พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ลิมิต
  4. อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์

// บทที่ 3.2 · ลิมิต · Mathematical Induction

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Induction): หลักการ วิธีพิสูจน์ และตัวอย่าง

ตรวจสูตรด้วยตัวเลขร้อยค่าก็ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ เพราะจำนวนนับมีไม่สิ้นสุด อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์แก้ปัญหานี้ด้วยสองขั้น: พิสูจน์ว่าตัวแรกจริง และพิสูจน์ว่า “ถ้าตัวหนึ่งจริง ตัวถัดไปก็จริง” เหมือนผลักโดมิโนตัวแรกในแถวที่ไม่มีที่สิ้นสุด หน้านี้สอนตั้งแต่หลักการ แม่แบบการเขียน ไปจนถึงการใช้จริงในแคลคูลัส ลาปลาซ และระบบดิจิทัล พร้อมเครื่องมือตรวจบทพิสูจน์และเกมหาจุดผิด

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ต้องการพิสูจน์ P(n)P(n) ทุก n≥n0n \ge n_0: กรณีฐาน P(n0)P(n_0) จริง + ขั้นอุปนัย P(k)⇒P(k+1)P(k) \Rightarrow P(k+1) ทุก k≥n0k \ge n_0
  • ในขั้นอุปนัย “สมมติ” P(k)P(k) ได้เลย (สมมติฐานการอุปนัย) แล้วต้องใช้มันให้เห็นชัดตอนแสดง P(k+1)P(k+1)
  • สูตรผลบวก: ขั้นอุปนัยคือแสดงว่า g(k+1)−g(k)=f(k+1)g(k+1) - g(k) = f(k+1) · การหารลงตัว: แยก f(k+1)f(k+1) ให้เห็นก้อน f(k)f(k) · อสมการ: ใช้สมมติฐานแล้วต่อด้วยโซ่อสมการ
  • ต้องย้อนหลายขั้น (ฟีโบนัชชี) ใช้อุปนัยแบบเข้มพร้อมกรณีฐานหลายค่า
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง แคลคูลัส · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์คืออะไร: หลักโดมิโน พื้นฐาน

ลองดูสูตร n2+n+41n^2 + n + 41 ที่ n=0,1,2,…n = 0, 1, 2, \dots ได้ 41, 43, 47, 53, 61, … เป็นจำนวนเฉพาะทั้งหมด ตรวจต่อไปจนถึง n=39n = 39 ก็ยังเป็นจำนวนเฉพาะครบ 40 ค่า แต่ที่ n=40n = 40 ได้ 1681=4121681 = 41^2 การ “เห็นรูปแบบ” จากตัวอย่างจึงไม่ใช่บทพิสูจน์ ในภาษาทั่วไปเรียกการสรุปจากตัวอย่างว่าการให้เหตุผลแบบอุปนัย (inductive reasoning) แต่อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ (mathematical induction) เป็นการให้เหตุผลแบบนิรนัยที่รัดกุม 100% ชื่อคล้ายกันแต่คนละเรื่อง

นึกถึงโดมิโนเรียงเป็นแถวยาวไม่สิ้นสุด จะมั่นใจว่าล้มหมดทุกตัวได้ด้วยสองเงื่อนไข: ตัวแรกล้ม และทุกตัวที่ล้มจะชนตัวถัดไปให้ล้มด้วย ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ลองปิดกรณีฐานหรือทำให้ขั้นอุปนัยพังที่ k = 4 ในแล็บด้านล่าง

P(1)⇒P(2)⇒P(3)⇒P(4)⇒P(5)⋯ ทุก nกรณีฐาน (base case)ขั้นอุปนัย P(k) ⇒ P(k+1) ใช้ซ้ำได้ไม่สิ้นสุดสองชิ้นนี้รวมกัน (ไม่ใช่การตรวจทีละค่า) ทำให้สรุปได้ว่า P(n) จริงสำหรับจำนวนนับทุกตัว
โครงสร้างของอุปนัย: กรณีฐานจุดชนวน ขั้นอุปนัยส่งต่อความจริงจากตัวหนึ่งไปตัวถัดไปซ้ำได้ไม่สิ้นสุด

I1 Principle of mathematical induction หลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์

[ P(n0) ∧ ∀k≥n0: (P(k)⇒P(k+1))] ⟹ ∀n≥n0: P(n)\Big[\,P(n_0)\ \wedge\ \forall k \ge n_0:\ \big(P(k) \Rightarrow P(k+1)\big)\Big] \ \Longrightarrow\ \forall n \ge n_0:\ P(n)

P(n0)P(n_0) = กรณีฐาน (base case) · P(k)P(k) ที่สมมติ = สมมติฐานการอุปนัย (inductive hypothesis) · P(k)⇒P(k+1)P(k) \Rightarrow P(k+1) = ขั้นอุปนัย (inductive step)

I2 Well-ordering principle หลักการจัดอันดับดี

∅≠S⊆N ⇒ S มีสมาชิกน้อยที่สุด\varnothing \ne S \subseteq \mathbb{N} \ \Rightarrow\ S\ \text{มีสมาชิกน้อยที่สุด}

สมมูลกับอุปนัย: ถ้ามี n ที่ P(n) เท็จ จะมี “ตัวผิดตัวแรก” m แต่ P(m − 1) จริง ขั้นอุปนัยจึงบังคับให้ P(m) จริง ขัดแย้ง

I3 Strong induction อุปนัยแบบเข้ม

[P(n0)∧⋯∧P(k)]⇒P(k+1)\big[P(n_0) \wedge \cdots \wedge P(k)\big] \Rightarrow P(k+1)

สมมติทุกค่าก่อนหน้า · ถ้าขั้นอุปนัยย้อนไป m ขั้น ต้องมีกรณีฐาน m ค่า

แม่แบบเขียนพิสูจน์ 4 ขั้น (ใช้ได้ทุกข้อ) พื้นฐาน

นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เสียคะแนนเพราะพีชคณิตผิด แต่เพราะเขียนโครงสร้างไม่ครบ เช่นไม่บอกว่า P(n) คืออะไร หรือเขียน P(k+1) แล้ว “ทำสองข้างให้เท่ากัน” ซึ่งเป็นการสมมติสิ่งที่จะพิสูจน์ ใช้แม่แบบนี้ทุกครั้ง:

