พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. ฟังก์ชันหลายตัวแปร

// บทที่ 24.1 · แคลคูลัสหลายตัวแปร · Functions of Several Variables

ฟังก์ชันหลายตัวแปร (Functions of Several Variables) คืออะไร: โดเมน กราฟผิว เส้นชั้นความสูง และลิมิต

โลกจริงแทบไม่เคยขึ้นกับตัวแปรเดียว อุณหภูมิในห้องขึ้นกับตำแหน่ง (x,y,z)(x, y, z) กำลังไฟฟ้า P=V2/RP = V^2/R ขึ้นกับทั้งแรงดันและความต้านทาน ความดันแก๊ส P=nRT/VP = nRT/V ขึ้นกับอุณหภูมิและปริมาตร หน้านี้เริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดของแคลคูลัสหลายตัวแปร (multivariable calculus): ฟังก์ชันที่รับตัวเลขหลายตัวหน้าตาเป็นอย่างไร วาดได้อย่างไร และเมื่อ (x,y)(x, y) เข้าใกล้จุดหนึ่งแล้ว ff เข้าใกล้อะไร พร้อมแล็บที่ลากหมุนพื้นผิว 3 มิติและดูเส้นชั้นความสูงพร้อมกัน

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • f(x,y)f(x, y) รับคู่ตัวเลขแล้วให้ค่าเดียว · กราฟ z=f(x,y)z = f(x, y) คือผิวในสามมิติ · โดเมนคือบริเวณในระนาบ ไม่ใช่ช่วงบนเส้นตรง
  • เส้นชั้นความสูง (contour) f(x,y)=cf(x, y) = c คือรอยตัดของผิวด้วยระนาบแนวนอน · เส้นชิด = ชัน เส้นห่าง = ลาด
  • ถ้า ff มีสามตัวแปรขึ้นไปใช้ ผิวระดับ (level surface) f(x,y,z)=cf(x, y, z) = c แทนกราฟ
  • ลิมิต ที่จุดหนึ่งมีก็ต่อเมื่อทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน · สองเส้นทางให้ค่าต่างกัน = ไม่มีลิมิต · ทุกเส้นทางที่ลองตรงกัน ≠ พิสูจน์แล้ว
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

ฟังก์ชันหลายตัวแปรคืออะไร พื้นฐาน

ฟังก์ชันหลายตัวแปร (multivariable function) คือกฎที่จับคู่ “กลุ่มตัวเลข” หนึ่งชุดกับจำนวนจริงหนึ่งตัว ถ้ารับสองตัวเขียน z=f(x,y)z = f(x, y) ถ้าสามตัวเขียน w=f(x,y,z)w = f(x, y, z) ส่วนฟังก์ชันที่ให้ค่าเป็นเวกเตอร์ (เช่นสนามไฟฟ้า) จะเรียนในบทสนามเวกเตอร์ หน้านี้พูดถึงเฉพาะฟังก์ชันค่าสเกลาร์ (scalar function) ที่ให้ตัวเลขตัวเดียว

ปริมาณทางวิศวกรรมฟังก์ชันตัวแปรอิสระ
กำลังไฟฟ้าในตัวต้านทานP(V,R)=V2/RP(V, R) = V^2/Rแรงดัน VV, ความต้านทาน RR
ความต้านทานขนานR(R1,R2)=R1R2R1+R2R(R_1, R_2) = \dfrac{R_1 R_2}{R_1 + R_2}R1,R2R_1, R_2
ความดันแก๊สอุดมคติ (n = 1 mol)P(T,V)=8.314 T/VP(T, V) = 8.314\,T/Vอุณหภูมิ TT, ปริมาตร VV
อุณหภูมิในห้องT(x,y,z)T(x, y, z)ตำแหน่ง 3 พิกัด
ความสูงของภูมิประเทศh(x,y)h(x, y)พิกัดทางราบ
ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุจุดV(x,y,z)=kqx2+y2+z2V(x, y, z) = \dfrac{kq}{\sqrt{x^2+y^2+z^2}}ตำแหน่ง
ปริมาตรกระป๋องทรงกระบอกV(r,h)=πr2hV(r, h) = \pi r^2 hรัศมี rr, สูง hh

F1 Function of two variables ฟังก์ชันสองตัวแปร

f:D⊆R2→R,(x,y)⟼z=f(x,y)f: D \subseteq \mathbb{R}^2 \to \mathbb{R},\qquad (x, y) \longmapsto z = f(x, y)

DD = โดเมน (domain) เซตของคู่ (x,y)(x, y) ที่นิยามได้ · เรนจ์ (range) = เซตของค่า ff ทั้งหมด · สำหรับสามตัวแปร D⊆R3D \subseteq \mathbb{R}^3

F2 Function of n variables ฟังก์ชัน n ตัวแปร

f:Rn→R,w=f(x)=f(x1,…,xn)f:\mathbb{R}^n \to \mathbb{R},\quad w = f(\mathbf x) = f(x_1, \dots, x_n)

