พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  4. บั๊ก
  5. CCM · หาดิวตี้

// บทที่ 15.2 · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · Buck in CCM — Circuit Analysis & Duty Cycle

บั๊กคอนเวอร์เตอร์โหมด CCM: ไล่วงจรทีละขั้นเพื่อหาดิวตี้ไซเคิล D = Vo/Vin พร้อมค่าแฝงและแล็บรูปคลื่น

หน้านี้พาไล่วงจรบั๊กด้วยกฎของเคอร์ชอฟฟ์ทีละช่วงสวิตช์ แล้วสรุปเป็น volt-second balance และ charge balance จนได้ดิวตี้ที่ต้องตั้ง ทั้งแบบอุดมคติและแบบมี Rds(on) DCR VF พร้อมแล็บที่เทียบสูตรกับการจำลองสวิตชิ่งจริง

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ช่วง ON: vL=Vg−Vov_L = V_g - V_o กระแสชันขึ้น · ช่วง OFF: vL=−Vov_L = -V_o กระแสชันลง
  • กระแสต้องกลับที่เดิมเมื่อสิ้นคาบ → พื้นที่ vL⋅tv_L\cdot t สองช่วงเท่ากัน → Vo=DVgV_o = DV_g
  • ⟨iC⟩=0\langle i_C\rangle = 0 → IL=IoI_L = I_o และ Ig=D IoI_g = D\,I_o · ripple ΔiL=Vo(1−D)/(Lfs)\Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s)
  • เป็น CCM เมื่อ K=2L/(RTs)>1−DK = 2L/(RT_s) > 1-D · มีค่าแฝงต้องใช้ D=Vo+VF+IL(rL+Rd)Vg+VF−IL(Ron−Rd)D = \dfrac{V_o + V_F + I_L(r_L+R_d)}{V_g + V_F - I_L(R_{on}-R_d)}
ระดับพื้นฐาน ปวส. · ป.ตรี ปี 2–3กลาง ป.ตรี ปี 3–4ขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

เป้าหมาย: ตั้งดิวตี้เท่าไรจึงได้แรงดันที่ต้องการ พื้นฐาน

หน้า บั๊กคอนเวอร์เตอร์ สรุปผลไว้แล้วว่า Vo=DVgV_o = DV_g หน้านี้ตอบคำถามที่ลึกกว่า: สูตรนี้มาจากไหน ใช้ได้เมื่อไร และเมื่อวงจรมีความสูญเสียจริงต้องตั้ง DD เป็นเท่าไร ทุกขั้นเขียนจากวงจรจริงด้วย KVL/KCL ไม่ใช่การท่องสูตร และทุกตัวเลขในตัวอย่างตรวจกับซิมูเลเตอร์ระดับการสวิตช์ในแล็บด้านล่าง

ข้อตกลงที่ใช้ทั้งชุด: แรงดันอินพุตเขียนเป็น VgV_g (เหมือน VinV_{in}) · ตัวพิมพ์ใหญ่ = ค่าคงตัวของสถานะคงตัว ตัวพิมพ์เล็ก = ค่าขณะใดขณะหนึ่ง · D′=1−DD' = 1-D · คาบสวิตช์ Ts=1/fsT_s = 1/f_s

ข้อสมมติความหมายเมื่อไรไม่จริง
สถานะคงตัวเป็นคาบปริมาณทุกตัวกลับมาเท่าเดิมเมื่อครบคาบช่วงสตาร์ท เปลี่ยนโหลด (ดูหน้าแบบจำลองเฉลี่ย)
ริปเปิลแรงดันขาออกเล็กvo(t)≈Vov_o(t)\approx V_o คงที่ภายในหนึ่งคาบC เล็กเกินไป ESR สูง
สวิตช์และไดโอดอุดมคติไม่มีแรงดันตกขณะนำ ไม่มีเวลาสวิตช์หัวข้อค่าแฝงแก้ข้อนี้
กระแส iLi_L ไม่ลงถึงศูนย์โหมดกระแสต่อเนื่อง (CCM)โหลดเบา → DCM

ขั้นที่ 1–2: วงจรในแต่ละช่วงของสวิตช์ พื้นฐาน

สวิตช์ Q เปิด–ปิดสลับกันด้วยคาบ TsT_s ช่วงแรก (0≤t<DTs0 \le t < DT_s) ปิดวงจร ช่วงที่สอง (DTs≤t<TsDT_s \le t < T_s) เปิดวงจร เกิดวงจรเชิงเส้นสองแบบสลับกัน เราจึงเขียนสมการทีละแบบ แล้วค่อยต่อกันตามเวลา

ช่วง ON (สวิตช์ Q นำ)

+−QONDLCRVin+VovL = Vin − Vo (บวก)iL เพิ่มขึ้นไดโอดถูกไบแอสย้อนช่วง ON: สวิตช์ Q ปิดวงจร กระแสไหลจาก Vin ผ่าน L ไปยัง C ∥ R

