พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ระบบควบคุม
  4. รูทโลคัส

// บทที่ 13.8 · ระบบควบคุม · Root Locus

รูทโลคัส (Root Locus): นิยามและกฎการวาดทุกข้อ

ปี 1948 วอลเตอร์ อีแวนส์ (Walter R. Evans) แสดงว่าเราวาดทางเดินของขั้ววงปิดได้ครบทุกค่าเกน โดยไม่ต้องแก้สมการเลยสักครั้ง ใช้แค่ขั้วและศูนย์ของวงเปิด ไม้บรรทัด และไม้โปรแทรกเตอร์ หน้านี้ไม่ได้ให้ท่องกฎ แต่จะพิสูจน์ทุกกฎจากเงื่อนไขมุมข้อเดียว แล้วใช้ครบทุกข้อกับตัวอย่างคลาสสิก จากนั้นหน้าถัดไปคือการฝึกวาดจนคล่องแทน MATLAB สูตรใช้รหัส L

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • จุด ss อยู่บนโลคัส   ⟺  \iff ∠G(s)H(s)=±180∘(2q+1)\angle G(s)H(s) = \pm180^\circ(2q+1) (มุมจากศูนย์ลบมุมจากขั้ว)
  • เริ่มที่ขั้ว (K=0K = 0) จบที่ศูนย์ (K→∞K \to \infty) กิ่งส่วนเกิน n−mn - m กิ่งไปตามเส้นกำกับ
  • บนแกนจริง: เป็นโลคัสถ้าจำนวนขั้วและศูนย์ทางขวาเป็นเลขคี่
  • คำนวณ: σa, θa\sigma_a,\ \theta_a, จุดแยก dK/ds=0dK/ds = 0, ตัด jωj\omega (Routh), มุมออกจากขั้วเชิงซ้อน · KK ที่จุดใด ๆ = ผลคูณระยะถึงขั้ว ÷ ผลคูณระยะถึงศูนย์
ระดับพื้นฐาน เริ่มเรียนควบคุมกลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท

แนวคิด: ขั้วเดินอย่างไรเมื่อหมุนปุ่มเกน พื้นฐาน

ระบบป้อนกลับที่มีเกนปรับได้ KK อยู่ในลูป (เช่น เกนของแอมป์ขับมอเตอร์ หรือ KPK_P ของตัวควบคุม) มีขั้ววงปิดเป็นรากของสมการลักษณะเฉพาะ เมื่อหมุน KK จาก 0 ขึ้นไป รากแต่ละตัวจะเคลื่อนที่เป็นเส้นต่อเนื่องบนระนาบ ss เส้นเหล่านี้คือรูทโลคัส อ่านแล้วรู้ทันทีว่าเกนเท่าไรเร็ว เท่าไรแกว่ง และเท่าไรเริ่มไม่เสถียร ซึ่งต่อยอดจากเราท์–เฮอร์วิตซ์ (บอกแค่ขอบเสถียร) และผลตอบสนองเวลา (ขั้วอยู่ไหน ผลตอบสนองเป็นแบบนั้น)

−4−3−2−101−2j−1j1j2jσjω−0.423j1.414 (K=6)σa = −1
รูทโลคัสของ K/[s(s+1)(s+2)]K/[s(s+1)(s+2)] · เส้นประคือเส้นกำกับ · ■ จุดแยก · ◆ จุดตัดแกน jωj\omega · ลูกศรคือทิศที่ KK เพิ่ม

L1 Root-locus form รูปแบบมาตรฐานของสมการลักษณะเฉพาะ

1+KG(s)H(s)=0,G(s)H(s)=(s−z1)(s−z2)⋯(s−zm)(s−p1)(s−p2)⋯(s−pn)1 + KG(s)H(s) = 0, \qquad G(s)H(s) = \frac{(s - z_1)(s - z_2)\cdots(s - z_m)}{(s - p_1)(s - p_2)\cdots(s - p_n)}

