- หน้าแรก
- คลังความรู้
- ระบบควบคุม
- รูทโลคัส
// บทที่ 13.8 · ระบบควบคุม · Root Locus
รูทโลคัส (Root Locus): นิยามและกฎการวาดทุกข้อ
ปี 1948 วอลเตอร์ อีแวนส์ (Walter R. Evans) แสดงว่าเราวาดทางเดินของขั้ววงปิดได้ครบทุกค่าเกน โดยไม่ต้องแก้สมการเลยสักครั้ง ใช้แค่ขั้วและศูนย์ของวงเปิด ไม้บรรทัด และไม้โปรแทรกเตอร์ หน้านี้ไม่ได้ให้ท่องกฎ แต่จะพิสูจน์ทุกกฎจากเงื่อนไขมุมข้อเดียว แล้วใช้ครบทุกข้อกับตัวอย่างคลาสสิก จากนั้นหน้าถัดไปคือการฝึกวาดจนคล่องแทน MATLAB สูตรใช้รหัส L
สรุปใน 30 วินาที
- จุด s อยู่บนโลคัส ⟺ ∠G(s)H(s)=±180∘(2q+1) (มุมจากศูนย์ลบมุมจากขั้ว)
- เริ่มที่ขั้ว (K=0) จบที่ศูนย์ (K→∞) กิ่งส่วนเกิน n−m กิ่งไปตามเส้นกำกับ
- บนแกนจริง: เป็นโลคัสถ้าจำนวนขั้วและศูนย์ทางขวาเป็นเลขคี่
- คำนวณ: σa, θa, จุดแยก dK/ds=0, ตัด jω (Routh), มุมออกจากขั้วเชิงซ้อน · K ที่จุดใด ๆ = ผลคูณระยะถึงขั้ว ÷ ผลคูณระยะถึงศูนย์
ระดับพื้นฐาน เริ่มเรียนควบคุมกลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท
แนวคิด: ขั้วเดินอย่างไรเมื่อหมุนปุ่มเกน พื้นฐาน
ระบบป้อนกลับที่มีเกนปรับได้ K อยู่ในลูป (เช่น เกนของแอมป์ขับมอเตอร์ หรือ KP ของตัวควบคุม) มีขั้ววงปิดเป็นรากของสมการลักษณะเฉพาะ เมื่อหมุน K จาก 0 ขึ้นไป รากแต่ละตัวจะเคลื่อนที่เป็นเส้นต่อเนื่องบนระนาบ s เส้นเหล่านี้คือรูทโลคัส อ่านแล้วรู้ทันทีว่าเกนเท่าไรเร็ว เท่าไรแกว่ง และเท่าไรเริ่มไม่เสถียร ซึ่งต่อยอดจากเราท์–เฮอร์วิตซ์ (บอกแค่ขอบเสถียร) และผลตอบสนองเวลา (ขั้วอยู่ไหน ผลตอบสนองเป็นแบบนั้น)
รูทโลคัสของ K/[s(s+1)(s+2)] · เส้นประคือเส้นกำกับ · ■ จุดแยก · ◆ จุดตัดแกน jω · ลูกศรคือทิศที่ K เพิ่ม
L1 Root-locus form รูปแบบมาตรฐานของสมการลักษณะเฉพาะ
1+KG(s)H(s)=0,G(s)H(s)=(s−p1)(s−p2)⋯(s−pn)(s−z1)(s−z2)⋯(s−zm)
ต้องจัดให้ K อยู่หน้าและ GH เป็นmonic (สัมประสิทธิ์กำลังสูงสุดเป็น 1) ก่อนใช้กฎ · n = จำนวนขั้ว m = จำนวนศูนย์ (n≥m) · ถ้าตัวแปรที่ปรับไม่ใช่เกน (เช่น ตำแหน่งขั้ว) ให้จัดรูปให้เป็นแบบนี้ก่อน
