- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แคลคูลัสหลายตัวแปร
- ฟังก์ชันหลายตัวแปร
// บทที่ 24.1 · แคลคูลัสหลายตัวแปร · Functions of Several Variables
ฟังก์ชันหลายตัวแปร (Functions of Several Variables) คืออะไร: โดเมน กราฟผิว เส้นชั้นความสูง และลิมิต
โลกจริงแทบไม่เคยขึ้นกับตัวแปรเดียว อุณหภูมิในห้องขึ้นกับตำแหน่ง กำลังไฟฟ้า ขึ้นกับทั้งแรงดันและความต้านทาน ความดันแก๊ส ขึ้นกับอุณหภูมิและปริมาตร หน้านี้เริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดของแคลคูลัสหลายตัวแปร (multivariable calculus): ฟังก์ชันที่รับตัวเลขหลายตัวหน้าตาเป็นอย่างไร วาดได้อย่างไร และเมื่อ เข้าใกล้จุดหนึ่งแล้ว เข้าใกล้อะไร พร้อมแล็บที่ลากหมุนพื้นผิว 3 มิติและดูเส้นชั้นความสูงพร้อมกัน
- รับคู่ตัวเลขแล้วให้ค่าเดียว · กราฟ คือผิวในสามมิติ · โดเมนคือบริเวณในระนาบ ไม่ใช่ช่วงบนเส้นตรง
- เส้นชั้นความสูง (contour) คือรอยตัดของผิวด้วยระนาบแนวนอน · เส้นชิด = ชัน เส้นห่าง = ลาด
- ถ้า มีสามตัวแปรขึ้นไปใช้ ผิวระดับ (level surface) แทนกราฟ
- ลิมิต ที่จุดหนึ่งมีก็ต่อเมื่อทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน · สองเส้นทางให้ค่าต่างกัน = ไม่มีลิมิต · ทุกเส้นทางที่ลองตรงกัน ≠ พิสูจน์แล้ว
ฟังก์ชันหลายตัวแปรคืออะไร พื้นฐาน
ฟังก์ชันหลายตัวแปร (multivariable function) คือกฎที่จับคู่ “กลุ่มตัวเลข” หนึ่งชุดกับจำนวนจริงหนึ่งตัว ถ้ารับสองตัวเขียน ถ้าสามตัวเขียน ส่วนฟังก์ชันที่ให้ค่าเป็นเวกเตอร์ (เช่นสนามไฟฟ้า) จะเรียนในบทสนามเวกเตอร์ หน้านี้พูดถึงเฉพาะฟังก์ชันค่าสเกลาร์ (scalar function) ที่ให้ตัวเลขตัวเดียว
| ปริมาณทางวิศวกรรม | ฟังก์ชัน | ตัวแปรอิสระ |
|---|---|---|
| กำลังไฟฟ้าในตัวต้านทาน | แรงดัน , ความต้านทาน | |
| ความต้านทานขนาน | ||
| ความดันแก๊สอุดมคติ (n = 1 mol) | อุณหภูมิ , ปริมาตร | |
| อุณหภูมิในห้อง | ตำแหน่ง 3 พิกัด | |
| ความสูงของภูมิประเทศ | พิกัดทางราบ | |
| ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุจุด | ตำแหน่ง | |
| ปริมาตรกระป๋องทรงกระบอก | รัศมี , สูง |
F1 Function of two variables ฟังก์ชันสองตัวแปร
= โดเมน (domain) เซตของคู่ ที่นิยามได้ · เรนจ์ (range) = เซตของค่า ทั้งหมด · สำหรับสามตัวแปร