ต้องจัดให้ KK อยู่หน้าและ GHGH เป็นmonic (สัมประสิทธิ์กำลังสูงสุดเป็น 1) ก่อนใช้กฎ · nn = จำนวนขั้ว mm = จำนวนศูนย์ (n≥mn \ge m) · ถ้าตัวแปรที่ปรับไม่ใช่เกน (เช่น ตำแหน่งขั้ว) ให้จัดรูปให้เป็นแบบนี้ก่อน

เงื่อนไขมุมและเงื่อนไขขนาด: หัวใจของทุกกฎ พื้นฐาน

จาก L1 จะได้ KG(s)H(s)=−1KG(s)H(s) = -1 จำนวนเชิงซ้อน −1-1 มีขนาด 1 และมุม 180∘180^\circ จึงแยกได้เป็นสองเงื่อนไข มองเป็นเวกเตอร์: (s−pi)(s - p_i) คือลูกศรที่ลากจากขั้ว pip_i ไปหาจุดทดสอบ ss (ทบทวนมุมของเวกเตอร์เชิงซ้อนได้ที่ตรีโกณมิติ)

L2 Angle condition เงื่อนไขมุม (บอกว่าจุดไหนอยู่บนโลคัส)

∑i=1m∠(s−zi)−∑j=1n∠(s−pj)=±180∘(2q+1),q=0,1,2,…\sum_{i=1}^{m}\angle(s - z_i) - \sum_{j=1}^{n}\angle(s - p_j) = \pm180^\circ(2q + 1), \quad q = 0, 1, 2, \dots

“มุมจากศูนย์ทั้งหมด ลบ มุมจากขั้วทั้งหมด ต้องเป็นเลขคี่คูณ 180°” · ไม่เกี่ยวกับ KK เลย รูปร่างของโลคัสจึงกำหนดโดยตำแหน่งขั้วและศูนย์ล้วน ๆ

L3 Magnitude condition เงื่อนไขขนาด (บอกว่าจุดนั้นใช้ KK เท่าไร)

K=1∣G(s)H(s)∣=∏j=1n∣s−pj∣∏i=1m∣s−zi∣=ผลคูณระยะจากขั้วทุกตัวผลคูณระยะจากศูนย์ทุกตัวK = \frac{1}{|G(s)H(s)|} = \frac{\prod_{j=1}^{n}|s - p_j|}{\prod_{i=1}^{m}|s - z_i|} = \frac{\text{ผลคูณระยะจากขั้วทุกตัว}}{\text{ผลคูณระยะจากศูนย์ทุกตัว}}

ไม่มีศูนย์ ตัวส่วนเป็น 1 · ใช้หลังจากรู้แล้วว่าจุดนั้นอยู่บนโลคัส (ผ่าน L2) · ได้ KK ของขั้ววงปิดตัวนั้น และขั้วตัวอื่นที่ KK เดียวกันหาได้ต่อด้วยกฎ L10

ตัวอย่าง L-0 · ทดสอบจุด

สำหรับ G(s)=Ks(s+1)(s+2)G(s) = \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} จุด s=−1+js = -1 + j อยู่บนรูทโลคัสไหม และ s=−13+j13s = -\tfrac13 + j\tfrac{1}{\sqrt3} ล่ะ

  1. จุด −1+j-1 + j: มุมจากขั้ว 0 คือ 135∘135^\circ จากขั้ว −1-1 คือ 90∘90^\circ จากขั้ว −2-2 คือ 45∘45^\circ L2