แรงดันที่โหนด SW เท่ากับ VgV_g ไดโอดมีแคโทดสูงกว่าแอโนดจึงถูกไบแอสย้อนและไม่นำ วงจรเหลือวงเดียว: VgV_g → L → (C ∥ R) → กลับ KVL รอบวงให้ Vg−vL−vo=0V_g - v_L - v_o = 0 และเมื่อ vL=L diLdtv_L = L\,\dfrac{di_L}{dt} จะได้

H1 Inductor equation in each interval สมการตัวเหนี่ยวนำแต่ละช่วง

ON: LdiLdt=Vg−vo≈Vg−VoOFF: LdiLdt=−vo≈−Vo\text{ON: } L\frac{di_L}{dt} = V_g - v_o \approx V_g - V_o \qquad\qquad \text{OFF: } L\frac{di_L}{dt} = -v_o \approx -V_o

ที่โหนดเอาต์พุต KCL ให้กระแสตัวเก็บประจุ iC=iL−vo/Ri_C = i_L - v_o/R เสมอทั้งสองช่วง (กระแสที่เหลือจาก iLi_L หลังโหลดใช้ไปคือกระแสที่ชาร์จ C)

ช่วง OFF (สวิตช์ Q เปิดวงจร)

+−QOFFDLCRVin+VovL = −Vo (ติดลบ)iL ลดลงช่วง OFF: Q เปิดวงจร ไดโอดนำกระแสต่อให้ L (freewheeling)

กระแสในตัวเหนี่ยวนำเปลี่ยนทันทีไม่ได้ (ถ้าเปลี่ยนทันที vL=L di/dtv_L = L\,di/dt จะเป็นอนันต์) เมื่อ Q เปิด ตัวเหนี่ยวนำจึงกลับขั้วแรงดันเองจนโหนด SW ต่ำกว่าศูนย์ ไดโอดถูกไบแอสตรงและนำกระแสเดิมต่อไป โหนด SW ≈ 0 (ในอุดมคติ) ดังนั้น vL=−vov_L = -v_o กระแสเริ่ม ลดลง ผ่านไดโอดไปยัง C ∥ R

จุดที่นักศึกษามักสับสน: ในช่วง OFF พลังงานไม่ได้มาจากแหล่งจ่ายอีกต่อไป แต่มาจากพลังงานแม่เหล็ก 12LiL2\tfrac12 Li_L^2 ที่เก็บไว้ในช่วง ON ตัวเหนี่ยวนำจึงเป็น "แหล่งกระแส" ที่ไดโอดคอยส่งต่อให้โหลด

ขั้นที่ 3: กระแสตัวเหนี่ยวนำในหนึ่งคาบ พื้นฐาน

เมื่อ vo≈Vov_o \approx V_o คงที่ ความชันของ iLi_L ในแต่ละช่วงคงที่ → กระแสเป็นเส้นตรงสองท่อนต่อกัน (สามเหลี่ยม) กระแสเพิ่มในช่วง ON และลดในช่วง OFF

H2 Inductor current ripple ริปเปิลกระแสตัวเหนี่ยวนำ

ΔiL(ON)=Vg−VoL DTsΔiL(OFF)=−VoL D′Ts\Delta i_L^{\text{(ON)}} = \frac{V_g - V_o}{L}\,DT_s \qquad \Delta i_L^{\text{(OFF)}} = -\frac{V_o}{L}\,D'T_s

กระแสเฉลี่ยของสามเหลี่ยมคือค่ากลางระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุด IL=IL,min⁡+IL,max⁡2I_L = \dfrac{I_{L,\min} + I_{L,\max}}{2} และผลต่างคือริปเปิล ΔiL=IL,max⁡−IL,min⁡\Delta i_L = I_{L,\max} - I_{L,\min} ถ้าสิ้นคาบกระแสไม่กลับมาที่ IL,min⁡I_{L,\min} แสดงว่ายังไม่ถึงสถานะคงตัว (กระแสจะไล่ขึ้นหรือลงต่อไปทุกคาบ)

ขั้นที่ 4: หาอัตราส่วนแปลงผัน Vo/Vg และดิวตี้ พื้นฐาน

เงื่อนไขสถานะคงตัวคือ กระแสสิ้นคาบ = กระแสต้นคาบ ดังนั้นการเพิ่มของกระแสในช่วง ON ต้องถูกลดลงเท่ากันในช่วง OFF พอดี แสดงได้สามวิธีที่ได้ผลเดียวกัน

วิธี ก: ให้ผลรวมการเปลี่ยนกระแสเป็นศูนย์

ΔiL(ON)+ΔiL(OFF)=0\Delta i_L^{(ON)} + \Delta i_L^{(OFF)} = 0 จาก H2:

