- หน้าแรก
- คลังความรู้
- การแปลงลาปลาซ
- Inverse Laplace Transform
// บทที่ 8.5 · การแปลงลาปลาซ · Inverse Laplace Transform
การแปลงลาปลาซผกผัน (Inverse Laplace Transform) ครบทุกกรณี
การแปลงไปข้างหน้าใช้ตารางและคุณสมบัติก็พอ แต่การแปลงกลับคือที่ที่คะแนนหายในห้องสอบ หน้านี้เรียงเนื้อหาแบบตำรา Ogata: เริ่มจากนิยามและอินทิกรัลบรอมวิช แล้วไล่ทุกกรณีของเศษส่วนย่อย โพลเดี่ยว โพลเชิงซ้อน โพลซ้ำ เศษส่วนไม่แท้ ตัวหน่วงเวลา จากนั้นวิธีทางเลือก (เทียบสัมประสิทธิ์ คอนโวลูชัน เรซิดิว) ทฤษฎีบทการกระจายของเฮวิไซด์ การใช้ MATLAB/Python และโจทย์ฝึก 12 ข้อ ทุกตัวอย่างลองในเครื่องคิดเลขแสดงวิธีทำได้ สูตรใช้รหัส V
สรุปใน 30 วินาที
- ทำให้เป็นเศษส่วนแท้ (หารยาว) → แยกตัวประกอบตัวส่วน → เลือกรูปเศษส่วนย่อยตามชนิดโพล → หาสัมประสิทธิ์ → เปิดตาราง
- โพลเดี่ยว −pk: ak=[(s+pk)F(s)]s=−pk → ake−pkt
- โพลซ้ำอันดับ r: br−k=k!1dskdk[(s+p)rF]s=−p → (j−1)!tj−1e−pt
- โพลเชิงซ้อน: เติมกำลังสอง (s+a)2+ω2 → e−at(Acosωt+Bsinωt)
ระดับพื้นฐาน ปี 2กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท
อ่านวิธีทำตัวประกอบที่ถูกปิดสูตรที่ใช้
นิยาม ความเป็นหนึ่งเดียว และภาพรวมวิธีหา พื้นฐาน
V1 Inverse Laplace transform การแปลงผกผัน
f(t)=L−1{F(s)}=2πj1∫c−j∞c+j∞F(s)estds,t>0, c>Re(ทุกโพล)
ความเป็นหนึ่งเดียว (ทฤษฎีบทของ Lerch): ฟังก์ชันต่อเนื่องสองตัวที่มีการแปลงลาปลาซเท่ากันเป็นฟังก์ชันเดียวกันสำหรับ t≥0 เราจึงแปลงกลับด้วยการ “เปิดตาราง” ได้อย่างมั่นใจ
| วิธี | ใช้เมื่อ | หัวข้อ |
| เปิดตารางตรง ๆ | F(s) อยู่ในรูปมาตรฐานอยู่แล้ว | ตารางท้ายหน้า |
| เศษส่วนย่อย + ปิดตัวประกอบ (Heaviside) | ฟังก์ชันตรรกยะ โพลเดี่ยว · วิธีหลัก | กรณีที่ 1 |
| เติมกำลังสองสมบูรณ์ | โพลเชิงซ้อน | กรณีที่ 2 |
| สูตรอนุพันธ์ | โพลซ้ำ | กรณีที่ 3 |
| หารยาว | ดีกรีเศษ ≥ ดีกรีส่วน | กรณีที่ 4 |
| เลื่อนเวลา | มี e−sT | กรณีที่ 5 |
| เทียบสัมประสิทธิ์ / แทนค่า s | ตรวจคำตอบ หรือคิดมือแบบไม่ใช้จำนวนเชิงซ้อน | วิธีทางเลือก |