เงื่อนไขมุมและเงื่อนไขขนาด: หัวใจของทุกกฎ พื้นฐาน
จาก L1 จะได้ KG(s)H(s)=−1 จำนวนเชิงซ้อน −1 มีขนาด 1 และมุม 180∘ จึงแยกได้เป็นสองเงื่อนไข มองเป็นเวกเตอร์: (s−pi) คือลูกศรที่ลากจากขั้ว pi ไปหาจุดทดสอบ s (ทบทวนมุมของเวกเตอร์เชิงซ้อนได้ที่ตรีโกณมิติ)
L2 Angle condition เงื่อนไขมุม (บอกว่าจุดไหนอยู่บนโลคัส)
i=1∑m∠(s−zi)−j=1∑n∠(s−pj)=±180∘(2q+1),q=0,1,2,…
“มุมจากศูนย์ทั้งหมด ลบ มุมจากขั้วทั้งหมด ต้องเป็นเลขคี่คูณ 180°” · ไม่เกี่ยวกับ K เลย รูปร่างของโลคัสจึงกำหนดโดยตำแหน่งขั้วและศูนย์ล้วน ๆ
L3 Magnitude condition เงื่อนไขขนาด (บอกว่าจุดนั้นใช้ K เท่าไร)
K=∣G(s)H(s)∣1=∏i=1m∣s−zi∣∏j=1n∣s−pj∣=ผลคูณระยะจากศูนย์ทุกตัวผลคูณระยะจากขั้วทุกตัว
ไม่มีศูนย์ ตัวส่วนเป็น 1 · ใช้หลังจากรู้แล้วว่าจุดนั้นอยู่บนโลคัส (ผ่าน L2) · ได้ K ของขั้ววงปิดตัวนั้น และขั้วตัวอื่นที่ K เดียวกันหาได้ต่อด้วยกฎ L10
ตัวอย่าง L-0 · ทดสอบจุดสำหรับ G(s)=s(s+1)(s+2)K จุด s=−1+j อยู่บนรูทโลคัสไหม และ s=−31+j31 ล่ะ
จุด −1+j: มุมจากขั้ว 0 คือ 135∘ จากขั้ว −1 คือ 90∘ จากขั้ว −2 คือ 45∘ L2
0−(135∘+90∘+45∘)=−270∘=±180∘(2q+1) ⇒ ไม่อยู่บนโลคัส
จุด s=−31+j0.5774: มุมจาก 0 คือ 180∘−tan−10.33330.5774=120∘ · จาก −1: tan−10.66670.5774=40.9∘ · จาก −2: tan−11.66670.5774=19.1∘
−(120∘+40.9∘+19.1∘)=−180∘ ✓
หา K ด้วยระยะ L3: ∣s∣=0.667, ∣s+1∣=0.882, ∣s+2∣=1.764
K=0.667×0.882×1.764=1.037 (=28/27)
−1+j ไม่อยู่บนโลคัส · −31±j31 อยู่บนโลคัสที่ K=28/27≈1.037 จุดนี้อยู่บนเส้น ζ=0.5 พอดี (มุม 60∘ จากแกนจริงลบ)
ตรวจ: s3+3s2+2s+2728=(s+37)(s2+32s+94) รากคือ −37 และ −31±j0.5774 ✓
กฎการวาดรูทโลคัส (สำหรับ K ≥ 0) กลาง
ทุกกฎข้างล่างพิสูจน์ได้จาก L2 และ L3 เท่านั้น ใต้แต่ละกฎมีเหตุผลสั้น ๆ ให้เข้าใจแทนการท่อง ลำดับที่แนะนำเวลาวาดคือตามเลขกฎ
L4 Rule 1 · Branches, start and end จำนวนกิ่ง จุดเริ่ม จุดจบ
#กิ่ง=n,K=0: s=pj (ขั้ว),K→∞: s→zi หรือ ∞ (n−m กิ่ง)
