พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  4. บั๊ก
  5. แบบจำลองเฉลี่ย

// บทที่ 15.4 · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · Buck Averaged Model — State-Space Averaging & Small-Signal

แบบจำลองบั๊กด้วยการเฉลี่ยสถานะ (State-Space Averaging): จากสวิตช์ ON/OFF สู่สเตตสเปซสัญญาณเล็กทีละขั้น

เมื่อต้องการรู้ว่าแรงดันขาออกตอบสนองอย่างไรต่อการเปลี่ยนดิวตี้ แรงดันอินพุต หรือโหลด เราต้องการสมการที่ต่อเนื่องตามเวลา ไม่ใช่สองวงจรที่สลับกัน หน้านี้เฉลี่ยกระแสตัวเหนี่ยวนำและแรงดันตัวเก็บประจุตลอดคาบ แล้วรบกวนด้วยสัญญาณเล็กจนได้เมทริกซ์สเตตสเปซ พร้อมแล็บสร้างเองและแล็บทดสอบกับสวิตชิ่งจริง

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ช่วง ON x˙=A1x+B1vg\dot x = A_1x + B_1v_g · ช่วง OFF x˙=A2x+B2vg\dot x = A_2x + B_2v_g เมื่อ x=[iL  vC]Tx = [i_L\ \ v_C]^T
  • เฉลี่ย: x˙=[dA1+d′A2]x+[dB1+d′B2]vg\dot x = [dA_1 + d'A_2]x + [dB_1 + d'B_2]v_g — ตัวแปรสถานะคือ ค่าเฉลี่ยรายคาบ
  • จุดทำงาน X=−A−1BVgX = -A^{-1}BV_g (ได้ Vo=DVgV_o = DV_g) · รบกวน d=D+d^d = D+\hat d ตัดพจน์อันดับสอง
  • ได้ x^˙=Ax^+Bgv^g+Bdd^\dot{\hat x} = A\hat x + B_g\hat v_g + B_d\hat d โดย Bd=(A1−A2)X+(B1−B2)VgB_d = (A_1-A_2)X + (B_1-B_2)V_g

ทำไมต้องเฉลี่ย และเฉลี่ยอะไร พื้นฐาน

ในหน้า CCM เราหา สถานะคงตัว (DC) ซึ่งตอบคำถามว่า "ตั้ง D เท่าไรจึงได้ Vo" แต่การออกแบบวงป้อนกลับต้องรู้ ไดนามิก: ถ้าเพิ่ม D เล็กน้อย แรงดันขาออกจะตอบสนองอย่างไร (ตกลงก่อน? แกว่ง? ช้าแค่ไหน?) ปัญหาคือ iL และ vC ที่สวิตช์จริงขยับเป็นสามเหลี่ยมทุกคาบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ เราสนใจแค่ แนวโน้มช้า ของมัน นั่นคือ ค่าเฉลี่ยรายคาบ

ดิวตี้เปลี่ยน D → D + ΔDiL ที่สวิตช์จริง (เส้นบาง) กับค่าเฉลี่ยรายคาบ ⟨iL⟩ (เส้นหนา) — แบบจำลองเฉลี่ยตามเฉพาะเส้นหนาเวลา (หน่วย: คาบสวิตช์ Ts)iL

กระแสเฉลี่ยรายคาบนิยามเป็น ⟨iL⟩Ts(t)=1Ts∫t−TstiL(τ) dτ\langle i_L\rangle_{T_s}(t) = \dfrac{1}{T_s}\displaystyle\int_{t-T_s}^{t} i_L(\tau)\,d\tau สมบัติสำคัญคือการหาอนุพันธ์และการเฉลี่ยสลับที่กันได้: ddt⟨iL⟩=⟨diLdt⟩\dfrac{d}{dt}\langle i_L\rangle = \langle \dfrac{di_L}{dt}\rangle ดังนั้นถ้าเรารู้สมการของ diL/dtdi_L/dt ในแต่ละช่วงสวิตช์ เราเฉลี่ยสมการเหล่านั้นได้ตรงๆ — นี่คือแนวคิดของ state-space averaging (Middlebrook และ Ćuk, 1976) ต่อไปนี้ xx แทนค่าเฉลี่ยรายคาบ (ไม่เขียนเครื่องหมาย ⟨ ⟩\langle\ \rangle ให้รก)

ข้อสมมติสำคัญ: ความถี่ของสัญญาณที่สนใจและขั้วของระบบต้องต่ำกว่าความถี่สวิตช์มาก (ดูหัวข้อขอบเขตการใช้งาน) และวงจรอยู่ใน CCM ตลอด (ถ้า DCM ใช้แบบจำลองอันดับต่ำกว่า ดูหน้าฟังก์ชันถ่ายโอน)

ขั้นที่ 1–2: เขียนสมการสถานะของแต่ละช่วงสวิตช์ พื้นฐาน

เลือกตัวแปรสถานะคือตัวที่เก็บพลังงาน: กระแสตัวเหนี่ยวนำ iLi_L และแรงดันตัวเก็บประจุ vCv_C เก็บเป็นเวกเตอร์ x=[ iL  vC ]Tx = [\,i_L\ \ v_C\,]^T อินพุตคือ vgv_g (และดิวตี้ dd ซึ่งเป็นตัวเลือกวงจร) เอาต์พุตคือ vov_o เริ่มจากกรณีอุดมคติ (ไม่มีค่าแฝง ไม่มี ESR) vo=vCv_o = v_C

