พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. วิศวกรรมไฟฟ้า

// บทที่ 24.10 · การประยุกต์ · Electrical Engineering

แคลคูลัสหลายตัวแปรในวิศวกรรมไฟฟ้า: สนามไฟฟ้า ศักย์ กฎของเกาส์ ตัวเก็บประจุ และสมการแมกซ์เวลล์

แม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetics) คือวิชาที่แคลคูลัสหลายตัวแปรทั้งหมดมารวมกัน: gradient เปลี่ยนศักย์เป็นสนาม อินทิกรัลผิวหาฟลักซ์ อินทิกรัลเส้นหาแรงดัน divergence และ curl แปลงกฎทั้งสี่ให้เป็นสมการที่แก้ได้ หน้านี้ใช้เครื่องมือจากบทก่อนหน้าแก้โจทย์ไฟฟ้าจริง ตั้งแต่สนามของประจุจุดและแล็บลากประจุ กฎของเกาส์ ความจุของแผ่นขนานและสายโคแอกเชียล ค่าความต้านทานดินของหลักดินและแรงดันก้าว (step voltage) ไปจนถึงสมการแมกซ์เวลล์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และพลังงานที่ไหลเข้าสู่ลวดนำกระแสผ่านเวกเตอร์พอยน์ติง

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • E=−∇V\mathbf E = -\nabla V · V=14πε0∑qiriV = \dfrac{1}{4\pi\varepsilon_0}\sum\dfrac{q_i}{r_i} · VAB=−∫ABE⋅dlV_{AB} = -\int_A^B\mathbf E\cdot d\mathbf l (ไม่ขึ้นกับเส้นทางเพราะ ∇×E=0\nabla\times\mathbf E = \mathbf 0)
  • เกาส์: ∯E⋅dS=Qenc/ε0\oiint\mathbf E\cdot d\mathbf S = Q_{enc}/\varepsilon_0 · ∇⋅E=ρv/ε0\nabla\cdot\mathbf E = \rho_v/\varepsilon_0 · เส้นประจุ E=λ/2πε0rE = \lambda/2\pi\varepsilon_0r · ระนาบ E=σ/2ε0E = \sigma/2\varepsilon_0
  • ความจุ: C=Q/VC = Q/V · แผ่นขนาน ε0A/d\varepsilon_0A/d · โคแอกเชียล 2πε0εr/ln⁡(b/a)2\pi\varepsilon_0\varepsilon_r/\ln(b/a) · พลังงาน 12ε0∭E2dV=12CV2\tfrac12\varepsilon_0\iiint E^2dV = \tfrac12CV^2
  • ลาปลาซ/พัวซอง: ∇2V=−ρv/ε0\nabla^2V = -\rho_v/\varepsilon_0 · พอยน์ติง: S=E×H\mathbf S = \mathbf E\times\mathbf H, P=∯S⋅dAP = \oiint\mathbf S\cdot d\mathbf A
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

สนามไฟฟ้าจากศักย์: E = −∇V พื้นฐาน

ศักย์ไฟฟ้า V(x,y,z)V(x, y, z) เป็นสเกลาร์ (ตัวเลขเดียวต่อจุด) ซึ่งคำนวณง่ายกว่าสนามเวกเตอร์ เพราะรวมจากหลายประจุได้โดยบวกตัวเลข แล้วใช้ E=−∇V\mathbf E = -\nabla V หาสนามทั้งสามองค์ประกอบในครั้งเดียว (บทเกรเดียนต์) ผลคือเส้นศักย์เท่ากัน (equipotential) ตั้งฉากกับเส้นแรงเสมอ และ E\mathbf E ชี้ไปทางที่ศักย์ลดลง

E1 Point charge and superposition ประจุจุดและการซ้อนทับ

V(r)=14πε0∑iqi∣r−ri∣,E(r)=14πε0∑iqir−ri∣r−ri∣3,k=14πε0=8.988×109 N m2/C2V(\mathbf r) = \frac{1}{4\pi\varepsilon_0}\sum_i\frac{q_i}{|\mathbf r - \mathbf r_i|},\qquad \mathbf E(\mathbf r) = \frac{1}{4\pi\varepsilon_0}\sum_i q_i\frac{\mathbf r - \mathbf r_i}{|\mathbf r - \mathbf r_i|^3},\qquad k = \frac{1}{4\pi\varepsilon_0} = 8.988\times10^9\ \mathrm{N\,m^2/C^2}

ε0=8.854×10−12\varepsilon_0 = 8.854\times10^{-12} F/m · ศักย์บวกกันได้เป็นตัวเลข สนามบวกกันเป็นเวกเตอร์ · VV อ้างอิง V(∞)=0V(\infty) = 0

E2 Field from potential and voltage สนามจากศักย์และแรงดัน

E=−∇V=−⟨∂V∂x, ∂V∂y, ∂V∂z⟩,VA−VB=∫ABE⋅dl,∇×E=0 (สถิต)\mathbf E = -\nabla V = -\left\langle\frac{\partial V}{\partial x},\ \frac{\partial V}{\partial y},\ \frac{\partial V}{\partial z}\right\rangle,\qquad V_A - V_B = \int_A^B\mathbf E\cdot d\mathbf l,\qquad \nabla\times\mathbf E = \mathbf 0\ \text{(สถิต)}