แม่แบบ: พิสูจน์ว่า P(n) จริงทุก n≥n0n \ge n_0
  1. นิยาม ให้ P(n)P(n) แทนข้อความ “…” (เขียนให้ชัดว่าแทนค่า n แล้วได้ประโยคอะไร)
  2. กรณีฐาน เมื่อ n=n0n = n_0: คำนวณทั้งสองข้างแยกกัน แล้วแสดงว่าเท่ากัน (หรือเป็นจริงตามความสัมพันธ์) ดังนั้น P(n0)P(n_0) จริง
  3. สมมติฐานการอุปนัย สมมติว่า P(k)P(k) จริงสำหรับจำนวนเต็ม k≥n0k \ge n_0 บางค่า นั่นคือ … (เขียน P(k) ออกมาเต็ม ๆ)
  4. ขั้นอุปนัย จะแสดงว่า P(k+1)P(k+1) จริง คือ … (เขียนเป้าหมาย) เริ่มจากด้านซ้ายของ P(k+1) จัดรูปให้เห็นก้อนที่อยู่ใน P(k) ใช้สมมติฐาน (เขียนกำกับว่า “โดยสมมติฐานการอุปนัย”) แล้วจัดรูปจนได้ด้านขวาของ P(k+1)

สรุป: โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P(n)P(n) จริงสำหรับทุกจำนวนเต็ม n≥n0n \ge n_0 ∎

กว้าง n = 5สูง n + 1 = 6บันไดสีส้ม: 1 + 2 + 3 + 4 + 5บันไดสีฟ้า (หมุนกลับหัว): อีกชุดหนึ่งเท่ากันสองชุดรวมกันเป็นสี่เหลี่ยม 5 × 6 = 30 ช่อง2(1 + 2 + ⋯ + n) = n(n + 1)1 + 2 + ⋯ + n = n(n + 1)/2ภาพนี้ “เห็น” สูตร แต่การพิสูจน์ที่ใช้ได้ทุก nอย่างเป็นระบบคืออุปนัยเชิงคณิตศาสตร์
ภาพช่วยให้ “เห็น” สูตร 1+2+⋯+n=n(n+1)21 + 2 + \cdots + n = \tfrac{n(n+1)}{2} แต่อุปนัยคือสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุก n โดยไม่ต้องวาดรูป และใช้ได้กับสูตรที่วาดรูปไม่ได้
ตัวอย่าง I-1 · ใช้แม่แบบเต็มรูป

พิสูจน์ว่า 1+2+3+⋯+n=n(n+1)21 + 2 + 3 + \cdots + n = \dfrac{n(n+1)}{2} สำหรับทุกจำนวนนับ nn

  1. นิยาม ให้ P(n)P(n) แทน 1+2+⋯+n=n(n+1)21 + 2 + \cdots + n = \dfrac{n(n+1)}{2}

  2. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1= 1 ขวา =1⋅22=1= \dfrac{1\cdot 2}{2} = 1 เท่ากัน P(1)P(1) จริง

  3. สมมติฐาน สมมติว่า P(k)P(k) จริงสำหรับ k≥1k \ge 1 บางค่า: 1+2+⋯+k=k(k+1)21 + 2 + \cdots + k = \dfrac{k(k+1)}{2}

  4. เป้าหมาย ต้องแสดงว่า 1+2+⋯+k+(k+1)=(k+1)(k+2)21 + 2 + \cdots + k + (k+1) = \dfrac{(k+1)(k+2)}{2}

  5. ขั้นอุปนัย 1+2+⋯+k⏟ก้อนของ P(k)+(k+1)=k(k+1)2+(k+1)\underbrace{1 + 2 + \cdots + k}_{\text{ก้อนของ } P(k)} + (k+1) = \hlP{\dfrac{k(k+1)}{2}} + (k+1) (โดยสมมติฐานการอุปนัย)

  6. =k(k+1)+2(k+1)2=(k+1)(k+2)2= \dfrac{k(k+1) + 2(k+1)}{2} = \dfrac{(k+1)(k+2)}{2} ตรงกับเป้าหมาย P(k+1)P(k+1) จริง

  7. สรุป โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P(n)P(n) จริงทุก n≥1n \ge 1 ∎

สังเกตเทคนิคหลัก: “ดึงพจน์สุดท้ายออก” แล้วส่วนที่เหลือคือด้านซ้ายของ P(k) พอดี สีน้ำเงิน = บรรทัดที่ใช้สมมติฐาน ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งจุดเสมอ

ตัวตรวจอุปนัย: ทดลองกรณีฐานและขั้นอุปนัยด้วยตัวเลข พื้นฐาน

เลือกข้อความ ตารางจะตรวจ P(n) ทีละค่า (ซึ่งยังไม่ใช่บทพิสูจน์) ส่วนล่างแสดงขั้นอุปนัยแบบตัวแปร k ที่เป็นบทพิสูจน์จริง เลื่อนแถบเพื่อแทน k เป็นตัวเลขแล้วดูว่าแต่ละบรรทัดทำอะไร ในโหมด “สูตรผลบวกของฉัน” พิมพ์พจน์ f(k) และสูตรที่อ้าง g(n) ระบบจะตรวจกรณีฐานและขั้นอุปนัย g(k+1)−g(k)=f(k+1)g(k+1) - g(k) = f(k+1) ถ้าเป็นพหุนามจะออกใบรับรองว่าพิสูจน์แล้วจริง

พิสูจน์สูตรผลบวก (Summation Formulas) พื้นฐาน

I4 Inductive step for sums ขั้นอุปนัยของสูตรผลบวก

∑i=n0k+1f(i)=∑i=n0kf(i)+f(k+1)⇒P(k)⇒P(k+1)  ⟺  g(k+1)=g(k)+f(k+1)\sum_{i=n_0}^{k+1} f(i) = \sum_{i=n_0}^{k} f(i) + f(k+1) \quad\Rightarrow\quad P(k) \Rightarrow P(k+1) \iff g(k+1) = g(k) + f(k+1)

ใช้ได้กับ ∑k, ∑k2, ∑k3\sum k,\ \sum k^2,\ \sum k^3 (S9) อนุกรมเรขาคณิต และผลบวกแบบหักล้าง

ตัวอย่าง I-2

พิสูจน์ ∑i=1ni2=n(n+1)(2n+1)6\displaystyle\sum_{i=1}^{n} i^2 = \frac{n(n+1)(2n+1)}{6}

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1= 1 ขวา =1⋅2⋅36=1= \dfrac{1\cdot2\cdot3}{6} = 1 จริง

  2. สมมติ ∑i=1ki2=k(k+1)(2k+1)6\sum_{i=1}^{k} i^2 = \dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6} ต้องแสดง ∑i=1k+1i2=(k+1)(k+2)(2k+3)6\sum_{i=1}^{k+1} i^2 = \dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6}

