หน้าแรก คลังความรู้ อิเล็กทรอนิกส์กำลัง บั๊ก CCM · หาดิวตี้
Power Electronics ดูครบทุกส่วน · 22 หน้า
// บทที่ 15.2 · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · Buck in CCM — Circuit Analysis & Duty Cycle
บั๊กคอนเวอร์เตอร์โหมด CCM: ไล่วงจรทีละขั้นเพื่อหาดิวตี้ไซเคิล D = Vo/Vin พร้อมค่าแฝงและแล็บรูปคลื่น
หน้านี้พาไล่วงจรบั๊กด้วยกฎของเคอร์ชอฟฟ์ทีละช่วงสวิตช์ แล้วสรุปเป็น volt-second balance และ charge balance จนได้ดิวตี้ที่ต้องตั้ง ทั้งแบบอุดมคติและแบบมี Rds(on) DCR VF พร้อมแล็บที่เทียบสูตรกับการจำลองสวิตชิ่งจริง
สรุปใน 30 วินาที
ช่วง ON: v L = V g − V o v_L = V_g - V_o v L = V g − V o กระแสชันขึ้น · ช่วง OFF: v L = − V o v_L = -V_o v L = − V o กระแสชันลง
กระแสต้องกลับที่เดิมเมื่อสิ้นคาบ → พื้นที่ v L ⋅ t v_L\cdot t v L ⋅ t สองช่วงเท่ากัน → V o = D V g V_o = DV_g V o = D V g
⟨ i C ⟩ = 0 \langle i_C\rangle = 0 ⟨ i C ⟩ = 0 → I L = I o I_L = I_o I L = I o และ I g = D I o I_g = D\,I_o I g = D I o · ripple Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s ) \Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s) Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s )
เป็น CCM เมื่อ K = 2 L / ( R T s ) > 1 − D K = 2L/(RT_s) > 1-D K = 2 L / ( R T s ) > 1 − D · มีค่าแฝงต้องใช้ D = V o + V F + I L ( r L + R d ) V g + V F − I L ( R o n − R d ) D = \dfrac{V_o + V_F + I_L(r_L+R_d)}{V_g + V_F - I_L(R_{on}-R_d)} D = V g + V F − I L ( R o n − R d ) V o + V F + I L ( r L + R d )
ระดับ พื้นฐาน ปวส. · ป.ตรี ปี 2–3กลาง ป.ตรี ปี 3–4ขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
เป้าหมาย: ตั้งดิวตี้เท่าไรจึงได้แรงดันที่ต้องการ พื้นฐาน
หน้า บั๊กคอนเวอร์เตอร์ สรุปผลไว้แล้วว่า V o = D V g V_o = DV_g V o = D V g หน้านี้ตอบคำถามที่ลึกกว่า: สูตรนี้มาจากไหน ใช้ได้เมื่อไร และเมื่อวงจรมีความสูญเสียจริงต้องตั้ง D D D เป็นเท่าไร ทุกขั้นเขียนจากวงจรจริงด้วย KVL/KCL ไม่ใช่การท่องสูตร และทุกตัวเลขในตัวอย่างตรวจกับซิมูเลเตอร์ระดับการสวิตช์ในแล็บด้านล่าง
ข้อตกลงที่ใช้ทั้งชุด: แรงดันอินพุตเขียนเป็น V g V_g V g (เหมือน V i n V_{in} V in ) · ตัวพิมพ์ใหญ่ = ค่าคงตัวของสถานะคงตัว ตัวพิมพ์เล็ก = ค่าขณะใดขณะหนึ่ง · D ′ = 1 − D D' = 1-D D ′ = 1 − D · คาบสวิตช์ T s = 1 / f s T_s = 1/f_s T s = 1/ f s
ข้อสมมติ ความหมาย เมื่อไรไม่จริง
สถานะคงตัวเป็นคาบ ปริมาณทุกตัวกลับมาเท่าเดิมเมื่อครบคาบ ช่วงสตาร์ท เปลี่ยนโหลด (ดูหน้าแบบจำลองเฉลี่ย )
ริปเปิลแรงดันขาออกเล็ก v o ( t ) ≈ V o v_o(t)\approx V_o v o ( t ) ≈ V o คงที่ภายในหนึ่งคาบC เล็กเกินไป ESR สูง
สวิตช์และไดโอดอุดมคติ ไม่มีแรงดันตกขณะนำ ไม่มีเวลาสวิตช์ หัวข้อค่าแฝง แก้ข้อนี้
กระแส i L i_L i L ไม่ลงถึงศูนย์ โหมดกระแสต่อเนื่อง (CCM) โหลดเบา → DCM
ขั้นที่ 1–2: วงจรในแต่ละช่วงของสวิตช์ พื้นฐาน
สวิตช์ Q เปิด–ปิดสลับกันด้วยคาบ T s T_s T s ช่วงแรก (0 ≤ t < D T s 0 \le t < DT_s 0 ≤ t < D T s ) ปิดวงจร ช่วงที่สอง (D T s ≤ t < T s DT_s \le t < T_s D T s ≤ t < T s ) เปิดวงจร เกิดวงจรเชิงเส้นสองแบบสลับกัน เราจึงเขียนสมการทีละแบบ แล้วค่อยต่อกันตามเวลา
ช่วง ON (สวิตช์ Q นำ)
+ − Q ON D L C R Vin + Vo vL = Vin − Vo (บวก) iL เพิ่มขึ้น ไดโอดถูกไบแอสย้อน ช่วง ON: สวิตช์ Q ปิดวงจร กระแสไหลจาก Vin ผ่าน L ไปยัง C ∥ R