(Vg−Vo)DTsL−VoD′TsL=0(Vg−Vo)D=Vo(1−D)VgD−VoD=Vo−VoDVo=DVg\begin{aligned} \frac{(V_g - V_o)DT_s}{L} - \frac{V_o D'T_s}{L} &= 0 \\ (V_g - V_o)D &= V_o(1-D) \\ V_gD - V_oD &= V_o - V_oD \\ V_o &= DV_g \end{aligned}

วิธี ข: volt-second balance (พื้นที่ใต้กราฟ vLv_L)

คูณทั้งสองข้างด้วย LL: การเปลี่ยนกระแสทุกช่วงคือ ∫vL dt\int v_L\,dt ผลรวมต้องเป็นศูนย์ เรียกว่า volt-second balance ในรูปคือพื้นที่สี่เหลี่ยมสองก้อนต้องเท่ากัน A1=A2A_1 = A_2:

Vin − Vo−Vo0แรงดันคร่อมตัวเหนี่ยวนำ vL(t)กระแสตัวเหนี่ยวนำ iL(t)D·TsD′·Tsพื้นที่ A₁พื้นที่ A₂ILmaxILminIL = Io

H3 Volt-second balance → conversion ratio (CCM) อัตราส่วนแปลงผันและดิวตี้

(Vg−Vo) DTs⏟A1+(−Vo) D′Ts⏟−A2=0  ⇒  VoVg=DD=VoVg\underbrace{(V_g - V_o)\,DT_s}_{A_1} + \underbrace{(-V_o)\,D'T_s}_{-A_2} = 0 \;\Rightarrow\; \boxed{\frac{V_o}{V_g} = D} \qquad \boxed{D = \frac{V_o}{V_g}}

วิธี ค: เฉลี่ยแรงดันที่โหนด SW (เห็นภาพที่สุด)

แรงดันที่โหนด SW เป็นคลื่นสี่เหลี่ยมสูง VgV_g นาน DD ของคาบ ค่าเฉลี่ยคือ ⟨vsw⟩=DVg\langle v_{sw}\rangle = DV_g ตัวกรอง LC ปล่อยผ่านเฉพาะค่าเฉลี่ยนี้ และที่ DC ตัวเหนี่ยวนำเป็นสายลัด (แรงดันเฉลี่ยคร่อม L เป็นศูนย์) จึงได้ Vo=⟨vsw⟩=DVgV_o = \langle v_{sw}\rangle = DV_g บั๊กจึงเป็น "ตัวเฉลี่ยแรงดันที่ควบคุมด้วยความกว้างพัลส์"

ผลที่ควรจำ: VoV_o ขึ้นกับ DD และ VgV_g เท่านั้น ไม่ขึ้นกับ L, C, fs หรือโหลด (ตราบใดที่ยังเป็น CCM และไม่มีค่าแฝง) นั่นคือแหล่งจ่ายแรงดันในอุดมคติ ต่างจาก DCM ที่ VoV_o ขึ้นกับโหลดอย่างแรง ดูหน้า DCM

ขั้นที่ 5: charge balance กระแสเฉลี่ย และกำลัง พื้นฐาน

ในสถานะคงตัวแรงดันตัวเก็บประจุกลับมาเท่าเดิมทุกคาบ ประจุสุทธิที่เข้า C ต้องเป็นศูนย์: ⟨iC⟩=0\langle i_C\rangle = 0 จาก KCL iC=iL−vo/Ri_C = i_L - v_o/R ได้ค่าเฉลี่ยของ iLi_L เท่ากับกระแสโหลดทันที ส่วนกระแสอินพุต igi_g ไหลเฉพาะช่วง ON (เท่ากับ iLi_L) จึงมีค่าเฉลี่ย D ILD\,I_L

H4 Charge balance and currents สมดุลประจุและกระแสเฉลี่ย

⟨iC⟩=0  ⇒  IL=Io=VoR,Ig=D IL\langle i_C\rangle = 0 \;\Rightarrow\; I_L = I_o = \frac{V_o}{R},\qquad I_g = D\,I_L Pin=VgIg=Vg D Io=VoIo=PoutP_{in} = V_gI_g = V_g\,D\,I_o = V_oI_o = P_{out}

บรรทัดสุดท้ายแสดงว่าแบบจำลองอุดมคติไม่มีการสูญเสีย (η=100%\eta = 100\%) และเทียบเท่าหม้อแปลง DC อัตราส่วน 1:D1:D ที่ลดแรงดันได้ DD เท่าและเพิ่มกระแสได้ 1/D1/D เท่า — มุมมองนี้ใช้ต่อในหน้าแบบจำลองวงจรเฉลี่ย

ขั้นที่ 6: ค่าสูงสุด–ต่ำสุดของกระแส และริปเปิลแรงดันขาออก กลาง

รวมค่าเฉลี่ย (ขั้นที่ 5) กับความชัน (ขั้นที่ 3) จะได้ขอบของสามเหลี่ยม แทน Vo=DVgV_o = DV_g ใน H2 ได้ริปเปิลที่นิยมใช้ออกแบบ