ช่วง ON (Q นำ)

จาก KVL ที่ L และ KCL ที่ C (วงจรดูรูปหน้า CCM): LdiLdt=vg−vCL\dfrac{di_L}{dt} = v_g - v_C และ CdvCdt=iL−vCRC\dfrac{dv_C}{dt} = i_L - \dfrac{v_C}{R} จัดเป็นเมทริกซ์:

[i˙Lv˙C]⏟x˙=[0−1L1C−1RC]⏟A1[iLvC]+[1L0]⏟B1vg,vo=[01]⏟C1x\underbrace{\begin{bmatrix}\dot i_L\\ \dot v_C\end{bmatrix}}_{\dot x} = \underbrace{\begin{bmatrix}0 & -\dfrac1L\\[4pt] \dfrac1C & -\dfrac1{RC}\end{bmatrix}}_{A_1}\begin{bmatrix}i_L\\ v_C\end{bmatrix} + \underbrace{\begin{bmatrix}\dfrac1L\\[4pt] 0\end{bmatrix}}_{B_1}v_g,\qquad v_o = \underbrace{\begin{bmatrix}0 & 1\end{bmatrix}}_{C_1}x

ช่วง OFF (ไดโอดนำ)

แรงดันอินพุตหลุดออกจากวงจร: L diL/dt=−vCL\,di_L/dt = -v_C ส่วนสมการตัวเก็บประจุเหมือนเดิม จึงได้

X1 Switched state equations (ideal buck) สมการสถานะแต่ละช่วงของบั๊กอุดมคติ

A1=A2=[0−1L1C−1RC],B1=[1L0],B2=[00],C1=C2=[01]A_1 = A_2 = \begin{bmatrix}0 & -\frac1L\\ \frac1C & -\frac1{RC}\end{bmatrix},\qquad B_1 = \begin{bmatrix}\frac1L\\ 0\end{bmatrix},\quad B_2 = \begin{bmatrix}0\\ 0\end{bmatrix},\qquad C_1 = C_2 = \begin{bmatrix}0 & 1\end{bmatrix}

สังเกต: ในบั๊กอุดมคติ A1=A2A_1 = A_2 ต่างกันเฉพาะ BB (แรงดันอินพุตเข้าเฉพาะช่วง ON) เมื่อมีความต้านทานแฝง A1≠A2A_1 \ne A_2 ดูหัวข้อผลของค่าแฝง

ขั้นที่ 3: เฉลี่ยตามเวลา พื้นฐาน

ภายในหนึ่งคาบ ระบบอยู่ใน ON เป็นสัดส่วน dd ของเวลา และ OFF เป็น d′=1−dd' = 1-d เฉลี่ยสมการสองช่วงถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนเวลาที่อยู่ในแต่ละช่วง

X2 Averaged state equation สมการสถานะเฉลี่ย

x˙=[dA1+d′A2] x+[dB1+d′B2] vg,vo=[dC1+d′C2] x\dot x = \big[dA_1 + d'A_2\big]\,x + \big[dB_1 + d'B_2\big]\,v_g,\qquad v_o = \big[dC_1 + d'C_2\big]\,x

แทนค่าของบั๊กอุดมคติ: A=dA1+d′A2=A1A = dA_1 + d'A_2 = A_1 และ B=dB1+d′B2=d B1B = dB_1 + d'B_2 = d\,B_1 ได้

d⟨iL⟩dt=d vg−vCL,dvCdt=iLC−vCRC\frac{d\langle i_L\rangle}{dt} = \frac{d\,v_g - v_C}{L},\qquad \frac{dv_C}{dt} = \frac{i_L}{C} - \frac{v_C}{RC}

ความหมายทางกายภาพ: แรงดันเฉลี่ยที่ L เห็นคือ d(vg−vC)+(1−d)(−vC)=d vg−vCd(v_g - v_C) + (1-d)(-v_C) = d\,v_g - v_C นั่นคือ สวิตช์กับไดโอดรวมกันทำหน้าที่เป็นแหล่งแรงดัน d⋅vgd\cdot v_g ที่ป้อนตัวกรอง LC ตรงกับมุมมอง ⟨vsw⟩=DVg\langle v_{sw}\rangle = DV_g ในหน้าก่อน

จุดที่ควรสังเกต: ระบบเฉลี่ยยังเป็น ไม่เชิงเส้น เพราะ dd คูณกับ vgv_g (ผลคูณสองตัวแปร) ถ้าให้ dd เป็นค่าคงที่ ระบบเป็นเชิงเส้นไม่แปรตามเวลา (LTI) แต่เรายังต้องการดูผลเมื่อ dd เปลี่ยน ขั้นต่อไปจึงรบกวนแล้วเชิงเส้นรอบจุดทำงาน

ขั้นที่ 4: จุดทำงาน DC พื้นฐาน

ที่สถานะคงตัว x˙=0\dot x = 0, d=Dd = D, vg=Vgv_g = V_g ได้ 0=AX+BVg0 = AX + BV_g ดังนั้น