แรงดันที่โหนด SW เท่ากับ V g V_g V g ไดโอดมีแคโทดสูงกว่าแอโนดจึงถูกไบแอสย้อนและไม่นำ วงจรเหลือวงเดียว: V g V_g V g → L → (C ∥ R) → กลับ KVL รอบวงให้ V g − v L − v o = 0 V_g - v_L - v_o = 0 V g − v L − v o = 0 และเมื่อ v L = L d i L d t v_L = L\,\dfrac{di_L}{dt} v L = L d t d i L จะได้
H1 Inductor equation in each interval สมการตัวเหนี่ยวนำแต่ละช่วง
ON: L d i L d t = V g − v o ≈ V g − V o OFF: L d i L d t = − v o ≈ − V o \text{ON: } L\frac{di_L}{dt} = V_g - v_o \approx V_g - V_o \qquad\qquad \text{OFF: } L\frac{di_L}{dt} = -v_o \approx -V_o ON: L d t d i L = V g − v o ≈ V g − V o OFF: L d t d i L = − v o ≈ − V o
ที่โหนดเอาต์พุต KCL ให้กระแสตัวเก็บประจุ i C = i L − v o / R i_C = i_L - v_o/R i C = i L − v o / R เสมอทั้งสองช่วง (กระแสที่เหลือจาก i L i_L i L หลังโหลดใช้ไปคือกระแสที่ชาร์จ C)
ช่วง OFF (สวิตช์ Q เปิดวงจร)
+ − Q OFF D L C R Vin + Vo vL = −Vo (ติดลบ) iL ลดลง ช่วง OFF: Q เปิดวงจร ไดโอดนำกระแสต่อให้ L (freewheeling)
กระแสในตัวเหนี่ยวนำเปลี่ยนทันทีไม่ได้ (ถ้าเปลี่ยนทันที v L = L d i / d t v_L = L\,di/dt v L = L d i / d t จะเป็นอนันต์) เมื่อ Q เปิด ตัวเหนี่ยวนำจึงกลับขั้วแรงดันเองจนโหนด SW ต่ำกว่าศูนย์ ไดโอดถูกไบแอสตรงและนำกระแสเดิมต่อไป โหนด SW ≈ 0 (ในอุดมคติ) ดังนั้น v L = − v o v_L = -v_o v L = − v o กระแสเริ่ม ลดลง ผ่านไดโอดไปยัง C ∥ R
จุดที่นักศึกษามักสับสน: ในช่วง OFF พลังงานไม่ได้มาจากแหล่งจ่ายอีกต่อไป แต่มาจากพลังงานแม่เหล็ก
1 2 L i L 2 \tfrac12 Li_L^2 2 1 L i L 2 ที่เก็บไว้ในช่วง ON ตัวเหนี่ยวนำจึงเป็น "แหล่งกระแส" ที่ไดโอดคอยส่งต่อให้โหลด
ขั้นที่ 3: กระแสตัวเหนี่ยวนำในหนึ่งคาบ พื้นฐาน
เมื่อ v o ≈ V o v_o \approx V_o v o ≈ V o คงที่ ความชันของ i L i_L i L ในแต่ละช่วงคงที่ → กระแสเป็นเส้นตรงสองท่อนต่อกัน (สามเหลี่ยม) กระแสเพิ่มในช่วง ON และลดในช่วง OFF
H2 Inductor current ripple ริปเปิลกระแสตัวเหนี่ยวนำ
Δ i L (ON) = V g − V o L D T s Δ i L (OFF) = − V o L D ′ T s \Delta i_L^{\text{(ON)}} = \frac{V_g - V_o}{L}\,DT_s \qquad \Delta i_L^{\text{(OFF)}} = -\frac{V_o}{L}\,D'T_s Δ i L (ON) = L V g − V o D T s Δ i L (OFF) = − L V o D ′ T s
กระแสเฉลี่ยของสามเหลี่ยมคือค่ากลางระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุด I L = I L , min + I L , max 2 I_L = \dfrac{I_{L,\min} + I_{L,\max}}{2} I L = 2 I L , m i n + I L , m a x และผลต่างคือริปเปิล Δ i L = I L , max − I L , min \Delta i_L = I_{L,\max} - I_{L,\min} Δ i L = I L , m a x − I L , m i n ถ้าสิ้นคาบกระแสไม่กลับมาที่ I L , min I_{L,\min} I L , m i n แสดงว่ายังไม่ถึงสถานะคงตัว (กระแสจะไล่ขึ้นหรือลงต่อไปทุกคาบ)
ขั้นที่ 4: หาอัตราส่วนแปลงผัน Vo /Vg และดิวตี้ พื้นฐาน
เงื่อนไขสถานะคงตัวคือ กระแสสิ้นคาบ = กระแสต้นคาบ ดังนั้นการเพิ่มของกระแสในช่วง ON ต้องถูกลดลงเท่ากันในช่วง OFF พอดี แสดงได้สามวิธีที่ได้ผลเดียวกัน
วิธี ก: ให้ผลรวมการเปลี่ยนกระแสเป็นศูนย์
Δ i L ( O N ) + Δ i L ( O F F ) = 0 \Delta i_L^{(ON)} + \Delta i_L^{(OFF)} = 0 Δ i L ( ON ) + Δ i L ( OFF ) = 0 จาก H2:
( V g − V o ) D T s L − V o D ′ T s L = 0 ( V g − V o ) D = V o ( 1 − D ) V g D − V o D = V o − V o D V o = D V g \begin{aligned} \frac{(V_g - V_o)DT_s}{L} - \frac{V_o D'T_s}{L} &= 0 \\ (V_g - V_o)D &= V_o(1-D) \\ V_gD - V_oD &= V_o - V_oD \\ V_o &= DV_g \end{aligned} L ( V g − V o ) D T s − L V o D ′ T s ( V g − V o ) D V g D − V o D V o = 0 = V o ( 1 − D ) = V o − V o D = D V g
