หน้าแรก คลังความรู้ ระบบควบคุม ฝึกวาดรูทโลคัส
Control Systems Engineering ดูครบทุกส่วน · 26 หน้า
// บทที่ 13.9 · ระบบควบคุม · Root Locus Sketching
ฝึกวาดรูทโลคัสด้วยมือ: ทีละขั้นจนคล่อง
วิศวกรควบคุมที่เก่งจริงมองขั้วและศูนย์แล้วเห็นรูปรูทโลคัสในหัวก่อนเปิดโปรแกรม เพราะรูปบอกว่าควรเพิ่มศูนย์ตรงไหน ใช้ lead หรือ lag และเกนสูงสุดเท่าไร ซึ่งโปรแกรมไม่ได้บอก หน้านี้คือสนามฝึก มีสูตรวาด 8 ขั้นที่ใช้ได้กับทุกโจทย์ ตัวอย่างทีละขั้น 7 แบบเรียงจากง่ายไปยาก และแล็บที่ซ่อนเฉลยให้วาดก่อนแล้วค่อยตรวจ ก่อนอ่านควรผ่านกฎการวาด มาแล้ว สูตรใช้รหัส W
สรุปใน 30 วินาที
วางขั้ว × ศูนย์ ○ → ระบายส่วนแกนจริง → เส้นกำกับ → จุดแยก → ตัด j ω j\omega jω → มุมออก → ลากโค้งเชื่อม → ตรวจ
ขั้วจริงสองตัวติดกันบนโลคัส = มีจุดแยกระหว่างกลาง · ศูนย์สองตัวติดกัน = มีจุดเข้า
ขั้วจริง 2 + ศูนย์จริง 1 = วงกลมรอบศูนย์ · เพิ่มศูนย์ดึงโลคัสไปซ้าย (เสถียรขึ้น) · เพิ่มขั้วผลักไปขวา
ทุกรูปในหน้านี้คำนวณจากเครื่อง ใช้ตรวจที่วาดเองได้
ระดับ พื้นฐาน เริ่มวาดกลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง โจทย์ยาก
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
สูตรวาด 8 ขั้น ใช้ได้ทุกโจทย์ พื้นฐาน
W1 Sketching recipe ขั้นตอนการวาดรูทโลคัส
จัดรูป 1 + K G H = 0 1 + KGH = 0 1 + K G H = 0 ให้ G H GH G H monic หาขั้ว (×) และศูนย์ (○) วางบนระนาบ s s s สเกลแกนเท่ากัน
ระบายส่วนบนแกนจริง (นับขั้ว+ศูนย์ทางขวาเป็นเลขคี่) L5
ถ้า n − m ≥ 2 n - m \ge 2 n − m ≥ 2 : วาดเส้นกำกับจาก σ a \sigma_a σ a ที่มุม θ a \theta_a θ a (เส้นประ) L6
หาจุดแยก/จุดเข้าในช่วงที่มีขั้วสองฝั่ง (หรือศูนย์สองฝั่ง) L7
หาจุดตัดแกน j ω j\omega jω และ K c r K_{cr} K cr ด้วย Routh L8
มีขั้ว/ศูนย์เชิงซ้อน: หามุมออก/เข้า L9
ลากโค้งนุ่มนวลเชื่อมทุกจุด ใส่ลูกศรทิศ K K K เพิ่ม สะท้อนครึ่งล่าง
ตรวจ: จำนวนกิ่ง = n n n · กิ่งจบที่ศูนย์หรือตามเส้นกำกับ · ผลรวมขั้วคงที่ (n − m ≥ 2 n - m \ge 2 n − m ≥ 2 ) L10
ขั้วจริงสองตัว: รูปพื้นฐานที่สุด พื้นฐาน
ตัวอย่าง W-1 · ระบบอันดับสองแบบ P วาดรูทโลคัสของ K ( s + 1 ) ( s + 3 ) \dfrac{K}{(s+1)(s+3)} ( s + 1 ) ( s + 3 ) K
ขั้ว − 1 , − 3 -1, -3 − 1 , − 3 ไม่มีศูนย์ · ส่วนแกนจริง: [ − 3 , − 1 ] [-3, -1] [ − 3 , − 1 ] (ทางขวามี 1 ตัว)
n − m = 2 n - m = 2 n − m = 2 : θ a = ± 90 ∘ \theta_a = \pm90^\circ θ a = ± 9 0 ∘ , σ a = − 1 − 3 2 = − 2 \sigma_a = \dfrac{-1 - 3}{2} = -2 σ a = 2 − 1 − 3 = − 2