F2 Function of n variables ฟังก์ชัน n ตัวแปร
เขียนสั้นด้วยเวกเตอร์ตำแหน่ง · ใช้ในการหาค่าเหมาะสมของระบบหลายพารามิเตอร์
โดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันสองตัวแปร พื้นฐาน
หลักเดิมของตัวแปรเดียวใช้ได้ทั้งหมด: ตัวส่วนไม่เป็นศูนย์ ค่าใต้รากที่สองไม่ติดลบ ค่าใน ต้องมากกว่าศูนย์ ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์เป็นบริเวณในระนาบ ให้วาดบริเวณก่อนเสมอ แล้วจึงเขียนเป็นเซต และจดไว้ว่าขอบรวมหรือไม่รวม (เส้นทึบ = รวม เส้นประ = ไม่รวม)
หาโดเมนและเรนจ์ของ
ค่าใต้รากต้องไม่ติดลบ:
นี่คือแผ่นวงกลมรัศมี 3 กึ่งกลางที่จุดกำเนิด รวมขอบ:
เรนจ์: ที่จุดกำเนิด (มากที่สุด) ที่ขอบ (น้อยที่สุด) และ ต่อเนื่อง จึงได้ทุกค่าในช่วง
กราฟ คือซีกบนของทรงกลมรัศมี 3 เพราะยกกำลังสองได้
โดเมน · เรนจ์
หาโดเมนของ
ต้องการ คือ (ใต้เส้นตรง ไม่รวมเส้น)
ต้องการ และอยู่ในตัวส่วนจึงต้อง รวมกันเป็น คือ
ทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกัน: · บริเวณนี้เป็น “ลิ่มเปิด” ที่อยู่เหนือเส้น และใต้เส้น (ไม่รวมทั้งสองเส้น)
กำลังไฟฟ้า ของตัวต้านทานในวงจร มีโดเมนอย่างไร?
ทางคณิตศาสตร์ตัวส่วนห้ามเป็นศูนย์:
ทางฟิสิกส์ตัวต้านทานจริงมี และแรงดันที่ใช้งานจริงอยู่ในพิกัดของอุปกรณ์ เช่น V
โดเมนจึงเป็นสี่เหลี่ยมในระนาบ เช่น — โดเมนทางวิศวกรรมแคบกว่าโดเมนทางคณิตศาสตร์เสมอ
โดเมนที่ใช้งานจริงกำหนดโดยข้อจำกัดของอุปกรณ์ ไม่ใช่แค่ว่านิพจน์นิยามได้
กราฟของ z = f(x, y) เป็นผิว: แล็บพื้นผิว 3 มิติ พื้นฐาน
ตัวแปรเดียววาดกราฟเป็นเส้นโค้ง สองตัวแปรวาดเป็นผิว (surface) เหนือบริเวณโดเมน ความสูงของผิวที่จุด คือ ในแล็บนี้ลากภาพซ้ายเพื่อหมุน ลาก/คลิกแผนที่ขวาเพื่อย้ายจุด เส้นสีส้มและสีฟ้าคือรอยตัดของผิวด้วยระนาบ และ (จะกลับมาใช้เป็นอนุพันธ์ย่อยในบทถัดไป) ลองพิมพ์ฟังก์ชันของคุณเอง เช่น x*y หรือ sin(x)*cos(y)
F3 Plane as a graph ระนาบเป็นกราฟของฟังก์ชันเชิงเส้น
ความชันตามแกน คือ ตามแกน คือ ทุกที่เท่ากัน — แบบจำลองของ “ผิวที่ไม่โค้ง” และของระนาบสัมผัสในบทหน้า
F4 Graph of f กราฟของ f
ผิวเหนือโดเมน · เส้นตั้งฉากกับระนาบ ใด ๆ ตัดผิวไม่เกินหนึ่งจุด (vertical line test แบบ 3 มิติ)
เส้นชั้นความสูง (Level Curves) และผิวระดับ (Level Surfaces) พื้นฐาน
