- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แล็บ FG + สโคป
- ออปแอมป์
// บทที่ 12.7 · แล็บ FG + สโคป · Op-Amp Lab
ออปแอมป์บนโต๊ะแล็บ: ขยาย อินทิเกรต ดิฟเฟอเรนชิเอต คอมพาเรเตอร์ และชมิตต์ทริกเกอร์
ออปแอมป์ทำให้วงจร RC ที่เรียนมามีเกน ไม่ถูกโหลด และทำคณิตศาสตร์ได้จริง: บวก ลบ ขยาย อินทิเกรต และดิฟเฟอเรนชิเอต หน้านี้ไล่ตั้งแต่สูตรเกนพื้นฐานไปจนถึงขีดจำกัดที่เจอบนโต๊ะแล็บทุกครั้ง คืออิ่มตัว แบนด์วิดท์ และสลูว์เรต ซึ่งตำราหลายเล่มข้ามไป แต่เป็นเหตุผลที่ภาพบนสโคปไม่ตรงกับการบ้าน สูตรใช้รหัส U
- มีป้อนกลับลบ: , กระแสเข้าขาเป็นศูนย์ · กลับเฟส · ไม่กลับเฟส
- ขาออกไม่เกิน ≈ แหล่งจ่าย − 1.5 ถึง 2 V (ยกเว้นรุ่น rail-to-rail)
- แบนด์วิดท์ = GBW / noise gain · สัญญาณใหญ่ต้อง
- มีป้อนกลับบวก = ชมิตต์ทริกเกอร์ ไม่มีป้อนกลับ = คอมพาเรเตอร์ กฎ ใช้ไม่ได้
วงจรขยายกลับเฟสและไม่กลับเฟส พื้นฐาน
ออปแอมป์ขยายผลต่างระหว่างขาบวกกับขาลบด้วยเกนมหาศาล (10⁵–10⁶ เท่า) เมื่อต่อป้อนกลับจากขาออกมาขาลบ วงจรจะปรับขาออกเองจนขาทั้งสองแทบเท่ากัน เกนของวงจรจึงถูกกำหนดด้วยตัวต้านทานภายนอกเท่านั้น ไม่ขึ้นกับตัวออปแอมป์ ใช้ไฟเลี้ยงคู่ ±12 V หรือ ±15 V และต่อตัวเก็บประจุ 100 nF คร่อมขาไฟเลี้ยงใกล้ตัวไอซีเสมอ
U3 Ideal op-amp rules (negative feedback) กฎของออปแอมป์อุดมคติ
ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีป้อนกลับลบและขาออกยังไม่อิ่มตัว · วงจรกลับเฟส ขาลบเป็น “กราวด์เสมือน” (0 V)
U1 Inverting amplifier วงจรขยายกลับเฟส
ขับจากเครื่องกำเนิดสัญญาณโดยตรง 50 Ω ของเครื่องอนุกรมกับ : เมื่อคิดจาก emf
U2 Non-inverting amplifier and follower วงจรขยายไม่กลับเฟสและบัฟเฟอร์
บัฟเฟอร์เกน 1 ใช้กั้นวงจรที่ความต้านทานสูงไม่ให้ถูกโหลด เช่น ขาออกวงจร RC ก่อนต่อเข้าวงจรถัดไป
U4 Output swing and clipping ขีดจำกัดแรงดันขาออก
ราว 1.5–2 V สำหรับ LM741/TL081 รุ่น rail-to-rail เหลือเพียงไม่กี่สิบ mV
วงจรกลับเฟส = 10 kΩ, = 47 kΩ, TL081 ไฟ ±15 V ป้อนจากเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp หาขาออก และขาเข้าสูงสุดก่อนตัดยอด
ขาออก 4.68 Vpp ถ้าเพิ่มขาเข้าเกิน 5.8 Vpp ยอดจะถูกตัดแบนที่ ±13.5 V ลองในสโคปจำลอง: เพิ่มแอมพลิจูดแล้วดูยอดแบน
วงจรไม่กลับเฟสเกน 2: ขาออกมีเฟสเดียวกับขาเข้า ลองเปลี่ยน แล้วดูเกน
ทำไมไม่ตรงทฤษฎี: อิ่มตัว แบนด์วิดท์ และสลูว์เรต กลาง