จุดแยก: 1 σ + 1 + 1 σ + 3 = 0 ⇒ σ = − 2 \dfrac{1}{\sigma + 1} + \dfrac{1}{\sigma + 3} = 0 \Rightarrow \sigma = -2 σ + 1 1 + σ + 3 1 = 0 ⇒ σ = − 2 (K = 1 ⋅ 1 = 1 K = 1 \cdot 1 = 1 K = 1 ⋅ 1 = 1 )
ไม่ตัดแกน j ω j\omega jω (s 2 + 4 s + 3 + K s^2 + 4s + 3 + K s 2 + 4 s + 3 + K สัมประสิทธิ์บวกเสมอ)
−5 −4 −3 −2 −1 0 1 −3j −2j −1j 1j 2j 3j σ jω −2 (K=1)
สองกิ่งวิ่งเข้าหากันบนแกนจริง ชนที่ − 2 -2 − 2 เมื่อ K = 1 K = 1 K = 1 แล้วแยกขึ้นลงเป็นเส้นดิ่ง ขั้ววงปิดคือ − 2 ± j K − 1 -2 \pm j\sqrt{K - 1} − 2 ± j K − 1
ข้อสังเกตสำคัญ: ส่วนจริงคงที่ − 2 -2 − 2 ทุก K > 1 K \gt 1 K > 1 แปลว่าเวลาเข้าที่ t s ≈ 4 / 2 = 2 t_s \approx 4/2 = 2 t s ≈ 4/2 = 2 sไม่ดีขึ้นเลย เมื่อเพิ่มเกน มีแต่แกว่งเร็วขึ้นและ overshoot มากขึ้น ตัวควบคุม P จึงมีขีดจำกัด
เพิ่มศูนย์: โลคัสเป็นวงกลม พื้นฐาน
W2 Circle rule ขั้วจริง 2 ตัว + ศูนย์จริง 1 ตัว
วงกลมศูนย์กลาง z , r = ∣ z − p 1 ∣ ∣ z − p 2 ∣ \text{วงกลมศูนย์กลาง } z, \quad r = \sqrt{|z - p_1|\,|z - p_2|} วงกลมศูนย์กลาง z , r = ∣ z − p 1 ∣ ∣ z − p 2 ∣
ใช้ได้เมื่อศูนย์อยู่นอกช่วงระหว่างขั้วทั้งสอง · จุดแยกและจุดเข้าคือ z ± r z \pm r z ± r
ตัวอย่าง W-2 · PI/PD กับพลานต์อันดับหนึ่งที่มีอินทิเกรเตอร์ วาดรูทโลคัสของ K ( s + 3 ) s ( s + 1 ) \dfrac{K(s+3)}{s(s+1)} s ( s + 1 ) K ( s + 3 )
ขั้ว 0 , − 1 0, -1 0 , − 1 ศูนย์ − 3 -3 − 3 · ส่วนแกนจริง: [ − 1 , 0 ] [-1, 0] [ − 1 , 0 ] และ ( − ∞ , − 3 ] (-\infty, -3] ( − ∞ , − 3 ] · n − m = 1 n - m = 1 n − m = 1 กิ่งเดียวไปอนันต์ที่ 180 ∘ 180^\circ 18 0 ∘
วงกลม W2 : r = 3 × 2 = 6 = 2.449 r = \sqrt{3 \times 2} = \sqrt6 = 2.449 r = 3 × 2 = 6 = 2.449 รอบ − 3 -3 − 3
จุดแยก − 3 + 6 = − 0.551 -3 + \sqrt6 = -0.551 − 3 + 6 = − 0.551 (K = 0.101 K = 0.101 K = 0.101 ) · จุดเข้า − 3 − 6 = − 5.449 -3 - \sqrt6 = -5.449 − 3 − 6 = − 5.449 (K = 9.899 K = 9.899 K = 9.899 )
−7 −6 −5 −4 −3 −2 −1 0 1 −3j −2j −1j 1j 2j 3j σ jω −0.551 −5.449
สองกิ่งแยกที่ −0.551 วนตามวงกลมรอบศูนย์ แล้วกลับเข้าแกนจริงที่ −5.449 กิ่งหนึ่งไปหาศูนย์ −3 อีกกิ่งไป −∞ เสถียรทุก K > 0 K \gt 0 K > 0
เทียบกับ W-1: ศูนย์ดึงโลคัสไปทางซ้ายและโค้งกลับเข้าแกนจริง เกนสูงจึงไม่แกว่ง อีกต่อไป นี่คือพลังของศูนย์ (PD, lead) · ζ \zeta ζ ต่ำสุดอยู่ที่จุดสัมผัสวงกลมกับเส้นจากจุดกำเนิด: sin θ = 6 / 3 ⇒ ζ m i n = 1 − 6 / 9 = 0.577 \sin\theta = \sqrt6/3 \Rightarrow \zeta_{min} = \sqrt{1 - 6/9} = 0.577 sin θ = 6 /3 ⇒ ζ min = 1 − 6/9 = 0.577
