พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แล็บ FG + สโคป
  4. ออปแอมป์

// บทที่ 12.7 · แล็บ FG + สโคป · Op-Amp Lab

ออปแอมป์บนโต๊ะแล็บ: ขยาย อินทิเกรต ดิฟเฟอเรนชิเอต คอมพาเรเตอร์ และชมิตต์ทริกเกอร์

ออปแอมป์ทำให้วงจร RC ที่เรียนมามีเกน ไม่ถูกโหลด และทำคณิตศาสตร์ได้จริง: บวก ลบ ขยาย อินทิเกรต และดิฟเฟอเรนชิเอต หน้านี้ไล่ตั้งแต่สูตรเกนพื้นฐานไปจนถึงขีดจำกัดที่เจอบนโต๊ะแล็บทุกครั้ง คืออิ่มตัว แบนด์วิดท์ และสลูว์เรต ซึ่งตำราหลายเล่มข้ามไป แต่เป็นเหตุผลที่ภาพบนสโคปไม่ตรงกับการบ้าน สูตรใช้รหัส U

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • มีป้อนกลับลบ: v+=v−v_+ = v_-, กระแสเข้าขาเป็นศูนย์ · กลับเฟส −Rf/Ri-R_f/R_i · ไม่กลับเฟส 1+Rf/Ri1 + R_f/R_i
  • ขาออกไม่เกิน ±Vsat\pm V_{sat} ≈ แหล่งจ่าย − 1.5 ถึง 2 V (ยกเว้นรุ่น rail-to-rail)
  • แบนด์วิดท์ = GBW / noise gain · สัญญาณใหญ่ต้อง 2πfVp≤SR2\pi f V_p \le SR
  • มีป้อนกลับบวก = ชมิตต์ทริกเกอร์ ไม่มีป้อนกลับ = คอมพาเรเตอร์ กฎ v+=v−v_+ = v_- ใช้ไม่ได้
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

วงจรขยายกลับเฟสและไม่กลับเฟส พื้นฐาน

ออปแอมป์ขยายผลต่างระหว่างขาบวกกับขาลบด้วยเกนมหาศาล (10⁵–10⁶ เท่า) เมื่อต่อป้อนกลับจากขาออกมาขาลบ วงจรจะปรับขาออกเองจนขาทั้งสองแทบเท่ากัน เกนของวงจรจึงถูกกำหนดด้วยตัวต้านทานภายนอกเท่านั้น ไม่ขึ้นกับตัวออปแอมป์ ใช้ไฟเลี้ยงคู่ ±12 V หรือ ±15 V และต่อตัวเก็บประจุ 100 nF คร่อมขาไฟเลี้ยงใกล้ตัวไอซีเสมอ

FGR_i−+R_fCH1CH2กลับเฟส: A = −R_f / R_iFG−+R_fR_iCH1CH2ไม่กลับเฟส: A = 1 + R_f / R_i
สองวงจรพื้นฐาน: CH1 วัดขาเข้า CH2 วัดขาออก กราวด์ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ สโคป และแหล่งจ่ายต่อร่วมกัน

U3 Ideal op-amp rules (negative feedback) กฎของออปแอมป์อุดมคติ

v+=v−,i+=i−=0v_+ = v_-,\qquad i_+ = i_- = 0

ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีป้อนกลับลบและขาออกยังไม่อิ่มตัว · วงจรกลับเฟส ขาลบเป็น “กราวด์เสมือน” (0 V)

U1 Inverting amplifier วงจรขยายกลับเฟส

Av=−RfRi,Rin=RiA_v = -\frac{R_f}{R_i},\qquad R_{in} = R_i

ขับจากเครื่องกำเนิดสัญญาณโดยตรง 50 Ω ของเครื่องอนุกรมกับ RiR_i: Av=−Rf/(Ri+50)A_v = -R_f/(R_i + 50) เมื่อคิดจาก emf

U2 Non-inverting amplifier and follower วงจรขยายไม่กลับเฟสและบัฟเฟอร์

Av=1+RfRi,Rin→∞;Rf=0: Av=1A_v = 1 + \frac{R_f}{R_i},\qquad R_{in} \to \infty;\quad R_f = 0:\ A_v = 1