    0−(135∘+90∘+45∘)=−270∘≠±180∘(2q+1) ⇒ ไม่อยู่บนโลคัส0 - (135^\circ + 90^\circ + 45^\circ) = -270^\circ \ne \pm180^\circ(2q+1) \ \Rightarrow\ \text{ไม่อยู่บนโลคัส}
  2. จุด s=−13+j0.5774s = -\tfrac13 + j0.5774: มุมจาก 0 คือ 180∘−tan⁡−10.57740.3333=120∘180^\circ - \tan^{-1}\frac{0.5774}{0.3333} = 120^\circ · จาก −1-1: tan⁡−10.57740.6667=40.9∘\tan^{-1}\frac{0.5774}{0.6667} = 40.9^\circ · จาก −2-2: tan⁡−10.57741.6667=19.1∘\tan^{-1}\frac{0.5774}{1.6667} = 19.1^\circ

    −(120∘+40.9∘+19.1∘)=−180∘ ✓-(120^\circ + 40.9^\circ + 19.1^\circ) = -180^\circ \ \checkmark
  3. หา KK ด้วยระยะ L3: ∣s∣=0.667|s| = 0.667, ∣s+1∣=0.882|s + 1| = 0.882, ∣s+2∣=1.764|s + 2| = 1.764

    K=0.667×0.882×1.764=1.037 (=28/27)K = 0.667 \times 0.882 \times 1.764 = \hlC{1.037} \ (= 28/27)

−1+j-1 + j ไม่อยู่บนโลคัส · −13±j13-\tfrac13 \pm j\tfrac{1}{\sqrt3} อยู่บนโลคัสที่ K=28/27≈1.037K = 28/27 \approx 1.037 จุดนี้อยู่บนเส้น ζ=0.5\zeta = 0.5 พอดี (มุม 60∘60^\circ จากแกนจริงลบ)

ตรวจ: s3+3s2+2s+2827=(s+73)(s2+23s+49)s^3 + 3s^2 + 2s + \tfrac{28}{27} = (s + \tfrac73)(s^2 + \tfrac23s + \tfrac49) รากคือ −73-\tfrac73 และ −13±j0.5774-\tfrac13 \pm j0.5774 ✓

กฎการวาดรูทโลคัส (สำหรับ K ≥ 0) กลาง

ทุกกฎข้างล่างพิสูจน์ได้จาก L2 และ L3 เท่านั้น ใต้แต่ละกฎมีเหตุผลสั้น ๆ ให้เข้าใจแทนการท่อง ลำดับที่แนะนำเวลาวาดคือตามเลขกฎ

L4 Rule 1 · Branches, start and end จำนวนกิ่ง จุดเริ่ม จุดจบ

#กิ่ง=n,K=0: s=pj (ขั้ว),K→∞: s→zi หรือ ∞ (n−m กิ่ง)\#\text{กิ่ง} = n, \qquad K = 0:\ s = p_j \ (\text{ขั้ว}), \qquad K \to \infty:\ s \to z_i \ \text{หรือ} \ \infty \ (n - m \text{ กิ่ง})

เหตุผล: L3 ให้ K→0K \to 0 เมื่อ s→pjs \to p_j และ K→∞K \to \infty เมื่อ s→zis \to z_i · โลคัสสมมาตรรอบแกนจริงเสมอ เพราะรากเชิงซ้อนของพหุนามสัมประสิทธิ์จริงมาเป็นคู่สังยุค วาดครึ่งบนแล้วสะท้อน

L5 Rule 2 · Real-axis segments ส่วนบนแกนจริง

จุดบนแกนจริงอยู่บนโลคัส  ⟺  #(ขั้ว+ศูนย์ที่อยู่บนแกนจริง ทางขวาของจุดนั้น) เป็นเลขคี่\text{จุดบนแกนจริงอยู่บนโลคัส} \iff \#(\text{ขั้ว} + \text{ศูนย์ที่อยู่บนแกนจริง ทาง}\textbf{ขวา}\text{ของจุดนั้น}) \text{ เป็นเลขคี่}

เหตุผล: คู่เชิงซ้อนให้มุมหักล้างกัน (+θ+\theta กับ −θ-\theta) ขั้วหรือศูนย์ทางซ้ายให้มุม 0∘0^\circ ทางขวาให้ 180∘180^\circ จึงต้องมีจำนวนคี่ตัวทางขวาเพื่อให้รวมเป็น 180∘180^\circ คี่เท่า

