พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. วิศวกรรมเครื่องกล

// บทที่ 24.11 · การประยุกต์ · Mechanical Engineering

แคลคูลัสหลายตัวแปรในวิศวกรรมเครื่องกล: การนำความร้อน การไหลของของไหล จุดศูนย์กลางมวล และจาโคเบียนหุ่นยนต์

เครื่องกลคือวิชาที่ปริมาณทุกอย่างกระจายอยู่ในอวกาศ: อุณหภูมิในครีบระบายความร้อน ความเร็วของลมรอบใบพัด มวลที่กระจายในล้อช่วยแรง และมุมข้อต่อที่กำหนดตำแหน่งปลายแขนกล หน้านี้ใช้ gradient divergence curl และอินทิกรัลหลายชั้นกับโจทย์ของวิศวกรเครื่องกลโดยตรง: กฎของฟูริเยร์ q = −k∇T และการนำความร้อนในผนังและท่อ ความต่อเนื่องและความหมุนวนของของไหล การไหลศักย์รอบทรงกระบอกกับ Bernoulli โมเมนต์ความเฉื่อยและพลังงานของล้อช่วยแรง การขยายตัวทางความร้อนด้วยผลต่างรวม และจาโคเบียนที่เปลี่ยนความเร็วข้อต่อเป็นความเร็วปลายแขน พร้อมแล็บความร้อนที่ลาก isotherm และวัดฟลักซ์ได้

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ความร้อน: q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T · คงตัวไม่มีแหล่งกำเนิด: ∇2T=0\nabla^2T = 0 · ∮q⋅n dS=0\oint\mathbf q\cdot\mathbf n\,dS = 0 (เข้า = ออก) · ท่อกลม Q˙′=2πk(Ti−To)/ln⁡(ro/ri)\dot Q' = 2\pi k(T_i - T_o)/\ln(r_o/r_i)
  • ของไหล: ไม่บีบอัด ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 · ความหมุนวน ζ=∇×v\boldsymbol\zeta = \nabla\times\mathbf v · ศักย์ v=∇ϕ\mathbf v = \nabla\phi, ∇2ϕ=0\nabla^2\phi = 0 · Bernoulli p+12ρv2=ค่าคงที่p + \tfrac12\rho v^2 = \text{ค่าคงที่}
  • มวล: I=∭r⊥2ρ dVI = \iiint r_\perp^2\rho\,dV · จานตัน 12mR2\tfrac12mR^2 · พลังงานจลน์หมุน 12Iω2\tfrac12I\omega^2 · แกนขนาน I=Ic+md2I = I_c + md^2
  • แขนกล: v=Jθ˙\mathbf v = \mathbf J\dot{\boldsymbol\theta}, τ=J⊤F\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F, det⁡J=L1L2sin⁡θ2\det\mathbf J = L_1L_2\sin\theta_2 · ขยายตัวความร้อน ΔA/A≈2αΔT\Delta A/A \approx 2\alpha\Delta T
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

การนำความร้อนและกฎของฟูริเยร์: q = −k∇T พื้นฐาน

ความร้อนไหลจากร้อนไปเย็นตามทิศที่อุณหภูมิลดเร็วที่สุด ซึ่งคือ −∇T-\nabla T (บทเกรเดียนต์) กฎของฟูริเยร์เขียนข้อเท็จจริงนี้เป็นสมการ: ฟลักซ์ความร้อน (heat flux) q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T หน่วย W/m² ตั้งฉากกับเส้นอุณหภูมิเท่ากัน (isotherm) เสมอ เมื่อรวมกับการอนุรักษ์พลังงาน (ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์) จะได้สมการความร้อน และในสภาวะคงตัวเหลือสมการลาปลาซ

K1 Fourier's law กฎของฟูริเยร์

q=−k ∇T,∣q∣=k ∣∇T∣,Q˙=∬Sq⋅n dS\mathbf q = -k\,\nabla T,\qquad |\mathbf q| = k\,|\nabla T|,\qquad \dot Q = \iint_S\mathbf q\cdot\mathbf n\,dS

kk (W/m·K): ทองแดง 400 · อะลูมิเนียม 237 · เหล็กกล้า 50 · คอนกรีต 1.4 · อิฐ 0.7 · ไม้ 0.15 · ฉนวนโฟม 0.04 · Q˙\dot Q = อัตราความร้อนผ่านผิว S (W) · 1 มิติ: q=−k dT/dxq = -k\,dT/dx

K2 Heat equation สมการความร้อน

ρc ∂T∂t=−∇⋅q+q˙gen=k ∇2T+q˙gen,คงตัว ไม่มีแหล่งกำเนิด:  ∇2T=0\rho c\,\frac{\partial T}{\partial t} = -\nabla\cdot\mathbf q + \dot q_{gen} = k\,\nabla^2T + \dot q_{gen},\qquad \text{คงตัว ไม่มีแหล่งกำเนิด: }\ \nabla^2T = 0

ที่มา: ความร้อนสุทธิที่ไหลออกจากปริมาตรเล็กคือ ∯q⋅n dS=∭∇⋅q dV\oiint\mathbf q\cdot\mathbf n\,dS = \iiint\nabla\cdot\mathbf q\,dV (เกาส์) · α=k/ρc\alpha = k/\rho c การแพร่ความร้อน (m²/s) · ρc\rho c = ความจุความร้อนต่อปริมาตร

K3 Mean value property and maximum principle สมบัติค่าเฉลี่ยและหลักการค่าสูงสุด

∇2T=0 ⇒ T(x0)=12πR∮∣x−x0∣=RT ds,Tmax⁡, Tmin⁡ อยู่บนขอบเสมอ\nabla^2T = 0\ \Rightarrow\ T(\mathbf x_0) = \frac{1}{2\pi R}\oint_{|\mathbf x - \mathbf x_0| = R}T\,ds,\qquad T_{\max},\ T_{\min}\ \text{อยู่บนขอบเสมอ}

