พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ระบบควบคุม
  4. เราท์–เฮอร์วิตซ์

// บทที่ 13.7 · ระบบควบคุม · Routh–Hurwitz Criterion

เกณฑ์เสถียรภาพของเราท์–เฮอร์วิตซ์ (Routh–Hurwitz Criterion)

ระบบวงปิดเสถียรเมื่อรากของสมการลักษณะเฉพาะอยู่ฝั่งซ้ายของระนาบ ss ทุกตัว แต่พหุนามดีกรีสามขึ้นไปที่มี KK อยู่ข้างใน หารากด้วยมือแทบไม่ได้ เกณฑ์ของเราท์ (Edward Routh, 1877) และเฮอร์วิตซ์ (Adolf Hurwitz, 1895) ตอบได้ว่ามีรากฝั่งขวากี่ตัว โดยไม่ต้องหารากเลย และบอกช่วงเกน KK ที่ทำให้ระบบเสถียรด้วยการคูณ ลบ หาร ธรรมดา สูตรในหน้านี้ใช้รหัส R

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • เงื่อนไขจำเป็น: สัมประสิทธิ์ทุกตัวต้องมีเครื่องหมายเดียวกันและไม่มีพจน์หาย ถ้าไม่ผ่าน ไม่เสถียรแน่นอน
  • เรียงสัมประสิทธิ์สลับลงสองแถวแรก แถวถัดไป =−1ตัวหลักแรกแถวบน∣⋅⋅⋅⋅∣= \dfrac{-1}{\text{ตัวหลักแรกแถวบน}}\begin{vmatrix} \cdot & \cdot \\ \cdot & \cdot \end{vmatrix}
  • จำนวนครั้งที่หลักแรกเปลี่ยนเครื่องหมาย = จำนวนรากฝั่งขวา
  • มี KK: ให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว ได้ช่วง KK · ขอบช่วงคือเกนวิกฤต แถว s2s^2 ให้ความถี่การแกว่ง
ระดับพื้นฐาน เริ่มเรียนควบคุมกลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

ทำไมต้องมีเกณฑ์นี้ พื้นฐาน

ระบบวงปิด T(s)=KG(s)1+KG(s)T(s) = \dfrac{KG(s)}{1 + KG(s)} มีขั้วเป็นรากของสมการลักษณะเฉพาะ 1+KG(s)=01 + KG(s) = 0 เมื่อคูณกระจายจะได้พหุนาม

a0sn+a1sn−1+a2sn−2+⋯+an−1s+an=0a_0s^n + a_1s^{n-1} + a_2s^{n-2} + \cdots + a_{n-1}s + a_n = 0

ระบบเสถียรก็ต่อเมื่อรากทุกตัวมีส่วนจริงเป็นลบ (อยู่ฝั่งซ้ายของแกน jωj\omega) พหุนามแบบนี้เรียกว่าพหุนามเฮอร์วิตซ์ ถ้ามีรากแม้ตัวเดียวทางขวา ผลตอบสนองจะมีพจน์ eσte^{\sigma t} ที่ σ>0\sigma \gt 0 โตไม่หยุด คำถามคือ ถ้า n=4n = 4 หรือมี KK ปนอยู่ จะรู้ได้อย่างไรโดยไม่หาราก คำตอบคือตารางเราท์

R1 Necessary condition เงื่อนไขจำเป็น (ตรวจก่อนสร้างตาราง)

เสถียร ⇒ a0,a1,…,an มีเครื่องหมายเดียวกัน และไม่มีตัวใดเป็นศูนย์\text{เสถียร} \ \Rightarrow\ a_0, a_1, \dots, a_n \ \text{มีเครื่องหมายเดียวกัน และไม่มีตัวใดเป็นศูนย์}

ที่มา: ถ้ารากทุกตัวอยู่ทางซ้าย ตัวประกอบคือ (s+a)(s + a) และ (s2+bs+c)(s^2 + bs + c) ที่ a,b,c>0a, b, c \gt 0 คูณกันแล้วสัมประสิทธิ์ต้องเป็นบวกหมด · เป็นเงื่อนไขจำเป็นแต่ไม่พอ: s3+s2+2s+3s^3 + s^2 + 2s + 3 บวกหมดแต่ไม่เสถียร · สำหรับดีกรี 1 และ 2 เงื่อนไขนี้พอดี

สร้างตารางเราท์ทีละขั้น พื้นฐาน

ตารางมี n+1n + 1 แถว ตั้งชื่อแถวตามกำลังของ ss จาก sns^n ลงไป s0s^0 สองแถวแรกได้จากการเขียนสัมประสิทธิ์สลับกัน ตัวคี่ลำดับไว้แถวบน ตัวคู่ไว้แถวล่าง แถวที่เหลือคำนวณจากสองแถวเหนือมันเสมอ

R2 Routh array โครงตารางเราท์

sna0a2a4⋯sn−1a1a3a5⋯sn−2b1b2b3⋯sn−3c1c2⋯⋮⋮s0∗\begin{array}{c|cccc} s^n & a_0 & a_2 & a_4 & \cdots \\ s^{n-1} & a_1 & a_3 & a_5 & \cdots \\ s^{n-2} & b_1 & b_2 & b_3 & \cdots \\ s^{n-3} & c_1 & c_2 & \cdots & \\ \vdots & \vdots & & & \\ s^0 & \ast & & & \end{array}