เหตุผล: L3 ให้ K→0 เมื่อ s→pj และ K→∞ เมื่อ s→zi · โลคัสสมมาตรรอบแกนจริงเสมอ เพราะรากเชิงซ้อนของพหุนามสัมประสิทธิ์จริงมาเป็นคู่สังยุค วาดครึ่งบนแล้วสะท้อน
L5 Rule 2 · Real-axis segments ส่วนบนแกนจริง
จุดบนแกนจริงอยู่บนโลคัส⟺#(ขั้ว+ศูนย์ที่อยู่บนแกนจริง ทางขวาของจุดนั้น) เป็นเลขคี่
เหตุผล: คู่เชิงซ้อนให้มุมหักล้างกัน (+θ กับ −θ) ขั้วหรือศูนย์ทางซ้ายให้มุม 0∘ ทางขวาให้ 180∘ จึงต้องมีจำนวนคี่ตัวทางขวาเพื่อให้รวมเป็น 180∘ คี่เท่า
L6 Rule 3 · Asymptotes เส้นกำกับ: มุมและจุดตัดแกนจริง
θa=n−m(2q+1)180∘, q=0,1,…,n−m−1,σa=n−m∑pj−∑zi
n−m=1: 180° · 2: ±90° · 3: ±60°, 180° · 4: ±45°, ±135° · เหตุผล: ไกลมาก ๆ ขั้วและศูนย์ทุกตัวดูเหมือนรวมเป็นจุดเดียวที่ σa มุมจาก n−m ตัวที่เหลือต้องรวมเป็น 180° · ใน ∑pj คู่เชิงซ้อนรวมกันเหลือแค่ส่วนจริงสองเท่า
L7 Rule 4 · Breakaway and break-in points จุดแยกและจุดเข้า
K(s)=−G(s)H(s)1,dsdK=0⟺j=1∑nσ−pj1=i=1∑mσ−zi1
ระหว่างขั้วสองตัวที่ติดกันบนโลคัสแกนจริง ต้องมีจุดแยกออก (K บนแกนจริงสูงสุดตรงนั้น) ระหว่างศูนย์สองตัวมีจุดเข้า · เก็บเฉพาะรากที่อยู่บนโลคัสและให้ K>0 · r กิ่งมาพบกันจะแยกออกห่างกันมุม 180∘/r (สองกิ่ง: ตั้งฉากกับแกนจริง)
L8 Rule 5 · jω-axis crossings จุดตัดแกน jω
แทน s=jω ใน 1+KGH=0: Re{⋅}=0, Im{⋅}=0หรือใช้ตารางเราท์หา Kcr
ได้ ωcr และ Kcr ซึ่งคือขอบเสถียรภาพ R10 · ถ้าไม่มีคำตอบที่ K>0 แสดงว่าโลคัสไม่ตัดแกน jω
L9 Rule 6 · Angles of departure and arrival มุมออกจากขั้วเชิงซ้อนและมุมเข้าศูนย์เชิงซ้อน
θd=180∘−j=k∑∠(pk−pj)+i∑∠(pk−zi),θa=180∘−i=k∑∠(zk−zi)+j∑∠(zk−pj)
เหตุผล: ใช้ L2 กับจุดทดสอบที่อยู่ชิดขั้ว pk มาก ๆ มุมจาก pk เองคือมุมออกที่ต้องการ มุมจากตัวอื่นแทบไม่เปลี่ยน · ขั้วซ้ำ r ตัว: หาร r และเพิ่มทีละ 360∘/r
L10 Rule 7 · Sum of closed-loop poles ผลรวมขั้ววงปิดคงที่
n−m≥2: j∑rj(K)=j∑pj=−a1 ทุกค่า K
K ไม่ไปแตะสัมประสิทธิ์ sn−1 · กิ่งหนึ่งไปขวา อีกกิ่งต้องไปซ้าย · ใช้หาขั้วที่สามเมื่อรู้คู่เด่น
L11 Product of closed-loop poles ผลคูณขั้ววงปิด (ไม่มีศูนย์)
j∏(−rj)=an+K