สนามอนุรักษ์: แรงดันระหว่างสองจุดไม่ขึ้นกับเส้นทาง (ทฤษฎีบทมูลฐานของอินทิกรัลตามเส้น) · E⊥\mathbf E \perp ผิวศักย์เท่ากัน · ผิวตัวนำเป็นผิวศักย์เท่ากัน ⇒\Rightarrow E\mathbf E ตั้งฉากผิวตัวนำ

แล็บประจุจุด: ลากประจุ ดู V และ E

แล็บอยู่ในระนาบ z=0z = 0 (หน่วย nC, เมตร) สีพื้นแสดงศักย์ (ส้ม = บวก ฟ้า = ลบ) เส้นสีแสดงเส้นศักย์เท่ากัน และเส้นดำคือเส้นแรง ลากประจุได้ ลากจุด P เพื่ออ่าน VV และ E\mathbf E ตารางเทียบ E\mathbf E จากสูตรคูลอมบ์กับ −∇V-\nabla V ที่คำนวณด้วยผลต่างของ VV (ตรงกันเสมอ) เลือกเครื่องมือเพื่อเพิ่ม/ลบประจุ และเปิด “ทรงกลมเกาส์” เพื่อตรวจฟลักซ์

ตัวอย่าง E-1 · ไดโพล (dipole)

ประจุ +2+2 nC ที่ (−1,0)(-1, 0) และ −2-2 nC ที่ (1,0)(1, 0) (เมตร) หา VV และ E\mathbf E ที่จุดกำเนิดและที่ (0,1)(0, 1)

  1. V=kq(1r1−1r2)V = kq\left(\dfrac{1}{r_1} - \dfrac{1}{r_2}\right) ที่จุดกำเนิด r1=r2=1r_1 = r_2 = 1 → V=0V = 0 · ที่ (0,1)(0, 1) ก็ r1=r2=2r_1 = r_2 = \sqrt2 → V=0V = 0 (ทั้งแกน yy คือเส้นศักย์เท่ากันที่ 0 V — ระนาบแบ่งครึ่งระหว่างประจุคู่)

  2. ที่จุดกำเนิด: ประจุบวกผลักไปทาง +x+x ประจุลบดึงไปทาง +x+x → Ex=2⋅kq12=2(8.988×109)(2×10−9)=35.95E_x = 2\cdot\dfrac{kq}{1^2} = 2(8.988\times10^9)(2\times10^{-9}) = 35.95 V/m, Ey=0E_y = 0

  3. ที่ (0,1)(0, 1): แต่ละประจุห่าง 2\sqrt2 ได้ขนาด kq/2=8.988kq/2 = 8.988 V/m · จากประจุบวก ทิศ (1,1)/2(1, 1)/\sqrt2 → (6.355,6.355)(6.355, 6.355) · จากประจุลบ ทิศ (1,−1)/2(1, -1)/\sqrt2 → (6.355,−6.355)(6.355, -6.355)

  4. รวม: E=(12.71, 0)\mathbf E = (12.71,\ 0) V/m — ชี้ขนานแกน xx ตั้งฉากกับเส้นศักย์เท่ากัน (แกน yy) ✓ สังเกต: ตามแกน yy สนามชี้ +x+x เสมอ จึง VV ไม่เปลี่ยนตามแกน yy

  5. ตรวจ E=−∇V\mathbf E = -\nabla V: ในแล็บ ตั้ง P ที่ (0,1)(0, 1) แล้วเทียบแถว “E จากสูตรคูลอมบ์” กับ “E = −∇V” ได้ (12.71,0)(12.71, 0) V/m ทั้งสองแถว

V(0,0)=V(0,1)=0V(0,0) = V(0,1) = 0 · E(0,0)=(35.95,0)\mathbf E(0,0) = (35.95, 0) V/m · E(0,1)=(12.71,0)\mathbf E(0,1) = (12.71, 0) V/m

กฎของเกาส์ในงานไฟฟ้า กลาง

กฎของเกาส์ ∯E⋅dS=Qenc/ε0\oiint\mathbf E\cdot d\mathbf S = Q_{enc}/\varepsilon_0 เป็นทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ของไฟฟ้า (บทอินทิกรัลบนผิว) ใช้ได้เสมอ แต่ใช้หาสนามได้สะดวกเฉพาะเมื่อมีความสมมาตรสูง เพราะต้องเลือกผิวเกาส์ให้ E⋅n\mathbf E\cdot\mathbf n คงที่ ในแล็บด้านบนเปิดสวิตช์ “ทรงกลมเกาส์” แล้วลากวงเขียว: ฟลักซ์ผ่านทรงกลมมีค่าเท่ากับ Qใน/ε0Q_{ใน}/\varepsilon_0 เสมอ ประจุนอกวงให้ฟลักซ์สุทธิเป็นศูนย์

