- หน้าแรก
- คลังความรู้
- ออกแบบระบบโซลาร์เซลล์
- เซลล์และเส้น I-V
// บทที่ 16.1 · ออกแบบระบบโซลาร์เซลล์ · How a Solar Cell Works
เซลล์แสงอาทิตย์ทำงานอย่างไร: เส้นโค้ง I-V แบบจำลองไดโอด STC NOCT และผลของอุณหภูมิ
ทุกการตัดสินใจในระบบโซลาร์ ตั้งแต่จำนวนแผงต่อสตริงจนถึงอัลกอริทึม MPPT ย้อนกลับมาที่เส้นโค้งเส้นเดียว คือเส้นโค้ง I-V ของแผง หน้านี้สร้างเส้นโค้งนั้นจากฟิสิกส์ของรอยต่อ p-n อ่านค่าจากดาต้าชีต และดูว่าแสง อุณหภูมิ และเงาเปลี่ยนมันอย่างไร
- เซลล์คือไดโอดที่มีแหล่งกระแส ขนานอยู่ — เส้น I-V คือเส้นไดโอดกลับหัว
- แปรตามแสงเกือบเป็นเชิงเส้น แปรตามแสงแบบลอการิทึม
- ร้อนขึ้น 1 °C: ลด ≈ 0.25–0.30 % กำลังลด ≈ 0.26–0.35 %
- STC (1000 W/m², เซลล์ 25 °C) เป็นแค่จุดอ้างอิง ในไทยเซลล์ทำงานที่ 50–70 °C
- เงาบังเซลล์เดียวทำให้กลุ่มเซลล์ทั้งกลุ่มถูกบายพาส และ P-V มีหลายยอด
จากโฟตอนถึงกระแสไฟฟ้า พื้นฐาน
เซลล์ซิลิคอนเป็นแผ่นสารกึ่งตัวนำบางประมาณ 130–180 µm ที่มีรอยต่อ p-n ใกล้ผิวหน้า เมื่อโฟตอนที่มีพลังงานมากกว่าแถบพลังงานต้องห้าม (bandgap) ของซิลิคอน (1.12 eV) ถูกดูดกลืน มันสร้างคู่อิเล็กตรอน-โฮล สนามไฟฟ้าในบริเวณปลอดพาหะ (depletion region) แยกอิเล็กตรอนไปฝั่ง n และโฮลไปฝั่ง p ถ้าต่อวงจรภายนอก พาหะเหล่านี้ไหลเป็นกระแสได้
P1 Photon energy & cut-off wavelength พลังงานโฟตอนและความยาวคลื่นตัด
แสงที่ยาวกว่า ~1,107 nm (อินฟราเรดไกล) ผ่านไปโดยไม่สร้างพาหะ ส่วนโฟตอนพลังงานสูง (สีฟ้า UV) สร้างพาหะได้คู่เดียวเท่ากัน พลังงานส่วนเกินกลายเป็นความร้อน สองกลไกนี้ทำให้เซลล์รอยต่อเดียวมีขีดจำกัดทางทฤษฎี (Shockley–Queisser) ประมาณ 33 % ที่ bandgap เหมาะสม และราว 29–30 % สำหรับซิลิคอนเมื่อรวม Auger recombination เซลล์เชิงพาณิชย์ปี 2026 ทำได้ 23–26 % และแผงได้ 21–24 %
- ทำไมเซลล์ร้อนขึ้น: แสงที่ไม่ได้เป็นไฟฟ้า (75–80 %) กลายเป็นความร้อนบนแผงเกือบทั้งหมด
- ทำไมกระแสแปรตามแสง: จำนวนคู่พาหะแปรตามจำนวนโฟตอน กระแส จึงแปรตามความเข้มแสง (W/m²) เกือบเป็นเชิงเส้น
- ทำไมแรงดันมีเพดาน: แรงดันของเซลล์ซิลิคอนหนึ่งเซลล์อยู่ที่ราว 0.68–0.75 V ตอนเปิดวงจร ไม่ว่าเซลล์ใหญ่แค่ไหน — ต้องต่ออนุกรมหลายเซลล์จึงได้แรงดันใช้งาน
