พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ระบบควบคุม
  4. บล็อกไดอะแกรม

// บทที่ 13.3 · ระบบควบคุม · Block Diagrams & Signal-Flow Graphs

บล็อกไดอะแกรม แผนภาพสัญญาณ และฟังก์ชันถ่ายโอนวงปิด

ระบบจริงประกอบด้วยตัวควบคุม ตัวขับ พลานต์ เซนเซอร์ และฟิลเตอร์ ต่อกันเป็นลูปซ้อนลูป บล็อกไดอะแกรมคือภาษาภาพที่วิศวกรควบคุมใช้คุยกัน และการลดรูปให้เหลือฟังก์ชันถ่ายโอนเดียวคือทักษะที่ต้องคล่องก่อนวิเคราะห์อะไรต่อ หน้านี้มีกฎลดรูปครบชุด กฎของเมสัน และตัวอย่างลูปซ้อนจากเซอร์โวมอเตอร์ สูตรใช้รหัส B

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • อนุกรม: คูณ · ขนาน: บวก · ป้อนกลับลบ: G1+GH\dfrac{G}{1 + GH}
  • ย้ายจุดรวม/จุดแยกข้ามบล็อก ต้องใส่บล็อกชดเชย GG หรือ 1/G1/G
  • เมสัน: T=∑PkΔkΔT = \dfrac{\sum P_k\Delta_k}{\Delta}, Δ=1−∑Li+∑LiLj−⋯\Delta = 1 - \sum L_i + \sum L_iL_j - \cdots (คู่ที่ไม่สัมผัสกัน)
  • ลูปในเร็ว (ความเร็ว กระแส) ทำให้ลูปนอก (ตำแหน่ง) ออกแบบง่ายและหน่วงดีขึ้น

กฎลดรูปพื้นฐาน พื้นฐาน

B1 Series (cascade) อนุกรม

G1→G2 ≡ G1G2G_1 \to G_2 \ \equiv\ G_1G_2

ใช้ได้เมื่อบล็อกหลังไม่ “โหลด” บล็อกหน้า (วงจรจริงต้องมีบัฟเฟอร์ เช่น ออปแอมป์)

B2 Parallel ขนาน

G1∥G2 ≡ G1±G2G_1 \parallel G_2 \ \equiv\ G_1 \pm G_2

ตามเครื่องหมายที่จุดรวม · PID แบบขนานคือ KP+KI/s+KDsK_P + K_I/s + K_Ds

B3 Feedback loop วงป้อนกลับ

YR=G1±GH(+ สำหรับป้อนกลับลบ, − สำหรับป้อนกลับบวก)\frac{Y}{R} = \frac{G}{1 \pm GH} \qquad (+\ \text{สำหรับป้อนกลับลบ},\ -\ \text{สำหรับป้อนกลับบวก})

จำแบบคำพูด: “ไปข้างหน้า ส่วน หนึ่งบวกรอบลูป” · ป้อนกลับหนึ่งหน่วย (H=1H = 1): G1+G\frac{G}{1 + G}

B4 Moving junctions ย้ายจุดรวมและจุดแยก

ย้ายจุดรวมไปหลังบล็อก Gใส่ G ในเส้นที่เข้ามารวมย้ายจุดรวมไปหน้าบล็อก Gใส่ 1/Gย้ายจุดแยกไปหลังบล็อก Gใส่ 1/G ในเส้นที่แยกออกย้ายจุดแยกไปหน้าบล็อก Gใส่ G\begin{array}{l|l} \text{ย้ายจุดรวมไปหลังบล็อก } G & \text{ใส่ } G \text{ ในเส้นที่เข้ามารวม} \\ \text{ย้ายจุดรวมไปหน้าบล็อก } G & \text{ใส่ } 1/G \\ \text{ย้ายจุดแยกไปหลังบล็อก } G & \text{ใส่ } 1/G \text{ ในเส้นที่แยกออก} \\ \text{ย้ายจุดแยกไปหน้าบล็อก } G & \text{ใส่ } G \end{array}

หลักการ: สัญญาณทุกเส้นต้องเหมือนเดิมหลังย้าย · ใช้แยกลูปที่พันกันให้เป็นลูปซ้อนกันได้

B5 Equivalent unity feedback แปลงเป็นป้อนกลับหนึ่งหน่วย

Ge=G1+GH−GG_e = \frac{G}{1 + GH - G}

ใช้หาชนิดของระบบและความผิดพลาดอยู่ตัวเมื่อ H≠1H \ne 1

B6 Multiple inputs หลายอินพุต

Y=TR(s)R+TD(s)DY = T_R(s)R + T_D(s)D

ระบบเชิงเส้นใช้การซ้อนทับ: หาทีละอินพุตโดยตั้งอินพุตอื่นเป็นศูนย์ แล้วบวก

ลดรูปทีละขั้น: สามลูปซ้อน พื้นฐาน

R+-G₁+-+-G₂G₃YH₁H₂
ระบบสามลูป: ลูปใน H1H_1 รอบ G2G_2 · ลูปกลาง H2H_2 จากเอาต์พุตกลับมาก่อน G2G_2 · ลูปนอกหนึ่งหน่วย
ตัวอย่าง B-1 · ลดรูปจากในออกนอก