E3 Fields from Gauss's law (symmetric charges) สนามจากกฎของเกาส์ (ประจุสมมาตร)

ทรงกลม: E=Qenc4πε0r2เส้นประจุ: E=λ2πε0rระนาบ: E=σ2ε0ผิวตัวนำ: E=σε0\text{ทรงกลม: } E = \frac{Q_{enc}}{4\pi\varepsilon_0r^2}\quad\text{เส้นประจุ: } E = \frac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0r}\quad\text{ระนาบ: } E = \frac{\sigma}{2\varepsilon_0}\quad\text{ผิวตัวนำ: } E = \frac{\sigma}{\varepsilon_0}

ผิวเกาส์: ทรงกลมรัศมี rr · ทรงกระบอกรัศมี rr ยาว LL (ฟลักซ์ผ่านผนังข้าง) · กล่องกระดุม (pillbox) คร่อมระนาบ · ผิวตัวนำ: สนามภายใน = 0 จึงฟลักซ์ออกด้านเดียว

E4 Poisson and Laplace equations สมการพัวซองและลาปลาซ

∇⋅E=ρvε0,  E=−∇V ⟹ ∇2V=−ρvε0(พัวซอง),∇2V=0(ρv=0: ลาปลาซ)\nabla\cdot\mathbf E = \frac{\rho_v}{\varepsilon_0},\ \ \mathbf E = -\nabla V\ \Longrightarrow\ \nabla^2V = -\frac{\rho_v}{\varepsilon_0}\quad(\text{พัวซอง}),\qquad \nabla^2V = 0\quad(\rho_v = 0:\ \text{ลาปลาซ})

ใช้หา VV เมื่อรู้แรงดันที่ขอบ (ขั้วอิเล็กโทรด) · คำตอบของลาปลาซไม่มีค่าสูงสุด/ต่ำสุดภายใน (สูงสุดอยู่ที่ขอบ) · สมการรูปเดียวกันใช้กับอุณหภูมิคงตัวและระดับน้ำใต้ดิน

ตัวอย่าง E-2 · สนามของเส้นประจุและแผ่นระนาบ

(ก) เส้นประจุยาวมาก λ=10\lambda = 10 nC/m หา EE ที่ 0.5 m (ข) แผ่นประจุระนาบ σ=20\sigma = 20 nC/m² หา EE

  1. (ก) ผิวเกาส์ทรงกระบอกรัศมี rr ยาว LL: E(2πrL)=λL/ε0E(2\pi rL) = \lambda L/\varepsilon_0 → E=λ2πε0r=10×10−92π(8.854×10−12)(0.5)=359.5E = \dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0r} = \dfrac{10\times10^{-9}}{2\pi(8.854\times10^{-12})(0.5)} = 359.5 V/m

  2. (ข) กล่องกระดุมคร่อมแผ่น พื้นที่หน้า AA สองด้าน: 2EA=σA/ε02EA = \sigma A/\varepsilon_0 → E=σ2ε0=20×10−92(8.854×10−12)=1129E = \dfrac{\sigma}{2\varepsilon_0} = \dfrac{20\times10^{-9}}{2(8.854\times10^{-12})} = 1129 V/m (คงที่ ไม่ขึ้นกับระยะ)

  3. ตรวจด้วยศักย์: V(r)=−λ2πε0ln⁡r+CV(r) = -\dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0}\ln r + C → E=−dVdr=λ2πε0rE = -\dfrac{dV}{dr} = \dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0r} ✓ สอดคล้องกับ (ก) และ ∇2V=1rddr(rdVdr)=0\nabla^2V = \dfrac1r\dfrac{d}{dr}\left(r\dfrac{dV}{dr}\right) = 0

(ก) E=359.5E = 359.5 V/m · (ข) E=1129E = 1129 V/m

ความจุ พลังงานในสนาม และสายโคแอกเชียล กลาง

ความจุ (capacitance) C=Q/VC = Q/V คืออัตราส่วนประจุที่เก็บต่อแรงดัน ขั้นตอนมาตรฐานคือ: (1) สมมติประจุ QQ บนอิเล็กโทรด (2) หา E\mathbf E ด้วยกฎของเกาส์ (3) หา V=−∫E⋅dlV = -\int\mathbf E\cdot d\mathbf l ระหว่างสองอิเล็กโทรด (4) C=Q/VC = Q/V พลังงานที่สะสมคืออินทิกรัลสามชั้นของความหนาแน่นพลังงานสนาม 12ε0E2\tfrac12\varepsilon_0E^2 ทั่วปริมาตร

E5 Capacitance and stored energy ความจุและพลังงานที่สะสม

C=QV,Cplates=ε0εrAd,wE=12εE2,W=∭12εE2 dV=12CV2C = \frac{Q}{V},\qquad C_{\text{plates}} = \frac{\varepsilon_0\varepsilon_rA}{d},\qquad w_E = \tfrac12\varepsilon E^2,\qquad W = \iiint\tfrac12\varepsilon E^2\,dV = \tfrac12CV^2