แบบจำลองไดโอดเดี่ยว (Single-Diode Model) กลาง
วงจรสมมูลของเซลล์หรือแผงคือแหล่งกระแส ขนานกับไดโอด ความต้านทานขนาน (กระแสรั่วตามขอบเซลล์และข้อบกพร่อง) และความต้านทานอนุกรม (เนื้อสาร หน้าสัมผัส busbar ริบบอน) เมื่อแผงมี เซลล์อนุกรม:
P2 Single-diode model สมการแบบจำลองไดโอดเดี่ยว
คือ ideality factor (1.0–1.5 สำหรับซิลิคอน) คือกระแสอิ่มตัวย้อนกลับ (ระดับ 10⁻¹⁰–10⁻⁹ A สำหรับแผง) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามอุณหภูมิ สมการนี้เป็น implicit (มี สองข้าง) จึงต้องแก้ด้วยวิธีเชิงตัวเลข เช่น Newton–Raphson หรือฟังก์ชัน Lambert W แต่จุดสำคัญสามจุดหาได้ตรง ๆ:
P3 Short circuit, open circuit, MPP and fill factor จุดสำคัญบนเส้นโค้ง I-V
P4 Conversion efficiency ประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน
Fill factor บอกความ “เหลี่ยม” ของเส้นโค้ง แผงซิลิคอนดีมี FF 0.78–0.83 ค่า FF ต่ำบ่งชี้ สูง (ริบบอนหลวม รอยร้าว ขั้วต่อเสื่อม) หรือ ต่ำ (PID เซลล์รั่ว) — เป็นเครื่องมือวินิจฉัยหลักในงาน ทดสอบด้วย I-V curve tracer
อ่านดาต้าชีตแผง 580 Wp: FF และประสิทธิภาพ
แผง TOPCon 144 half-cut: = 580 W, = 52.2 V, = 14.10 A, = 43.4 V, = 13.37 A ขนาด 2,278 × 1,134 mm
พื้นที่
อัตราส่วนที่ใช้ตรวจความสมเหตุสมผล: = 0.83 และ = 0.95 — อยู่ในช่วงปกติของซิลิคอนผลึก
ผลของความเข้มแสง พื้นฐาน
P5 Irradiance dependence กระแสและแรงดันเมื่อแสงเปลี่ยน
แสงลดลงครึ่งหนึ่ง กระแสลดลงครึ่งหนึ่งแต่แรงดันลดเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างแผง 72 เซลล์เทียบเท่า ( = 1.2, ≈ 2.22 V) ที่แสง 200 W/m²: ลดลง V เหลือ ≈ 48.6 V นี่คือเหตุผลที่ อินเวอร์เตอร์เริ่มทำงานตั้งแต่เช้ามืด (แรงดันพอแล้ว แม้กระแสยังน้อย) และเป็นเหตุผลที่การออกแบบสตริงต้องคิดแรงดันสูงสุดตอนเช้าหนาว ๆ ที่แสงยังอ่อน
ประสิทธิภาพที่แสงน้อย (low-light performance) ระบุในดาต้าชีตเป็น % ของประสิทธิภาพ STC ที่ 200 W/m² ปกติ 95–99 % แผงที่มี สูงทำได้ดีกว่าในวันครึ้ม
ผลของอุณหภูมิ: ศัตรูอันดับหนึ่งของโซลาร์ในประเทศไทย พื้นฐาน
ดาต้าชีตให้สัมประสิทธิ์อุณหภูมิสามตัว β (ของ ), α (ของ ) และ γ (ของ ) ในหน่วย %/°C ใช้แบบเชิงเส้นรอบ 25 °C:
