หน้าแรก คลังความรู้ ระบบควบคุม เราท์–เฮอร์วิตซ์
Control Systems Engineering ดูครบทุกส่วน · 26 หน้า
// บทที่ 13.7 · ระบบควบคุม · Routh–Hurwitz Criterion
เกณฑ์เสถียรภาพของเราท์–เฮอร์วิตซ์ (Routh–Hurwitz Criterion)
ระบบวงปิดเสถียรเมื่อรากของสมการลักษณะเฉพาะอยู่ฝั่งซ้ายของระนาบ s s s ทุกตัว แต่พหุนามดีกรีสามขึ้นไปที่มี K K K อยู่ข้างใน หารากด้วยมือแทบไม่ได้ เกณฑ์ของเราท์ (Edward Routh, 1877) และเฮอร์วิตซ์ (Adolf Hurwitz, 1895) ตอบได้ว่ามีรากฝั่งขวากี่ตัว โดยไม่ต้องหารากเลย และบอกช่วงเกน K K K ที่ทำให้ระบบเสถียรด้วยการคูณ ลบ หาร ธรรมดา สูตรในหน้านี้ใช้รหัส R
สรุปใน 30 วินาที
เงื่อนไขจำเป็น: สัมประสิทธิ์ทุกตัวต้องมีเครื่องหมายเดียวกันและไม่มีพจน์หาย ถ้าไม่ผ่าน ไม่เสถียรแน่นอน
เรียงสัมประสิทธิ์สลับลงสองแถวแรก แถวถัดไป = − 1 ตัวหลักแรกแถวบน ∣ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ∣ = \dfrac{-1}{\text{ตัวหลักแรกแถวบน}}\begin{vmatrix} \cdot & \cdot \\ \cdot & \cdot \end{vmatrix} = ตัวหลักแรกแถวบน − 1 ⋅ ⋅ ⋅ ⋅
จำนวนครั้งที่หลักแรกเปลี่ยนเครื่องหมาย = จำนวนรากฝั่งขวา
มี K K K : ให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว ได้ช่วง K K K · ขอบช่วงคือเกนวิกฤต แถว s 2 s^2 s 2 ให้ความถี่การแกว่ง
ระดับ พื้นฐาน เริ่มเรียนควบคุมกลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
ทำไมต้องมีเกณฑ์นี้ พื้นฐาน
ระบบวงปิด T ( s ) = K G ( s ) 1 + K G ( s ) T(s) = \dfrac{KG(s)}{1 + KG(s)} T ( s ) = 1 + K G ( s ) K G ( s ) มีขั้วเป็นรากของสมการลักษณะเฉพาะ 1 + K G ( s ) = 0 1 + KG(s) = 0 1 + K G ( s ) = 0 เมื่อคูณกระจายจะได้พหุนาม
a 0 s n + a 1 s n − 1 + a 2 s n − 2 + ⋯ + a n − 1 s + a n = 0 a_0s^n + a_1s^{n-1} + a_2s^{n-2} + \cdots + a_{n-1}s + a_n = 0 a 0 s n + a 1 s n − 1 + a 2 s n − 2 + ⋯ + a n − 1 s + a n = 0
ระบบเสถียร ก็ต่อเมื่อรากทุกตัวมีส่วนจริงเป็นลบ (อยู่ฝั่งซ้ายของแกน j ω j\omega jω ) พหุนามแบบนี้เรียกว่าพหุนามเฮอร์วิตซ์ ถ้ามีรากแม้ตัวเดียวทางขวา ผลตอบสนองจะมีพจน์ e σ t e^{\sigma t} e σ t ที่ σ > 0 \sigma \gt 0 σ > 0 โตไม่หยุด คำถามคือ ถ้า n = 4 n = 4 n = 4 หรือมี K K K ปนอยู่ จะรู้ได้อย่างไรโดยไม่หาราก คำตอบคือตารางเราท์
R1 Necessary condition เงื่อนไขจำเป็น (ตรวจก่อนสร้างตาราง)
เสถียร ⇒ a 0 , a 1 , … , a n มีเครื่องหมายเดียวกัน และไม่มีตัวใดเป็นศูนย์ \text{เสถียร} \ \Rightarrow\ a_0, a_1, \dots, a_n \ \text{มีเครื่องหมายเดียวกัน และไม่มีตัวใดเป็นศูนย์} เสถียร ⇒ a 0 , a 1 , … , a n มีเครื่องหมายเดียวกัน และไม่มีตัวใดเป็นศูนย์
ที่มา: ถ้ารากทุกตัวอยู่ทางซ้าย ตัวประกอบคือ ( s + a ) (s + a) ( s + a ) และ ( s 2 + b s + c ) (s^2 + bs + c) ( s 2 + b s + c ) ที่ a , b , c > 0 a, b, c \gt 0 a , b , c > 0 คูณกันแล้วสัมประสิทธิ์ต้องเป็นบวกหมด · เป็นเงื่อนไขจำเป็นแต่ไม่พอ : s 3 + s 2 + 2 s + 3 s^3 + s^2 + 2s + 3 s 3 + s 2 + 2 s + 3 บวกหมดแต่ไม่เสถียร · สำหรับดีกรี 1 และ 2 เงื่อนไขนี้พอดี
สร้างตารางเราท์ทีละขั้น พื้นฐาน
ตารางมี n + 1 n + 1 n + 1 แถว ตั้งชื่อแถวตามกำลังของ s s s จาก s n s^n s n ลงไป s 0 s^0 s 0 สองแถวแรกได้จากการเขียนสัมประสิทธิ์สลับกัน ตัวคี่ลำดับไว้แถวบน ตัวคู่ไว้แถวล่าง แถวที่เหลือคำนวณจากสองแถวเหนือมันเสมอ
R2 Routh array โครงตารางเราท์
s n a 0 a 2 a 4 ⋯ s n − 1 a 1 a 3 a 5 ⋯ s n − 2 b 1 b 2 b 3 ⋯ s n − 3 c 1 c 2 ⋯ ⋮ ⋮ s 0 ∗ \begin{array}{c|cccc} s^n & a_0 & a_2 & a_4 & \cdots \\ s^{n-1} & a_1 & a_3 & a_5 & \cdots \\ s^{n-2} & b_1 & b_2 & b_3 & \cdots \\ s^{n-3} & c_1 & c_2 & \cdots & \\ \vdots & \vdots & & & \\ s^0 & \ast & & & \end{array} s n s n − 1 s n − 2 s n − 3 ⋮ s 0 a 0 a 1 b 1 c 1 ⋮ ∗ a 2 a 3 b 2 c 2 a 4 a 5 b 3 ⋯ ⋯ ⋯ ⋯
ช่องที่ไม่มีสัมประสิทธิ์ให้ใส่ 0 · แถวจะสั้นลงเรื่อย ๆ จนแถว s 1 s^1 s 1 และ s 0 s^0 s 0 เหลือตัวเดียว · แถว s 0 s^0 s 0 จะเท่ากับ a n a_n a n เสมอ (ใช้ตรวจการคำนวณ)
