พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. อินทิกรัลหลายชั้น

// บทที่ 24.5 · แคลคูลัสหลายตัวแปร · Double & Triple Integrals

อินทิกรัลสองชั้นและสามชั้น (Double & Triple Integrals): พิกัดขั้ว ทรงกระบอก ทรงกลม และ Jacobian

อินทิกรัลตัวแปรเดียวรวม “พื้นที่ใต้เส้นโค้ง” ส่วนอินทิกรัลสองชั้น (double integral) รวม “ปริมาตรใต้ผิว” และอินทิกรัลสามชั้น (triple integral) รวมปริมาณใด ๆ ทั่วเนื้อของวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นมวล ประจุ พลังงาน หรือโมเมนต์ความเฉื่อยของชิ้นส่วนเครื่องจักร หน้านี้สอนทั้งวิธีคำนวณทีละชั้น การเลือกบริเวณ การสลับลำดับ การเปลี่ยนไปใช้พิกัดขั้ว ทรงกระบอก ทรงกลมพร้อมตัวคูณ Jacobian และการประยุกต์หามวลกับจุดศูนย์กลางมวล พร้อมแล็บที่เห็นทั้งผลรวมรีมันน์และค่าที่แท้จริง

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ∬Rf dA=\iint_R f\,dA = ปริมาตรใต้ผิว (เมื่อ f≥0f \ge 0) · คำนวณทีละชั้น (Fubini): ในสุดก่อน ถือตัวนอกเป็นค่าคงที่
  • บริเวณ type I a≤x≤b, g1(x)≤y≤g2(x)a \le x \le b,\ g_1(x) \le y \le g_2(x) · type II c≤y≤d, h1(y)≤x≤h2(y)c \le y \le d,\ h_1(y) \le x \le h_2(y) · อินทิเกรตไม่ออกให้สลับลำดับ
  • พิกัดขั้ว: dA=r dr dθdA = r\,dr\,d\theta · ทรงกระบอก: dV=r dz dr dθdV = r\,dz\,dr\,d\theta · ทรงกลม: dV=ρ2sin⁡φ dρ dφ dθdV = \rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta · ตัวคูณคือ ∣J∣|J|
  • ประยุกต์: มวล M=∬ρ dAM = \iint\rho\,dA · xˉ=1M∬xρ dA\bar x = \tfrac1M\iint x\rho\,dA · Ix=∬y2ρ dAI_x = \iint y^2\rho\,dA
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

อินทิกรัลสองชั้นคืออะไร: ผลรวมรีมันน์ในสองมิติ พื้นฐาน

ตัวแปรเดียว: แบ่งช่วงเป็นชิ้นแคบ Δx\Delta x คูณความสูง ff แล้วบวก สองตัวแปร: แบ่งบริเวณ RR เป็นช่องเล็กพื้นที่ ΔA\Delta A แต่ละช่องมี “แท่ง” สูง f(xi∗,yj∗)f(x_i^*, y_j^*) ปริมาตรรวมของแท่งทั้งหมดคือผลรวมรีมันน์ (Riemann sum) เมื่อช่องเล็กลงจนไม่สิ้นสุด ผลรวมเข้าใกล้อินทิกรัลสองชั้น ในแล็บด้านล่างเลื่อน nn จาก 1 ถึง 40 แล้วดูแท่งปริมาตรกับค่า “ที่แท้จริง” วิ่งเข้าหากัน

M1 Double integral (Riemann sum) อินทิกรัลสองชั้น (ผลรวมรีมันน์)

∬Rf(x,y) dA=lim⁡m,n→∞∑i=1m∑j=1nf(xi∗,yj∗) ΔA,ΔA=Δx Δy\iint_R f(x, y)\,dA = \lim_{m,n\to\infty}\sum_{i=1}^{m}\sum_{j=1}^{n} f(x_i^{*}, y_j^{*})\,\Delta A,\qquad \Delta A = \Delta x\,\Delta y

f≥0f \ge 0: ปริมาตรใต้ผิว z=f(x,y)z = f(x, y) เหนือ RR · จุด (xi∗,yj∗)(x_i^*, y_j^*) เลือกกึ่งกลางช่อง = midpoint rule · f=1f = 1 ให้พื้นที่ A(R)A(R)

M2 Fubini's theorem (rectangle) ทฤษฎีบทฟูบินี (สี่เหลี่ยมผืนผ้า)

∬[a,b]×[c,d]f dA=∫ab ⁣(∫cdf(x,y) dy)dx=∫cd ⁣(∫abf(x,y) dx)dy\iint_{[a,b]\times[c,d]} f\,dA = \int_a^b\!\left(\int_c^d f(x, y)\,dy\right)dx = \int_c^d\!\left(\int_a^b f(x, y)\,dx\right)dy

เมื่อ ff ต่อเนื่อง สองลำดับให้ค่าเท่ากัน · ชั้นในอินทิเกรตก่อน โดยถือตัวแปรนอกเป็นค่าคงที่ · ถ้า f=g(x)h(y)f = g(x)h(y) แยกเป็นผลคูณ ∫g dx⋅∫h dy\int g\,dx\cdot\int h\,dy

M3 Average value ค่าเฉลี่ยของฟังก์ชัน

favg=1A(R)∬Rf dA,A(R)=∬RdAf_{\text{avg}} = \frac{1}{A(R)}\iint_R f\,dA,\qquad A(R) = \iint_R dA

เชิงเส้นและบวกกันได้ตามบริเวณ · ค่าเฉลี่ยทางวิศวกรรม เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยของแผ่น ความสูงเฉลี่ยของพื้นที่ (ใช้หาระดับสมดุลในบทโยธา)

ตัวอย่าง M-1 · Riemann sum กับค่าที่แท้จริง

หา ∬R(x2+y2) dA\displaystyle\iint_R (x^2 + y^2)\,dA เมื่อ R=[0,1]×[0,2]R = [0, 1]\times[0, 2] และเทียบกับผลรวมรีมันน์แบบ 2×2 ช่อง (กึ่งกลาง)

  1. ชั้นใน (ตาม yy, ถือ xx คงที่): ∫02(x2+y2) dy=[x2y+y33]02=2x2+83\displaystyle\int_0^2 (x^2 + y^2)\,dy = \left[x^2 y + \dfrac{y^3}{3}\right]_0^2 = 2x^2 + \dfrac83

  2. ชั้นนอก: ∫01(2x2+83)dx=23+83=103≈3.3333\displaystyle\int_0^1\left(2x^2 + \dfrac83\right)dx = \dfrac{2}{3} + \dfrac83 = \dfrac{10}{3} \approx 3.3333