WW จากอินทิกรัลสามชั้นของ wEw_E เท่ากับ 12CV2\tfrac12CV^2 เสมอ (ตรวจสอบได้) · ละเลยผลที่ขอบ (fringe) สำหรับแผ่นขนานที่ระยะห่างน้อยกว่าขนาดแผ่นมาก

E6 Coaxial cable สายโคแอกเชียล

E(r)=V0rln⁡(b/a),V(r)=V0ln⁡(b/r)ln⁡(b/a),C′=2πε0εrln⁡(b/a) F/m,L′=μ02πln⁡ba H/mE(r) = \frac{V_0}{r\ln(b/a)},\quad V(r) = V_0\frac{\ln(b/r)}{\ln(b/a)},\quad C' = \frac{2\pi\varepsilon_0\varepsilon_r}{\ln(b/a)}\ \text{F/m},\quad L' = \frac{\mu_0}{2\pi}\ln\frac ba\ \text{H/m}

aa = รัศมีแกนใน · bb = รัศมีด้านในของชีลด์ · εr\varepsilon_r = ค่าไดอิเล็กทริก (โพลีเอทิลีน ≈ 2.3) · V(r)V(r) เป็นคำตอบของสมการลาปลาซในพิกัดทรงกระบอก 1r(rV′)′=0\tfrac1r(rV')' = 0

ตัวอย่าง E-3 · ตัวเก็บประจุแผ่นขนาน

แผ่น 10 cm × 10 cm ห่าง 1 mm ในอากาศ ต่อกับ 100 V หา EE, CC, QQ, WW และตรวจ WW ด้วยอินทิกรัลความหนาแน่นพลังงาน

  1. E=V/d=100/0.001=1.00×105E = V/d = 100/0.001 = 1.00\times10^{5} V/m (สม่ำเสมอระหว่างแผ่น)

  2. C=ε0Ad=8.854×10−12×0.010.001=88.54C = \dfrac{\varepsilon_0A}{d} = \dfrac{8.854\times10^{-12}\times0.01}{0.001} = 88.54 pF · Q=CV=8.854Q = CV = 8.854 nC

  3. W=12CV2=12(88.54×10−12)(100)2=4.427×10−7W = \tfrac12CV^2 = \tfrac12(88.54\times10^{-12})(100)^2 = 4.427\times10^{-7} J = 0.443 µJ

  4. ตรวจด้วยสนาม: wE=12ε0E2=12(8.854×10−12)(105)2=0.04427w_E = \tfrac12\varepsilon_0E^2 = \tfrac12(8.854\times10^{-12})(10^{5})^2 = 0.04427 J/m³ คูณปริมาตร Ad=10−5Ad = 10^{-5} m³ → W=4.427×10−7W = 4.427\times10^{-7} J ✓ (ตรงกัน)

E=105E = 10^5 V/m · C=88.54C = 88.54 pF · Q=8.85Q = 8.85 nC · W=0.443W = 0.443 µJ

ตัวอย่าง E-4 · ความจุสายโคแอกเชียลต่อเมตร

สายโคแอก a=0.45a = 0.45 mm, b=1.47b = 1.47 mm ไดอิเล็กทริกโพลีเอทิลีน εr=2.3\varepsilon_r = 2.3 หา C′C' และสนามสูงสุดที่แกนในเมื่อใส่ 100 V

  1. สมมติประจุเส้น λ\lambda บนแกนใน · เกาส์: E(r)=λ2πε0εrrE(r) = \dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0\varepsilon_rr}

  2. แรงดัน V0=∫abE dr=λ2πε0εrln⁡baV_0 = \displaystyle\int_a^bE\,dr = \dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0\varepsilon_r}\ln\dfrac ba · C′=λV0=2πε0εrln⁡(b/a)C' = \dfrac{\lambda}{V_0} = \dfrac{2\pi\varepsilon_0\varepsilon_r}{\ln(b/a)}

  3. ln⁡(1.47/0.45)=ln⁡3.267=1.1838\ln(1.47/0.45) = \ln3.267 = 1.1838 → C′=2π(8.854×10−12)(2.3)1.1838=108.1C' = \dfrac{2\pi(8.854\times10^{-12})(2.3)}{1.1838} = 108.1 pF/m (สาย RG-58 ในแค็ตตาล็อกอยู่ราว 101 pF/m — ใกล้เคียง)

  4. สนามที่แกนใน r=ar = a: E=V0aln⁡(b/a)=100(0.45×10−3)(1.1838)=1.877×105E = \dfrac{V_0}{a\ln(b/a)} = \dfrac{100}{(0.45\times10^{-3})(1.1838)} = 1.877\times10^{5} V/m = 187.7 kV/m (สนามสูงสุดอยู่ติดแกนใน จึงกำหนดแรงดันที่สายทนได้)