H5 Current extremes and ripple ค่าสูงสุด–ต่ำสุดของกระแสและริปเปิล

ΔiL=Vo(1−D)Lfs=(Vg−Vo)DLfs,IL,max⁡/min⁡=Io±ΔiL2\Delta i_L = \frac{V_o(1-D)}{L f_s} = \frac{(V_g - V_o)D}{Lf_s},\qquad I_{L,\max/\min} = I_o \pm \frac{\Delta i_L}{2}

ริปเปิลกระแสไหลเข้าตัวเก็บประจุ (ส่วนที่เกิน IoI_o) ประจุสะสมคือพื้นที่สามเหลี่ยมเล็กที่ระดับเหนือ IoI_o: ΔQ=12⋅Ts2⋅ΔiL2=ΔiLTs8\Delta Q = \tfrac12\cdot\dfrac{T_s}{2}\cdot\dfrac{\Delta i_L}{2} = \dfrac{\Delta i_LT_s}{8} จึงเกิดแรงดันขึ้นลง ΔQ/C\Delta Q/C ส่วน ESR ทำให้เกิดแรงดัน ΔiL⋅rC\Delta i_L\cdot r_C ซ้อนทับ

H6 Output voltage ripple ริปเปิลแรงดันขาออก

Δvo(C)=ΔiL8 Cfs,Δvo(ESR)=ΔiL rC,Δvo,pp≤Δvo(C)+Δvo(ESR)\Delta v_{o}^{(C)} = \frac{\Delta i_L}{8\,C f_s}, \qquad \Delta v_o^{(ESR)} = \Delta i_L\, r_C, \qquad \Delta v_{o,pp} \le \Delta v_o^{(C)} + \Delta v_o^{(ESR)}

การบวกตรงๆ เป็น ขอบบน เพราะจุดสูงสุดของสองส่วนไม่เกิดพร้อมกัน ค่าจริงจากรูปคลื่นมักต่ำกว่า (ดูตัวอย่าง H-1 และเทียบในแล็บ) ถ้า ESR ใหญ่กว่า 18Cfs\dfrac{1}{8Cf_s} ริปเปิลแรงดันถูกกำหนดโดย ESR เป็นหลัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตัวเก็บประจุอิเล็กโทรไลต์ธรรมดาให้ริปเปิลสูงกว่าโพลิเมอร์หรือเซรามิกมาก

ออกแบบที่ Vg สูงสุด: ΔiL=Vo(1−D)/(Lfs)\Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s) มากที่สุดเมื่อ DD ต่ำสุด คือเมื่อ VgV_g สูงสุด ดังนั้นคำนวณ L ที่ Vg,max⁡V_{g,\max} เสมอ (ตัวอย่าง H-3)

ขั้นที่ 7: ขอบเขตของ CCM — สูตรข้างบนใช้ได้เมื่อใด พื้นฐาน

ทุกสูตรข้างต้นสมมติว่า iLi_L ไม่ลงถึงศูนย์ ถ้า IL,min⁡=Io−ΔiL/2≤0I_{L,\min} = I_o - \Delta i_L/2 \le 0 ไดโอดจะหยุดนำกลางคาบ (วงจรเข้า DCM) เงื่อนไขขอบเขตคือ Io=ΔiL/2I_o = \Delta i_L/2:

VoR>Vo(1−D)2Lfs  ⟺  2LRTs>1−D\frac{V_o}{R} > \frac{V_o(1-D)}{2Lf_s} \;\Longleftrightarrow\; \frac{2L}{RT_s} > 1-D

H7 CCM/DCM boundary ขอบเขตโหมดกระแสต่อเนื่อง

K≡2LRTs>Kcrit(D)=1−DK \equiv \frac{2L}{RT_s} > K_{crit}(D) = 1-D Io,crit=Vo(1−D)2Lfs,Rcrit=2L(1−D)Ts,Lcrit=(1−D)RTs2I_{o,crit} = \frac{V_o(1-D)}{2Lf_s},\qquad R_{crit} = \frac{2L}{(1-D)T_s},\qquad L_{crit} = \frac{(1-D)RT_s}{2}

ตีความ: โหลดเบาลง (R ใหญ่ขึ้น) หรือ L เล็กลง หรือ fs ต่ำลง ทำให้ K ลดลงและเข้าใกล้ DCM ขอบเขตแย่ที่สุดเมื่อ DD ต่ำสุด (VgV_g สูงสุด) เพราะ 1−D1-D ใหญ่สุด ถ้าต้องการ CCM ถึงกระแสโหลดต่ำสุด Io,min⁡I_{o,\min} ให้เลือก L≥Vo(1−Dmin⁡)2fsIo,min⁡L \ge \dfrac{V_o(1-D_{\min})}{2f_sI_{o,\min}}