ช่องที่ไม่มีสัมประสิทธิ์ให้ใส่ 0 · แถวจะสั้นลงเรื่อย ๆ จนแถว s1s^1 และ s0s^0 เหลือตัวเดียว · แถว s0s^0 จะเท่ากับ ana_n เสมอ (ใช้ตรวจการคำนวณ)

R3 Element formula สูตรคำนวณแต่ละช่อง

b1=a1a2−a0a3a1=−1a1∣a0a2a1a3∣,b2=a1a4−a0a5a1,c1=b1a3−a1b2b1b_1 = \frac{a_1a_2 - a_0a_3}{a_1} = \frac{-1}{a_1}\begin{vmatrix} a_0 & a_2 \\ a_1 & a_3 \end{vmatrix}, \qquad b_2 = \frac{a_1a_4 - a_0a_5}{a_1}, \qquad c_1 = \frac{b_1a_3 - a_1b_2}{b_1}

จำง่าย: หลักแรกของสองแถวบนเป็นหลักตายตัวเสมอ คู่ที่สองเลื่อนไปทางขวาทีละหลัก แล้ว “คูณไขว้ ล่างซ้าย × บนขวา ลบ บนซ้าย × ล่างขวา หารด้วยล่างซ้าย”

R4 Routh–Hurwitz criterion เกณฑ์ของเราท์–เฮอร์วิตซ์

#{รากที่ Re⁡s>0}=#{ครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยน}\#\{\text{รากที่ } \operatorname{Re}s \gt 0\} = \#\{\text{ครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยน}\}

ระบบเสถียร   ⟺  \iff ทุกตัวในหลักแรกมีเครื่องหมายเดียวกัน (ปกติคือบวก) และไม่มีศูนย์ · เกณฑ์บอกจำนวนรากฝั่งขวา ไม่ได้บอกว่ารากอยู่ตรงไหน

R5 Row scaling คูณหรือหารทั้งแถวด้วยจำนวนบวก

[ b1  b2  b3 ] → [ kb1  kb2  kb3 ],k>0[\,b_1\ \ b_2\ \ b_3\,] \ \to\ [\,kb_1\ \ kb_2\ \ kb_3\,], \quad k \gt 0

เครื่องหมายหลักแรกไม่เปลี่ยน คำตอบไม่เปลี่ยน ช่วยกำจัดเศษส่วน · ห้ามใช้ k<0k \lt 0

R6 Third-order shortcut สูตรลัดอันดับสาม

a3s3+a2s2+a1s+a0:เสถียร  ⟺  ai>0 และ a2a1>a3a0a_3s^3 + a_2s^2 + a_1s + a_0:\quad \text{เสถียร} \iff a_i \gt 0 \ \text{และ} \ a_2a_1 \gt a_3a_0

“ผลคูณตัวกลางมากกว่าผลคูณตัวริม” ได้จากหลักแรกแถว s1s^1 ของตาราง · ใช้บ่อยที่สุดในข้อสอบ

ตัวอย่าง R-1 · อันดับสี่ ครบทุกขั้น

ระบบที่มีสมการลักษณะเฉพาะ s4+2s3+3s2+4s+5=0s^4 + 2s^3 + 3s^2 + 4s + 5 = 0 เสถียรหรือไม่ มีรากฝั่งขวากี่ตัว

  1. เงื่อนไขจำเป็น R1: สัมประสิทธิ์ 1, 2, 3, 4, 5 บวกหมด ไม่มีพจน์หาย ผ่าน แต่ยังสรุปไม่ได้ ต้องสร้างตาราง

  2. เขียนสองแถวแรกแบบสลับ R2: แถว s4s^4 ได้ 1, 3, 5 และแถว s3s^3 ได้ 2, 4, 0

  3. แถว s2s^2 R3

    b1=2⋅3−1⋅42=1,b2=2⋅5−1⋅02=5b_1 = \frac{2\cdot3 - 1\cdot4}{2} = \hlP{1}, \qquad b_2 = \frac{2\cdot5 - 1\cdot0}{2} = 5
  4. แถว s1s^1 ใช้แถว s3s^3 และ s2s^2

    c1=1⋅4−2⋅51=−6c_1 = \frac{1\cdot4 - 2\cdot5}{1} = \hlP{-6}
  5. แถว s0s^0: d1=(−6)(5)−1⋅0−6=5d_1 = \dfrac{(-6)(5) - 1\cdot0}{-6} = \hlP{5} (เท่ากับ an=5a_n = 5 ตามที่ควรเป็น ✓)

    s⁴135
    s³240
    s²15
    s¹−6
    s⁰5
    หลักแรก: + + + − + เปลี่ยนเครื่องหมายสองครั้ง (1 → −6 และ −6 → 5)

หลักแรกเปลี่ยนเครื่องหมาย 2 ครั้ง R4 จึงมีรากฝั่งขวา 2 ตัว ระบบไม่เสถียร แม้สัมประสิทธิ์จะเป็นบวกทั้งหมด

ตรวจด้วยรากจริง: s=0.288±j1.416s = 0.288 \pm j1.416 (ฝั่งขวา 2 ตัว ✓) และ s=−1.288±j0.858s = -1.288 \pm j0.858

ตัวอย่าง R-2 · สูตรลัดอันดับสาม

ตรวจเสถียรภาพของ (ก) 2s3+4s2+3s+52s^3 + 4s^2 + 3s + 5 และ (ข) s3+s2+2s+3s^3 + s^2 + 2s + 3