บัฟเฟอร์เกน 1 ใช้กั้นวงจรที่ความต้านทานสูงไม่ให้ถูกโหลด เช่น ขาออกวงจร RC ก่อนต่อเข้าวงจรถัดไป

U4 Output swing and clipping ขีดจำกัดแรงดันขาออก

∣vo∣≤Vsat≈VCC−Vdrop,Vin,max=Vsat∣Av∣|v_o| \le V_{sat} \approx V_{CC} - V_{drop},\qquad V_{in,max} = \frac{V_{sat}}{|A_v|}

VdropV_{drop} ราว 1.5–2 V สำหรับ LM741/TL081 รุ่น rail-to-rail เหลือเพียงไม่กี่สิบ mV

ตัวอย่าง U-1 · เกนจริงและจุดอิ่มตัว

วงจรกลับเฟส RiR_i = 10 kΩ, RfR_f = 47 kΩ, TL081 ไฟ ±15 V ป้อนจากเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp หาขาออก และขาเข้าสูงสุดก่อนตัดยอด

  1. เกนรวม 50 Ω U1

    Av=−47 00010 050=−4.68⇒vo=4.68 Vpp (กลับเฟส 180°)A_v = -\frac{47\,000}{10\,050} = -4.68\quad\Rightarrow\quad v_o = 4.68\ \text{Vpp (กลับเฟส 180°)}
  2. Vsat≈15−1.5=13.5V_{sat} \approx 15 - 1.5 = 13.5 V U4

    Vin,max=2×13.54.68=5.77 VppV_{in,max} = \frac{2\times13.5}{4.68} = 5.77\ \text{Vpp}

ขาออก 4.68 Vpp ถ้าเพิ่มขาเข้าเกิน 5.8 Vpp ยอดจะถูกตัดแบนที่ ±13.5 V ลองในสโคปจำลอง: เพิ่มแอมพลิจูดแล้วดูยอดแบน

วงจรไม่กลับเฟสเกน 2: ขาออกมีเฟสเดียวกับขาเข้า ลองเปลี่ยน RfR_f แล้วดูเกน

ทำไมไม่ตรงทฤษฎี: อิ่มตัว แบนด์วิดท์ และสลูว์เรต กลาง

ภาพบนสโคปที่ “ผิด” จากสูตรเกน มักมีสาเหตุหนึ่งในสามข้อนี้ ดูรูปทรงก็แยกได้ทันที: ยอดแบน = อิ่มตัว · ไซน์กลายเป็นสามเหลี่ยม = สลูว์เรต · ยังเป็นไซน์แต่เล็กลงและเฟสล้าหลัง = แบนด์วิดท์

อิ่มตัว (clipping)สลูว์เรต: ไซน์ → สามเหลี่ยมแบนด์วิดท์: เล็กลง + ล้าหลัง
สีเหลืองคือขาออกที่ควรจะเป็น สีฟ้าคือขาออกจริงภายใต้ขีดจำกัดแต่ละแบบ

U5 Closed-loop bandwidth (GBW) แบนด์วิดท์วงปิด

f−3dB=GBWNG,NG=1+RfRif_{-3dB} = \frac{GBW}{NG},\qquad NG = 1 + \frac{R_f}{R_i} ∣A(f)∣≈∣Av∣1+(f/f−3dB)2|A(f)| \approx \frac{|A_v|}{\sqrt{1 + (f/f_{-3dB})^2}}

ใช้ noise gain ทั้งวงจรกลับเฟสและไม่กลับเฟส: วงจรกลับเฟสเกน −1 มี NG = 2 แบนด์วิดท์จึงแค่ GBW/2

U6 Slew rate and full-power bandwidth สลูว์เรตและแบนด์วิดท์กำลังเต็ม

∣dvodt∣max=2πfVp≤SR,fFPBW=SR2πVp\left|\frac{dv_o}{dt}\right|_{max} = 2\pi f V_p \le SR,\qquad f_{FPBW} = \frac{SR}{2\pi V_p}

วัด SR ได้จากความชันของขอบเมื่อป้อนคลื่นสี่เหลี่ยมใหญ่ SR=ΔV/ΔtSR = \Delta V/\Delta t