  3. Riemann sum 2×2: Δx=0.5, Δy=1, ΔA=0.5\Delta x = 0.5,\ \Delta y = 1,\ \Delta A = 0.5 · จุดกึ่งกลาง x∈{0.25,0.75}x \in \{0.25, 0.75\}, y∈{0.5,1.5}y \in \{0.5, 1.5\}

  4. ค่า ff: 0.3125, 0.8125, 2.3125, 2.81250.3125,\ 0.8125,\ 2.3125,\ 2.8125 · ผลรวม =6.25= 6.25 · × 0.5=3.125\times\,0.5 = 3.125 (ต่ำกว่าจริง 6.25%) · เพิ่ม nn เป็น 6 ได้ 3.31023.3102 (ต่ำกว่า 0.7%)

∬R(x2+y2) dA=103\iint_R (x^2 + y^2)\,dA = \dfrac{10}{3} · midpoint 2×2 ได้ 3.125

บริเวณที่ไม่ใช่สี่เหลี่ยม: type I, type II และการสลับลำดับ พื้นฐาน

บริเวณในงานจริงแทบไม่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้วาดบริเวณก่อน แล้วเลือกว่าจะ “กวาด” ด้วยแถบแนวตั้งหรือแนวนอน: type I ขอบบนและล่างเป็นฟังก์ชันของ xx (แถบตั้ง) · type II ขอบซ้ายและขวาเป็นฟังก์ชันของ yy (แถบนอน) ขอบเขตของชั้นในได้เป็นฟังก์ชันของตัวแปรนอกได้ แต่ขอบเขตของชั้นนอกต้องเป็นค่าคงที่เสมอ

xytype I: แถบแนวตั้ง g₁(x) ≤ y ≤ g₂(x)y = x²y = xxytype II: แถบแนวนอน h₁(y) ≤ x ≤ h₂(y)x = √yx = y∫₀¹ ∫ f dy dx (y: x² → x)∫₀¹ ∫ f dx dy (x: y → √y)
บริเวณ type I (แถบแนวตั้ง: yy ระหว่าง g1(x)g_1(x) กับ g2(x)g_2(x)) และ type II (แถบแนวนอน: xx ระหว่าง h1(y)h_1(y) กับ h2(y)h_2(y)) ของบริเวณเดียวกัน — การสลับลำดับการอินทิเกรตคือการเปลี่ยนวิธีแบ่ง

M4 Type I region บริเวณ type I

R={a≤x≤b, g1(x)≤y≤g2(x)}:∬Rf dA=∫ab ⁣∫g1(x)g2(x)f(x,y) dy dxR = \{a \le x \le b,\ g_1(x) \le y \le g_2(x)\}:\qquad \iint_R f\,dA = \int_a^b\!\int_{g_1(x)}^{g_2(x)} f(x, y)\,dy\,dx

แถบตั้ง: ลากเส้นตั้งผ่านบริเวณ เส้นเข้าที่ g1g_1 ออกที่ g2g_2 · ขอบชั้นนอก a,ba, b เป็นค่าคงที่

M5 Type II region บริเวณ type II

R={c≤y≤d, h1(y)≤x≤h2(y)}:∬Rf dA=∫cd ⁣∫h1(y)h2(y)f(x,y) dx dyR = \{c \le y \le d,\ h_1(y) \le x \le h_2(y)\}:\qquad \iint_R f\,dA = \int_c^d\!\int_{h_1(y)}^{h_2(y)} f(x, y)\,dx\,dy

แถบนอน: ลากเส้นนอนผ่านบริเวณ เส้นเข้าที่ h1h_1 ออกที่ h2h_2 · เปลี่ยนลำดับ = เปลี่ยนจาก type I เป็น type II (วาดรูปแล้วอ่านขอบใหม่)

ตัวอย่าง M-2 · บริเวณสามเหลี่ยม

หา ∬Rxy dA\iint_R xy\,dA เมื่อ RR เป็นสามเหลี่ยมที่มีจุดยอด (0,0), (2,0), (0,2)(0,0),\ (2,0),\ (0,2)

  1. วาดบริเวณ: เส้นตรงจาก (2,0)(2,0) ถึง (0,2)(0,2) คือ y=2−xy = 2 - x · type I: 0≤x≤2, 0≤y≤2−x0 \le x \le 2,\ 0 \le y \le 2 - x

  2. ชั้นใน: ∫02−xxy dy=x⋅(2−x)22\displaystyle\int_0^{2-x} xy\,dy = x\cdot\dfrac{(2-x)^2}{2}

  3. ชั้นนอก: 12∫02x(4−4x+x2) dx=12[2x2−4x33+x44]02=12(8−323+4)=12⋅43=23\displaystyle\dfrac12\int_0^2 x(4 - 4x + x^2)\,dx = \dfrac12\left[2x^2 - \dfrac{4x^3}{3} + \dfrac{x^4}{4}\right]_0^2 = \dfrac12\left(8 - \dfrac{32}{3} + 4\right) = \dfrac12\cdot\dfrac43 = \dfrac23

  4. ตรวจด้วยอีกลำดับ (type II: 0≤y≤2, 0≤x≤2−y0 \le y \le 2,\ 0 \le x \le 2 - y): โดยสมมาตรของ xyxy ได้ 23\tfrac23 เท่ากัน ✓

∬Rxy dA=23\iint_R xy\,dA = \dfrac23

ตัวอย่าง M-3 · สลับลำดับเมื่อชั้นในอินทิเกรตไม่ได้

คำนวณ ∫01 ⁣∫x1ey2 dy dx\displaystyle\int_0^1\!\int_x^1 e^{y^2}\,dy\,dx

  1. ∫ey2 dy\int e^{y^2}\,dy ไม่มีรูปปิดจากฟังก์ชันพื้นฐาน จึงอินทิเกรตตาม yy ก่อนไม่ได้

  2. อ่านบริเวณ: 0≤x≤10 \le x \le 1 และ x≤y≤1x \le y \le 1 คือสามเหลี่ยมใต้เส้น y=1y = 1 เหนือเส้น y=xy = x (จุดยอด (0,0),(0,1),(1,1)(0,0),(0,1),(1,1))

  3. เปลี่ยนเป็น type II: 0≤y≤10 \le y \le 1 และ 0≤x≤y0 \le x \le y · ∫01 ⁣∫0yey2 dx dy\displaystyle\int_0^1\!\int_0^y e^{y^2}\,dx\,dy