ภาพบนสโคปที่ “ผิด” จากสูตรเกน มักมีสาเหตุหนึ่งในสามข้อนี้ ดูรูปทรงก็แยกได้ทันที: ยอดแบน = อิ่มตัว · ไซน์กลายเป็นสามเหลี่ยม = สลูว์เรต · ยังเป็นไซน์แต่เล็กลงและเฟสล้าหลัง = แบนด์วิดท์
U5 Closed-loop bandwidth (GBW) แบนด์วิดท์วงปิด
ใช้ noise gain ทั้งวงจรกลับเฟสและไม่กลับเฟส: วงจรกลับเฟสเกน −1 มี NG = 2 แบนด์วิดท์จึงแค่ GBW/2
U6 Slew rate and full-power bandwidth สลูว์เรตและแบนด์วิดท์กำลังเต็ม
วัด SR ได้จากความชันของขอบเมื่อป้อนคลื่นสี่เหลี่ยมใหญ่
| ออปแอมป์ | GBW | สลูว์เรต | ขาออกห่างไฟเลี้ยง | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| LM741 | ≈ 1 MHz | 0.5 V/µs | ≈ 2 V | สาธิตขีดจำกัด สอนพื้นฐาน |
| LM358 | ≈ 1 MHz | 0.3 V/µs | ลงถึง 0 V ได้ ขึ้นไม่ถึง | ไฟเลี้ยงเดี่ยว 5–30 V งาน DC และเซนเซอร์ |
| TL081 / TL072 | ≈ 3 MHz | 13 V/µs | ≈ 1.5 V | เสียง ตัวกรอง อินทิเกรเตอร์ (ขาเข้า JFET กระแสไบแอสต่ำ) |
| NE5532 | ≈ 10 MHz | 9 V/µs | ≈ 1.5–2 V | เสียงคุณภาพสูง นอยส์ต่ำ |
| MCP6002 | ≈ 1 MHz | 0.6 V/µs | rail-to-rail | ไมโครคอนโทรลเลอร์ 3.3/5 V |
ค่าเป็นค่าโดยทั่วไปจากเอกสารข้อมูลของผู้ผลิต ต่างกันตามผู้ผลิตและเงื่อนไขทดสอบ ตรวจสอบเอกสารข้อมูลของชิ้นที่ใช้จริงเสมอ ในสโคปจำลองใช้ค่าตามตารางนี้
LM741 ไม่กลับเฟส = 99 kΩ, = 1 kΩ ป้อนไซน์ 50 mVpp 50 kHz ขาออกเท่าไร
ได้แค่ 0.98 Vpp แทน 5 Vpp และล้าหลังเกือบ 80° ยังเป็นไซน์สวย จึงเป็นขีดจำกัดแบนด์วิดท์ ไม่ใช่สลูว์เรต (ต้องการแค่ V/µs) แก้โดยใช้ออปแอมป์ GBW สูงขึ้น หรือแบ่งเป็นสองภาคเกน 10
LM741 (SR = 0.5 V/µs) ไม่กลับเฟสเกน 10 ป้อน 2 Vpp ต้องการขาออก 20 Vpp ใช้ได้ถึงความถี่เท่าไร ที่ 20 kHz เกิดอะไรขึ้น
แบนด์วิดท์กำลังเต็ม = 10 V U6
ที่ 20 kHz ต้องการความชัน
ขาออกกลายเป็นสามเหลี่ยม ความชัน 0.5 V/µs ในครึ่งคาบ 25 µs
ใช้ได้ถึงราว 8 kHz ที่ 20 kHz ขาออกเป็นสามเหลี่ยมราว 12.5 Vpp ทั้งที่แบนด์วิดท์จาก GBW (100 kHz) ยังเหลือเฟือ เปลี่ยนเป็น TL081 (13 V/µs) ปัญหาหายทันที ลองเลือกออปแอมป์ในสโคปจำลอง
อิ่มตัว: ขาเข้า 8 Vpp ขยาย −4.7 เท่าควรได้ 37.6 Vpp แต่ไฟเลี้ยง ±15 V ยอดจึงแบนที่ราว ±13.5 V ลดแอมพลิจูดจนยอดกลับมาโค้ง
อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ กลาง
แทนตัวต้านทานป้อนกลับด้วยตัวเก็บประจุ กระแส ไหลเข้า C ทั้งหมด (เพราะขาลบเป็นกราวด์เสมือน) แรงดันคร่อม C จึงเป็นปริพันธ์ของขาเข้า สลับตำแหน่ง R กับ C ได้อนุพันธ์ ต่างจากวงจร RC พาสซีฟตรงที่ขาออกไม่ถูกลดทอนและไม่มีเงื่อนไขว่าความถี่ต้องสูงกว่าหรือต่ำกว่า มาก
