- หน้าแรก
- คลังความรู้
- การแปลงลาปลาซ
- คุณสมบัติการแปลง
// บทที่ 8.3 · การแปลงลาปลาซ · Properties
คุณสมบัติของการแปลงลาปลาซครบทุกข้อ พร้อมพิสูจน์และตัวอย่าง
ตารางคู่การแปลงมีไม่กี่สิบบรรทัด แต่ด้วยคุณสมบัติในหน้านี้ เราสร้างการแปลงของฟังก์ชันได้แทบไม่จำกัดโดยไม่ต้องอินทิเกรตจากนิยามอีกเลย ทุกข้อมีชื่อภาษาอังกฤษ พิสูจน์สั้น ข้อควรระวัง และตัวอย่าง ท้ายหน้ามีแล็บที่คำนวณ g(t) จากนิยามในโดเมนเวลาเทียบกับ L−1{G(s)} ให้เห็นว่าสูตรถูกจริง สูตรใช้รหัส P
สรุปใน 30 วินาที
- เวลา “เลื่อน” → คูณ e−sT · คูณ e−at → เลื่อน s ไปเป็น s+a
- อนุพันธ์ → คูณ s ลบค่าเริ่มต้น · ปริพันธ์ → หาร s
- คูณ t → −d/ds · คอนโวลูชัน → คูณกัน
- f(0+)=lims→∞sF(s) · f(∞)=lims→0sF(s) ใช้ได้เมื่อโพลของ sF(s) อยู่ครึ่งซ้ายทั้งหมด
ระดับพื้นฐาน ปี 2กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท
ตารางสรุปคุณสมบัติทั้งหมด
| รหัส | ชื่อ (English) | f(t) | F(s) |
| P1 | เชิงเส้น (Linearity) | af(t)+bg(t) | aF(s)+bG(s) |
| P2 | เลื่อนทางเวลา (Time shifting) | f(t−T)u(t−T) | e−sTF(s) |
| P3 | เลื่อนทางความถี่ (Frequency / s-shifting) | e−atf(t) | F(s+a) |
| P4 | สเกลเวลา (Time scaling) | f(at), a>0 | a1F(as) |
| P5 | กลับเวลา (Time reversal, สองด้าน) | f(−t) | F(−s) |
| P6 | อนุพันธ์ (Differentiation in t) | f′(t) | sF(s)−f(0−) |
| P7 | อนุพันธ์อันดับ n | f(n)(t) | snF−sn−1f(0−)−⋯−f(n−1)(0−) |
| P8 | ปริพันธ์ (Integration in t) | ∫0−tf(τ)dτ | sF(s) |
| P9 | คูณด้วย t (Differentiation in s) | tf(t) | −F′(s) |
| P10 | คูณด้วย tn | tnf(t) | (−1)nF(n)(s) |
| P11 | หารด้วย t (Integration in s) | f(t)/t | ∫s∞F(u)du |
| P12 | คอนโวลูชัน (Convolution) | (f∗g)(t) | F(s)G(s) |
| P13 | การคูณ (Complex convolution) | f(t)g(t) | 2πj1∫F(p)G(s−p)dp |
| P14 | ฟังก์ชันคาบ (Periodic function) | f(t+T)=f(t) | 1−e−sT∫0Tfe−stdt |
| P15 | ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น (Initial value) | f(0+) | lims→∞sF(s) |
| P16 | ทฤษฎีบทค่าสุดท้าย (Final value) | f(∞) | lims→0sF(s) |
| P17 | สังยุค (Conjugation) | f(t) | F(sˉ) |
เชิงเส้น (Linearity) พื้นฐาน
P1 Linearity เชิงเส้น
L{af(t)+bg(t)}=aF(s)+bG(s),ROC⊇Rf∩Rg