อุณหภูมิที่จุดหนึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยบนวงกลมรอบมัน (ภายใต้เงื่อนไขอยู่ในบริเวณ) จึงไม่มีจุดร้อนสุดหรือเย็นสุดภายในแผ่น ตรวจคำตอบเชิงตัวเลขได้ง่าย

แล็บการนำความร้อนในแผ่น

เลือกสถานการณ์แล้วลากจุด P: สีแสดงอุณหภูมิ เส้นบางคือ isotherm ลูกศรดำคือฟลักซ์ความร้อน q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T (ตั้งฉากกับ isotherm และชี้จากร้อนไปเย็น) กรอบเขียวคือ “กล่องตรวจ” รอบ P: ความร้อนสุทธิที่ไหลออก ∮q⋅n ds\oint\mathbf q\cdot\mathbf n\,ds ต้องเท่ากับ ∬∇⋅q dA=∬−k∇2T dA\iint\nabla\cdot\mathbf q\,dA = \iint -k\nabla^2T\,dA ในสภาวะคงตัวที่ ∇2T=0\nabla^2T = 0 ได้ศูนย์ (สถานการณ์ “จุดร้อนแบบเกาส์” ไม่ใช่ steady จึงได้ค่าไม่เป็นศูนย์) ลองเปลี่ยนวัสดุเพื่อดูว่า kk มีผลกับ q\mathbf q แต่ไม่มีผลกับรูปร่าง isotherm

120°C90°C70°C55°Cท่อร้อนกฎการนำความร้อนของฟูริเยร์Fourier's lawq = −k ∇T [W/m²]เส้นเขียว = ทิศ q (ร้อน → เย็น)วงกลมน้ำเงิน = isotherm T คงที่q ตั้งฉากกับ isotherm เสมอเพราะ ∇T ตั้งฉากกับเส้นชั้น
ฟลักซ์ความร้อน q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T ตั้งฉากกับ isotherm เสมอ: ความร้อนไหลจากร้อนไปเย็น ตามทิศที่อุณหภูมิลดเร็วที่สุด (heat flux perpendicular to isotherms)
ตัวอย่าง K-1 · ผนังอิฐ (ภาระความเย็น)

ผนังอิฐหนา 0.20 m (k=0.72k = 0.72 W/m·K) ผิวนอก 35 °C ผิวในห้อง 25 °C พื้นที่ผนัง 12 m² หาฟลักซ์และความร้อนที่เข้าห้อง

  1. ผนังใหญ่เทียบกับความหนา อุณหภูมิเปลี่ยนแค่แนวความหนา (1 มิติ): T(x)=35−50xT(x) = 35 - 50x (องศา, xx เมตรจากผิวนอก) · dTdx=−50\dfrac{dT}{dx} = -50 K/m

  2. q=−kdTdx=−0.72(−50)=36q = -k\dfrac{dT}{dx} = -0.72(-50) = 36 W/m² (ชี้เข้าห้อง ทิศ +x+x)

  3. Q˙=qA=36×12=432\dot Q = qA = 36\times12 = 432 W (ภาระความเย็นจากผนัง) · ฟลักซ์เท่ากันทุกหน้าตัดตามความหนา เพราะ ∇2T=0\nabla^2T = 0

  4. ถ้าเปลี่ยนเป็นฉนวนโฟม k=0.04k = 0.04 ความหนาเท่ากัน: q=2.0q = 2.0 W/m² (ลดลง 18 เท่า) จึงเห็นว่าวัสดุมีผลกับขนาดของฟลักซ์ ไม่ใช่รูปร่างสนามอุณหภูมิ

q=36q = 36 W/m² · Q˙=432\dot Q = 432 W

ตัวอย่าง K-2 · ท่อไอน้ำ (การนำความร้อนในแนวรัศมี)

ท่อเหล็กกล้าผนังหนา ri=0.10r_i = 0.10 m ถึง ro=0.50r_o = 0.50 m (k=50k = 50) ผิวใน 150 °C ผิวนอก 25 °C หา T(r)T(r) และอัตราความร้อนต่อความยาวท่อ

  1. สมมาตรรอบแกน: T=T(r)T = T(r) · สมการลาปลาซในพิกัดทรงกระบอก 1rddr(rdTdr)=0\dfrac1r\dfrac{d}{dr}\left(r\dfrac{dT}{dr}\right) = 0 → r T′=C1r\,T' = C_1 → T=C1ln⁡r+C2T = C_1\ln r + C_2

  2. เงื่อนไขขอบ: T(ri)=150, T(ro)=25T(r_i) = 150,\ T(r_o) = 25 → T(r)=150−125ln⁡(r/ri)ln⁡(ro/ri)T(r) = 150 - 125\dfrac{\ln(r/r_i)}{\ln(r_o/r_i)} = 150−77.67ln⁡(10r)150 - 77.67\ln(10r)

  3. ฟลักซ์ qr=−kdTdr=k⋅125rln⁡(ro/ri)=3883rq_r = -k\dfrac{dT}{dr} = \dfrac{k\cdot125}{r\ln(r_o/r_i)} = \dfrac{3883}{r} W/m² (ln⁡5=1.6094\ln5 = 1.6094)