  4. ชั้นใน (ตาม xx, ey2e^{y^2} คงที่): y ey2y\,e^{y^2} · ชั้นนอก: ∫01y ey2 dy=[12ey2]01=e−12≈0.8591\displaystyle\int_0^1 y\,e^{y^2}\,dy = \left[\tfrac12 e^{y^2}\right]_0^1 = \dfrac{e - 1}{2} \approx 0.8591

e−12≈0.8591\dfrac{e - 1}{2} \approx 0.8591

ตัวอย่าง M-4 · พื้นที่ระหว่างเส้นโค้ง

หาพื้นที่ที่ล้อมด้วย y=x2y = x^2 และ y=xy = x

  1. จุดตัด: x2=xx^2 = x → x=0,1x = 0, 1 · บน 0<x<10 < x < 1 เส้นตรง y=xy = x อยู่เหนือพาราโบลา

  2. A=∫01 ⁣∫x2xdy dx=∫01(x−x2) dx=12−13=16A = \displaystyle\int_0^1\!\int_{x^2}^{x} dy\,dx = \int_0^1 (x - x^2)\,dx = \dfrac12 - \dfrac13 = \dfrac16

A=16A = \dfrac16 (นี่คืออินทิกรัลสองชั้นของ f=1f = 1 · ตรงกับอินทิกรัลตัวแปรเดียว ∫(บน−ล่าง) dx\int (\text{บน} - \text{ล่าง})\,dx)

พิกัดขั้ว (Polar Coordinates) ในอินทิกรัลสองชั้น กลาง

บริเวณวงกลม ครึ่งวงกลม เซกเตอร์ และวงแหวนเขียนในพิกัดฉากยากมาก แต่ในพิกัดขั้วเรียบง่าย: 0≤r≤R, 0≤θ≤2π0 \le r \le R,\ 0 \le \theta \le 2\pi กฎคือแทน x=rcos⁡θ, y=rsin⁡θx = r\cos\theta,\ y = r\sin\theta แล้วเปลี่ยน dA=r dr dθdA = r\,dr\,d\theta ตัวคูณ rr มาจากการที่ “ช่องขั้ว” กว้าง Δr\Delta r และยาวเป็นส่วนโค้ง r Δθr\,\Delta\theta ยิ่งไกลจุดกำเนิด ช่องเดียวกันใน (r,θ)(r,\theta) ยิ่งใหญ่

xyθΔrr Δθθ + Δθθความกว้าง Δrความยาวของส่วนโค้ง r ΔθΔA ≈ r Δr Δθ⇒ dA = r dr dθตัวคูณ r = จาโคเบียนของ (r, θ)
ช่องในพิกัดขั้ว (polar rectangle): กว้าง Δr\Delta r ยาว r Δθr\,\Delta\theta จึงมีพื้นที่ ΔA≈r Δr Δθ\Delta A \approx r\,\Delta r\,\Delta\theta ซึ่งเป็นที่มาของตัวคูณ rr

M6 Double integral in polar coordinates อินทิกรัลสองชั้นในพิกัดขั้ว

∬Rf(x,y) dA=∫αβ ⁣∫r1(θ)r2(θ)f(rcos⁡θ, rsin⁡θ)  r⏟Jacobian  dr dθ\iint_R f(x, y)\,dA = \int_{\alpha}^{\beta}\!\int_{r_1(\theta)}^{r_2(\theta)} f(r\cos\theta,\ r\sin\theta)\;\underbrace{r}_{\text{Jacobian}}\;dr\,d\theta

ใช้เมื่อบริเวณหรือ ff มี x2+y2x^2 + y^2 · r2=x2+y2r^2 = x^2 + y^2 · พื้นที่ A=12∫(r22−r12) dθA = \tfrac12\int (r_2^2 - r_1^2)\,d\theta · ระวังขอบเขต θ\theta ของบริเวณ (ครึ่งบน 0≤θ≤π0 \le \theta \le \pi, ควอดแรนต์แรก 0≤θ≤π/20 \le \theta \le \pi/2)

ลองในแล็บ: โหมดขั้วใช้ rr ระหว่าง r1(θ)r_1(\theta) ถึง r2(θ)r_2(\theta) และ θ\theta ระหว่างสองค่า เลือกพรีเซ็ต “พื้นที่วงกลม” “ปริมาตรพาราโบลอยด์” หรือ “ใบกลีบ r=2sin⁡2θr = 2\sin 2\theta” แล้วดูแผนผังช่องที่เป็นรูปพัด

ตัวอย่าง M-5 · ปริมาตรพาราโบลอยด์

หาปริมาตรใต้ผิว z=4−x2−y2z = 4 - x^2 - y^2 เหนือระนาบ xyxy

  1. ผิวตัดระนาบ z=0z = 0 ที่ x2+y2=4x^2 + y^2 = 4 · บริเวณคือแผ่นวงกลมรัศมี 2: 0≤r≤2, 0≤θ≤2π0 \le r \le 2,\ 0 \le \theta \le 2\pi

  2. แทน x2+y2=r2x^2 + y^2 = r^2: V=∫02π ⁣∫02(4−r2) r dr dθV = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^2 (4 - r^2)\,r\,dr\,d\theta

  3. ชั้นใน: ∫02(4r−r3) dr=[2r2−r44]02=8−4=4\displaystyle\int_0^2 (4r - r^3)\,dr = \left[2r^2 - \dfrac{r^4}{4}\right]_0^2 = 8 - 4 = 4

  4. ชั้นนอก: ∫02π4 dθ=8π≈25.13\displaystyle\int_0^{2\pi} 4\,d\theta = 8\pi \approx 25.13

V=8π≈25.13V = 8\pi \approx 25.13 หน่วยปริมาตร (ตรงกับค่าที่แล็บคำนวณ)

ตัวอย่าง M-6 · อินทิกรัลเกาส์เซียน (ไฟฟ้า)

แสดงว่า ∫−∞∞e−x2dx=π\displaystyle\int_{-\infty}^{\infty} e^{-x^2}dx = \sqrt{\pi} ด้วยอินทิกรัลสองชั้น

  1. ให้ I=∫−∞∞e−x2dxI = \int_{-\infty}^{\infty} e^{-x^2}dx · I2=∫e−x2dx∫e−y2dy=∬R2e−(x2+y2) dAI^2 = \int e^{-x^2}dx\int e^{-y^2}dy = \iint_{\mathbb R^2} e^{-(x^2+y^2)}\,dA