X3 DC operating point จุดทำงาน DC

X=−A−1B Vg,Y=CXX = -A^{-1}B\,V_g,\qquad Y = C X

ผกผันของเมทริกซ์ AA ขนาด 2×2 คือ A−1=1det⁡A[a22−a12−a21a11]A^{-1} = \dfrac{1}{\det A}\begin{bmatrix}a_{22} & -a_{12}\\ -a_{21} & a_{11}\end{bmatrix} ในที่นี้ det⁡A=0⋅(−1RC)−(−1L)(1C)=1LC\det A = 0\cdot(-\tfrac1{RC}) - (-\tfrac1L)(\tfrac1C) = \tfrac1{LC} ดังนั้น

A−1=LC[−1RC1L−1C0]=[−LRC−L0],X=−A−1[DLVg0]=[DVgRDVg]A^{-1} = LC\begin{bmatrix}-\frac1{RC} & \frac1L\\ -\frac1C & 0\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}-\frac LR & C\\ -L & 0\end{bmatrix},\qquad X = -A^{-1}\begin{bmatrix}\frac{D}{L}V_g\\ 0\end{bmatrix} = \begin{bmatrix}\dfrac{DV_g}{R}\\[4pt] DV_g\end{bmatrix}

ได้ IL=DVg/RI_L = DV_g/R และ Vo=VC=DVgV_o = V_C = DV_g ตรงกับผลของ volt-second balance ทุกประการ — เป็นการตรวจสอบว่าแบบจำลองเฉลี่ยให้ DC ถูกต้อง

ขั้นที่ 5: รบกวนด้วยสัญญาณเล็ก (perturbation) และเชิงเส้น กลาง

ให้ทุกตัวแปรเท่ากับค่าที่จุดทำงาน (ตัวพิมพ์ใหญ่) บวกการรบกวนเล็กๆ (มีหมวก):

d=D+d^,vg=Vg+v^g,x=X+x^(∣d^∣≪D, ∣v^g∣≪Vg, ∣x^∣≪∣X∣)d = D + \hat d,\qquad v_g = V_g + \hat v_g,\qquad x = X + \hat x \quad (|\hat d| \ll D,\ |\hat v_g| \ll V_g,\ |\hat x| \ll |X|)

แทนลงในสมการเฉลี่ย (กรณีทั่วไปที่ A1≠A2A_1 \ne A_2 เขียน A(d)=A+(A1−A2)d^A(d) = A + (A_1 - A_2)\hat d และ B(d)vg=[B+(B1−B2)d^](Vg+v^g)B(d)v_g = [B + (B_1 - B_2)\hat d](V_g + \hat v_g)):

X˙+x^˙=[A+(A1−A2)d^](X+x^)+[B+(B1−B2)d^](Vg+v^g)\dot X + \dot{\hat x} = \big[A + (A_1-A_2)\hat d\big](X + \hat x) + \big[B + (B_1-B_2)\hat d\big](V_g + \hat v_g)

กระจายแล้วจัดกลุ่มตามอันดับของการรบกวน:

X4 Perturbation expansion การกระจายพจน์จากการรบกวน

X˙+x^˙=AX+BVg⏟DC: = 0+Ax^+Bv^g+[(A1−A2)X+(B1−B2)Vg]d^⏟อันดับหนึ่ง (เชิงเส้น)+(A1−A2)x^d^+(B1−B2)v^gd^⏟อันดับสอง (ตัดทิ้ง)\begin{aligned} \dot X + \dot{\hat x} &= \underbrace{AX + BV_g}_{\text{DC: } =\,0} \\ &\quad + \underbrace{A\hat x + B\hat v_g + \big[(A_1-A_2)X + (B_1-B_2)V_g\big]\hat d}_{\text{อันดับหนึ่ง (เชิงเส้น)}} \\ &\quad + \underbrace{(A_1-A_2)\hat x\hat d + (B_1-B_2)\hat v_g\hat d}_{\text{อันดับสอง (ตัดทิ้ง)}} \end{aligned}
  • พจน์ DC หักล้างกับ X˙=0\dot X = 0 อยู่แล้ว (จุดทำงานในขั้นที่ 4)
  • พจน์อันดับสองคือผลคูณของการรบกวนสองตัว เล็กกว่าพจน์เชิงเส้นมากเมื่อรบกวนเล็ก จึงตัดทิ้ง
  • ที่เหลือเป็นสมการเชิงเส้นในตัวแปรรบกวน

สำหรับบั๊กอุดมคติ A1−A2=0A_1 - A_2 = 0 และ B1−B2=B1B_1 - B_2 = B_1 จึงเหลือผลคูณอันดับสองตัวเดียวคือ B1v^gd^B_1\hat v_g\hat d ได้ผลสุดท้าย:

X5 Small-signal state-space model แบบจำลองสเตตสเปซสัญญาณเล็ก

x^˙=Ax^+Bgv^g+Bdd^,v^o=Cx^\dot{\hat x} = A\hat x + B_g\hat v_g + B_d\hat d,\qquad \hat v_o = C\hat x A=DA1+D′A2,Bg=DB1+D′B2A = DA_1 + D'A_2,\qquad B_g = DB_1 + D'B_2 Bd=(A1−A2)X+(B1−B2)Vg,C=DC1+D′C2B_d = (A_1 - A_2)X + (B_1 - B_2)V_g,\qquad C = DC_1 + D'C_2