P6 Temperature coefficients สัมประสิทธิ์อุณหภูมิ
ค่าทั่วไป: PERC β ≈ −0.27, γ ≈ −0.34 %/°C · TOPCon β ≈ −0.25, γ ≈ −0.29 · HJT β ≈ −0.24, γ ≈ −0.24 ถึง −0.26 · α ≈ +0.04 ถึง +0.05 %/°C สัมประสิทธิ์ของ ประมาณ เพราะ
P7 Cell temperature from NOCT/NMOT ประมาณอุณหภูมิเซลล์
NOCT (หรือ NMOT ในมาตรฐาน IEC 61215 รุ่นใหม่) คืออุณหภูมิเซลล์ที่ 800 W/m², อากาศ 20 °C, ลม 1 m/s, แผงยึดแบบเปิดด้านหลัง มักอยู่ที่ 41–45 °C แผงที่ติดชิดหลังคาหรือไม่มีลมหมุนเวียนจะร้อนกว่าที่สูตรนี้บอก 5–15 °C
เที่ยงวันเดือนเมษายน: แผง 580 W จ่ายได้จริงเท่าไร
อากาศ 35 °C แสง 1,000 W/m² NOCT = 43 °C, γ = −0.29 %/°C, β = −0.25 %/°C, α = +0.045 %/°C
อุณหภูมิเซลล์:
กำลัง: — หายไป 11 %
และ
ข้อสรุปเชิงออกแบบ: ใช้ ตอนร้อนในการตรวจขอบล่างของช่วง MPPT และใช้ ตอนหนาวในการตรวจแรงดันสูงสุด (ดู ออกแบบสตริง)
แล็บ: เส้นโค้ง I-V และ P-V ของแผงจริง
แล็บนี้ใช้แบบจำลองไดโอดเดี่ยว (P2) ที่ปรับค่า และ ให้ผ่านจุด , และ MPP ของแผง 580 Wp ในตัวอย่าง P-1 พอดี แผงแบ่งเป็นสามสตริงย่อย (24 เซลล์เทียบเท่าต่อกลุ่ม) แต่ละกลุ่มมีบายพาสไดโอดของตัวเอง ลองทำตามนี้:
- กด STC แล้วอ่าน , , MPP ให้ตรงกับดาต้าชีต
- เลื่อนแสงจาก 1,000 ลงเหลือ 200 W/m² — กระแสลดตามแสง แรงดันแทบไม่ลด (P5)
- กด เที่ยงร้อน — เส้นโค้งเลื่อนซ้าย กำลังหายไปราว 9–11 % (P6, P7)
- กด ใบไม้บัง 1 ช่อง — เส้น I-V เป็นขั้นบันได P-V มีสองยอด
- เอาเครื่องหมาย มีบายพาสไดโอด ออก — กำลังทั้งแผงถูกจำกัดด้วยกลุ่มที่ถูกบัง
ต่ออนุกรม ต่อขนาน และ mismatch พื้นฐาน
P8 Series and parallel connection การต่ออนุกรมและขนาน
- อนุกรม แรงดันบวกกัน กระแสต้องเท่ากันทุกแผง แผงที่อ่อนที่สุด (สกปรก ร้อน ถูกบัง) จะดึงกระแสทั้งสตริงลง จึงไม่ควรผสมแผงต่างรุ่นต่างกระแสในสตริงเดียว
- ขนาน กระแสบวกกัน แรงดันต้องเท่ากัน สตริงที่ขนานกันต้องมีจำนวนแผงเท่ากันและวางทิศเดียวกัน ถ้าทิศต่างกันให้แยกไปคนละ MPPT
- Mismatch loss เกิดจากแผงที่มีค่าต่างกันเล็กน้อย (power tolerance 0/+5 W, การเสื่อมไม่เท่ากัน) โดยปกติ 0.5–2 %
- กระแสย้อน เมื่อสตริงหนึ่งลัดวงจร สตริงอื่นที่ขนานอยู่จะดันกระแสย้อนเข้า ถ้าขนานเกิน 2–3 สตริงต้องมีฟิวส์สตริง (ดู W5)