  4. อัตราความร้อนต่อเมตรความยาว: Q˙′=qr⋅2πr=2πk(Ti−To)ln⁡(ro/ri)=2π(50)(125)1.6094=24 400\dot Q' = q_r\cdot2\pi r = \dfrac{2\pi k(T_i - T_o)}{\ln(r_o/r_i)} = \dfrac{2\pi(50)(125)}{1.6094} = 24\,400 W/m — คงที่ทุกรัศมี เพราะความร้อนที่ผ่านผิวทรงกระบอกแต่ละชั้นเท่ากัน (ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์: ∇⋅q=0\nabla\cdot\mathbf q = 0)

T(r)=150−125ln⁡(10r)/ln⁡5T(r) = 150 - 125\ln(10r)/\ln5 · Q˙′≈24.4\dot Q' \approx 24.4 kW/m (ทุกรัศมี)

ตัวอย่าง K-3 · อุณหภูมิกลางแผ่นจากสมบัติค่าเฉลี่ย

แผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขอบบน 100 °C ขอบอื่นสามด้าน 20 °C ในสภาวะคงตัว หาอุณหภูมิที่จุดกลางแผ่น

  1. ∇2T=0\nabla^2T = 0 และเป็นเชิงเส้น: ตั้ง θ=T−20\theta = T - 20 จะได้ขอบบน θ=80\theta = 80 K ที่เหลือ 0 K

  2. วางสำเนาของปัญหานี้สี่ชุด หมุนไปทีละ 90° แล้วรวมกัน จะได้ปัญหาที่ ทุกขอบ เป็น 80 K ซึ่งมีคำตอบ θ=80\theta = 80 ทั่วแผ่น · โดยสมมาตรทั้งสี่ชุดให้ค่าที่จุดกลางเท่ากัน จึง θ(center)=80/4=20\theta(\text{center}) = 80/4 = 20 K

  3. อุณหภูมิกลางแผ่น T=20+20=40T = 20 + 20 = 40 °C (ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิขอบทั้งสี่: 14(100+20+20+20)=40\tfrac14(100 + 20 + 20 + 20) = 40)

  4. ตรวจในแล็บ: ตั้ง P ที่ (0.5,0.5)(0.5, 0.5) ได้ T=40.0T = 40.0 °C และ ∇2T≈0\nabla^2T \approx 0 · ใกล้ขอบบน (ที่มุมบน) สนามชันมาก ฟลักซ์สูงมาก ตรงข้ามที่ก้นแผ่นแทบไม่มีความร้อนไหลถึง

Tcenter=40T_{\text{center}} = 40 °C

ของไหล: ความต่อเนื่อง ความหมุนวน และการไหลรอบทรงกระบอก กลาง

สนามความเร็ว v(x,y,z,t)\mathbf v(x, y, z, t) คือสนามเวกเตอร์ (บทสนามเวกเตอร์) divergence บอกว่าของไหลถูกบีบอัดหรือไม่ curl บอกว่ามีการหมุนวนหรือไม่ ของไหลอุดมคติ (ไม่หนืด ไม่บีบอัด ไม่หมุนวน) เป็นกรณีที่คำตอบทั้งหมดมาจากสมการลาปลาซ: v=∇ϕ\mathbf v = \nabla\phi และ ∇2ϕ=0\nabla^2\phi = 0

K4 Continuity equation สมการความต่อเนื่อง

∂ρ∂t+∇⋅(ρv)=0  → ρ คงที่   ∇⋅v=0\frac{\partial\rho}{\partial t} + \nabla\cdot(\rho\mathbf v) = 0\ \ \xrightarrow{\ \rho\text{ คงที่}\ }\ \ \nabla\cdot\mathbf v = 0

การอนุรักษ์มวล · ฟลักซ์เข้า = ฟลักซ์ออกของปริมาตรใด ๆ · ท่อหน้าตัดเปลี่ยน: A1v1=A2v2A_1v_1 = A_2v_2 (เป็นรูปปริพันธ์ที่อินทิเกรตเหนือหน้าตัด)

K5 Vorticity, circulation, potential flow ความหมุนวน การหมุนเวียน การไหลศักย์

ζ=∇×v,Γ=∮Cv⋅dl=∬Sζ⋅n dS,ζ=0 ⇒ v=∇ϕ, ∇2ϕ=0\boldsymbol\zeta = \nabla\times\mathbf v,\qquad \Gamma = \oint_C\mathbf v\cdot d\mathbf l = \iint_S\boldsymbol\zeta\cdot\mathbf n\,dS,\qquad \boldsymbol\zeta = \mathbf 0\ \Rightarrow\ \mathbf v = \nabla\phi,\ \nabla^2\phi = 0

ความหมุนวนคือสองเท่าของความเร็วเชิงมุมของอนุภาค · Γ\Gamma = การหมุนเวียน (circulation) ตามทฤษฎีบทสโตกส์ · ปีกเครื่องบิน: แรงยก L′=ρUΓL' = \rho U\Gamma (Kutta–Joukowski)

K6 Bernoulli equation สมการเบอร์นูลลี

p+12ρ∣v∣2+ρgz=ค่าคงที่ตามเส้นกระแส (หรือทั่วสนามถ้า irrotational),Cp=p−p∞12ρU2=1−∣v∣2U2p + \tfrac12\rho|\mathbf v|^2 + \rho gz = \text{ค่าคงที่ตามเส้นกระแส (หรือทั่วสนามถ้า irrotational)},\qquad C_p = \frac{p - p_\infty}{\tfrac12\rho U^2} = 1 - \frac{|\mathbf v|^2}{U^2}

ใช้กับการไหลคงตัว ไม่หนืด ไม่บีบอัด · ความดันลดเมื่อความเร็วเพิ่ม (ท่อเวนทูรี ปีก) · สัมประสิทธิ์ความดัน CpC_p ใช้เทียบกับการทดลองอุโมงค์ลม