พิสูจน์: อินทิกรัลเป็นตัวดำเนินการเชิงเส้น · ทำให้ใช้ตารางกับผลรวมทีละพจน์ได้ และเป็นฐานของการแยกเศษส่วนย่อย
ตัวอย่าง P-1L{3−2e−4t+5cos2t}
- =s3−s+42+s2+45s,Res>0
ROC คือส่วนร่วม σ>0 ∩ σ>−4 ∩ σ>0 = σ>0
การเลื่อนทางเวลา (Time Shifting / Second Shifting Theorem) พื้นฐาน
P2 Time shifting เลื่อนทางเวลา (หน่วงเวลา)
L{f(t−T)u(t−T)}=e−sTF(s),T≥0
พิสูจน์: แทน τ=t−T ใน ∫T∞f(t−T)e−stdt=e−sT∫0∞f(τ)e−sτdτ · ROC เท่าเดิม · ต้องอยู่ในรูป “ฟังก์ชันของ (t−T) คูณ u(t−T)” เท่านั้น
ตัวอย่าง P-2 · กับดักที่เจอบ่อยที่สุดL{tu(t−2)}
t ยังไม่อยู่ในรูปของ (t−2) จัดรูปก่อน: t=(t−2)+2
tu(t−2)=(t−2)u(t−2)+2u(t−2)
ใช้ P2 กับ f(t)=t และ f(t)=2
L=e−2s(s21+s2)=s2e−2s(1+2s)
s2(1+2s)e−2s · ถ้าตอบ e−2s/s2 แปลว่าแปลง (t−2)u(t−2) ไม่ใช่ tu(t−2)
ตัวอย่าง P-3 · พัลส์และสัญญาณเป็นช่วงf(t)=5 เมื่อ 1≤t<3 และเป็น 0 นอกช่วงนี้
- f(t)=5[u(t−1)−u(t−3)]
- F(s)=s5(e−s−e−3s)
F(s)=s5(e−s−e−3s) แปลงกลับในเครื่องคิดเลขได้
การเลื่อนทางความถี่ (Frequency Shifting / First Shifting Theorem) พื้นฐาน
P3 s-shifting เลื่อนทางความถี่
L{e−atf(t)}=F(s+a),ROC เลื่อนไป −Rea
พิสูจน์: ∫e−atf(t)e−stdt=∫f(t)e−(s+a)tdt · ในระนาบ s ทุกโพลและซีโร่เลื่อนไปทางซ้าย a หน่วย: คูณการหน่วงในเวลา = ย้ายโพลไปซ้าย
ตัวอย่าง P-4L{t2e−3t} และ L{e−2tsin5t}
L{t2}=2/s3 แล้วแทน s→s+3
L{t2e−3t}=(s+3)32
L{sin5t}=5/(s2+25) แล้วแทน s→s+2
L{e−2tsin5t}=(s+2)2+255=s2+4s+295
ในทางกลับกัน เมื่อเห็นตัวส่วน s2+4s+29 ให้ เติมกำลังสองสมบูรณ์ เป็น (s+2)2+52 แล้วอ่านกลับได้ทันที ซึ่งเป็นเทคนิคหลักของโพลเชิงซ้อนในหน้า 8.5
สเกลเวลาและการกลับเวลา กลาง
P4 Time scaling สเกลเวลา
L{f(at)}=a1F(as),a>0
บีบเวลาให้เร็วขึ้น a เท่า = โพลทุกตัวคูณ a (ไกลจุดกำเนิดขึ้น)
P5 Time reversal กลับเวลา (การแปลงสองด้าน)
L{f(−t)}=F(−s),ROC→−ROC
ใช้ไม่ได้กับการแปลงด้านเดียว เพราะ f(−t) อยู่ในเวลาติดลบ
ตัวอย่าง P-5จาก L{sint}=s2+11 หา L{sin3t} ด้วย P4
- L{sin3t}=31⋅(s/3)2+11=31⋅s2+99=s2+93
ตรงกับตาราง ω/(s2+ω2) ที่ ω=3 ✓
การหาอนุพันธ์ในโดเมนเวลา (Differentiation) พื้นฐาน
นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ลาปลาซมีค่าที่สุด: แคลคูลัสกลายเป็นพีชคณิต และเงื่อนไขเริ่มต้นเข้ามาเองในสมการ
P6 Differentiation in t อนุพันธ์อันดับหนึ่ง
L{f′(t)}=sF(s)−f(0−)