เขียนสั้นด้วยเวกเตอร์ตำแหน่ง x\mathbf x · ใช้ในการหาค่าเหมาะสมของระบบหลายพารามิเตอร์

โดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันสองตัวแปร พื้นฐาน

หลักเดิมของตัวแปรเดียวใช้ได้ทั้งหมด: ตัวส่วนไม่เป็นศูนย์ ค่าใต้รากที่สองไม่ติดลบ ค่าใน ln⁡\ln ต้องมากกว่าศูนย์ ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์เป็นบริเวณในระนาบ ให้วาดบริเวณก่อนเสมอ แล้วจึงเขียนเป็นเซต และจดไว้ว่าขอบรวมหรือไม่รวม (เส้นทึบ = รวม เส้นประ = ไม่รวม)

ตัวอย่าง F-1 · โดเมนที่เป็นแผ่นวงกลม

หาโดเมนและเรนจ์ของ f(x,y)=9−x2−y2f(x, y) = \sqrt{9 - x^2 - y^2}

  1. ค่าใต้รากต้องไม่ติดลบ: 9−x2−y2≥0⇒x2+y2≤99 - x^2 - y^2 \ge 0 \Rightarrow x^2 + y^2 \le 9

  2. นี่คือแผ่นวงกลมรัศมี 3 กึ่งกลางที่จุดกำเนิด รวมขอบ: D={(x,y):x2+y2≤9}D = \{(x, y) : x^2 + y^2 \le 9\}

  3. เรนจ์: ที่จุดกำเนิด f=3f = 3 (มากที่สุด) ที่ขอบ f=0f = 0 (น้อยที่สุด) และ ff ต่อเนื่อง จึงได้ทุกค่าในช่วง [0,3][0, 3]

  4. กราฟ z=9−x2−y2z = \sqrt{9 - x^2 - y^2} คือซีกบนของทรงกลมรัศมี 3 เพราะยกกำลังสองได้ x2+y2+z2=9, z≥0x^2 + y^2 + z^2 = 9,\ z \ge 0

โดเมน ={x2+y2≤9}= \{x^2 + y^2 \le 9\} · เรนจ์ =[0,3]= [0, 3]

ตัวอย่าง F-2 · ครึ่งระนาบ

หาโดเมนของ f(x,y)=ln⁡(x−y)y+1f(x, y) = \dfrac{\ln(x - y)}{\sqrt{y + 1}}

  1. ln⁡(x−y)\ln(x - y) ต้องการ x−y>0x - y > 0 คือ y<xy < x (ใต้เส้นตรง y=xy = x ไม่รวมเส้น)

  2. y+1\sqrt{y + 1} ต้องการ y+1≥0y + 1 \ge 0 และอยู่ในตัวส่วนจึงต้อง ≠0\ne 0 รวมกันเป็น y+1>0y + 1 > 0 คือ y>−1y > -1

  3. ทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกัน: −1<y<x-1 < y < x · บริเวณนี้เป็น “ลิ่มเปิด” ที่อยู่เหนือเส้น y=−1y = -1 และใต้เส้น y=xy = x (ไม่รวมทั้งสองเส้น)

D={(x,y):−1<y<x}D = \{(x, y) : -1 < y < x\}

ตัวอย่าง F-3 · โดเมนทางกายภาพ

กำลังไฟฟ้า P(V,R)=V2/RP(V, R) = V^2/R ของตัวต้านทานในวงจร มีโดเมนอย่างไร?

  1. ทางคณิตศาสตร์ตัวส่วนห้ามเป็นศูนย์: R≠0R \ne 0

  2. ทางฟิสิกส์ตัวต้านทานจริงมี R>0R > 0 และแรงดันที่ใช้งานจริงอยู่ในพิกัดของอุปกรณ์ เช่น 0≤V≤2500 \le V \le 250 V

  3. โดเมนจึงเป็นสี่เหลี่ยมในระนาบ (V,R)(V, R) เช่น {0≤V≤250, R≥1 Ω}\{0 \le V \le 250,\ R \ge 1\ \Omega\} — โดเมนทางวิศวกรรมแคบกว่าโดเมนทางคณิตศาสตร์เสมอ

โดเมนที่ใช้งานจริงกำหนดโดยข้อจำกัดของอุปกรณ์ ไม่ใช่แค่ว่านิพจน์นิยามได้

กราฟของ z = f(x, y) เป็นผิว: แล็บพื้นผิว 3 มิติ พื้นฐาน

ตัวแปรเดียววาดกราฟเป็นเส้นโค้ง สองตัวแปรวาดเป็นผิว (surface) เหนือบริเวณโดเมน ความสูงของผิวที่จุด (x,y)(x, y) คือ f(x,y)f(x, y) ในแล็บนี้ลากภาพซ้ายเพื่อหมุน ลาก/คลิกแผนที่ขวาเพื่อย้ายจุด เส้นสีส้มและสีฟ้าคือรอยตัดของผิวด้วยระนาบ y=y0y = y_0 และ x=x0x = x_0 (จะกลับมาใช้เป็นอนุพันธ์ย่อยในบทถัดไป) ลองพิมพ์ฟังก์ชันของคุณเอง เช่น x*y หรือ sin(x)*cos(y)

