเข้ม สรุปจากตัวอย่าง และอสมการช่วยที่ใช้ไม่ได้ทุก k
ข้อผิดพลาด ตัวอย่างที่เห็นบ่อย วิธีแก้
ไม่นิยาม P(n) เขียน “สมมติจริงที่ k” โดยไม่บอกว่าอะไรจริง เขียน P(k) ออกมาเต็ม ๆ ทุกครั้ง
สมมติสิ่งที่จะพิสูจน์ เขียนสมการ P(k+1) แล้วจัดรูปสองข้างจนได้ 0 = 0 เริ่มจากด้านซ้ายเพียงด้านเดียว แล้วไปให้ถึงด้านขวา
ไม่ได้ใช้สมมติฐาน พิสูจน์ P(k+1) ได้โดยไม่แตะ P(k) เลย ถ้าไม่ได้ใช้ แปลว่าพิสูจน์ตรงได้หรือมีอะไรผิด ทำเครื่องหมายบรรทัดที่ใช้
ตรวจกรณีฐานแบบแทนค่าทั้งสมการ “แทน n = 1: 1 = 1 จริง” โดยไม่แสดงสองข้าง คำนวณซ้ายและขวาแยกกัน แล้วเปรียบเทียบ
กรณีฐานผิดค่า เริ่มที่ n = 1 ทั้งที่ข้อความจริงตั้งแต่ n = 5 ดูว่าขั้นอุปนัยต้องการ k ≥ เท่าไร แล้วหาค่าแรกที่จริงและต่อเนื่อง
ย้อนสองขั้นแต่มีกรณีฐานค่าเดียว ฟีโบนัชชี การแยกตัวประกอบ อุปนัยแบบเข้ม: กรณีฐานเท่าจำนวนขั้นที่ย้อน
ฝึกเขียนพิสูจน์ให้ได้คะแนนเต็ม (สำหรับนักศึกษาและครู) พื้นฐาน
การพิสูจน์เป็นทักษะ ไม่ใช่พรสวรรค์ ฝึกตามลำดับนี้แล้วจะเห็นว่าโจทย์ส่วนใหญ่ใช้แม่แบบเดียวกัน ต่างกันแค่ “ลูกเล่นพีชคณิต” ในขั้นอุปนัย
เริ่มจากสูตรผลบวก (I-1 ถึง I-3) เพราะขั้นอุปนัยตายตัว: ดึงพจน์สุดท้ายออก ใช้สมมติฐาน แยกตัวประกอบ
ต่อด้วยการหารลงตัว (I-4) ฝึกเขียน “หารลงตัว” เป็นสมการ b = a m b = am b = am และแยก f ( k + 1 ) f(k+1) f ( k + 1 ) ให้เห็น f ( k ) f(k) f ( k )
อสมการ (I-5, I-6) ฝึกเขียนโซ่อสมการ และตอบให้ได้ว่าทำไมกรณีฐานต้องเริ่มที่ค่านั้น
แบบเข้มและลำดับเวียนเกิด (I-7, I-8) ฝึกนับว่าต้องย้อนกี่ขั้นและต้องมีกรณีฐานกี่ค่า
ประยุกต์ (I-9 ถึง I-14) ฝึก “เดาสูตรจากกรณีเล็ก แล้วพิสูจน์” ซึ่งเป็นวิธีที่วิศวกรใช้จริง
เกณฑ์ให้คะแนน (ตัวอย่าง 4 คะแนน) ได้คะแนนเมื่อ
1 · นิยามและกรณีฐาน เขียน P(n) ชัดเจน คำนวณสองข้างของ P ( n 0 ) P(n_0) P ( n 0 ) แยกกันถูกต้อง
1 · สมมติฐานการอุปนัย เขียน “สมมติ P(k) จริงสำหรับ k ≥ n 0 k \ge n_0 k ≥ n 0 บางค่า” พร้อมข้อความเต็ม และเขียนเป้าหมาย P(k+1)
1 · ใช้สมมติฐาน มีบรรทัดที่แทนก้อนของ P(k) ด้วยสมมติฐานอย่างชัดเจน
1 · พีชคณิตและข้อสรุป จัดรูปถูกจนได้ด้านขวาของ P(k+1) และสรุปด้วยหลักอุปนัย
สำนวนภาษาไทยที่ใช้ในข้อสอบได้เลย: “ให้ P ( n ) P(n) P ( n ) แทนข้อความ …” · “เมื่อ n = 1 n = 1 n = 1 จะได้ว่า … ดังนั้น P ( 1 ) P(1) P ( 1 ) เป็นจริง” · “สมมติว่า P ( k ) P(k) P ( k ) เป็นจริง สำหรับจำนวนนับ k k k บางจำนวน นั่นคือ …” · “จะแสดงว่า P ( k + 1 ) P(k+1) P ( k + 1 ) เป็นจริง” · “โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P ( n ) P(n) P ( n ) เป็นจริงสำหรับทุกจำนวนนับ n n n ”
กลับไปที่ ลำดับและอนุกรม (ฉบับสรุป) หรือ ลำดับและอนุกรมครบชุด เพื่อใช้สูตรที่พิสูจน์แล้วกับการทดสอบการลู่เข้า และอนุกรมเทย์เลอร์ หรือไปต่อที่อนุพันธ์ ซึ่งใช้กฎยกกำลัง I8 ที่พิสูจน์ในหน้านี้