แล็บด้านล่างใช้สนามความเร็วอุดมคติรอบทรงกระบอก (ปรับให้รัศมี 1 และความเร็วไกล 1) เปิดสีพื้นตามขนาด ∣v∣|\mathbf v| แล้วดูว่าความเร็วสูงสุดที่ยอดและก้นทรงกระบอก ลองเปิดเส้นกระแสและอนุภาค

ตัวอย่าง K-4 · การไหลรอบทรงกระบอก

ลมความเร็ว U=2U = 2 m/s พัดผ่านเสาทรงกระบอกรัศมี a=0.05a = 0.05 m (ใช้แบบจำลองอุดมคติ ρ=1.2\rho = 1.2 kg/m³) หาความเร็วบนผิวที่ยอดเสา และความดันที่จุดหยุดนิ่งกับที่ยอด

  1. สนามความเร็ว (พิกัดไร้มิติ a=1, U=1a = 1,\ U = 1): vx=1−x2−y2(x2+y2)2, vy=−2xy(x2+y2)2v_x = 1 - \dfrac{x^2 - y^2}{(x^2 + y^2)^2},\ v_y = -\dfrac{2xy}{(x^2 + y^2)^2} · ตรวจ ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 และ ∇×v=0\nabla\times\mathbf v = 0 ได้ทั้งคู่ (ลองเปิดสีพื้น div/curl ในแล็บ)

  2. ที่ยอด (0,a)(0, a): vx=U(1+1)=2U=4v_x = U(1 + 1) = 2U = 4 m/s และ vy=0v_y = 0 → ความเร็วที่ผิวมากสุด = 2U2U (เร็วเป็นสองเท่าของลมที่ไกล)

  3. จุดหยุดนิ่งหน้าเสา (−a,0)(-a, 0): v=0\mathbf v = \mathbf 0 · เบอร์นูลลี: p−p∞=12ρU2=12(1.2)(4)=2.4p - p_\infty = \tfrac12\rho U^2 = \tfrac12(1.2)(4) = 2.4 Pa

  4. ที่ยอด: p−p∞=12ρ(U2−(2U)2)=−32ρU2=−1.5(1.2)(4)=−7.2p - p_\infty = \tfrac12\rho(U^2 - (2U)^2) = -\tfrac32\rho U^2 = -1.5(1.2)(4) = -7.2 Pa (Cp=−3C_p = -3) ความดันต่ำที่ข้างเสาทำให้เกิดแรงดูด

vtop=4v_{\text{top}} = 4 m/s · pstag−p∞=+2.4p_{\text{stag}} - p_\infty = +2.4 Pa · ptop−p∞=−7.2p_{\text{top}} - p_\infty = -7.2 Pa (การไหลอุดมคติให้แรงต้านเป็นศูนย์ — ความต้านจริงมาจากความหนืดและการแยกตัวของชั้นขอบ)

ตัวอย่าง K-5 · พายุหมุน (Rankine vortex)

แบบจำลองพายุหมุน: ภายในแกนรัศมี R=50R = 50 m หมุนเหมือนวัตถุแข็ง v=ωrv = \omega r ภายนอก v=Γ/(2πr)v = \Gamma/(2\pi r) ความเร็วสูงสุดที่ r=Rr = R คือ 60 m/s หาความหมุนวนภายในแกน การหมุนเวียน Γ\Gamma และความเร็วที่ r=100r = 100 m

  1. ภายใน: ω=vmax⁡/R=60/50=1.2\omega = v_{\max}/R = 60/50 = 1.2 rad/s · ∇×v=2ω=2.4\nabla\times\mathbf v = 2\omega = 2.4 s⁻¹ (คงที่ ตามสูตร D6 ในบทสนามเวกเตอร์)

  2. ที่ขอบแกน: Γ=∮v⋅dl=vmax⁡⋅2πR=60×2π×50=18 850\Gamma = \oint\mathbf v\cdot d\mathbf l = v_{\max}\cdot2\pi R = 60\times2\pi\times50 = 18\,850 m²/s (ตรงกับ ∬ζ dA=2.4×πR2=18 850\iint\zeta\,dA = 2.4\times\pi R^2 = 18\,850 ตามทฤษฎีบทสโตกส์/กรีน ✓)

  3. ภายนอก: Γ\Gamma คงที่ (curl เป็นศูนย์นอกแกนแต่ยังมีการหมุนเวียน เพราะวงนั้นล้อมรูของแกน) → v(100)=Γ2πr=18 8502π(100)=30v(100) = \dfrac{\Gamma}{2\pi r} = \dfrac{18\,850}{2\pi(100)} = 30 m/s (ลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อรัศมีเป็นสองเท่า)

  4. ความดัน: ภายนอกเป็นการไหลศักย์ใช้ Bernoulli ได้ เมื่อเทียบกับไกล: p∞−p(100)=12ρ(30)2=540p_\infty - p(100) = \tfrac12\rho(30)^2 = 540 Pa ที่ ρ=1.2\rho = 1.2 ความดันต่ำที่ตาพายุที่เกิดจากการหมุน

ζ=2.4\zeta = 2.4 s⁻¹ ในแกน · Γ=1.885×104\Gamma = 1.885\times10^4 m²/s · v(100 m)=30v(100\text{ m}) = 30 m/s

จุดศูนย์กลางมวล โมเมนต์ความเฉื่อย และพลังงานของล้อช่วยแรง กลาง

อินทิกรัลสองชั้นและสามชั้นของบทก่อน (M12, M13) เป็นเครื่องมือประจำของวิศวกรเครื่องกลสำหรับชิ้นส่วนหมุน สมการการหมุน τ=Iα\tau = I\alpha และพลังงานจลน์ 12Iω2\tfrac12I\omega^2 ต้องการ II ที่คำนวณจาก ∭r⊥2ρ dV\iiint r_\perp^2\rho\,dV ทฤษฎีบทแกนขนาน I=Ic+md2I = I_c + md^2 ใช้ย้ายแกนจากจุดศูนย์กลางมวลไปแกนอื่น