  1. (ก) สัมประสิทธิ์บวกหมด ตรวจ a2a1>a3a0a_2a_1 \gt a_3a_0 R6: 4×3=12>2×5=104 \times 3 = 12 \gt 2 \times 5 = 10 ✓

  2. (ข) สัมประสิทธิ์บวกหมด แต่ 1×2=2<1×3=31 \times 2 = 2 \lt 1 \times 3 = 3 ✗ สร้างตารางยืนยัน

    s³12
    s²13
    s¹(1·2 − 1·3)/1 = −1
    s⁰3

(ก) เสถียร · (ข) ไม่เสถียร มีรากฝั่งขวา 2 ตัว

รากจริง (ก): −1.902-1.902 และ −0.049±j1.145-0.049 \pm j1.145 เสถียรแต่ใกล้แกน jωj\omega มาก (12 กับ 10 ห่างกันนิดเดียว) · (ข): 0.138±j1.5270.138 \pm j1.527 และ −1.276-1.276 ✓

กรณีพิเศษ 1: หลักแรกเป็นศูนย์ (วิธี ε) กลาง

ถ้าตัวแรกของแถวเป็นศูนย์แต่ตัวอื่นในแถวไม่เป็นศูนย์ แถวถัดไปจะหารด้วยศูนย์ ทางแก้คือแทนศูนย์ด้วย ε\varepsilon จำนวนบวกที่เล็กมาก คำนวณต่อตามปกติ แล้วดูเครื่องหมายเมื่อ ε→0+\varepsilon \to 0^+ แนวคิดคือขยับพหุนามเล็กน้อยให้รากที่อยู่ใกล้แกนขยับออกจากแกน จำนวนรากในแต่ละฝั่งไม่เปลี่ยน

R7 Zero in the first column (ε method) หลักแรกเป็นศูนย์

[ 0  a  b ] → [ ε  a  b ],นับเครื่องหมายของหลักแรกเมื่อ ε→0+[\,0\ \ a\ \ b\,] \ \to\ [\,\varepsilon\ \ a\ \ b\,], \qquad \text{นับเครื่องหมายของหลักแรกเมื่อ } \varepsilon \to 0^+

พจน์ที่มี ε\varepsilon ให้ดูพจน์ที่โดดเด่นเมื่อ ε\varepsilon เล็ก เช่น 4ε−12ε≈−12ε→−∞\dfrac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} \approx -\dfrac{12}{\varepsilon} \to -\infty (ลบ) · ใช้ ε<0\varepsilon \lt 0 ได้ผลเท่ากัน

R8 Reversed-coefficient method ทางเลือก: กลับลำดับสัมประสิทธิ์

a0sn+⋯+an → ansn+an−1sn−1+⋯+a0a_0s^n + \cdots + a_n \ \to\ a_ns^n + a_{n-1}s^{n-1} + \cdots + a_0

แทน s→1/ss \to 1/s รากกลายเป็นส่วนกลับ ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกันเสมอ จำนวนรากฝั่งขวาจึงเท่าเดิม บางครั้งตารางใหม่ไม่มีศูนย์ในหลักแรก

ตัวอย่าง R-3 · วิธี ε

หาจำนวนรากฝั่งขวาของ s5+2s4+2s3+4s2+11s+10=0s^5 + 2s^4 + 2s^3 + 4s^2 + 11s + 10 = 0

  1. สองแถวแรก s5s^5: 1, 2, 11 และ s4s^4: 2, 4, 10

  2. แถว s3s^3: 2⋅2−1⋅42=0\dfrac{2\cdot2 - 1\cdot4}{2} = \hlP{0}, 2⋅11−1⋅102=6\dfrac{2\cdot11 - 1\cdot10}{2} = 6 หลักแรกเป็นศูนย์แต่แถวไม่เป็นศูนย์ แทนด้วย ε\varepsilon R7

  3. แถว s2s^2

    ε⋅4−2⋅6ε=4ε−12ε→ ε→0+ −∞ (ลบ),ε⋅10−2⋅0ε=10\frac{\varepsilon\cdot4 - 2\cdot6}{\varepsilon} = \frac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} \xrightarrow{\ \varepsilon \to 0^+\ } -\infty \ (\text{ลบ}), \qquad \frac{\varepsilon\cdot10 - 2\cdot0}{\varepsilon} = 10
  4. แถว s1s^1: ให้ c1=4ε−12εc_1 = \frac{4\varepsilon - 12}{\varepsilon} ได้ c1⋅6−ε⋅10c1=6−10ε24ε−12→6\dfrac{c_1\cdot6 - \varepsilon\cdot10}{c_1} = 6 - \dfrac{10\varepsilon^2}{4\varepsilon - 12} \to 6 (บวก) และแถว s0s^0 = 10

    s⁵1211
    s⁴2410
    s³ε (+)6
    s²(4ε − 12)/ε → −10
    s¹→ 6
    s⁰10
    หลักแรกเมื่อ ε → 0⁺: + + + − + +

เปลี่ยนเครื่องหมาย 2 ครั้ง (ε → ลบ → 6) จึงมีรากฝั่งขวา 2 ตัว ไม่เสถียร

รากจริง: 0.895±j1.4560.895 \pm j1.456 (ฝั่งขวา 2 ตัว ✓), −1.241±j1.038-1.241 \pm j1.038, −1.309-1.309 · ถ้าใช้ ε<0\varepsilon \lt 0 หลักแรกจะเป็น + + − + + + ก็เปลี่ยน 2 ครั้งเท่ากัน