ผิวอานม้า (saddle) z = x² − y²xyzจุดอานม้า (saddle point) ที่ (0, 0)xyเส้นชั้นความสูง (contour map) x² − y² = cc > 0c < 0c = 0
ผิวอานม้า z=x2−y2z = x^2 - y^2 กับเส้นชั้นความสูงของมัน: ตัดผิวด้วยระนาบ z=cz = c แล้วฉายลงระนาบ xyxy ได้ไฮเพอร์โบลา (สีฟ้า c<0c < 0, สีส้ม c>0c > 0, เส้นทแยง c=0c = 0)

F3 Plane as a graph ระนาบเป็นกราฟของฟังก์ชันเชิงเส้น

z=f(x,y)=c+ax+byz = f(x, y) = c + a x + b y

ความชันตามแกน xx คือ aa ตามแกน yy คือ bb ทุกที่เท่ากัน — แบบจำลองของ “ผิวที่ไม่โค้ง” และของระนาบสัมผัสในบทหน้า

F4 Graph of f กราฟของ f

graph⁡(f)={(x,y,z):z=f(x,y), (x,y)∈D}\operatorname{graph}(f) = \{(x, y, z) : z = f(x, y),\ (x, y) \in D\}

ผิวเหนือโดเมน DD · เส้นตั้งฉากกับระนาบ xyxy ใด ๆ ตัดผิวไม่เกินหนึ่งจุด (vertical line test แบบ 3 มิติ)

เส้นชั้นความสูง (Level Curves) และผิวระดับ (Level Surfaces) พื้นฐาน

วาดผิว 3 มิติด้วยมือเป็นเรื่องยาก วิศวกรจึงใช้อีกวิธีที่เก่าแก่ที่สุด คือแผนที่เส้นชั้นความสูง (contour map) ตัดผิวด้วยระนาบแนวนอน z=cz = c หลายระดับ แล้วฉายรอยตัดลงบนระนาบ xyxy ถ้าเลือก cc ห่างกันเท่า ๆ กัน (เช่นทุก 1 เมตร) ระยะห่างของเส้นบอกความชันได้ทันที เส้นชิดกันคือชัน เส้นห่างกันคือลาด

F5 Level curve เส้นชั้นความสูง

Lc={(x,y)∈D:f(x,y)=c}L_c = \{(x, y) \in D : f(x, y) = c\}

ชื่อเรียกตามปริมาณ: ความสูง → contour · อุณหภูมิ → isotherm · ความดัน → isobar · ศักย์ไฟฟ้า → equipotential · เส้นชั้นของคนละระดับ cc ไม่ตัดกัน (ฟังก์ชันให้ค่าเดียว)

F6 Level surface ผิวระดับ

Sc={(x,y,z):f(x,y,z)=c}S_c = \{(x, y, z) : f(x, y, z) = c\}

ฟังก์ชันสามตัวแปรวาดกราฟไม่ได้ (ต้อง 4 มิติ) จึงดูผ่านผิวระดับ เช่น x2+y2+z2=cx^2 + y^2 + z^2 = c เป็นทรงกลมซ้อนกัน

ตัวอย่าง F-4 · เส้นชั้นเป็นวงรี

วาดเส้นชั้นความสูงของ f(x,y)=x2+4y2f(x, y) = x^2 + 4y^2 ที่ c=1,4,9c = 1, 4, 9

  1. ตั้ง x2+4y2=cx^2 + 4y^2 = c หารด้วย cc: x2c+y2c/4=1\dfrac{x^2}{c} + \dfrac{y^2}{c/4} = 1 เป็นวงรีกึ่งแกนยาว c\sqrt{c} (แนว xx) และกึ่งแกนสั้น c/2\sqrt{c}/2 (แนว yy)

  2. c=1c = 1: a=1, b=0.5a = 1,\ b = 0.5 · c=4c = 4: a=2, b=1a = 2,\ b = 1 · c=9c = 9: a=3, b=1.5a = 3,\ b = 1.5

  3. ที่ c=0c = 0 เหลือจุดเดียว (0,0)(0,0) ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด และ c<0c < 0 ไม่มีเส้น เพราะ f≥0f \ge 0 เสมอ

  4. สังเกต: ในแนวแกน yy ผิวชันกว่าแนว xx สองเท่าตัว วงรีจึงแบนตามแกน yy และเส้นที่ห่างกันเท่า ๆ ใน cc จะชิดกันมากกว่าตามแกน yy

วงรีโฟกัสร่วมจุดกำเนิด กึ่งแกน (c, c/2)(\sqrt{c},\ \sqrt{c}/2)

ตัวอย่างจากงานจริง: ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุจุด V=kq/rV = kq/r มีเส้นชั้นเป็นวงกลมศูนย์กลางเดียวกัน ผนังเตาที่ร้อนด้านเดียวมี isotherm เป็นเส้นตรงขนานผนัง และแผนที่อากาศมี isobar ปิดรอบศูนย์กลางพายุ ในบทเกรเดียนต์จะเห็นว่าทิศที่ปริมาณเปลี่ยนเร็วสุดตั้งฉากกับเส้นชั้นเหล่านี้เสมอ