K7 Moments of inertia (standard shapes) โมเมนต์ความเฉื่อยของรูปทรงมาตรฐาน

Iแผ่นสี่เหลี่ยม=m(a2+b2)12,Iจานตัน=12mR2,Iทรงกลมตัน=25mR2,I=Ic+md2,Ek=12Iω2I_{\text{แผ่นสี่เหลี่ยม}} = \frac{m(a^2 + b^2)}{12},\quad I_{\text{จานตัน}} = \tfrac12mR^2,\quad I_{\text{ทรงกลมตัน}} = \tfrac25mR^2,\quad I = I_c + md^2,\quad E_k = \tfrac12I\omega^2

ที่มา: ตัวอย่าง M-12, M-13 ในบทอินทิกรัลหลายชั้น และ K-6 ข้างล่าง · แกนผ่านจุดศูนย์กลางมวลตั้งฉากกับแผ่น · วงแหวนบางรัศมี RR: mR2mR^2

ตัวอย่าง K-6 · แผ่นเหล็กและล้อช่วยแรง

(ก) แผ่นเหล็กกล้า 0.40×0.300.40\times0.30 m หนา 10 mm (ρ=7850\rho = 7850 kg/m³) หา II รอบแกนตั้งฉากแผ่นที่ผ่านกึ่งกลาง (ข) ล้อช่วยแรงจานเหล็กรัศมี 0.25 m หนา 50 mm หมุน 3000 rpm หา II และพลังงานที่สะสม

  1. (ก) Iz=ρs∬(x2+y2) dAI_z = \rho_s\iint(x^2 + y^2)\,dA เมื่อ ρs\rho_s = มวลต่อพื้นที่ · =ρs(a3b12+ab312)=m(a2+b2)12= \rho_s\left(\dfrac{a^3b}{12} + \dfrac{ab^3}{12}\right) = \dfrac{m(a^2 + b^2)}{12}

  2. m=7850×0.40×0.30×0.010=9.42m = 7850\times0.40\times0.30\times0.010 = 9.42 kg · Iz=9.42(0.402+0.302)12=9.42×0.2512=0.1963I_z = \dfrac{9.42(0.40^2 + 0.30^2)}{12} = \dfrac{9.42\times0.25}{12} = 0.1963 kg·m²

  3. (ข) m=ρπR2h=7850π(0.25)2(0.05)=77.07m = \rho\pi R^2h = 7850\pi(0.25)^2(0.05) = 77.07 kg · I=12mR2=12(77.07)(0.0625)=2.408I = \tfrac12mR^2 = \tfrac12(77.07)(0.0625) = 2.408 kg·m²

  4. ω=3000×2π/60=314.16\omega = 3000\times2\pi/60 = 314.16 rad/s · Ek=12Iω2=12(2.408)(314.16)2=1.188×105E_k = \tfrac12I\omega^2 = \tfrac12(2.408)(314.16)^2 = 1.188\times10^{5} J ≈ 119 kJ (เทียบเท่าพลังงานของรถ 1000 kg ที่วิ่งราว 54 km/h)

(ก) Iz=0.196I_z = 0.196 kg·m² · (ข) I=2.41I = 2.41 kg·m², Ek=119E_k = 119 kJ

ในแล็บ ตั้ง f=1f = 1 (ความหนาแน่นผิว 1 kg/m²) ของสี่เหลี่ยม 0.4×0.30.4\times0.3 m จะได้มวล M=0.12M = 0.12 และ J=Ix+Iy=0.12×0.25/12=0.0025J = I_x + I_y = 0.12\times0.25/12 = 0.0025 เป็นตัวเลขเดียวกับ m(a2+b2)/12m(a^2+b^2)/12 ของสูตรเมื่อมวลเท่ากับ 0.12 หน่วย (ลองเทียบ)

อนุพันธ์ย่อยในเทอร์โมไดนามิกส์และการขยายตัวทางความร้อน พื้นฐาน

สมบัติของสารแสดงด้วยอนุพันธ์ย่อยของสมการสถานะ เช่นสัมประสิทธิ์การขยายตัวเชิงปริมาตร β=1V(∂V∂T)P\beta = \tfrac1V\left(\tfrac{\partial V}{\partial T}\right)_P และสัมประสิทธิ์การบีบอัด κT=−1V(∂V∂P)T\kappa_T = -\tfrac1V\left(\tfrac{\partial V}{\partial P}\right)_T ซึ่งหาได้ด้วยวิธีเดียวกับบทอนุพันธ์ย่อย และการขยายตัวของชิ้นส่วนด้วยอุณหภูมิใช้ผลต่างรวม

K8 Thermal expansion (total differential) การขยายตัวทางความร้อน (ผลต่างรวม)

ΔL=αL ΔT,A=LW⇒ΔAA≈2αΔT,ΔVV≈3αΔT;แก๊สอุดมคติ: β=1T,  κT=1P\Delta L = \alpha L\,\Delta T,\qquad A = LW \Rightarrow \frac{\Delta A}{A} \approx 2\alpha\Delta T,\qquad \frac{\Delta V}{V} \approx 3\alpha\Delta T;\qquad \text{แก๊สอุดมคติ: } \beta = \frac1T,\ \ \kappa_T = \frac1P

dA=W dL+L dWdA = W\,dL + L\,dW → ความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์รวมกัน (บท P12) · เหล็กกล้า α≈12×10−6\alpha \approx 12\times10^{-6} K⁻¹ · อะลูมิเนียม 23×10−623\times10^{-6} · คอนกรีต 10×10−610\times10^{-6}