  3. ∑i=1k+1i2=k(k+1)(2k+1)6+(k+1)2=(k+1)[k(2k+1)+6(k+1)]6\sum_{i=1}^{k+1} i^2 = \hlP{\dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6}} + (k+1)^2 = \dfrac{(k+1)\left[k(2k+1) + 6(k+1)\right]}{6} (ดึง k+1k + 1 เป็นตัวร่วม อย่ากระจายทั้งหมด)

  4. =(k+1)(2k2+7k+6)6=(k+1)(k+2)(2k+3)6= \dfrac{(k+1)(2k^2 + 7k + 6)}{6} = \dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6} ✓ ตรงกับเป้าหมาย

จริงทุก n≥1n \ge 1 · เคล็ดลับ: เขียนเป้าหมายไว้ก่อน แล้วรู้ว่าต้องแยกตัวประกอบให้ได้ (k+2)(2k+3)(k+2)(2k+3)

ตัวอย่าง I-3 · อนุกรมเรขาคณิต

พิสูจน์ว่า 1+r+r2+⋯+rn−1=rn−1r−11 + r + r^2 + \cdots + r^{n-1} = \dfrac{r^n - 1}{r - 1} เมื่อ r≠1r \ne 1 แล้วตีความเมื่อ r=2r = 2

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1= 1 ขวา =r−1r−1=1= \dfrac{r - 1}{r - 1} = 1 จริง

  2. สมมติจริงที่ n=kn = k: 1+r+⋯+rk=rk−1r−1+rk=rk−1+rk+1−rkr−1=rk+1−1r−11 + r + \cdots + r^{k} = \hlP{\dfrac{r^k - 1}{r - 1}} + r^k = \dfrac{r^k - 1 + r^{k+1} - r^k}{r - 1} = \dfrac{r^{k+1} - 1}{r - 1} ✓

  3. เมื่อ r=2r = 2: 1+2+4+⋯+2n−1=2n−11 + 2 + 4 + \cdots + 2^{n-1} = 2^n - 1 คือค่าสูงสุดของเลขฐานสอง n บิต เช่น ADC 12 บิตมีรหัส 0 ถึง 212−1=40952^{12} - 1 = 4095

จริงทุก n≥1n \ge 1 (เทียบกับที่มาด้วยการคูณ r แล้วลบในหน้าลำดับและอนุกรม)

พิสูจน์การหารลงตัว (Divisibility) พื้นฐาน

เป้าหมายคือเขียน f(k+1)f(k+1) ให้อยู่ในรูป “ค่าคงที่ × f(k)f(k) + ส่วนที่หารลงตัวชัดเจน” แล้วใช้สมมติฐานว่า f(k)f(k) หารลงตัว อย่าลืมว่า “a หาร b ลงตัว” เขียนเป็นสมการได้ว่า b=amb = am สำหรับจำนวนเต็ม m บางตัว ซึ่งจัดการด้วยพีชคณิตได้ง่ายกว่า

I5 Divisibility step แม่แบบขั้นอุปนัยของการหารลงตัว

m∣f(k)  (f(k)=mq)และf(k+1)=c f(k)+m t ⇒ m∣f(k+1)m \mid f(k)\ \ (f(k) = mq) \quad\text{และ}\quad f(k+1) = c\,f(k) + m\,t \ \Rightarrow\ m \mid f(k+1)
ตัวอย่าง I-4

พิสูจน์ว่า (ก) 3∣4n−13 \mid 4^n - 1 (ข) 6∣n3−n6 \mid n^3 - n สำหรับทุกจำนวนนับ nn

  1. (ก) กรณีฐาน: 41−1=34^1 - 1 = 3 หารด้วย 3 ลงตัว · สมมติ 4k−1=3m4^k - 1 = 3m

  2. 4k+1−1=4⋅4k−1=4(4k−1)+3=4(3m)+3=3(4m+1)4^{k+1} - 1 = 4\cdot 4^k - 1 = 4(4^k - 1) + 3 = 4\hlP{(3m)} + 3 = 3(4m + 1) หารด้วย 3 ลงตัว ✓

  3. (ข) กรณีฐาน: 13−1=0=6⋅01^3 - 1 = 0 = 6\cdot 0 ✓ · สมมติ k3−k=6mk^3 - k = 6m

  4. (k+1)3−(k+1)=k3+3k2+3k+1−k−1=(k3−k)+3k(k+1)(k+1)^3 - (k+1) = k^3 + 3k^2 + 3k + 1 - k - 1 = \hlP{(k^3 - k)} + 3k(k+1)

  5. k(k+1)k(k+1) เป็นผลคูณของจำนวนเต็มสองตัวติดกัน จึงเป็นจำนวนคู่ =2t= 2t ดังนั้น 3k(k+1)=6t3k(k+1) = 6t และ (k+1)3−(k+1)=6m+6t=6(m+t)(k+1)^3 - (k+1) = 6m + 6t = 6(m + t) ✓

ทั้งสองจริงทุก n≥1n \ge 1 · (ข) ใช้ข้อเท็จจริงเสริมว่าจำนวนเต็มติดกันสองตัวมีตัวหนึ่งเป็นคู่ บทพิสูจน์อุปนัยหลายข้อต้องใช้ความรู้อื่นประกอบแบบนี้

พิสูจน์อสมการ (Inequalities) กลาง

อสมการต่างจากสมการตรงที่ปลายทางไม่ต้องได้ด้านขวาของ P(k+1) พอดี แค่ต้อง “มากกว่าหรือเท่ากับ” ก็พอ โครงสร้างจึงเป็นโซ่: ซ้ายของ P(k+1) → แยกก้อน P(k) → ใช้สมมติฐาน (เกิด > ตรงนี้) → อสมการช่วยที่ใช้เงื่อนไขของ k → ขวาของ P(k+1) เงื่อนไขของ k ในขั้นสุดท้ายคือสิ่งที่บอกว่ากรณีฐานต้องเริ่มที่เท่าไร

I6 Inequality chain โซ่อสมการ

L(k+1)=⋯ L(k)⋯ >IH ⋯ R(k)⋯ ≥ R(k+1)L(k+1) = \cdots\, L(k) \cdots\ \overset{\text{IH}}{>}\ \cdots\, R(k) \cdots\ \ge\ R(k+1)

IH = inductive hypothesis · ขั้น ≥ สุดท้ายมักต้องใช้ k≥k \ge ค่าหนึ่ง

I7 Bernoulli's inequality อสมการเบอร์นูลลี

(1+x)n≥1+nx(x≥−1, n∈N)(1 + x)^n \ge 1 + nx\qquad (x \ge -1,\ n \in \mathbb{N})