กรณีพิเศษ 2: แถวเป็นศูนย์ทั้งแถว (พหุนามช่วย) กลาง

ถ้าทั้งแถวเป็นศูนย์ แปลว่าแถวก่อนหน้าเป็นตัวประกอบของพหุนามเดิม และตัวประกอบนั้นมีแต่กำลังคู่ของ ss รากของมันจึงสมมาตรรอบจุดกำเนิด คือเป็นคู่ ±jω\pm j\omega บนแกนจินตภาพ คู่ ±σ\pm\sigma บนแกนจริง หรือสี่ตัว ±σ±jω\pm\sigma \pm j\omega ในกรณีนี้ใช้ ε ไม่ได้ ต้องใช้พหุนามช่วย

R9 Row of zeros: auxiliary polynomial แถวศูนย์ทั้งแถว

A(s)=α1sk+α2sk−2+α3sk−4+⋯ (จากแถว sk),แถวศูนย์ ← dAds=kα1sk−1+(k−2)α2sk−3+⋯A(s) = \alpha_1s^{k} + \alpha_2s^{k-2} + \alpha_3s^{k-4} + \cdots \ (\text{จากแถว } s^k), \qquad \text{แถวศูนย์} \ \leftarrow\ \frac{dA}{ds} = k\alpha_1s^{k-1} + (k-2)\alpha_2s^{k-3} + \cdots

รากของ A(s)=0A(s) = 0 เป็นรากของพหุนามเดิมด้วย · หลังแทนแถวแล้วทำต่อตามปกติ การเปลี่ยนเครื่องหมายตั้งแต่แถว A(s)A(s) ลงไปบอกรากของ AA ที่อยู่ฝั่งขวา · ถ้าไม่มีการเปลี่ยนเครื่องหมายเลย รากของ AA อยู่บนแกน jωj\omega ทั้งหมด: เสถียรวิกฤต (ถ้าไม่ซ้ำ)

ตัวอย่าง R-4 · แถวศูนย์

วิเคราะห์ s5+7s4+6s3+42s2+8s+56=0s^5 + 7s^4 + 6s^3 + 42s^2 + 8s + 56 = 0

  1. สองแถวแรก s5s^5: 1, 6, 8 และ s4s^4: 7, 42, 56 หารแถว s4s^4 ด้วย 7 ได้ 1, 6, 8 R5

  2. แถว s3s^3: 1⋅6−1⋅61=0\dfrac{1\cdot6 - 1\cdot6}{1} = 0, 1⋅8−1⋅81=0\dfrac{1\cdot8 - 1\cdot8}{1} = 0 ศูนย์ทั้งแถว

  3. สร้างพหุนามช่วยจากแถว s4s^4 (1, 6, 8) แล้วหาอนุพันธ์ R9

    A(s)=s4+6s2+8,dAds=4s3+12s ⇒ แถว s3=4, 12 (หารด้วย 4 ได้ 1, 3)A(s) = s^4 + 6s^2 + 8, \qquad \frac{dA}{ds} = \hlP{4}s^3 + 12s \ \Rightarrow\ \text{แถว } s^3 = 4,\ 12 \ (\text{หารด้วย 4 ได้ } 1,\ 3)
  4. ทำต่อ แถว s2s^2: 1⋅6−1⋅31=3\dfrac{1\cdot6 - 1\cdot3}{1} = 3, 88 · แถว s1s^1: 3⋅3−1⋅83=13\dfrac{3\cdot3 - 1\cdot8}{3} = \tfrac13 · แถว s0s^0: 8

    s⁵168
    s⁴168
    s³13
    s²38
    s¹1/3
    s⁰8
    แถว s⁴ ถูกหารด้วย 7 · แถว s³ มาจาก dA/ds (หารด้วย 4)
  5. ไม่มีการเปลี่ยนเครื่องหมาย รากทั้ง 4 ของ A(s)A(s) จึงอยู่บนแกน jωj\omega แยกตัวประกอบได้

    A(s)=(s2+2)(s2+4) ⇒ s=±j2, ±j2A(s) = (s^2 + 2)(s^2 + 4) \ \Rightarrow\ s = \pm j\sqrt2,\ \pm j2

ไม่มีรากฝั่งขวา มีรากบนแกน jωj\omega 4 ตัว (ไม่ซ้ำ) และอีก 1 ตัวฝั่งซ้าย ระบบเสถียรวิกฤต (marginally stable) จะแกว่งค้างที่ ω=2\omega = \sqrt2 และ 22 rad/s

ตรวจ: หารยาว s5+7s4+6s3+42s2+8s+56=(s+7)(s4+6s2+8)s^5 + 7s^4 + 6s^3 + 42s^2 + 8s + 56 = (s + 7)(s^4 + 6s^2 + 8) รากที่เหลือคือ −7-7 ✓

หาช่วงเกน K ที่ทำให้ระบบเสถียร กลาง

นี่คือการใช้งานหลักของเกณฑ์เราท์ในงานออกแบบ สร้างตารางโดยปล่อย KK เป็นตัวแปร แล้วบังคับให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว ได้อสมการของ KK มาแก้พร้อมกัน ค่า KK ที่ขอบช่วงคือเกนวิกฤต KcrK_{cr} (ultimate gain) ที่ระบบอยู่ขอบเสถียรและแกว่งค้าง