ตัวอย่าง K-7 · รางเหล็กและแผ่นเหล็ก

(ก) รางเหล็กยาว 10 m เมื่อร้อนขึ้น 80 K ยาวขึ้นเท่าไร (ข) แผ่นเหล็ก 1 × 1 m ขยายพื้นที่กี่ % (ค) β\beta และ κT\kappa_T ของอากาศ 300 K, 1 atm

  1. (ก) ΔL=αLΔT=12×10−6×10×80=9.6×10−3\Delta L = \alpha L\Delta T = 12\times10^{-6}\times10\times80 = 9.6\times10^{-3} m = 9.6 mm (จึงต้องเว้นรอยต่อขยายตัว)

  2. (ข) dA=W dL+L dW=2L⋅αL dTdA = W\,dL + L\,dW = 2L\cdot\alpha L\,dT → ΔA/A=2αΔT=2(12×10−6)(80)=1.92×10−3\Delta A/A = 2\alpha\Delta T = 2(12\times10^{-6})(80) = 1.92\times10^{-3} = 0.192% (= 19201920 mm² บนแผ่น 1 m²)

  3. (ค) จาก PV=nRTPV = nRT: (∂V∂T)P=nRP=VT\left(\dfrac{\partial V}{\partial T}\right)_P = \dfrac{nR}{P} = \dfrac VT → β=1T=3.33×10−3\beta = \dfrac1T = 3.33\times10^{-3} K⁻¹ · (∂V∂P)T=−VP\left(\dfrac{\partial V}{\partial P}\right)_T = -\dfrac{V}{P} → κT=1P=9.87×10−6\kappa_T = \dfrac1P = 9.87\times10^{-6} Pa⁻¹

(ก) 9.6 mm · (ข) 0.192% · (ค) β=3.33×10−3\beta = 3.33\times10^{-3} K⁻¹, κT=9.87×10−6\kappa_T = 9.87\times10^{-6} Pa⁻¹

จาโคเบียนของแขนกล: ความเร็วและแรงบิดข้อต่อ ขั้นสูง

ตำแหน่งปลายแขนกลเป็นฟังก์ชันหลายตัวแปรของมุมข้อต่อ x=f(θ)\mathbf x = \mathbf f(\boldsymbol\theta) ดังนั้นความเร็วปลายแขนตามกฎลูกโซ่ x˙=Jθ˙\dot{\mathbf x} = \mathbf J\dot{\boldsymbol\theta} เมื่อ J=∂f/∂θ\mathbf J = \partial\mathbf f/\partial\boldsymbol\theta คือเมทริกซ์จาโคเบียน (P19) และจากหลักงานเสมือน แรงที่ปลายแขน F\mathbf F ต้องการแรงบิดข้อต่อ τ=J⊤F\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F รายละเอียดจลนศาสตร์ไปข้างหน้า-ย้อนกลับอยู่ในบทเวกเตอร์ในแขนกล

K9 Two-link planar arm แขนกลสองข้อต่อบนระนาบ

x=L1c1+L2c12,  y=L1s1+L2s12;J=(−L1s1−L2s12−L2s12L1c1+L2c12L2c12),det⁡J=L1L2sin⁡θ2x = L_1c_1 + L_2c_{12},\ \ y = L_1s_1 + L_2s_{12};\quad \mathbf J = \begin{pmatrix} -L_1s_1 - L_2s_{12} & -L_2s_{12}\\ L_1c_1 + L_2c_{12} & L_2c_{12}\end{pmatrix},\quad \det\mathbf J = L_1L_2\sin\theta_2

c1=cos⁡θ1, s12=sin⁡(θ1+θ2)c_1 = \cos\theta_1,\ s_{12} = \sin(\theta_1 + \theta_2) · x˙=Jθ˙\dot{\mathbf x} = \mathbf J\dot{\boldsymbol\theta} · τ=J⊤F\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F · det⁡J=0\det\mathbf J = 0 ที่ θ2=0,π\theta_2 = 0,\pi (แขนเหยียดหรือพับสนิท): จุดเอกฐาน (singularity) ปลายแขนเคลื่อนไปตามแนวแขนไม่ได้ · ระวังหน่วย rad

ตัวอย่าง K-8 · จาโคเบียนแขนกล 2 ข้อต่อ

แขนกล L1=0.5L_1 = 0.5 m, L2=0.4L_2 = 0.4 m ที่ θ1=30∘, θ2=60∘\theta_1 = 30^\circ,\ \theta_2 = 60^\circ ข้อต่อหมุน θ˙1=1\dot\theta_1 = 1, θ˙2=0.5\dot\theta_2 = 0.5 rad/s และปลายแขนรับแรง F=(0,−10)\mathbf F = (0, -10) N หาตำแหน่ง ความเร็วปลาย det⁡J\det\mathbf J และแรงบิดข้อต่อ

  1. ตำแหน่ง: x=0.5cos⁡30∘+0.4cos⁡90∘=0.4330x = 0.5\cos30^\circ + 0.4\cos90^\circ = 0.4330 · y=0.5sin⁡30∘+0.4sin⁡90∘=0.25+0.4=0.650y = 0.5\sin30^\circ + 0.4\sin90^\circ = 0.25 + 0.4 = 0.650 m

  2. J=(−0.5(0.5)−0.4(1)−0.4(1)0.5(0.866)+0.4(0)0.4(0))=(−0.650−0.4000.4330)\mathbf J = \begin{pmatrix}-0.5(0.5) - 0.4(1) & -0.4(1)\\ 0.5(0.866) + 0.4(0) & 0.4(0)\end{pmatrix} = \begin{pmatrix}-0.650 & -0.400\\ 0.433 & 0\end{pmatrix}