  2. พิกัดขั้ว: ทั่วระนาบคือ 0≤r<∞, 0≤θ≤2π0 \le r < \infty,\ 0 \le \theta \le 2\pi · I2=∫02π ⁣∫0∞e−r2 r dr dθI^2 = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^{\infty} e^{-r^2}\,r\,dr\,d\theta

  3. ∫0∞re−r2dr=[−12e−r2]0∞=12\displaystyle\int_0^\infty r e^{-r^2}dr = \left[-\tfrac12 e^{-r^2}\right]_0^\infty = \tfrac12 · I2=2π⋅12=πI^2 = 2\pi\cdot\tfrac12 = \pi → I=πI = \sqrt{\pi}

  4. ผลนี้คือตัวทำให้เป็นปกติ (normalizing constant) ของการแจกแจงเกาส์เซียน 1σ2πe−x2/2σ2\dfrac{1}{\sigma\sqrt{2\pi}}e^{-x^2/2\sigma^2} ที่ใช้อธิบายสัญญาณรบกวนในระบบสื่อสารและการวัด

∫−∞∞e−x2dx=π\int_{-\infty}^{\infty} e^{-x^2}dx = \sqrt{\pi} (ใช้ตัวคูณ rr จึงอินทิเกรตได้ — ในพิกัดฉากไม่มีรูปปิด)

ตัวอย่าง M-7 · พื้นที่กลีบกุหลาบ

หาพื้นที่หนึ่งกลีบของ r=2sin⁡2θr = 2\sin 2\theta (0≤θ≤π/20 \le \theta \le \pi/2)

  1. A=∫0π/2 ⁣∫02sin⁡2θr dr dθ=∫0π/2(2sin⁡2θ)22 dθ=2∫0π/2sin⁡22θ dθA = \displaystyle\int_0^{\pi/2}\!\int_0^{2\sin 2\theta} r\,dr\,d\theta = \int_0^{\pi/2}\dfrac{(2\sin2\theta)^2}{2}\,d\theta = 2\int_0^{\pi/2}\sin^2 2\theta\,d\theta

  2. sin⁡22θ=12(1−cos⁡4θ)\sin^2 2\theta = \tfrac12(1 - \cos 4\theta) → 2⋅12[θ−sin⁡4θ4]0π/2=π22\cdot\tfrac12\left[\theta - \tfrac{\sin4\theta}{4}\right]_0^{\pi/2} = \dfrac{\pi}{2}

A=π2≈1.571A = \dfrac{\pi}{2} \approx 1.571

อินทิกรัลสามชั้น: พิกัดฉาก ทรงกระบอก และทรงกลม กลาง

เมื่อเพิ่มมิติ zz ได้ ∭Ef dV\iiint_E f\,dV ที่รวม ff ทั่วบริเวณตัน EE ถ้า f=1f = 1 ได้ปริมาตร ถ้า f=ρf = \rho (ความหนาแน่น) ได้มวล เลือกพิกัดตามรูปทรง: ฉาก (กล่อง ปริซึม เตตระฮีดรอน) · ทรงกระบอก (ท่อ ถัง กรวย พาราโบลอยด์) · ทรงกลม (ลูกบอล เปลือก ซีกทรงกลม)

ทรงกระบอก (cylindrical)xyzP (r, θ, z)rθzx = r cos θ, y = r sin θ, dV = r dr dθ dzทรงกลม (spherical)xyzP (ρ, φ, θ)ρφθx = ρ sin φ cos θ, dV = ρ² sin φ dρ dφ dθ
พิกัดทรงกระบอก (cylindrical coordinates) (r,θ,z)(r, \theta, z) และพิกัดทรงกลม (spherical coordinates) (ρ,φ,θ)(\rho, \varphi, \theta) พร้อมความสัมพันธ์กับ (x,y,z)(x, y, z)

M7 Triple integral (rectangular) อินทิกรัลสามชั้น (พิกัดฉาก)

∭Ef dV=∫ab ⁣∫g1(x)g2(x) ⁣∫u1(x,y)u2(x,y)f(x,y,z) dz dy dx,V=∭EdV,M=∭Eρ dV\iiint_E f\,dV = \int_a^b\!\int_{g_1(x)}^{g_2(x)}\!\int_{u_1(x,y)}^{u_2(x,y)} f(x, y, z)\,dz\,dy\,dx,\qquad V = \iiint_E dV,\quad M = \iiint_E \rho\,dV

ขอบชั้นในเป็นฟังก์ชันของตัวแปรนอกได้ · วาดเงาของ EE บนระนาบ xyxy เพื่อหาขอบ xx และ yy แล้วระบุผิวบน-ล่างของ zz

M8 Cylindrical coordinates พิกัดทรงกระบอก

x=rcos⁡θ,  y=rsin⁡θ,  z=z;r2=x2+y2;dV=r dz dr dθx = r\cos\theta,\ \ y = r\sin\theta,\ \ z = z;\qquad r^2 = x^2 + y^2;\qquad dV = r\,dz\,dr\,d\theta

เหมาะกับรูปที่สมมาตรรอบแกน zz · ∭f dV=∭f(rcos⁡θ,rsin⁡θ,z) r dz dr dθ\iiint f\,dV = \iiint f(r\cos\theta, r\sin\theta, z)\,r\,dz\,dr\,d\theta

M9 Spherical coordinates พิกัดทรงกลม

x=ρsin⁡φcos⁡θ,  y=ρsin⁡φsin⁡θ,  z=ρcos⁡φ;ρ2=x2+y2+z2;dV=ρ2sin⁡φ dρ dφ dθx = \rho\sin\varphi\cos\theta,\ \ y = \rho\sin\varphi\sin\theta,\ \ z = \rho\cos\varphi;\quad \rho^2 = x^2 + y^2 + z^2;\quad dV = \rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta

ρ≥0\rho \ge 0 ระยะจากจุดกำเนิด · 0≤φ≤π0 \le \varphi \le \pi มุมจากแกน +z+z · 0≤θ≤2π0 \le \theta \le 2\pi มุมราบ · ระวังตำราบางเล่นสลับ θ\theta กับ φ\varphi (ฟิสิกส์ใช้แบบนี้ ตำราคณิตศาสตร์บางเล่มสลับ)

แล็บสามชั้นรับ f(x,y,z)f(x, y, z) เสมอในพิกัดฉาก โปรแกรมแทนพิกัดใหม่และคูณจาโคเบียนให้ จุดสีในภาพแสดงตัวอย่างจุดภายในรูปทรง เลือกพรีเซ็ต แล้วลองแก้ขอบเขตเอง

ตัวอย่าง M-8 · เตตระฮีดรอน (พิกัดฉาก)