| คอนโวลูชัน | ผลคูณของสองฟังก์ชันที่รู้ตัวผกผัน | วิธีทางเลือก |
| เรซิดิว (บรอมวิช) | ทฤษฎี ทุกกรณีในสูตรเดียว | ขั้นสูง |
ในงานวิศวกรรม F(s) เกือบทั้งหมดเป็นอัตราส่วนของพหุนามสองตัว (Ogata ใช้สัญลักษณ์ B(s)/A(s))
V2 Rational F(s) รูปทั่วไป
F(s)=A(s)B(s)=K(s+p1)(s+p2)⋯(s+pn)(s+z1)(s+z2)⋯(s+zm),m<n
−pk คือโพล −zi คือซีโร่ (เครื่องหมายแบบ Ogata) · ถ้า m≥n ต้องหารยาวก่อน (กรณีที่ 4)
V3 Partial-fraction rules กฎการตั้งรูปเศษส่วนย่อย
(s+p)(s+p)r(s+α)2+ω2→ s+pa→ s+pb1+(s+p)2b2+⋯+(s+p)rbr→ (s+α)2+ω2A(s+α)+Bω หรือ s+α−jωK+s+α+jωKˉ
จำนวนค่าคงที่ที่ต้องหา = ดีกรีของตัวส่วนเสมอ ใช้นับตรวจว่าตั้งรูปครบ
กรณีที่ 1: โพลเดี่ยวจริงทั้งหมด (Distinct Real Poles) พื้นฐาน
V4 Heaviside cover-up วิธีปิดตัวประกอบ
F(s)=k=1∑ns+pkak,ak=[(s+pk)F(s)]s=−pk,f(t)=k=1∑nake−pkt
ที่มา: คูณทั้งสองข้างด้วย (s+pk) แล้วแทน s=−pk ทุกพจน์อื่นมี (s+pk) จึงเป็นศูนย์ เหลือ ak ตัวเดียว · ak คือเรซิดิวของ F ที่ −pk
V5 Using A′(s) สูตรอนุพันธ์ตัวส่วน
ak=A′(−pk)B(−pk)
สะดวกเมื่อตัวส่วนยังไม่แยกตัวประกอบหรือมีดีกรีสูง
V6 Quick checks ตรวจคำตอบเร็ว
f(0+)=∑ak=s→∞limsF(s)
ถ้า n−m≥2 ผลรวมของ ak ต้องเป็นศูนย์
ตัวอย่าง V-1 · Ogata ตัวอย่างพื้นฐานF(s)=(s+1)(s+2)s+3
- F(s)=s+1a1+s+2a2
ปิด (s+1) แล้วแทน s=−1 V4
a1=[(s+1)(s+2)s+3]s=−1=12=2
ปิด (s+2) แล้วแทน s=−2
a2=[(s+1)s+3]s=−2=−11=−1
- f(t)=2e−t−e−2t,t≥0
f(t)=2e−t−e−2t
ตรวจ V6: f(0+)=2−1=1=lims→∞(s+1)(s+2)s(s+3) ✓
ตัวอย่าง V-2 · สามโพล ด้วยสูตร A′(s)F(s)=s3+6s2+11s+65s+3
แยกตัวประกอบ: ลอง s=−1: −1+6−11+6=0 ✓ หารได้ s2+5s+6=(s+2)(s+3)
A(s)=(s+1)(s+2)(s+3),A′(s)=3s2+12s+11
ใช้ ak=B(−pk)/A′(−pk) V5
a1=3−12+11−5+3=2−2=−1,a2=12−24+11−10+3=−1−7=7,a3=27−36+11−15+3=2−12=−6
- f(t)=−e−t+7e−2t−6e−3t
f(t)=−e−t+7e−2t−6e−3t
ตรวจ V6: n−m=2 ผลรวมต้องเป็นศูนย์: −1+7−6=0 ✓
กรณีที่ 2: โพลเชิงซ้อนสังยุค (Complex-Conjugate Poles) กลาง