ขั้วเชิงซ้อน: มุมออกคือกุญแจ กลาง
ตัวอย่าง W-3 · อินทิเกรเตอร์ + ขั้วเชิงซ้อน วาดรูทโลคัสของ K s ( s 2 + 2 s + 2 ) \dfrac{K}{s(s^2 + 2s + 2)} s ( s 2 + 2 s + 2 ) K
ขั้ว 0 , − 1 ± j 0,\ -1 \pm j 0 , − 1 ± j · แกนจริง: ( − ∞ , 0 ] (-\infty, 0] ( − ∞ , 0 ] ทั้งเส้น (ทางขวามีขั้วจริงตัวเดียว คู่เชิงซ้อนไม่นับ)
n − m = 3 n - m = 3 n − m = 3 : θ a = ± 60 ∘ , 180 ∘ \theta_a = \pm60^\circ, 180^\circ θ a = ± 6 0 ∘ , 18 0 ∘ · σ a = 0 + ( − 1 ) + ( − 1 ) 3 = − 2 3 \sigma_a = \dfrac{0 + (-1) + (-1)}{3} = -\tfrac23 σ a = 3 0 + ( − 1 ) + ( − 1 ) = − 3 2
จุดแยก: d K d s = − ( 3 s 2 + 4 s + 2 ) = 0 ⇒ s = − 2 ± j 2 3 \dfrac{dK}{ds} = -(3s^2 + 4s + 2) = 0 \Rightarrow s = \dfrac{-2 \pm j\sqrt2}{3} d s d K = − ( 3 s 2 + 4 s + 2 ) = 0 ⇒ s = 3 − 2 ± j 2 เชิงซ้อนและไม่ผ่านเงื่อนไขมุม จึงไม่มีจุดแยก
ตัด j ω j\omega jω : s 3 + 2 s 2 + 2 s + K s^3 + 2s^2 + 2s + K s 3 + 2 s 2 + 2 s + K สูตรลัด 2 ⋅ 2 > K ⇒ K c r = 4 2 \cdot 2 \gt K \Rightarrow K_{cr} = 4 2 ⋅ 2 > K ⇒ K cr = 4 · 2 s 2 + 4 = 0 ⇒ ω = 2 2s^2 + 4 = 0 \Rightarrow \omega = \sqrt2 2 s 2 + 4 = 0 ⇒ ω = 2
มุมออกจาก − 1 + j -1 + j − 1 + j : 180 ∘ − ( 135 ∘ + 90 ∘ ) = − 45 ∘ 180^\circ - (135^\circ + 90^\circ) = -45^\circ 18 0 ∘ − ( 13 5 ∘ + 9 0 ∘ ) = − 4 5 ∘ (จากตัวอย่าง L-2 )
−3.0 −2.5 −2.0 −1.5 −1.0 −0.5 0 0.5 1.0 1.5 −2j −1j 1j 2j σ jω θd = −45° K = 4
กิ่งจากขั้วเชิงซ้อนออกที่ − 45 ∘ -45^\circ − 4 5 ∘ โค้งเข้าหาเส้นกำกับ ± 60 ∘ \pm60^\circ ± 6 0 ∘ ตัดแกน j ω j\omega jω ที่ ± j 2 \pm j\sqrt2 ± j 2 เมื่อ K = 4 K = 4 K = 4 · กิ่งจาก 0 วิ่งไปทางซ้ายตลอดแกนจริง
ถ้าคำนวณมุมออกผิดเป็น + 45 ∘ +45^\circ + 4 5 ∘ กิ่งจะวิ่งขึ้นซ้ายผิดทิศ ทั้งที่จุดตัดแกนถูก มุมออกจึงจำเป็นสำหรับรูปที่ถูก
ขั้วเชิงซ้อนกับศูนย์จริง: วงกลมอีกแบบ กลาง
ตัวอย่าง W-4 · มุมออกและจุดเข้า วาดรูทโลคัสของ K ( s + 2 ) s 2 + 2 s + 3 \dfrac{K(s+2)}{s^2 + 2s + 3} s 2 + 2 s + 3 K ( s + 2 )
ขั้ว − 1 ± j 2 -1 \pm j\sqrt2 − 1 ± j 2 (± j 1.414 \pm j1.414 ± j 1.414 ) ศูนย์ − 2 -2 − 2 · แกนจริง: ( − ∞ , − 2 ] (-\infty, -2] ( − ∞ , − 2 ] · n − m = 1 n - m = 1 n − m = 1
มุมออกจาก p = − 1 + j 2 p = -1 + j\sqrt2 p = − 1 + j 2 : มุมจากศูนย์ ∠ ( 1 + j 2 ) = 54.7 ∘ \angle(1 + j\sqrt2) = 54.7^\circ ∠ ( 1 + j 2 ) = 54. 7 ∘ มุมจากขั้วคู่ 90 ∘ 90^\circ 9 0 ∘