R3 Element formula สูตรคำนวณแต่ละช่อง
b 1 = a 1 a 2 − a 0 a 3 a 1 = − 1 a 1 ∣ a 0 a 2 a 1 a 3 ∣ , b 2 = a 1 a 4 − a 0 a 5 a 1 , c 1 = b 1 a 3 − a 1 b 2 b 1 b_1 = \frac{a_1a_2 - a_0a_3}{a_1} = \frac{-1}{a_1}\begin{vmatrix} a_0 & a_2 \\ a_1 & a_3 \end{vmatrix}, \qquad b_2 = \frac{a_1a_4 - a_0a_5}{a_1}, \qquad c_1 = \frac{b_1a_3 - a_1b_2}{b_1} b 1 = a 1 a 1 a 2 − a 0 a 3 = a 1 − 1 a 0 a 1 a 2 a 3 , b 2 = a 1 a 1 a 4 − a 0 a 5 , c 1 = b 1 b 1 a 3 − a 1 b 2
จำง่าย: หลักแรกของสองแถวบนเป็นหลักตายตัวเสมอ คู่ที่สองเลื่อนไปทางขวาทีละหลัก แล้ว “คูณไขว้ ล่างซ้าย × บนขวา ลบ บนซ้าย × ล่างขวา หารด้วยล่างซ้าย”
R4 Routh–Hurwitz criterion เกณฑ์ของเราท์–เฮอร์วิตซ์
# { รากที่ Re s > 0 } = # { ครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยน } \#\{\text{รากที่ } \operatorname{Re}s \gt 0\} = \#\{\text{ครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยน}\} # { รากที่ Re s > 0 } = # { ครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยน }
ระบบเสถียร ⟺ \iff ⟺ ทุกตัวในหลักแรกมีเครื่องหมายเดียวกัน (ปกติคือบวก) และไม่มีศูนย์ · เกณฑ์บอกจำนวน รากฝั่งขวา ไม่ได้บอกว่ารากอยู่ตรงไหน
R5 Row scaling คูณหรือหารทั้งแถวด้วยจำนวนบวก
[ b 1 b 2 b 3 ] → [ k b 1 k b 2 k b 3 ] , k > 0 [\,b_1\ \ b_2\ \ b_3\,] \ \to\ [\,kb_1\ \ kb_2\ \ kb_3\,], \quad k \gt 0 [ b 1 b 2 b 3 ] → [ k b 1 k b 2 k b 3 ] , k > 0
เครื่องหมายหลักแรกไม่เปลี่ยน คำตอบไม่เปลี่ยน ช่วยกำจัดเศษส่วน · ห้ามใช้ k < 0 k \lt 0 k < 0
R6 Third-order shortcut สูตรลัดอันดับสาม
a 3 s 3 + a 2 s 2 + a 1 s + a 0 : เสถียร ⟺ a i > 0 และ a 2 a 1 > a 3 a 0 a_3s^3 + a_2s^2 + a_1s + a_0:\quad \text{เสถียร} \iff a_i \gt 0 \ \text{และ} \ a_2a_1 \gt a_3a_0 a 3 s 3 + a 2 s 2 + a 1 s + a 0 : เสถียร ⟺ a i > 0 และ a 2 a 1 > a 3 a 0
“ผลคูณตัวกลางมากกว่าผลคูณตัวริม” ได้จากหลักแรกแถว s 1 s^1 s 1 ของตาราง · ใช้บ่อยที่สุดในข้อสอบ
ตัวอย่าง R-1 · อันดับสี่ ครบทุกขั้น ระบบที่มีสมการลักษณะเฉพาะ s 4 + 2 s 3 + 3 s 2 + 4 s + 5 = 0 s^4 + 2s^3 + 3s^2 + 4s + 5 = 0 s 4 + 2 s 3 + 3 s 2 + 4 s + 5 = 0 เสถียรหรือไม่ มีรากฝั่งขวากี่ตัว ลองในเครื่องคิดเลข
เงื่อนไขจำเป็น R1 : สัมประสิทธิ์ 1, 2, 3, 4, 5 บวกหมด ไม่มีพจน์หาย ผ่าน แต่ยังสรุปไม่ได้ ต้องสร้างตาราง
เขียนสองแถวแรกแบบสลับ R2 : แถว s 4 s^4 s 4 ได้ 1, 3, 5 และแถว s 3 s^3 s 3 ได้ 2, 4, 0
แถว s 2 s^2 s 2 R3
b 1 = 2 ⋅ 3 − 1 ⋅ 4 2 = 1 , b 2 = 2 ⋅ 5 − 1 ⋅ 0 2 = 5 b_1 = \frac{2\cdot3 - 1\cdot4}{2} = \hlP{1}, \qquad b_2 = \frac{2\cdot5 - 1\cdot0}{2} = 5 b 1 = 2 2 ⋅ 3 − 1 ⋅ 4 = 1 , b 2 = 2 2 ⋅ 5 − 1 ⋅ 0 = 5
แถว s 1 s^1 s 1 ใช้แถว s 3 s^3 s 3 และ s 2 s^2 s 2
c 1 = 1 ⋅ 4 − 2 ⋅ 5 1 = − 6 c_1 = \frac{1\cdot4 - 2\cdot5}{1} = \hlP{-6} c 1 = 1 1 ⋅ 4 − 2 ⋅ 5 = − 6
แถว s 0 s^0 s 0 : d 1 = ( − 6 ) ( 5 ) − 1 ⋅ 0 − 6 = 5 d_1 = \dfrac{(-6)(5) - 1\cdot0}{-6} = \hlP{5} d 1 = − 6 ( − 6 ) ( 5 ) − 1 ⋅ 0 = 5 (เท่ากับ a n = 5 a_n = 5 a n = 5 ตามที่ควรเป็น ✓)
s⁴ 1 3 5
s³ 2 4 0
s² 1 5
s¹ −6
s⁰ 5
หลักแรก: + + + − + เปลี่ยนเครื่องหมายสองครั้ง (1 → −6 และ −6 → 5)
หลักแรกเปลี่ยนเครื่องหมาย 2 ครั้ง R4 จึงมีรากฝั่งขวา 2 ตัว ระบบไม่เสถียร แม้สัมประสิทธิ์จะเป็นบวกทั้งหมด
ตรวจด้วยรากจริง: s = 0.288 ± j 1.416 s = 0.288 \pm j1.416 s = 0.288 ± j 1.416 (ฝั่งขวา 2 ตัว ✓) และ s = − 1.288 ± j 0.858 s = -1.288 \pm j0.858 s = − 1.288 ± j 0.858
ตัวอย่าง R-2 · สูตรลัดอันดับสาม ตรวจเสถียรภาพของ (ก) 2 s 3 + 4 s 2 + 3 s + 5 2s^3 + 4s^2 + 3s + 5 2 s 3 + 4 s 2 + 3 s + 5 และ (ข) s 3 + s 2 + 2 s + 3 s^3 + s^2 + 2s + 3 s 3 + s 2 + 2 s + 3
(ก) สัมประสิทธิ์บวกหมด ตรวจ a 2 a 1 > a 3 a 0 a_2a_1 \gt a_3a_0 a 2 a 1 > a 3 a 0 R6 : 4 × 3 = 12 > 2 × 5 = 10 4 \times 3 = 12 \gt 2 \times 5 = 10 4 × 3 = 12 > 2 × 5 = 10 ✓