วิธี ข: volt-second balance (พื้นที่ใต้กราฟ v L v_L v L )
คูณทั้งสองข้างด้วย L L L : การเปลี่ยนกระแสทุกช่วงคือ ∫ v L d t \int v_L\,dt ∫ v L d t ผลรวมต้องเป็นศูนย์ เรียกว่า volt-second balance ในรูปคือพื้นที่สี่เหลี่ยมสองก้อนต้องเท่ากัน A 1 = A 2 A_1 = A_2 A 1 = A 2 :
Vin − Vo −Vo 0 แรงดันคร่อมตัวเหนี่ยวนำ vL(t) กระแสตัวเหนี่ยวนำ iL(t) D·Ts D′·Ts พื้นที่ A₁ พื้นที่ A₂ ILmax ILmin IL = Io
H3 Volt-second balance → conversion ratio (CCM) อัตราส่วนแปลงผันและดิวตี้
( V g − V o ) D T s ⏟ A 1 + ( − V o ) D ′ T s ⏟ − A 2 = 0 ⇒ V o V g = D D = V o V g \underbrace{(V_g - V_o)\,DT_s}_{A_1} + \underbrace{(-V_o)\,D'T_s}_{-A_2} = 0 \;\Rightarrow\; \boxed{\frac{V_o}{V_g} = D} \qquad \boxed{D = \frac{V_o}{V_g}} A 1 ( V g − V o ) D T s + − A 2 ( − V o ) D ′ T s = 0 ⇒ V g V o = D D = V g V o
วิธี ค: เฉลี่ยแรงดันที่โหนด SW (เห็นภาพที่สุด)
แรงดันที่โหนด SW เป็นคลื่นสี่เหลี่ยมสูง V g V_g V g นาน D D D ของคาบ ค่าเฉลี่ยคือ ⟨ v s w ⟩ = D V g \langle v_{sw}\rangle = DV_g ⟨ v s w ⟩ = D V g ตัวกรอง LC ปล่อยผ่านเฉพาะค่าเฉลี่ยนี้ และที่ DC ตัวเหนี่ยวนำเป็นสายลัด (แรงดันเฉลี่ยคร่อม L เป็นศูนย์) จึงได้ V o = ⟨ v s w ⟩ = D V g V_o = \langle v_{sw}\rangle = DV_g V o = ⟨ v s w ⟩ = D V g บั๊กจึงเป็น "ตัวเฉลี่ยแรงดันที่ควบคุมด้วยความกว้างพัลส์"
ผลที่ควรจำ: V o V_o V o ขึ้นกับ
D D D และ
V g V_g V g เท่านั้น
ไม่ขึ้นกับ L, C, fs หรือโหลด (ตราบใดที่ยังเป็น CCM และไม่มีค่าแฝง) นั่นคือแหล่งจ่ายแรงดันในอุดมคติ ต่างจาก DCM ที่
V o V_o V o ขึ้นกับโหลดอย่างแรง ดูหน้า
DCM
ขั้นที่ 5: charge balance กระแสเฉลี่ย และกำลัง พื้นฐาน
ในสถานะคงตัวแรงดันตัวเก็บประจุกลับมาเท่าเดิมทุกคาบ ประจุสุทธิที่เข้า C ต้องเป็นศูนย์: ⟨ i C ⟩ = 0 \langle i_C\rangle = 0 ⟨ i C ⟩ = 0 จาก KCL i C = i L − v o / R i_C = i_L - v_o/R i C = i L − v o / R ได้ค่าเฉลี่ยของ i L i_L i L เท่ากับกระแสโหลดทันที ส่วนกระแสอินพุต i g i_g i g ไหลเฉพาะช่วง ON (เท่ากับ i L i_L i L ) จึงมีค่าเฉลี่ย D I L D\,I_L D I L
H4 Charge balance and currents สมดุลประจุและกระแสเฉลี่ย
⟨ i C ⟩ = 0 ⇒ I L = I o = V o R , I g = D I L \langle i_C\rangle = 0 \;\Rightarrow\; I_L = I_o = \frac{V_o}{R},\qquad I_g = D\,I_L ⟨ i C ⟩ = 0 ⇒ I L = I o = R V o , I g = D I L
P i n = V g I g = V g D I o = V o I o = P o u t P_{in} = V_gI_g = V_g\,D\,I_o = V_oI_o = P_{out} P in = V g I g = V g D I o = V o I o = P o u t
บรรทัดสุดท้ายแสดงว่าแบบจำลองอุดมคติไม่มีการสูญเสีย (η = 100 % \eta = 100\% η = 100% ) และเทียบเท่าหม้อแปลง DC อัตราส่วน 1 : D 1:D 1 : D ที่ลดแรงดันได้ D D D เท่าและเพิ่มกระแสได้ 1 / D 1/D 1/ D เท่า — มุมมองนี้ใช้ต่อในหน้าแบบจำลองวงจรเฉลี่ย
ขั้นที่ 6: ค่าสูงสุด–ต่ำสุดของกระแส และริปเปิลแรงดันขาออก กลาง
รวมค่าเฉลี่ย (ขั้นที่ 5) กับความชัน (ขั้นที่ 3) จะได้ขอบของสามเหลี่ยม แทน V o = D V g V_o = DV_g V o = D V g ใน H2 ได้ริปเปิลที่นิยมใช้ออกแบบ
H5 Current extremes and ripple ค่าสูงสุด–ต่ำสุดของกระแสและริปเปิล
Δ i L = V o ( 1 − D ) L f s = ( V g − V o ) D L f s , I L , max / min = I o ± Δ i L 2 \Delta i_L = \frac{V_o(1-D)}{L f_s} = \frac{(V_g - V_o)D}{Lf_s},\qquad I_{L,\max/\min} = I_o \pm \frac{\Delta i_L}{2} Δ i L = L f s V o ( 1 − D ) = L f s ( V g − V o ) D , I L , m a x / m i n = I o ± 2 Δ i L