บั๊กแบบ synchronous (ใช้ MOSFET ตัวล่างแทนไดโอด) ไม่มีขอบเขตนี้ เพราะ MOSFET นำกระแสย้อนกลับได้ iLi_L จึงติดลบและเป็น CCM เสมอ (เรียก forced CCM) แลกกับกระแสหมุนวนที่เพิ่มการสูญเสียตอนเบา — ลองในแล็บด้วยปุ่ม Synchronous

ขั้นที่ 8: ดิวตี้ที่ต้องใช้จริงเมื่อมี Rds(on) DCR และ VF กลาง

วงจรจริงมีความต้านทานแฝงสี่ตัวที่ทำให้แรงดันขาออกต่ำกว่า DVgDV_g: RonR_{on} ของสวิตช์ (ช่วง ON) VFV_F และ RdR_d ของไดโอด (ช่วง OFF) และ DCR rLr_L ของตัวเหนี่ยวนำ (ทั้งสองช่วง) ทำ volt-second balance ใหม่โดยใส่ตัวแฝงลงในสมการช่วงละบรรทัด (ใช้ IL=Vo/RI_L = V_o/R เป็นกระแสเฉลี่ย):

ON: vL=Vg−RonIL−rLIL−Vo,OFF: vL=−VF−RdIL−rLIL−Vo\text{ON: } v_L = V_g - R_{on}I_L - r_LI_L - V_o,\qquad \text{OFF: } v_L = -V_F - R_dI_L - r_LI_L - V_o

เฉลี่ยตลอดคาบให้เป็นศูนย์ D vL(ON)+D′ vL(OFF)=0D\,v_L^{(ON)} + D'\,v_L^{(OFF)} = 0:

D(Vg−RonIL)−D′(VF+RdIL)−rLIL−Vo=0D(V_g - R_{on}I_L) - D'(V_F + R_dI_L) - r_LI_L - V_o = 0

H8 Output voltage with parasitics แรงดันขาออกเมื่อมีความต้านทานแฝง

Vo=DVg−D′VF1+Rs/R,Rs=rL+D Ron+D′ RdV_o = \frac{D V_g - D' V_F}{1 + R_s/R},\qquad R_s = r_L + D\,R_{on} + D'\,R_d

แก้สมการข้างต้นหา DD ตรงๆ ได้เพราะ DD ปรากฏเป็นเชิงเส้น (RsR_s มี DD แต่คูณกับ ILI_L ที่ทราบ):

H9 Required duty cycle with parasitics ดิวตี้ที่ต้องใช้เมื่อมีค่าแฝง

D=Vo+VF+IL (rL+Rd)Vg+VF−IL (Ron−Rd),IL=VoR\boxed{D = \frac{V_o + V_F + I_L\,(r_L + R_d)}{V_g + V_F - I_L\,(R_{on} - R_d)}},\qquad I_L = \frac{V_o}{R}

กรณี synchronous แทน VF=0V_F = 0 และ Rd=Ron,ตัวล่างR_d = R_{on,\text{ตัวล่าง}} ผลคือค่าแฝงเหลือเพียง rLr_L และ RonR_{on} ของ FET ทั้งสอง ทำให้ DD ใกล้ Vo/VgV_o/V_g มากกว่าแบบไดโอด สังเกตว่า DD ที่ต้องใช้ขึ้นกับกระแสโหลด (ผ่าน ILI_L) ต่างจากอุดมคติ ตัวควบคุมแบบป้อนกลับจึงจำเป็นเพื่อรักษา VoV_o เมื่อโหลดเปลี่ยน

ข้อควรระวัง: H8 และ H9 ใช้ได้เฉพาะ CCM และไม่รวมการสูญเสียจากการสวิตช์ (ซึ่งกินพลังงานแต่แทบไม่เปลี่ยน DD) ถ้าวงจรเข้า DCM ให้ใช้สูตรในหน้า DCM

ตัวอย่างวิธีทำ (ตรวจตัวเลขด้วยซิมูเลเตอร์แล้ว)

โจทย์ฐาน: Vg=24V_g = 24 V, Vo=12V_o = 12 V, R=10 ΩR = 10\ \Omega (Io=1.2I_o = 1.2 A), L=300 μL = 300\ \muH, C=100 μC = 100\ \muF, fs=50f_s = 50 kHz (Ts=20 μT_s = 20\ \mus)

ตัวอย่าง H-1

วงจรอุดมคติ: หา D ริปเปิล และตรวจว่าเป็น CCM

  1. ดิวตี้: D=Vo/Vg=12/24=0.5D = V_o/V_g = 12/24 = 0.5

  2. กระแสเฉลี่ย (H4): IL=Vo/R=12/10=1.2I_L = V_o/R = 12/10 = 1.2 A และ Ig=D IL=0.6I_g = D\,I_L = 0.6 A ตรวจกำลัง Pin=24×0.6=14.4P_{in} = 24\times0.6 = 14.4 W =Pout=12×1.2= P_{out} = 12\times1.2 ✓