(ข) สัมประสิทธิ์บวกหมด แต่ 1 × 2 = 2 < 1 × 3 = 3 1 \times 2 = 2 \lt 1 \times 3 = 3 1 × 2 = 2 < 1 × 3 = 3 ✗ สร้างตารางยืนยัน
s³ 1 2
s² 1 3
s¹ (1·2 − 1·3)/1 = −1
s⁰ 3
(ก) เสถียร · (ข) ไม่เสถียร มีรากฝั่งขวา 2 ตัว
รากจริง (ก): − 1.902 -1.902 − 1.902 และ − 0.049 ± j 1.145 -0.049 \pm j1.145 − 0.049 ± j 1.145 เสถียรแต่ใกล้แกน j ω j\omega jω มาก (12 กับ 10 ห่างกันนิดเดียว) · (ข): 0.138 ± j 1.527 0.138 \pm j1.527 0.138 ± j 1.527 และ − 1.276 -1.276 − 1.276 ✓
กรณีพิเศษ 1: หลักแรกเป็นศูนย์ (วิธี ε) กลาง
ถ้าตัวแรกของแถวเป็นศูนย์แต่ตัวอื่นในแถวไม่เป็นศูนย์ แถวถัดไปจะหารด้วยศูนย์ ทางแก้คือแทนศูนย์ด้วย ε \varepsilon ε จำนวนบวกที่เล็กมาก คำนวณต่อตามปกติ แล้วดูเครื่องหมายเมื่อ ε → 0 + \varepsilon \to 0^+ ε → 0 + แนวคิดคือขยับพหุนามเล็กน้อยให้รากที่อยู่ใกล้แกนขยับออกจากแกน จำนวนรากในแต่ละฝั่งไม่เปลี่ยน
R7 Zero in the first column (ε method) หลักแรกเป็นศูนย์
[ 0 a b ] → [ ε a b ] , นับเครื่องหมายของหลักแรกเมื่อ ε → 0 + [\,0\ \ a\ \ b\,] \ \to\ [\,\varepsilon\ \ a\ \ b\,], \qquad \text{นับเครื่องหมายของหลักแรกเมื่อ } \varepsilon \to 0^+ [ 0 a b ] → [ ε a b ] , นับเครื่องหมายของหลักแรกเมื่อ ε → 0 +
พจน์ที่มี ε \varepsilon ε ให้ดูพจน์ที่โดดเด่นเมื่อ ε \varepsilon ε เล็ก เช่น 4 ε − 12 ε ≈ − 12 ε → − ∞ \dfrac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} \approx -\dfrac{12}{\varepsilon} \to -\infty ε 4 ε − 12 ≈ − ε 12 → − ∞ (ลบ) · ใช้ ε < 0 \varepsilon \lt 0 ε < 0 ได้ผลเท่ากัน
R8 Reversed-coefficient method ทางเลือก: กลับลำดับสัมประสิทธิ์
a 0 s n + ⋯ + a n → a n s n + a n − 1 s n − 1 + ⋯ + a 0 a_0s^n + \cdots + a_n \ \to\ a_ns^n + a_{n-1}s^{n-1} + \cdots + a_0 a 0 s n + ⋯ + a n → a n s n + a n − 1 s n − 1 + ⋯ + a 0
แทน s → 1 / s s \to 1/s s → 1/ s รากกลายเป็นส่วนกลับ ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกันเสมอ จำนวนรากฝั่งขวาจึงเท่าเดิม บางครั้งตารางใหม่ไม่มีศูนย์ในหลักแรก
ตัวอย่าง R-3 · วิธี ε หาจำนวนรากฝั่งขวาของ s 5 + 2 s 4 + 2 s 3 + 4 s 2 + 11 s + 10 = 0 s^5 + 2s^4 + 2s^3 + 4s^2 + 11s + 10 = 0 s 5 + 2 s 4 + 2 s 3 + 4 s 2 + 11 s + 10 = 0 ลองในเครื่องคิดเลข
สองแถวแรก s 5 s^5 s 5 : 1, 2, 11 และ s 4 s^4 s 4 : 2, 4, 10
แถว s 3 s^3 s 3 : 2 ⋅ 2 − 1 ⋅ 4 2 = 0 \dfrac{2\cdot2 - 1\cdot4}{2} = \hlP{0} 2 2 ⋅ 2 − 1 ⋅ 4 = 0 , 2 ⋅ 11 − 1 ⋅ 10 2 = 6 \dfrac{2\cdot11 - 1\cdot10}{2} = 6 2 2 ⋅ 11 − 1 ⋅ 10 = 6 หลักแรกเป็นศูนย์แต่แถวไม่เป็นศูนย์ แทนด้วย ε \varepsilon ε R7
แถว s 2 s^2 s 2
ε ⋅ 4 − 2 ⋅ 6 ε = 4 ε − 12 ε → ε → 0 + − ∞ ( ลบ ) , ε ⋅ 10 − 2 ⋅ 0 ε = 10 \frac{\varepsilon\cdot4 - 2\cdot6}{\varepsilon} = \frac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} \xrightarrow{\ \varepsilon \to 0^+\ } -\infty \ (\text{ลบ}), \qquad \frac{\varepsilon\cdot10 - 2\cdot0}{\varepsilon} = 10 ε ε ⋅ 4 − 2 ⋅ 6 = ε 4 ε − 12 ε → 0 + − ∞ ( ลบ ) , ε ε ⋅ 10 − 2 ⋅ 0 = 10
แถว s 1 s^1 s 1 : ให้ c 1 = 4 ε − 12 ε c_1 = \frac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} c 1 = ε 4 ε − 12 ได้ c 1 ⋅ 6 − ε ⋅ 10 c 1 = 6 − 10 ε 2 4 ε − 12 → 6 \dfrac{c_1\cdot6 - \varepsilon\cdot10}{c_1} = 6 - \dfrac{10\varepsilon^2}{4\varepsilon - 12} \to 6 c 1 c 1 ⋅ 6 − ε ⋅ 10 = 6 − 4 ε − 12 10 ε 2 → 6 (บวก) และแถว s 0 s^0 s 0 = 10
s⁵ 1 2 11
s⁴ 2 4 10
s³ ε (+) 6
s² (4ε − 12)/ε → − 10
s¹ → 6
s⁰ 10
หลักแรกเมื่อ ε → 0⁺: + + + − + +
เปลี่ยนเครื่องหมาย 2 ครั้ง (ε → ลบ → 6) จึงมีรากฝั่งขวา 2 ตัว ไม่เสถียร
รากจริง: 0.895 ± j 1.456 0.895 \pm j1.456 0.895 ± j 1.456 (ฝั่งขวา 2 ตัว ✓), − 1.241 ± j 1.038 -1.241 \pm j1.038 − 1.241 ± j 1.038 , − 1.309 -1.309 − 1.309 · ถ้าใช้ ε < 0 \varepsilon \lt 0 ε < 0 หลักแรกจะเป็น + + − + + + ก็เปลี่ยน 2 ครั้งเท่ากัน
กรณีพิเศษ 2: แถวเป็นศูนย์ทั้งแถว (พหุนามช่วย) กลาง