C′=108.1C' = 108.1 pF/m · Emax⁡=187.7E_{\max} = 187.7 kV/m ที่ 100 V

หลักดิน ความต้านทานจากสนาม และแรงดันก้าว กลาง

ความหนาแน่นกระแส J\mathbf J กับสนาม E\mathbf E สัมพันธ์ด้วยกฎของโอห์มในรูปจุด J=σE\mathbf J = \sigma\mathbf E กระแสรวมคือฟลักซ์ของ J\mathbf J ผ่านหน้าตัด I=∬J⋅dSI = \iint\mathbf J\cdot d\mathbf S และแรงดันคืออินทิกรัลเส้นของ E\mathbf E ความต้านทาน R=V/IR = V/I จึงคำนวณได้จากสองอินทิกรัลนี้ ตัวอย่างสำคัญคือการต่อลงดิน (earthing) ซึ่งความปลอดภัยของคนขึ้นกับสนามที่ผิวดินรอบหลักดิน

E7 Resistance from the fields ความต้านทานจากสนาม

J=σE,I=∬SJ⋅dS,V=∫ABE⋅dl,R=VI=∫E⋅dlσ∬E⋅dS\mathbf J = \sigma\mathbf E,\qquad I = \iint_S\mathbf J\cdot d\mathbf S,\qquad V = \int_A^B\mathbf E\cdot d\mathbf l,\qquad R = \frac VI = \frac{\int\mathbf E\cdot d\mathbf l}{\sigma\iint\mathbf E\cdot d\mathbf S}

∇⋅J=0\nabla\cdot\mathbf J = 0 ในสภาวะคงตัว (กระแสไม่สะสม) จึง ∇⋅(σ∇V)=0\nabla\cdot(\sigma\nabla V) = 0 หรือ ∇2V=0\nabla^2V = 0 เมื่อ σ\sigma สม่ำเสมอ · ρ=1/σ\rho = 1/\sigma ความต้านทานจำเพาะ (Ω·m)

E8 Hemispherical earth electrode หลักดินครึ่งทรงกลม

J(r)=I2πr2,V(r)=ρI2πr,Rg=ρ2πa,Vstep=ρI2π(1r1−1r2)J(r) = \frac{I}{2\pi r^2},\quad V(r) = \frac{\rho I}{2\pi r},\quad R_g = \frac{\rho}{2\pi a},\quad V_{\text{step}} = \frac{\rho I}{2\pi}\left(\frac1{r_1} - \frac1{r_2}\right)

กระแสกระจายออกครึ่งทรงกลม (ผิวพื้นที่ 2πr22\pi r^2) · แรงดันเมื่อห่าง rr ลดเป็น 1/r1/r · แรงดันก้าวคือความต่างศักย์ระหว่างสองเท้าที่ห่างกันก้าวหนึ่ง (~1 m)

ตัวอย่าง E-5 · หลักดินและแรงดันก้าว

หลักดินครึ่งทรงกลมรัศมี a=0.10a = 0.10 m ในดินความต้านทานจำเพาะ ρ=100 Ω ⁣⋅ ⁣m\rho = 100\ \Omega\!\cdot\!\text{m} เมื่อเกิดกระแสลัดวงจร I=1000I = 1000 A ลงดิน หา RgR_g, VV ที่ผิวดินห่าง 1 m และแรงดันก้าวระหว่าง r=1.0r = 1.0 กับ 1.81.8 m

  1. กระแสไหลออกทุกทิศบนครึ่งทรงกลมรัศมี rr: I=J(2πr2)I = J(2\pi r^2) → J=I2πr2J = \dfrac{I}{2\pi r^2} · E=ρJ=ρI2πr2E = \rho J = \dfrac{\rho I}{2\pi r^2}

  2. V(r)=∫r∞E dr′=ρI2πrV(r) = \displaystyle\int_r^\infty E\,dr' = \dfrac{\rho I}{2\pi r} · ที่ผิวหลักดิน V(a)=ρI2πaV(a) = \dfrac{\rho I}{2\pi a} → Rg=V(a)I=ρ2πa=1002π(0.1)=159.2 ΩR_g = \dfrac{V(a)}{I} = \dfrac{\rho}{2\pi a} = \dfrac{100}{2\pi(0.1)} = 159.2\ \Omega

  3. V(r=1 m)=100×10002π(1)=15 915V(r = 1\text{ m}) = \dfrac{100\times1000}{2\pi(1)} = 15\,915 V (เทียบกับดินไกล) และ V(1.8)=8842V(1.8) = 8842 V

  4. แรงดันก้าว =15 915−8842=7073= 15\,915 - 8842 = 7073 V อันตรายถึงชีวิต (เกณฑ์ปลอดภัยโดยทั่วไปอยู่ระดับร้อยโวลต์) จึงต้องลดโดยทำหลักดินหลายแท่ง ตาข่ายต่อลงดิน และปูผิวหินกรวดความต้านทานสูงในสถานีไฟฟ้าย่อย

Rg=159.2 ΩR_g = 159.2\ \Omega · V(1 m)=15.9V(1\text{ m}) = 15.9 kV · แรงดันก้าว (1.0→1.8 m) = 7.07 kV