สำหรับบั๊กอุดมคติ: Bg=D[1/L0]B_g = D\begin{bmatrix}1/L\\0\end{bmatrix} และ Bd=Vg[1/L0]B_d = V_g\begin{bmatrix}1/L\\0\end{bmatrix} แปลความหมายได้ทันที: ทั้ง v^g\hat v_g และ d^\hat d ป้อนเข้ากระแสตัวเหนี่ยวนำผ่านแรงดัน Dv^g+Vgd^D\hat v_g + V_g\hat d (ความแตกต่างจากการรบกวนของ d⋅vgd\cdot v_g) — ตรงกับเทอมอันดับหนึ่งของ ⟨vsw⟩=dvg\langle v_{sw}\rangle = d v_g ดูหัวข้อวงจรเฉลี่ย

ตัวอย่างขนาดของพจน์ที่ตัดทิ้ง: D=0.5D = 0.5, Vg=24V_g = 24 V ถ้ารบกวน d^=0.025\hat d = 0.025 (5 % ของ D) และ v^g=1.2\hat v_g = 1.2 V (5 % ของ VgV_g) พจน์เชิงเส้นคือ Dv^g=0.6D\hat v_g = 0.6 V กับ Vgd^=0.6V_g\hat d = 0.6 V ส่วนพจน์ผลคูณ d^v^g=0.03\hat d\hat v_g = 0.03 V คิดเป็น 2.5 % ของผลรวมเชิงเส้น 1.2 V — ถ้ารบกวนใหญ่ขึ้นเป็น 40 % ของจุดทำงาน พจน์ผลคูณจะโตเป็น 20 % แล็บเทียบเชิงเส้นกับสวิตชิ่งแสดงให้เห็น

ผลของความต้านทานแฝงต่อเมทริกซ์ กลาง

ใส่ RonR_{on} (สวิตช์) Rd,VFR_d, V_F (ไดโอด) rLr_L (DCR ของ L) และ ESR rCr_C แรงดันขาออกที่วัดคือ vo=vC+rCiCv_o = v_C + r_Ci_C ซึ่งเมื่อจัดรูป (ให้ iC=iL−vo/Ri_C = i_L - v_o/R) ได้ vo=a vC+b iLv_o = a\,v_C + b\,i_L โดย

a=RR+rC,b=R rCR+rCa = \frac{R}{R+r_C},\qquad b = \frac{R\,r_C}{R+r_C}

X6 State matrices with parasitics เมทริกซ์สถานะเมื่อมีความต้านทานแฝง

A1=[−rL+Ron+bL−aLaC−1C(R+rC)]A_1 = \begin{bmatrix}-\dfrac{r_L + R_{on} + b}{L} & -\dfrac aL\\[6pt] \dfrac aC & -\dfrac{1}{C(R+r_C)}\end{bmatrix} A2=[−rL+Rd+bL−aLaC−1C(R+rC)]A_2 = \begin{bmatrix}-\dfrac{r_L + R_d + b}{L} & -\dfrac aL\\[6pt] \dfrac aC & -\dfrac{1}{C(R+r_C)}\end{bmatrix} B1=[1L0],e1=0,B2=0,e2=[−VFL0],C1=C2=[ba]B_1 = \begin{bmatrix}\frac1L\\0\end{bmatrix},\quad e_1 = 0,\qquad B_2 = 0,\quad e_2 = \begin{bmatrix}-\frac{V_F}{L}\\0\end{bmatrix},\qquad C_1 = C_2 = \begin{bmatrix}b & a\end{bmatrix}

e1,e2e_1, e_2 คือแหล่งคงที่ (แรงดัน VFV_F ของไดโอดปรากฏเป็นอินพุตคงที่ในช่วง OFF) ในการเฉลี่ยจะเพิ่มพจน์ e=De1+D′e2=−D′VF/Le = De_1 + D'e_2 = -D'V_F/L ในสมการเฉลี่ย และใน BdB_d เพิ่ม (e1−e2)=VF/L(e_1 - e_2) = V_F/L ได้