  3. ริปเปิลกระแส (H5): ΔiL=12(1−0.5)300μ⋅50k=615=0.4\Delta i_L = \dfrac{12(1-0.5)}{300\mu\cdot 50k} = \dfrac{6}{15} = 0.4 A → IL,max⁡=1.4I_{L,\max} = 1.4 A, IL,min⁡=1.0I_{L,\min} = 1.0 A

  4. ตรวจ CCM (H7): K=2(300μ)10 (20μ)=3>1−D=0.5K = \dfrac{2(300\mu)}{10\,(20\mu)} = 3 > 1-D = 0.5 ✓ เป็น CCM (IL,min⁡=1.0>0I_{L,\min} = 1.0 > 0) ขอบเขตคือ Rcrit=2(300μ)0.5 (20μ)=60 ΩR_{crit} = \dfrac{2(300\mu)}{0.5\,(20\mu)} = 60\ \Omega ตรงกับ Io,crit=ΔiL/2=0.2I_{o,crit} = \Delta i_L/2 = 0.2 A

  5. ริปเปิลแรงดัน (H6) ถ้า ESR = 0: Δvo=0.48(100μ)(50k)=10\Delta v_o = \dfrac{0.4}{8(100\mu)(50k)} = 10 mV · ถ้า ESR = 50 mΩ: ขอบบน 10+0.4×0.05×1000=3010 + 0.4\times0.05\times 1000 = 30 mV แต่รูปคลื่นจริงที่ซิมูเลเตอร์วัดได้ ≈20\approx 20 mV (สองส่วนไม่พีคพร้อมกัน)

ตัวอย่าง H-2

มีค่าแฝงจริง: ตั้ง D เท่าไรจึงได้ 12 V ที่ 1.2 A

  1. ค่าแฝง: Ron=0.05 ΩR_{on} = 0.05\ \Omega, rL=0.1 Ωr_L = 0.1\ \Omega, VF=0.4V_F = 0.4 V, Rd=0R_d = 0, ESR =0.05 Ω= 0.05\ \Omega

  2. ถ้ายังตั้ง D=0.5D = 0.5: Rs=0.1+0.5(0.05)=0.125 ΩR_s = 0.1 + 0.5(0.05) = 0.125\ \Omega → Vo=0.5(24)−0.5(0.4)1+0.125/10=11.81.0125=11.654V_o = \dfrac{0.5(24) - 0.5(0.4)}{1 + 0.125/10} = \dfrac{11.8}{1.0125} = 11.654 V (ต่ำกว่าเป้าไป 0.35 V และกระแสโหลดลดเป็น 1.165 A)

  3. ใช้ H9 หา D ที่ถูกต้อง: D=12+0.4+1.2(0.1+0)24+0.4−1.2(0.05−0)=12.5224.34=0.5144D = \dfrac{12 + 0.4 + 1.2(0.1+0)}{24 + 0.4 - 1.2(0.05 - 0)} = \dfrac{12.52}{24.34} = \mathbf{0.5144}

  4. ตรวจด้วยการจำลองสวิตชิ่งที่ D=0.5144D = 0.5144: Vo=12.000V_o = 12.000 V, IL=1.200I_L = 1.200 A, ΔiL=0.405\Delta i_L = 0.405 A ✓ (สูตร H5 แบบอุดมคติให้ 0.389 A เพราะไม่รวม VFV_F และ DCR ในช่วง OFF · ใช้ความชันช่วง OFF จริง (Vo+VF+rLIL)/L(V_o + V_F + r_LI_L)/L จะได้ 12.52×0.4856×20μ/300μ=0.40512.52\times0.4856\times20\mu/300\mu = 0.405 A)

  5. ความสูญเสียที่ D=0.5144D = 0.5144: PRon=Ron D(IL2+ΔiL2/12)=0.05(0.5144)(1.4537)=0.0374P_{R_{on}} = R_{on}\,D(I_L^2 + \Delta i_L^2/12) = 0.05(0.5144)(1.4537) = 0.0374 W · Pdiode=VF(1−D)IL=0.4(0.4856)(1.2)=0.2331P_{diode} = V_F(1-D)I_L = 0.4(0.4856)(1.2) = 0.2331 W · PCu=rL(IL2+ΔiL2/12)=0.1454P_{Cu} = r_L(I_L^2 + \Delta i_L^2/12) = 0.1454 W รวม 0.4160.416 W → η=14.414.4+0.416=97.2%\eta = \dfrac{14.4}{14.4 + 0.416} = 97.2\% (ซิมูเลเตอร์ให้ 97.19%; ยังไม่รวมการสูญเสียจากการสวิตช์)