ผิวกำลังสอง (Quadric Surfaces) กลาง

สมการดีกรีสองในสามตัวแปรให้ผิวมาตรฐานเพียงไม่กี่แบบ ซึ่งเจอซ้ำ ๆ ในงานวิศวกรรม: จานรับสัญญาณดาวเทียมคือพาราโบลอยด์ หอคอยระบายความร้อนของโรงไฟฟ้าคือไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน ถังแก๊สคือทรงรี วิธีจำแนกคือตัดด้วยระนาบ (trace) แล้วดูรูปรอยตัด

ทรงรี (ellipsoid)x²/a² + y²/b² + z²/c² = 1พาราโบลอยด์ทรงรี (elliptic paraboloid)z = x²/a² + y²/b²อานม้า (hyperbolic paraboloid)z = x²/a² − y²/b²กรวย (cone)z² = x²/a² + y²/b²ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน (one sheet)x²/a² + y²/b² − z²/c² = 1ทรงกระบอกพาราโบลา (parabolic cylinder)z = x²
ผิวกำลังสองหกแบบ: ทรงรี พาราโบลอยด์ทรงรี อานม้า กรวย ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน และทรงกระบอกพาราโบลา
ผิว (English)สมการมาตรฐานรอยตัด z=kz = kรอยตัดตั้งพบใน
ทรงรี (ellipsoid)x2a2+y2b2+z2c2=1\dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2} + \dfrac{z^2}{c^2} = 1วงรีวงรีถังแก๊ส เปลือกตัวถัง
พาราโบลอยด์ทรงรี (elliptic paraboloid)z=x2a2+y2b2z = \dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2}วงรีพาราโบลาจานสะท้อน เสาอากาศ กระจกโค้ง
อานม้า (hyperbolic paraboloid)z=x2a2−y2b2z = \dfrac{x^2}{a^2} - \dfrac{y^2}{b^2}ไฮเพอร์โบลาพาราโบลาหลังคาเปลือกบาง จุดอานม้าของ ff
กรวย (cone)z2=x2a2+y2b2z^2 = \dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2}วงรีเส้นตรงตัดกัน/ไฮเพอร์โบลาปล่องกรวย ปากลำโพง
ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน (hyperboloid of one sheet)x2a2+y2b2−z2c2=1\dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2} - \dfrac{z^2}{c^2} = 1วงรีไฮเพอร์โบลาหอระบายความร้อน (cooling tower)
ไฮเพอร์โบลอยด์ 2 ตอน (hyperboloid of two sheets)z2c2−x2a2−y2b2=1\dfrac{z^2}{c^2} - \dfrac{x^2}{a^2} - \dfrac{y^2}{b^2} = 1วงรี (เมื่อ ∣k∣>c\lvert k \rvert > c)ไฮเพอร์โบลากระจกสะท้อนแบบ Cassegrain
ทรงกระบอก (cylinder)x2+y2=r2x^2 + y^2 = r^2 (ไม่มี zz)วงกลมเส้นตรงขนานท่อ ถังเก็บ เสา

F7 Ellipsoid · sphere ทรงรี · ทรงกลม

x2a2+y2b2+z2c2=1,x2+y2+z2=R2\frac{x^2}{a^2} + \frac{y^2}{b^2} + \frac{z^2}{c^2} = 1,\qquad x^2 + y^2 + z^2 = R^2

a=b=c=Ra = b = c = R คือทรงกลม · ซีกบนคือกราฟ z=R2−x2−y2z = \sqrt{R^2 - x^2 - y^2}

F8 Paraboloids พาราโบลอยด์

z=x2a2+y2b2  (ชาม),z=x2a2−y2b2  (อานม้า)z = \frac{x^2}{a^2} + \frac{y^2}{b^2}\ \ (\text{ชาม}),\qquad z = \frac{x^2}{a^2} - \frac{y^2}{b^2}\ \ (\text{อานม้า})

เครื่องหมายระหว่างสองพจน์ตัดสินว่าเป็นชามหรืออานม้า · จุดวิกฤตของทั้งคู่อยู่ที่จุดกำเนิด (ดูบทค่าสุดขีด)

ตัวอย่าง F-5 · จำแนกผิวจากสมการ

จำแนกผิว 4x2+y2−z2=44x^2 + y^2 - z^2 = 4 และบอกรอยตัดที่ z=0z = 0 และ z=2z = 2

  1. หารด้วย 4: x2+y24−z24=1x^2 + \dfrac{y^2}{4} - \dfrac{z^2}{4} = 1 เทียบ x2a2+y2b2−z2c2=1\dfrac{x^2}{a^2} + \dfrac{y^2}{b^2} - \dfrac{z^2}{c^2} = 1 ได้ a=1, b=2, c=2a = 1,\ b = 2,\ c = 2 — เครื่องหมายลบเพียงหนึ่งตัวและเท่ากับ 1: ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน

  2. z=0z = 0: x2+y2/4=1x^2 + y^2/4 = 1 วงรีกึ่งแกน 1 (แนว xx) และ 2 (แนว yy) — นี่คือ “เอว” ที่แคบที่สุด

  3. z=2z = 2: x2+y2/4=1+1=2x^2 + y^2/4 = 1 + 1 = 2 วงรีกึ่งแกน 2\sqrt{2} และ 222\sqrt{2} — ใหญ่ขึ้นเมื่อห่างจากเอว

  4. รอยตัดที่ y=0y = 0: 4x2−z2=44x^2 - z^2 = 4 ไฮเพอร์โบลา จึงยืนยันว่าไม่ใช่ทรงรี

ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 ตอน แกนตามแนว zz · เอว (z=0z = 0) เป็นวงรี x2+y2/4=1x^2 + y^2/4 = 1

ลิมิตของฟังก์ชันสองตัวแปร: ทำไมต้องตรวจทุกเส้นทาง กลาง

ลิมิตของตัวแปรเดียวมีแค่สองทิศ (ซ้ายกับขวา) แต่เมื่อ (x,y)→(a,b)(x, y) \to (a, b) บนระนาบ จุดเข้าหาได้จากทุกทิศและตามเส้นโค้งทุกรูปแบบ นิยามจึงเข้มงวดขึ้น: ลิมิตมี ต่อเมื่อ ทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน

F9 Limit (ε–δ) นิยามลิมิตสองตัวแปร

lim⁡(x,y)→(a,b)f(x,y)=L  ⟺  ∀ε>0 ∃δ>0: 0<(x−a)2+(y−b)2<δ⇒∣f(x,y)−L∣<ε\lim_{(x,y)\to(a,b)} f(x, y) = L \iff \forall \varepsilon > 0\ \exists \delta > 0:\ 0 < \sqrt{(x-a)^2 + (y-b)^2} < \delta \Rightarrow |f(x, y) - L| < \varepsilon

เงื่อนไขเป็น “วงกลมรัศมี δ\delta” รอบ (a,b)(a, b) (ไม่ใช่ช่วง) ที่ไม่รวมจุดศูนย์กลาง · ทุกจุดในวงกลมต้องทำให้ ff ห่างจาก LL น้อยกว่า ε\varepsilon

F10 Two-path test การทดสอบสองเส้นทาง

f→L1 ตาม C1, f→L2 ตาม C2, L1≠L2⇒ลิมิตไม่มี (DNE)f \to L_1 \text{ ตาม } C_1,\ f \to L_2 \text{ ตาม } C_2,\ L_1 \neq L_2 \Rightarrow \text{ลิมิตไม่มี (DNE)}

ใช้ได้ทางเดียว: พิสูจน์ว่า “ไม่มี” ได้ แต่ทุกเส้นทางที่ลองตรงกันก็ยังไม่พิสูจน์ว่า “มี”

F11 Squeeze theorem ทฤษฎีบทแซนด์วิช

∣f(x,y)−L∣≤g(x,y)→0 ⇒ lim⁡f=L|f(x, y) - L| \le g(x, y) \to 0 \ \Rightarrow\ \lim f = L

ประเมินขอบบนด้วยอสมการ เช่น x2≤x2+y2x^2 \le x^2 + y^2 หรือ ∣y∣≤x2+y2|y| \le \sqrt{x^2 + y^2} แล้วแสดงว่าขอบบนเข้าหาศูนย์

F12 Polar substitution แทนด้วยพิกัดขั้ว (ที่จุดกำเนิด)

x=rcos⁡θ, y=rsin⁡θ;(x,y)→(0,0)  ⟺  r→0+ (ทุก θ)x = r\cos\theta,\ y = r\sin\theta;\qquad (x, y) \to (0, 0) \iff r \to 0^{+} \ \text{(ทุก } \theta)

ถ้า ∣f(rcos⁡θ, rsin⁡θ)−L∣≤g(r)|f(r\cos\theta,\, r\sin\theta) - L| \le g(r) โดยที่ gg ไม่ขึ้นกับ θ\theta และ g(r)→0g(r) \to 0 ลิมิตคือ LL · ถ้านิพจน์ยังขึ้นกับ θ\theta หลัง r→0r \to 0 ลิมิตไม่มี

แล็บทดสอบลิมิตตามเส้นทาง

เลือกตัวอย่างแล้วสลับชนิดของเส้นทาง สังเกตกรณี xy2/(x2+y4)xy^2/(x^2 + y^4): เส้นตรงทุกเส้นให้ 0 แต่พาราโบลา x=my2x = m y^2 ให้ค่าไม่เท่ากัน

xyเส้นทางเข้าหา (0, 0)f = xy/(x²+y²) ตามแต่ละเส้นทางy = 0 (m = 0)→ 0y = x (m = 1)→ 1/2y = −x (m = −1)→ −1/2y = 0.5x→ 2/5y = x² (พาราโบลา)→ 0ค่าไม่เท่ากัน ⇒ ไม่มีลิมิต (DNE)
หลายเส้นทางเข้าหาจุดกำเนิดในระนาบ xyxy: ถ้า ff ให้ค่าต่างกันตามเส้นทาง (เช่น xy/(x2+y2)=m/(1+m2)xy/(x^2+y^2) = m/(1+m^2) ตามเส้น y=mxy = mx) ลิมิตไม่มี
ตัวอย่าง F-6 · ลิมิตไม่มี