1101001k10k100k1M10M020406080100dBHzเกนวงเปิด A_OL (GBW = 1 MHz)A_v = 100 (40 dB) → f₋₃dB = 10 kHzA_v = 10 (20 dB) → f₋₃dB = 100 kHz−20 dB/ดีเคด
เกนวงปิดแบนราบจนชนเส้นเกนวงเปิด จุดชนคือ f−3dBf_{-3dB} ยิ่งเกนสูง แบนด์วิดท์ยิ่งแคบ ผลคูณคงที่ = GBW
ออปแอมป์GBWสลูว์เรตขาออกห่างไฟเลี้ยงเหมาะกับ
LM741≈ 1 MHz0.5 V/µs≈ 2 Vสาธิตขีดจำกัด สอนพื้นฐาน
LM358≈ 1 MHz0.3 V/µsลงถึง 0 V ได้ ขึ้นไม่ถึงไฟเลี้ยงเดี่ยว 5–30 V งาน DC และเซนเซอร์
TL081 / TL072≈ 3 MHz13 V/µs≈ 1.5 Vเสียง ตัวกรอง อินทิเกรเตอร์ (ขาเข้า JFET กระแสไบแอสต่ำ)
NE5532≈ 10 MHz9 V/µs≈ 1.5–2 Vเสียงคุณภาพสูง นอยส์ต่ำ
MCP6002≈ 1 MHz0.6 V/µsrail-to-railไมโครคอนโทรลเลอร์ 3.3/5 V

ค่าเป็นค่าโดยทั่วไปจากเอกสารข้อมูลของผู้ผลิต ต่างกันตามผู้ผลิตและเงื่อนไขทดสอบ ตรวจสอบเอกสารข้อมูลของชิ้นที่ใช้จริงเสมอ ในสโคปจำลองใช้ค่าตามตารางนี้

ตัวอย่าง U-2 · เกน 100 ที่ 50 kHz

LM741 ไม่กลับเฟส RfR_f = 99 kΩ, RiR_i = 1 kΩ ป้อนไซน์ 50 mVpp 50 kHz ขาออกเท่าไร

  1. เกนและแบนด์วิดท์ U2 U5

    Av=100,f−3dB=1 MHz100=10 kHzA_v = 100,\quad f_{-3dB} = \frac{1\ \text{MHz}}{100} = 10\ \text{kHz}
  2. เกนที่ 50 kHz

    ∣A∣=1001+52=19.6,φ=−arctan⁡5=−78.7∘|A| = \frac{100}{\sqrt{1 + 5^2}} = 19.6,\quad \varphi = -\arctan 5 = -78.7^\circ
  3. ขาออก

    vo=0.05×19.6=0.98 Vppv_o = 0.05 \times 19.6 = 0.98\ \text{Vpp}

ได้แค่ 0.98 Vpp แทน 5 Vpp และล้าหลังเกือบ 80° ยังเป็นไซน์สวย จึงเป็นขีดจำกัดแบนด์วิดท์ ไม่ใช่สลูว์เรต (ต้องการแค่ 2π×50k×0.49=0.152\pi \times 50\text{k} \times 0.49 = 0.15 V/µs) แก้โดยใช้ออปแอมป์ GBW สูงขึ้น หรือแบ่งเป็นสองภาคเกน 10

ตัวอย่าง U-3 · สลูว์เรตไม่พอ

LM741 (SR = 0.5 V/µs) ไม่กลับเฟสเกน 10 ป้อน 2 Vpp ต้องการขาออก 20 Vpp ใช้ได้ถึงความถี่เท่าไร ที่ 20 kHz เกิดอะไรขึ้น

  1. แบนด์วิดท์กำลังเต็ม VpV_p = 10 V U6

    fFPBW=0.5×1062π×10=7.96 kHzf_{FPBW} = \frac{0.5\times10^6}{2\pi\times10} = 7.96\ \text{kHz}
  2. ที่ 20 kHz ต้องการความชัน

    2π(20 000)(10)=1.26 V/μs>0.5 V/μs2\pi(20\,000)(10) = 1.26\ \text{V/}\mu\text{s} > 0.5\ \text{V/}\mu\text{s}
  3. ขาออกกลายเป็นสามเหลี่ยม ความชัน 0.5 V/µs ในครึ่งคาบ 25 µs