พจน์คงที่ของสมการลักษณะเฉพาะ · ใช้ตรวจคำตอบหรือหาขั้วที่เหลือ
ตัวอย่างครบทุกกฎ: K/(s(s+1)(s+2)) กลาง
ระบบนี้คือมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงควบคุมตำแหน่ง (อินทิเกรเตอร์ 1/s จากตำแหน่ง = อินทิกรัลของความเร็ว) ที่มีค่าคงเวลาทางกลและทางไฟฟ้า เป็นโจทย์รูทโลคัสที่ออกสอบบ่อยที่สุดในโลก ทำทีละกฎ
ตัวอย่าง L-1 · ครบ 7 กฎวาดรูทโลคัสของ KG(s)=s(s+1)(s+2)K ระบุทุกจุดสำคัญ และหา K ที่ให้ ζ=0.5
กฎ 1 L4: ขั้ว 0,−1,−2 (n=3) ไม่มีศูนย์ (m=0) มี 3 กิ่ง ทั้ง 3 กิ่งไปอนันต์
กฎ 2 L5: ช่วง [−1,0] มีขั้วทางขวา 1 ตัว (คี่) ✓ · ช่วง (−2,−1) มี 2 ตัว (คู่) ✗ · ช่วง (−∞,−2] มี 3 ตัว (คี่) ✓
กฎ 3 L6: n−m=3 ได้ θa=60∘,180∘,300∘ และ
σa=30+(−1)+(−2)−0=−1
กฎ 4 L7: ช่วง [−1,0] มีขั้วสองข้าง ต้องมีจุดแยก K=−(s3+3s2+2s)
dsdK=−(3s2+6s+2)=0 ⇒ s=6−6±36−24=−1±0.577
s=−0.423 อยู่ในช่วง [−1,0] ✓ ใช้ได้ (K=0.385) · s=−1.577 อยู่ในช่วงที่ไม่ใช่โลคัส ✗ ทิ้ง (ให้ K=−0.385)
กฎ 5 L8: แทน s=jω ใน s3+3s2+2s+K=0
−jω3−3ω2+2jω+K=0 ⇒ {Im: ω(2−ω2)=0⇒ω=2Re: K=3ω2=6
ตรงกับตัวอย่าง R-5 ✓ ได้จุดตัด ±j1.414 ที่ K=6
กฎ 6 L9: ไม่มีขั้วหรือศูนย์เชิงซ้อน ไม่ต้องหามุมออก
หา K ที่ ζ=0.5: เส้น ζ=0.5 ทำมุม cos−10.5=60∘ กับแกนจริงลบ จากตัวอย่าง L-0 จุดตัดคือ s=−0.333±j0.577 ที่ K=1.037 ขั้วที่สามจาก L10: r3=−3−2(−0.333)=−2.333
โลคัสเริ่มที่ 0, −1, −2 · สองกิ่งชนกันที่ −0.423 แล้วแยกขึ้นลง โค้งไปตามเส้นกำกับ ±60° จาก σ = −1 ตัดแกน jω ที่ ±j1.414 เมื่อ K = 6 · อีกกิ่งวิ่งไปทางซ้ายจาก −2 · ζ=0.5 ที่ K=1.037 (ขั้วที่สามอยู่ไกลกว่า 7 เท่า คู่เด่นจึงทำนายผลตอบสนองได้ดี)
รูปด้านบนและแล็บท้ายหน้าคำนวณจากเครื่อง ตรงกับทุกค่า · ระบบอยู่ในช่วงเสถียร 0<K<6 ตามเราท์ ✓
ตัวอย่าง L-2 · มุมออกจากขั้วเชิงซ้อนหามุมออกจากขั้ว −1+j ของ KG(s)=s(s2+2s+2)K
ขั้ว: 0, −1±j · มุมจากขั้วอื่นไปหา pk=−1+j: จาก 0 คือ ∠(−1+j)=135∘ · จาก −1−j คือ ∠(2j)=90∘
ไม่มีศูนย์ แทน L9
θd=180∘−(135∘+90∘)=−45∘