หาปริมาตรของรูปตันที่ล้อมด้วยระนาบพิกัดสามระนาบกับ x+y+z=1x + y + z = 1

  1. เงาบนระนาบ xyxy: สามเหลี่ยม 0≤x≤1, 0≤y≤1−x0 \le x \le 1,\ 0 \le y \le 1 - x · zz จาก 0 ถึง 1−x−y1 - x - y

  2. V=∫01 ⁣∫01−x ⁣∫01−x−ydz dy dx=∫01 ⁣∫01−x(1−x−y) dy dx=∫01(1−x)22 dx=16V = \displaystyle\int_0^1\!\int_0^{1-x}\!\int_0^{1-x-y} dz\,dy\,dx = \int_0^1\!\int_0^{1-x}(1 - x - y)\,dy\,dx = \int_0^1 \dfrac{(1-x)^2}{2}\,dx = \dfrac16

V=16V = \dfrac16 (ตรงกับสูตรปริมาตรพีระมิด 13⋅ฐาน12⋅สูง1\tfrac13 \cdot \text{ฐาน}\tfrac12 \cdot \text{สูง}1)

ตัวอย่าง M-9 · กรวย (พิกัดทรงกระบอก)

หาปริมาตรรูปตันที่อยู่เหนือกรวย z=rz = r และใต้ระนาบ z=2z = 2

  1. กรวยตัดระนาบ z=2z = 2 ที่ r=2r = 2 · ขอบเขต: 0≤θ≤2π, 0≤r≤2, r≤z≤20 \le \theta \le 2\pi,\ 0 \le r \le 2,\ r \le z \le 2

  2. V=∫02π ⁣∫02 ⁣∫r2r dz dr dθ=∫02π ⁣∫02r(2−r) dr dθV = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^2\!\int_r^2 r\,dz\,dr\,d\theta = \int_0^{2\pi}\!\int_0^2 r(2 - r)\,dr\,d\theta

  3. ชั้นใน: [r2−r33]02=4−83=43\left[r^2 - \dfrac{r^3}{3}\right]_0^2 = 4 - \dfrac83 = \dfrac43 · ชั้นนอก: 2π⋅43=8π32\pi\cdot\dfrac43 = \dfrac{8\pi}{3}

  4. ตรวจด้วยสูตร: ทรงกระบอกรัศมี 2 สูง 2 มีปริมาตร 8π8\pi และกรวยมี 13\tfrac13 ของ 8π8\pi = 8π3\tfrac{8\pi}{3} → รูปตันที่ถามคือ “กรวยกลับหัว” ปริมาตร 8π3\tfrac{8\pi}{3} ✓

V=8π3≈8.378V = \dfrac{8\pi}{3} \approx 8.378

ตัวอย่าง M-10 · ทรงกลมและซีกทรงกลม (พิกัดทรงกลม)

(ก) ปริมาตรทรงกลมรัศมี RR (ข) จุดศูนย์กลางมวลของซีกทรงกลมตันรัศมี 1 ความหนาแน่นสม่ำเสมอ

  1. (ก) V=∫02π ⁣∫0π ⁣∫0Rρ2sin⁡φ dρ dφ dθ=2π⋅2⋅R33=4πR33V = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^{\pi}\!\int_0^{R}\rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta = 2\pi\cdot 2\cdot\dfrac{R^3}{3} = \dfrac{4\pi R^3}{3} (R = 2 ได้ 32π3=33.51\tfrac{32\pi}{3} = 33.51)

  2. (ข) ซีกบน: 0≤φ≤π/20 \le \varphi \le \pi/2 · ปริมาตร =2π3= \tfrac{2\pi}{3}

  3. ∭z dV=∫02π ⁣∫0π/2 ⁣∫01(ρcos⁡φ) ρ2sin⁡φ dρ dφ dθ=2π⋅14⋅12=π4\iiint z\,dV = \int_0^{2\pi}\!\int_0^{\pi/2}\!\int_0^1 (\rho\cos\varphi)\,\rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta = 2\pi\cdot\dfrac14\cdot\dfrac12 = \dfrac{\pi}{4}

  4. zˉ=π/42π/3=38\bar z = \dfrac{\pi/4}{2\pi/3} = \dfrac38 และโดยสมมาตร xˉ=yˉ=0\bar x = \bar y = 0

(ก) V=43πR3V = \tfrac43\pi R^3 · (ข) (xˉ,yˉ,zˉ)=(0,0,38R)(\bar x, \bar y, \bar z) = (0, 0, \tfrac38 R) สำหรับซีกทรงกลมรัศมี RR (ตรงกับตารางในหนังสือกลศาสตร์วิศวกรรม)

การเปลี่ยนตัวแปรและ Jacobian ขั้นสูง

พิกัดขั้วเป็นกรณีเฉพาะของการเปลี่ยนตัวแปรทั่วไป x=x(u,v), y=y(u,v)x = x(u, v),\ y = y(u, v) ซึ่งแปลงช่องสี่เหลี่ยมเล็กบนระนาบ uvuv ให้เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนานโค้งบนระนาบ xyxy ขนาดพื้นที่ใหม่เท่ากับ ∣J∣|J| คูณพื้นที่เดิม โดย JJ คือดีเทอร์มิแนนต์ของเมทริกซ์จาโคเบียน (จากบทอนุพันธ์ย่อย) ใช้แล็บด้านล่างลากแถบ (u0,v0)(u_0, v_0) และขนาดช่อง แล้วเทียบ “พื้นที่ภาพจริง” กับ ∣det⁡J∣ΔuΔv|\det J|\Delta u\Delta v

M10 Change of variables (2D) เปลี่ยนตัวแปร (สองมิติ)

∬Rf(x,y) dx dy=∬Sf(x(u,v), y(u,v))∣∂(x,y)∂(u,v)∣du dv,∂(x,y)∂(u,v)=∣xuxvyuyv∣\iint_R f(x, y)\,dx\,dy = \iint_S f\big(x(u,v),\,y(u,v)\big)\left|\frac{\partial(x, y)}{\partial(u, v)}\right|du\,dv,\qquad \frac{\partial(x,y)}{\partial(u,v)} = \begin{vmatrix} x_u & x_v\\ y_u & y_v\end{vmatrix}

การแปลงต้องหนึ่งต่อหนึ่ง (อาจยกเว้นขอบ) · พิกัดขั้ว J=rJ = r · ∣J∣|J| ใช้ค่าสัมบูรณ์เสมอ (พื้นที่ไม่ติดลบ) · เลือกตัวแปรใหม่ให้บริเวณ SS กลายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