    Vpp≤0.5×25=12.5 VppV_{pp} \le 0.5 \times 25 = 12.5\ \text{Vpp}

ใช้ได้ถึงราว 8 kHz ที่ 20 kHz ขาออกเป็นสามเหลี่ยมราว 12.5 Vpp ทั้งที่แบนด์วิดท์จาก GBW (100 kHz) ยังเหลือเฟือ เปลี่ยนเป็น TL081 (13 V/µs) ปัญหาหายทันที ลองเลือกออปแอมป์ในสโคปจำลอง

อิ่มตัว: ขาเข้า 8 Vpp ขยาย −4.7 เท่าควรได้ 37.6 Vpp แต่ไฟเลี้ยง ±15 V ยอดจึงแบนที่ราว ±13.5 V ลดแอมพลิจูดจนยอดกลับมาโค้ง

อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ กลาง

แทนตัวต้านทานป้อนกลับด้วยตัวเก็บประจุ กระแส vi/Rv_i/R ไหลเข้า C ทั้งหมด (เพราะขาลบเป็นกราวด์เสมือน) แรงดันคร่อม C จึงเป็นปริพันธ์ของขาเข้า สลับตำแหน่ง R กับ C ได้อนุพันธ์ ต่างจากวงจร RC พาสซีฟตรงที่ขาออกไม่ถูกลดทอนและไม่มีเงื่อนไขว่าความถี่ต้องสูงกว่าหรือต่ำกว่า fcf_c มาก

FGR_i−+CCH1CH2R_pFGC−+R_fCH1CH2อินทิเกรเตอร์: สี่เหลี่ยม → สามเหลี่ยม (กลับขั้ว)ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์: สามเหลี่ยม → สี่เหลี่ยม (กลับขั้ว)
อินทิเกรเตอร์ (ซ้าย) มี RpR_p ขนาน C กันขาออกลอย ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ (ขวา) มี R1R_1 อนุกรม C จำกัดเกนความถี่สูงไม่ให้นอยส์ระเบิดและไม่ให้แกว่ง

U7 Op-amp integrator อินทิเกรเตอร์

vo(t)=−1RC∫vi dt,H(jω)=−1jωRCv_o(t) = -\frac{1}{RC}\int v_i\,dt,\qquad H(j\omega) = -\frac{1}{j\omega RC}

มี RpR_p ขนาน C: เกน DC =−Rp/R= -R_p/R และอินทิเกรตได้เมื่อ f≫1/(2πRpC)f \gg 1/(2\pi R_p C)

U8 Square → triangle amplitude แอมพลิจูดสามเหลี่ยมจากอินทิเกรเตอร์

Vpp,△=Vp T2RC=Vp2fRCV_{pp,\triangle} = \frac{V_p\,T}{2RC} = \frac{V_p}{2fRC}

ขาเข้าสี่เหลี่ยม ±VpV_p ใช้ R+50 ΩR + 50\ \Omega ถ้าป้อนจากเครื่องโดยตรง

U9 Op-amp differentiator ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

vo(t)=−RfC dvidt,สามเหลี่ยม ±Vp → ±4RfC Vpfv_o(t) = -R_f C\,\frac{dv_i}{dt},\qquad \text{สามเหลี่ยม } \pm V_p\ \to\ \pm 4R_fC\,V_p f

R1R_1 อนุกรม C ทำให้เกนคงที่ที่ Rf/R1R_f/R_1 เหนือ f=1/(2πR1C)f = 1/(2\pi R_1 C)

ตัวอย่าง U-4 · สี่เหลี่ยมเป็นสามเหลี่ยม

อินทิเกรเตอร์ R = 10 kΩ, C = 10 nF, RpR_p = 1 MΩ ป้อนสี่เหลี่ยม 2 Vpp 1 kHz ตรงจากเครื่อง ขาออกเป็นอย่างไร

  1. ตรวจว่าอยู่ในย่านอินทิเกรต U7

    12π(106)(10−8)=15.9 Hz≪1 kHz\frac{1}{2\pi(10^6)(10^{-8})} = 15.9\ \text{Hz} \ll 1\ \text{kHz}
  2. แอมพลิจูด VpV_p = 1 V รวม 50 Ω U8

    Vpp=1×10−32(10 050)(10−8)=4.98 VppV_{pp} = \frac{1 \times 10^{-3}}{2(10\,050)(10^{-8})} = 4.98\ \text{Vpp}