X7 Bd with parasitics เวกเตอร์ควบคุมดิวตี้เมื่อมีค่าแฝง

Bd=[Vg+VF−(Ron−Rd) ILL0],Bg=[D/L0]B_d = \begin{bmatrix}\dfrac{V_g + V_F - (R_{on} - R_d)\,I_L}{L}\\[8pt] 0\end{bmatrix},\qquad B_g = \begin{bmatrix}D/L\\ 0\end{bmatrix}
ค่าแฝงส่วนที่เมทริกซ์เปลี่ยนผลทางไดนามิก
rL, Ron, Rdr_L,\ R_{on},\ R_dA11A_{11} เพิ่มเป็น −(rL+DRon+D′Rd)/L-(r_L + DR_{on} + D'R_d)/Lเพิ่มการหน่วง (Q ลดลง) · DC ของ VoV_o ตกลง
ESR rCr_CC=[b a]C = [b\ a] (ได้ผลเป็นศูนย์ของฟังก์ชันถ่ายโอน)ศูนย์ที่ fz=1/(2πrCC)f_z = 1/(2\pi r_CC) ทำให้เฟสดีขึ้นที่ความถี่สูง
VFV_Fเพิ่มพจน์คงที่ ee · BdB_d เพิ่ม VF/LV_F/Lเลื่อนจุดทำงาน (ต้องชดเชยที่ D) · อัตราขยาย d^\hat d เพิ่มเล็กน้อย
Ron≠RdR_{on} \ne R_dA1≠A2A_1 \ne A_2 → ใน BdB_d มี −(Ron−Rd)IL-(R_{on}-R_d)I_Lอัตราขยาย d^\hat d ลดลงตามกระแสโหลด

เมื่อรู้ A1,A2,B1,B2,eA_1, A_2, B_1, B_2, e แล้ว การเฉลี่ยและรบกวนทำเหมือนกรณีอุดมคติทุกขั้นตอน เครื่องมือในแล็บด้านล่างคำนวณทุกเมทริกซ์ให้เป็นตัวเลข

อีกมุมมอง: เฉลี่ยกระแสและแรงดันของสวิตช์ (averaged switch model) กลาง

แทนที่จะเฉลี่ยสมการสถานะ เราเฉลี่ยปริมาณที่ ขา ของสวิตช์ได้เช่นกัน: ในแต่ละคาบสวิตช์ Q ส่งกระแส iLi_L นาน dd ของคาบ และโหนด SW อยู่ที่ vgv_g นาน dd ของคาบ ดังนั้น

X8 Averaged switch terminal relations ความสัมพันธ์เฉลี่ยที่ขาของสวิตช์

⟨ig⟩=d ⟨iL⟩,⟨vsw⟩=d ⟨vg⟩\langle i_g\rangle = d\,\langle i_L\rangle,\qquad \langle v_{sw}\rangle = d\,\langle v_g\rangle

กระแสอินพุตเฉลี่ยคือ dd คูณกระแสตัวเหนี่ยวนำ และแรงดันโหนด SW เฉลี่ยคือ dd คูณแรงดันอินพุต (วิธี "เฉลี่ยกระแส" ที่หลายตำราเรียกว่า circuit averaging หรือ PWM switch) รบกวน d=D+d^d = D + \hat d เป็นต้น แล้วเก็บเฉพาะอันดับหนึ่ง:

X9 Linearized terminal relations (canonical model) ความสัมพันธ์สัญญาณเล็กที่ขา (แบบจำลองมาตรฐาน)

v^sw=D v^g+Vg d^,i^g=D i^L+IL d^\hat v_{sw} = D\,\hat v_g + V_g\,\hat d,\qquad \hat i_g = D\,\hat i_L + I_L\,\hat d
v̂gIL·d̂1 : D+Vg·d̂LCRวงจรสัญญาณเล็กของบั๊ก: หม้อแปลงอุดมคติ 1 : Dกับแหล่งควบคุมจาก d̂ (เฉลี่ยกระแสและแรงดันของสวิตช์)

อ่านจากวงจร: ด้านอินพุตเป็นหม้อแปลงอุดมคติอัตรา 1:D1:D กับแหล่งกระแส ILd^I_L\hat d ขนานที่ขดปฐมภูมิ ด้านเอาต์พุตมีแหล่งแรงดัน Vgd^V_g\hat d อนุกรมกับขดทุติยภูมิ แล้วต่อ L, C ∥ R ตามปกติ KVL ที่ตัวเหนี่ยวนำให้ L i^˙L=Dv^g+Vgd^−v^oL\,\dot{\hat i}_L = D\hat v_g + V_g\hat d - \hat v_o ซึ่งตรงกับแถวแรกของสมการ X5 ทุกตัว แต่วิธีนี้ให้ผลเพิ่มคือ กระแสอินพุต i^g\hat i_g ด้วย (ใช้หา ZinZ_{in} ในหน้าฟังก์ชันถ่ายโอน) และสามารถวิเคราะห์วงจรนี้ใน SPICE ด้วย .ac หรือด้วยมือโดยไม่ต้องใช้เมทริกซ์