M11 Jacobians of standard coordinates จาโคเบียนของพิกัดมาตรฐาน

ขั้ว: ∣∂(x,y)∂(r,θ)∣=rทรงกระบอก: rทรงกลม: ∣∂(x,y,z)∂(ρ,φ,θ)∣=ρ2sin⁡φ\text{ขั้ว: } \left|\tfrac{\partial(x,y)}{\partial(r,\theta)}\right| = r\qquad \text{ทรงกระบอก: } r\qquad \text{ทรงกลม: } \left|\tfrac{\partial(x,y,z)}{\partial(\rho,\varphi,\theta)}\right| = \rho^2\sin\varphi

ตัวคูณทั้งสามคือที่มาของ r dr dθ, r dz dr dθ, ρ2sin⁡φ dρ dφ dθr\,dr\,d\theta,\ r\,dz\,dr\,d\theta,\ \rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta · สามตัวแปร JJ เป็นดีเทอร์มิแนนต์ 3×3

uvระนาบ (u, v)ΔuΔvΔA′xyระนาบ (x, y) x = x(u, v), y = y(u, v)r_u Δur_v ΔvΔA ≈ |det J| Δu Δv, J = ∂(x, y)/∂(u, v)
จาโคเบียน (Jacobian): ช่องเล็ก Δu×Δv\Delta u\times\Delta v ถูกแปลงเป็นสี่เหลี่ยมด้านขนานที่ขึงด้วย (xu,yu)Δu(x_u, y_u)\Delta u และ (xv,yv)Δv(x_v, y_v)\Delta v พื้นที่ใหม่คือ ∣det⁡J∣ Δu Δv|\det J|\,\Delta u\,\Delta v
ตัวอย่าง M-11 · พื้นที่วงรี

หาพื้นที่ภายในวงรี x2a2+y2b2≤1\dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2} \le 1

  1. เปลี่ยนตัวแปร x=au, y=bvx = au,\ y = bv · วงรีกลายเป็นแผ่นวงกลมหนึ่งหน่วย u2+v2≤1u^2 + v^2 \le 1

  2. J=∣a00b∣=abJ = \begin{vmatrix} a & 0\\ 0 & b\end{vmatrix} = ab

  3. A=∬dx dy=∬u2+v2≤1ab du dv=ab⋅π⋅12=πabA = \iint dx\,dy = \iint_{u^2+v^2\le1} ab\,du\,dv = ab\cdot\pi\cdot1^2 = \pi ab

  4. ตัวอย่างเชิงตัวเลข: a=2, b=1a = 2,\ b = 1 ได้ A=2π=6.283A = 2\pi = 6.283 (แล็บ Jacobian โหมด “วงรี” ให้ det⁡J=2u\det J = 2u เมื่อรวม x=2ucos⁡vx = 2u\cos v ในพิกัดขั้ววงรี)

A=πabA = \pi ab

มวล จุดศูนย์กลางมวล และโมเมนต์ความเฉื่อย กลาง

แผ่นบางที่ความหนาแน่นผิว ρ(x,y)\rho(x, y) (มวลต่อพื้นที่) มีมวล M=∬ρ dAM = \iint\rho\,dA จุดศูนย์กลางมวลคือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของพิกัด และโมเมนต์ความเฉื่อยวัดความ “ต้านการหมุน” ซึ่งใช้ในสมการ τ=Iα\tau = I\alpha ของเครื่องกล และ II ของหน้าตัดคาน (ใส่ ρ=1\rho = 1) ในงานโยธา เปิดสวิตช์ “ถือว่า ff = ความหนาแน่น” ในแล็บเพื่อให้โปรแกรมคำนวณทั้งหมดพร้อมกัน

M12 Mass and center of mass มวลและจุดศูนย์กลางมวล

M=∬Rρ dA,xˉ=1M∬Rx ρ dA,yˉ=1M∬Ry ρ dAM = \iint_R \rho\,dA,\qquad \bar x = \frac{1}{M}\iint_R x\,\rho\,dA,\qquad \bar y = \frac{1}{M}\iint_R y\,\rho\,dA

ρ=1\rho = 1: จุดศูนย์ถ่วงทางเรขาคณิต (centroid) · สามมิติ zˉ=1M∭zρ dV\bar z = \tfrac1M\iiint z\rho\,dV · บริเวณสมมาตรให้ xˉ\bar x หรือ yˉ\bar y อยู่ที่แกนสมมาตร

M13 Moments of inertia โมเมนต์ความเฉื่อย

Ix=∬y2ρ dA,Iy=∬x2ρ dA,I0=Ix+Iy=∬(x2+y2)ρ dA,Iz=∭(x2+y2)ρ dVI_x = \iint y^2\rho\,dA,\qquad I_y = \iint x^2\rho\,dA,\qquad I_0 = I_x + I_y = \iint (x^2 + y^2)\rho\,dA,\qquad I_z = \iiint (x^2 + y^2)\rho\,dV

IxI_x ถ่วงด้วยระยะจากแกน xx (จึงเป็น y2y^2) · I0I_0 = โมเมนต์เชิงขั้ว · ทฤษฎีบทแกนขนาน I=Ic+Md2I = I_c + Md^2 · รัศมีไจเรชัน k=I/Mk = \sqrt{I/M}

ตัวอย่าง M-12 · แผ่นครึ่งวงกลม

แผ่นครึ่งวงกลมรัศมี 1 (y≥0y \ge 0) ความหนาแน่นสม่ำเสมอ ρ=1\rho = 1 หา M, yˉ, Ix, IyM,\ \bar y,\ I_x,\ I_y

  1. ขอบเขตขั้ว: 0≤r≤1, 0≤θ≤π0 \le r \le 1,\ 0 \le \theta \le \pi · M=∫0π ⁣∫01r dr dθ=π2M = \displaystyle\int_0^\pi\!\int_0^1 r\,dr\,d\theta = \dfrac{\pi}{2}

  2. ∬y dA=∫0πsin⁡θ dθ∫01r2 dr=2⋅13=23\iint y\,dA = \displaystyle\int_0^\pi\sin\theta\,d\theta\int_0^1 r^2\,dr = 2\cdot\dfrac13 = \dfrac23 → yˉ=2/3π/2=43π≈0.4244\bar y = \dfrac{2/3}{\pi/2} = \dfrac{4}{3\pi} \approx 0.4244 · xˉ=0\bar x = 0 (สมมาตร)