ขอบเขตล่างเชิงเส้นของการเติบโตแบบทบต้น = เทย์เลอร์อันดับหนึ่ง

ตัวอย่าง I-5 · กรณีฐานไม่ได้เริ่มที่ 1

พิสูจน์ว่า 2n>n22^n > n^2 สำหรับทุก n≥5n \ge 5

  1. ทำไมเริ่มที่ 5: n=2,3,4n = 2, 3, 4 ได้ 4=4, 8<9, 16=164 = 4,\ 8 < 9,\ 16 = 16 ไม่จริง (n=1n = 1 จริงแต่ห่วงโซ่ขาดตอน)

  2. กรณีฐาน n=5n = 5: 25=32>25=522^5 = 32 > 25 = 5^2 จริง

  3. สมมติ 2k>k22^k > k^2 สำหรับ k≥5k \ge 5 จะแสดง 2k+1>(k+1)22^{k+1} > (k+1)^2

  4. 2k+1=2⋅2k>2k22^{k+1} = 2\cdot 2^k > 2\hlP{k^2} (สมมติฐาน)

  5. เหลือแสดง 2k2≥(k+1)2  ⟺  k2−2k−1≥0  ⟺  (k−1)2≥22k^2 \ge (k+1)^2 \iff k^2 - 2k - 1 \ge 0 \iff (k-1)^2 \ge 2 จริงเมื่อ k≥3k \ge 3 (โดยเฉพาะ k≥5k \ge 5) จึงได้ 2k+1>2k2≥(k+1)22^{k+1} > 2k^2 \ge (k+1)^2 ✓

จริงทุก n≥5n \ge 5 · ขั้นอุปนัยใช้ได้ตั้งแต่ k = 3 แต่ P(3) และ P(4) เป็นเท็จ กรณีฐานจึงต้องเป็นตัวแรกที่จริงแล้วโซ่ไม่ขาด คือ 5

ตัวอย่าง I-6 · อสมการเบอร์นูลลีกับการเติบโตทบต้น

พิสูจน์ (1+x)n≥1+nx(1 + x)^n \ge 1 + nx เมื่อ x≥−1x \ge -1 แล้วใช้แสดงว่าระบบที่โต 5% ต่อรอบ หลัง 10 รอบโตอย่างน้อย 50%

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: 1+x≥1+x1 + x \ge 1 + x จริง (เท่ากัน)

  2. สมมติ (1+x)k≥1+kx(1 + x)^k \ge 1 + kx เนื่องจาก 1+x≥01 + x \ge 0 คูณทั้งสองข้างแล้วเครื่องหมายไม่กลับ: (1+x)k+1≥(1+kx)(1+x)(1 + x)^{k+1} \ge \hlP{(1 + kx)}(1 + x)

  3. =1+(k+1)x+kx2≥1+(k+1)x= 1 + (k+1)x + kx^2 \ge 1 + (k+1)x เพราะ kx2≥0kx^2 \ge 0 ✓

  4. ที่ x=0.05, n=10x = 0.05,\ n = 10: 1.0510≥1+10(0.05)=1.51.05^{10} \ge 1 + 10(0.05) = 1.5 (ค่าจริง 1.6291.629) จุดที่ต้องระวังคือเงื่อนไข x≥−1x \ge -1 ใช้ตอนคูณอสมการ

(1+x)n≥1+nx(1 + x)^n \ge 1 + nx · ด้านขวาคือเทย์เลอร์อันดับหนึ่งของด้านซ้าย อสมการบอกว่าการประมาณเชิงเส้นไม่เคยเกินค่าจริงเมื่อ x≥−1x \ge -1

อุปนัยแบบเข้มและลำดับเวียนเกิด (Strong Induction) กลาง

เจาะลึกอุปนัยแบบเข้มหน้าใหม่ อุปนัยแบบเข้ม (Strong Induction) 26.12 มีตัวอย่าง 17 ข้อ (แสตมป์ จำนวนเฉพาะ ฟีโบนัชชี เกม merge sort ระบบควบคุม) กฎจำนวนกรณีฐาน และแล็บ 11 ชุด เช่น ทดลองลดกรณีฐานแล้วดูบทพิสูจน์พัง และเกมเรียงบรรทัดบทพิสูจน์

ลำดับเวียนเกิดเป็นคู่หูโดยธรรมชาติของอุปนัย: นิยามพจน์ถัดไปจากพจน์ก่อนหน้า ก็พิสูจน์สมบัติของพจน์ถัดไปจากพจน์ก่อนหน้า ถ้าความสัมพันธ์ย้อนไปมากกว่าหนึ่งขั้น เช่น Fk+1=Fk+Fk−1F_{k+1} = F_k + F_{k-1} ต้องใช้อุปนัยแบบเข้ม (I3) และตรวจกรณีฐานให้ครบจำนวนขั้นที่ย้อน

ตัวอย่าง I-7 · แบบเข้ม

(ก) แสตมป์ราคา 4 และ 5 บาท แสดงว่ารวมได้ทุกราคา n≥12n \ge 12 บาท (ข) ฟีโบนัชชี F1=F2=1, Fn+1=Fn+Fn−1F_1 = F_2 = 1,\ F_{n+1} = F_n + F_{n-1} แสดงว่า Fn<2nF_n < 2^n

  1. (ก) กรณีฐานสี่ค่า: 12=4+4+4, 13=4+4+5, 14=4+5+5, 15=5+5+512 = 4 + 4 + 4,\ 13 = 4 + 4 + 5,\ 14 = 4 + 5 + 5,\ 15 = 5 + 5 + 5

  2. ขั้นอุปนัย: ให้ k≥15k \ge 15 และสมมติว่าทุกราคา 12 ถึง k รวมได้ ราคา k+1=(k−3)+4k + 1 = (k - 3) + 4 และ 12≤k−3≤k12 \le k - 3 \le k จึงรวมได้ตามสมมติฐาน เติมแสตมป์ 4 บาทอีกดวง ✓ (ต้องย้อน 4 ขั้น จึงต้องมีกรณีฐาน 4 ค่า)

  3. (ข) กรณีฐานสองค่า: F1=1<2F_1 = 1 < 2 และ F2=1<4F_2 = 1 < 4

  4. สมมติ Fj<2jF_j < 2^j ทุก j≤kj \le k (k≥2k \ge 2): Fk+1=Fk+Fk−1<2k+2k−1<2k+2k=2k+1F_{k+1} = \hlP{F_k} + \hlP{F_{k-1}} < 2^k + 2^{k-1} < 2^k + 2^k = 2^{k+1} ✓