ถ้าทั้งแถวเป็นศูนย์ แปลว่าแถวก่อนหน้าเป็นตัวประกอบของพหุนามเดิม และตัวประกอบนั้นมีแต่กำลังคู่ของ s s s รากของมันจึงสมมาตรรอบจุดกำเนิด คือเป็นคู่ ± j ω \pm j\omega ± jω บนแกนจินตภาพ คู่ ± σ \pm\sigma ± σ บนแกนจริง หรือสี่ตัว ± σ ± j ω \pm\sigma \pm j\omega ± σ ± jω ในกรณีนี้ใช้ ε ไม่ได้ ต้องใช้พหุนามช่วย
R9 Row of zeros: auxiliary polynomial แถวศูนย์ทั้งแถว
A ( s ) = α 1 s k + α 2 s k − 2 + α 3 s k − 4 + ⋯ ( จากแถว s k ) , แถวศูนย์ ← d A d s = k α 1 s k − 1 + ( k − 2 ) α 2 s k − 3 + ⋯ A(s) = \alpha_1s^{k} + \alpha_2s^{k-2} + \alpha_3s^{k-4} + \cdots \ (\text{จากแถว } s^k), \qquad \text{แถวศูนย์} \ \leftarrow\ \frac{dA}{ds} = k\alpha_1s^{k-1} + (k-2)\alpha_2s^{k-3} + \cdots A ( s ) = α 1 s k + α 2 s k − 2 + α 3 s k − 4 + ⋯ ( จากแถว s k ) , แถวศูนย์ ← d s d A = k α 1 s k − 1 + ( k − 2 ) α 2 s k − 3 + ⋯
รากของ A ( s ) = 0 A(s) = 0 A ( s ) = 0 เป็นรากของพหุนามเดิมด้วย · หลังแทนแถวแล้วทำต่อตามปกติ การเปลี่ยนเครื่องหมายตั้งแต่แถว A ( s ) A(s) A ( s ) ลงไป บอกรากของ A A A ที่อยู่ฝั่งขวา · ถ้าไม่มีการเปลี่ยนเครื่องหมายเลย รากของ A A A อยู่บนแกน j ω j\omega jω ทั้งหมด: เสถียรวิกฤต (ถ้าไม่ซ้ำ)
ตัวอย่าง R-4 · แถวศูนย์ วิเคราะห์ s 5 + 7 s 4 + 6 s 3 + 42 s 2 + 8 s + 56 = 0 s^5 + 7s^4 + 6s^3 + 42s^2 + 8s + 56 = 0 s 5 + 7 s 4 + 6 s 3 + 42 s 2 + 8 s + 56 = 0 ลองในเครื่องคิดเลข
สองแถวแรก s 5 s^5 s 5 : 1, 6, 8 และ s 4 s^4 s 4 : 7, 42, 56 หารแถว s 4 s^4 s 4 ด้วย 7 ได้ 1, 6, 8 R5
แถว s 3 s^3 s 3 : 1 ⋅ 6 − 1 ⋅ 6 1 = 0 \dfrac{1\cdot6 - 1\cdot6}{1} = 0 1 1 ⋅ 6 − 1 ⋅ 6 = 0 , 1 ⋅ 8 − 1 ⋅ 8 1 = 0 \dfrac{1\cdot8 - 1\cdot8}{1} = 0 1 1 ⋅ 8 − 1 ⋅ 8 = 0 ศูนย์ทั้งแถว
สร้างพหุนามช่วยจากแถว s 4 s^4 s 4 (1, 6, 8) แล้วหาอนุพันธ์ R9
A ( s ) = s 4 + 6 s 2 + 8 , d A d s = 4 s 3 + 12 s ⇒ แถว s 3 = 4 , 12 ( หารด้วย 4 ได้ 1 , 3 ) A(s) = s^4 + 6s^2 + 8, \qquad \frac{dA}{ds} = \hlP{4}s^3 + 12s \ \Rightarrow\ \text{แถว } s^3 = 4,\ 12 \ (\text{หารด้วย 4 ได้ } 1,\ 3) A ( s ) = s 4 + 6 s 2 + 8 , d s d A = 4 s 3 + 12 s ⇒ แถว s 3 = 4 , 12 ( หารด้วย 4 ได้ 1 , 3 )
ทำต่อ แถว s 2 s^2 s 2 : 1 ⋅ 6 − 1 ⋅ 3 1 = 3 \dfrac{1\cdot6 - 1\cdot3}{1} = 3 1 1 ⋅ 6 − 1 ⋅ 3 = 3 , 8 8 8 · แถว s 1 s^1 s 1 : 3 ⋅ 3 − 1 ⋅ 8 3 = 1 3 \dfrac{3\cdot3 - 1\cdot8}{3} = \tfrac13 3 3 ⋅ 3 − 1 ⋅ 8 = 3 1 · แถว s 0 s^0 s 0 : 8
s⁵ 1 6 8
s⁴ 1 6 8
s³ 1 3
s² 3 8
s¹ 1/3
s⁰ 8
แถว s⁴ ถูกหารด้วย 7 · แถว s³ มาจาก dA/ds (หารด้วย 4)
ไม่มีการเปลี่ยนเครื่องหมาย รากทั้ง 4 ของ A ( s ) A(s) A ( s ) จึงอยู่บนแกน j ω j\omega jω แยกตัวประกอบได้
A ( s ) = ( s 2 + 2 ) ( s 2 + 4 ) ⇒ s = ± j 2 , ± j 2 A(s) = (s^2 + 2)(s^2 + 4) \ \Rightarrow\ s = \pm j\sqrt2,\ \pm j2 A ( s ) = ( s 2 + 2 ) ( s 2 + 4 ) ⇒ s = ± j 2 , ± j 2
ไม่มีรากฝั่งขวา มีรากบนแกน j ω j\omega jω 4 ตัว (ไม่ซ้ำ) และอีก 1 ตัวฝั่งซ้าย ระบบเสถียรวิกฤต (marginally stable) จะแกว่งค้างที่ ω = 2 \omega = \sqrt2 ω = 2 และ 2 2 2 rad/s
ตรวจ: หารยาว s 5 + 7 s 4 + 6 s 3 + 42 s 2 + 8 s + 56 = ( s + 7 ) ( s 4 + 6 s 2 + 8 ) s^5 + 7s^4 + 6s^3 + 42s^2 + 8s + 56 = (s + 7)(s^4 + 6s^2 + 8) s 5 + 7 s 4 + 6 s 3 + 42 s 2 + 8 s + 56 = ( s + 7 ) ( s 4 + 6 s 2 + 8 ) รากที่เหลือคือ − 7 -7 − 7 ✓
หาช่วงเกน K ที่ทำให้ระบบเสถียร กลาง
นี่คือการใช้งานหลักของเกณฑ์เราท์ในงานออกแบบ สร้างตารางโดยปล่อย K K K เป็นตัวแปร แล้วบังคับให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว ได้อสมการของ K K K มาแก้พร้อมกัน ค่า K K K ที่ขอบช่วงคือเกนวิกฤต K c r K_{cr} K cr (ultimate gain) ที่ระบบอยู่ขอบเสถียรและแกว่งค้าง
R10 Critical gain and oscillation frequency เกนวิกฤตและความถี่การแกว่ง