lim⁡(x,y)→(0,0)xyx2+y2\displaystyle\lim_{(x,y)\to(0,0)} \dfrac{xy}{x^2+y^2}

  1. เส้นทางที่ 1: ตามแกน xx (y=0y = 0): f=0x2=0f = \dfrac{0}{x^2} = 0 จึงได้ 00

  2. เส้นทางที่ 2: ตามเส้น y=xy = x: f=x22x2=12f = \dfrac{x^2}{2x^2} = \dfrac{1}{2} จึงได้ 12\tfrac12

  3. สองเส้นทางให้ค่าต่างกัน (0≠120 \ne \tfrac12) · ทั่วไป ตาม y=mxy = mx ได้ m1+m2\dfrac{m}{1+m^2} ซึ่งเปลี่ยนตาม mm (ในพิกัดขั้ว f=sin⁡θcos⁡θf = \sin\theta\cos\theta ขึ้นกับ θ\theta)

ลิมิตไม่มี (DNE) — ฟังก์ชันนี้ไม่ต่อเนื่องที่จุดกำเนิดแม้จะนิยามค่าที่นั่นอย่างไรก็ตาม

ตัวอย่าง F-7 · พิสูจน์ว่าลิมิตมีด้วย squeeze และพิกัดขั้ว

lim⁡(x,y)→(0,0)x2yx2+y2\displaystyle\lim_{(x,y)\to(0,0)} \dfrac{x^2 y}{x^2+y^2}

  1. ลองเส้นทางก่อน: y=mxy = mx ได้ mx3x2(1+m2)=mx1+m2→0\dfrac{m x^3}{x^2(1+m^2)} = \dfrac{m x}{1+m^2} \to 0 ทุก mm และตามแกนก็ 00 จึงคาดว่าลิมิตคือ 0 (ยังไม่ใช่การพิสูจน์)

  2. วิธี squeeze: x2≤x2+y2x^2 \le x^2 + y^2 จึง x2x2+y2≤1\dfrac{x^2}{x^2+y^2} \le 1 ดังนั้น ∣x2yx2+y2∣≤∣y∣\left|\dfrac{x^2 y}{x^2+y^2}\right| \le |y|

  3. เมื่อ (x,y)→(0,0)(x, y) \to (0, 0) ได้ ∣y∣→0|y| \to 0 โดย squeeze ลิมิตเท่ากับ 0

  4. วิธีพิกัดขั้ว: r2cos⁡2θ⋅rsin⁡θr2=rcos⁡2θsin⁡θ\dfrac{r^2\cos^2\theta \cdot r\sin\theta}{r^2} = r\cos^2\theta\sin\theta และ ∣rcos⁡2θsin⁡θ∣≤r→0|r\cos^2\theta\sin\theta| \le r \to 0 โดยขอบบน rr ไม่ขึ้นกับ θ\theta ยืนยันคำตอบเดียวกัน

lim⁡=0\displaystyle\lim = 0

ตัวอย่าง F-8 · เส้นตรงทุกเส้นหลอกได้

lim⁡(x,y)→(0,0)xy2x2+y4\displaystyle\lim_{(x,y)\to(0,0)} \dfrac{x y^2}{x^2+y^4}

  1. ตามเส้น y=mxy = mx: x⋅m2x2x2+m4x4=m2x1+m4x2→0\dfrac{x \cdot m^2 x^2}{x^2 + m^4 x^4} = \dfrac{m^2 x}{1 + m^4 x^2} \to 0 และตามแกน yy (x=0x = 0) ก็ 00 — เส้นตรงทุกเส้นให้ 0

  2. แต่ตามพาราโบลา x=y2x = y^2: y2⋅y2y4+y4=y42y4=12\dfrac{y^2 \cdot y^2}{y^4 + y^4} = \dfrac{y^4}{2y^4} = \dfrac{1}{2} สำหรับทุก y≠0y \ne 0

  3. ได้ 00 กับ 12\tfrac12 → ต่างกัน ลิมิตไม่มี

ลิมิตไม่มี (DNE) — ตัวอย่างนี้แสดงว่าการทดสอบด้วยเส้นตรงอย่างเดียวไม่พอ ต้องลองเส้นโค้งที่ “เข้ากับ” รูปของนิพจน์ด้วย

ตัวอย่าง F-9 · ลิมิตมาตรฐานด้วยพิกัดขั้ว

lim⁡(x,y)→(0,0)sin⁡(x2+y2)x2+y2\displaystyle\lim_{(x,y)\to(0,0)} \dfrac{\sin(x^2+y^2)}{x^2+y^2}

  1. แทน x2+y2=r2x^2 + y^2 = r^2: นิพจน์เป็น sin⁡r2r2\dfrac{\sin r^2}{r^2} ไม่ขึ้นกับ θ\theta เลย