วาดผิว 3 มิติด้วยมือเป็นเรื่องยาก วิศวกรจึงใช้อีกวิธีที่เก่าแก่ที่สุด คือแผนที่เส้นชั้นความสูง (contour map) ตัดผิวด้วยระนาบแนวนอน หลายระดับ แล้วฉายรอยตัดลงบนระนาบ ถ้าเลือก ห่างกันเท่า ๆ กัน (เช่นทุก 1 เมตร) ระยะห่างของเส้นบอกความชันได้ทันที เส้นชิดกันคือชัน เส้นห่างกันคือลาด
F5 Level curve เส้นชั้นความสูง
ชื่อเรียกตามปริมาณ: ความสูง → contour · อุณหภูมิ → isotherm · ความดัน → isobar · ศักย์ไฟฟ้า → equipotential · เส้นชั้นของคนละระดับ ไม่ตัดกัน (ฟังก์ชันให้ค่าเดียว)
F6 Level surface ผิวระดับ
ฟังก์ชันสามตัวแปรวาดกราฟไม่ได้ (ต้อง 4 มิติ) จึงดูผ่านผิวระดับ เช่น เป็นทรงกลมซ้อนกัน
วาดเส้นชั้นความสูงของ ที่
ตั้ง หารด้วย : เป็นวงรีกึ่งแกนยาว (แนว ) และกึ่งแกนสั้น (แนว )
: · : · :
ที่ เหลือจุดเดียว ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด และ ไม่มีเส้น เพราะ เสมอ
สังเกต: ในแนวแกน ผิวชันกว่าแนว สองเท่าตัว วงรีจึงแบนตามแกน และเส้นที่ห่างกันเท่า ๆ ใน จะชิดกันมากกว่าตามแกน
วงรีโฟกัสร่วมจุดกำเนิด กึ่งแกน
ตัวอย่างจากงานจริง: ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุจุด มีเส้นชั้นเป็นวงกลมศูนย์กลางเดียวกัน ผนังเตาที่ร้อนด้านเดียวมี isotherm เป็นเส้นตรงขนานผนัง และแผนที่อากาศมี isobar ปิดรอบศูนย์กลางพายุ ในบทเกรเดียนต์จะเห็นว่าทิศที่ปริมาณเปลี่ยนเร็วสุดตั้งฉากกับเส้นชั้นเหล่านี้เสมอ
ผิวกำลังสอง (Quadric Surfaces) กลาง
สมการดีกรีสองในสามตัวแปรให้ผิวมาตรฐานเพียงไม่กี่แบบ ซึ่งเจอซ้ำ ๆ ในงานวิศวกรรม: จานรับสัญญาณดาวเทียมคือพาราโบลอยด์ หอคอยระบายความร้อนของโรงไฟฟ้าคือไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน ถังแก๊สคือทรงรี วิธีจำแนกคือตัดด้วยระนาบ (trace) แล้วดูรูปรอยตัด
| ผิว (English) | สมการมาตรฐาน | รอยตัด | รอยตัดตั้ง | พบใน |
|---|---|---|---|---|
| ทรงรี (ellipsoid) | วงรี | วงรี | ถังแก๊ส เปลือกตัวถัง | |
| พาราโบลอยด์ทรงรี (elliptic paraboloid) | วงรี | พาราโบลา | จานสะท้อน เสาอากาศ กระจกโค้ง | |
| อานม้า (hyperbolic paraboloid) | ไฮเพอร์โบลา | พาราโบลา | หลังคาเปลือกบาง จุดอานม้าของ | |
| กรวย (cone) | วงรี | เส้นตรงตัดกัน/ไฮเพอร์โบลา | ปล่องกรวย ปากลำโพง | |
| ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน (hyperboloid of one sheet) | วงรี | ไฮเพอร์โบลา | หอระบายความร้อน (cooling tower) | |
| ไฮเพอร์โบลอยด์ 2 ตอน (hyperboloid of two sheets) | วงรี (เมื่อ ) | ไฮเพอร์โบลา | กระจกสะท้อนแบบ Cassegrain | |
| ทรงกระบอก (cylinder) | (ไม่มี ) | วงกลม | เส้นตรงขนาน | ท่อ ถังเก็บ เสา |
F7 Ellipsoid · sphere ทรงรี · ทรงกลม
คือทรงกลม · ซีกบนคือกราฟ
F8 Paraboloids พาราโบลอยด์
เครื่องหมายระหว่างสองพจน์ตัดสินว่าเป็นชามหรืออานม้า · จุดวิกฤตของทั้งคู่อยู่ที่จุดกำเนิด (ดูบทค่าสุดขีด)
จำแนกผิว และบอกรอยตัดที่ และ
หารด้วย 4: เทียบ ได้ — เครื่องหมายลบเพียงหนึ่งตัวและเท่ากับ 1: ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน
: วงรีกึ่งแกน 1 (แนว ) และ 2 (แนว ) — นี่คือ “เอว” ที่แคบที่สุด
: วงรีกึ่งแกน และ — ใหญ่ขึ้นเมื่อห่างจากเอว
รอยตัดที่ : ไฮเพอร์โบลา จึงยืนยันว่าไม่ใช่ทรงรี
ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน แกนตามแนว · เอว () เป็นวงรี
ลิมิตของฟังก์ชันสองตัวแปร: ทำไมต้องตรวจทุกเส้นทาง กลาง
ลิมิตของตัวแปรเดียวมีแค่สองทิศ (ซ้ายกับขวา) แต่เมื่อ บนระนาบ จุดเข้าหาได้จากทุกทิศและตามเส้นโค้งทุกรูปแบบ นิยามจึงเข้มงวดขึ้น: ลิมิตมี ต่อเมื่อ ทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน
F9 Limit (ε–δ) นิยามลิมิตสองตัวแปร
เงื่อนไขเป็น “วงกลมรัศมี ” รอบ (ไม่ใช่ช่วง) ที่ไม่รวมจุดศูนย์กลาง · ทุกจุดในวงกลมต้องทำให้ ห่างจาก น้อยกว่า
F10 Two-path test การทดสอบสองเส้นทาง
ใช้ได้ทางเดียว: พิสูจน์ว่า “ไม่มี” ได้ แต่ทุกเส้นทางที่ลองตรงกันก็ยังไม่พิสูจน์ว่า “มี”
F11 Squeeze theorem ทฤษฎีบทแซนด์วิช
ประเมินขอบบนด้วยอสมการ เช่น หรือ แล้วแสดงว่าขอบบนเข้าหาศูนย์
F12 Polar substitution แทนด้วยพิกัดขั้ว (ที่จุดกำเนิด)
ถ้า โดยที่ ไม่ขึ้นกับ และ ลิมิตคือ · ถ้านิพจน์ยังขึ้นกับ หลัง ลิมิตไม่มี
แล็บทดสอบลิมิตตามเส้นทาง
เลือกตัวอย่างแล้วสลับชนิดของเส้นทาง สังเกตกรณี : เส้นตรงทุกเส้นให้ 0 แต่พาราโบลา ให้ค่าไม่เท่ากัน
เส้นทางที่ 1: ตามแกน (): จึงได้
เส้นทางที่ 2: ตามเส้น : จึงได้
สองเส้นทางให้ค่าต่างกัน () · ทั่วไป ตาม ได้ ซึ่งเปลี่ยนตาม (ในพิกัดขั้ว ขึ้นกับ )
ลิมิตไม่มี (DNE) — ฟังก์ชันนี้ไม่ต่อเนื่องที่จุดกำเนิดแม้จะนิยามค่าที่นั่นอย่างไรก็ตาม