สมการแมกซ์เวลล์ คลื่น และเวกเตอร์พอยน์ติง ขั้นสูง

สมการแมกซ์เวลล์สี่ข้อ (ดูตารางในบทผิวและสโตกส์) มีรูปอนุพันธ์ที่ใช้ div และ curl ถ้าแทนกันและใช้เอกลักษณ์ ∇×(∇×E)=∇(∇⋅E)−∇2E\nabla\times(\nabla\times\mathbf E) = \nabla(\nabla\cdot\mathbf E) - \nabla^2\mathbf E (D9) ในที่ว่าง (ρ=0, J=0\rho = 0,\ \mathbf J = \mathbf 0) จะได้สมการคลื่น ซึ่งทำนองค์ประกอบสำคัญคือ ความเร็วคลื่นเท่ากับ c=1/μ0ε0c = 1/\sqrt{\mu_0\varepsilon_0}

E9 Electromagnetic wave equation สมการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

∇×(∇×E)=−∂∂t∇×B=−μ0ε0∂2E∂t2  ⟹  ∇2E=μ0ε0∂2E∂t2,c=1μ0ε0\nabla\times(\nabla\times\mathbf E) = -\frac{\partial}{\partial t}\nabla\times\mathbf B = -\mu_0\varepsilon_0\frac{\partial^2\mathbf E}{\partial t^2}\ \ \Longrightarrow\ \ \nabla^2\mathbf E = \mu_0\varepsilon_0\frac{\partial^2\mathbf E}{\partial t^2},\qquad c = \frac{1}{\sqrt{\mu_0\varepsilon_0}}

ใช้ ∇⋅E=0\nabla\cdot\mathbf E = 0 ในที่ว่าง · คลื่นระนาบ Ex=E0cos⁡(kz−ωt)E_x = E_0\cos(kz - \omega t) เป็นคำตอบเมื่อ ω=ck\omega = ck · λ=c/f\lambda = c/f · ความไม่แปรผันนี้คือแกนของสายอากาศ สายส่งความถี่สูง และท่อนำคลื่น

E10 Poynting vector and power เวกเตอร์พอยน์ติงและกำลัง

S=E×H,Pout=∯SS⋅dA,ความร้อนจูล: P=∭J⋅E dV=∭σE2 dV\mathbf S = \mathbf E\times\mathbf H,\qquad P_{\text{out}} = \oiint_S\mathbf S\cdot d\mathbf A,\qquad \text{ความร้อนจูล: } P = \iiint\mathbf J\cdot\mathbf E\,dV = \iiint\sigma E^2\,dV

ทฤษฎีบทพอยน์ติง: กำลังที่ไหลเข้าผ่านผิว = กำลังที่สูญเสียในตัวนำ + อัตราเปลี่ยนของพลังงานสนาม · คลื่นระนาบ S=E02/(2η0)S = E_0^2/(2\eta_0) ค่าเฉลี่ย, η0=μ0/ε0=376.7 Ω\eta_0 = \sqrt{\mu_0/\varepsilon_0} = 376.7\ \Omega

ตัวอย่าง E-6 · พลังงานไหลเข้าสู่ลวดนำกระแส

ลวดทองแดงรัศมี 1 mm ยาว 1 m นำกระแสตรง 10 A (σ=5.8×107\sigma = 5.8\times10^7 S/m) หา J,E,H\mathbf J, \mathbf E, \mathbf H ที่ผิวลวด และแสดงว่ากำลังที่ไหลเข้าผ่านผิวลวดตามเวกเตอร์พอยน์ติงเท่ากับ I2RI^2R

  1. J=I/A=10/(π×10−6)=3.183×106J = I/A = 10/(\pi\times10^{-6}) = 3.183\times10^{6} A/m² · E=J/σ=0.05488E = J/\sigma = 0.05488 V/m (ตามแนวลวด)

  2. กฎของแอมแปร์รอบผิวลวด: H(2πa)=IH(2\pi a) = I → H=102π(10−3)=1591.5H = \dfrac{10}{2\pi(10^{-3})} = 1591.5 A/m (ล้อมรอบลวด)

  3. S=E×H\mathbf S = \mathbf E\times\mathbf H ตั้งฉากกับทั้งคู่ ชี้ เข้าผิวลวด (ตามรัศมีเข้า) ขนาด S=EH=0.05488×1591.5=87.35S = EH = 0.05488\times1591.5 = 87.35 W/m²

  4. กำลังที่ไหลเข้าทั้งผิวข้าง (พื้นที่ 2πaL=6.283×10−32\pi aL = 6.283\times10^{-3} m²): P=87.35×6.283×10−3=0.5488P = 87.35\times6.283\times10^{-3} = 0.5488 W

  5. เทียบกับความร้อนจูล: R=LσA=1(5.8×107)(3.1416×10−6)=5.488R = \dfrac{L}{\sigma A} = \dfrac{1}{(5.8\times10^7)(3.1416\times10^{-6})} = 5.488 mΩ → I2R=100×5.488×10−3=0.5488I^2R = 100\times5.488\times10^{-3} = 0.5488 W ตรงกับกำลังที่ไหลเข้าตามพอยน์ติงทุกหลัก ✓ (ใช้ σ\sigma ค่าเดียวกัน)

P=∯S⋅dA=0.549P = \oiint\mathbf S\cdot d\mathbf A = 0.549 W = I2RI^2R — พลังงานไหลเข้ามาจากสนามรอบ ๆ ไม่ได้ “ไหลตามเนื้อลวด”