แถว s 1 = 0 ⇒ K = K c r , แถว s 2 : α s 2 + β ∣ K c r = 0 ⇒ ω c r = β / α \text{แถว } s^1 = 0 \ \Rightarrow\ K = K_{cr}, \qquad \text{แถว } s^2:\ \alpha s^2 + \beta\big|_{K_{cr}} = 0 \ \Rightarrow\ \omega_{cr} = \sqrt{\beta/\alpha} แถว s 1 = 0 ⇒ K = K cr , แถว s 2 : α s 2 + β K cr = 0 ⇒ ω cr = β / α
K c r K_{cr} K cr และ ω c r \omega_{cr} ω cr คือจุดที่รูทโลคัส ตัดแกน j ω j\omega jω · ใช้ตั้งค่า PID แบบ Ziegler–Nichols (T c r = 2 π / ω c r T_{cr} = 2\pi/\omega_{cr} T cr = 2 π / ω cr ) · เกนมาร์จินที่เกน K K K ใด ๆ คือ 20 log ( K c r / K ) 20\log(K_{cr}/K) 20 log ( K cr / K )
ตัวอย่าง R-5 · โจทย์คลาสสิก ระบบป้อนกลับหนึ่งหน่วยมี G ( s ) = K s ( s + 1 ) ( s + 2 ) G(s) = \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} G ( s ) = s ( s + 1 ) ( s + 2 ) K หาช่วง K K K ที่เสถียร เกนวิกฤต และความถี่การแกว่ง ลองในเครื่องคิดเลข
สมการลักษณะเฉพาะ: 1 + K s ( s + 1 ) ( s + 2 ) = 0 ⇒ s ( s 2 + 3 s + 2 ) + K = 0 1 + \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} = 0 \Rightarrow s(s^2 + 3s + 2) + K = 0 1 + s ( s + 1 ) ( s + 2 ) K = 0 ⇒ s ( s 2 + 3 s + 2 ) + K = 0
s 3 + 3 s 2 + 2 s + K = 0 s^3 + 3s^2 + 2s + K = 0 s 3 + 3 s 2 + 2 s + K = 0
สร้างตาราง
s³ 1 2
s² 3 K
s¹ (6 − K)/3
s⁰ K
ให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว: 6 − K 3 > 0 ⇒ K < 6 \dfrac{6 - K}{3} \gt 0 \Rightarrow K \lt 6 3 6 − K > 0 ⇒ K < 6 และ K > 0 K \gt 0 K > 0 ได้ 0 < K < 6 \hlC{0 \lt K \lt 6} 0 < K < 6 (ตรงกับสูตรลัด R6: 3 ⋅ 2 > 1 ⋅ K 3 \cdot 2 \gt 1 \cdot K 3 ⋅ 2 > 1 ⋅ K )
ที่ K c r = 6 K_{cr} = 6 K cr = 6 แถว s 1 s^1 s 1 เป็นศูนย์ ใช้แถว s 2 s^2 s 2 เป็นพหุนามช่วย R10
3 s 2 + 6 = 0 ⇒ s = ± j 2 ⇒ ω c r = 2 = 1.414 rad/s 3s^2 + 6 = 0 \ \Rightarrow\ s = \pm j\sqrt2 \ \Rightarrow\ \hlC{\omega_{cr} = \sqrt2 = 1.414\ \text{rad/s}} 3 s 2 + 6 = 0 ⇒ s = ± j 2 ⇒ ω cr = 2 = 1.414 rad/s
เสถียรเมื่อ 0 < K < 6 0 \lt K \lt 6 0 < K < 6 · ที่ K = 6 K = 6 K = 6 ระบบแกว่งค้างที่ ω = 2 \omega = \sqrt2 ω = 2 rad/s (คาบ T c r = 2 π / 2 = 4.44 T_{cr} = 2\pi/\sqrt2 = 4.44 T cr = 2 π / 2 = 4.44 s)
ตรวจ: s 3 + 3 s 2 + 2 s + 6 = ( s + 3 ) ( s 2 + 2 ) s^3 + 3s^2 + 2s + 6 = (s + 3)(s^2 + 2) s 3 + 3 s 2 + 2 s + 6 = ( s + 3 ) ( s 2 + 2 ) รากคือ − 3 , ± j 2 -3,\ \pm j\sqrt2 − 3 , ± j 2 ✓ · ลากแถบ K K K ในแล็บท้ายหน้าไปที่ 6 จุดส้มจะอยู่บนแกน j ω j\omega jω พอดี
ตัวอย่าง R-6 · พลานต์ไม่เสถียรวงเปิด หาช่วง K K K ที่ทำให้ G ( s ) = K ( s + 1 ) s ( s − 1 ) ( s + 6 ) G(s) = \dfrac{K(s+1)}{s(s-1)(s+6)} G ( s ) = s ( s − 1 ) ( s + 6 ) K ( s + 1 ) เสถียรเมื่อป้อนกลับหนึ่งหน่วย ลองในเครื่องคิดเลข
s ( s − 1 ) ( s + 6 ) + K ( s + 1 ) = s 3 + 5 s 2 − 6 s + K s + K s(s - 1)(s + 6) + K(s + 1) = s^3 + 5s^2 - 6s + Ks + K s ( s − 1 ) ( s + 6 ) + K ( s + 1 ) = s 3 + 5 s 2 − 6 s + Ks + K
s 3 + 5 s 2 + ( K − 6 ) s + K = 0 s^3 + 5s^2 + (K - 6)s + K = 0 s 3 + 5 s 2 + ( K − 6 ) s + K = 0
ตาราง: s 3 s^3 s 3 : 1, K − 6 K - 6 K − 6 · s 2 s^2 s 2 : 5, K K K · s 1 s^1 s 1 : 5 ( K − 6 ) − K 5 = 4 K − 30 5 \dfrac{5(K - 6) - K}{5} = \dfrac{4K - 30}{5} 5 5 ( K − 6 ) − K = 5 4 K − 30 · s 0 s^0 s 0 : K K K
เงื่อนไข: 4 K − 30 > 0 ⇒ K > 7.5 4K - 30 \gt 0 \Rightarrow K \gt 7.5 4 K − 30 > 0 ⇒ K > 7.5 และ K > 0 K \gt 0 K > 0
ที่ K = 7.5 K = 7.5 K = 7.5 : แถว s 2 s^2 s 2 ให้ 5 s 2 + 7.5 = 0 ⇒ ω = 1.5 = 1.225 5s^2 + 7.5 = 0 \Rightarrow \omega = \sqrt{1.5} = 1.225 5 s 2 + 7.5 = 0 ⇒ ω = 1.5 = 1.225 rad/s
เสถียรเมื่อ K > 7.5 \hlC{K \gt 7.5} K > 7.5 ต่างจาก R-5 ตรงที่ต้องใช้เกนสูงพอ จึงเสถียร เพราะพลานต์มีขั้วที่ s = + 1 s = +1 s = + 1 ต้องอาศัยการป้อนกลับที่แรงพอดึงขั้วนั้นกลับมาฝั่งซ้าย
ตรวจ K = 7.5 K = 7.5 K = 7.5 : s 3 + 5 s 2 + 1.5 s + 7.5 = ( s + 5 ) ( s 2 + 1.5 ) s^3 + 5s^2 + 1.5s + 7.5 = (s + 5)(s^2 + 1.5) s 3 + 5 s 2 + 1.5 s + 7.5 = ( s + 5 ) ( s 2 + 1.5 ) ✓ · พลานต์แบบนี้พบในลูกตุ้มกลับหัว ลอยแม่เหล็ก และหุ่นยนต์ทรงตัว