L6 Rule 3 · Asymptotes เส้นกำกับ: มุมและจุดตัดแกนจริง

θa=(2q+1)180∘n−m,  q=0,1,…,n−m−1,σa=∑pj−∑zin−m\theta_a = \frac{(2q + 1)180^\circ}{n - m},\ \ q = 0, 1, \dots, n - m - 1, \qquad \sigma_a = \frac{\sum p_j - \sum z_i}{n - m}

n−m=1n - m = 1: 180° · 2: ±90° · 3: ±60°, 180° · 4: ±45°, ±135° · เหตุผล: ไกลมาก ๆ ขั้วและศูนย์ทุกตัวดูเหมือนรวมเป็นจุดเดียวที่ σa\sigma_a มุมจาก n−mn - m ตัวที่เหลือต้องรวมเป็น 180° · ใน ∑pj\sum p_j คู่เชิงซ้อนรวมกันเหลือแค่ส่วนจริงสองเท่า

L7 Rule 4 · Breakaway and break-in points จุดแยกและจุดเข้า

K(s)=−1G(s)H(s),dKds=0⟺∑j=1n1σ−pj=∑i=1m1σ−ziK(s) = -\frac{1}{G(s)H(s)}, \qquad \frac{dK}{ds} = 0 \quad \Longleftrightarrow \quad \sum_{j=1}^{n}\frac{1}{\sigma - p_j} = \sum_{i=1}^{m}\frac{1}{\sigma - z_i}

ระหว่างขั้วสองตัวที่ติดกันบนโลคัสแกนจริง ต้องมีจุดแยกออก (K บนแกนจริงสูงสุดตรงนั้น) ระหว่างศูนย์สองตัวมีจุดเข้า · เก็บเฉพาะรากที่อยู่บนโลคัสและให้ K>0K \gt 0 · rr กิ่งมาพบกันจะแยกออกห่างกันมุม 180∘/r180^\circ/r (สองกิ่ง: ตั้งฉากกับแกนจริง)

L8 Rule 5 · jω-axis crossings จุดตัดแกน jωj\omega

แทน s=jω ใน 1+KGH=0:  Re⁡{⋅}=0,  Im⁡{⋅}=0หรือใช้ตารางเราท์หา Kcr\text{แทน } s = j\omega \text{ ใน } 1 + KGH = 0:\ \ \operatorname{Re}\{\cdot\} = 0,\ \ \operatorname{Im}\{\cdot\} = 0 \quad \text{หรือใช้ตารางเราท์หา } K_{cr}

ได้ ωcr\omega_{cr} และ KcrK_{cr} ซึ่งคือขอบเสถียรภาพ R10 · ถ้าไม่มีคำตอบที่ K>0K \gt 0 แสดงว่าโลคัสไม่ตัดแกน jωj\omega

L9 Rule 6 · Angles of departure and arrival มุมออกจากขั้วเชิงซ้อนและมุมเข้าศูนย์เชิงซ้อน

θd=180∘−∑j≠k∠(pk−pj)+∑i∠(pk−zi),θa=180∘−∑i≠k∠(zk−zi)+∑j∠(zk−pj)\theta_{d} = 180^\circ - \sum_{j \ne k}\angle(p_k - p_j) + \sum_{i}\angle(p_k - z_i), \qquad \theta_{a} = 180^\circ - \sum_{i \ne k}\angle(z_k - z_i) + \sum_{j}\angle(z_k - p_j)

เหตุผล: ใช้ L2 กับจุดทดสอบที่อยู่ชิดขั้ว pkp_k มาก ๆ มุมจาก pkp_k เองคือมุมออกที่ต้องการ มุมจากตัวอื่นแทบไม่เปลี่ยน · ขั้วซ้ำ rr ตัว: หาร rr และเพิ่มทีละ 360∘/r360^\circ/r