(ก) ทุกราคา ≥ 12 บาท (11 บาทรวมไม่ได้) (ข) Fn<2nF_n < 2^n ทุก n

ตัวอย่าง I-8 · ขอบเขตของลำดับเวียนเกิด (ใช้คู่กับทฤษฎีบทลำดับทางเดียว)

a1=2, an+1=2+ana_1 = \sqrt2,\ a_{n+1} = \sqrt{2 + a_n} พิสูจน์ว่า 0<an<20 < a_n < 2 และ an+1>ana_{n+1} > a_n ทุก n

ดูตัวอย่างคู่กันในหน้าลำดับ
  1. กรณีฐาน: 0<a1=2≈1.414<20 < a_1 = \sqrt2 \approx 1.414 < 2

  2. สมมติ 0<ak<20 < a_k < 2: ak+1=2+ak<2+2=2a_{k+1} = \sqrt{2 + \hlP{a_k}} < \sqrt{2 + 2} = 2 และ ak+1>2>0a_{k+1} > \sqrt2 > 0 ✓ จึงได้ 0<an<20 < a_n < 2 ทุก n

  3. เพิ่มขึ้น: an+1>an  ⟺  2+an>an2  ⟺  (an−2)(an+1)<0a_{n+1} > a_n \iff 2 + a_n > a_n^2 \iff (a_n - 2)(a_n + 1) < 0 ซึ่งจริงเพราะ 0<an<20 < a_n < 2 จากข้อก่อน (ไม่ต้องอุปนัยซ้ำ)

เพิ่มขึ้นและมีขอบเขต จึงลู่เข้า และลิมิตคือ 2 (ดูทฤษฎีบทลำดับทางเดียว S13)

อุปนัยในแคลคูลัส: อนุพันธ์ ลาปลาซ และอินทิกรัล กลาง

สูตรแคลคูลัสหลายสูตรที่เขียนด้วย “n” ถูกพิสูจน์ด้วยอุปนัยทั้งสิ้น รูปแบบที่พบบ่อยคือขั้นอุปนัยใช้กฎผลคูณ (product rule) หรือการอินทิเกรตทีละส่วน (integration by parts) เพื่อลดกรณี k+1k + 1 ลงเหลือกรณี kk

I8 Power rule (n ∈ ℕ) อนุพันธ์ของ xⁿ

ddxxn=n xn−1\frac{d}{dx}x^n = n\,x^{n-1}

ขั้นอุปนัย: xk+1=x⋅xkx^{k+1} = x\cdot x^k แล้วใช้กฎผลคูณ

I9 nth derivative of 1/x อนุพันธ์อันดับ n ของ 1/x

dndxn 1x=(−1)n n!xn+1\frac{d^n}{dx^n}\,\frac1x = \frac{(-1)^n\, n!}{x^{n+1}}

I10 Laplace of tⁿ การแปลงลาปลาซของ tⁿ

L{tn}=∫0∞tne−st dt=n!sn+1\mathcal{L}\{t^n\} = \int_0^{\infty} t^n e^{-st}\,dt = \frac{n!}{s^{n+1}}

ขั้นอุปนัย: อินทิเกรตทีละส่วนได้ L{tk+1}=k+1sL{tk}\mathcal{L}\{t^{k+1}\} = \tfrac{k+1}{s}\mathcal{L}\{t^k\}

I11 Leibniz rule อนุพันธ์อันดับ n ของผลคูณ

(fg)(n)=∑k=0n(nk)f(k)g(n−k)(fg)^{(n)} = \sum_{k=0}^{n}\binom{n}{k} f^{(k)} g^{(n-k)}

โครงสร้างเดียวกับทฤษฎีบททวินาม พิสูจน์ด้วยอุปนัยและ (nk)+(nk−1)=(n+1k)\binom{n}{k} + \binom{n}{k-1} = \binom{n+1}{k}

ตัวอย่าง I-9 · กฎยกกำลังของอนุพันธ์

ใช้กฎผลคูณพิสูจน์ ddxxn=nxn−1\dfrac{d}{dx}x^n = nx^{n-1} ทุก n≥1n \ge 1

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ddxx=1=1⋅x0\dfrac{d}{dx}x = 1 = 1\cdot x^0 จริง (ได้จากนิยามอนุพันธ์โดยตรง)

  2. สมมติ ddxxk=kxk−1\dfrac{d}{dx}x^k = kx^{k-1} แล้ว ddxxk+1=ddx(x⋅xk)=1⋅xk+x⋅kxk−1\dfrac{d}{dx}x^{k+1} = \dfrac{d}{dx}\left(x\cdot x^k\right) = 1\cdot x^k + x\cdot\hlP{kx^{k-1}} (กฎผลคูณ + สมมติฐาน)

  3. =xk+kxk=(k+1)xk= x^k + kx^k = (k+1)x^k ✓

จริงทุก n ∈ ℕ · กฎนี้คือฐานของสูตรอนุพันธ์ทั้งหมดของพหุนาม และของการหาอนุพันธ์อนุกรมกำลังทีละพจน์

ตัวอย่าง I-10 · อนุพันธ์อันดับ n

พิสูจน์ dndxn1x=(−1)nn!xn+1\dfrac{d^n}{dx^n}\dfrac1x = \dfrac{(-1)^n n!}{x^{n+1}} แล้วหาสัมประสิทธิ์เทย์เลอร์ของ 1/x1/x รอบ x=1x = 1

ไปที่แล็บเทย์เลอร์
  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ddxx−1=−x−2=(−1)11!x2\dfrac{d}{dx}x^{-1} = -x^{-2} = \dfrac{(-1)^1 1!}{x^2} จริง

  2. สมมติจริงที่ k: dk+1dxk+11x=ddx[(−1)kk! x−(k+1)]=(−1)kk!⋅(−(k+1))x−(k+2)=(−1)k+1(k+1)!xk+2\dfrac{d^{k+1}}{dx^{k+1}}\dfrac1x = \dfrac{d}{dx}\hlP{\left[(-1)^k k!\,x^{-(k+1)}\right]} = (-1)^k k!\cdot(-(k+1))x^{-(k+2)} = \dfrac{(-1)^{k+1}(k+1)!}{x^{k+2}} ✓

  3. สัมประสิทธิ์เทย์เลอร์ที่ a=1a = 1: cn=f(n)(1)n!=(−1)nc_n = \dfrac{f^{(n)}(1)}{n!} = (-1)^n จึงได้ 1x=1−(x−1)+(x−1)2−⋯\dfrac1x = 1 - (x - 1) + (x - 1)^2 - \cdots (อนุกรมเรขาคณิตที่ r=−(x−1)r = -(x - 1), R=1R = 1)

f(n)(x)=(−1)nn! x−(n+1)f^{(n)}(x) = (-1)^n n!\,x^{-(n+1)} · อุปนัยทำให้เราได้ “สูตรของอนุพันธ์ทุกอันดับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุกรมเทย์เลอร์ต้องการ