สามเหลี่ยม 4.98 Vpp กลับขั้ว (ขาเข้าสูง ขาออกลาดลง) ใหญ่กว่าขาเข้า ต่างจาก RC พาสซีฟที่ได้แค่ไม่กี่ร้อย mV ลดความถี่ลงครึ่งหนึ่ง แอมพลิจูดจะเพิ่มเป็นสองเท่า

ตัวอย่าง U-5 · สามเหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยม

ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ RfR_f = 10 kΩ, C = 10 nF, R1R_1 = 100 Ω ป้อนสามเหลี่ยม 2 Vpp 1 kHz ขาออกเท่าไร

  1. ความชันของสามเหลี่ยม ±1 V ที่ 1 kHz

    ∣dvidt∣=4Vpf=4(1)(1000)=4000 V/s\left|\frac{dv_i}{dt}\right| = 4V_p f = 4(1)(1000) = 4000\ \text{V/s}
  2. ขาออก U9

    ∣vo∣=RfC×4000=(10−4)(4000)=0.4 V|v_o| = R_fC \times 4000 = (10^{-4})(4000) = 0.4\ \text{V}

สี่เหลี่ยม ±0.4 V (0.8 Vpp) กลับขั้ว ขอบของสี่เหลี่ยมมนเล็กน้อยเพราะ R1R_1 และ 50 Ω จำกัดแบนด์วิดท์ไว้ที่ 1/(2π⋅150⋅10n)≈1061/(2\pi\cdot150\cdot10\text{n}) \approx 106 kHz

คอมพาเรเตอร์ พื้นฐาน

ไม่มีป้อนกลับ ออปแอมป์จะขยายผลต่างด้วยเกนวงเปิดทั้งหมด ขาออกจึงอยู่ที่ +Vsat+V_{sat} หรือ −Vsat-V_{sat} เท่านั้น ใช้แปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นลอจิก เช่น ตรวจอุณหภูมิเกิน ตรวจจุดตัดศูนย์ของไฟบ้าน ปัญหาคือเมื่อสัญญาณข้ามระดับอ้างอิงช้า ๆ และมีนอยส์ ขาออกจะสลับไปมาหลายครั้ง (chatter) ในงานจริงควรใช้ไอซีคอมพาเรเตอร์ เช่น LM393 ซึ่งเร็วกว่าและขาออกเป็นแบบ open-collector ต่อกับลอจิกได้ง่าย

U10 Comparator คอมพาเรเตอร์

vo={+Vsatv+>v−−Vsatv+<v−v_o = \begin{cases} +V_{sat} & v_+ > v_- \\ -V_{sat} & v_+ < v_- \end{cases}

เวลาสลับจำกัดด้วยสลูว์เรต: LM741 ที่ไฟ ±15 V แกว่งราว 26 V ใช้เวลาราว 26 V/0.5 V/μs=52 μs26\ \text{V} / 0.5\ \text{V/}\mu\text{s} = 52\ \mu\text{s} ต่อการสลับหนึ่งครั้ง

ลองเอง: ไซน์ 100 Hz มีนอยส์ เข้าคอมพาเรเตอร์ที่ระดับ 0 V เพิ่มหรือลดนอยส์แล้วดูขาออกสั่นที่จุดตัดศูนย์

ชมิตต์ทริกเกอร์: คอมพาเรเตอร์ที่มีฮิสเทอรีซิส กลาง

ป้อนกลับบวกบางส่วนจากขาออกมาขาบวก ระดับตัดสินจึงขึ้นกับสถานะของขาออก ตอนขาออกเป็นบวก ระดับอยู่สูง (VTHV_{TH}) ตอนเป็นลบ ระดับอยู่ต่ำ (VTLV_{TL}) เมื่อสลับแล้ว นอยส์ต้องใหญ่กว่าช่องว่างนี้จึงจะดึงให้สลับกลับได้ ทริกเกอร์ของสโคปก็ใช้หลักการเดียวกัน

V_THV_TLคอมพาเรเตอร์ (ระดับเดียว): สั่นชมิตต์ทริกเกอร์ (สองระดับ): สะอาดv_iv_oV_THV_TL+V_sat−V_satฮิสเทอรีซิส = V_TH − V_TL
สัญญาณมีนอยส์เดียวกัน: คอมพาเรเตอร์ระดับเดียวสลับหลายครั้ง ชมิตต์ทริกเกอร์สลับครั้งเดียวต่อครึ่งคาบ ขวาคือกราฟถ่ายโอนแบบวงฮิสเทอรีซิส (กลับเฟส)