L10 Rule 7 · Sum of closed-loop poles ผลรวมขั้ววงปิดคงที่

n−m≥2:  ∑jrj(K)=∑jpj=−a1  ทุกค่า Kn - m \ge 2:\ \ \sum_{j} r_j(K) = \sum_j p_j = -a_1 \ \ \text{ทุกค่า } K

KK ไม่ไปแตะสัมประสิทธิ์ sn−1s^{n-1} · กิ่งหนึ่งไปขวา อีกกิ่งต้องไปซ้าย · ใช้หาขั้วที่สามเมื่อรู้คู่เด่น

L11 Product of closed-loop poles ผลคูณขั้ววงปิด (ไม่มีศูนย์)

∏j(−rj)=an+K\prod_j(-r_j) = a_n + K

พจน์คงที่ของสมการลักษณะเฉพาะ · ใช้ตรวจคำตอบหรือหาขั้วที่เหลือ

ตัวอย่างครบทุกกฎ: K/(s(s+1)(s+2)) กลาง

ระบบนี้คือมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงควบคุมตำแหน่ง (อินทิเกรเตอร์ 1/s1/s จากตำแหน่ง = อินทิกรัลของความเร็ว) ที่มีค่าคงเวลาทางกลและทางไฟฟ้า เป็นโจทย์รูทโลคัสที่ออกสอบบ่อยที่สุดในโลก ทำทีละกฎ

ตัวอย่าง L-1 · ครบ 7 กฎ

วาดรูทโลคัสของ KG(s)=Ks(s+1)(s+2)KG(s) = \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} ระบุทุกจุดสำคัญ และหา KK ที่ให้ ζ=0.5\zeta = 0.5

  1. กฎ 1 L4: ขั้ว 0,−1,−20, -1, -2 (n=3n = 3) ไม่มีศูนย์ (m=0m = 0) มี 3 กิ่ง ทั้ง 3 กิ่งไปอนันต์

  2. กฎ 2 L5: ช่วง [−1,0][-1, 0] มีขั้วทางขวา 1 ตัว (คี่) ✓ · ช่วง (−2,−1)(-2, -1) มี 2 ตัว (คู่) ✗ · ช่วง (−∞,−2](-\infty, -2] มี 3 ตัว (คี่) ✓

  3. กฎ 3 L6: n−m=3n - m = 3 ได้ θa=60∘,180∘,300∘\theta_a = 60^\circ, 180^\circ, 300^\circ และ

    σa=0+(−1)+(−2)−03=−1\sigma_a = \frac{0 + (-1) + (-2) - 0}{3} = \hlC{-1}
  4. กฎ 4 L7: ช่วง [−1,0][-1, 0] มีขั้วสองข้าง ต้องมีจุดแยก K=−(s3+3s2+2s)K = -(s^3 + 3s^2 + 2s)

    dKds=−(3s2+6s+2)=0 ⇒ s=−6±36−246=−1±0.577\frac{dK}{ds} = -(3s^2 + 6s + 2) = 0 \ \Rightarrow\ s = \frac{-6 \pm \sqrt{36 - 24}}{6} = -1 \pm 0.577

    s=−0.423s = -0.423 อยู่ในช่วง [−1,0][-1, 0] ✓ ใช้ได้ (K=0.385K = 0.385) · s=−1.577s = -1.577 อยู่ในช่วงที่ไม่ใช่โลคัส ✗ ทิ้ง (ให้ K=−0.385K = -0.385)

  5. กฎ 5 L8: แทน s=jωs = j\omega ใน s3+3s2+2s+K=0s^3 + 3s^2 + 2s + K = 0

    −jω3−3ω2+2jω+K=0 ⇒ {Im⁡: ω(2−ω2)=0⇒ω=2Re⁡: K=3ω2=6-j\omega^3 - 3\omega^2 + 2j\omega + K = 0 \ \Rightarrow\ \begin{cases} \operatorname{Im}:\ \omega(2 - \omega^2) = 0 \Rightarrow \omega = \sqrt2 \\ \operatorname{Re}:\ K = 3\omega^2 = 6 \end{cases}