ริปเปิลกระแสไหลเข้าตัวเก็บประจุ (ส่วนที่เกิน I o I_o I o ) ประจุสะสมคือพื้นที่สามเหลี่ยมเล็กที่ระดับเหนือ I o I_o I o : Δ Q = 1 2 ⋅ T s 2 ⋅ Δ i L 2 = Δ i L T s 8 \Delta Q = \tfrac12\cdot\dfrac{T_s}{2}\cdot\dfrac{\Delta i_L}{2} = \dfrac{\Delta i_LT_s}{8} Δ Q = 2 1 ⋅ 2 T s ⋅ 2 Δ i L = 8 Δ i L T s จึงเกิดแรงดันขึ้นลง Δ Q / C \Delta Q/C Δ Q / C ส่วน ESR ทำให้เกิดแรงดัน Δ i L ⋅ r C \Delta i_L\cdot r_C Δ i L ⋅ r C ซ้อนทับ
H6 Output voltage ripple ริปเปิลแรงดันขาออก
Δ v o ( C ) = Δ i L 8 C f s , Δ v o ( E S R ) = Δ i L r C , Δ v o , p p ≤ Δ v o ( C ) + Δ v o ( E S R ) \Delta v_{o}^{(C)} = \frac{\Delta i_L}{8\,C f_s}, \qquad \Delta v_o^{(ESR)} = \Delta i_L\, r_C, \qquad \Delta v_{o,pp} \le \Delta v_o^{(C)} + \Delta v_o^{(ESR)} Δ v o ( C ) = 8 C f s Δ i L , Δ v o ( ESR ) = Δ i L r C , Δ v o , pp ≤ Δ v o ( C ) + Δ v o ( ESR )
การบวกตรงๆ เป็น ขอบบน เพราะจุดสูงสุดของสองส่วนไม่เกิดพร้อมกัน ค่าจริงจากรูปคลื่นมักต่ำกว่า (ดูตัวอย่าง H-1 และเทียบในแล็บ) ถ้า ESR ใหญ่กว่า 1 8 C f s \dfrac{1}{8Cf_s} 8 C f s 1 ริปเปิลแรงดันถูกกำหนดโดย ESR เป็นหลัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตัวเก็บประจุอิเล็กโทรไลต์ธรรมดาให้ริปเปิลสูงกว่าโพลิเมอร์หรือเซรามิกมาก
ออกแบบที่ Vg สูงสุด: Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s ) \Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s) Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s ) มากที่สุดเมื่อ
D D D ต่ำสุด คือเมื่อ
V g V_g V g สูงสุด ดังนั้นคำนวณ L ที่
V g , max V_{g,\max} V g , m a x เสมอ (ตัวอย่าง H-3)
ขั้นที่ 7: ขอบเขตของ CCM — สูตรข้างบนใช้ได้เมื่อใด พื้นฐาน
ทุกสูตรข้างต้นสมมติว่า i L i_L i L ไม่ลงถึงศูนย์ ถ้า I L , min = I o − Δ i L / 2 ≤ 0 I_{L,\min} = I_o - \Delta i_L/2 \le 0 I L , m i n = I o − Δ i L /2 ≤ 0 ไดโอดจะหยุดนำกลางคาบ (วงจรเข้า DCM) เงื่อนไขขอบเขตคือ I o = Δ i L / 2 I_o = \Delta i_L/2 I o = Δ i L /2 :
V o R > V o ( 1 − D ) 2 L f s ⟺ 2 L R T s > 1 − D \frac{V_o}{R} > \frac{V_o(1-D)}{2Lf_s} \;\Longleftrightarrow\; \frac{2L}{RT_s} > 1-D R V o > 2 L f s V o ( 1 − D ) ⟺ R T s 2 L > 1 − D
H7 CCM/DCM boundary ขอบเขตโหมดกระแสต่อเนื่อง
K ≡ 2 L R T s > K c r i t ( D ) = 1 − D K \equiv \frac{2L}{RT_s} > K_{crit}(D) = 1-D K ≡ R T s 2 L > K cr i t ( D ) = 1 − D
I o , c r i t = V o ( 1 − D ) 2 L f s , R c r i t = 2 L ( 1 − D ) T s , L c r i t = ( 1 − D ) R T s 2 I_{o,crit} = \frac{V_o(1-D)}{2Lf_s},\qquad R_{crit} = \frac{2L}{(1-D)T_s},\qquad L_{crit} = \frac{(1-D)RT_s}{2} I o , cr i t = 2 L f s V o ( 1 − D ) , R cr i t = ( 1 − D ) T s 2 L , L cr i t = 2 ( 1 − D ) R T s
ตีความ: โหลดเบาลง (R ใหญ่ขึ้น) หรือ L เล็กลง หรือ fs ต่ำลง ทำให้ K ลดลงและเข้าใกล้ DCM ขอบเขตแย่ที่สุดเมื่อ D D D ต่ำสุด (V g V_g V g สูงสุด) เพราะ 1 − D 1-D 1 − D ใหญ่สุด ถ้าต้องการ CCM ถึงกระแสโหลดต่ำสุด I o , min I_{o,\min} I o , m i n ให้เลือก L ≥ V o ( 1 − D min ) 2 f s I o , min L \ge \dfrac{V_o(1-D_{\min})}{2f_sI_{o,\min}} L ≥ 2 f s I o , m i n V o ( 1 − D m i n )
บั๊กแบบ synchronous (ใช้ MOSFET ตัวล่างแทนไดโอด) ไม่มีขอบเขตนี้ เพราะ MOSFET นำกระแสย้อนกลับได้ i L i_L i L จึงติดลบและเป็น CCM เสมอ (เรียก forced CCM) แลกกับกระแสหมุนวนที่เพิ่มการสูญเสียตอนเบา — ลองในแล็บด้วยปุ่ม Synchronous