ตัวอย่าง I-11 · ตารางลาปลาซมาจากไหน

พิสูจน์ L{tn}=n!sn+1\mathcal{L}\{t^n\} = \dfrac{n!}{s^{n+1}} สำหรับ n≥0n \ge 0 และ s>0s > 0

  1. กรณีฐาน n=0n = 0: L{1}=∫0∞e−stdt=1s=0!s1\mathcal{L}\{1\} = \int_0^{\infty} e^{-st}dt = \dfrac1s = \dfrac{0!}{s^1} จริง

  2. สมมติ L{tk}=k!sk+1\mathcal{L}\{t^k\} = \dfrac{k!}{s^{k+1}} อินทิเกรตทีละส่วนด้วย u=tk+1, dv=e−stdtu = t^{k+1},\ dv = e^{-st}dt:

  3. L{tk+1}=[−tk+1e−sts]0∞+k+1s∫0∞tke−stdt=0+k+1s⋅k!sk+1\mathcal{L}\{t^{k+1}\} = \Big[-\dfrac{t^{k+1}e^{-st}}{s}\Big]_0^{\infty} + \dfrac{k+1}{s}\int_0^{\infty}t^k e^{-st}dt = 0 + \dfrac{k+1}{s}\cdot\hlP{\dfrac{k!}{s^{k+1}}} (พจน์ขอบเป็นศูนย์เพราะ e−ste^{-st} ชนะพหุนาม)

  4. =(k+1)!sk+2= \dfrac{(k+1)!}{s^{k+2}} ✓

จริงทุก n≥0n \ge 0 ดูตารางการแปลงลาปลาซ · ที่ s=1s = 1 ได้ ∫0∞tne−tdt=n!\int_0^\infty t^n e^{-t}dt = n! (ฟังก์ชันแกมมา)

อุปนัยในคณิตศาสตร์วิศวกรรมและงานวิศวกรรม กลาง

ทุกครั้งที่ระบบ “ทำซ้ำ” ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสัญญาณในระบบดิจิทัล รอบของลูปโปรแกรม ขั้นของวงจรบันได หรือการคูณเฟสเซอร์ซ้ำ อุปนัยคือเครื่องมือที่บอกว่าสูตรสำหรับรอบที่ n ถูกต้องเสมอ

I12 De Moivre's theorem ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์

(cos⁡θ+jsin⁡θ)n=cos⁡nθ+jsin⁡nθ(\cos\theta + j\sin\theta)^n = \cos n\theta + j\sin n\theta

ขั้นอุปนัยใช้สูตรผลบวกมุม · กำลังของเฟสเซอร์หมุนมุมทีละ θ

I13 Discrete-time state สถานะของระบบเวลาไม่ต่อเนื่อง

x[n+1]=A x[n] ⇒ x[n]=An x[0]\mathbf{x}[n+1] = A\,\mathbf{x}[n] \ \Rightarrow\ \mathbf{x}[n] = A^n\,\mathbf{x}[0]

พื้นฐานของการควบคุมดิจิทัลและปริภูมิสถานะ

I14 Loop invariant ข้อความคงที่ของลูป

Inv(0) ∧ (Inv(k)⇒Inv(k+1))⇒Inv(n) เมื่อจบลูป\text{Inv}(0)\ \wedge\ \big(\text{Inv}(k) \Rightarrow \text{Inv}(k+1)\big) \Rightarrow \text{Inv}(n)\ \text{เมื่อจบลูป}

อุปนัยในรูปของโปรแกรม: พิสูจน์ว่าโค้ด PLC หรือเฟิร์มแวร์ให้ผลถูกทุกจำนวนรอบ

ตัวอย่าง I-12 · วงจรบันไดกับเลขฟีโบนัชชี

บันไดตัวต้านทาน (R = 1 Ω) มี R1=2, Rn+1=1+Rn1+RnR_1 = 2,\ R_{n+1} = 1 + \dfrac{R_n}{1 + R_n} พิสูจน์ว่า Rn=F2n+1F2nR_n = \dfrac{F_{2n+1}}{F_{2n}}

  1. กรณีฐาน: F3F2=21=2=R1\dfrac{F_3}{F_2} = \dfrac21 = 2 = R_1 จริง

  2. สมมติ Rk=F2k+1F2kR_k = \dfrac{F_{2k+1}}{F_{2k}} แทนลงในความสัมพันธ์แล้วคูณเศษและส่วนด้วย F2kF_{2k}: Rk+1=1+2Rk1+Rk=F2k+2F2k+1F2k+F2k+1R_{k+1} = \dfrac{1 + 2R_k}{1 + R_k} = \dfrac{F_{2k} + 2\hlP{F_{2k+1}}}{F_{2k} + \hlP{F_{2k+1}}}

  3. ใช้ Fm+1=Fm+Fm−1F_{m+1} = F_m + F_{m-1}: ส่วน =F2k+2= F_{2k+2} และเศษ =F2k+2+F2k+1=F2k+3= F_{2k+2} + F_{2k+1} = F_{2k+3} จึงได้ Rk+1=F2k+3F2k+2R_{k+1} = \dfrac{F_{2k+3}}{F_{2k+2}} ✓

Rn=F2n+1/F2nR_n = F_{2n+1}/F_{2n} ทุก n · อัตราส่วนเลขฟีโบนัชชีลู่เข้าสู่ φ=1+52\varphi = \tfrac{1 + \sqrt5}{2} จึงได้ R∞=φRR_\infty = \varphi R ตรงกับตัวอย่าง S-12

ตัวอย่าง I-13 · เฟสเซอร์และระบบดิจิทัล

(ก) พิสูจน์ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์ (ข) ระบบเคลื่อนที่ความเร็วคงที่สุ่มตัวอย่างทุก T วินาที [pv]n+1=[1T01][pv]n\begin{bmatrix}p\\v\end{bmatrix}_{n+1} = \begin{bmatrix}1 & T\\0 & 1\end{bmatrix}\begin{bmatrix}p\\v\end{bmatrix}_n หาสถานะหลัง n ตัวอย่าง

  1. (ก) กรณีฐาน n=1n = 1 ชัดเจน · สมมติจริงที่ k: (cos⁡θ+jsin⁡θ)k+1=(cos⁡kθ+jsin⁡kθ)(cos⁡θ+jsin⁡θ)(\cos\theta + j\sin\theta)^{k+1} = \hlP{(\cos k\theta + j\sin k\theta)}(\cos\theta + j\sin\theta)