ลองเส้นทางก่อน: ได้ ทุก และตามแกนก็ จึงคาดว่าลิมิตคือ 0 (ยังไม่ใช่การพิสูจน์)
วิธี squeeze: จึง ดังนั้น
เมื่อ ได้ โดย squeeze ลิมิตเท่ากับ 0
วิธีพิกัดขั้ว: และ โดยขอบบน ไม่ขึ้นกับ ยืนยันคำตอบเดียวกัน
ตามเส้น : และตามแกน () ก็ — เส้นตรงทุกเส้นให้ 0
แต่ตามพาราโบลา : สำหรับทุก
ได้ กับ → ต่างกัน ลิมิตไม่มี
ลิมิตไม่มี (DNE) — ตัวอย่างนี้แสดงว่าการทดสอบด้วยเส้นตรงอย่างเดียวไม่พอ ต้องลองเส้นโค้งที่ “เข้ากับ” รูปของนิพจน์ด้วย
แทน : นิพจน์เป็น ไม่ขึ้นกับ เลย
เมื่อ ได้ และ จึง (ลิมิตตัวแปรเดียวมาตรฐาน)
— เทคนิคนี้ใช้ได้เสมอเมื่อ เป็นฟังก์ชันของ เท่านั้น
ความต่อเนื่อง (Continuity)
F13 Continuity at a point ความต่อเนื่อง ณ จุดหนึ่ง
ต้องครบสามข้อ: นิยามได้ · ลิมิตมี · ทั้งสองเท่ากัน · พหุนาม ฟังก์ชันตรรกยะ (ที่ตัวส่วน ) และ ของฟังก์ชันต่อเนื่อง ต่างต่อเนื่องบนโดเมนของมัน
ผลที่ตามมา: ถ้าฟังก์ชันสร้างจากพหุนามและฟังก์ชันพื้นฐานด้วยการบวก ลบ คูณ หาร และประกอบ เราหาลิมิตได้ด้วยการ “แทนค่า” ตราบใดที่จุดนั้นอยู่ในโดเมน ปัญหาเกิดเฉพาะจุดที่ได้ เช่นจุดกำเนิดของตัวอย่าง F-6 ถึง F-9 ซึ่งต้องใช้เทคนิคข้างต้น ความต่อเนื่องคือเงื่อนไขที่ทำให้อนุพันธ์ย่อยและอินทิกรัลหลายชั้นในบทถัดไปมีความหมายและคำนวณได้
นำไปใช้ในงานวิศวกรรม พื้นฐาน
ไปต่อที่อนุพันธ์ย่อย: ถ้าตรึงตัวแปรหนึ่งตัวไว้ แล้วหาอนุพันธ์ตามอีกตัว จะได้ความชันของรอยตัดสีส้มและสีฟ้าในแล็บข้างต้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน
- สรุปว่ามีลิมิตเพราะ “ลองสามเส้นทางแล้วเท่ากัน” — ต้องพิสูจน์ด้วย squeeze หรือพิกัดขั้ว (ตัวอย่าง F-8 เป็นตัวอย่างค้านคลาสสิก)
- ใช้พิกัดขั้วแล้วลืมว่าต้อง “ทุก ” — ขอบบนของ ต้องไม่ขึ้นกับ · ถ้ายังมี เหลือหลังให้ ลิมิตไม่มี (เช่น F-6 ได้ )
- ตอบโดเมนเป็นช่วง — โดเมนของ เป็นบริเวณในระนาบ ต้องอธิบายด้วยอสมการของ และ ร่วมกัน
- เข้าใจว่าเส้นชั้นความสูงคือเส้นที่ผิวสูง บนกราฟ — เส้นชั้นอยู่บนระนาบ คือรอยตัดที่ถูก “ฉายลงมา” ไม่ใช่เส้นบนผิว (แต่เส้นบนผิวที่ เป็นเส้นชั้นยกขึ้น)
- เชื่อกราฟคอมพิวเตอร์ใกล้จุดที่ — ผิวอาจดูเรียบแต่ลิมิตไม่มี ใช้การทดสอบเส้นทางควบคู่
คำถามที่พบบ่อย
ฟังก์ชันหลายตัวแปร (multivariable function) คืออะไร ต่างจากฟังก์ชันตัวแปรเดียวอย่างไร?