  2. เมื่อ (x,y)→(0,0)(x, y) \to (0, 0) ได้ r→0+r \to 0^{+} และ u=r2→0+u = r^2 \to 0^{+} จึง sin⁡uu→1\dfrac{\sin u}{u} \to 1 (ลิมิตตัวแปรเดียวมาตรฐาน)

lim⁡=1\displaystyle\lim = 1 — เทคนิคนี้ใช้ได้เสมอเมื่อ ff เป็นฟังก์ชันของ x2+y2x^2 + y^2 เท่านั้น

ความต่อเนื่อง (Continuity)

F13 Continuity at a point ความต่อเนื่อง ณ จุดหนึ่ง

f ต่อเนื่องที่ (a,b)  ⟺  lim⁡(x,y)→(a,b)f(x,y)=f(a,b)f \text{ ต่อเนื่องที่ } (a, b) \iff \lim_{(x,y)\to(a,b)} f(x, y) = f(a, b)

ต้องครบสามข้อ: f(a,b)f(a, b) นิยามได้ · ลิมิตมี · ทั้งสองเท่ากัน · พหุนาม ฟังก์ชันตรรกยะ (ที่ตัวส่วน ≠0\ne 0) และ sin⁡,cos⁡,e(⋅),ln⁡\sin, \cos, e^{(\cdot)}, \ln ของฟังก์ชันต่อเนื่อง ต่างต่อเนื่องบนโดเมนของมัน

ผลที่ตามมา: ถ้าฟังก์ชันสร้างจากพหุนามและฟังก์ชันพื้นฐานด้วยการบวก ลบ คูณ หาร และประกอบ เราหาลิมิตได้ด้วยการ “แทนค่า” ตราบใดที่จุดนั้นอยู่ในโดเมน ปัญหาเกิดเฉพาะจุดที่ได้ 0/00/0 เช่นจุดกำเนิดของตัวอย่าง F-6 ถึง F-9 ซึ่งต้องใช้เทคนิคข้างต้น ความต่อเนื่องคือเงื่อนไขที่ทำให้อนุพันธ์ย่อยและอินทิกรัลหลายชั้นในบทถัดไปมีความหมายและคำนวณได้

นำไปใช้ในงานวิศวกรรม พื้นฐาน

ไฟฟ้า

ศักย์ไฟฟ้า V(x,y)V(x,y)

เส้นชั้นคือเส้นศักย์เท่ากัน ตัวนำเป็นผิว VV = ค่าคงที่ ดูแล็บประจุจุด

เครื่องกล

อุณหภูมิ T(x,y,z)T(x,y,z)

isotherm ในแผ่นโลหะ ผนังเตา หัวอัด และการกระจายความเค้นบนชิ้นงาน ดูแล็บความร้อน

โยธา

ภูมิประเทศ h(x,y)h(x,y)

แผนที่เส้นชั้นความสูง ความลาดชัน การวางผังระบายน้ำ ดูแล็บภูมิประเทศ

ไปต่อที่อนุพันธ์ย่อย: ถ้าตรึงตัวแปรหนึ่งตัวไว้ แล้วหาอนุพันธ์ตามอีกตัว จะได้ความชันของรอยตัดสีส้มและสีฟ้าในแล็บข้างต้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. สรุปว่ามีลิมิตเพราะ “ลองสามเส้นทางแล้วเท่ากัน” — ต้องพิสูจน์ด้วย squeeze หรือพิกัดขั้ว (ตัวอย่าง F-8 เป็นตัวอย่างค้านคลาสสิก)
  2. ใช้พิกัดขั้วแล้วลืมว่าต้อง “ทุก θ\theta” — ขอบบนของ ∣f−L∣|f - L| ต้องไม่ขึ้นกับ θ\theta · ถ้ายังมี θ\theta เหลือหลังให้ r→0r \to 0 ลิมิตไม่มี (เช่น F-6 ได้ sin⁡θcos⁡θ\sin\theta\cos\theta)
  3. ตอบโดเมนเป็นช่วง — โดเมนของ f(x,y)f(x, y) เป็นบริเวณในระนาบ ต้องอธิบายด้วยอสมการของ xx และ yy ร่วมกัน
  4. เข้าใจว่าเส้นชั้นความสูงคือเส้นที่ผิวสูง cc บนกราฟ — เส้นชั้นอยู่บนระนาบ xyxy คือรอยตัดที่ถูก “ฉายลงมา” ไม่ใช่เส้นบนผิว (แต่เส้นบนผิวที่ z=cz = c เป็นเส้นชั้นยกขึ้น)
  5. เชื่อกราฟคอมพิวเตอร์ใกล้จุดที่ 0/00/0 — ผิวอาจดูเรียบแต่ลิมิตไม่มี ใช้การทดสอบเส้นทางควบคู่

คำถามที่พบบ่อย

ฟังก์ชันหลายตัวแปร (multivariable function) คืออะไร ต่างจากฟังก์ชันตัวแปรเดียวอย่างไร?