มีสองวิธีที่ให้คำตอบเดียวกัน วิธีเติมกำลังสองไม่ต้องใช้จำนวนเชิงซ้อนเลย เหมาะกับการคิดมือ ส่วนวิธีเรซิดิวเชิงซ้อนให้รูปแอมพลิจูด-มุมเฟสโดยตรง และเป็นสิ่งที่เครื่องคิดเลขกับ MATLAB ทำ
V7 Completing the square เติมกำลังสองสมบูรณ์
(s+α)2+ω2A(s+α)+Bω ⟶ e−αt(Acosωt+Bsinωt)
ขั้นตอน: s2+bs+c=(s+2b)2+(c−4b2) ได้ α=b/2, ω=c−b2/4 แล้วเขียนตัวเศษใหม่ในรูป A(s+α)+Bω
V8 Complex residue form รูปแอมพลิจูด-มุมเฟส
s+α−jωK+s+α+jωKˉ ⟶ 2∣K∣e−αtcos(ωt+∠K),K=[(s+α−jω)F(s)]s=−α+jω
หา K ตัวเดียวพอ อีกตัวเป็นสังยุค · เทียบกับ V7: A=2ReK, B=−2ImK
ตัวอย่าง V-3 · Ogata: เติมกำลังสองF(s)=s2+2s+52s+12
ดิสคริมิแนนต์ 4−20<0 → โพลเชิงซ้อน −1±2j เติมกำลังสอง
s2+2s+5=(s+1)2+22
จัดตัวเศษเป็น A(s+1)+B⋅2 V7
2s+12=2(s+1)+10=2(s+1)+5⋅2
- F(s)=2(s+1)2+22s+1+5(s+1)2+222
- f(t)=e−t(2cos2t+5sin2t)
f(t)=2e−tcos2t+5e−tsin2t, t≥0
ตัวอย่าง V-4 · ข้อเดิมด้วยเรซิดิวเชิงซ้อนF(s)=s2+2s+52s+12 ในรูปแอมพลิจูด-มุมเฟส
ปิด (s+1−2j) แล้วแทน s=−1+2j V8
K=[s+1+2j2s+12]s=−1+2j=4j10+4j=4(10+4j)(−j)=1−2.5j
- ∣K∣=1+6.25=229,∠K=tan−11−2.5=−68.20∘
- f(t)=2∣K∣e−tcos(2t+∠K)=29e−tcos(2t−68.20∘)
29e−tcos(2t−68.2∘) เท่ากับคำตอบ V-3 ทุกประการ (A=2ReK=2, B=−2ImK=5)
ตัวอย่าง V-5 · โพลจริง + คู่เชิงซ้อน (ผลตอบสนองขั้นบันไดของระบบอันดับสอง)F(s)=s(s2+4s+13)10
- s(s2+4s+13)10=sA+s2+4s+13Bs+C,A=[s2+4s+1310]s=0=1310
เทียบสัมประสิทธิ์ 10=A(s2+4s+13)+(Bs+C)s: ที่ s2: A+B=0 → B=−1310 · ที่ s: 4A+C=0 → C=−1340
เติมกำลังสอง (s+2)2+32 และ Bs+C=−1310(s+4)=−1310[(s+2)+32⋅3]
- f(t)=1310−1310e−2tcos3t−3920e−2tsin3t
f(t)=1310[1−e−2t(cos3t+32sin3t)] เข้าสู่ 1310 แบบแกว่งหน่วง
ตรวจ: f(0)=1310(1−1)=0 ✓ · ค่าสุดท้าย lims→0sF=1310 ✓
กรณีที่ 3: โพลซ้ำ (Multiple Poles) กลาง
V9 Multiple-pole coefficients สัมประสิทธิ์ของโพลซ้ำอันดับ r
A(s)B(s)=(s+p)rbr+(s+p)r−1br−1+⋯+s+pb1+(พจน์ของโพลอื่น)
br=[(s+p)rF(s)]s=−p,br−k=k!1{dskdk[(s+p)rF(s)]}s=−p,k=1,…,r−1