θ d = 180 ∘ − 90 ∘ + 54.7 ∘ = 144.7 ∘ \theta_d = 180^\circ - 90^\circ + 54.7^\circ = \hlC{144.7^\circ} θ d = 18 0 ∘ − 9 0 ∘ + 54. 7 ∘ = 144. 7 ∘
จุดเข้า: K = − s 2 + 2 s + 3 s + 2 K = -\dfrac{s^2 + 2s + 3}{s + 2} K = − s + 2 s 2 + 2 s + 3 , d K d s = 0 ⇒ s 2 + 4 s + 1 = 0 ⇒ s = − 2 ± 3 \dfrac{dK}{ds} = 0 \Rightarrow s^2 + 4s + 1 = 0 \Rightarrow s = -2 \pm \sqrt3 d s d K = 0 ⇒ s 2 + 4 s + 1 = 0 ⇒ s = − 2 ± 3 ใช้ − 3.732 -3.732 − 3.732 (อยู่บนโลคัส K = 5.46 K = 5.46 K = 5.46 ) ทิ้ง − 0.268 -0.268 − 0.268
−6 −5 −4 −3 −2 −1 0 1 −2j −1j 1j 2j σ jω −3.732 θd = 144.7°
กิ่งออกจากขั้วเชิงซ้อนที่ 144.7 ∘ 144.7^\circ 144. 7 ∘ โค้งเป็นวงกลมรัศมี 3 \sqrt3 3 รอบศูนย์ − 2 -2 − 2 เข้าแกนจริงที่ − 3.732 -3.732 − 3.732 แล้วกิ่งหนึ่งไปหา − 2 -2 − 2 อีกกิ่งไป − ∞ -\infty − ∞
รัศมี = ระยะจากศูนย์ถึงขั้ว ∣ − 1 + j 2 + 2 ∣ = 1 + 2 = 3 |-1 + j\sqrt2 + 2| = \sqrt{1 + 2} = \sqrt3 ∣ − 1 + j 2 + 2∣ = 1 + 2 = 3 ✓ และ − 2 − 3 = − 3.732 -2 - \sqrt3 = -3.732 − 2 − 3 = − 3.732 ✓
จุดแยกเชิงซ้อน: โจทย์ระดับสอบเข้า ขั้นสูง
ตัวอย่าง W-5 · สี่ขั้ว มีจุดแยกสามจุด วาดรูทโลคัสของ K s ( s + 4 ) ( s 2 + 4 s + 20 ) \dfrac{K}{s(s+4)(s^2 + 4s + 20)} s ( s + 4 ) ( s 2 + 4 s + 20 ) K
ขั้ว 0 , − 4 , − 2 ± j 4 0, -4, -2 \pm j4 0 , − 4 , − 2 ± j 4 · แกนจริง: [ − 4 , 0 ] [-4, 0] [ − 4 , 0 ] · n − m = 4 n - m = 4 n − m = 4 : θ a = ± 45 ∘ , ± 135 ∘ \theta_a = \pm45^\circ, \pm135^\circ θ a = ± 4 5 ∘ , ± 13 5 ∘ · σ a = 0 − 4 − 2 − 2 4 = − 2 \sigma_a = \dfrac{0 - 4 - 2 - 2}{4} = -2 σ a = 4 0 − 4 − 2 − 2 = − 2
K = − ( s 4 + 8 s 3 + 36 s 2 + 80 s ) K = -(s^4 + 8s^3 + 36s^2 + 80s) K = − ( s 4 + 8 s 3 + 36 s 2 + 80 s ) · d K d s = − 4 ( s 3 + 6 s 2 + 18 s + 20 ) = 0 \dfrac{dK}{ds} = -4(s^3 + 6s^2 + 18s + 20) = 0 d s d K = − 4 ( s 3 + 6 s 2 + 18 s + 20 ) = 0
( s + 2 ) ( s 2 + 4 s + 10 ) = 0 ⇒ s = − 2 , − 2 ± j 6 (s + 2)(s^2 + 4s + 10) = 0 \ \Rightarrow\ s = -2,\ \ -2 \pm j\sqrt6 ( s + 2 ) ( s 2 + 4 s + 10 ) = 0 ⇒ s = − 2 , − 2 ± j 6
s = − 2 s = -2 s = − 2 : K = 64 K = 64 K = 64 ✓ · s = − 2 ± j 2.449 s = -2 \pm j2.449 s = − 2 ± j 2.449 : แทนแล้วได้ K = 100 K = 100 K = 100 เป็นจำนวนจริงบวก ✓ อยู่บนโลคัสทั้งสามจุด