ตัวอย่าง E-7 · คลื่นระนาบ 100 MHz

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าระนาบในอากาศที่ 100 MHz มีแอมพลิจูด E0=10E_0 = 10 V/m หา cc, λ\lambda, kk และความหนาแน่นกำลังเฉลี่ย

  1. c=1μ0ε0=1(4π×10−7)(8.854×10−12)=2.998×108c = \dfrac{1}{\sqrt{\mu_0\varepsilon_0}} = \dfrac{1}{\sqrt{(4\pi\times10^{-7})(8.854\times10^{-12})}} = 2.998\times10^8 m/s

  2. λ=c/f=2.998×108/108=3.00\lambda = c/f = 2.998\times10^8/10^8 = 3.00 m · k=2π/λ=2.096k = 2\pi/\lambda = 2.096 rad/m · ω=2πf=6.283×108\omega = 2\pi f = 6.283\times10^8 rad/s (ω/k=c\omega/k = c ✓)

  3. η0=μ0/ε0=376.7 Ω\eta_0 = \sqrt{\mu_0/\varepsilon_0} = 376.7\ \Omega · H0=E0/η0=0.02654H_0 = E_0/\eta_0 = 0.02654 A/m

  4. ⟨S⟩=E022η0=100753.5=0.1327\langle S\rangle = \dfrac{E_0^2}{2\eta_0} = \dfrac{100}{753.5} = 0.1327 W/m² (ตัวเลขนี้คือกำลังที่สายอากาศรับ 1 m² จะได้ ถ้ารับได้หมด)

c=3.00×108c = 3.00\times10^8 m/s · λ=3.00\lambda = 3.00 m · ⟨S⟩=0.133\langle S\rangle = 0.133 W/m²

สรุป: เครื่องมือแคลคูลัสกับโจทย์ไฟฟ้า พื้นฐาน

ปัญหาไฟฟ้าเครื่องมือผลลัพธ์
สนามจากประจุหลายตัวรวมศักย์ แล้ว gradientE=−∇V\mathbf E = -\nabla V (E1, E2 · แล็บลากประจุ)
สนามของรูปทรงสมมาตรผิวเกาส์ + อินทิกรัลผิวเส้น ระนาบ ทรงกลม (E3)
ศักย์ระหว่างอิเล็กโทรดสมการลาปลาซV(r)V(r) ของโคแอกเชียล (E4, E6)
ความจุ CC และพลังงานเกาส์ + อินทิกรัลเส้น + อินทิกรัลสามชั้นแผ่นขนาน โคแอก (E5, E6)
ความต้านทานของรูปทรงJ\mathbf J, E\mathbf E, ฟลักซ์หลักดิน แรงดันก้าว (E7, E8)
EMF เหนี่ยวนำสโตกส์ + อินทิกรัลผิว−dΦ/dt-d\Phi/dt (บทผิว ตัวอย่าง S-10)
คลื่นและกำลังที่แผ่curl curl และ Poyntingcc, λ\lambda, ⟨S⟩\langle S\rangle (E9, E10)
ฮาร์โมนิกรูปคลื่นหลายตัวแปรฟูเรียร์ซีรีส์ + Laplaceดู อนุกรมฟูเรียร์ และ การแปลงลาปลาซ

เส้นทางต่อ: สนามไฟฟ้า-แม่เหล็กและแรงลอเรนซ์ด้วยเวกเตอร์ · แล็บสนามในชุดเวกเตอร์ · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · ระบบไฟฟ้ากำลังและการป้องกัน (การต่อลงดินและการทำงานของรีเลย์ใช้สนามและศักย์ในหน้านี้)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ลืมเครื่องหมายลบใน E=−∇V\mathbf E = -\nabla V · สนามชี้ไปทางที่ศักย์ลด
  2. ใช้กฎของเกาส์กับรูปที่ไม่สมมาตร · กฎใช้ได้เสมอแต่ EE ออกจากอินทิกรัลไม่ได้ (ต้องซ้อนทับหรือแก้เชิงตัวเลข)
  3. ลืมว่าระบบหน่วย · k=8.988×109k = 8.988\times10^9 ใช้กับ C, m · ถ้าใช้ nC ต้องคูณ 10−910^{-9} (ในแล็บทำให้แล้ว)
  4. ใช้ ε0\varepsilon_0 แทน ε0εr\varepsilon_0\varepsilon_r ในไดอิเล็กทริก · ความจุเพิ่มขึ้น εr\varepsilon_r เท่า
  5. เข้าใจผิดว่าพลังงานไหลตามเนื้อลวด · เวกเตอร์พอยน์ติงชี้เข้าผิวลวดจากสนามรอบ ๆ (E-6)

ไปต่อที่วิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งใช้สมการรูปเดียวกัน (ลาปลาซ, ดีเวอร์เจนซ์, เกรเดียนต์) กับความร้อนและของไหล

คำถามที่พบบ่อย

สนามไฟฟ้า E ได้จากศักย์ไฟฟ้า V ได้อย่างไร?