    ตรงกับตัวอย่าง R-5 ✓ ได้จุดตัด ±j1.414\pm j1.414 ที่ K=6K = 6

  6. กฎ 6 L9: ไม่มีขั้วหรือศูนย์เชิงซ้อน ไม่ต้องหามุมออก

  7. หา KK ที่ ζ=0.5\zeta = 0.5: เส้น ζ=0.5\zeta = 0.5 ทำมุม cos⁡−10.5=60∘\cos^{-1}0.5 = 60^\circ กับแกนจริงลบ จากตัวอย่าง L-0 จุดตัดคือ s=−0.333±j0.577s = -0.333 \pm j0.577 ที่ K=1.037K = 1.037 ขั้วที่สามจาก L10: r3=−3−2(−0.333)=−2.333r_3 = -3 - 2(-0.333) = -2.333

โลคัสเริ่มที่ 0, −1, −2 · สองกิ่งชนกันที่ −0.423 แล้วแยกขึ้นลง โค้งไปตามเส้นกำกับ ±60° จาก σ = −1 ตัดแกน jωj\omega ที่ ±j1.414 เมื่อ K = 6 · อีกกิ่งวิ่งไปทางซ้ายจาก −2 · ζ=0.5\zeta = 0.5 ที่ K=1.037K = 1.037 (ขั้วที่สามอยู่ไกลกว่า 7 เท่า คู่เด่นจึงทำนายผลตอบสนองได้ดี)

รูปด้านบนและแล็บท้ายหน้าคำนวณจากเครื่อง ตรงกับทุกค่า · ระบบอยู่ในช่วงเสถียร 0<K<60 \lt K \lt 6 ตามเราท์ ✓

ตัวอย่าง L-2 · มุมออกจากขั้วเชิงซ้อน

หามุมออกจากขั้ว −1+j-1 + j ของ KG(s)=Ks(s2+2s+2)KG(s) = \dfrac{K}{s(s^2 + 2s + 2)}

  1. ขั้ว: 0, −1±j0,\ -1 \pm j · มุมจากขั้วอื่นไปหา pk=−1+jp_k = -1 + j: จาก 00 คือ ∠(−1+j)=135∘\angle(-1 + j) = 135^\circ · จาก −1−j-1 - j คือ ∠(2j)=90∘\angle(2j) = 90^\circ

  2. ไม่มีศูนย์ แทน L9

    θd=180∘−(135∘+90∘)=−45∘\theta_d = 180^\circ - (135^\circ + 90^\circ) = \hlC{-45^\circ}

กิ่งออกจาก −1+j-1 + j ทำมุม −45∘-45^\circ (ชี้ลงขวา) แล้วโค้งขึ้นตามเส้นกำกับ 60° · กิ่งจาก −1−j-1 - j ออกที่ +45∘+45^\circ (สมมาตร)

วาดครบทุกกฎในหน้าฝึกวาด (ตัวอย่าง W-3) จุดตัดแกนคือ ±j2\pm j\sqrt2 ที่ K=4K = 4

ตัวอย่าง L-3 · ศูนย์ทำให้โลคัสเป็นวงกลม

แสดงว่าส่วนที่ไม่อยู่บนแกนจริงของรูทโลคัส K(s+3)s(s+1)\dfrac{K(s+3)}{s(s+1)} เป็นวงกลม

  1. แทน s=σ+jωs = \sigma + j\omega ในเงื่อนไขมุม L2: ∠(s+3)−∠s−∠(s+1)=180∘\angle(s + 3) - \angle s - \angle(s + 1) = 180^\circ