ขั้นที่ 8: ดิวตี้ที่ต้องใช้จริงเมื่อมี Rds(on) DCR และ VF กลาง
วงจรจริงมีความต้านทานแฝงสี่ตัวที่ทำให้แรงดันขาออกต่ำกว่า D V g DV_g D V g : R o n R_{on} R o n ของสวิตช์ (ช่วง ON) V F V_F V F และ R d R_d R d ของไดโอด (ช่วง OFF) และ DCR r L r_L r L ของตัวเหนี่ยวนำ (ทั้งสองช่วง) ทำ volt-second balance ใหม่โดยใส่ตัวแฝงลงในสมการช่วงละบรรทัด (ใช้ I L = V o / R I_L = V_o/R I L = V o / R เป็นกระแสเฉลี่ย):
ON: v L = V g − R o n I L − r L I L − V o , OFF: v L = − V F − R d I L − r L I L − V o \text{ON: } v_L = V_g - R_{on}I_L - r_LI_L - V_o,\qquad \text{OFF: } v_L = -V_F - R_dI_L - r_LI_L - V_o ON: v L = V g − R o n I L − r L I L − V o , OFF: v L = − V F − R d I L − r L I L − V o
เฉลี่ยตลอดคาบให้เป็นศูนย์ D v L ( O N ) + D ′ v L ( O F F ) = 0 D\,v_L^{(ON)} + D'\,v_L^{(OFF)} = 0 D v L ( ON ) + D ′ v L ( OFF ) = 0 :
D ( V g − R o n I L ) − D ′ ( V F + R d I L ) − r L I L − V o = 0 D(V_g - R_{on}I_L) - D'(V_F + R_dI_L) - r_LI_L - V_o = 0 D ( V g − R o n I L ) − D ′ ( V F + R d I L ) − r L I L − V o = 0
H8 Output voltage with parasitics แรงดันขาออกเมื่อมีความต้านทานแฝง
V o = D V g − D ′ V F 1 + R s / R , R s = r L + D R o n + D ′ R d V_o = \frac{D V_g - D' V_F}{1 + R_s/R},\qquad R_s = r_L + D\,R_{on} + D'\,R_d V o = 1 + R s / R D V g − D ′ V F , R s = r L + D R o n + D ′ R d
แก้สมการข้างต้นหา D D D ตรงๆ ได้เพราะ D D D ปรากฏเป็นเชิงเส้น (R s R_s R s มี D D D แต่คูณกับ I L I_L I L ที่ทราบ):
H9 Required duty cycle with parasitics ดิวตี้ที่ต้องใช้เมื่อมีค่าแฝง
D = V o + V F + I L ( r L + R d ) V g + V F − I L ( R o n − R d ) , I L = V o R \boxed{D = \frac{V_o + V_F + I_L\,(r_L + R_d)}{V_g + V_F - I_L\,(R_{on} - R_d)}},\qquad I_L = \frac{V_o}{R} D = V g + V F − I L ( R o n − R d ) V o + V F + I L ( r L + R d ) , I L = R V o
กรณี synchronous แทน V F = 0 V_F = 0 V F = 0 และ R d = R o n , ตัวล่าง R_d = R_{on,\text{ตัวล่าง}} R d = R o n , ตัวล่าง ผลคือค่าแฝงเหลือเพียง r L r_L r L และ R o n R_{on} R o n ของ FET ทั้งสอง ทำให้ D D D ใกล้ V o / V g V_o/V_g V o / V g มากกว่าแบบไดโอด สังเกตว่า D D D ที่ต้องใช้ขึ้นกับกระแสโหลด (ผ่าน I L I_L I L ) ต่างจากอุดมคติ ตัวควบคุมแบบป้อนกลับจึงจำเป็นเพื่อรักษา V o V_o V o เมื่อโหลดเปลี่ยน
ข้อควรระวัง: H8 และ H9 ใช้ได้เฉพาะ CCM และไม่รวมการสูญเสียจากการสวิตช์ (ซึ่งกินพลังงานแต่แทบไม่เปลี่ยน
D D D ) ถ้าวงจรเข้า DCM ให้ใช้สูตรในหน้า
DCM
ตัวอย่างวิธีทำ (ตรวจตัวเลขด้วยซิมูเลเตอร์แล้ว)
โจทย์ฐาน: V g = 24 V_g = 24 V g = 24 V, V o = 12 V_o = 12 V o = 12 V, R = 10 Ω R = 10\ \Omega R = 10 Ω (I o = 1.2 I_o = 1.2 I o = 1.2 A), L = 300 μ L = 300\ \mu L = 300 μ H, C = 100 μ C = 100\ \mu C = 100 μ F, f s = 50 f_s = 50 f s = 50 kHz (T s = 20 μ T_s = 20\ \mu T s = 20 μ s)
ตัวอย่าง H-1
วงจรอุดมคติ: หา D ริปเปิล และตรวจว่าเป็น CCM
ดิวตี้: D = V o / V g = 12 / 24 = 0.5 D = V_o/V_g = 12/24 = 0.5 D = V o / V g = 12/24 = 0.5
กระแสเฉลี่ย (H4): I L = V o / R = 12 / 10 = 1.2 I_L = V_o/R = 12/10 = 1.2 I L = V o / R = 12/10 = 1.2 A และ I g = D I L = 0.6 I_g = D\,I_L = 0.6 I g = D I L = 0.6 A ตรวจกำลัง P i n = 24 × 0.6 = 14.4 P_{in} = 24\times0.6 = 14.4 P in = 24 × 0.6 = 14.4 W = P o u t = 12 × 1.2 = P_{out} = 12\times1.2 = P o u t = 12 × 1.2 ✓