มุมออกจาก − 2 + j 4 -2 + j4 − 2 + j 4 : จาก 0 คือ 116.6 ∘ 116.6^\circ 116. 6 ∘ จาก −4 คือ 63.4 ∘ 63.4^\circ 63. 4 ∘ จาก − 2 − j 4 -2 - j4 − 2 − j 4 คือ 90 ∘ 90^\circ 9 0 ∘
θ d = 180 ∘ − ( 116.6 ∘ + 63.4 ∘ + 90 ∘ ) = − 90 ∘ \theta_d = 180^\circ - (116.6^\circ + 63.4^\circ + 90^\circ) = -90^\circ θ d = 18 0 ∘ − ( 116. 6 ∘ + 63. 4 ∘ + 9 0 ∘ ) = − 9 0 ∘
Routh ของ s 4 + 8 s 3 + 36 s 2 + 80 s + K s^4 + 8s^3 + 36s^2 + 80s + K s 4 + 8 s 3 + 36 s 2 + 80 s + K : แถว s 2 s^2 s 2 : 26 , K 26,\ K 26 , K · แถว s 1 s^1 s 1 : 2080 − 8 K 26 \dfrac{2080 - 8K}{26} 26 2080 − 8 K ได้ K c r = 260 K_{cr} = 260 K cr = 260 · 26 ω 2 = 260 ⇒ ω = 10 = 3.162 26\omega^2 = 260 \Rightarrow \omega = \sqrt{10} = 3.162 26 ω 2 = 260 ⇒ ω = 10 = 3.162
−7 −6 −5 −4 −3 −2 −1 0 1 2 3 −4j −2j 2j 4j σ jω K = 260
กิ่งจากขั้วเชิงซ้อนพุ่งลงตรง (− 90 ∘ -90^\circ − 9 0 ∘ ) มาชนกันที่ − 2 ± j 2.45 -2 \pm j2.45 − 2 ± j 2.45 เมื่อ K = 100 K = 100 K = 100 ส่วนกิ่งจาก 0 และ −4 ชนกันที่ −2 เมื่อ K = 64 K = 64 K = 64 แล้วแยกขึ้นลงตามเส้น σ = − 2 \sigma = -2 σ = − 2 ไปพบกิ่งเชิงซ้อน จากนั้นทั้งสี่กิ่งแยกไปตามเส้นกำกับ ตัดแกน j ω j\omega jω ที่ ± j 3.162 \pm j3.162 ± j 3.162 เมื่อ K = 260 K = 260 K = 260
โจทย์นี้ (จากตำรา Ogata) หลอกคนที่ใช้เฉพาะรากจริงของ d K / d s dK/ds d K / d s · ขั้วทั้งสี่สมมาตรรอบ σ = − 2 \sigma = -2 σ = − 2 โลคัสจึงสมมาตรรอบเส้นนั้นด้วย
ขั้วซ้ำที่จุดกำเนิดและสามกิ่งพบกัน ขั้นสูง
W3 Repeated poles and multiple meeting ขั้วซ้ำและหลายกิ่งพบกัน
θ d = 180 ∘ ( 2 q + 1 ) + ∑ ∠ ( ศูนย์ ) − ∑ ∠ ( ขั้วอื่น ) r , กิ่งเข้า-ออกสลับกันทุก 180 ∘ r \theta_{d} = \frac{180^\circ(2q+1) + \sum\angle(\text{ศูนย์}) - \sum\angle(\text{ขั้วอื่น})}{r}, \qquad \text{กิ่งเข้า-ออกสลับกันทุก } \frac{180^\circ}{r} θ d = r 18 0 ∘ ( 2 q + 1 ) + ∑ ∠ ( ศูนย์ ) − ∑ ∠ ( ขั้วอื่น ) , กิ่งเข้า - ออกสลับกันทุก r 18 0 ∘
r r r = จำนวนขั้วที่ซ้ำ หรือจำนวนกิ่งที่มาพบที่จุดเดียว
ตัวอย่าง W-6 · ระบบ type 2 กับศูนย์ วาดรูทโลคัสของ K ( s + 1 ) s 2 ( s + 9 ) \dfrac{K(s+1)}{s^2(s+9)} s 2 ( s + 9 ) K ( s + 1 )
ขั้ว 0 , 0 , − 9 0, 0, -9 0 , 0 , − 9 ศูนย์ − 1 -1 − 1 · แกนจริง: [ − 9 , − 1 ] [-9, -1] [ − 9 , − 1 ] (ช่วง ( − 1 , 0 ) (-1, 0) ( − 1 , 0 ) มีขั้วทางขวา 2 ตัว ไม่ใช่)
ขั้วคู่ที่ 0: มุมจากศูนย์และขั้ว −9 เป็น 0 ∘ 0^\circ 0 ∘ ได้ 2 θ d = 180 ∘ ⇒ θ d = ± 90 ∘ 2\theta_d = 180^\circ \Rightarrow \theta_d = \pm90^\circ 2 θ d = 18 0 ∘ ⇒ θ d = ± 9 0 ∘ W3