ตัวอย่าง R-7 · อันดับสี่ หาช่วง K K K ของ s 4 + 3 s 3 + 3 s 2 + 2 s + K = 0 s^4 + 3s^3 + 3s^2 + 2s + K = 0 s 4 + 3 s 3 + 3 s 2 + 2 s + K = 0 และความถี่การแกว่งที่ขอบ ลองในเครื่องคิดเลข
s 4 s^4 s 4 : 1, 3, K K K · s 3 s^3 s 3 : 3, 2 · s 2 s^2 s 2 : 3 ⋅ 3 − 1 ⋅ 2 3 = 7 3 \dfrac{3\cdot3 - 1\cdot2}{3} = \dfrac73 3 3 ⋅ 3 − 1 ⋅ 2 = 3 7 , 3 K − 0 3 = K \dfrac{3K - 0}{3} = K 3 3 K − 0 = K
s 1 s^1 s 1 : 7 3 ⋅ 2 − 3 K 7 3 = 2 − 9 K 7 \dfrac{\frac73\cdot2 - 3K}{\frac73} = 2 - \dfrac{9K}{7} 3 7 3 7 ⋅ 2 − 3 K = 2 − 7 9 K · s 0 s^0 s 0 : K K K
2 − 9 K 7 > 0 ⇒ K < 14 9 2 - \dfrac{9K}{7} \gt 0 \Rightarrow K \lt \dfrac{14}{9} 2 − 7 9 K > 0 ⇒ K < 9 14 และ K > 0 K \gt 0 K > 0
ที่ K = 14 9 K = \tfrac{14}{9} K = 9 14 : 7 3 s 2 + 14 9 = 0 ⇒ s 2 = − 2 3 ⇒ ω = 2 / 3 = 0.816 \tfrac73s^2 + \tfrac{14}{9} = 0 \Rightarrow s^2 = -\tfrac23 \Rightarrow \omega = \sqrt{2/3} = 0.816 3 7 s 2 + 9 14 = 0 ⇒ s 2 = − 3 2 ⇒ ω = 2/3 = 0.816 rad/s
0 < K < 14 / 9 ≈ 1.556 \hlC{0 \lt K \lt 14/9 \approx 1.556} 0 < K < 14/9 ≈ 1.556 · แกว่งที่ ω = 0.816 \omega = 0.816 ω = 0.816 rad/s
รากที่ K = 14 / 9 K = 14/9 K = 14/9 : ± j 0.8165 \pm j0.8165 ± j 0.8165 และ − 1.5 ± j 0.289 -1.5 \pm j0.289 − 1.5 ± j 0.289 ✓
ตัวอย่าง R-8 · สองพารามิเตอร์: ตัวควบคุม PI พลานต์ G ( s ) = 1 ( s + 1 ) ( s + 2 ) G(s) = \dfrac{1}{(s+1)(s+2)} G ( s ) = ( s + 1 ) ( s + 2 ) 1 ใช้ PI C ( s ) = K P + K I s C(s) = K_P + \dfrac{K_I}{s} C ( s ) = K P + s K I หาบริเวณ ( K P , K I ) (K_P, K_I) ( K P , K I ) ที่เสถียร ลองในเครื่องคิดเลข (K_P = 3)
1 + K P s + K I s ( s + 1 ) ( s + 2 ) = 0 ⇒ s 3 + 3 s 2 + ( 2 + K P ) s + K I = 0 1 + \dfrac{K_Ps + K_I}{s(s+1)(s+2)} = 0 \Rightarrow s^3 + 3s^2 + (2 + K_P)s + K_I = 0 1 + s ( s + 1 ) ( s + 2 ) K P s + K I = 0 ⇒ s 3 + 3 s 2 + ( 2 + K P ) s + K I = 0
สูตรลัดอันดับสาม R6 : ทุกสัมประสิทธิ์บวก และ 3 ( 2 + K P ) > K I 3(2 + K_P) \gt K_I 3 ( 2 + K P ) > K I
K P > − 2 , 0 < K I < 3 ( 2 + K P ) \hlC{K_P \gt -2,\quad 0 \lt K_I \lt 3(2 + K_P)} K P > − 2 , 0 < K I < 3 ( 2 + K P ) เป็นบริเวณสามเหลี่ยมเปิดในระนาบ K P K_P K P –K I K_I K I ยิ่งเพิ่ม K P K_P K P ยิ่งใส่ K I K_I K I ได้มาก แต่ K I K_I K I มากเกินไปจะไม่เสถียรเสมอ (เทอม I เพิ่มความล่าช้าเฟส)
ตรวจขอบ K P = 3 , K I = 15 K_P = 3,\ K_I = 15 K P = 3 , K I = 15 : s 3 + 3 s 2 + 5 s + 15 = ( s + 3 ) ( s 2 + 5 ) s^3 + 3s^2 + 5s + 15 = (s + 3)(s^2 + 5) s 3 + 3 s 2 + 5 s + 15 = ( s + 3 ) ( s 2 + 5 ) รากบนแกนที่ ± j 5 \pm j\sqrt5 ± j 5 ✓ · ดูต่อที่หน้า PID
เสถียรภาพสัมพัทธ์: ไม่ใช่แค่เสถียร แต่ต้องเร็วพอ ขั้นสูง
ระบบที่ขั้วอยู่ที่ − 0.01 -0.01 − 0.01 เสถียร แต่ใช้เวลาเข้าที่ 4 / 0.01 = 400 4/0.01 = 400 4/0.01 = 400 วินาที ในงานจริงเราต้องการให้ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของเส้น s = − σ s = -\sigma s = − σ (เวลาเข้าที่ 2% ไม่เกิน 4 / σ 4/\sigma 4/ σ ) เทคนิคคือเลื่อนแกน แทน s = z − σ s = z - \sigma s = z − σ แล้วใช้เราท์กับพหุนามของ z z z
R11 Relative stability (axis shift) เสถียรภาพสัมพัทธ์
Re ( s i ) < − σ ∀ i ⟺ p ( z − σ ) เป็นพหุนามเฮอร์วิตซ์ในตัวแปร z \operatorname{Re}(s_i) \lt -\sigma \ \ \forall i \iff p(z - \sigma) \ \text{เป็นพหุนามเฮอร์วิตซ์ในตัวแปร } z Re ( s i ) < − σ ∀ i ⟺ p ( z − σ ) เป็นพหุนามเฮอร์วิตซ์ในตัวแปร z
จำนวนการเปลี่ยนเครื่องหมายในตารางของ z z z = จำนวนขั้วที่อยู่ขวาของเส้น s = − σ s = -\sigma s = − σ · t s ≈ 4 / σ t_s \approx 4/\sigma t s ≈ 4/ σ