U11 Inverting Schmitt trigger ชมิตต์ทริกเกอร์แบบกลับเฟส

VTH,TL=±βVsat,β=R2R1+R2,VH=2βVsatV_{TH,TL} = \pm\beta V_{sat},\quad \beta = \frac{R_2}{R_1 + R_2},\quad V_H = 2\beta V_{sat}

R1R_1 จากขาออกถึงขาบวก R2R_2 จากขาบวกลงกราวด์ สัญญาณเข้าขาลบ · ต่อ R2R_2 กับแรงดันอ้างอิงแทนกราวด์ เพื่อเลื่อนศูนย์กลางของสองระดับ

U12 Non-inverting Schmitt trigger ชมิตต์ทริกเกอร์แบบไม่กลับเฟส

VTH,TL=±RinRfVsatV_{TH,TL} = \pm\frac{R_{in}}{R_f}V_{sat}

สัญญาณเข้าทาง RinR_{in} สู่ขาบวก RfR_f ป้อนกลับจากขาออกถึงขาบวก ขาลบลงกราวด์ ใช้เป็นภาคแรกของ เครื่องกำเนิดสี่เหลี่ยม-สามเหลี่ยม

ตัวอย่าง U-6 · ออกแบบฮิสเทอรีซิสให้กว้างกว่านอยส์

TL081 ไฟ ±15 V (VsatV_{sat} ≈ 13.5 V) R1R_1 = 10 kΩ, R2R_2 = 1 kΩ หาระดับทั้งสอง ถ้าสัญญาณมีนอยส์ราว 0.7 Vpp ใช้ได้ไหม

  1. อัตราส่วนป้อนกลับ U11

    β=111=0.0909\beta = \frac{1}{11} = 0.0909
  2. ระดับและฮิสเทอรีซิส

    VTH=+1.23 V,VTL=−1.23 V,VH=2.45 VV_{TH} = +1.23\ \text{V},\quad V_{TL} = -1.23\ \text{V},\quad V_H = 2.45\ \text{V}

ฮิสเทอรีซิส 2.45 V กว้างกว่านอยส์ 0.7 Vpp มาก จึงสลับสะอาด ข้อแลกเปลี่ยนคือขาออกสลับช้ากว่าจุดตัดศูนย์ (ต้องรอให้ขาเข้าถึง ±1.23 V) ถ้าต้องการเวลาแม่นให้ลดฮิสเทอรีซิสลงแต่ยังกว้างกว่านอยส์

วงจรรวมสัญญาณและวงจรผลต่าง กลาง

วงจรกลับเฟสที่มีหลายขาเข้าคือวงจรบวก (มิกเซอร์เสียง DAC แบบถ่วงน้ำหนัก) ส่วนวงจรผลต่างขยายเฉพาะความต่างของสองสัญญาณ ตัดส่วนที่เหมือนกัน (common mode) ทิ้ง เป็นพื้นฐานของการวัดกระแสด้วยชันต์และเครื่องขยายเครื่องมือวัด (instrumentation amplifier)

U13 Summing amplifier วงจรรวมสัญญาณ

vo=−Rf(v1R1+v2R2+⋯ )v_o = -R_f\left(\frac{v_1}{R_1} + \frac{v_2}{R_2} + \cdots\right)

ใช้รวมสัญญาณจากเครื่องกำเนิดสัญญาณกับออฟเซต DC หรือรวมสองความถี่เพื่อดูบีตบนสโคป

U14 Difference amplifier วงจรผลต่าง

vo=RfRi (v2−v1)เมื่ออัตราส่วนตัวต้านทานสองฝั่งเท่ากันv_o = \frac{R_f}{R_i}\,(v_2 - v_1)\quad \text{เมื่ออัตราส่วนตัวต้านทานสองฝั่งเท่ากัน}

ตัวต้านทานไม่ตรงกัน 1 % ทำให้ CMRR เหลือราว 40 dB จึงควรใช้ตัวต้านทาน 0.1 % หรือไอซีวงจรผลต่างสำเร็จรูป