n − m = 2 n - m = 2 n − m = 2 : ± 90 ∘ \pm90^\circ ± 9 0 ∘ · σ a = − 9 − ( − 1 ) 2 = − 4 \sigma_a = \dfrac{-9 - (-1)}{2} = -4 σ a = 2 − 9 − ( − 1 ) = − 4
d K d s = 0 ⇒ 2 s ( s + 3 ) 2 = 0 \dfrac{dK}{ds} = 0 \Rightarrow 2s(s + 3)^2 = 0 d s d K = 0 ⇒ 2 s ( s + 3 ) 2 = 0 ได้ s = − 3 s = -3 s = − 3 รากซ้ำ (K = 27 K = 27 K = 27 ) สามกิ่งพบกันพร้อมกัน
−10 −8 −6 −4 −2 0 −4j −2j 2j 4j σ jω −3 (K=27)
สองกิ่งออกจากจุดกำเนิดขึ้นลง โค้งวนมาพบกับกิ่งจาก −9 ที่ −3 พร้อมกันเมื่อ K = 27 K = 27 K = 27 (ขั้ววงปิดซ้ำสามตัว) แล้วแยกเป็นหนึ่งกิ่งไปหาศูนย์ −1 และสองกิ่งไปตามเส้นกำกับ σ = − 4 \sigma = -4 σ = − 4
ตรวจ: s 3 + 9 s 2 + 27 s + 27 = ( s + 3 ) 3 s^3 + 9s^2 + 27s + 27 = (s + 3)^3 s 3 + 9 s 2 + 27 s + 27 = ( s + 3 ) 3 ✓ ที่ K = 27 K = 27 K = 27 · ระบบ type 2 แบบนี้พบในเซอร์โวที่ต้องติดตามความเร็วคงที่ได้ไม่มีความผิดพลาด
สี่ขั้วจริงและผลของการเพิ่มศูนย์ กลาง
ตัวอย่าง W-7 · สี่ขั้วจริง วาดรูทโลคัสของ K ( s + 1 ) ( s + 2 ) ( s + 3 ) ( s + 4 ) \dfrac{K}{(s+1)(s+2)(s+3)(s+4)} ( s + 1 ) ( s + 2 ) ( s + 3 ) ( s + 4 ) K
แกนจริง: [ − 2 , − 1 ] [-2, -1] [ − 2 , − 1 ] และ [ − 4 , − 3 ] [-4, -3] [ − 4 , − 3 ] · θ a = ± 45 ∘ , ± 135 ∘ \theta_a = \pm45^\circ, \pm135^\circ θ a = ± 4 5 ∘ , ± 13 5 ∘ · σ a = − 10 / 4 = − 2.5 \sigma_a = -10/4 = -2.5 σ a = − 10/4 = − 2.5
d K d s = 0 \dfrac{dK}{ds} = 0 d s d K = 0 : 4 s 3 + 30 s 2 + 70 s + 50 = 0 ⇒ s = − 2.5 , − 2.5 ± 5 2 4s^3 + 30s^2 + 70s + 50 = 0 \Rightarrow s = -2.5,\ -2.5 \pm \tfrac{\sqrt5}{2} 4 s 3 + 30 s 2 + 70 s + 50 = 0 ⇒ s = − 2.5 , − 2.5 ± 2 5 ใช้ − 1.382 -1.382 − 1.382 และ − 3.618 -3.618 − 3.618 (ทั้งคู่ K = 1 K = 1 K = 1 ) ทิ้ง − 2.5 -2.5 − 2.5 (ไม่อยู่บนโลคัส)
Routh ของ s 4 + 10 s 3 + 35 s 2 + 50 s + ( 24 + K ) s^4 + 10s^3 + 35s^2 + 50s + (24 + K) s 4 + 10 s 3 + 35 s 2 + 50 s + ( 24 + K ) : K c r = 126 K_{cr} = 126 K cr = 126 , ω = 5 = 2.236 \omega = \sqrt5 = 2.236 ω = 5 = 2.236
−6 −5 −4 −3 −2 −1 0 1 2 −3j −2j −1j 1j 2j 3j σ jω
สองคู่ชนกันที่ −1.382 และ −3.618 พร้อมกันที่ K = 1 K = 1 K = 1 แยกออกไปตามเส้นกำกับ คู่ขวาตัดแกน j ω j\omega jω ที่ ± j 2.236 \pm j2.236 ± j 2.236 เมื่อ K = 126 K = 126 K = 126