  6. บทเรียน: ไดโอดกินมากที่สุด (56 % ของความสูญเสีย) เพราะ VFV_F คงที่คูณกระแส — นี่คือเหตุผลที่แหล่งจ่าย 5 V หรือ 3.3 V ใช้ synchronous (แทน VF=0.4V_F = 0.4 V ด้วย MOSFET RonR_{on} ไม่กี่ mΩ)

ตัวอย่าง H-3

แหล่งจ่ายอินพุตเปลี่ยนค่า: 18–30 V → 12 V

  1. ช่วงดิวตี้ (อุดมคติ): D=12/18=0.667D = 12/18 = 0.667 (Vin ต่ำสุด) ถึง D=12/30=0.4D = 12/30 = 0.4 (Vin สูงสุด)

  2. ริปเปิลที่ Vg=18,24,30V_g = 18, 24, 30 V (H5): ΔiL=0.267, 0.40, 0.48\Delta i_L = 0.267,\ 0.40,\ 0.48 A ตามลำดับ — ริปเปิลสูงสุดที่ 30 V ใช้ที่นี่ออกแบบ L และกระแสพีก IL,max⁡=1.2+0.24=1.44I_{L,\max} = 1.2 + 0.24 = 1.44 A

  3. ตรวจ CCM ที่โหลด 0.2 A: ขอบ Io,crit=ΔiL/2=0.133, 0.2, 0.24I_{o,crit} = \Delta i_L/2 = 0.133,\ 0.2,\ 0.24 A — ที่ 30 V ต้องมีโหลด ≥ 0.24 A จึงยังเป็น CCM ถ้าต้องการ CCM ถึง 0.12 A (10 % ของโหลด) ต้องใช้ L≥12(1−0.4)2(50k)(0.12)=600 μL \ge \dfrac{12(1-0.4)}{2(50k)(0.12)} = 600\ \muH

  4. ตัวควบคุมต้องเปลี่ยน D เองเมื่อ Vin เปลี่ยน — แบบ open-loop จะได้ VoV_o แปรตาม VgV_g ตรงๆ (Vo=DVgV_o = DV_g) ซึ่งเป็นเหตุผลของวงป้อนกลับและ ฟังก์ชันถ่ายโอน GvgG_{vg}

แล็บ: รูปคลื่นบั๊ก CCM/DCM เทียบสูตรกับซิมูเลชันสวิตชิ่ง พื้นฐาน

เลือก ตั้งดิวตี้ D เอง เพื่อดูว่า VoV_o เป็นเท่าไร หรือเลือก ให้คำนวณ D จาก Vo เป้าหมาย เพื่อดูว่าสูตรให้ DD เท่าไร แล้วดูว่า VoV_o จากการจำลองตรงเป้าหรือไม่ กราฟใช้สีพื้นหลังแยกช่วง ON (ฟ้า) และ OFF (ส้ม) ตารางด้านล่างเทียบสูตรกับการจำลองทีละตัวเลข

ใบงานทดลอง

ใบงาน A1 — ตรวจ Vo=DVgV_o = DV_g: เริ่มจาก CCM ตั้ง D = 0.3, 0.5, 0.7 บันทึก VoV_o เทียบ D⋅24D\cdot24 ความต่างเท่ากับ 0 ใช่ไหม ทำไม VoV_o ไม่ขึ้นกับ R, L, C

ใบงาน A2 — ริปเปิลกับ L: ลด L เหลือครึ่งหนึ่ง (150 µH) ΔiL ต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า (0.8 A) ตรวจ IL,min⁡I_{L,\min} ว่ายังบวกอยู่ไหม แล้วลอง L = 47 µH ที่ fs = 20 kHz

ใบงาน A3 — หาขอบเขต CCM: เริ่มที่ R = 60 Ω (ขอบพอดี IL,min⁡I_{L,\min} ≈ 0) เพิ่ม R ทีละน้อยแล้วดูว่ารูปคลื่น iL เริ่มมีช่วงราบเมื่อใด เปลี่ยนมาเป็น Synchronous แล้วเปรียบเทียบ

ใบงาน A4 — ค่าแฝงกับดิวตี้: โหลดตัวอย่าง "ค่าแฝงจริง" ซึ่งตั้งโหมดคำนวณ D จาก Vo เป้าหมาย 12 V บันทึก D (ต้องได้ 0.5144 ตามตัวอย่าง H-2) แล้วสลับไปโหมดตั้ง D เอง ใส่ D = 0.5 ดูว่า VoV_o ตกเท่าไร (11.65 V)

ใบงาน A5 — Vin เปลี่ยน: โหลด Vin = 48 V ในโหมดคำนวณ D (ต้องได้ 0.25) เปรียบเทียบ ΔiL กับกรณี 24 V ที่ L เท่าเดิม ว่าเพิ่มขึ้นกี่เท่า (สูตร H5: ∝(1−D)\propto (1-D))