U7 Op-amp integrator อินทิเกรเตอร์
มี ขนาน C: เกน DC และอินทิเกรตได้เมื่อ
U8 Square → triangle amplitude แอมพลิจูดสามเหลี่ยมจากอินทิเกรเตอร์
ขาเข้าสี่เหลี่ยม ± ใช้ ถ้าป้อนจากเครื่องโดยตรง
U9 Op-amp differentiator ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
อนุกรม C ทำให้เกนคงที่ที่ เหนือ
อินทิเกรเตอร์ R = 10 kΩ, C = 10 nF, = 1 MΩ ป้อนสี่เหลี่ยม 2 Vpp 1 kHz ตรงจากเครื่อง ขาออกเป็นอย่างไร
สามเหลี่ยม 4.98 Vpp กลับขั้ว (ขาเข้าสูง ขาออกลาดลง) ใหญ่กว่าขาเข้า ต่างจาก RC พาสซีฟที่ได้แค่ไม่กี่ร้อย mV ลดความถี่ลงครึ่งหนึ่ง แอมพลิจูดจะเพิ่มเป็นสองเท่า
ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ = 10 kΩ, C = 10 nF, = 100 Ω ป้อนสามเหลี่ยม 2 Vpp 1 kHz ขาออกเท่าไร
ความชันของสามเหลี่ยม ±1 V ที่ 1 kHz
ขาออก U9
สี่เหลี่ยม ±0.4 V (0.8 Vpp) กลับขั้ว ขอบของสี่เหลี่ยมมนเล็กน้อยเพราะ และ 50 Ω จำกัดแบนด์วิดท์ไว้ที่ kHz
คอมพาเรเตอร์ พื้นฐาน
ไม่มีป้อนกลับ ออปแอมป์จะขยายผลต่างด้วยเกนวงเปิดทั้งหมด ขาออกจึงอยู่ที่ หรือ เท่านั้น ใช้แปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นลอจิก เช่น ตรวจอุณหภูมิเกิน ตรวจจุดตัดศูนย์ของไฟบ้าน ปัญหาคือเมื่อสัญญาณข้ามระดับอ้างอิงช้า ๆ และมีนอยส์ ขาออกจะสลับไปมาหลายครั้ง (chatter) ในงานจริงควรใช้ไอซีคอมพาเรเตอร์ เช่น LM393 ซึ่งเร็วกว่าและขาออกเป็นแบบ open-collector ต่อกับลอจิกได้ง่าย
U10 Comparator คอมพาเรเตอร์
เวลาสลับจำกัดด้วยสลูว์เรต: LM741 ที่ไฟ ±15 V แกว่งราว 26 V ใช้เวลาราว ต่อการสลับหนึ่งครั้ง
ลองเอง: ไซน์ 100 Hz มีนอยส์ เข้าคอมพาเรเตอร์ที่ระดับ 0 V เพิ่มหรือลดนอยส์แล้วดูขาออกสั่นที่จุดตัดศูนย์
ชมิตต์ทริกเกอร์: คอมพาเรเตอร์ที่มีฮิสเทอรีซิส กลาง
ป้อนกลับบวกบางส่วนจากขาออกมาขาบวก ระดับตัดสินจึงขึ้นกับสถานะของขาออก ตอนขาออกเป็นบวก ระดับอยู่สูง () ตอนเป็นลบ ระดับอยู่ต่ำ () เมื่อสลับแล้ว นอยส์ต้องใหญ่กว่าช่องว่างนี้จึงจะดึงให้สลับกลับได้ ทริกเกอร์ของสโคปก็ใช้หลักการเดียวกัน
U11 Inverting Schmitt trigger ชมิตต์ทริกเกอร์แบบกลับเฟส
จากขาออกถึงขาบวก จากขาบวกลงกราวด์ สัญญาณเข้าขาลบ · ต่อ กับแรงดันอ้างอิงแทนกราวด์ เพื่อเลื่อนศูนย์กลางของสองระดับ
U12 Non-inverting Schmitt trigger ชมิตต์ทริกเกอร์แบบไม่กลับเฟส
สัญญาณเข้าทาง สู่ขาบวก ป้อนกลับจากขาออกถึงขาบวก ขาลบลงกราวด์ ใช้เป็นภาคแรกของ เครื่องกำเนิดสี่เหลี่ยม-สามเหลี่ยม