R10 Critical gain and oscillation frequency เกนวิกฤตและความถี่การแกว่ง

แถว s1=0 ⇒ K=Kcr,แถว s2: αs2+β∣Kcr=0 ⇒ ωcr=β/α\text{แถว } s^1 = 0 \ \Rightarrow\ K = K_{cr}, \qquad \text{แถว } s^2:\ \alpha s^2 + \beta\big|_{K_{cr}} = 0 \ \Rightarrow\ \omega_{cr} = \sqrt{\beta/\alpha}

KcrK_{cr} และ ωcr\omega_{cr} คือจุดที่รูทโลคัสตัดแกน jωj\omega · ใช้ตั้งค่า PID แบบ Ziegler–Nichols (Tcr=2π/ωcrT_{cr} = 2\pi/\omega_{cr}) · เกนมาร์จินที่เกน KK ใด ๆ คือ 20log⁡(Kcr/K)20\log(K_{cr}/K)

ตัวอย่าง R-5 · โจทย์คลาสสิก

ระบบป้อนกลับหนึ่งหน่วยมี G(s)=Ks(s+1)(s+2)G(s) = \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} หาช่วง KK ที่เสถียร เกนวิกฤต และความถี่การแกว่ง

  1. สมการลักษณะเฉพาะ: 1+Ks(s+1)(s+2)=0⇒s(s2+3s+2)+K=01 + \dfrac{K}{s(s+1)(s+2)} = 0 \Rightarrow s(s^2 + 3s + 2) + K = 0

    s3+3s2+2s+K=0s^3 + 3s^2 + 2s + K = 0
  2. สร้างตาราง

    s³12
    s²3K
    s¹(6 − K)/3
    s⁰K
  3. ให้หลักแรกเป็นบวกทุกตัว: 6−K3>0⇒K<6\dfrac{6 - K}{3} \gt 0 \Rightarrow K \lt 6 และ K>0K \gt 0 ได้ 0<K<6\hlC{0 \lt K \lt 6} (ตรงกับสูตรลัด R6: 3⋅2>1⋅K3 \cdot 2 \gt 1 \cdot K)

  4. ที่ Kcr=6K_{cr} = 6 แถว s1s^1 เป็นศูนย์ ใช้แถว s2s^2 เป็นพหุนามช่วย R10

    3s2+6=0 ⇒ s=±j2 ⇒ ωcr=2=1.414 rad/s3s^2 + 6 = 0 \ \Rightarrow\ s = \pm j\sqrt2 \ \Rightarrow\ \hlC{\omega_{cr} = \sqrt2 = 1.414\ \text{rad/s}}

เสถียรเมื่อ 0<K<60 \lt K \lt 6 · ที่ K=6K = 6 ระบบแกว่งค้างที่ ω=2\omega = \sqrt2 rad/s (คาบ Tcr=2π/2=4.44T_{cr} = 2\pi/\sqrt2 = 4.44 s)

ตรวจ: s3+3s2+2s+6=(s+3)(s2+2)s^3 + 3s^2 + 2s + 6 = (s + 3)(s^2 + 2) รากคือ −3, ±j2-3,\ \pm j\sqrt2 ✓ · ลากแถบ KK ในแล็บท้ายหน้าไปที่ 6 จุดส้มจะอยู่บนแกน jωj\omega พอดี

ตัวอย่าง R-6 · พลานต์ไม่เสถียรวงเปิด

หาช่วง KK ที่ทำให้ G(s)=K(s+1)s(s−1)(s+6)G(s) = \dfrac{K(s+1)}{s(s-1)(s+6)} เสถียรเมื่อป้อนกลับหนึ่งหน่วย

  1. s(s−1)(s+6)+K(s+1)=s3+5s2−6s+Ks+Ks(s - 1)(s + 6) + K(s + 1) = s^3 + 5s^2 - 6s + Ks + K

    s3+5s2+(K−6)s+K=0s^3 + 5s^2 + (K - 6)s + K = 0
  2. ตาราง: s3s^3: 1, K−6K - 6 · s2s^2: 5, KK · s1s^1: 5(K−6)−K5=4K−305\dfrac{5(K - 6) - K}{5} = \dfrac{4K - 30}{5} · s0s^0: KK

  3. เงื่อนไข: 4K−30>0⇒K>7.54K - 30 \gt 0 \Rightarrow K \gt 7.5 และ K>0K \gt 0

  4. ที่ K=7.5K = 7.5: แถว s2s^2 ให้ 5s2+7.5=0⇒ω=1.5=1.2255s^2 + 7.5 = 0 \Rightarrow \omega = \sqrt{1.5} = 1.225 rad/s

เสถียรเมื่อ K>7.5\hlC{K \gt 7.5} ต่างจาก R-5 ตรงที่ต้องใช้เกนสูงพอจึงเสถียร เพราะพลานต์มีขั้วที่ s=+1s = +1 ต้องอาศัยการป้อนกลับที่แรงพอดึงขั้วนั้นกลับมาฝั่งซ้าย

ตรวจ K=7.5K = 7.5: s3+5s2+1.5s+7.5=(s+5)(s2+1.5)s^3 + 5s^2 + 1.5s + 7.5 = (s + 5)(s^2 + 1.5) ✓ · พลานต์แบบนี้พบในลูกตุ้มกลับหัว ลอยแม่เหล็ก และหุ่นยนต์ทรงตัว