  2. ใช้ tan⁡(A−B)\tan(A - B) แล้วจัดรูป (ส่วน ω≠0\omega \ne 0) จะได้

    (σ+3)2+ω2=6(\sigma + 3)^2 + \omega^2 = 6
  3. จุดแยกจาก L7: 1σ+1σ+1=1σ+3⇒σ2+6σ+3=0⇒σ=−3±6\dfrac{1}{\sigma} + \dfrac{1}{\sigma + 1} = \dfrac{1}{\sigma + 3} \Rightarrow \sigma^2 + 6\sigma + 3 = 0 \Rightarrow \sigma = -3 \pm \sqrt6

วงกลมศูนย์กลางที่ศูนย์ s=−3s = -3 รัศมี 6=2.449\sqrt6 = 2.449 แยกออกที่ −0.551-0.551 เข้าที่ −5.449-5.449 · กฎทั่วไป: ขั้วจริงสองตัว + ศูนย์จริงหนึ่งตัว ได้วงกลมรอบศูนย์ รัศมี d1d2\sqrt{d_1d_2} (ระยะจากศูนย์ถึงขั้วทั้งสองคูณกัน)

d1=3, d2=2⇒6d_1 = 3,\ d_2 = 2 \Rightarrow \sqrt6 ✓ · รูปอยู่ในหน้าฝึกวาด ตัวอย่าง W-2

อ่านรูทโลคัสให้เป็น: จากรูปสู่สเปก กลาง

เมื่อวาดแล้ว คำถามออกแบบตอบได้จากรูปทันที เพราะตำแหน่งขั้วบอกสเปกเวลาโดยตรง

ต้องการมองหาอะไรบนระนาบ sสูตร
overshoot ไม่เกินค่าที่กำหนดขั้วเด่นอยู่ในกรวยระหว่างเส้น ±cos⁡−1ζ\pm\cos^{-1}\zetaMp=e−πζ/1−ζ2M_p = e^{-\pi\zeta/\sqrt{1-\zeta^2}}
เวลาเข้าที่ (2%) ไม่เกิน tst_sขั้วเด่นอยู่ซ้ายเส้นดิ่ง σ=−4/ts\sigma = -4/t_sts≈4/(ζωn)t_s \approx 4/(\zeta\omega_n)
เวลายอดไม่เกิน tpt_pขั้วเด่นอยู่เหนือเส้น ωd=π/tp\omega_d = \pi/t_ptp=π/ωdt_p = \pi/\omega_d
ตอบสนองเร็ว (ωn\omega_n สูง)ขั้วอยู่ไกลจากจุดกำเนิดωn=∣s∣\omega_n = |s|
เสถียรทุกกิ่งอยู่ซ้ายแกน jωj\omega ที่ KK นั้นK<KcrK \lt K_{cr}

ถ้าโลคัสไม่ผ่านบริเวณที่ต้องการเลย การปรับ KK อย่างเดียวไม่มีทางได้สเปก ต้องเปลี่ยนรูปร่างโลคัสด้วยการเพิ่มขั้วหรือศูนย์ ซึ่งคือการออกแบบด้วยรูทโลคัส (เพิ่มศูนย์ ดึงโลคัสไปทางซ้าย · เพิ่มขั้ว ผลักโลคัสไปทางขวา)

แล็บรูทโลคัส: ลากขั้วและศูนย์ ดูกฎทำงาน

แผงด้านล่างคำนวณผลของกฎทุกข้อจาก L(s) ที่พิมพ์ ใช้ตรวจการบ้านได้ ลองลากขั้วที่ −2 ไปทางซ้ายช้า ๆ ดูเส้นกำกับเลื่อนตาม σa\sigma_a หรือกด “+ ศูนย์จริง” ดูโลคัสถูกดึงไปทางซ้าย คลิกบนเส้นโลคัสเพื่อเลือก KK ที่จุดนั้น

กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่จัดรูป monic ก่อน → K2s(s+1)\dfrac{K}{2s(s+1)} ต้องคิดเป็น K′=K/2K' = K/2 ไม่อย่างนั้นค่า KK จากเงื่อนไขขนาดจะผิด L1
  • นับขั้วและศูนย์ทางซ้าย → กฎแกนจริงนับทางขวาเท่านั้น L5
  • ลืมคู่สังยุคในผลรวม σa → −1±j-1 \pm j รวมกันได้ −2-2
  • ใช้รากของ dK/ds ทุกตัวเป็นจุดแยก → ต้องอยู่บนโลคัสจริงและ K>0K \gt 0 L7
  • มุมออกเครื่องหมายผิด → มุมจากศูนย์บวก มุมจากขั้วลบ วัดทวนเข็มจากแกนจริงบวกเสมอ
  • คิดว่ากิ่งเดินตามเส้นกำกับเป๊ะ → เส้นกำกับคือทิศเมื่อ KK โตมาก ใกล้ ๆ ขั้วกิ่งอาจโค้งต่างไปมาก ต้องใช้จุดตัด jωj\omega และมุมออกช่วย

ต่อยอดไปหน้าถัดไป

รู้กฎแล้วต้องฝึกให้มือจำ หน้าฝึกวาดรูทโลคัสด้วยมือมีตัวอย่างทีละขั้นอีก 7 แบบ ตั้งแต่ง่ายจนถึงจุดแยกเชิงซ้อน และแกลเลอรีรูปแบบมาตรฐานที่ควรจำหน้าตาได้ทันที

คำถามที่พบบ่อย

รูทโลคัสคืออะไรในประโยคเดียว?

คือกราฟบนระนาบ s ที่แสดงตำแหน่งของขั้ววงปิด (รากของ 1 + KG(s)H(s) = 0) ทุกตำแหน่งเมื่อเกน K เปลี่ยนจาก 0 ถึงอนันต์ วาดได้จากขั้วและศูนย์ของฟังก์ชันวงเปิดโดยไม่ต้องแก้สมการ

ทำไมกิ่งของรูทโลคัสเริ่มที่ขั้วและจบที่ศูนย์?

จากเงื่อนไขขนาด K = Π|s − p| / Π|s − z| เมื่อ K → 0 ต้องมี |s − p| → 0 คือ s อยู่ที่ขั้ว เมื่อ K → ∞ ต้องมี |s − z| → 0 คือ s อยู่ที่ศูนย์ ถ้าศูนย์มีน้อยกว่าขั้ว กิ่งที่เหลือวิ่งไปหาศูนย์ที่อนันต์ตามเส้นกำกับ

จุดแยก (breakaway) ต้องคำนวณทุกรากของ dK/ds = 0 ไหม?

คำนวณทุกราก แต่ใช้เฉพาะรากที่อยู่บนรูทโลคัสจริง (เช่นอยู่ในช่วงแกนจริงที่เป็นโลคัส และให้ K เป็นบวก) รากที่ให้ K ติดลบเป็นของรูทโลคัสส่วนเติมเต็ม (K < 0)

ระหว่าง Routh กับแทน s = jω หาจุดตัดแกน jω วิธีไหนดีกว่า?

ได้ผลเหมือนกัน Routh ให้ K ก่อนแล้วได้ ω จากแถว s² ส่วนการแทน s = jω แยกส่วนจริงและจินตภาพให้ได้สองสมการแก้หา ω และ K พร้อมกัน สำหรับระบบอันดับสามถึงสี่การแทน jω มักเร็วกว่า ระบบอันดับสูงขึ้นใช้ Routh เป็นระบบกว่า

รูทโลคัสใช้กับระบบที่มีหน่วงเวลาได้ไหม?

ได้ แต่กฎบางข้อเปลี่ยน เพราะ e^{-sT} เพิ่มมุม −ωT ทำให้มีกิ่งจำนวนอนันต์ ในทางปฏิบัติมักประมาณหน่วงเวลาด้วยพาเดก่อนแล้ววาดตามปกติ หรือหันไปใช้โบดซึ่งจัดการหน่วงเวลาได้ตรงกว่า

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์