ที่มา: (s+p)rF(s)=br+br−1(s+p)+⋯+b1(s+p)r−1+⋯ คืออนุกรมเทย์เลอร์รอบ −p สัมประสิทธิ์จึงได้จากอนุพันธ์ (เหมือนสูตรเรซิดิวอันดับ m)
V10 Time terms แปลงกลับพจน์โพลซ้ำ
(s+p)j1 ⟶ (j−1)!tj−1e−pt
V11 Repeated complex poles โพลเชิงซ้อนซ้ำ
(s2+ω2)21 ⟶ 2ω3sinωt−ωtcosωt
หรือใช้ V9 กับเรซิดิวเชิงซ้อน หรือคอนโวลูชัน P-11
ตัวอย่าง V-6 · Ogata: โพลอันดับสามF(s)=(s+1)3s2+2s+3
- F(s)=(s+1)3b3+(s+1)2b2+s+1b1,(s+1)3F(s)=s2+2s+3
k=0: แทน s=−1 V9
b3=(−1)2+2(−1)+3=2
k=1: อนุพันธ์ครั้งเดียว
b2=[dsd(s2+2s+3)]s=−1=[2s+2]s=−1=0
k=2: อนุพันธ์สองครั้งหาร 2!
b1=2!1[ds2d2(s2+2s+3)]s=−1=22=1
ใช้ V10: (s+1)32→t2e−t และ s+11→e−t
f(t)=t2e−t+0+e−t=(t2+1)e−t
f(t)=(1+t2)e−t, t≥0
ทางลัด: แทน u=s+1 ได้ s2+2s+3=u2+2 ดังนั้น F=u1+u32 ตรงกัน ✓
ตัวอย่าง V-7 · โพลเดี่ยว + โพลซ้ำF(s)=(s+1)(s+2)2s+3
- F=s+1a+s+2b1+(s+2)2b2
โพลเดี่ยว: a=[(s+2)2s+3]s=−1=12=2
โพลซ้ำ: (s+2)2F=s+1s+3
b2=[s+1s+3]s=−2=−11=−1,b1=[dsds+1s+3]s=−2=[(s+1)2−2]s=−2=−2
- f(t)=2e−t−2e−2t−te−2t
f(t)=2e−t−(2+t)e−2t
ตรวจ: n−m=2 → สัมประสิทธิ์ของพจน์ 1/(s+p) รวมกันเป็นศูนย์: 2+(−2)=0 ✓ · f(0)=2−2=0 ✓
ตัวอย่าง V-8 · โพลซ้ำที่จุดกำเนิดF(s)=s2(s+1)1
s2F=s+11: b2=1, b1=[(s+1)2−1]s=0=−1 · โพล −1: a=[s21]s=−1=1
- F=s21−s1+s+11 ⇒ f(t)=t−1+e−t
f(t)=t−1+e−t คือผลตอบสนองแรมป์ของระบบอันดับหนึ่ง ตามหลังแรมป์อยู่ 1 หน่วยในสถานะคงตัว
กรณีที่ 4: เศษส่วนไม่แท้ (deg B ≥ deg A) กลาง
V12 Improper F(s) หารยาวก่อน
A(s)B(s)=Q(s)+A(s)R(s),L−1{c0+c1s+c2s2+⋯}=c0δ(t)+c1δ′(t)+c2δ′′(t)+⋯
ผลหาร Q(s) ให้อิมพัลส์และอนุพันธ์ของอิมพัลส์ ส่วนเศษ R/A เป็นเศษส่วนแท้ แยกตามกรณีที่ 1–3 · ทบทวนการหารยาวพหุนามได้ที่บทอินทิกรัล
ตัวอย่าง V-9 · Ogata: ดีกรีเศษมากกว่าส่วนG(s)=(s+1)(s+2)s3+5s2+9s+7
ตัวส่วน s2+3s+2 หารยาว: s3+5s2+9s+7=(s+2)(s2+3s+2)+(s+3)
G(s)=s+2+(s+1)(s+2)s+3
เศษที่เหลือคือ V-1: (s+1)(s+2)s+3=s+12−s+21
ใช้ V12: s→δ′(t), 2→2δ(t)
g(t)=dtdδ(t)+2δ(t)+2e−t−e−2t,t≥0−
g(t)=δ′(t)+2δ(t)+2e−t−e−2t