TL081 ไฟ ±15 V ( ≈ 13.5 V) = 10 kΩ, = 1 kΩ หาระดับทั้งสอง ถ้าสัญญาณมีนอยส์ราว 0.7 Vpp ใช้ได้ไหม
อัตราส่วนป้อนกลับ U11
ระดับและฮิสเทอรีซิส
ฮิสเทอรีซิส 2.45 V กว้างกว่านอยส์ 0.7 Vpp มาก จึงสลับสะอาด ข้อแลกเปลี่ยนคือขาออกสลับช้ากว่าจุดตัดศูนย์ (ต้องรอให้ขาเข้าถึง ±1.23 V) ถ้าต้องการเวลาแม่นให้ลดฮิสเทอรีซิสลงแต่ยังกว้างกว่านอยส์
วงจรรวมสัญญาณและวงจรผลต่าง กลาง
วงจรกลับเฟสที่มีหลายขาเข้าคือวงจรบวก (มิกเซอร์เสียง DAC แบบถ่วงน้ำหนัก) ส่วนวงจรผลต่างขยายเฉพาะความต่างของสองสัญญาณ ตัดส่วนที่เหมือนกัน (common mode) ทิ้ง เป็นพื้นฐานของการวัดกระแสด้วยชันต์และเครื่องขยายเครื่องมือวัด (instrumentation amplifier)
U13 Summing amplifier วงจรรวมสัญญาณ
ใช้รวมสัญญาณจากเครื่องกำเนิดสัญญาณกับออฟเซต DC หรือรวมสองความถี่เพื่อดูบีตบนสโคป
U14 Difference amplifier วงจรผลต่าง
ตัวต้านทานไม่ตรงกัน 1 % ทำให้ CMRR เหลือราว 40 dB จึงควรใช้ตัวต้านทาน 0.1 % หรือไอซีวงจรผลต่างสำเร็จรูป
ตัวกรองแอกทีฟ กลาง ขั้นสูง
ตัวกรอง RC พาสซีฟถูกโหลดได้และต่อหลายภาคไม่ได้ตรง ๆ ออปแอมป์แก้ทั้งสองปัญหา วัดผลตอบสนองความถี่ของตัวกรองแอกทีฟด้วยวิธีเดียวกับ การเก็บกราฟโบด และจำไว้ว่าเกนจะลดลงเพิ่มที่ความถี่สูงเพราะ GBW U5
U15 First-order active low-pass ต่ำผ่านแอกทีฟอันดับหนึ่ง
วงจรกลับเฟสที่มี ขนาน = อินทิเกรเตอร์ที่มี นั่นเอง
U16 Sallen–Key low-pass (unity gain) ตัวกรองต่ำผ่าน Sallen–Key อันดับสอง
ต่อจากจุดกลาง – ไปขาออก จากขาบวกลงกราวด์ · : · Butterworth ใช้
ตัวกรองต่ำผ่าน Sallen–Key เกน 1 ความถี่ตัด 1 kHz แบบ Butterworth ใช้ = 10 kΩ หาค่าตัวเก็บประจุ
Butterworth: U16
จากความถี่
แยกค่า
ใช้ค่ามาตรฐาน = 22 nF, = 11 nF (หรือ 10 nF + 1 nF ขนาน) ความชันเหนือ 1 kHz เป็น −40 dB/ดีเคด ตรวจด้วยการวัดว่าที่ 1 kHz ได้ −3 dB และเฟส −90° (อันดับสองที่ )
ออฟเซตและการแก้ปัญหาบนโต๊ะแล็บ ขั้นสูง พื้นฐาน
U17 Output offset ออฟเซตที่ขาออก
เกน 101 กับ = 2 mV ได้ออฟเซต 0.2 V ที่ขาออก · ใส่ตัวต้านทาน ที่ขาบวกเพื่อหักล้างผลของกระแสไบแอส
| อาการ | สาเหตุที่พบบ่อย | ตรวจ / แก้ |
|---|---|---|
| ขาออกค้างที่ +V หรือ −V | ต่อป้อนกลับเข้าขาบวกผิด · ขาดป้อนกลับ · อินทิเกรเตอร์ไม่มี | ตรวจขา 2 (−) 3 (+) 6 (out) ของไอซี 8 ขา |
| ขาออกแกว่งความถี่สูงเองทั้งที่ไม่มีขาเข้า | ไม่มีตัวเก็บประจุคร่อมไฟเลี้ยง · สายยาว · โหลดเป็นความจุ | 100 nF ที่ขาไฟเลี้ยง · ตัวต้านทาน 50–100 Ω อนุกรมขาออก |