พิสูจน์ด้วยอินทิเกรตทีละส่วน (u=e−st, dv=f′dt): ∫0−∞f′e−stdt=[fe−st]0−∞+s∫0−∞fe−stdt=−f(0−)+sF(s) (ขอบบนเป็นศูนย์ใน ROC) ทบทวนการอินทิเกรตทีละส่วน
P7 Higher derivatives อนุพันธ์อันดับสองและอันดับ n
L{f′′}=s2F(s)−sf(0−)−f′(0−),L{f(n)}=snF(s)−k=1∑nsn−kf(k−1)(0−)
ตัวอย่าง P-6 · ได้ cos มาฟรีจาก sinใช้ P6 หา L{cosωt} จาก L{sinωt}=s2+ω2ω
f=sinωt, f′=ωcosωt, f(0)=0
L{ωcosωt}=s⋅s2+ω2ω−0
L{cosωt}=s2+ω2s
ตัวอย่าง P-7 · แบบจำลองวงจรในโดเมน s
เขียนความสัมพันธ์ของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุในโดเมน s รวมค่าเริ่มต้น
ตัวเหนี่ยวนำ v=Ldi/dt:
V(s)=sLI(s)−Li(0−)อิมพีแดนซ์ sL อนุกรมกับแหล่งแรงดัน Li(0−) (ขั้วต้านกระแสเดิม)
ตัวเก็บประจุ i=Cdv/dt:
I(s)=sCV(s)−Cv(0−) ⇒ V(s)=sC1I(s)+sv(0−)อิมพีแดนซ์ 1/(sC) อนุกรมกับแหล่งแรงดัน v(0−)/s
วงจรที่มีค่าเริ่มต้นจึงวิเคราะห์ด้วย KVL/KCL แบบพีชคณิตได้ทันทีในโดเมน s ใช้ต่อในหน้าแก้สมการเชิงอนุพันธ์
การหาปริพันธ์ในโดเมนเวลา (Integration) พื้นฐาน
P8 Integration in t ปริพันธ์
L{∫0−tf(τ)dτ}=sF(s)
พิสูจน์: ให้ g=∫0tf แล้ว g′=f, g(0)=0 ใช้ P6: F=sG−0 · ตรงข้ามกับอนุพันธ์: หารด้วย s = เพิ่มโพลที่จุดกำเนิด
ตัวอย่าง P-8L−1{s(s2+1)1} โดยไม่ใช้เศษส่วนย่อย
มองเป็น s1⋅s2+11 โดย L−1{1/(s2+1)}=sint ใช้ P8
L−1=∫0tsinτdτ=1−cost
1−cost, t≥0
คูณด้วย t และหารด้วย t (อนุพันธ์และปริพันธ์ในโดเมน s) กลาง
P9 Multiplication by t คูณด้วย t
L{tf(t)}=−dsdF(s)
พิสูจน์: dsd∫fe−stdt=∫f(−t)e−stdt · เป็นที่มาของพจน์ tept จากโพลซ้ำ
P10 Multiplication by tⁿ คูณด้วย tⁿ
L{tnf(t)}=(−1)ndsndnF(s)
P11 Division by t หารด้วย t
L{tf(t)}=∫s∞F(u)du,ถ้า t→0+limf(t)/t มีค่า
ตัวอย่าง P-9 · เรโซแนนซ์L{tsinωt}
- −dsds2+ω2ω=−ω⋅(s2+ω2)2−2s=(s2+ω2)22ωs
(s2+ω2)22ωs โพลซ้ำบนแกน jω ให้แอมพลิจูดโตเชิงเส้นตามเวลา คือเรโซแนนซ์เมื่อป้อนความถี่ตรงกับความถี่ธรรมชาติ
ตัวอย่าง P-10 · อินทิกรัลดิริชเลต์ด้วยลาปลาซหา L{tsint} แล้วสรุปค่า ∫0∞tsintdt
- L{tsint}=∫s∞u2+1du=2π−tan−1s=tan−1s1
อินทิกรัลที่ต้องการคือค่าของการแปลงที่ s→0+
∫0∞tsintdt=s→0+limtan−1s1=2π
π/2 — อินทิกรัลที่หาด้วยวิธีปกติไม่ได้ แต่ลาปลาซหาได้ในสองบรรทัด
คอนโวลูชันและการคูณ (Convolution Theorem) กลาง
P12 Convolution คอนโวลูชัน → คูณ
L{(f∗g)(t)}=F(s)G(s),(f∗g)(t)=∫0tf(τ)g(t−τ)dτ