กรณีที่ 5: มีตัวหน่วงเวลา e^(−sT) กลาง
V13 Delayed terms พจน์ที่มีตัวหน่วง
L−1{e−sTG(s)}=g(t−T)u(t−T),g=L−1{G}
อย่ารวม e−sT เข้าไปในเศษส่วนย่อย ให้แยกพจน์ตามตัวหน่วง แปลงกลับส่วนตรรกยะแต่ละก้อน แล้วเลื่อนทีละก้อน
ตัวอย่าง V-10 · หน่วงหนึ่งก้อนF(s)=s(s+1)e−2s
- G(s)=s(s+1)1=s1−s+11 ⇒ g(t)=1−e−t
เลื่อนไป 2 หน่วย V13
f(t)=[1−e−(t−2)]u(t−2)
เป็นศูนย์จนถึง t=2 แล้วชาร์จขึ้นแบบเอกซ์โพเนนเชียล
ตัวอย่าง V-11 · ผลต่างของสองก้อนF(s)=s21−e−s
- F=s21−e−ss21 ⇒ f(t)=tu(t)−(t−1)u(t−1)
แรมป์ที่หยุดโตที่ t=1: f=t เมื่อ 0≤t<1 และ f=1 เมื่อ t≥1
วิธีทางเลือก: เทียบสัมประสิทธิ์และแทนค่า s พื้นฐาน
V14 Equating coefficients เทียบสัมประสิทธิ์
B(s)=k∑aks+pkA(s)+⋯⇒เทียบสัมประสิทธิ์ของ s0,s1,… หรือแทน s หลายค่า
ใช้ร่วมกับการปิดตัวประกอบเพื่อหาตัวที่เหลือ โดยเฉพาะตัวเศษ Bs+C ของตัวประกอบกำลังสอง
ตัวอย่าง V-12 · ไม่แตะจำนวนเชิงซ้อนเลยF(s)=s(s2+2s+2)s+1
- s(s2+2s+2)s+1=sA+s2+2s+2Bs+C,A=[s2+2s+2s+1]s=0=21
เทียบ: s+1=21(s2+2s+2)+Bs2+Cs · s2: 21+B=0 → B=−21 · s: 1+C=1 → C=0
เติมกำลังสอง (s+1)2+1 และ −21s=−21(s+1)+21
F=s1/2−21⋅(s+1)2+1s+1+21⋅(s+1)2+11
- f(t)=21−21e−tcost+21e−tsint
f(t)=21[1−e−t(cost−sint)]
วิธีทางเลือก: คอนโวลูชัน กลาง
V15 Inverse of a product แปลงกลับผลคูณ
L−1{F(s)G(s)}=∫0tf(τ)g(t−τ)dτ
ตัวอย่าง V-13L−1{s(s+a)1}
F=1/s→1, G=1/(s+a)→e−at
∫0t1⋅e−a(t−τ)dτ=e−at[aeaτ]0t=a1−e−at
a1(1−e−at) ตรงกับตารางแถว 17
เรซิดิว อินทิกรัลบรอมวิช และทฤษฎีบทการกระจายของเฮวิไซด์ ขั้นสูง
ทุกวิธีข้างต้นเป็นกรณีพิเศษของสูตรเดียว: ปิดเส้นบรอมวิชด้วยครึ่งวงกลมทางซ้าย (บทตั้งของจอร์แดนทำให้ส่วนโค้งหายเมื่อ F(s)→0) อินทิกรัลจึงเท่ากับผลรวมเรซิดิวของ F(s)est ดูภาพและที่มาที่หน้า 8.1
V16 Residue inversion แปลงกลับด้วยเรซิดิว
f(t)=k∑Ress=sk[F(s)est],Ressk=(m−1)!1s→sklimdsm−1dm−1[(s−sk)mF(s)est]
V17 Heaviside expansion theorem ทฤษฎีบทการกระจายของเฮวิไซด์
L−1{A(s)B(s)}=k=1∑nA′(sk)B(sk)eskt(โพลเดี่ยวทั้งหมด sk)