ตัวอย่าง R-7 · อันดับสี่

หาช่วง KK ของ s4+3s3+3s2+2s+K=0s^4 + 3s^3 + 3s^2 + 2s + K = 0 และความถี่การแกว่งที่ขอบ

  1. s4s^4: 1, 3, KK · s3s^3: 3, 2 · s2s^2: 3⋅3−1⋅23=73\dfrac{3\cdot3 - 1\cdot2}{3} = \dfrac73, 3K−03=K\dfrac{3K - 0}{3} = K

  2. s1s^1: 73⋅2−3K73=2−9K7\dfrac{\frac73\cdot2 - 3K}{\frac73} = 2 - \dfrac{9K}{7} · s0s^0: KK

  3. 2−9K7>0⇒K<1492 - \dfrac{9K}{7} \gt 0 \Rightarrow K \lt \dfrac{14}{9} และ K>0K \gt 0

  4. ที่ K=149K = \tfrac{14}{9}: 73s2+149=0⇒s2=−23⇒ω=2/3=0.816\tfrac73s^2 + \tfrac{14}{9} = 0 \Rightarrow s^2 = -\tfrac23 \Rightarrow \omega = \sqrt{2/3} = 0.816 rad/s

0<K<14/9≈1.556\hlC{0 \lt K \lt 14/9 \approx 1.556} · แกว่งที่ ω=0.816\omega = 0.816 rad/s

รากที่ K=14/9K = 14/9: ±j0.8165\pm j0.8165 และ −1.5±j0.289-1.5 \pm j0.289 ✓

ตัวอย่าง R-8 · สองพารามิเตอร์: ตัวควบคุม PI

พลานต์ G(s)=1(s+1)(s+2)G(s) = \dfrac{1}{(s+1)(s+2)} ใช้ PI C(s)=KP+KIsC(s) = K_P + \dfrac{K_I}{s} หาบริเวณ (KP,KI)(K_P, K_I) ที่เสถียร

  1. 1+KPs+KIs(s+1)(s+2)=0⇒s3+3s2+(2+KP)s+KI=01 + \dfrac{K_Ps + K_I}{s(s+1)(s+2)} = 0 \Rightarrow s^3 + 3s^2 + (2 + K_P)s + K_I = 0

  2. สูตรลัดอันดับสาม R6: ทุกสัมประสิทธิ์บวก และ 3(2+KP)>KI3(2 + K_P) \gt K_I

KP>−2,0<KI<3(2+KP)\hlC{K_P \gt -2,\quad 0 \lt K_I \lt 3(2 + K_P)} เป็นบริเวณสามเหลี่ยมเปิดในระนาบ KPK_P–KIK_I ยิ่งเพิ่ม KPK_P ยิ่งใส่ KIK_I ได้มาก แต่ KIK_I มากเกินไปจะไม่เสถียรเสมอ (เทอม I เพิ่มความล่าช้าเฟส)

ตรวจขอบ KP=3, KI=15K_P = 3,\ K_I = 15: s3+3s2+5s+15=(s+3)(s2+5)s^3 + 3s^2 + 5s + 15 = (s + 3)(s^2 + 5) รากบนแกนที่ ±j5\pm j\sqrt5 ✓ · ดูต่อที่หน้า PID

เสถียรภาพสัมพัทธ์: ไม่ใช่แค่เสถียร แต่ต้องเร็วพอ ขั้นสูง

ระบบที่ขั้วอยู่ที่ −0.01-0.01 เสถียร แต่ใช้เวลาเข้าที่ 4/0.01=4004/0.01 = 400 วินาที ในงานจริงเราต้องการให้ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของเส้น s=−σs = -\sigma (เวลาเข้าที่ 2% ไม่เกิน 4/σ4/\sigma) เทคนิคคือเลื่อนแกน แทน s=z−σs = z - \sigma แล้วใช้เราท์กับพหุนามของ zz

R11 Relative stability (axis shift) เสถียรภาพสัมพัทธ์

Re⁡(si)<−σ  ∀i  ⟺  p(z−σ) เป็นพหุนามเฮอร์วิตซ์ในตัวแปร z\operatorname{Re}(s_i) \lt -\sigma \ \ \forall i \iff p(z - \sigma) \ \text{เป็นพหุนามเฮอร์วิตซ์ในตัวแปร } z

จำนวนการเปลี่ยนเครื่องหมายในตารางของ zz = จำนวนขั้วที่อยู่ขวาของเส้น s=−σs = -\sigma · ts≈4/σt_s \approx 4/\sigma

ตัวอย่าง R-9 · ต้องการ ts ไม่เกิน 16 s

สำหรับ s3+3s2+2s+Ks^3 + 3s^2 + 2s + K หาช่วง KK ที่ทำให้ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของ s=−0.25s = -0.25 และลองถามว่าได้ถึง −0.5-0.5 ไหม

  1. แทน s=z−14s = z - \tfrac14 แล้วกระจาย R11

    z3+94z2+1116z+(K−2164)=0z^3 + \tfrac94z^2 + \tfrac{11}{16}z + \left(K - \tfrac{21}{64}\right) = 0
  2. สูตรลัดอันดับสาม: K−2164>0K - \tfrac{21}{64} \gt 0 และ 94⋅1116>K−2164⇒K<158\tfrac94 \cdot \tfrac{11}{16} \gt K - \tfrac{21}{64} \Rightarrow K \lt \tfrac{15}{8}