เงาบัง บายพาสไดโอด และ hot spot กลาง
ในสตริงอนุกรม เซลล์ทุกเซลล์ต้องนำกระแสเท่ากัน ถ้าเซลล์หนึ่งถูกบังจนผลิตกระแสได้น้อยกว่ากระแสสตริง มันจะถูกบังคับให้ทำงานในย่านไบแอสย้อนกลับ กลายเป็นโหลดที่กินกำลังของเซลล์อื่น เกิดความร้อนเฉพาะจุด (hot spot) จนแผ่นหลังไหม้หรือกระจกแตกได้
แผงทั่วไปจึงแบ่งเซลล์เป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี บายพาสไดโอด (Schottky หรือ smart bypass ชนิด MOSFET) ในกล่องต่อสาย เมื่อกลุ่มใดถูกบัง ไดโอดนำ ทำให้แรงดันกลุ่มนั้นเหลือ −0.3 ถึง −0.5 V สตริงยังจ่ายกระแสเต็มผ่านกลุ่มที่ดี ผลคือ:
- แผงเสียกำลังประมาณ 1/3 ต่อกลุ่มที่ถูกบัง แทนที่จะเสียเกือบทั้งหมด
- เส้น I-V เป็นขั้นบันได และเส้น P-V มี หลายยอด (local maxima) ซึ่งทำให้ MPPT แบบไต่เขาติดยอดผิดได้ — แก้ด้วย global scan (ดู MPPT ภายใต้เงาบังบางส่วน)
- แผง half-cut (ครึ่งบน-ครึ่งล่างต่อขนานกัน) ทนเงาบังแนวนอนได้ดีกว่า: เงาที่บังครึ่งล่างทำให้เสียกำลังแค่ครึ่งหนึ่งของกลุ่ม
ใบไม้บังเซลล์เดียว เสียกำลังเท่าไร
ใบไม้บังเซลล์หนึ่งในกลุ่มที่ 3 ให้แสงเหลือ 25 % กลุ่มนี้ผลิตกระแสได้แค่ A
ถ้าทำงานที่กระแส 13 A (กลุ่ม 1–2 ทำงานเต็ม) กลุ่ม 3 ถูกบายพาส แรงดันแผงเหลือราว 2/3 → กำลังราว 2/3 ของปกติ ≈ 340 W ที่เซลล์ร้อน (ในแล็บ)
ถ้าทำงานที่กระแส ≈ 3.5 A ทั้งสามกลุ่มนำ แรงดันเต็มแต่กระแสน้อย → ≈ 150 W
จึงมีสองยอดบนเส้น P-V และยอดที่ดีกว่าคือยอดแรงดันต่ำ (global MPP) — อินเวอร์เตอร์ที่ไม่มี global scan อาจติดที่ยอด 150 W ทั้งวัน
ถ้าไม่มีบายพาสไดโอด กระแสทั้งแผงถูกจำกัดที่ ≈ 3.5 A และเซลล์ที่ถูกบังร้อนจัด → นี่คือเหตุผลที่บายพาสไดโอดเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เพิ่มกำลัง
STC NOCT BNPI และค่าที่ดาต้าชีตบอก พื้นฐาน
| เงื่อนไข | แสง | อุณหภูมิ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|---|
| STC (Standard Test Conditions) | 1,000 W/m², AM 1.5 | เซลล์ 25 °C | พิกัดบนป้าย Wp เทียบแผงต่างยี่ห้อ |
| NOCT / NMOT | 800 W/m² | อากาศ 20 °C ลม 1 m/s | ประมาณอุณหภูมิเซลล์และกำลังภาคสนาม |
| BNPI / BSTC (แผงสองหน้า) | หน้า 1,000 + หลัง 135 W/m² | เซลล์ 25 °C | กำลังรวมของแผง bifacial |