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ DD แทน D′D' ตอนคิดไดโอด: กระแสไดโอดเฉลี่ยคือ (1−D)Io(1-D)I_o ไม่ใช่ DIoD I_o · กระแสสวิตช์เฉลี่ยคือ DIoD I_o
  • ออกแบบ L ที่ Vg,nomV_{g,nom}: ริปเปิลสูงสุดและขอบ CCM แย่สุดที่ Vg,max⁡V_{g,\max}
  • ลืมว่า H9 ขึ้นกับกระแสโหลด: ตั้ง D คงที่ตามสูตรอุดมคติแล้วแรงดันตกเมื่อโหลดหนัก → ต้องมีวงป้อนกลับ
  • ใช้สูตร CCM กับวงจรที่เข้า DCM: VoV_o จริงจะสูงกว่า DVgDV_g มาก ตรวจ K>1−DK > 1-D ก่อนทุกครั้ง
  • บวกริปเปิลแรงดันสองส่วนตรงๆ แล้วถือเป็นค่าจริง: เป็นขอบบน ใช้เป็นเกณฑ์ออกแบบปลอดภัยได้ แต่ค่าวัดจริงต่ำกว่า

สรุปผลและก้าวต่อไป

ปริมาณCCM อุดมคติมีค่าแฝง
ดิวตี้ที่ต้องใช้D=Vo/VgD = V_o/V_gD=Vo+VF+IL(rL+Rd)Vg+VF−IL(Ron−Rd)D = \dfrac{V_o + V_F + I_L(r_L+R_d)}{V_g + V_F - I_L(R_{on}-R_d)}
กระแสตัวเหนี่ยวนำเฉลี่ยIL=Vo/RI_L = V_o/Rเท่ากัน (charge balance)
ริปเปิลกระแสΔiL=Vo(1−D)/(Lfs)\Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s)ใกล้เคียง (ผิดไม่กี่ %)
เงื่อนไข CCM2L/(RTs)>1−D2L/(RT_s) > 1-Dตรวจ IL,min⁡>0I_{L,\min} > 0
กระแสอินพุตเฉลี่ยIg=D ILI_g = D\,I_LIg=D ILI_g = D\,I_L (รวมความสูญเสียแล้ว Pin=Pout+PlossP_{in} = P_{out} + P_{loss})

ต่อไป: โหลดเบาจนกระแสลงถึงศูนย์ → บั๊กโหมด DCM · เมื่อต้องการให้เครื่องตอบสนองต่อการเปลี่ยนค่า → แบบจำลองเฉลี่ย → ฟังก์ชันถ่ายโอน → ออกแบบและทดสอบโหลดหลายสภาวะ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมบั๊กโหมด CCM จึงได้ Vo = D·Vin?

ในสถานะคงตัวกระแสตัวเหนี่ยวนำต้องกลับมาค่าเดิมเมื่อสิ้นคาบ ช่วง ON ตัวเหนี่ยวนำรับแรงดัน Vin − Vo นาน D·Ts ช่วง OFF รับ −Vo นาน (1−D)·Ts พื้นที่แรงดัน-เวลา (volt-second) ทั้งสองต้องหักล้างกัน (Vin − Vo)·D = Vo·(1−D) จึงได้ Vo = D·Vin

ถ้ามีความต้านทานแฝง ต้องตั้งดิวตี้เท่าไรจึงได้ Vo ที่ต้องการ?

D = (Vo + Vf + IL(rL + Rd)) / (Vin + Vf − IL(Ron − Rd)) เมื่อ IL = Vo/R คือกระแสโหลด Ron คือ Rds(on) ของสวิตช์ rL คือ DCR ของตัวเหนี่ยวนำ Vf และ Rd คือแรงดันตกและความต้านทานของไดโอด ค่านี้มากกว่า Vo/Vin เล็กน้อยเสมอ และเพิ่มขึ้นตามกระแสโหลด

วงจรบั๊กอยู่ในโหมด CCM เมื่อใด?

เมื่อกระแสตัวเหนี่ยวนำไม่ลงถึงศูนย์ คือกระแสโหลด Io มากกว่าครึ่งหนึ่งของริปเปิล ΔiL/2 เทียบเท่า K = 2L/(R·Ts) มากกว่า 1 − D ถ้าใช้ synchronous rectifier กระแสติดลบได้จึงเป็น CCM เสมอ

ควรคำนวณริปเปิลกระแสที่ Vin ค่าไหน?

ที่ Vin สูงสุด เพราะ ΔiL = Vo(1−D)/(L·fs) และ D = Vo/Vin ต่ำสุดเมื่อ Vin สูงสุด ทำให้ริปเปิลมากสุดและเป็นกรณีที่ใกล้หลุด CCM ที่สุดด้วย

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์