  2. =(cos⁡kθcos⁡θ−sin⁡kθsin⁡θ)+j(sin⁡kθcos⁡θ+cos⁡kθsin⁡θ)=cos⁡(k+1)θ+jsin⁡(k+1)θ= (\cos k\theta\cos\theta - \sin k\theta\sin\theta) + j(\sin k\theta\cos\theta + \cos k\theta\sin\theta) = \cos(k+1)\theta + j\sin(k+1)\theta ✓

  3. (ข) เดาจาก A2=[12T01]A^2 = \begin{bmatrix}1 & 2T\\0 & 1\end{bmatrix}: ข้อความ An=[1nT01]A^n = \begin{bmatrix}1 & nT\\0 & 1\end{bmatrix} กรณีฐาน n = 1 จริง

  4. Ak+1=AkA=[1kT01][1T01]=[1(k+1)T01]A^{k+1} = \hlP{A^k}A = \begin{bmatrix}1 & kT\\0 & 1\end{bmatrix}\begin{bmatrix}1 & T\\0 & 1\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}1 & (k+1)T\\0 & 1\end{bmatrix} ✓ ดังนั้น pn=p0+nT v0, vn=v0p_n = p_0 + nT\,v_0,\ v_n = v_0

(ก) (cos⁡θ+jsin⁡θ)n=cos⁡nθ+jsin⁡nθ(\cos\theta + j\sin\theta)^n = \cos n\theta + j\sin n\theta (ข) pn=p0+nTv0p_n = p_0 + nTv_0: เดาสูตรจากกรณีเล็ก แล้วยืนยันด้วยอุปนัย เป็นวิธีทำงานจริงของวิศวกร (ดูเมทริกซ์ยกกำลัง)

ตัวอย่าง I-14 · ความถูกต้องของโปรแกรม (loop invariant)

โค้ดสะสมผลรวม s := 0; FOR k := 1 TO n DO s := s + k; END_FOR (Structured Text บน PLC) พิสูจน์ว่าจบลูปแล้ว s=n(n+1)/2s = n(n+1)/2 และนับจำนวนสายเชื่อมแบบจุดต่อจุดระหว่าง n สถานี

  1. ข้อความคงที่ของลูป: “หลังจบรอบที่ k ค่า s=k(k+1)/2s = k(k+1)/2” · ก่อนเข้าลูป (k = 0): s=0=0⋅1/2s = 0 = 0\cdot1/2 จริง

  2. สมมติจริงหลังรอบที่ k รอบถัดไปทำ s:=s+(k+1)s := s + (k+1) จึงได้ k(k+1)2+(k+1)=(k+1)(k+2)2\hlP{\tfrac{k(k+1)}{2}} + (k+1) = \tfrac{(k+1)(k+2)}{2} จริงหลังรอบที่ k + 1 · ลูปจบที่ k = n จึงได้ s=n(n+1)/2s = n(n+1)/2

  3. สายเชื่อม: เครือข่าย k สถานีที่ต่อถึงกันทุกคู่มี LkL_k เส้น เพิ่มสถานีใหม่ต้องลากสายไปหาทุกสถานีเดิมอีก k เส้น: Lk+1=Lk+kL_{k+1} = L_k + k และ L1=0L_1 = 0 อุปนัยให้ Ln=n(n−1)2L_n = \tfrac{n(n-1)}{2} เช่น 10 สถานีต้องใช้ 45 เส้น เหตุผลที่ระบบใหญ่เปลี่ยนไปใช้บัสหรือฟิลด์บัส

s=n(n+1)/2s = n(n+1)/2 · Ln=n(n−1)/2L_n = n(n-1)/2 · การพิสูจน์ loop invariant คืออุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ที่ใช้ตรวจโค้ดPLCและเฟิร์มแวร์ที่ต้องปลอดภัย

บทพิสูจน์ผิดที่พบบ่อย: เกมหาจุดผิด ขั้นสูง

วิธีฝึกที่ได้ผลที่สุดคือหาจุดผิดในบทพิสูจน์ที่ดูถูกต้อง แต่ละข้อด้านล่างมีบรรทัดที่ผิดหนึ่งบรรทัด คลิกบรรทัดที่คิดว่าผิดแล้วอ่านเหตุผล ทั้งห้าข้อครอบคลุมความผิดพลาดหลักทั้งหมด: ขั้นอุปนัยไม่ครอบคลุม k เล็ก ลืมกรณีฐาน กรณีฐานไม่พอสำหรับอุปนัยแบบเข้ม สรุปจากตัวอย่าง และอสมการช่วยที่ใช้ไม่ได้ทุก k

ข้อผิดพลาดตัวอย่างที่เห็นบ่อยวิธีแก้
ไม่นิยาม P(n)เขียน “สมมติจริงที่ k” โดยไม่บอกว่าอะไรจริงเขียน P(k) ออกมาเต็ม ๆ ทุกครั้ง
สมมติสิ่งที่จะพิสูจน์เขียนสมการ P(k+1) แล้วจัดรูปสองข้างจนได้ 0 = 0เริ่มจากด้านซ้ายเพียงด้านเดียว แล้วไปให้ถึงด้านขวา
ไม่ได้ใช้สมมติฐานพิสูจน์ P(k+1) ได้โดยไม่แตะ P(k) เลยถ้าไม่ได้ใช้ แปลว่าพิสูจน์ตรงได้หรือมีอะไรผิด ทำเครื่องหมายบรรทัดที่ใช้
ตรวจกรณีฐานแบบแทนค่าทั้งสมการ“แทน n = 1: 1 = 1 จริง” โดยไม่แสดงสองข้างคำนวณซ้ายและขวาแยกกัน แล้วเปรียบเทียบ
กรณีฐานผิดค่าเริ่มที่ n = 1 ทั้งที่ข้อความจริงตั้งแต่ n = 5ดูว่าขั้นอุปนัยต้องการ k ≥ เท่าไร แล้วหาค่าแรกที่จริงและต่อเนื่อง
ย้อนสองขั้นแต่มีกรณีฐานค่าเดียวฟีโบนัชชี การแยกตัวประกอบอุปนัยแบบเข้ม: กรณีฐานเท่าจำนวนขั้นที่ย้อน

ฝึกเขียนพิสูจน์ให้ได้คะแนนเต็ม (สำหรับนักศึกษาและครู) พื้นฐาน

การพิสูจน์เป็นทักษะ ไม่ใช่พรสวรรค์ ฝึกตามลำดับนี้แล้วจะเห็นว่าโจทย์ส่วนใหญ่ใช้แม่แบบเดียวกัน ต่างกันแค่ “ลูกเล่นพีชคณิต” ในขั้นอุปนัย