ริปเปิลกระแส (H5): Δ i L = 12 ( 1 − 0.5 ) 300 μ ⋅ 50 k = 6 15 = 0.4 \Delta i_L = \dfrac{12(1-0.5)}{300\mu\cdot 50k} = \dfrac{6}{15} = 0.4 Δ i L = 300 μ ⋅ 50 k 12 ( 1 − 0.5 ) = 15 6 = 0.4 A → I L , max = 1.4 I_{L,\max} = 1.4 I L , m a x = 1.4 A, I L , min = 1.0 I_{L,\min} = 1.0 I L , m i n = 1.0 A
ตรวจ CCM (H7): K = 2 ( 300 μ ) 10 ( 20 μ ) = 3 > 1 − D = 0.5 K = \dfrac{2(300\mu)}{10\,(20\mu)} = 3 > 1-D = 0.5 K = 10 ( 20 μ ) 2 ( 300 μ ) = 3 > 1 − D = 0.5 ✓ เป็น CCM (I L , min = 1.0 > 0 I_{L,\min} = 1.0 > 0 I L , m i n = 1.0 > 0 ) ขอบเขตคือ R c r i t = 2 ( 300 μ ) 0.5 ( 20 μ ) = 60 Ω R_{crit} = \dfrac{2(300\mu)}{0.5\,(20\mu)} = 60\ \Omega R cr i t = 0.5 ( 20 μ ) 2 ( 300 μ ) = 60 Ω ตรงกับ I o , c r i t = Δ i L / 2 = 0.2 I_{o,crit} = \Delta i_L/2 = 0.2 I o , cr i t = Δ i L /2 = 0.2 A
ริปเปิลแรงดัน (H6) ถ้า ESR = 0: Δ v o = 0.4 8 ( 100 μ ) ( 50 k ) = 10 \Delta v_o = \dfrac{0.4}{8(100\mu)(50k)} = 10 Δ v o = 8 ( 100 μ ) ( 50 k ) 0.4 = 10 mV · ถ้า ESR = 50 mΩ: ขอบบน 10 + 0.4 × 0.05 × 1000 = 30 10 + 0.4\times0.05\times 1000 = 30 10 + 0.4 × 0.05 × 1000 = 30 mV แต่รูปคลื่นจริงที่ซิมูเลเตอร์วัดได้ ≈ 20 \approx 20 ≈ 20 mV (สองส่วนไม่พีคพร้อมกัน)
ตัวอย่าง H-2
มีค่าแฝงจริง: ตั้ง D เท่าไรจึงได้ 12 V ที่ 1.2 A
ค่าแฝง: R o n = 0.05 Ω R_{on} = 0.05\ \Omega R o n = 0.05 Ω , r L = 0.1 Ω r_L = 0.1\ \Omega r L = 0.1 Ω , V F = 0.4 V_F = 0.4 V F = 0.4 V, R d = 0 R_d = 0 R d = 0 , ESR = 0.05 Ω = 0.05\ \Omega = 0.05 Ω
ถ้ายังตั้ง D = 0.5 D = 0.5 D = 0.5 : R s = 0.1 + 0.5 ( 0.05 ) = 0.125 Ω R_s = 0.1 + 0.5(0.05) = 0.125\ \Omega R s = 0.1 + 0.5 ( 0.05 ) = 0.125 Ω → V o = 0.5 ( 24 ) − 0.5 ( 0.4 ) 1 + 0.125 / 10 = 11.8 1.0125 = 11.654 V_o = \dfrac{0.5(24) - 0.5(0.4)}{1 + 0.125/10} = \dfrac{11.8}{1.0125} = 11.654 V o = 1 + 0.125/10 0.5 ( 24 ) − 0.5 ( 0.4 ) = 1.0125 11.8 = 11.654 V (ต่ำกว่าเป้าไป 0.35 V และกระแสโหลดลดเป็น 1.165 A)
ใช้ H9 หา D ที่ถูกต้อง: D = 12 + 0.4 + 1.2 ( 0.1 + 0 ) 24 + 0.4 − 1.2 ( 0.05 − 0 ) = 12.52 24.34 = 0.5144 D = \dfrac{12 + 0.4 + 1.2(0.1+0)}{24 + 0.4 - 1.2(0.05 - 0)} = \dfrac{12.52}{24.34} = \mathbf{0.5144} D = 24 + 0.4 − 1.2 ( 0.05 − 0 ) 12 + 0.4 + 1.2 ( 0.1 + 0 ) = 24.34 12.52 = 0.5144
ตรวจด้วยการจำลองสวิตชิ่งที่ D = 0.5144 D = 0.5144 D = 0.5144 : V o = 12.000 V_o = 12.000 V o = 12.000 V, I L = 1.200 I_L = 1.200 I L = 1.200 A, Δ i L = 0.405 \Delta i_L = 0.405 Δ i L = 0.405 A ✓ (สูตร H5 แบบอุดมคติให้ 0.389 A เพราะไม่รวม V F V_F V F และ DCR ในช่วง OFF · ใช้ความชันช่วง OFF จริง ( V o + V F + r L I L ) / L (V_o + V_F + r_LI_L)/L ( V o + V F + r L I L ) / L จะได้ 12.52 × 0.4856 × 20 μ / 300 μ = 0.405 12.52\times0.4856\times20\mu/300\mu = 0.405 12.52 × 0.4856 × 20 μ /300 μ = 0.405 A)