ตัวอย่าง V-14 · เรซิดิวกับโพลซ้ำF(s)=s(s+1)21 ด้วย V16
โพลเดี่ยวที่ 0
Res0=[(s+1)2est]s=0=1
โพลอันดับ 2 ที่ −1: อนุพันธ์หนึ่งครั้งของ est/s (กฎผลหาร)
Res−1=[dsdsest]s=−1=[stest−s2est]s=−1=−te−t−e−t
f(t)=1−e−t−te−t ไม่ต้องตั้งรูปเศษส่วนย่อยเลย แต่ต้องหาอนุพันธ์ที่มี t อยู่ข้างใน
ตรวจด้วย MATLAB และ Python กลาง
ตำรา Ogata ใช้คำสั่ง residue ของ MATLAB ตลอดเล่ม ผลลัพธ์คือ r (สัมประสิทธิ์) p (โพล) และ k (ผลหารจากการหารยาว) ตัวอย่างนี้คือ V-4 และ V-6
% MATLAB / Octave
num = [2 12]; den = [1 2 5];
[r, p, k] = residue(num, den)
% r = 1.0000 - 2.5000i ; 1.0000 + 2.5000i (K ของโพล -1+2i และสังยุค)
% p = -1.0000 + 2.0000i ; -1.0000 - 2.0000i
% k = []
[r, p, k] = residue([1 2 3], conv([1 1], conv([1 1], [1 1])))
% r = 1 ; 0 ; 2 → 1/(s+1) + 0/(s+1)^2 + 2/(s+1)^3 (กำลังเรียงจากต่ำไปสูง)
syms s t
ilaplace((2*s + 12)/(s^2 + 2*s + 5)) % exp(-t)*(2*cos(2*t) + 5*sin(2*t))
# Python
from scipy.signal import residue
r, p, k = residue([2, 12], [1, 2, 5])
import sympy as sp
s, t = sp.symbols('s t', positive=True)
F = (s**2 + 2*s + 3)/(s + 1)**3
sp.apart(F, s) # 1/(s + 1) + 2/(s + 1)**3
sp.inverse_laplace_transform(F, s, t) # (t**2 + 1)*exp(-t)
ข้อควรระวัง: residue คำนวณเชิงตัวเลข โพลซ้ำอาจคลาดเล็กน้อยจนถูกมองเป็นโพลเดี่ยวสองตัวที่ใกล้กันมาก ถ้าเห็นค่า r ใหญ่ผิดปกติและมีเครื่องหมายตรงข้ามกัน ให้สงสัยว่าเป็นโพลซ้ำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
| อาการ | สาเหตุ | แก้ |
| คำตอบไม่มี δ(t) ทั้งที่ควรมี หรือสัมประสิทธิ์ผิดหมด | ลืมตรวจว่าเป็นเศษส่วนไม่แท้ | เทียบดีกรีก่อนทุกครั้ง V12 |
| ตั้งโพลซ้ำแค่พจน์เดียว (s+p)2b | ลืมพจน์กำลังต่ำ | โพลอันดับ r ต้องมี r พจน์ V3 |
| ใช้ปิดตัวประกอบกับ b1 ของโพลซ้ำ | ปิดตัวประกอบได้เฉพาะ br | ใช้สูตรอนุพันธ์ V9 |
| ลืม 1/(j−1)! | 1/(s+p)3→2t2e−pt ไม่ใช่ t2e−pt | V10 |