หา Y/RY/R ของระบบในรูปด้านบน

  1. ลูปในสุด G2G_2 กับ H1H_1 B3: G21+G2H1\dfrac{G_2}{1 + G_2H_1} แล้วอนุกรมกับ G3G_3 B1

    X=G2G31+G2H1X = \frac{G_2G_3}{1 + G_2H_1}
  2. ลูปกลาง XX กับ H2H_2

    X1+XH2=G2G31+G2H1+G2G3H2\frac{X}{1 + XH_2} = \frac{G_2G_3}{1 + G_2H_1 + G_2G_3H_2}
  3. อนุกรม G1G_1 แล้วปิดลูปนอกหนึ่งหน่วย

    YR=G1G2G31+G2H1+G2G3H2+G1G2G3\frac{Y}{R} = \hlC{\frac{G_1G_2G_3}{1 + G_2H_1 + G_2G_3H_2 + G_1G_2G_3}}

ตรวจด้วย sympy ✓ · สังเกตตัวส่วน = 1 + ผลรวมลูปเกนทุกลูป (เพราะทุกลูปสัมผัสกัน) ตรงกับกฎของเมสันด้านล่าง

กฎของเมสัน (Mason's Gain Formula) กลาง

แปลงบล็อกไดอะแกรมเป็นแผนภาพการไหลของสัญญาณ (signal-flow graph): สัญญาณเป็นโนด บล็อกเป็นกิ่งที่มีเกน แล้วใช้สูตรเดียวได้คำตอบทันที แม้ลูปจะพันกันซับซ้อน (Samuel Mason, 1953)

B7 Mason's gain formula กฎของเมสัน

T=1Δ∑kPkΔk,Δ=1−∑Li+∑LiLj−∑LiLjLk+⋯T = \frac{1}{\Delta}\sum_k P_k\Delta_k, \qquad \Delta = 1 - \sum L_i + \sum L_iL_j - \sum L_iL_jL_k + \cdots

PkP_k = เกนของเส้นทางไปข้างหน้าที่ kk · LiL_i = ลูปเกน (รวมเครื่องหมายลบของป้อนกลับลบ) · LiLjL_iL_j = ผลคูณของคู่ลูปที่ไม่สัมผัสกัน · Δk\Delta_k = Δ\Delta ที่ตัดลูปซึ่งสัมผัสเส้นทาง kk ทิ้ง

ตัวอย่าง B-2 · ลูปที่ไม่สัมผัสกัน

เส้นทางไปข้างหน้า G1G2G3G4G_1G_2G_3G_4 มีลูป −G2H1-G_2H_1 (รอบ G2G_2) −G4H2-G_4H_2 (รอบ G4G_4) และลูปนอก −G1G2G3G4H3-G_1G_2G_3G_4H_3 หา Y/RY/R

  1. P1=G1G2G3G4P_1 = G_1G_2G_3G_4 · ลูป: L1=−G2H1L_1 = -G_2H_1, L2=−G4H2L_2 = -G_4H_2, L3=−G1G2G3G4H3L_3 = -G_1G_2G_3G_4H_3

  2. L1L_1 กับ L2L_2 ไม่สัมผัสกัน (G2G_2 กับ G4G_4 ไม่มีโนดร่วม คั่นด้วย G3G_3) · L3L_3 สัมผัสทุกลูป

    Δ=1+G2H1+G4H2+G1G2G3G4H3+G2H1G4H2\Delta = 1 + G_2H_1 + G_4H_2 + G_1G_2G_3G_4H_3 + G_2H_1G_4H_2
  3. ทุกลูปสัมผัสเส้นทาง P1P_1: Δ1=1\Delta_1 = 1 B7

YR=G1G2G3G41+G2H1+G4H2+G1G2G3G4H3+G2G4H1H2\frac{Y}{R} = \frac{G_1G_2G_3G_4}{1 + G_2H_1 + G_4H_2 + G_1G_2G_3G_4H_3 + G_2G_4H_1H_2}

ลดรูปแบบบล็อกตรวจ: ลูปใน G21+G2H1\frac{G_2}{1 + G_2H_1} และ G41+G4H2\frac{G_4}{1 + G_4H_2} คูณกันได้ตัวส่วน (1+G2H1)(1+G4H2)(1 + G_2H_1)(1 + G_4H_2) ซึ่งกระจายแล้วมีพจน์ G2H1G4H2G_2H_1G_4H_2 พอดี ✓