ตัวอย่าง R-9 · ต้องการ ts ไม่เกิน 16 s สำหรับ s 3 + 3 s 2 + 2 s + K s^3 + 3s^2 + 2s + K s 3 + 3 s 2 + 2 s + K หาช่วง K K K ที่ทำให้ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของ s = − 0.25 s = -0.25 s = − 0.25 และลองถามว่าได้ถึง − 0.5 -0.5 − 0.5 ไหม
แทน s = z − 1 4 s = z - \tfrac14 s = z − 4 1 แล้วกระจาย R11
z 3 + 9 4 z 2 + 11 16 z + ( K − 21 64 ) = 0 z^3 + \tfrac94z^2 + \tfrac{11}{16}z + \left(K - \tfrac{21}{64}\right) = 0 z 3 + 4 9 z 2 + 16 11 z + ( K − 64 21 ) = 0
สูตรลัดอันดับสาม: K − 21 64 > 0 K - \tfrac{21}{64} \gt 0 K − 64 21 > 0 และ 9 4 ⋅ 11 16 > K − 21 64 ⇒ K < 15 8 \tfrac94 \cdot \tfrac{11}{16} \gt K - \tfrac{21}{64} \Rightarrow K \lt \tfrac{15}{8} 4 9 ⋅ 16 11 > K − 64 21 ⇒ K < 8 15
ลอง σ = 0.5 \sigma = 0.5 σ = 0.5 : แทน s = z − 1 2 s = z - \tfrac12 s = z − 2 1 ได้ z 3 + 3 2 z 2 − 1 4 z + ( K − 3 8 ) z^3 + \tfrac32z^2 - \tfrac14z + \left(K - \tfrac38\right) z 3 + 2 3 z 2 − 4 1 z + ( K − 8 3 ) สัมประสิทธิ์ของ z z z เป็นลบไม่ว่า K K K เท่าไร R1
21 / 64 < K < 15 / 8 \hlC{21/64 \lt K \lt 15/8} 21/64 < K < 15/8 ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของ − 0.25 -0.25 − 0.25 · แต่ไม่มี K K K ใดที่ดันขั้วทุกตัวไปซ้ายของ − 0.5 -0.5 − 0.5 ได้ ตัวควบคุมแบบ P อย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องเพิ่มศูนย์ด้วย lead หรือ PD ซึ่งรูทโลคัสจะอธิบายว่าทำไม
ตรวจ K = 15 / 8 K = 15/8 K = 15/8 : รากคือ − 2.5 , − 0.25 ± j 0.829 -2.5,\ -0.25 \pm j0.829 − 2.5 , − 0.25 ± j 0.829 ✓ · K = 21 / 64 K = 21/64 K = 21/64 : − 2.135 , − 0.615 , − 0.25 -2.135,\ -0.615,\ -0.25 − 2.135 , − 0.615 , − 0.25 ✓
ดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์: ที่มาของตาราง ขั้นสูง
เฮอร์วิตซ์เขียนเกณฑ์เดียวกันในรูปดีเทอร์มิแนนต์ สะดวกสำหรับพิสูจน์และสำหรับเขียนโปรแกรมเชิงสัญลักษณ์ หลักแรกของตารางเราท์คืออัตราส่วนของดีเทอร์มิแนนต์ที่อยู่ติดกัน (อ่านพื้นฐานดีเทอร์มิแนนต์ )
R12 Hurwitz determinants ดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์
H = ( a 1 a 3 a 5 ⋯ a 0 a 2 a 4 ⋯ 0 a 1 a 3 ⋯ 0 a 0 a 2 ⋯ ⋮ ⋱ ) n × n , เสถียร ⟺ Δ 1 , Δ 2 , … , Δ n > 0 ( a 0 > 0 ) H = \begin{pmatrix} a_1 & a_3 & a_5 & \cdots \\ a_0 & a_2 & a_4 & \cdots \\ 0 & a_1 & a_3 & \cdots \\ 0 & a_0 & a_2 & \cdots \\ \vdots & & & \ddots \end{pmatrix}_{n\times n}, \qquad \text{เสถียร} \iff \Delta_1, \Delta_2, \dots, \Delta_n \gt 0 \ (a_0 \gt 0) H = a 1 a 0 0 0 ⋮ a 3 a 2 a 1 a 0 a 5 a 4 a 3 a 2 ⋯ ⋯ ⋯ ⋯ ⋱ n × n , เสถียร ⟺ Δ 1 , Δ 2 , … , Δ n > 0 ( a 0 > 0 )
Δ k \Delta_k Δ k คือไมเนอร์หลักนำ k × k k \times k k × k · หลักแรกของเราท์: a 0 , Δ 1 , Δ 2 Δ 1 , Δ 3 Δ 2 , … a_0,\ \Delta_1,\ \tfrac{\Delta_2}{\Delta_1},\ \tfrac{\Delta_3}{\Delta_2},\ \dots a 0 , Δ 1 , Δ 1 Δ 2 , Δ 2 Δ 3 , … · ลีนาร์–ชีพาร์ต (Liénard–Chipart) แสดงว่าเมื่อสัมประสิทธิ์บวกหมด ตรวจแค่ Δ \Delta Δ ลำดับคี่ (หรือคู่) ก็พอ
ตัวอย่าง R-10 · เทียบกับ R-1 หาดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์ของ s 4 + 2 s 3 + 3 s 2 + 4 s + 5 s^4 + 2s^3 + 3s^2 + 4s + 5 s 4 + 2 s 3 + 3 s 2 + 4 s + 5
a 0 = 1 , a 1 = 2 , a 2 = 3 , a 3 = 4 , a 4 = 5 a_0 = 1,\ a_1 = 2,\ a_2 = 3,\ a_3 = 4,\ a_4 = 5 a 0 = 1 , a 1 = 2 , a 2 = 3 , a 3 = 4 , a 4 = 5 R12
H = ( 2 4 0 0 1 3 5 0 0 2 4 0 0 1 3 5 ) ⇒ Δ 1 = 2 , Δ 2 = 2 , Δ 3 = − 12 , Δ 4 = − 60 H = \begin{pmatrix} 2 & 4 & 0 & 0 \\ 1 & 3 & 5 & 0 \\ 0 & 2 & 4 & 0 \\ 0 & 1 & 3 & 5 \end{pmatrix} \Rightarrow \Delta_1 = 2,\ \Delta_2 = 2,\ \Delta_3 = -12,\ \Delta_4 = -60 H = 2 1 0 0 4 3 2 1 0 5 4 3 0 0 0 5 ⇒ Δ 1 = 2 , Δ 2 = 2 , Δ 3 = − 12 , Δ 4 = − 60
อัตราส่วน: 1 , 2 , 2 2 = 1 , − 12 2 = − 6 , − 60 − 12 = 5 1,\ 2,\ \tfrac22 = 1,\ \tfrac{-12}{2} = -6,\ \tfrac{-60}{-12} = 5 1 , 2 , 2 2 = 1 , 2 − 12 = − 6 , − 12 − 60 = 5
ได้ 1, 2, 1, −6, 5 ตรงกับหลักแรกของตารางเราท์ในตัวอย่าง R-1 ทุกตัว ✓