ตัวกรองแอกทีฟ กลาง ขั้นสูง

ตัวกรอง RC พาสซีฟถูกโหลดได้และต่อหลายภาคไม่ได้ตรง ๆ ออปแอมป์แก้ทั้งสองปัญหา วัดผลตอบสนองความถี่ของตัวกรองแอกทีฟด้วยวิธีเดียวกับ การเก็บกราฟโบด และจำไว้ว่าเกนจะลดลงเพิ่มที่ความถี่สูงเพราะ GBW U5

U15 First-order active low-pass ต่ำผ่านแอกทีฟอันดับหนึ่ง

H(jω)=−Rf/Ri1+jωRfCf,fc=12πRfCfH(j\omega) = -\frac{R_f/R_i}{1 + j\omega R_f C_f},\qquad f_c = \frac{1}{2\pi R_f C_f}

วงจรกลับเฟสที่มี CfC_f ขนาน RfR_f = อินทิเกรเตอร์ที่มี RpR_p นั่นเอง

U16 Sallen–Key low-pass (unity gain) ตัวกรองต่ำผ่าน Sallen–Key อันดับสอง

f0=12πR1R2C1C2,Q=R1R2C1C2C2(R1+R2)f_0 = \frac{1}{2\pi\sqrt{R_1R_2C_1C_2}},\qquad Q = \frac{\sqrt{R_1R_2C_1C_2}}{C_2(R_1 + R_2)}

C1C_1 ต่อจากจุดกลาง R1R_1–R2R_2 ไปขาออก C2C_2 จากขาบวกลงกราวด์ · R1=R2R_1 = R_2: Q=12C1/C2Q = \tfrac12\sqrt{C_1/C_2} · Butterworth Q=0.707Q = 0.707 ใช้ C1=2C2C_1 = 2C_2

ตัวอย่าง U-7 · ออกแบบ Butterworth 1 kHz

ตัวกรองต่ำผ่าน Sallen–Key เกน 1 ความถี่ตัด 1 kHz แบบ Butterworth ใช้ R1=R2R_1 = R_2 = 10 kΩ หาค่าตัวเก็บประจุ

  1. Butterworth: Q=0.707Q = 0.707 U16

    C1C2=4Q2=2\frac{C_1}{C_2} = 4Q^2 = 2
  2. จากความถี่

    C1C2=12π(1000)(104)=15.9 nF\sqrt{C_1C_2} = \frac{1}{2\pi(1000)(10^4)} = 15.9\ \text{nF}
  3. แยกค่า

    C1=15.92=22.5 nF,C2=15.92=11.3 nFC_1 = 15.9\sqrt2 = 22.5\ \text{nF},\quad C_2 = \frac{15.9}{\sqrt2} = 11.3\ \text{nF}

ใช้ค่ามาตรฐาน C1C_1 = 22 nF, C2C_2 = 11 nF (หรือ 10 nF + 1 nF ขนาน) ความชันเหนือ 1 kHz เป็น −40 dB/ดีเคด ตรวจด้วยการวัดว่าที่ 1 kHz ได้ −3 dB และเฟส −90° (อันดับสองที่ f0f_0)

ออฟเซตและการแก้ปัญหาบนโต๊ะแล็บ ขั้นสูง พื้นฐาน

U17 Output offset ออฟเซตที่ขาออก

Vo,os≈Vos⋅NG+IBRfV_{o,os} \approx V_{os}\cdot NG + I_B R_f

เกน 101 กับ VosV_{os} = 2 mV ได้ออฟเซต 0.2 V ที่ขาออก · ใส่ตัวต้านทาน Ri∥RfR_i \parallel R_f ที่ขาบวกเพื่อหักล้างผลของกระแสไบแอส