เอาต์พุตของระบบ LTI y=h∗x จึงหาได้จาก Y(s)=H(s)X(s) เป็นเหตุผลที่ฟังก์ชันถ่ายโอนนิยามเป็นอัตราส่วน
P13 Multiplication การคูณในเวลา (คอนโวลูชันเชิงซ้อน)
L{f(t)g(t)}=2πj1∫c−j∞c+j∞F(p)G(s−p)dp
ใช้น้อยในงานวงจร พบในการมอดูเลชันและการวิเคราะห์สัญญาณสุ่ม
ตัวอย่าง P-11 · แปลงกลับด้วยคอนโวลูชันL−1{(s2+1)21}
เป็นผลคูณ s2+11⋅s2+11 ซึ่งแต่ละตัวคือ sint
f(t)=∫0tsinτsin(t−τ)dτ
ใช้ผลคูณเป็นผลบวก sinAsinB=21[cos(A−B)−cos(A+B)]
=21∫0t[cos(2τ−t)−cost]dτ=21[2sin(2τ−t)]0t−2tcost=2sint−2tcost
f(t)=21(sint−tcost) ตรงกับตารางแถว 20 บนหน้าภาพรวม
ฟังก์ชันคาบ (Periodic Functions) กลาง
P14 Periodic function ฟังก์ชันคาบ T
L{f(t)}=1−e−sTF1(s),F1(s)=∫0Tf(t)e−stdt
พิสูจน์: f=f1(t)+f1(t−T)u(t−T)+f1(t−2T)u(t−2T)+⋯ ใช้ P2 ได้อนุกรมเรขาคณิต F1(1+e−sT+e−2sT+⋯) · ตัวส่วนมีรากที่ s=j2πk/T คือฮาร์มอนิกของอนุกรมฟูเรียร์
ตัวอย่าง P-12 · คลื่นสี่เหลี่ยม PWM 50%f=1 เมื่อ 0<t<a, f=0 เมื่อ a<t<2a และซ้ำทุก T=2a
- F1(s)=∫0ae−stdt=s1−e−as
- F(s)=s(1−e−2as)1−e−as=s(1−e−as)(1+e−as)1−e−as=s(1+e−as)1
F(s)=s(1+e−as)1 ใช้กับวงจรที่ป้อนด้วย PWM เช่นบั๊กคอนเวอร์เตอร์
ตัวอย่าง P-13 · เรกติไฟเออร์เต็มคลื่นf(t)=∣sint∣ คาบ T=π
F1(s)=∫0πsinte−stdt=s2+11+e−πs (อินทิเกรตทีละส่วนสองครั้ง)
- F(s)=(s2+1)(1−e−πs)1+e−πs=s2+11coth2πs
s2+1coth(πs/2) ฮาร์มอนิกของแรงดันเรกติไฟเออร์ดูต่อได้ในอนุกรมฟูเรียร์ของเรกติไฟเออร์
ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้นและค่าสุดท้าย กลาง
สองทฤษฎีบทนี้หาค่า f(0+) และ f(∞) โดยไม่ต้องแปลงกลับ ใช้ตรวจคำตอบและหาความผิดพลาดอยู่ตัวในระบบควบคุม แต่ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายมีเงื่อนไขที่ต้องตรวจทุกครั้ง
P15 Initial value theorem ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น
f(0+)=s→∞limsF(s)
ใช้ได้เมื่อ F(s) เป็นตรรกยะแท้อย่างเข้ม (ไม่มีอิมพัลส์ที่ t = 0) · หา f′(0+) ได้จาก lims→∞s[sF(s)−f(0+)]
P16 Final value theorem ทฤษฎีบทค่าสุดท้าย
f(∞)=s→0limsF(s)
ใช้ได้เฉพาะเมื่อโพลทุกตัวของ sF(s) อยู่ครึ่งซ้าย (F มีโพลเดี่ยวที่ 0 ได้) ถ้ามีโพลบนแกน jω (นอกจาก 0) หรือครึ่งขวา f(∞) ไม่มี
P17 Conjugation สังยุค
L{f(t)}=F(sˉ)
ผลที่ตามมา: f จริง ⇒ F(sˉ)=F(s) โพลและเรซิดิวจึงมาเป็นคู่สังยุค
ตัวอย่าง P-14 · ใช้ได้F(s)=s(s+1)(s+4)s+2 หา f(0+) และ f(∞)
- f(0+)=s→∞lim(s+1)(s+4)s+2=0