ฟังก์ชันตัวแปรเดียว รับตัวเลขหนึ่งตัวแล้วให้ค่าออกหนึ่งค่า กราฟเป็นเส้นโค้งบนระนาบ ส่วนฟังก์ชันหลายตัวแปรรับตัวเลขหลายตัวพร้อมกัน เช่น หรือ แต่ยังให้ค่าออกเป็นจำนวนจริงหนึ่งค่า กราฟของ เป็นผิวในปริภูมิสามมิติ ส่วน วาดกราฟไม่ได้จึงดูผ่านผิวระดับ (level surface) แทน ตัวอย่างในงานวิศวกรรมคืออุณหภูมิในห้อง ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุ และความดันแก๊ส
หาโดเมนของฟังก์ชันสองตัวแปรอย่างไร?
หาเงื่อนไขของคู่ ที่ทำให้นิพจน์นิยามได้ เหมือนฟังก์ชันตัวแปรเดียวแต่เงื่อนไขกลายเป็นบริเวณในระนาบ: ตัวส่วนต้องไม่เป็นศูนย์ ค่าใต้รากที่สองต้องไม่ติดลบ ค่าใน ต้องมากกว่าศูนย์ ตัวอย่าง ต้องมี โดเมนคือแผ่นวงกลมรัศมี 3 รวมขอบ ส่วน ต้องมี โดเมนคือครึ่งระนาบเหนือเส้น ไม่รวมเส้น วาดบริเวณก่อนแล้วจึงเขียนเป็นเซต
เส้นชั้นความสูง (level curve / contour) คืออะไร ใช้ทำอะไร?
เส้นชั้นความสูงของ คือเซตของจุดที่ เมื่อ เป็นค่าคงที่ ถ้า คือความสูงของภูเขา เส้นเหล่านี้คือเส้นชั้นความสูงบนแผนที่ ถ้า คืออุณหภูมิจะเรียก isotherm ถ้าคือศักย์ไฟฟ้าจะเรียกเส้นศักย์เท่ากัน (equipotential) ที่ใดเส้นชิดกันแสดงว่า เปลี่ยนเร็ว (ชัน) ที่ใดห่างกันแสดงว่าเปลี่ยนช้า วิศวกรใช้อ่านและออกแบบสนามต่าง ๆ โดยไม่ต้องวาดกราฟ 3 มิติ
ทำไมลิมิตสองตัวแปรต้องตรวจหลายเส้นทาง?
ในตัวแปรเดียวเข้าหาจุดได้แค่ซ้ายกับขวา แต่ในระนาบเข้าหาจุด ได้ไม่จำกัดเส้นทาง ลิมิตมีก็ต่อเมื่อทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน ดังนั้นถ้าพบสองเส้นทางที่ให้ค่าต่างกันก็สรุปได้ทันทีว่าลิมิตไม่มี (DNE) เช่น ที่จุดกำเนิดได้ ตามเส้น แต่ถ้าทุกเส้นทางที่ลองให้ค่าเท่ากันยังไม่พอสรุปว่าลิมิตมี ต้องพิสูจน์ด้วย squeeze theorem หรือพิกัดขั้ว และระวังเส้นโค้งอย่าง ที่อาจให้ค่าต่างจากเส้นตรงทั้งหมด
ผิวกำลังสอง (quadric surface) มีกี่แบบ ดูอย่างไรว่าเป็นแบบไหน?
มีหลักคือทรงรี (ellipsoid) ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 และ 2 ตอน (hyperboloid) กรวย (cone) พาราโบลอยด์ทรงรี (elliptic paraboloid) พาราโบลอยด์ไฮเพอร์โบลิก หรืออานม้า (hyperbolic paraboloid) และทรงกระบอกชนิดต่าง ๆ วิธีดูที่ง่ายที่สุดคือตัดด้วยระนาบ และระนาบอีกสองแกน (trace) แล้วดูว่าได้วงรี พาราโบลา หรือไฮเพอร์โบลา เช่น ตัดที่ ได้วงกลม ตัดที่ ได้พาราโบลา จึงเป็นพาราโบลอยด์ทรงรี