ใช้ E=−∇V=−⟨∂V∂x,∂V∂y,∂V∂z⟩\mathbf E = -\nabla V = -\left\langle\dfrac{\partial V}{\partial x}, \dfrac{\partial V}{\partial y}, \dfrac{\partial V}{\partial z}\right\rangle คือสนามไฟฟ้าเท่ากับลบเกรเดียนต์ของศักย์ ชี้ไปทางที่ศักย์ลดลงเร็วสุด และตั้งฉากกับผิวศักย์เท่ากัน ข้อดีคือหา VV ซึ่งเป็นสเกลาร์ (บวกกันได้ง่าย V=k∑qi/riV = k\sum q_i/r_i) แล้วหาอนุพันธ์ย่อยจะได้ E\mathbf E ทั้งสามองค์ประกอบ ตัวอย่าง V=kq/rV = kq/r ได้ E=kq r^/r2\mathbf E = kq\,\hat{\mathbf r}/r^2 ซึ่งคือกฎของคูลอมบ์

กฎของเกาส์ (Gauss's law) ใช้หาสนามไฟฟ้าอย่างไร?

กฎบอกว่า ∯E⋅dS=Qenc/ε0\oiint\mathbf E\cdot d\mathbf S = Q_{enc}/\varepsilon_0 เมื่อมีความสมมาตร (ทรงกลม ทรงกระบอก ระนาบ) เลือกผิวเกาส์ให้ E\mathbf E ตั้งฉากกับผิวและมีขนาดคงที่ แล้วอินทิกรัลลดเหลือ E×E\timesพื้นที่ ตัวอย่าง เส้นประจุยาวอนันต์: E=λ/(2πε0r)E = \lambda/(2\pi\varepsilon_0r) · แผ่นระนาบอนันต์: E=σ/(2ε0)E = \sigma/(2\varepsilon_0) · ทรงกลม: E=kQ/r2E = kQ/r^2 นอกทรงกลม ถ้าไม่มีความสมมาตรต้องใช้สนามซ้อนทับหรือแก้สมการลาปลาซ-พัวซอง

สมการลาปลาซกับสมการพัวซองต่างกันอย่างไร ใช้เมื่อไร?

สมการพัวซอง ∇2V=−ρv/ε0\nabla^2V = -\rho_v/\varepsilon_0 ใช้ในบริเวณที่มีประจุ ส่วนสมการลาปลาซ ∇2V=0\nabla^2V = 0 เป็นกรณีที่ไม่มีประจุในบริเวณนั้น (ประจุอยู่เฉพาะที่ขอบเขต เช่นขั้วอิเล็กโทรด) ใช้หาศักย์ระหว่างอิเล็กโทรดเมื่อรู้แรงดันที่ขอบ เช่นในสายโคแอกเชียล V(r)=V0ln⁡(b/r)/ln⁡(b/a)V(r) = V_0\ln(b/r)/\ln(b/a) และในตัวเก็บประจุแผ่นขนาน VV เปลี่ยนเป็นเส้นตรงตามระยะ สมการนี้ยังใช้กับการนำความร้อนสภาวะคงตัวและการซึมของน้ำใต้ดินด้วย

คำนวณความจุ (capacitance) ด้วยแคลคูลัสหลายตัวแปรอย่างไร?

ขั้นตอนมาตรฐาน: สมมติประจุ QQ บนอิเล็กโทรด หาสนาม E\mathbf E ด้วยกฎของเกาส์ หาแรงดัน V=−∫E⋅dlV = -\int\mathbf E\cdot d\mathbf l ระหว่างอิเล็กโทรดทั้งสอง แล้ว C=Q/VC = Q/V ตัวอย่างแผ่นขนาน C=ε0A/dC = \varepsilon_0A/d สายโคแอกเชียล C′=2πε0εr/ln⁡(b/a)C' = 2\pi\varepsilon_0\varepsilon_r/\ln(b/a) ต่อเมตร (สาย RG-58 ได้ราว 108 pF/m) พลังงานที่สะสมคือ W=12ε0∭E2 dV=12CV2W = \tfrac12\varepsilon_0\iiint E^2\,dV = \tfrac12CV^2

เวกเตอร์พอยน์ติง (Poynting vector) คืออะไร?

เวกเตอร์พอยน์ติง S=E×H\mathbf S = \mathbf E\times\mathbf H (W/m²) บอกทิศและขนาดของกำลังที่ไหลผ่านพื้นที่หนึ่งหน่วยของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า อินทิกรัลบนผิวปิด ∯S⋅dA\oiint\mathbf S\cdot d\mathbf A คือกำลังที่ไหลออกจากปริมาตร เช่นลวดนำกระแส 10 A ที่ร้อนขึ้น 0.549 W เป็นพลังงานที่ไหล “เข้า” ผ่านผิวลวดจากสนามรอบ ๆ ตรงกับ I2RI^2R และสำหรับคลื่นระนาบ S=E02/(2η0)S = E_0^2/(2\eta_0) เมื่อ η0=376.7 Ω\eta_0 = 376.7\ \Omega

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์