เทียบผลของการเพิ่มศูนย์ กับตัวอย่าง L-1: เพิ่มศูนย์ที่ − 3 -3 − 3 ให้ K s ( s + 1 ) ( s + 2 ) \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} s ( s + 1 ) ( s + 2 ) K (คือการใส่ PD) เส้นกำกับเปลี่ยนจาก 3 เส้น (±60°) เหลือ 2 เส้น (±90°) ที่ σ a = − 3 − ( − 3 ) 2 = 0 \sigma_a = \frac{-3 - (-3)}{2} = 0 σ a = 2 − 3 − ( − 3 ) = 0 โลคัสจึงไม่ข้ามไปฝั่งขวาอีกต่อไป ระบบเสถียรทุก K K K
−4 −3 −2 −1 0 1 −2j −1j 1j 2j σ jω K ( s + 3 ) / [ s ( s + 1 ) ( s + 2 ) ] K(s+3)/[s(s+1)(s+2)] K ( s + 3 ) / [ s ( s + 1 ) ( s + 2 )] : ศูนย์ที่ −3 ดึงเส้นกำกับมาที่ ±90° โลคัสไม่ตัดแกน j ω j\omega jω · จุดแยกขยับเป็น −0.468
แกลเลอรีรูปแบบมาตรฐานที่ควรจำได้ทันที กลาง
รูปเหล่านี้ปรากฏซ้ำในโจทย์และงานจริง ถ้าจำได้จะวาดเร็วขึ้นมาก ลองพิมพ์แต่ละอันลงในแล็บด้านล่างเพื่อดูรูปจริง
L(s) ลักษณะรูป ความหมายในงานจริง
K s + a \dfrac{K}{s + a} s + a K กิ่งเดียววิ่งจาก − a -a − a ไป − ∞ -\infty − ∞ P กับวงจร RC: เร็วขึ้นตาม K K K ไม่มีวันไม่เสถียร
K ( s + a ) ( s + b ) \dfrac{K}{(s + a)(s + b)} ( s + a ) ( s + b ) K ชนกันกลางแล้วขึ้นลงเป็นเส้นดิ่ง (W-1) P กับระบบอันดับสอง: t s t_s t s ไม่ดีขึ้นเมื่อเพิ่ม K K K
K s ( s + a ) \dfrac{K}{s(s + a)} s ( s + a ) K เหมือนกันที่ − a / 2 -a/2 − a /2 เซอร์โวตำแหน่งแบบ P
K ( s + c ) s ( s + a ) , c > a \dfrac{K(s + c)}{s(s + a)},\ c \gt a s ( s + a ) K ( s + c ) , c > a วงกลมรอบ − c -c − c (W-2) PD หรือ lead กับเซอร์โว
K s ( s + a ) ( s + b ) \dfrac{K}{s(s + a)(s + b)} s ( s + a ) ( s + b ) K 3 เส้นกำกับ ±60° ข้ามไปขวาที่ K c r K_{cr} K cr (L-1) เซอร์โวที่มีค่าคงเวลาไฟฟ้า: มีเกนสูงสุด
K s 2 \dfrac{K}{s^2} s 2 K อยู่บนแกน j ω j\omega jω ตลอด มวลอิสระ (ดาวเทียม ไจโร): P อย่างเดียวแกว่งค้าง ต้องมี D
K ( s + c ) s 2 \dfrac{K(s + c)}{s^2} s 2 K ( s + c ) วงกลมรอบ − c -c − c จากจุดกำเนิด PD กับมวลอิสระ: เสถียรทุก K K K
K ( s − a ) ( s + b ) \dfrac{K}{(s - a)(s + b)} ( s − a ) ( s + b ) K ต้อง K K K เกินค่าหนึ่งจึงข้ามมาซ้าย ลูกตุ้มกลับหัว ลอยแม่เหล็ก: พลานต์ไม่เสถียร
K ( s + z ) s ( s + p ) , z ≪ p \dfrac{K(s + z)}{s(s + p)},\ z \ll p s ( s + p ) K ( s + z ) , z ≪ p (z ใกล้ 0)ขั้ว-ศูนย์คู่ใกล้จุดกำเนิดแทบไม่เปลี่ยนรูป PI หรือ lag: แม่นขึ้นโดยไม่เสียความเร็ว
โหมดฝึกวาด: วาดก่อน แล้วค่อยเปิดเฉลย
กด “ซ่อนเฉลย (โหมดฝึกวาด)” เส้นกำกับ จุดแยก จุดตัด และผลของกฎจะถูกซ่อน เหลือแต่ขั้วและศูนย์ ให้วาดลงกระดาษตามสูตร 8 ขั้น แล้วกด “แสดงเฉลย” เทียบ เลือกโจทย์ได้จากรายการ หรือพิมพ์โจทย์จากตำราเองก็ได้
กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)
เฉลยสั้นโจทย์ฝึก 1: σ a = − 3 \sigma_a = -3 σ a = − 3 , ±60°, จุดแยก −1.268 (K = 10.39 K = 10.39 K = 10.39 ), ตัด j ω j\omega jω ที่ ± j 4.243 \pm j4.243 ± j 4.243 เมื่อ K = 162 K = 162 K = 162 · ฝึก 2: วงกลมรัศมี 8 \sqrt8 8 รอบ −4 จุดแยก −1.172 จุดเข้า −6.828
ข้อผิดพลาดตอนวาดที่พบบ่อย
สเกลแกนไม่เท่ากัน → มุมเพี้ยน วงกลมกลายเป็นวงรี เส้น ζ \zeta ζ ผิด ใช้กระดาษกราฟและสเกลเท่ากันเสมอ
ลืมว่ากิ่งไม่ตัดกันเอง → ยกเว้นที่จุดแยก/จุดเข้า กิ่งสองกิ่งไม่ข้ามกัน (ที่ K K K เดียวกันมีรากชุดเดียว)
วาดกิ่งย้อนกลับบนแกนจริง → บนแต่ละช่วงของแกนจริง K K K เพิ่มทางเดียว จากขั้วไปหาจุดแยก หรือจากจุดเข้าไปหาศูนย์
ลืมสมมาตร → ครึ่งล่างเป็นภาพสะท้อนของครึ่งบนเสมอ
ไม่ตรวจผลรวมขั้ว → ถ้า n − m ≥ 2 n - m \ge 2 n − m ≥ 2 กิ่งหนึ่งไปขวา ต้องมีกิ่งไปซ้ายชดเชย ใช้ตรวจว่ารูปสมเหตุสมผล
ต่อยอดไปหน้าถัดไป
วาดได้แล้วต้องใช้ให้เป็น หน้าออกแบบด้วยรูทโลคัส จะใช้รูปเหล่านี้เลือกเกนจากสเปก วางศูนย์ของ PD และ lead ให้โลคัสผ่านจุดที่ต้องการ และวางคู่ขั้ว-ศูนย์ของ PI หรือ lag เพื่อแก้ความผิดพลาดอยู่ตัว
คำถามที่พบบ่อย วาดรูทโลคัสด้วยมือต้องแม่นแค่ไหน? ไม่ต้องแม่นทุกจุด แต่จุดสำคัญต้องถูก: ส่วนบนแกนจริง เส้นกำกับ (มุมและ σa) จุดแยกและจุดเข้า จุดตัดแกน jω พร้อมค่า K และมุมออกจากขั้วเชิงซ้อน จากนั้นลากเส้นโค้งผ่านจุดเหล่านี้อย่างนุ่มนวลและสมมาตร ก็ใช้ออกแบบได้แล้ว
ทำไมบางระบบไม่มีจุดแยกบนแกนจริง? เพราะไม่มีช่วงบนแกนจริงที่มีขั้วอยู่สองฝั่ง เช่น K/(s(s²+2s+2)) มีขั้วจริงตัวเดียว ส่วนแกนจริงทั้งหมดคือกิ่งที่วิ่งจาก 0 ไปทาง −∞ สองกิ่งที่เหลือเริ่มจากขั้วเชิงซ้อน dK/ds = 0 จึงได้รากเชิงซ้อนที่ไม่อยู่บนโลคัส
จุดแยกเป็นจำนวนเชิงซ้อนได้ไหม? ได้ เมื่อขั้วเชิงซ้อนและขั้วจริงจัดตัวกันพอเหมาะ เช่น K/(s(s+4)(s²+4s+20)) มีจุดแยกที่ −2 ± j2.45 ต้องตรวจด้วยเงื่อนไขมุมว่ารากของ dK/ds = 0 อยู่บนโลคัสจริงและให้ K เป็นจำนวนจริงบวก
ฝึกวาดอย่างไรให้เร็ว? จำรูปแบบมาตรฐานในแกลเลอรีให้ได้ก่อน แล้วฝึกตามสูตร 8 ขั้นทุกครั้งจนเป็นนิสัย ใช้แล็บในหน้านี้กดซ่อนเฉลย วาดลงกระดาษ แล้วค่อยเปิดเทียบ ทำวันละ 2–3 โจทย์สักสัปดาห์จะเห็นรูปในหัวก่อนคำนวณ
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์
บทความอ่านง่ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ดูบทความทั้งหมด →