กิ่งออกจาก −1+j ทำมุม −45∘ (ชี้ลงขวา) แล้วโค้งขึ้นตามเส้นกำกับ 60° · กิ่งจาก −1−j ออกที่ +45∘ (สมมาตร)
วาดครบทุกกฎในหน้าฝึกวาด (ตัวอย่าง W-3) จุดตัดแกนคือ ±j2 ที่ K=4
ตัวอย่าง L-3 · ศูนย์ทำให้โลคัสเป็นวงกลมแสดงว่าส่วนที่ไม่อยู่บนแกนจริงของรูทโลคัส s(s+1)K(s+3) เป็นวงกลม
แทน s=σ+jω ในเงื่อนไขมุม L2: ∠(s+3)−∠s−∠(s+1)=180∘
ใช้ tan(A−B) แล้วจัดรูป (ส่วน ω=0) จะได้
(σ+3)2+ω2=6
จุดแยกจาก L7: σ1+σ+11=σ+31⇒σ2+6σ+3=0⇒σ=−3±6
วงกลมศูนย์กลางที่ศูนย์ s=−3 รัศมี 6=2.449 แยกออกที่ −0.551 เข้าที่ −5.449 · กฎทั่วไป: ขั้วจริงสองตัว + ศูนย์จริงหนึ่งตัว ได้วงกลมรอบศูนย์ รัศมี d1d2 (ระยะจากศูนย์ถึงขั้วทั้งสองคูณกัน)
d1=3, d2=2⇒6 ✓ · รูปอยู่ในหน้าฝึกวาด ตัวอย่าง W-2
อ่านรูทโลคัสให้เป็น: จากรูปสู่สเปก กลาง
เมื่อวาดแล้ว คำถามออกแบบตอบได้จากรูปทันที เพราะตำแหน่งขั้วบอกสเปกเวลาโดยตรง
| ต้องการ | มองหาอะไรบนระนาบ s | สูตร |
| overshoot ไม่เกินค่าที่กำหนด | ขั้วเด่นอยู่ในกรวยระหว่างเส้น ±cos−1ζ | Mp=e−πζ/1−ζ2 |
| เวลาเข้าที่ (2%) ไม่เกิน ts | ขั้วเด่นอยู่ซ้ายเส้นดิ่ง σ=−4/ts | ts≈4/(ζωn) |
| เวลายอดไม่เกิน tp | ขั้วเด่นอยู่เหนือเส้น ωd=π/tp | tp=π/ωd |
| ตอบสนองเร็ว (ωn สูง) | ขั้วอยู่ไกลจากจุดกำเนิด | ωn=∣s∣ |
| เสถียร | ทุกกิ่งอยู่ซ้ายแกน jω ที่ K นั้น | K<Kcr |
ถ้าโลคัสไม่ผ่านบริเวณที่ต้องการเลย การปรับ K อย่างเดียวไม่มีทางได้สเปก ต้องเปลี่ยนรูปร่างโลคัสด้วยการเพิ่มขั้วหรือศูนย์ ซึ่งคือการออกแบบด้วยรูทโลคัส (เพิ่มศูนย์ ดึงโลคัสไปทางซ้าย · เพิ่มขั้ว ผลักโลคัสไปทางขวา)
แล็บรูทโลคัส: ลากขั้วและศูนย์ ดูกฎทำงาน
แผงด้านล่างคำนวณผลของกฎทุกข้อจาก L(s) ที่พิมพ์ ใช้ตรวจการบ้านได้ ลองลากขั้วที่ −2 ไปทางซ้ายช้า ๆ ดูเส้นกำกับเลื่อนตาม σa หรือกด “+ ศูนย์จริง” ดูโลคัสถูกดึงไปทางซ้าย คลิกบนเส้นโลคัสเพื่อเลือก K ที่จุดนั้น
กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่จัดรูป monic ก่อน → 2s(s+1)K ต้องคิดเป็น K′=K/2 ไม่อย่างนั้นค่า K จากเงื่อนไขขนาดจะผิด L1
- นับขั้วและศูนย์ทางซ้าย → กฎแกนจริงนับทางขวาเท่านั้น L5