| พจน์เชิงซ้อนได้ sin/cos สลับกันหรือขาดค่าคงที่ | ตัวเศษไม่ได้จัดเป็น A(s+α)+Bω | ต้องมี ω ในพจน์ sin V7 |
| ได้ 2∣K∣ ผิดไปครึ่งหนึ่ง | ลืมคูณ 2 จากคู่สังยุค | V8 |
| มี e−sT แล้วคำตอบเพี้ยน | เอาตัวหน่วงไปแยกเศษส่วนย่อยด้วย | แยกก้อนก่อน แล้วเลื่อน V13 |
| แปลงกลับเสร็จแต่ไม่ตรวจ | — | ตรวจ f(0+) และ f(∞) ด้วยทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น-สุดท้าย V6 |
ตารางแปลงกลับรูปที่เจอบ่อย
| F(s) | f(t), t≥0 |
| (s+a)(s+b)1 | b−ae−at−e−bt |
| (s+a)(s+b)s | b−abe−bt−ae−at |
| s(s+a)(s+b)1 | ab1[1+a−bbe−at−ae−bt] |
| s2(s+a)1 | a21(at−1+e−at) |
| s(s+a)21 | a21(1−e−at−ate−at) |
| (s+a)2s | (1−at)e−at |
| s(s2+ω2)1 | ω21(1−cosωt) |
| s2(s2+ω2)1 | ω31(ωt−sinωt) |
| (s2+ω2)2s | 2ωtsinωt |
| (s2+ω2)2s2 | 2ω1(sinωt+ωtcosωt) |
| s2+ω2ssinϕ+ωcosϕ | sin(ωt+ϕ) |
| s2+ω2scosϕ−ωsinϕ | cos(ωt+ϕ) |
| (s+a)2+ω2s+α | e−at[cosωt+ωα−asinωt] |
| s[(s+a)2+ω2]1 | a2+ω21[1−e−at(cosωt+ωasinωt)] |
ทุกแถวพิสูจน์ได้ด้วยกรณีที่ 1–3 และตรวจด้วยเครื่องคิดเลขด้านล่างได้โดยใส่ตัวเลขแทน a, b, ω
เครื่องคิดเลขการแปลงลาปลาซผกผันแสดงวิธีทำ
พิมพ์ F(s) ในรูปใดก็ได้ ทั้งแบบแยกตัวประกอบแล้ว แบบพหุนามกระจาย หรือมีตัวหน่วง e−Ts เครื่องคิดเลขจะทำตามขั้นตอนเดียวกับในหน้านี้: ตรวจแท้-ไม่แท้ (หารยาว) แยกตัวประกอบหาโพลและอันดับ ตั้งรูปเศษส่วนย่อย หาสัมประสิทธิ์ด้วยสูตรปิดตัวประกอบหรือสูตรอนุพันธ์ แปลงกลับ แล้ววาดกราฟ f(t) ตัวเลขแสดงเป็นเศษส่วนหรือรากที่สองเมื่อเป็นค่าแม่นตรง
โจทย์ฝึก 12 ข้อ (มีเฉลย)
ลองทำในกระดาษก่อน แล้วกดดูเฉลย หรือกดปุ่มเพื่อให้เครื่องคิดเลขแสดงวิธีทำทุกขั้น
- s(s+2)1
เฉลย
21(1−e−2t)
- s2+4s+1
เฉลย
cos2t+21sin2t
- (s+1)(s+2)(s+3)6
เฉลย
3e−t−6e−2t+3e−3t
- s2+6s+13s+5
เฉลย
e−3t(cos2t+sin2t)
- (s+2)31
เฉลย
21t2e−2t
- s(s2+1)s2+3
เฉลย
3−2cost
- s2+1e−3s
เฉลย
sin(t−3)u(t−3)
- s+1s2+2
เฉลย
δ′(t)−δ(t)+3e−t
- s2(s2+4)1
เฉลย
41t−81sin2t
- s(s+1)22
เฉลย
2−2e−t−2te−t
- (s2+4)24
เฉลย
41(sin2t−2tcos2t)
- s(s+1)1−e−2s
เฉลย