อาการสาเหตุที่พบบ่อยตรวจ / แก้
ขาออกค้างที่ +V หรือ −Vต่อป้อนกลับเข้าขาบวกผิด · ขาดป้อนกลับ · อินทิเกรเตอร์ไม่มี RpR_pตรวจขา 2 (−) 3 (+) 6 (out) ของไอซี 8 ขา
ขาออกแกว่งความถี่สูงเองทั้งที่ไม่มีขาเข้าไม่มีตัวเก็บประจุคร่อมไฟเลี้ยง · สายยาว · โหลดเป็นความจุ100 nF ที่ขาไฟเลี้ยง · ตัวต้านทาน 50–100 Ω อนุกรมขาออก
ยอดล่างแบนที่ 0 V (ไฟเดี่ยว)LM358 ไฟเลี้ยงเดี่ยวแต่สัญญาณมีลบยกขาเข้าด้วยไบแอส VCC/2V_{CC}/2 และคัปปลิงด้วย C
ไซน์เป็นสามเหลี่ยมสลูว์เรตU6
เกนต่ำลงที่ความถี่สูงGBWU5
ค่าเกนเพี้ยนเล็กน้อยเมื่อ RiR_i ค่าน้อย50 Ω ของเครื่องกำเนิดสัญญาณU1 หรือบัฟเฟอร์ก่อน
เห็นฮัม 50 Hz ที่ขาออกขาเข้าลอย ลูปกราวด์ต่อตัวต้านทานลงกราวด์ที่ขาเข้า ใช้กราวด์จุดเดียว

ไปต่อ: ใช้ออปแอมป์ สร้างเครื่องกำเนิดสัญญาณเอง หรือดู งานประยุกต์ที่เจอบ่อย ส่วนการวิเคราะห์ด้วยฟังก์ชันถ่ายโอนต่อได้ที่ การแปลงลาปลาซ และ ระบบอันดับสอง

ต่อยอด: ออปแอมป์เป็นตัวควบคุม

วงจรอินเวอร์ติงที่มี R และ C ในหน้านี้คือตัวควบคุมแบบแอนะล็อก: PID ด้วยออปแอมป์ตัวเดียว ตัวชดเชย lead และ lag และตัวชดเชย Type II/III ของพาวเวอร์ซัพพลาย ส่วนแอมป์ป้อนกลับเองก็คือระบบควบคุมป้อนกลับ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมวงจรขยายออปแอมป์ให้เกนต่ำกว่าที่คำนวณเมื่อความถี่สูงขึ้น?

ออปแอมป์มีผลคูณเกนแบนด์วิดท์ (GBW) คงที่ เช่น LM741 ราว 1 MHz วงจรเกน 100 จึงมีแบนด์วิดท์แค่ 1 MHz/100 = 10 kHz เหนือความถี่นี้เกนลดลง 20 dB ต่อดีเคด และถ้าสัญญาณขาออกใหญ่ ขีดจำกัดสลูว์เรตจะมาถึงก่อน ทำให้ไซน์กลายเป็นสามเหลี่ยม

สลูว์เรตกับแบนด์วิดท์ต่างกันอย่างไร?

แบนด์วิดท์ (จาก GBW) เป็นพฤติกรรมเชิงเส้น ขาออกยังเป็นไซน์แต่เล็กลงและเฟสล้าหลัง ไม่ขึ้นกับขนาดสัญญาณ ส่วนสลูว์เรตเป็นขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ขาออกเปลี่ยนได้ (V/µs) ขึ้นกับขนาดสัญญาณ ไซน์ใหญ่จะเพี้ยนเป็นสามเหลี่ยม เงื่อนไขคือ 2πfV_p ≤ SR

ชมิตต์ทริกเกอร์ต่างจากคอมพาเรเตอร์ธรรมดาอย่างไร?

คอมพาเรเตอร์มีระดับตัดสินเดียว ถ้าสัญญาณมีนอยส์และข้ามระดับช้า ๆ ขาออกจะสลับไปมาหลายครั้ง ชมิตต์ทริกเกอร์ใช้การป้อนกลับบวกสร้างสองระดับ V_TH และ V_TL เมื่อสลับแล้วต้องข้ามอีกระดับหนึ่งจึงจะสลับกลับ ช่องว่างระหว่างสองระดับ (ฮิสเทอรีซิส) ต้องกว้างกว่านอยส์ยอดถึงยอด

ทำไมอินทิเกรเตอร์ออปแอมป์ต้องมีตัวต้านทานขนานกับตัวเก็บประจุ?

ออปแอมป์จริงมีแรงดันออฟเซตและกระแสไบแอส ซึ่งเป็น DC เล็ก ๆ ที่อินทิเกรเตอร์อุดมคติจะสะสมไปเรื่อย ๆ จนขาออกอิ่มตัว ตัวต้านทาน R_p ขนาน C จำกัดเกน DC ไว้ที่ R_p/R วงจรจึงอินทิเกรตเฉพาะความถี่สูงกว่า 1/(2πR_pC) และไม่ลอยไปอิ่มตัว

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์