  1. เริ่มจากสูตรผลบวก (I-1 ถึง I-3) เพราะขั้นอุปนัยตายตัว: ดึงพจน์สุดท้ายออก ใช้สมมติฐาน แยกตัวประกอบ
  2. ต่อด้วยการหารลงตัว (I-4) ฝึกเขียน “หารลงตัว” เป็นสมการ b=amb = am และแยก f(k+1)f(k+1) ให้เห็น f(k)f(k)
  3. อสมการ (I-5, I-6) ฝึกเขียนโซ่อสมการ และตอบให้ได้ว่าทำไมกรณีฐานต้องเริ่มที่ค่านั้น
  4. แบบเข้มและลำดับเวียนเกิด (I-7, I-8) ฝึกนับว่าต้องย้อนกี่ขั้นและต้องมีกรณีฐานกี่ค่า
  5. ประยุกต์ (I-9 ถึง I-14) ฝึก “เดาสูตรจากกรณีเล็ก แล้วพิสูจน์” ซึ่งเป็นวิธีที่วิศวกรใช้จริง
เกณฑ์ให้คะแนน (ตัวอย่าง 4 คะแนน)ได้คะแนนเมื่อ
1 · นิยามและกรณีฐานเขียน P(n) ชัดเจน คำนวณสองข้างของ P(n0)P(n_0) แยกกันถูกต้อง
1 · สมมติฐานการอุปนัยเขียน “สมมติ P(k) จริงสำหรับ k≥n0k \ge n_0 บางค่า” พร้อมข้อความเต็ม และเขียนเป้าหมาย P(k+1)
1 · ใช้สมมติฐานมีบรรทัดที่แทนก้อนของ P(k) ด้วยสมมติฐานอย่างชัดเจน
1 · พีชคณิตและข้อสรุปจัดรูปถูกจนได้ด้านขวาของ P(k+1) และสรุปด้วยหลักอุปนัย

สำนวนภาษาไทยที่ใช้ในข้อสอบได้เลย: “ให้ P(n)P(n) แทนข้อความ …” · “เมื่อ n=1n = 1 จะได้ว่า … ดังนั้น P(1)P(1) เป็นจริง” · “สมมติว่า P(k)P(k) เป็นจริง สำหรับจำนวนนับ kk บางจำนวน นั่นคือ …” · “จะแสดงว่า P(k+1)P(k+1) เป็นจริง” · “โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P(n)P(n) เป็นจริงสำหรับทุกจำนวนนับ nn”

กลับไปที่ ลำดับและอนุกรม (ฉบับสรุป) หรือ ลำดับและอนุกรมครบชุด เพื่อใช้สูตรที่พิสูจน์แล้วกับการทดสอบการลู่เข้าและอนุกรมเทย์เลอร์ หรือไปต่อที่อนุพันธ์ ซึ่งใช้กฎยกกำลัง I8 ที่พิสูจน์ในหน้านี้

คำถามที่พบบ่อย

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์มีกี่ขั้นตอน?

สองขั้นหลัก: (1) กรณีฐาน (base case) แสดงว่าข้อความ P(n0)P(n_0) จริง (2) ขั้นอุปนัย (inductive step) สมมติว่า P(k)P(k) จริงสำหรับ k≥n0k \ge n_0 ใด ๆ แล้วแสดงว่า P(k+1)P(k+1) จริง เมื่อทำครบสองขั้นจึงสรุปว่า P(n)P(n) จริงทุก n≥n0n \ge n_0 เวลาเขียนตอบในข้อสอบนิยมแบ่งเป็น 4 ส่วน: นิยาม P(n), กรณีฐาน, สมมติฐานการอุปนัย และขั้นอุปนัยพร้อมข้อสรุป

ทำไมต้องตรวจกรณีฐาน ถ้าขั้นอุปนัยพิสูจน์ได้แล้ว?

เพราะขั้นอุปนัยบอกแค่ว่า “ถ้า P(k) จริง แล้ว P(k+1) จริง” ไม่ได้บอกว่ามีตัวไหนจริงตั้งแต่แรก ตัวอย่าง: สูตรผิด 1+⋯+n=(n2+n+2)/21 + \cdots + n = (n^2 + n + 2)/2 ผ่านขั้นอุปนัยได้ แต่ที่ n = 1 ได้ 2 ≠ 1 เหมือนแถวโดมิโนที่ตั้งชิดกันดีแต่ไม่มีใครผลักตัวแรก

อุปนัยแบบเข้ม (strong induction) ต่างจากแบบธรรมดาอย่างไร?

แบบธรรมดาสมมติแค่ P(k) แบบเข้มสมมติว่า P(n₀), P(n₀+1), …, P(k) จริงทั้งหมด แล้วพิสูจน์ P(k+1) ใช้เมื่อขั้นถัดไปต้องอาศัยค่าก่อนหน้าหลายค่า เช่นลำดับฟีโบนัชชี Fk+1=Fk+Fk−1F_{k+1} = F_k + F_{k-1} หรือการแยกตัวประกอบเฉพาะ ถ้าย้อนไปสองขั้นต้องตรวจกรณีฐานสองค่า

พิสูจน์อสมการด้วยอุปนัยทำอย่างไร?

เริ่มจากด้านซ้ายของ P(k+1) แยกส่วนที่เป็นด้านซ้ายของ P(k) ออกมา ใช้สมมติฐานแทนด้วยด้านขวา (เครื่องหมาย > หรือ ≥ ปรากฏตรงนี้) แล้วแสดงต่อว่าค่าที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับด้านขวาของ P(k+1) ขั้นสุดท้ายมักต้องใช้เงื่อนไขของ k เช่น k≥3k \ge 3 ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่ากรณีฐานต้องเริ่มที่ค่าใด

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ใช้ทำอะไรในแคลคูลัสและวิศวกรรม?

ใช้พิสูจน์สูตรที่ต้องจริงทุก n เช่น สูตรผลบวก Σk² ที่ใช้หาอินทิกรัลด้วยผลบวกรีมันน์ กฎอนุพันธ์ d(xn)/dx=nxn−1d(x^n)/dx = nx^{n-1} การแปลงลาปลาซ L{tn}=n!/sn+1\mathcal{L}\{t^n\} = n!/s^{n+1} ทฤษฎีบทเดอมัวฟร์ของเฟสเซอร์ กำลังของเมทริกซ์ในระบบเวลาไม่ต่อเนื่อง ขอบเขตของลำดับเวียนเกิด และความถูกต้องของโปรแกรมที่มีลูป (loop invariant)

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์