| ยอดล่างแบนที่ 0 V (ไฟเดี่ยว) | LM358 ไฟเลี้ยงเดี่ยวแต่สัญญาณมีลบ | ยกขาเข้าด้วยไบแอส และคัปปลิงด้วย C |
| ไซน์เป็นสามเหลี่ยม | สลูว์เรต | U6 |
| เกนต่ำลงที่ความถี่สูง | GBW | U5 |
| ค่าเกนเพี้ยนเล็กน้อยเมื่อ ค่าน้อย | 50 Ω ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ | U1 หรือบัฟเฟอร์ก่อน |
| เห็นฮัม 50 Hz ที่ขาออก | ขาเข้าลอย ลูปกราวด์ | ต่อตัวต้านทานลงกราวด์ที่ขาเข้า ใช้กราวด์จุดเดียว |
ไปต่อ: ใช้ออปแอมป์ สร้างเครื่องกำเนิดสัญญาณเอง หรือดู งานประยุกต์ที่เจอบ่อย ส่วนการวิเคราะห์ด้วยฟังก์ชันถ่ายโอนต่อได้ที่ การแปลงลาปลาซ และ ระบบอันดับสอง
ต่อยอด: ออปแอมป์เป็นตัวควบคุม
วงจรอินเวอร์ติงที่มี R และ C ในหน้านี้คือตัวควบคุมแบบแอนะล็อก: PID ด้วยออปแอมป์ตัวเดียว ตัวชดเชย lead และ lag และตัวชดเชย Type II/III ของพาวเวอร์ซัพพลาย ส่วนแอมป์ป้อนกลับเองก็คือระบบควบคุมป้อนกลับ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมวงจรขยายออปแอมป์ให้เกนต่ำกว่าที่คำนวณเมื่อความถี่สูงขึ้น?
ออปแอมป์มีผลคูณเกนแบนด์วิดท์ (GBW) คงที่ เช่น LM741 ราว 1 MHz วงจรเกน 100 จึงมีแบนด์วิดท์แค่ 1 MHz/100 = 10 kHz เหนือความถี่นี้เกนลดลง 20 dB ต่อดีเคด และถ้าสัญญาณขาออกใหญ่ ขีดจำกัดสลูว์เรตจะมาถึงก่อน ทำให้ไซน์กลายเป็นสามเหลี่ยม
สลูว์เรตกับแบนด์วิดท์ต่างกันอย่างไร?
แบนด์วิดท์ (จาก GBW) เป็นพฤติกรรมเชิงเส้น ขาออกยังเป็นไซน์แต่เล็กลงและเฟสล้าหลัง ไม่ขึ้นกับขนาดสัญญาณ ส่วนสลูว์เรตเป็นขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ขาออกเปลี่ยนได้ (V/µs) ขึ้นกับขนาดสัญญาณ ไซน์ใหญ่จะเพี้ยนเป็นสามเหลี่ยม เงื่อนไขคือ 2πfV_p ≤ SR
ชมิตต์ทริกเกอร์ต่างจากคอมพาเรเตอร์ธรรมดาอย่างไร?
คอมพาเรเตอร์มีระดับตัดสินเดียว ถ้าสัญญาณมีนอยส์และข้ามระดับช้า ๆ ขาออกจะสลับไปมาหลายครั้ง ชมิตต์ทริกเกอร์ใช้การป้อนกลับบวกสร้างสองระดับ V_TH และ V_TL เมื่อสลับแล้วต้องข้ามอีกระดับหนึ่งจึงจะสลับกลับ ช่องว่างระหว่างสองระดับ (ฮิสเทอรีซิส) ต้องกว้างกว่านอยส์ยอดถึงยอด
ทำไมอินทิเกรเตอร์ออปแอมป์ต้องมีตัวต้านทานขนานกับตัวเก็บประจุ?
ออปแอมป์จริงมีแรงดันออฟเซตและกระแสไบแอส ซึ่งเป็น DC เล็ก ๆ ที่อินทิเกรเตอร์อุดมคติจะสะสมไปเรื่อย ๆ จนขาออกอิ่มตัว ตัวต้านทาน R_p ขนาน C จำกัดเกน DC ไว้ที่ R_p/R วงจรจึงอินทิเกรตเฉพาะความถี่สูงกว่า 1/(2πR_pC) และไม่ลอยไปอิ่มตัว