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เขียนสองแถวแรกผิด → แถวบนคือ a 0 , a 2 , a 4 a_0, a_2, a_4 a 0 , a 2 , a 4 (ข้ามทีละตัว) แถวล่างคือ a 1 , a 3 , a 5 a_1, a_3, a_5 a 1 , a 3 , a 5 ไม่ใช่เขียนเรียงกัน
ลืมพจน์ที่หายไป → เช่น s 3 + 2 s + 5 s^3 + 2s + 5 s 3 + 2 s + 5 ต้องเขียน a 1 = 0 a_1 = 0 a 1 = 0 ไม่ใช่ข้าม (และแค่นี้ก็สรุปได้แล้วว่าไม่เสถียร)
เครื่องหมายในสูตรสลับ → ตัวตั้งคือ “ล่างซ้าย × บนขวา − บนซ้าย × ล่างขวา” ตรวจด้วยแถว s 0 = a n s^0 = a_n s 0 = a n เสมอ
หลักแรกเป็นศูนย์ แต่ใช้พหุนามช่วย → พหุนามช่วยใช้เฉพาะเมื่อศูนย์ทั้งแถว นอกนั้นใช้ ε R7
ช่วง K ลืมเงื่อนไข K > 0 จากแถว s⁰ → ต้องรวมทุกแถวที่มี K K K แล้วหาส่วนร่วม
คิดว่า “เสถียร” = ดีพอ → เสถียรแต่ขั้วชิดแกนจะแกว่งนาน ใช้เสถียรภาพสัมพัทธ์ R11 หรือดูมาร์จิน
ใช้กับหน่วงเวลาตรง ๆ → e − s T e^{-sT} e − s T ไม่ใช่พหุนาม ต้องประมาณพาเดก่อน หรือใช้ไนควิสต์
เครื่องคิดเลขตารางเราท์แสดงวิธีทำ
ใส่พหุนามหรือสมการ 1 + K G ( s ) 1 + KG(s) 1 + K G ( s ) ได้เลย ระบบจะคูณกระจาย สร้างตาราง (มี K K K ก็ได้ จะแสดงหลักแรกเป็นฟังก์ชันของ K K K ) จัดการวิธี ε และพหุนามช่วยให้อัตโนมัติ หาช่วง K K K ที่เสถียร เกนวิกฤต ความถี่การแกว่ง และตรวจกับรากจริงทุกครั้ง
กำลังโหลดเครื่องคิดเลข (ต้องเปิด JavaScript)
เห็นภาพ: ช่วง K เดียวกันบนรูทโลคัส
เลื่อน K K K จาก 0 ถึง 6 ดูขั้ววงปิด (จุดส้ม) สองตัวเดินเข้าหาแกน j ω j\omega jω และตัดแกนที่ ± j 1.414 \pm j1.414 ± j 1.414 พอดีเมื่อ K = 6 K = 6 K = 6 ตรงกับตัวอย่าง R-5 ผลตอบสนองขั้นบันไดจะแกว่งนานขึ้นเรื่อย ๆ จนแกว่งค้าง หน้าถัดไปจะสอนวาดรูปนี้ด้วยมือ
กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)
ต่อยอดไปหน้าถัดไป
เราท์ตอบว่า “เสถียรถึง K K K เท่าไร” แต่ไม่บอกว่าขั้วอยู่ตรงไหนและเดินไปทางไหน คำถามนั้นตอบด้วยรูทโลคัส ซึ่งใช้ผลจากหน้านี้ (K c r K_{cr} K cr , ω c r \omega_{cr} ω cr ) เป็นจุดตัดแกน j ω j\omega jω โดยตรง ส่วนมุมมองความถี่ของคำถามเดียวกันอยู่ที่เกนมาร์จิน
คำถามที่พบบ่อย ทำไมเกณฑ์เราท์–เฮอร์วิตซ์จึงดูแค่หลักแรก? เพราะหลักแรกของแต่ละแถวคืออัตราส่วนของดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์ที่อยู่ติดกัน Δ k / Δ k − 1 \Delta_k/\Delta_{k-1} Δ k / Δ k − 1 จำนวนครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยนจึงเท่ากับจำนวนรากที่ส่วนจริงเป็นบวก หลักอื่นเป็นเพียงตัวกลางในการคำนวณแถวถัดไป
คูณหรือหารทั้งแถวด้วยตัวเลขได้ไหม? ได้ ถ้าเป็นจำนวนบวก เพราะไม่เปลี่ยนเครื่องหมายของหลักแรก ช่วยให้ตัวเลขเล็กลงและลดเศษส่วน แต่ห้ามคูณด้วยจำนวนลบ และถ้าตัวคูณมี K อยู่ด้วย ต้องแน่ใจว่าเป็นบวกในช่วงที่สนใจ
หลักแรกเป็นศูนย์กับแถวเป็นศูนย์ทั้งแถว ต่างกันอย่างไร? หลักแรกเป็นศูนย์แต่ตัวอื่นในแถวไม่เป็นศูนย์ ให้แทนด้วย ε เล็กบวกแล้วทำต่อ ส่วนแถวเป็นศูนย์ทั้งแถวแปลว่ามีรากสมมาตรรอบจุดกำเนิด (เช่น คู่บนแกน jω) ให้สร้างพหุนามช่วยจากแถวก่อนหน้า หาอนุพันธ์ แล้วนำสัมประสิทธิ์มาแทนแถวนั้น รากของพหุนามช่วยเป็นรากของพหุนามเดิมด้วย
เกนวิกฤตและความถี่การแกว่งหาจากตารางเราท์อย่างไร? เกนวิกฤตคือค่า K ที่ทำให้แถว s¹ เป็นศูนย์ (ระบบอยู่ขอบเสถียร) จากนั้นแทนค่า K นั้นลงในแถว s² ได้พหุนามช่วย a s 2 + b = 0 as^2 + b = 0 a s 2 + b = 0 ความถี่การแกว่งคือ ω = b / a \omega = \sqrt{b/a} ω = b / a ค่าคู่นี้ตรงกับจุดที่รูทโลคัสตัดแกน jω และใช้ในการจูน PID แบบ Ziegler–Nichols
เราท์–เฮอร์วิตซ์ใช้กับระบบที่มีหน่วงเวลาได้ไหม? ใช้ตรง ๆ ไม่ได้ เพราะ e − s T e^{-sT} e − s T ไม่ใช่พหุนาม ต้องประมาณด้วยพาเด (Padé) ก่อน ซึ่งได้คำตอบโดยประมาณ หรือใช้เกณฑ์ไนควิสต์และเฟสมาร์จินซึ่งจัดการหน่วงเวลาได้ตรง ส่วนระบบไม่ต่อเนื่องใช้เกณฑ์ของจูรี (Jury) หรือแปลงด้วย bilinear transform ก่อน
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์
บทความอ่านง่ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ดูบทความทั้งหมด →