ความสูญเสียที่ D = 0.5144 D = 0.5144 D = 0.5144 : P R o n = R o n D ( I L 2 + Δ i L 2 / 12 ) = 0.05 ( 0.5144 ) ( 1.4537 ) = 0.0374 P_{R_{on}} = R_{on}\,D(I_L^2 + \Delta i_L^2/12) = 0.05(0.5144)(1.4537) = 0.0374 P R o n = R o n D ( I L 2 + Δ i L 2 /12 ) = 0.05 ( 0.5144 ) ( 1.4537 ) = 0.0374 W · P d i o d e = V F ( 1 − D ) I L = 0.4 ( 0.4856 ) ( 1.2 ) = 0.2331 P_{diode} = V_F(1-D)I_L = 0.4(0.4856)(1.2) = 0.2331 P d i o d e = V F ( 1 − D ) I L = 0.4 ( 0.4856 ) ( 1.2 ) = 0.2331 W · P C u = r L ( I L 2 + Δ i L 2 / 12 ) = 0.1454 P_{Cu} = r_L(I_L^2 + \Delta i_L^2/12) = 0.1454 P C u = r L ( I L 2 + Δ i L 2 /12 ) = 0.1454 W รวม 0.416 0.416 0.416 W → η = 14.4 14.4 + 0.416 = 97.2 % \eta = \dfrac{14.4}{14.4 + 0.416} = 97.2\% η = 14.4 + 0.416 14.4 = 97.2% (ซิมูเลเตอร์ให้ 97.19%; ยังไม่รวมการสูญเสียจากการสวิตช์)
บทเรียน: ไดโอดกินมากที่สุด (56 % ของความสูญเสีย) เพราะ V F V_F V F คงที่คูณกระแส — นี่คือเหตุผลที่แหล่งจ่าย 5 V หรือ 3.3 V ใช้ synchronous (แทน V F = 0.4 V_F = 0.4 V F = 0.4 V ด้วย MOSFET R o n R_{on} R o n ไม่กี่ mΩ)
ตัวอย่าง H-3
แหล่งจ่ายอินพุตเปลี่ยนค่า: 18–30 V → 12 V
ช่วงดิวตี้ (อุดมคติ): D = 12 / 18 = 0.667 D = 12/18 = 0.667 D = 12/18 = 0.667 (Vin ต่ำสุด) ถึง D = 12 / 30 = 0.4 D = 12/30 = 0.4 D = 12/30 = 0.4 (Vin สูงสุด)
ริปเปิลที่ V g = 18 , 24 , 30 V_g = 18, 24, 30 V g = 18 , 24 , 30 V (H5): Δ i L = 0.267 , 0.40 , 0.48 \Delta i_L = 0.267,\ 0.40,\ 0.48 Δ i L = 0.267 , 0.40 , 0.48 A ตามลำดับ — ริปเปิลสูงสุดที่ 30 V ใช้ที่นี่ออกแบบ L และกระแสพีก I L , max = 1.2 + 0.24 = 1.44 I_{L,\max} = 1.2 + 0.24 = 1.44 I L , m a x = 1.2 + 0.24 = 1.44 A
ตรวจ CCM ที่โหลด 0.2 A: ขอบ I o , c r i t = Δ i L / 2 = 0.133 , 0.2 , 0.24 I_{o,crit} = \Delta i_L/2 = 0.133,\ 0.2,\ 0.24 I o , cr i t = Δ i L /2 = 0.133 , 0.2 , 0.24 A — ที่ 30 V ต้องมีโหลด ≥ 0.24 A จึงยังเป็น CCM ถ้าต้องการ CCM ถึง 0.12 A (10 % ของโหลด) ต้องใช้ L ≥ 12 ( 1 − 0.4 ) 2 ( 50 k ) ( 0.12 ) = 600 μ L \ge \dfrac{12(1-0.4)}{2(50k)(0.12)} = 600\ \mu L ≥ 2 ( 50 k ) ( 0.12 ) 12 ( 1 − 0.4 ) = 600 μ H
ตัวควบคุมต้องเปลี่ยน D เองเมื่อ Vin เปลี่ยน — แบบ open-loop จะได้ V o V_o V o แปรตาม V g V_g V g ตรงๆ (V o = D V g V_o = DV_g V o = D V g ) ซึ่งเป็นเหตุผลของวงป้อนกลับและ ฟังก์ชันถ่ายโอน G v g G_{vg} G vg
แล็บ: รูปคลื่นบั๊ก CCM/DCM เทียบสูตรกับซิมูเลชันสวิตชิ่ง พื้นฐาน
เลือก ตั้งดิวตี้ D เอง เพื่อดูว่า V o V_o V o เป็นเท่าไร หรือเลือก ให้คำนวณ D จาก Vo เป้าหมาย เพื่อดูว่าสูตรให้ D D D เท่าไร แล้วดูว่า V o V_o V o จากการจำลองตรงเป้าหรือไม่ กราฟใช้สีพื้นหลังแยกช่วง ON (ฟ้า) และ OFF (ส้ม) ตารางด้านล่างเทียบสูตรกับการจำลองทีละตัวเลข
ต้องเปิด JavaScript เพื่อใช้แล็บ
ใบงานทดลอง
ใบงาน A1 — ตรวจ V o = D V g V_o = DV_g V o = D V g : เริ่มจาก CCM ตั้ง D = 0.3, 0.5, 0.7 บันทึก V o V_o V o เทียบ D ⋅ 24 D\cdot24 D ⋅ 24 ความต่างเท่ากับ 0 ใช่ไหม ทำไม V o V_o V o ไม่ขึ้นกับ R, L, C
โหลด D = 0.3 ↑
ใบงาน A2 — ริปเปิลกับ L: ลด L เหลือครึ่งหนึ่ง (150 µH) ΔiL ต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า (0.8 A) ตรวจ I L , min I_{L,\min} I L , m i n ว่ายังบวกอยู่ไหม แล้วลอง L = 47 µH ที่ fs = 20 kHz
โหลด L = 150 µH ↑ โหลด L = 47 µH, 20 kHz ↑
ใบงาน A3 — หาขอบเขต CCM: เริ่มที่ R = 60 Ω (ขอบพอดี I L , min I_{L,\min} I L , m i n ≈ 0) เพิ่ม R ทีละน้อยแล้วดูว่ารูปคลื่น iL เริ่มมีช่วงราบเมื่อใด เปลี่ยนมาเป็น Synchronous แล้วเปรียบเทียบ
โหลด R = 60 Ω ↑ โหลด Synchronous ↑
ใบงาน A4 — ค่าแฝงกับดิวตี้: โหลดตัวอย่าง "ค่าแฝงจริง" ซึ่งตั้งโหมดคำนวณ D จาก Vo เป้าหมาย 12 V บันทึก D (ต้องได้ 0.5144 ตามตัวอย่าง H-2) แล้วสลับไปโหมดตั้ง D เอง ใส่ D = 0.5 ดูว่า V o V_o V o ตกเท่าไร (11.65 V)