(1−e−t)u(t)−(1−e−(t−2))u(t−2)
อ่านต่อและแหล่งอ้างอิง
- K. Ogata, Modern Control Engineering (5th ed.), บทที่ 2 และภาคผนวก B: Partial-Fraction Expansion — ลำดับหัวข้อและตัวอย่าง V-1, V-3, V-6, V-9 ในหน้านี้อิงตามแนวของตำราเล่มนี้
- K. Ogata, System Dynamics, บท The Laplace Transform (การแปลงกลับด้วย MATLAB)
- E. Kreyszig, Advanced Engineering Mathematics, บท Laplace Transforms และ Residue Integration
- Churchill & Brown, Complex Variables and Applications, หัวข้อ Inverse Laplace Transforms ด้วยเรซิดิว
- ใช้ต่อ: แก้สมการเชิงอนุพันธ์ · ผลตอบสนองทางเวลาของระบบควบคุม · เศษส่วนย่อยในบทอินทิกรัล
คำถามที่พบบ่อย
การแปลงลาปลาซผกผันทำอย่างไรในทางปฏิบัติ?
เกือบทุกโจทย์ใช้เศษส่วนย่อย: (1) ถ้าดีกรีเศษ ≥ ดีกรีส่วนให้หารยาวก่อน (2) แยกตัวประกอบตัวส่วนหาโพล (3) เขียนรูปเศษส่วนย่อยตามชนิดโพล (4) หาสัมประสิทธิ์ด้วยการปิดตัวประกอบหรือสูตรอนุพันธ์ (5) แปลงกลับทีละพจน์จากตาราง
โพลซ้ำต้องเขียนเศษส่วนย่อยอย่างไร?
โพลอันดับ r ที่ s = −p ต้องมี r พจน์ s+pb1+(s+p)2b2+⋯+(s+p)rbr หา br ด้วยการปิดตัวประกอบ ส่วนตัวอื่นใช้สูตรอนุพันธ์ br−k=k!1dskdk[(s+p)rF(s)]s=−p แต่ละพจน์แปลงกลับได้ (j−1)!tj−1e−pt
โพลเชิงซ้อนมีวิธีไหนเร็วที่สุด?
เติมกำลังสองสมบูรณ์ให้ตัวส่วนเป็น (s+a)2+ω2 แล้วจัดตัวเศษเป็น A(s+a)+Bω จะได้ e−at(Acosωt+Bsinωt) ทันที หรือหาเรซิดิวเชิงซ้อน K ที่โพลหนึ่งตัวแล้วใช้ 2∣K∣e−atcos(ωt+∠K)
ใช้ MATLAB หรือ Python หาเศษส่วนย่อยได้ไหม?
ได้ MATLAB ใช้ [r,p,k] = residue(num,den) ส่วน Python ใช้ scipy.signal.residue(b, a) หรือ sympy.apart และ sympy.inverse_laplace_transform ผลจาก residue เรียงพจน์ของโพลซ้ำจากกำลังต่ำไปสูง ต้องอ่านลำดับให้ถูก
ทำไมคำตอบมีเดลต้า δ(t)?
เพราะ F(s) เป็นเศษส่วนไม่แท้ (ดีกรีเศษ ≥ ดีกรีส่วน) ผลหารที่เป็นค่าคงที่ c ให้ cδ(t) และพจน์ cs ให้ cδ′(t) ในระบบจริงแปลว่าเอาต์พุตตอบสนองต่ออินพุตทันทีโดยไม่มีการกรอง
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์