ขอบเขตการใช้งานของแบบจำลองเฉลี่ย ขั้นสูง

X10 Validity of the averaged model เงื่อนไขของแบบจำลองเฉลี่ย

f≪fs (ใช้จริง f≲fs/10),f0≪fs,ΔiLIL≪1,∣d^∣D, ∣v^g∣Vg≪1f \ll f_s\ (\text{ใช้จริง } f \lesssim f_s/10),\qquad f_0 \ll f_s,\qquad \frac{\Delta i_L}{I_L} \ll 1,\qquad \frac{|\hat d|}{D},\ \frac{|\hat v_g|}{V_g} \ll 1
  • ความถี่: สัญญาณที่ความถี่ใกล้ fs/2f_s/2 ถูกสุ่มโดย PWM (ดิวตี้อัปเดตครั้งละคาบ) เกิดเฟสตกประมาณ e−sTs/2e^{-sT_s/2} (ดีเลย์ครึ่งคาบ) ซึ่งแบบจำลองเฉลี่ยไม่มี ถ้าต้องการความแม่นใกล้ fs/2f_s/2 ใช้แบบจำลองแบบสุ่มตัวอย่าง (sampled-data) หรือเพิ่มดีเลย์ Ts/2T_s/2 ด้วยมือ
  • ริปเปิล: ถ้าริปเปิลใหญ่ (ใกล้ DCM) การเฉลี่ยโดยถือว่า iLi_L เป็นเส้นตรงเริ่มคลาดเคลื่อน
  • ขนาดของสัญญาณ: ต่ำกว่าประมาณ 10–20 % ของจุดทำงาน จึงตัดพจน์อันดับสองได้
  • โหมด: เฉพาะ CCM ตลอด ถ้าเข้า DCM โครงสร้างของสมการเปลี่ยน (ลดอันดับ)

ตัวอย่างวิธีทำ (ตรวจตัวเลขแล้ว)

โจทย์ฐาน: Vg=24V_g = 24 V, D=0.5D = 0.5, R=10 ΩR = 10\ \Omega, L=300 μL = 300\ \muH, C=100 μC = 100\ \muF (อุดมคติ)

ตัวอย่าง X-1

สร้างเมทริกซ์ของบั๊กอุดมคติเป็นตัวเลข

  1. 1/L=3333.31/L = 3333.3 s⁻¹·Ω⁻¹ , 1/C=1041/C = 10^4 , 1/(RC)=10001/(RC) = 1000 → A1=A2=A=[0−3333.310000−1000]A_1 = A_2 = A = \begin{bmatrix}0 & -3333.3\\ 10000 & -1000\end{bmatrix}

  2. B1=[3333.30]B_1 = \begin{bmatrix}3333.3\\0\end{bmatrix} → เฉลี่ย Bg=D B1=[1666.70]B_g = D\,B_1 = \begin{bmatrix}1666.7\\0\end{bmatrix}

  3. จุดทำงาน X=−A−1BgVgX = -A^{-1}B_gV_g: det⁡A=3.333×107\det A = 3.333\times10^7, A−1=[−0.000030.0001−0.00030]A^{-1} = \begin{bmatrix}-0.00003 & 0.0001\\ -0.0003 & 0\end{bmatrix} → X=[1.212]X = \begin{bmatrix}1.2\\12\end{bmatrix} ✓ ตรงกับ IL=1.2I_L = 1.2 A, Vo=12V_o = 12 V

  4. ขั้ว (ค่าไอเกนของ AA): det⁡(sI−A)=s2+1000s+3.333×107=0\det(sI - A) = s^2 + 1000s + 3.333\times10^7 = 0 → s=−500±j5752s = -500 \pm j5752 rad/s ; ω0=1/LC=5774\omega_0 = \sqrt{1/LC} = 5774 rad/s (f0=918.9f_0 = 918.9 Hz), ζ=0.0866\zeta = 0.0866, Q=RC/L=5.77Q = R\sqrt{C/L} = 5.77 — ขั้วคู่ใกล้แกนจินตภาพมาก แรงดันขาออกจะแกว่งแรงเมื่อ dd เปลี่ยน

ตัวอย่าง X-2

รบกวนดิวตี้: หา Bd และตรวจความไวเชิงตัวเลข

  1. A1−A2=0A_1 - A_2 = 0, B1−B2=B1B_1 - B_2 = B_1 → Bd=(A1−A2)X+(B1−B2)Vg=B1Vg=[800000]B_d = (A_1 - A_2)X + (B_1 - B_2)V_g = B_1V_g = \begin{bmatrix}80000\\0\end{bmatrix} (= 24×3333.324\times3333.3)

  2. อัตราขยาย DC ของ v^o/d^\hat v_o/\hat d: ตั้ง x^˙=0\dot{\hat x} = 0 → x^=−A−1Bdd^=[2.424]d^\hat x = -A^{-1}B_d\hat d = \begin{bmatrix}2.4\\24\end{bmatrix}\hat d → v^o/d^=24\hat v_o/\hat d = 24 V (= VgV_g) ✓ ตรงกับ Vo=DVgV_o = DV_g ที่ dVo/dD=VgdV_o/dD = V_g

  3. ตรวจด้วยสวิตชิ่ง: เปลี่ยน DD จาก 0.5 → 0.51 (d^=0.01\hat d = 0.01) ได้ VoV_o เปลี่ยน 0.240.24 V (สภาวะคงตัว 12.24 V) ✓

ตัวอย่าง X-3

ใส่ค่าแฝงจริง (Ron = 50 mΩ, rL = 0.1 Ω, ESR = 50 mΩ, VF = 0.4 V) ที่ D = 0.5144

  1. a=10/10.05=0.99502a = 10/10.05 = 0.99502, b=10(0.05)/10.05=0.04975 Ωb = 10(0.05)/10.05 = 0.04975\ \Omega

  2. A11(1)=−(0.1+0.05+0.04975)/300μ=−665.8A_{11}^{(1)} = -(0.1 + 0.05 + 0.04975)/300\mu = -665.8 · A11(2)=−(0.1+0+0.04975)/300μ=−499.2A_{11}^{(2)} = -(0.1 + 0 + 0.04975)/300\mu = -499.2 · เฉลี่ยที่ D=0.5144D = 0.5144: A11=−584.9A_{11} = -584.9