โหลดค่าแฝงจริง ↑
ใบงาน A5 — Vin เปลี่ยน: โหลด Vin = 48 V ในโหมดคำนวณ D (ต้องได้ 0.25) เปรียบเทียบ ΔiL กับกรณี 24 V ที่ L เท่าเดิม ว่าเพิ่มขึ้นกี่เท่า (สูตร H5: ∝ ( 1 − D ) \propto (1-D) ∝ ( 1 − D ) )
โหลด Vin = 48 V ↑
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ใช้ D D D แทน D ′ D' D ′ ตอนคิดไดโอด: กระแสไดโอดเฉลี่ยคือ ( 1 − D ) I o (1-D)I_o ( 1 − D ) I o ไม่ใช่ D I o D I_o D I o · กระแสสวิตช์เฉลี่ยคือ D I o D I_o D I o
ออกแบบ L ที่ V g , n o m V_{g,nom} V g , n o m : ริปเปิลสูงสุดและขอบ CCM แย่สุดที่ V g , max V_{g,\max} V g , m a x
ลืมว่า H9 ขึ้นกับกระแสโหลด: ตั้ง D คงที่ตามสูตรอุดมคติแล้วแรงดันตกเมื่อโหลดหนัก → ต้องมีวงป้อนกลับ
ใช้สูตร CCM กับวงจรที่เข้า DCM: V o V_o V o จริงจะสูงกว่า D V g DV_g D V g มาก ตรวจ K > 1 − D K > 1-D K > 1 − D ก่อนทุกครั้ง
บวกริปเปิลแรงดันสองส่วนตรงๆ แล้วถือเป็นค่าจริง: เป็นขอบบน ใช้เป็นเกณฑ์ออกแบบปลอดภัยได้ แต่ค่าวัดจริงต่ำกว่า
สรุปผลและก้าวต่อไป
ปริมาณ CCM อุดมคติ มีค่าแฝง
ดิวตี้ที่ต้องใช้ D = V o / V g D = V_o/V_g D = V o / V g D = V o + V F + I L ( r L + R d ) V g + V F − I L ( R o n − R d ) D = \dfrac{V_o + V_F + I_L(r_L+R_d)}{V_g + V_F - I_L(R_{on}-R_d)} D = V g + V F − I L ( R o n − R d ) V o + V F + I L ( r L + R d )
กระแสตัวเหนี่ยวนำเฉลี่ย I L = V o / R I_L = V_o/R I L = V o / R เท่ากัน (charge balance)
ริปเปิลกระแส Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s ) \Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s) Δ i L = V o ( 1 − D ) / ( L f s ) ใกล้เคียง (ผิดไม่กี่ %)
เงื่อนไข CCM 2 L / ( R T s ) > 1 − D 2L/(RT_s) > 1-D 2 L / ( R T s ) > 1 − D ตรวจ I L , min > 0 I_{L,\min} > 0 I L , m i n > 0
กระแสอินพุตเฉลี่ย I g = D I L I_g = D\,I_L I g = D I L I g = D I L I_g = D\,I_L I g = D I L (รวมความสูญเสียแล้ว P i n = P o u t + P l o s s P_{in} = P_{out} + P_{loss} P in = P o u t + P l oss )
ต่อไป: โหลดเบาจนกระแสลงถึงศูนย์ → บั๊กโหมด DCM · เมื่อต้องการให้เครื่องตอบสนองต่อการเปลี่ยนค่า → แบบจำลองเฉลี่ย → ฟังก์ชันถ่ายโอน → ออกแบบและทดสอบโหลดหลายสภาวะ
คำถามที่พบบ่อย ทำไมบั๊กโหมด CCM จึงได้ Vo = D·Vin? ในสถานะคงตัวกระแสตัวเหนี่ยวนำต้องกลับมาค่าเดิมเมื่อสิ้นคาบ ช่วง ON ตัวเหนี่ยวนำรับแรงดัน Vin − Vo นาน D·Ts ช่วง OFF รับ −Vo นาน (1−D)·Ts พื้นที่แรงดัน-เวลา (volt-second) ทั้งสองต้องหักล้างกัน (Vin − Vo)·D = Vo·(1−D) จึงได้ Vo = D·Vin
ถ้ามีความต้านทานแฝง ต้องตั้งดิวตี้เท่าไรจึงได้ Vo ที่ต้องการ? D = (Vo + Vf + IL(rL + Rd)) / (Vin + Vf − IL(Ron − Rd)) เมื่อ IL = Vo/R คือกระแสโหลด Ron คือ Rds(on) ของสวิตช์ rL คือ DCR ของตัวเหนี่ยวนำ Vf และ Rd คือแรงดันตกและความต้านทานของไดโอด ค่านี้มากกว่า Vo/Vin เล็กน้อยเสมอ และเพิ่มขึ้นตามกระแสโหลด
วงจรบั๊กอยู่ในโหมด CCM เมื่อใด? เมื่อกระแสตัวเหนี่ยวนำไม่ลงถึงศูนย์ คือกระแสโหลด Io มากกว่าครึ่งหนึ่งของริปเปิล ΔiL/2 เทียบเท่า K = 2L/(R·Ts) มากกว่า 1 − D ถ้าใช้ synchronous rectifier กระแสติดลบได้จึงเป็น CCM เสมอ
ควรคำนวณริปเปิลกระแสที่ Vin ค่าไหน? ที่ Vin สูงสุด เพราะ ΔiL = Vo(1−D)/(L·fs) และ D = Vo/Vin ต่ำสุดเมื่อ Vin สูงสุด ทำให้ริปเปิลมากสุดและเป็นกรณีที่ใกล้หลุด CCM ที่สุดด้วย
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์