คำถามที่พบบ่อย อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์มีกี่ขั้นตอน? สองขั้นหลัก: (1) กรณีฐาน (base case) แสดงว่าข้อความ P ( n 0 ) P(n_0) P ( n 0 ) จริง (2) ขั้นอุปนัย (inductive step) สมมติว่า P ( k ) P(k) P ( k ) จริงสำหรับ k ≥ n 0 k \ge n_0 k ≥ n 0 ใด ๆ แล้วแสดงว่า P ( k + 1 ) P(k+1) P ( k + 1 ) จริง เมื่อทำครบสองขั้นจึงสรุปว่า P ( n ) P(n) P ( n ) จริงทุก n ≥ n 0 n \ge n_0 n ≥ n 0 เวลาเขียนตอบในข้อสอบนิยมแบ่งเป็น 4 ส่วน: นิยาม P(n), กรณีฐาน, สมมติฐานการอุปนัย และขั้นอุปนัยพร้อมข้อสรุป
ทำไมต้องตรวจกรณีฐาน ถ้าขั้นอุปนัยพิสูจน์ได้แล้ว? เพราะขั้นอุปนัยบอกแค่ว่า “ถ้า P(k) จริง แล้ว P(k+1) จริง” ไม่ได้บอกว่ามีตัวไหนจริงตั้งแต่แรก ตัวอย่าง: สูตรผิด 1 + ⋯ + n = ( n 2 + n + 2 ) / 2 1 + \cdots + n = (n^2 + n + 2)/2 1 + ⋯ + n = ( n 2 + n + 2 ) /2 ผ่านขั้นอุปนัยได้ แต่ที่ n = 1 ได้ 2 ≠ 1 เหมือนแถวโดมิโนที่ตั้งชิดกันดีแต่ไม่มีใครผลักตัวแรก
อุปนัยแบบเข้ม (strong induction) ต่างจากแบบธรรมดาอย่างไร? แบบธรรมดาสมมติแค่ P(k) แบบเข้มสมมติว่า P(n₀), P(n₀+1), …, P(k) จริงทั้งหมด แล้วพิสูจน์ P(k+1) ใช้เมื่อขั้นถัดไปต้องอาศัยค่าก่อนหน้าหลายค่า เช่นลำดับฟีโบนัชชี F k + 1 = F k + F k − 1 F_{k+1} = F_k + F_{k-1} F k + 1 = F k + F k − 1 หรือการแยกตัวประกอบเฉพาะ ถ้าย้อนไปสองขั้นต้องตรวจกรณีฐานสองค่า
พิสูจน์อสมการด้วยอุปนัยทำอย่างไร? เริ่มจากด้านซ้ายของ P(k+1) แยกส่วนที่เป็นด้านซ้ายของ P(k) ออกมา ใช้สมมติฐานแทนด้วยด้านขวา (เครื่องหมาย > หรือ ≥ ปรากฏตรงนี้) แล้วแสดงต่อว่าค่าที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับด้านขวาของ P(k+1) ขั้นสุดท้ายมักต้องใช้เงื่อนไขของ k เช่น k ≥ 3 k \ge 3 k ≥ 3 ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่ากรณีฐานต้องเริ่มที่ค่าใด
อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ใช้ทำอะไรในแคลคูลัสและวิศวกรรม? ใช้พิสูจน์สูตรที่ต้องจริงทุก n เช่น สูตรผลบวก Σk² ที่ใช้หาอินทิกรัลด้วยผลบวกรีมันน์ กฎอนุพันธ์ d ( x n ) / d x = n x n − 1 d(x^n)/dx = nx^{n-1} d ( x n ) / d x = n x n − 1 การแปลงลาปลาซ L { t n } = n ! / s n + 1 \mathcal{L}\{t^n\} = n!/s^{n+1} L { t n } = n ! / s n + 1 ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์ของเฟสเซอร์ กำลังของเมทริกซ์ในระบบเวลาไม่ต่อเนื่อง ขอบเขตของลำดับเวียนเกิด และความถูกต้องของโปรแกรมที่มีลูป (loop invariant)
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์
บทความอ่านง่ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ดูบทความทั้งหมด →