  3. det⁡J=(−0.650)(0)−(−0.400)(0.433)=0.1732\det\mathbf J = (-0.650)(0) - (-0.400)(0.433) = 0.1732 = L1L2sin⁡60∘=0.2×0.866L_1L_2\sin60^\circ = 0.2\times0.866 ✓ (ไม่เป็นศูนย์ → ไม่อยู่ที่จุดเอกฐาน)

  4. ความเร็วปลาย: x˙=J(10.5)=(−0.650−0.2000.433)=(−0.850, 0.433)\dot{\mathbf x} = \mathbf J\begin{pmatrix}1\\0.5\end{pmatrix} = \begin{pmatrix}-0.650 - 0.200\\ 0.433\end{pmatrix} = (-0.850,\ 0.433) m/s · อัตราเร็ว 0.9540.954 m/s

  5. แรงบิด: τ=J⊤F=(−0.6500.433−0.4000)(0−10)=(−4.33, 0)\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F = \begin{pmatrix}-0.650 & 0.433\\ -0.400 & 0\end{pmatrix}\begin{pmatrix}0\\-10\end{pmatrix} = (-4.33,\ 0) N·m · ตรวจด้วยกลศาสตร์: ข้อต่อที่ 2 ที่ θ1+θ2=90∘\theta_1 + \theta_2 = 90^\circ ทำให้แขนท่อนที่ 2 ตั้งฉากพอดี แรงลงแนวดิ่งขนานแขน จึงไม่มีโมเมนต์ที่ข้อศอก (τ2=0\tau_2 = 0) ส่วนที่ไหล่ τ1=10×0.433=4.33\tau_1 = 10\times0.433 = 4.33 N·m (แขนยื่นไปทางขวา 0.433 m) ✓

ปลายแขน (0.433,0.650)(0.433, 0.650) m · x˙=(−0.850,0.433)\dot{\mathbf x} = (-0.850, 0.433) m/s · det⁡J=0.1732\det\mathbf J = 0.1732 · τ=(−4.33,0)\boldsymbol\tau = (-4.33, 0) N·m

แล็บจาโคเบียนด้านบนถูกตั้งเป็นแผนที่ (u,v)=(θ1,θ2)↦(x,y)(u, v) = (\theta_1, \theta_2) \mapsto (x, y) ของแขนกลนี้ (ใช้ uu แทน θ1\theta_1 และ vv แทน θ2\theta_2) ค่า det⁡J\det J ในแล็บเท่ากับ L1L2sin⁡vL_1L_2\sin v เมื่อลาก vv เข้าใกล้ 0 พื้นที่ของภาพของช่องเล็กจะหายไปทั้งหมด — นั่นคือแขนที่ “แบน” เข้าหาจุดเอกฐาน

สรุปเครื่องมือแคลคูลัสกับโจทย์เครื่องกล พื้นฐาน

ปัญหาเครื่องกลเครื่องมือผลลัพธ์
การนำความร้อนในผนัง ท่อ ครีบ∇T\nabla T, ∇2T=0\nabla^2T = 0, ฟลักซ์ผ่านผิวq=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T, Q˙′\dot Q' ท่อ (K1–K3)
การไหลรอบวัตถุdiv, curl, potential, Bernoulliv\mathbf v, pp, CpC_p (K4–K6)
กระแสน้ำวนและแรงยกการหมุนเวียน Γ=∮v⋅dl\Gamma = \oint\mathbf v\cdot d\mathbf lความหมุนวน แรงยก ρUΓ\rho U\Gamma (K5)
ชิ้นส่วนหมุน ล้อช่วยแรงอินทิกรัลสามชั้น ∭r2ρ dV\iiint r^2\rho\,dVII, Ek=12Iω2E_k = \tfrac12I\omega^2 (K7)
ขยายตัวทางความร้อน ความเค้นความร้อนผลต่างรวมΔL\Delta L, ΔA/A\Delta A/A (K8)
หุ่นยนต์ แขนกลเมทริกซ์จาโคเบียนv=Jθ˙\mathbf v = \mathbf J\dot{\boldsymbol\theta}, τ=J⊤F\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F, จุดเอกฐาน (K9)
ปรับพารามิเตอร์ตัวควบคุม / หาเส้นโค้งสอบเทียบgradient descent, กำลังสองน้อยสุดบทค่าสุดขีด · ระบบควบคุม
ความเค้นและความเครียดในวัสดุดีเวอร์เจนซ์ของเทนเซอร์ ∇⋅σ+f=0\nabla\cdot\boldsymbol\sigma + \mathbf f = \mathbf 0สมดุลภายใน (วิชากลศาสตร์วัสดุ)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ลืมเครื่องหมายลบใน q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T · ความร้อนไหลสวนทาง gradient (ลงจากร้อนไปเย็น)
  2. ใช้ ∇2T=0\nabla^2T = 0 กับกรณีไม่คงตัวหรือมีแหล่งกำเนิด · ตรวจเงื่อนไขก่อนเสมอ
  3. ใช้ Bernoulli ข้ามเส้นกระแสโดยการไหลมีความหมุนวน · ค่าคงที่เปลี่ยนตามเส้นกระแส เว้นแต่การไหลเป็น irrotational ทั้งสนาม
  4. ใช้รอบต่อนาที (rpm) แทน rad/s ใน 12Iω2\tfrac12I\omega^2 · ต้องแปลง ω=2πn/60\omega = 2\pi n/60
  5. ใช้องศากับจาโคเบียน · ∂/∂θ\partial/\partial\theta ต้องเป็น rad จึงเป็นความเร็ว (องศาจะผิดไป π/180\pi/180 เท่า)
  6. ลืมจุดเอกฐาน · เมื่อ det⁡J≈0\det\mathbf J \approx 0 J−1\mathbf J^{-1} ใหญ่มาก ความเร็วข้อต่อที่ต้องใช้พุ่งสูง

ไปต่อที่วิศวกรรมโยธา ที่ใช้อินทิกรัลสองชั้นกับปริมาตรดิน คุณสมบัติหน้าตัด และสมการลาปลาซกับการซึมของน้ำ

คำถามที่พบบ่อย

กฎของฟูริเยร์ (Fourier's law) คืออะไร เกี่ยวกับ gradient อย่างไร?