  3. Ix=∬y2 dA=∫0πsin⁡2θ dθ∫01r3 dr=π2⋅14=π8I_x = \iint y^2\,dA = \displaystyle\int_0^\pi\sin^2\theta\,d\theta\int_0^1 r^3\,dr = \dfrac{\pi}{2}\cdot\dfrac14 = \dfrac{\pi}{8} · Iy=∬x2 dA=π8I_y = \iint x^2\,dA = \dfrac{\pi}{8}

  4. I0=π4I_0 = \dfrac{\pi}{4} และเมื่อ ρ\rho เป็นมวลต่อพื้นที่ M=π2M = \dfrac{\pi}{2} ได้ I0=12MR2I_0 = \tfrac12 M R^2 เหมือนจานกลมเต็มดวง (ซีกก็มี I0I_0 อัตราส่วนเดียวกัน)

M=π2M = \dfrac{\pi}{2} · yˉ=43π\bar y = \dfrac{4}{3\pi} · Ix=Iy=π8I_x = I_y = \dfrac{\pi}{8} · I0=π4I_0 = \dfrac{\pi}{4}

ตัวอย่าง M-13 · โมเมนต์ความเฉื่อยของกระบอกและทรงกลม (เครื่องกล)

แสดงว่าทรงกระบอกตันรัศมี RR สูง hh มี Iz=12MR2I_z = \tfrac12 MR^2 และทรงกลมตันมี I=25MR2I = \tfrac25 MR^2 (ความหนาแน่น ρ0\rho_0 สม่ำเสมอ)

  1. ทรงกระบอก (พิกัดทรงกระบอก): Iz=∫02π ⁣∫0R ⁣∫0hρ0 r2⋅r dz dr dθ=ρ0⋅2π⋅R44⋅h=πρ0hR42I_z = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^R\!\int_0^h \rho_0\,r^2\cdot r\,dz\,dr\,d\theta = \rho_0\cdot2\pi\cdot\dfrac{R^4}{4}\cdot h = \dfrac{\pi\rho_0 hR^4}{2}

  2. มวล M=ρ0πR2hM = \rho_0\pi R^2h ดังนั้น Iz=12MR2I_z = \dfrac{1}{2}MR^2 ✓

  3. ทรงกลม (พิกัดทรงกลม): (x2+y2)=ρ2sin⁡2φ(x^2 + y^2) = \rho^2\sin^2\varphi · I=ρ0∫02π ⁣∫0π ⁣∫0Rρ2sin⁡2φ⋅ρ2sin⁡φ dρ dφ dθ=ρ0⋅R55⋅43⋅2π=8πρ0R515I = \rho_0\displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^\pi\!\int_0^R \rho^2\sin^2\varphi\cdot\rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta = \rho_0\cdot\dfrac{R^5}{5}\cdot\dfrac43\cdot2\pi = \dfrac{8\pi\rho_0R^5}{15}

  4. มวล M=4πρ0R33M = \dfrac{4\pi\rho_0R^3}{3} → I=8π/154π/3MR2=25MR2I = \dfrac{8\pi/15}{4\pi/3}MR^2 = \dfrac25MR^2 ✓

กระบอกตัน Iz=12MR2I_z = \tfrac12MR^2 · ทรงกลมตัน I=25MR2I = \tfrac25MR^2 (ใช้ ∫0πsin⁡3φ dφ=43\int_0^\pi\sin^3\varphi\,d\varphi = \tfrac43)

ตัวอย่าง M-14 · ประจุรวมบนแผ่นกลม (ไฟฟ้า)

แผ่นตัวนำกลมรัศมี a=5a = 5 cm มีความหนาแน่นประจุผิว σ(r)=σ0e−r/b\sigma(r) = \sigma_0 e^{-r/b} เมื่อ σ0=20\sigma_0 = 20 nC/m² และ b=2b = 2 cm จงหาประจุรวม

  1. Q=∬σ dA=∫02π ⁣∫0aσ0e−r/b r dr dθ=2πσ0∫0are−r/bdrQ = \displaystyle\iint\sigma\,dA = \int_0^{2\pi}\!\int_0^{a}\sigma_0 e^{-r/b}\,r\,dr\,d\theta = 2\pi\sigma_0\int_0^a r e^{-r/b}dr

  2. อินทิเกรตทีละส่วน: ∫0are−r/bdr=b2[1−(1+ab)e−a/b]\displaystyle\int_0^a r e^{-r/b}dr = b^2\left[1 - \left(1 + \dfrac{a}{b}\right)e^{-a/b}\right]

  3. แทน a/b=2.5a/b = 2.5: e−2.5=0.08208e^{-2.5} = 0.08208 · วงเล็บ =1−3.5(0.08208)=0.7127= 1 - 3.5(0.08208) = 0.7127

  4. Q=2π(20×10−9)(0.02)2(0.7127)=3.58×10−11Q = 2\pi(20\times10^{-9})(0.02)^2(0.7127) = 3.58\times10^{-11} C

Q≈35.8Q \approx 35.8 pC (ถ้าประจุสม่ำเสมอที่ σ0\sigma_0 ทั้งแผ่นจะได้ 157 pC ซึ่งมากกว่า 4.4 เท่า เพราะประจุจริงกระจุกใกล้ศูนย์กลาง)