| Low irradiance | 200 W/m² | เซลล์ 25 °C | ประสิทธิภาพวันครึ้ม เช้า เย็น |
AM 1.5 (air mass) หมายถึงสเปกตรัมแสงที่ผ่านชั้นบรรยากาศ 1.5 เท่าของความหนาแนวดิ่ง (ดวงอาทิตย์สูงจากขอบฟ้าราว 42°) เป็นสเปกตรัมอ้างอิงตาม IEC 60904-3
ประเด็นระดับปริญญาโท ขั้นสูง
- สกัดพารามิเตอร์ 5 ตัว () จากดาต้าชีตหรือจาก I-V ที่วัดจริง: วิธี De Soto (2006), วิธีวนซ้ำของ Villalva (2009) หรือ curve fitting ด้วย least squares — ใช้ใน PVsyst และ pvlib (`pvlib.ivtools`)
- แบบจำลองไดโอดคู่ แยก recombination ในบริเวณปลอดพาหะ () ช่วยให้แม่นที่แสงน้อย
- ผลลัพธ์ Lambert W ทำให้เขียน แบบ explicit ได้: เร็วพอสำหรับคำนวณรายชั่วโมงทั้งปีหรือใช้ใน HIL simulator
- Spectral mismatch และ IAM แสงเช้าเย็นมีสเปกตรัมแดงกว่าและตกกระทบมุมเฉียง กระจก AR coating ช่วยลดการสะท้อน
- Reverse-bias breakdown ของเซลล์ TOPCon/HJT ต่ำกว่า PERC (บางรุ่น −5 ถึง −10 V) ทำให้การออกแบบบายพาสและการวิเคราะห์ hot spot ต่างไป
- การเสื่อมเชิงกลไก: LID, LeTID, PID, UVID (สำคัญกับ TOPCon), การเกิดรอยร้าว (micro-crack) และการกัดกร่อนหน้าสัมผัส — ผลต่อ , และ ต่างกัน วินิจฉัยได้จากรูปร่างเส้น I-V
คำถามที่พบบ่อย
Voc กับ Isc ของแผงโซลาร์คืออะไร?
Voc คือแรงดันเมื่อเปิดวงจร (ไม่มีกระแส) Isc คือกระแสเมื่อลัดวงจร (แรงดันศูนย์) ทั้งสองเป็นจุดปลายของเส้นโค้ง I-V แผงไม่จ่ายกำลังที่ทั้งสองจุด กำลังสูงสุดอยู่ที่จุด MPP ซึ่งประมาณ 80–84 % ของ Voc และ 93–95 % ของ Isc สำหรับแผงซิลิคอนปัจจุบัน
ทำไมแผงโซลาร์ผลิตไฟได้น้อยลงตอนร้อนจัด?
แรงดันของรอยต่อ p-n ลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ประมาณ −0.25 ถึง −0.30 % ต่อองศาสำหรับ Voc ขณะที่กระแสเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย กำลังจึงลดลงประมาณ −0.26 ถึง −0.35 % ต่อองศา ในประเทศไทยเซลล์ร้อนถึง 60–70 °C กำลังจึงต่ำกว่าพิกัด STC 10–13 %
บายพาสไดโอดในกล่องต่อสายทำหน้าที่อะไร?
เมื่อบางเซลล์ถูกบังแสง กระแสของสตริงจะบังคับให้เซลล์นั้นรับแรงดันย้อนกลับและร้อนจนเกิด hot spot บายพาสไดโอดจะนำกระแสข้ามกลุ่มเซลล์ที่ถูกบัง แผงจึงเสียกำลังเพียงประมาณหนึ่งในสามแทนที่จะเสียเกือบทั้งแผง และป้องกันเซลล์ไหม้