- ลืมคู่สังยุคในผลรวม σa → −1±j รวมกันได้ −2
- ใช้รากของ dK/ds ทุกตัวเป็นจุดแยก → ต้องอยู่บนโลคัสจริงและ K>0 L7
- มุมออกเครื่องหมายผิด → มุมจากศูนย์บวก มุมจากขั้วลบ วัดทวนเข็มจากแกนจริงบวกเสมอ
- คิดว่ากิ่งเดินตามเส้นกำกับเป๊ะ → เส้นกำกับคือทิศเมื่อ K โตมาก ใกล้ ๆ ขั้วกิ่งอาจโค้งต่างไปมาก ต้องใช้จุดตัด jω และมุมออกช่วย
ต่อยอดไปหน้าถัดไป
รู้กฎแล้วต้องฝึกให้มือจำ หน้าฝึกวาดรูทโลคัสด้วยมือมีตัวอย่างทีละขั้นอีก 7 แบบ ตั้งแต่ง่ายจนถึงจุดแยกเชิงซ้อน และแกลเลอรีรูปแบบมาตรฐานที่ควรจำหน้าตาได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย
รูทโลคัสคืออะไรในประโยคเดียว?
คือกราฟบนระนาบ s ที่แสดงตำแหน่งของขั้ววงปิด (รากของ 1 + KG(s)H(s) = 0) ทุกตำแหน่งเมื่อเกน K เปลี่ยนจาก 0 ถึงอนันต์ วาดได้จากขั้วและศูนย์ของฟังก์ชันวงเปิดโดยไม่ต้องแก้สมการ
ทำไมกิ่งของรูทโลคัสเริ่มที่ขั้วและจบที่ศูนย์?
จากเงื่อนไขขนาด K = Π|s − p| / Π|s − z| เมื่อ K → 0 ต้องมี |s − p| → 0 คือ s อยู่ที่ขั้ว เมื่อ K → ∞ ต้องมี |s − z| → 0 คือ s อยู่ที่ศูนย์ ถ้าศูนย์มีน้อยกว่าขั้ว กิ่งที่เหลือวิ่งไปหาศูนย์ที่อนันต์ตามเส้นกำกับ
จุดแยก (breakaway) ต้องคำนวณทุกรากของ dK/ds = 0 ไหม?
คำนวณทุกราก แต่ใช้เฉพาะรากที่อยู่บนรูทโลคัสจริง (เช่นอยู่ในช่วงแกนจริงที่เป็นโลคัส และให้ K เป็นบวก) รากที่ให้ K ติดลบเป็นของรูทโลคัสส่วนเติมเต็ม (K < 0)
ระหว่าง Routh กับแทน s = jω หาจุดตัดแกน jω วิธีไหนดีกว่า?
ได้ผลเหมือนกัน Routh ให้ K ก่อนแล้วได้ ω จากแถว s² ส่วนการแทน s = jω แยกส่วนจริงและจินตภาพให้ได้สองสมการแก้หา ω และ K พร้อมกัน สำหรับระบบอันดับสามถึงสี่การแทน jω มักเร็วกว่า ระบบอันดับสูงขึ้นใช้ Routh เป็นระบบกว่า
รูทโลคัสใช้กับระบบที่มีหน่วงเวลาได้ไหม?
ได้ แต่กฎบางข้อเปลี่ยน เพราะ e^{-sT} เพิ่มมุม −ωT ทำให้มีกิ่งจำนวนอนันต์ ในทางปฏิบัติมักประมาณหน่วงเวลาด้วยพาเดก่อนแล้ววาดตามปกติ หรือหันไปใช้โบดซึ่งจัดการหน่วงเวลาได้ตรงกว่า
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์