ฟังก์ชันตัวแปรเดียว y=f(x)y = f(x) รับตัวเลขหนึ่งตัวแล้วให้ค่าออกหนึ่งค่า กราฟเป็นเส้นโค้งบนระนาบ ส่วนฟังก์ชันหลายตัวแปรรับตัวเลขหลายตัวพร้อมกัน เช่น z=f(x,y)z = f(x, y) หรือ T=f(x,y,z)T = f(x, y, z) แต่ยังให้ค่าออกเป็นจำนวนจริงหนึ่งค่า กราฟของ f(x,y)f(x,y) เป็นผิวในปริภูมิสามมิติ ส่วน f(x,y,z)f(x,y,z) วาดกราฟไม่ได้จึงดูผ่านผิวระดับ (level surface) แทน ตัวอย่างในงานวิศวกรรมคืออุณหภูมิในห้อง ศักย์ไฟฟ้ารอบประจุ และความดันแก๊ส P=nRT/VP = nRT/V

หาโดเมนของฟังก์ชันสองตัวแปรอย่างไร?

หาเงื่อนไขของคู่ (x,y)(x, y) ที่ทำให้นิพจน์นิยามได้ เหมือนฟังก์ชันตัวแปรเดียวแต่เงื่อนไขกลายเป็นบริเวณในระนาบ: ตัวส่วนต้องไม่เป็นศูนย์ ค่าใต้รากที่สองต้องไม่ติดลบ ค่าใน ln⁡\ln ต้องมากกว่าศูนย์ ตัวอย่าง f=9−x2−y2f = \sqrt{9 - x^2 - y^2} ต้องมี x2+y2≤9x^2 + y^2 \le 9 โดเมนคือแผ่นวงกลมรัศมี 3 รวมขอบ ส่วน f=ln⁡(x−y)f = \ln(x - y) ต้องมี x>yx > y โดเมนคือครึ่งระนาบเหนือเส้น y=xy = x ไม่รวมเส้น วาดบริเวณก่อนแล้วจึงเขียนเป็นเซต

เส้นชั้นความสูง (level curve / contour) คืออะไร ใช้ทำอะไร?

เส้นชั้นความสูงของ f(x,y)f(x,y) คือเซตของจุดที่ f(x,y)=cf(x, y) = c เมื่อ cc เป็นค่าคงที่ ถ้า ff คือความสูงของภูเขา เส้นเหล่านี้คือเส้นชั้นความสูงบนแผนที่ ถ้า ff คืออุณหภูมิจะเรียก isotherm ถ้าคือศักย์ไฟฟ้าจะเรียกเส้นศักย์เท่ากัน (equipotential) ที่ใดเส้นชิดกันแสดงว่า ff เปลี่ยนเร็ว (ชัน) ที่ใดห่างกันแสดงว่าเปลี่ยนช้า วิศวกรใช้อ่านและออกแบบสนามต่าง ๆ โดยไม่ต้องวาดกราฟ 3 มิติ

ทำไมลิมิตสองตัวแปรต้องตรวจหลายเส้นทาง?

ในตัวแปรเดียวเข้าหาจุดได้แค่ซ้ายกับขวา แต่ในระนาบเข้าหาจุด (a,b)(a, b) ได้ไม่จำกัดเส้นทาง ลิมิตมีก็ต่อเมื่อทุกเส้นทางให้ค่าเดียวกัน ดังนั้นถ้าพบสองเส้นทางที่ให้ค่าต่างกันก็สรุปได้ทันทีว่าลิมิตไม่มี (DNE) เช่น xy/(x2+y2)xy/(x^2+y^2) ที่จุดกำเนิดได้ m/(1+m2)m/(1+m^2) ตามเส้น y=mxy = mx แต่ถ้าทุกเส้นทางที่ลองให้ค่าเท่ากันยังไม่พอสรุปว่าลิมิตมี ต้องพิสูจน์ด้วย squeeze theorem หรือพิกัดขั้ว และระวังเส้นโค้งอย่าง x=y2x = y^2 ที่อาจให้ค่าต่างจากเส้นตรงทั้งหมด

ผิวกำลังสอง (quadric surface) มีกี่แบบ ดูอย่างไรว่าเป็นแบบไหน?

มีหลักคือทรงรี (ellipsoid) ไฮเพอร์โบลอยด์ 1 และ 2 ตอน (hyperboloid) กรวย (cone) พาราโบลอยด์ทรงรี (elliptic paraboloid) พาราโบลอยด์ไฮเพอร์โบลิก หรืออานม้า (hyperbolic paraboloid) และทรงกระบอกชนิดต่าง ๆ วิธีดูที่ง่ายที่สุดคือตัดด้วยระนาบ z=kz = k และระนาบอีกสองแกน (trace) แล้วดูว่าได้วงรี พาราโบลา หรือไฮเพอร์โบลา เช่น z=x2+y2z = x^2 + y^2 ตัดที่ z=kz = k ได้วงกลม ตัดที่ y=0y = 0 ได้พาราโบลา จึงเป็นพาราโบลอยด์ทรงรี

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์