นำไปใช้ในงานวิศวกรรม พื้นฐาน

สาขาอินทิกรัลหลายชั้นที่ใช้ผลลัพธ์
ไฟฟ้าQ=∬σ dAQ = \iint\sigma\,dA, Q=∭ρv dVQ = \iiint\rho_v\,dVประจุรวมบนแผ่น/ในปริมาตร (ตัวอย่าง M-14)
ไฟฟ้าW=12ε0∭E2 dVW = \tfrac12\varepsilon_0\iiint E^2\,dVพลังงานที่สะสมในสนามไฟฟ้า (บทไฟฟ้า)
เครื่องกลI=∭r⊥2ρ dVI = \iiint r_\perp^2\rho\,dVโมเมนต์ความเฉื่อยของล้อ เพลา ใบพัด (ตัวอย่าง M-13)
เครื่องกลrˉ=1M∭rρ dV\bar{\mathbf r} = \tfrac1M\iiint\mathbf r\rho\,dVจุดศูนย์กลางมวลของชิ้นส่วน (บทเครื่องกล)
โยธาV=∬(h−z0) dAV = \iint (h - z_0)\,dAปริมาตรดินขุด-ถม (บทโยธา)
โยธาA=∬dA, Ix=∬y2 dAA = \iint dA,\ I_x = \iint y^2\,dAพื้นที่และโมเมนต์ความเฉื่อยของหน้าตัดคาน (แล็บคาน)
ทุกสาขา∬f dA/A\iint f\,dA / Aค่าเฉลี่ยบนพื้นที่ เช่นอุณหภูมิหรือความเข้มรังสีเฉลี่ย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ไม่วาดบริเวณ ก่อนเขียนขอบเขต · ส่วนใหญ่ที่ผิดเพราะอ่านขอบจากสมการโดยไม่เห็นรูป
  2. ขอบชั้นนอกเป็นตัวแปร · ขอบชั้นนอกต้องเป็นค่าคงที่ (ผลลัพธ์สุดท้ายต้องเป็นตัวเลข)
  3. ลืมตัวคูณ rr ในพิกัดขั้วและทรงกระบอก และ ρ2sin⁡φ\rho^2\sin\varphi ในพิกัดทรงกลม
  4. สลับลำดับโดยไม่เปลี่ยนขอบ · เปลี่ยนลำดับ dy dxdy\,dx เป็น dx dydx\,dy ต้องอ่านขอบจากรูปใหม่ทุกตัว
  5. ใช้ φ\varphi กับ θ\theta สลับกัน ระหว่างตำราต่างเล่ม · ตรวจนิยามก่อน (ในเว็บนี้ φ\varphi = มุมจากแกน zz, θ\theta = มุมราบ)
  6. ได้ปริมาตรติดลบ · ตรวจว่า “บน − ล่าง” ถูกด้าน; พื้นที่และปริมาตรไม่เป็นลบ

ไปต่อที่ฟังก์ชันเวกเตอร์ ซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุในอวกาศด้วย r(t)\mathbf r(t) และเตรียมไปสู่อินทิกรัลตามเส้นและบนผิว

คำถามที่พบบ่อย

อินทิกรัลสองชั้น (double integral) คืออะไร คำนวณอย่างไร?

คือผลรวมของค่า f(x,y)f(x,y) คูณพื้นที่ช่องเล็ก ΔA\Delta A ทั่วบริเวณ RR เมื่อ f≥0f \ge 0 จะเป็นปริมาตรใต้ผิว z=f(x,y)z = f(x, y) เหนือ RR คำนวณด้วยทฤษฎีบทฟูบินี (Fubini) โดยทำทีละชั้น: อินทิเกรตตัวแปรในสุดก่อนโดยถือตัวแปรนอกเป็นค่าคงที่ แล้วอินทิเกรตผลลัพธ์ตามตัวแปรนอก เช่น ∫01 ⁣∫02(x2+y2) dy dx=∫01(2x2+83) dx=103\int_0^1\!\int_0^2 (x^2+y^2)\,dy\,dx = \int_0^1 (2x^2 + \tfrac83)\,dx = \tfrac{10}{3}

เมื่อไรควรเปลี่ยนเป็นพิกัดขั้ว (polar) ในอินทิกรัลสองชั้น?

เมื่อบริเวณเป็นวงกลม ครึ่งวงกลม วงแหวน หรือเซกเตอร์ หรือเมื่อ integrand มีกลุ่ม x2+y2x^2 + y^2 แทน x=rcos⁡θ, y=rsin⁡θx = r\cos\theta,\ y = r\sin\theta และเปลี่ยน dAdA เป็น r dr dθr\,dr\,d\theta อย่าลืมตัวคูณ rr เด็ดขาด เพราะช่องเล็กในพิกัดขั้วกว้าง drdr และยาว r dθr\,d\theta ตัวอย่าง ∬e−(x2+y2) dA\iint e^{-(x^2+y^2)}\,dA ทั่วระนาบ = π\pi คำนวณได้ง่ายในพิกัดขั้ว แต่แทบทำไม่ได้ในพิกัดฉาก

พิกัดทรงกระบอกกับพิกัดทรงกลมเลือกใช้อย่างไร?

พิกัดทรงกระบอก (r,θ,z)(r, \theta, z) เหมาะกับรูปที่มีแกนสมมาตร เช่นทรงกระบอก กรวย พาราโบลอยด์ และมี dV=r dz dr dθdV = r\,dz\,dr\,d\theta ส่วนพิกัดทรงกลม (ρ,φ,θ)(\rho, \varphi, \theta) เหมาะกับรูปที่สมมาตรรอบจุด เช่นทรงกลม ซีกทรงกลม เปลือกทรงกลม และมี dV=ρ2sin⁡φ dρ dφ dθdV = \rho^2\sin\varphi\,d\rho\,d\varphi\,d\theta ข้อสังเกต: ถ้าสมการขอบเขตมี x2+y2+z2x^2 + y^2 + z^2 ให้นึกถึงทรงกลมก่อน ถ้ามี x2+y2x^2 + y^2 อย่างเดียวให้นึกถึงทรงกระบอก

สลับลำดับการอินทิเกรต (change order of integration) ทำอย่างไร?

วาดบริเวณก่อน แล้วอธิบายบริเวณเดิมด้วยลำดับใหม่ เช่น ∫01 ⁣∫x1ey2 dy dx\int_0^1\!\int_x^1 e^{y^2}\,dy\,dx อินทิเกรต ey2e^{y^2} ตาม yy ไม่ได้ แต่บริเวณคือสามเหลี่ยม 0≤x≤y≤10 \le x \le y \le 1 สลับเป็น ∫01 ⁣∫0yey2 dx dy=∫01yey2 dy=e−12\int_0^1\!\int_0^y e^{y^2}\,dx\,dy = \int_0^1 y e^{y^2}\,dy = \tfrac{e-1}{2} ใช้สลับเมื่อลำดับเดิมอินทิเกรตไม่ได้หรือขอบเขตซับซ้อน

จาโคเบียน (Jacobian) คืออะไร ทำไมต้องคูณเวลาเปลี่ยนตัวแปร?

จาโคเบียนคือดีเทอร์มิแนนต์ของเมทริกซ์อนุพันธ์ย่อยของการแปลง ∂(x,y)/∂(u,v)\partial(x,y)/\partial(u,v) มันบอกว่าช่องเล็กบนระนาบ uvuv ถูกขยายหรือหดเป็นกี่เท่าเมื่อแปลงไปเป็นระนาบ xyxy จึงต้องคูณ ∣J∣|J| เพื่อรักษาพื้นที่ที่ถูกต้อง ในพิกัดขั้ว J=rJ = r ในพิกัดทรงกระบอก J=rJ = r ในพิกัดทรงกลม J=ρ2sin⁡φJ = \rho^2\sin\varphi สำหรับวงรี x=au, y=bvx = au,\ y = bv ได้ J=abJ = ab จึงได้พื้นที่ πab\pi ab

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์