  3. ลอง σ=0.5\sigma = 0.5: แทน s=z−12s = z - \tfrac12 ได้ z3+32z2−14z+(K−38)z^3 + \tfrac32z^2 - \tfrac14z + \left(K - \tfrac38\right) สัมประสิทธิ์ของ zz เป็นลบไม่ว่า KK เท่าไร R1

21/64<K<15/8\hlC{21/64 \lt K \lt 15/8} ขั้วทุกตัวอยู่ซ้ายของ −0.25-0.25 · แต่ไม่มี KK ใดที่ดันขั้วทุกตัวไปซ้ายของ −0.5-0.5 ได้ ตัวควบคุมแบบ P อย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องเพิ่มศูนย์ด้วย lead หรือ PD ซึ่งรูทโลคัสจะอธิบายว่าทำไม

ตรวจ K=15/8K = 15/8: รากคือ −2.5, −0.25±j0.829-2.5,\ -0.25 \pm j0.829 ✓ · K=21/64K = 21/64: −2.135, −0.615, −0.25-2.135,\ -0.615,\ -0.25 ✓

ดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์: ที่มาของตาราง ขั้นสูง

เฮอร์วิตซ์เขียนเกณฑ์เดียวกันในรูปดีเทอร์มิแนนต์ สะดวกสำหรับพิสูจน์และสำหรับเขียนโปรแกรมเชิงสัญลักษณ์ หลักแรกของตารางเราท์คืออัตราส่วนของดีเทอร์มิแนนต์ที่อยู่ติดกัน (อ่านพื้นฐานดีเทอร์มิแนนต์)

R12 Hurwitz determinants ดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์

H=(a1a3a5⋯a0a2a4⋯0a1a3⋯0a0a2⋯⋮⋱)n×n,เสถียร  ⟺  Δ1,Δ2,…,Δn>0 (a0>0)H = \begin{pmatrix} a_1 & a_3 & a_5 & \cdots \\ a_0 & a_2 & a_4 & \cdots \\ 0 & a_1 & a_3 & \cdots \\ 0 & a_0 & a_2 & \cdots \\ \vdots & & & \ddots \end{pmatrix}_{n\times n}, \qquad \text{เสถียร} \iff \Delta_1, \Delta_2, \dots, \Delta_n \gt 0 \ (a_0 \gt 0)

Δk\Delta_k คือไมเนอร์หลักนำ k×kk \times k · หลักแรกของเราท์: a0, Δ1, Δ2Δ1, Δ3Δ2, …a_0,\ \Delta_1,\ \tfrac{\Delta_2}{\Delta_1},\ \tfrac{\Delta_3}{\Delta_2},\ \dots · ลีนาร์–ชีพาร์ต (Liénard–Chipart) แสดงว่าเมื่อสัมประสิทธิ์บวกหมด ตรวจแค่ Δ\Delta ลำดับคี่ (หรือคู่) ก็พอ

ตัวอย่าง R-10 · เทียบกับ R-1

หาดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์ของ s4+2s3+3s2+4s+5s^4 + 2s^3 + 3s^2 + 4s + 5

  1. a0=1, a1=2, a2=3, a3=4, a4=5a_0 = 1,\ a_1 = 2,\ a_2 = 3,\ a_3 = 4,\ a_4 = 5 R12

    H=(2400135002400135)⇒Δ1=2, Δ2=2, Δ3=−12, Δ4=−60H = \begin{pmatrix} 2 & 4 & 0 & 0 \\ 1 & 3 & 5 & 0 \\ 0 & 2 & 4 & 0 \\ 0 & 1 & 3 & 5 \end{pmatrix} \Rightarrow \Delta_1 = 2,\ \Delta_2 = 2,\ \Delta_3 = -12,\ \Delta_4 = -60
  2. อัตราส่วน: 1, 2, 22=1, −122=−6, −60−12=51,\ 2,\ \tfrac22 = 1,\ \tfrac{-12}{2} = -6,\ \tfrac{-60}{-12} = 5

ได้ 1, 2, 1, −6, 5 ตรงกับหลักแรกของตารางเราท์ในตัวอย่าง R-1 ทุกตัว ✓

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เขียนสองแถวแรกผิด → แถวบนคือ a0,a2,a4a_0, a_2, a_4 (ข้ามทีละตัว) แถวล่างคือ a1,a3,a5a_1, a_3, a_5 ไม่ใช่เขียนเรียงกัน
  • ลืมพจน์ที่หายไป → เช่น s3+2s+5s^3 + 2s + 5 ต้องเขียน a1=0a_1 = 0 ไม่ใช่ข้าม (และแค่นี้ก็สรุปได้แล้วว่าไม่เสถียร)
  • เครื่องหมายในสูตรสลับ → ตัวตั้งคือ “ล่างซ้าย × บนขวา − บนซ้าย × ล่างขวา” ตรวจด้วยแถว s0=ans^0 = a_n เสมอ
  • หลักแรกเป็นศูนย์ แต่ใช้พหุนามช่วย → พหุนามช่วยใช้เฉพาะเมื่อศูนย์ทั้งแถว นอกนั้นใช้ ε R7
  • ช่วง K ลืมเงื่อนไข K > 0 จากแถว s⁰ → ต้องรวมทุกแถวที่มี KK แล้วหาส่วนร่วม
  • คิดว่า “เสถียร” = ดีพอ → เสถียรแต่ขั้วชิดแกนจะแกว่งนาน ใช้เสถียรภาพสัมพัทธ์ R11 หรือดูมาร์จิน
  • ใช้กับหน่วงเวลาตรง ๆ → e−sTe^{-sT} ไม่ใช่พหุนาม ต้องประมาณพาเดก่อน หรือใช้ไนควิสต์