  3. A=[−584.9−3316.79950.2−995.0]A = \begin{bmatrix}-584.9 & -3316.7\\ 9950.2 & -995.0\end{bmatrix} (แถวที่สองเท่ากันทั้งสองช่วง) · Bg=[1714.60]B_g = \begin{bmatrix}1714.6\\0\end{bmatrix} (= D/L)

  4. BdB_d (X7): 24+0.4−(0.05−0)(1.2)300μ=24.34300μ=81133\dfrac{24 + 0.4 - (0.05-0)(1.2)}{300\mu} = \dfrac{24.34}{300\mu} = 81133 (สูงกว่าอุดมคติ 80000 เพราะ VFV_F) · จุดทำงานได้ X=[1.2  12]TX = [1.2\ \ 12]^T ✓

  5. ขั้วเปลี่ยนเป็น −790±j5741-790 \pm j5741 rad/s (การหน่วงเพิ่มจาก −500-500) เพราะ A11A_{11} ลบมากขึ้นและ bb เพิ่มความต้านทานรวม ค่าหน่วง σ\sigma นี้ลด QQ ลงเหลือ ≈ 3.7 (จาก 5.77)

ตัวอย่าง X-4

เส้นทางตรวจสอบ: เมทริกซ์ถูกต้องหรือไม่?

  1. ตรวจ DC: −A−1BgVg-A^{-1}B_gV_g ต้องให้ Vo=(DVg−D′VF)/(1+Rs/R)V_o = (DV_g - D'V_F)/(1 + R_s/R) ที่ตัวอย่าง X-3 ได้ 12.000 V ✓ (ตรงกับสูตร H8 ในหน้า CCM)

  2. ตรวจการเชิงเส้น: เปลี่ยน d^\hat d เล็กและเทียบกับเส้นทฤษฎี — ทำในแล็บ "เทียบสวิตชิ่ง" ด้านล่าง

  3. ตรวจเสถียรภาพ: ค่าไอเกนของ AA ต้องอยู่ซีกซ้าย (trA<0\mathrm{tr}A < 0 และ det⁡A>0\det A > 0) ทุกสภาวะของบั๊ก CCM

แล็บที่ 1: สร้างสเตตสเปซด้วยตัวเอง พื้นฐาน

ป้อน Vin D R L C และค่าแฝง เครื่องมือจะแสดงทีละขั้นตามหน้านี้: ① เมทริกซ์ช่วง ON ② ช่วง OFF ③ เฉลี่ย ④ จุดทำงาน (พร้อมจำลองสวิตชิ่งตรวจ) ⑤ เมทริกซ์สัญญาณเล็ก ⑥ ขั้วของระบบ ใช้ตรวจคำตอบที่คำนวณมือได้ทุกตัวเลข

ใบงาน X1 — ตรวจมือ: คำนวณ A1,B1,A11A_1, B_1, A_{11} ของ L = 300 µH, R = 10 Ω มือแล้วเทียบ · ตั้ง L = 150 µH ดูว่า ω0\omega_0 เปลี่ยนเป็น 2\sqrt2 เท่า และ QQ ลดลงหรือเพิ่มขึ้น (ให้ตอบก่อนกดดู)

ใบงาน X2 — ค่าแฝงแต่ละตัว: เปิดค่าแฝงจริงแล้วตั้งทีละตัวเป็นศูนย์ (DCR, ESR, Rds(on), Vf) ดูว่าแต่ละตัวเปลี่ยนเมทริกซ์ตัวไหนบ้าง (ตรวจกับตารางในหัวข้อ ผลของค่าแฝง)

ใบงาน X3 — โหลดเบา: ตั้ง R = 100 Ω D = 0.5 ในโหมดอุดมคติ สังเกตข้อความเตือน DCM ที่ช่อง ④ — แบบจำลอง CCM ใช้ไม่ได้ เพราะ K=0.3<1−DK = 0.3 < 1-D

แล็บที่ 2: แบบจำลองเฉลี่ยตรงกับสวิตชิ่งจริงไหม — ทดสอบด้วยสัญญาณเล็ก กลาง

เครื่องมือรันสวิตชิ่งจริงทุกจังหวะ (เส้นเทา) แล้วหาค่าเฉลี่ยรายคาบ (เส้นฟ้า) เทียบกับ แบบจำลองเฉลี่ยไม่เชิงเส้น ที่ได้จากขั้นที่ 3 (ส้มประ) และ แบบจำลองสัญญาณเล็ก จากขั้นที่ 5 (ม่วงประ) ตารางด้านล่างคือค่าคลาดเคลื่อนเทียบกับค่าเฉลี่ยจริง ลองสเต็ปเล็ก สเต็ปใหญ่ ไซน์ และลด fs ดู

ใบงาน X4 — สัญญาณเล็กทดสอบเชิงเส้น: สเต็ป ΔD\Delta D = 0.02 → เส้นเชิงเส้นและเฉลี่ยเกือบซ้อนทับ (คลาด < 1 %) เพิ่มเป็น 0.25 แล้วดูว่าเส้นเชิงเส้นคลาดจากเส้นจริงเท่าไร เส้นเฉลี่ยไม่เชิงเส้นยังตามได้ดี