กฎของฟูริเยร์บอกว่าความร้อนไหลจากร้อนไปเย็น ด้วยฟลักซ์ความร้อน q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T เมื่อ kk คือสภาพนำความร้อน (W/m·K) และ ∇T\nabla T คือเกรเดียนต์อุณหภูมิ เครื่องหมายลบแสดงว่าความร้อนไหลสวนทาง gradient (ลงจากร้อนไปเย็น) ฟลักซ์ตั้งฉากกับ isotherm เสมอ และมีขนาด ∣q∣=k∣∇T∣|\mathbf q| = k|\nabla T| ตัวอย่าง ผนังอิฐหนา 0.2 m ต่างอุณหภูมิ 10 K (k = 0.72) มี q=36q = 36 W/m²

สมการความร้อน (heat equation) กับสมการลาปลาซต่างกันอย่างไร?

สมการความร้อน ρc ∂T/∂t=k∇2T+q˙gen\rho c\,\partial T/\partial t = k\nabla^2T + \dot q_{gen} บอกอุณหภูมิที่เปลี่ยนตามเวลา เมื่อเข้าสู่สภาวะคงตัว (∂T/∂t=0\partial T/\partial t = 0) และไม่มีแหล่งกำเนิดความร้อน (q˙gen=0\dot q_{gen} = 0) จะเหลือสมการลาปลาซ ∇2T=0\nabla^2T = 0 ซึ่งหมายความว่า ∇⋅q=0\nabla\cdot\mathbf q = 0 ความร้อนที่ไหลเข้าบริเวณใดเท่ากับที่ไหลออก ผลคือไม่มีจุดร้อนสุดหรือเย็นสุดภายในแผ่น (อยู่ที่ขอบเสมอ) และอุณหภูมิที่จุดศูนย์กลางเท่ากับค่าเฉลี่ยรอบวงกลมที่ล้อมมัน

สมการความต่อเนื่อง (continuity equation) ของของไหลคืออะไร?

เป็นการอนุรักษ์มวลในรูปอนุพันธ์ ∂ρ/∂t+∇⋅(ρv)=0\partial\rho/\partial t + \nabla\cdot(\rho\mathbf v) = 0 สำหรับของไหลที่ไม่บีบอัด (ρ\rho คงที่) เหลือ ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 นั่นคือฟลักซ์ที่ไหลเข้าปริมาตรใด ๆ เท่ากับฟลักซ์ที่ไหลออก ใช้ตรวจว่าสนามความเร็วที่เสนอเป็นไปได้ และใช้หาองค์ประกอบความเร็วที่ขาดไป เช่นถ้า vx=xv_x = x และ vy=−yv_y = -y แล้ว ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 ถูกต้อง แต่ถ้า vy=yv_y = y จะมีดีเวอร์เจนซ์ 2 (ของไหลถูกสร้างขึ้น)

ความหมุนวน (vorticity) ของของไหลคืออะไร คำนวณอย่างไร?

ความหมุนวน ζ=∇×v\boldsymbol\zeta = \nabla\times\mathbf v วัดการหมุนเฉพาะที่ของอนุภาคของไหล ขนาดเท่ากับสองเท่าของความเร็วเชิงมุมของอนุภาค การไหลที่ ∇×v=0\nabla\times\mathbf v = \mathbf 0 เรียกว่า irrotational (มีศักย์ความเร็ว) เช่นการไหลอุดมคติรอบทรงกระบอก และกระแสน้ำวนอิสระ ส่วนการหมุนแบบวัตถุแข็ง v=ω×r\mathbf v = \boldsymbol\omega\times\mathbf r มี ∇×v=2ω\nabla\times\mathbf v = 2\boldsymbol\omega ตัวอย่างพายุหมุนแบบ Rankine ภายในแกนมีความหมุนวนคงที่ ภายนอกเป็นศูนย์แต่ยังมีการหมุนเวียน Γ ≠ 0

จาโคเบียนของแขนกลหาอย่างไร และใช้ทำอะไร?

จาโคเบียน J\mathbf J คือเมทริกซ์ของอนุพันธ์ย่อยของตำแหน่งปลายแขนต่อมุมข้อต่อ Jij=∂xi/∂θjJ_{ij} = \partial x_i/\partial\theta_j ใช้แปลงความเร็วข้อต่อเป็นความเร็วปลายแขน v=Jθ˙\mathbf v = \mathbf J\dot{\boldsymbol\theta} และแปลงแรงที่ปลายแขนเป็นแรงบิดข้อต่อ τ=J⊤F\boldsymbol\tau = \mathbf J^{\top}\mathbf F แขน 2 ข้อต่อระนาบมี det⁡J=L1L2sin⁡θ2\det\mathbf J = L_1L_2\sin\theta_2 ซึ่งเป็นศูนย์เมื่อแขนเหยียดตรงหรือพับสนิท (จุดเอกฐาน singularity) ที่ปลายแขนไม่สามารถเคลื่อนที่ในบางทิศได้

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์