ลูปซ้อน: ป้อนกลับความเร็วด้วยแทโคมิเตอร์ กลาง

เซอร์โวตำแหน่งที่ใช้ P อย่างเดียวมักแกว่งมาก วิธีคลาสสิกคือวัดความเร็วด้วยแทโคมิเตอร์ (หรือเอนโค้ดเดอร์) ป้อนกลับเป็นลูปใน ทำหน้าที่เหมือนแดมเปอร์ไฟฟ้า หลักเดียวกับลูปกระแส–ความเร็ว–ตำแหน่งของไดรฟ์ทุกตัวในเมคาทรอนิกส์

θr+-K+-10/(s+1)มอเตอร์ω1/sθKₜแทโค
ตัวอย่าง B-3 · เลือกเกนแทโค

ในรูปด้านบน ให้ K=1K = 1 หา KtK_t ที่ทำให้วงปิดมี ζ=0.5\zeta = 0.5 และเทียบกับกรณีไม่มีแทโค

  1. ลูปใน B3: ΩU=10/(s+1)1+10Kt/(s+1)=10s+1+10Kt\dfrac{\Omega}{U} = \dfrac{10/(s+1)}{1 + 10K_t/(s+1)} = \dfrac{10}{s + 1 + 10K_t}

  2. อนุกรม KK และ 1/s1/s แล้วปิดลูปนอก

    ΘΘr=10Ks2+(1+10Kt)s+10K\frac{\Theta}{\Theta_r} = \frac{10K}{s^2 + (1 + 10K_t)s + 10K}
  3. K=1K = 1: ωn=10=3.162\omega_n = \sqrt{10} = 3.162 · 2ζωn=1+10Kt=3.162⇒Kt=0.2162\zeta\omega_n = 1 + 10K_t = 3.162 \Rightarrow K_t = 0.216

  4. ไม่มีแทโค: ζ=12(3.162)=0.158\zeta = \dfrac{1}{2(3.162)} = 0.158 overshoot 60%

Kt=0.216K_t = 0.216 ลด overshoot จาก 60% เหลือ 16.3% โดย ωn\omega_n เท่าเดิม ลูปในเพิ่มการหน่วงโดยไม่เพิ่มศูนย์ (ต่างจาก PD) จึงไม่มี overshoot ส่วนเกินจากศูนย์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เครื่องหมายป้อนกลับ → ดูเครื่องหมายที่จุดรวมทุกครั้ง ป้อนกลับบวกตัวส่วนเป็น 1−GH1 - GH
  • ย้ายจุดแยกแล้วลืมบล็อกชดเชย → ตรวจว่าสัญญาณในเส้นที่ย้ายยังเหมือนเดิม B4
  • เมสัน: นับคู่ลูปที่สัมผัสกัน → นับเฉพาะคู่ที่ไม่มีโนดร่วมเลย
  • ลืม Δk\Delta_k → ถ้ามีลูปที่ไม่แตะเส้นทาง kk Δk≠1\Delta_k \ne 1

ต่อยอดไปหน้าถัดไป

ได้ฟังก์ชันถ่ายโอนวงปิดแล้ว ขั้นต่อไปคือดูว่ามันตอบสนองอย่างไร เร็วแค่ไหน พุ่งเกินเท่าไร ไปที่ผลตอบสนองเวลาและสเปกการออกแบบ

คำถามที่พบบ่อย

ลดรูปบล็อกไดอะแกรมกับใช้กฎของเมสัน ควรใช้อะไร?

ระบบที่มีลูปซ้อนกันชัดเจนลดรูปทีละขั้นได้เร็วและเห็นภาพ ส่วนระบบที่ลูปพันกันซับซ้อน หรือต้องการคำตอบในครั้งเดียว กฎของเมสันเป็นระบบกว่า ควรทำได้ทั้งสองวิธีและใช้อีกวิธีตรวจคำตอบ

ลูปที่ไม่สัมผัสกัน (non-touching) คืออะไร?

คือลูปสองลูปที่ไม่มีโนดร่วมกันเลยในแผนภาพการไหลของสัญญาณ ในกฎของเมสัน ผลคูณของลูปที่ไม่สัมผัสกันจะถูกบวกกลับเข้าไปในดีเทอร์มิแนนต์ Δ เพราะตอนลบลูปเดี่ยวทีละลูปเราลบผลรวมนั้นซ้ำไป

ป้อนกลับบวกใช้สูตรอะไร?

G/(1 − GH) คือเปลี่ยนเครื่องหมายในตัวส่วน ในกฎของเมสันให้ใส่เครื่องหมายบวกลงในค่าลูปเกน (ลูปป้อนกลับลบมีเครื่องหมายลบติดอยู่ในลูปเกน)

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์