เครื่องคิดเลขตารางเราท์แสดงวิธีทำ

ใส่พหุนามหรือสมการ 1+KG(s)1 + KG(s) ได้เลย ระบบจะคูณกระจาย สร้างตาราง (มี KK ก็ได้ จะแสดงหลักแรกเป็นฟังก์ชันของ KK) จัดการวิธี ε และพหุนามช่วยให้อัตโนมัติ หาช่วง KK ที่เสถียร เกนวิกฤต ความถี่การแกว่ง และตรวจกับรากจริงทุกครั้ง

กำลังโหลดเครื่องคิดเลข (ต้องเปิด JavaScript)

เห็นภาพ: ช่วง K เดียวกันบนรูทโลคัส

เลื่อน KK จาก 0 ถึง 6 ดูขั้ววงปิด (จุดส้ม) สองตัวเดินเข้าหาแกน jωj\omega และตัดแกนที่ ±j1.414\pm j1.414 พอดีเมื่อ K=6K = 6 ตรงกับตัวอย่าง R-5 ผลตอบสนองขั้นบันไดจะแกว่งนานขึ้นเรื่อย ๆ จนแกว่งค้าง หน้าถัดไปจะสอนวาดรูปนี้ด้วยมือ

กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)

ต่อยอดไปหน้าถัดไป

เราท์ตอบว่า “เสถียรถึง KK เท่าไร” แต่ไม่บอกว่าขั้วอยู่ตรงไหนและเดินไปทางไหน คำถามนั้นตอบด้วยรูทโลคัส ซึ่งใช้ผลจากหน้านี้ (KcrK_{cr}, ωcr\omega_{cr}) เป็นจุดตัดแกน jωj\omega โดยตรง ส่วนมุมมองความถี่ของคำถามเดียวกันอยู่ที่เกนมาร์จิน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเกณฑ์เราท์–เฮอร์วิตซ์จึงดูแค่หลักแรก?

เพราะหลักแรกของแต่ละแถวคืออัตราส่วนของดีเทอร์มิแนนต์เฮอร์วิตซ์ที่อยู่ติดกัน Δk/Δk−1\Delta_k/\Delta_{k-1} จำนวนครั้งที่เครื่องหมายในหลักแรกเปลี่ยนจึงเท่ากับจำนวนรากที่ส่วนจริงเป็นบวก หลักอื่นเป็นเพียงตัวกลางในการคำนวณแถวถัดไป

คูณหรือหารทั้งแถวด้วยตัวเลขได้ไหม?

ได้ ถ้าเป็นจำนวนบวก เพราะไม่เปลี่ยนเครื่องหมายของหลักแรก ช่วยให้ตัวเลขเล็กลงและลดเศษส่วน แต่ห้ามคูณด้วยจำนวนลบ และถ้าตัวคูณมี K อยู่ด้วย ต้องแน่ใจว่าเป็นบวกในช่วงที่สนใจ

หลักแรกเป็นศูนย์กับแถวเป็นศูนย์ทั้งแถว ต่างกันอย่างไร?

หลักแรกเป็นศูนย์แต่ตัวอื่นในแถวไม่เป็นศูนย์ ให้แทนด้วย ε เล็กบวกแล้วทำต่อ ส่วนแถวเป็นศูนย์ทั้งแถวแปลว่ามีรากสมมาตรรอบจุดกำเนิด (เช่น คู่บนแกน jω) ให้สร้างพหุนามช่วยจากแถวก่อนหน้า หาอนุพันธ์ แล้วนำสัมประสิทธิ์มาแทนแถวนั้น รากของพหุนามช่วยเป็นรากของพหุนามเดิมด้วย

เกนวิกฤตและความถี่การแกว่งหาจากตารางเราท์อย่างไร?

เกนวิกฤตคือค่า K ที่ทำให้แถว s¹ เป็นศูนย์ (ระบบอยู่ขอบเสถียร) จากนั้นแทนค่า K นั้นลงในแถว s² ได้พหุนามช่วย as2+b=0as^2 + b = 0 ความถี่การแกว่งคือ ω=b/a\omega = \sqrt{b/a} ค่าคู่นี้ตรงกับจุดที่รูทโลคัสตัดแกน jω และใช้ในการจูน PID แบบ Ziegler–Nichols

เราท์–เฮอร์วิตซ์ใช้กับระบบที่มีหน่วงเวลาได้ไหม?

ใช้ตรง ๆ ไม่ได้ เพราะ e−sTe^{-sT} ไม่ใช่พหุนาม ต้องประมาณด้วยพาเด (Padé) ก่อน ซึ่งได้คำตอบโดยประมาณ หรือใช้เกณฑ์ไนควิสต์และเฟสมาร์จินซึ่งจัดการหน่วงเวลาได้ตรง ส่วนระบบไม่ต่อเนื่องใช้เกณฑ์ของจูรี (Jury) หรือแปลงด้วย bilinear transform ก่อน

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์