ใบงาน X5 — ขอบเขตด้านความถี่: เลือกไซน์ ±0.03 แล้วเลื่อนความถี่จาก 100 Hz ไปจนถึง 5 kHz ดูว่าเมื่อความถี่เข้าใกล้ fs/10f_s/10 (5 kHz ที่ fsf_s = 50 kHz) ค่าคลาดเคลื่อนเริ่มโตหรือไม่ แล้วลอง fsf_s = 8 kHz

ใบงาน X6 — ค่าแฝงลดการแกว่ง: เปรียบเทียบการแกว่งหลังสเต็ปของอุดมคติกับ "มีค่าแฝงจริง" ค่าหน่วงเพิ่มขึ้นตามตัวอย่าง X-3 หรือไม่ (วัดจากจำนวนครั้งที่ยอดแกว่งก่อนนิ่ง)

สรุปและก้าวต่อไป

  1. เขียนสมการสถานะของ ON และ OFF → A1,B1,C1A_1,B_1,C_1 และ A2,B2,C2A_2,B_2,C_2
  2. เฉลี่ยด้วยสัดส่วนเวลา → A=DA1+D′A2A = DA_1 + D'A_2, B=DB1+D′B2B = DB_1 + D'B_2
  3. จุดทำงาน X=−A−1BVgX = -A^{-1}BV_g (ต้องได้ VoV_o เท่ากับผลหน้า CCM)
  4. รบกวนสัญญาณเล็ก ตัดอันดับสอง → Bd=(A1−A2)X+(B1−B2)VgB_d = (A_1-A_2)X + (B_1-B_2)V_g, Bg=DB1+D′B2B_g = DB_1 + D'B_2
  5. เอาต์พุตแต่ละตัวมีแถว CC ของตัวเอง — ต่อไปใช้เมทริกซ์ชุดนี้หาฟังก์ชันถ่ายโอนทุกคู่อินพุต–เอาต์พุต

ต่อไป: ฟังก์ชันถ่ายโอนทุกแบบของบั๊ก Gvd,Gvg,Zout,Zin,GiLdG_{vd}, G_{vg}, Z_{out}, Z_{in}, G_{iLd} · เปรียบเทียบกับภาพรวมของ แบบจำลองสัญญาณเล็กของบูสต์และบั๊ก-บูสต์ · สเตตสเปซพื้นฐานในวิชาระบบควบคุม

คำถามที่พบบ่อย

state-space averaging คืออะไรและทำไมต้องเฉลี่ย?

บั๊กสลับระหว่างวงจรเชิงเส้นสองแบบ (สวิตช์ ON และ OFF) ทำให้เป็นระบบที่เปลี่ยนตามเวลาและไม่เชิงเส้น วิธี state-space averaging เฉลี่ยสมการสถานะของสองช่วงถ่วงน้ำหนักด้วยดิวตี้ D และ 1−D ได้แบบจำลองที่ต่อเนื่องตามเวลา แล้วค่อยรบกวนด้วยสัญญาณเล็ก (linearize) จนได้ระบบเชิงเส้นที่ใช้ฟังก์ชันถ่ายโอนและตัวชดเชยได้

แบบจำลองเฉลี่ยใช้ได้ถึงความถี่เท่าไร?

ใช้ได้เมื่อความถี่ของสัญญาณและขั้วของระบบต่ำกว่าความถี่สวิตช์มาก โดยทั่วไปไม่เกินประมาณ fs/10 ถึง fs/5 เกินกว่านั้นผลของการสุ่มตัวอย่างของ PWM ทำให้เกิดเฟสตกและความคลาดเคลื่อน ในแล็บด้านล่างจะเห็นข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้นเมื่อลด fs ใกล้ f0

ทำไมต้องตัดพจน์ผลคูณ d̂·v̂g ทิ้ง?

ผลคูณของการรบกวนสองตัวเป็นอันดับสอง เล็กกว่าพจน์อันดับหนึ่งมากเมื่อรบกวนเล็ก เช่น d̂ = 5 % ของ D ผลคูณ d̂·v̂g เทียบกับพจน์เชิงเส้น D·v̂g คิดเป็นสัดส่วน d̂/D = 5 % เมื่อตัดทิ้งได้ระบบเชิงเส้นที่ใช้เครื่องมือทฤษฎีควบคุมได้ แต่ถ้ารบกวนใหญ่ เช่นเปลี่ยนดิวตี้ 40 % แบบจำลองเชิงเส้นจะคลาดเคลื่อนให้เห็น

เมทริกซ์ Bd = (A1−A2)X + (B1−B2)Vg มาจากไหน?

มาจากการรบกวนดิวตี้ในสมการเฉลี่ย (dA1 + (1−d)A2)x + (dB1 + (1−d)B2)vg เมื่อ d = D + d̂ พจน์ที่คูณ d̂ คือ (A1−A2)X + (B1−B2)Vg ซึ่งบอกว่าดิวตี้ที่เปลี่ยนไปกระทบสถานะผ่านความต่างของสองวงจรที่จุดทำงาน

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์