โพลของ sF(s)=(s+1)(s+4)s+2 คือ −1, −4 อยู่ครึ่งซ้ายทั้งหมด ✓ ใช้ทฤษฎีบทได้
f(∞)=s→0lim(s+1)(s+4)s+2=42=21
f(0+)=0, f(∞)=21 ตรงกับ f(t)=21−31e−t−61e−4t ซึ่งที่ t=0 ได้ 21−31−61=0 ✓
ตัวอย่าง P-15 · ใช้ไม่ได้ (กับดัก)ลองใช้ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายกับ F1=s2+41 และ F2=s−11
lims→0sF1=0 แต่ f1=21sin2t แกว่งตลอด ไม่มีค่าสุดท้าย (โพล ±2j บนแกน jω ✗)
lims→0sF2=0 แต่ f2=et→∞ (โพล +1 ครึ่งขวา ✗)
สูตรให้ “0” ทั้งสองกรณีโดยไม่เตือนเลย ตรวจตำแหน่งโพลก่อนใช้ทุกครั้ง
แล็บพิสูจน์คุณสมบัติด้วยตัวเลข
เลือกสัญญาณตั้งต้นและคุณสมบัติ แล็บจะคำนวณ g(t) สองทาง: เส้นสีส้มคำนวณจากนิยามในโดเมนเวลา (เลื่อน คูณ อินทิเกรตเชิงตัวเลข หรือคอนโวลูชันเชิงตัวเลข) ส่วนจุดสีน้ำเงินมาจากการแปลงกลับ G(s) ที่ได้จากสูตรคุณสมบัติด้วยเศษส่วนย่อย ถ้าสูตรถูก จุดต้องอยู่บนเส้นทุกจุด สังเกต G(s) ที่เปลี่ยนไปด้วย
อ่านต่อและแหล่งอ้างอิง
- K. Ogata, Modern Control Engineering, บท Laplace transform: ทฤษฎีบทการเลื่อน อนุพันธ์ ปริพันธ์ ค่าเริ่มต้นและค่าสุดท้าย
- E. Kreyszig, Advanced Engineering Mathematics, บท Laplace Transforms (first/second shifting theorems, periodic functions, convolution)
- Oppenheim & Willsky, Signals and Systems, ตาราง 9.1 คุณสมบัติพร้อม ROC
- ใช้คุณสมบัติจริง: แก้สมการเชิงอนุพันธ์ · แปลงกลับ · ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายกับความผิดพลาดอยู่ตัว
คำถามที่พบบ่อย
ℒ{t·u(t−2)} ใช้การเลื่อนเวลาได้เลยไหม?
ไม่ได้ทันที เพราะสมบัติการเลื่อนเวลาต้องการรูป f(t−T)u(t−T) ต้องเขียน t=(t−2)+2 ก่อน ได้ L{tu(t−2)}=e−2s(s21+s2)
ใช้ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายได้เมื่อไร?
เมื่อ sF(s) มีโพลทุกตัวอยู่ครึ่งซ้ายของระนาบ s เท่านั้น (อนุญาตให้ F(s) มีโพลเดี่ยวที่ s=0 ได้) ถ้ามีโพลบนแกน jω อื่นหรือครึ่งขวา f(t) ไม่มีค่าสุดท้าย และสูตรจะให้คำตอบที่ผิดโดยไม่เตือน
ทำไมสมบัติอนุพันธ์ใช้ f(0⁻) ไม่ใช่ f(0⁺)?
เพราะนิยามด้วยขอบล่าง 0− รวมอิมพัลส์ที่ t=0 ไว้ด้วย และ f(0−) คือสภาวะก่อนสวิตช์ทำงาน ซึ่งเป็นค่าที่วิศวกรรู้จริง (เช่นแรงดันตัวเก็บประจุก่อนปิดสวิตช์) ถ้าสัญญาณต่อเนื่องที่ t = 0 สองค่านี้เท่ากัน
คอนโวลูชันในโดเมนเวลาเป็นการคูณในโดเมน s ใช้ทำอะไร?
ใช้หาเอาต์พุตของระบบ Y(s)=H(s)X(s) โดยไม่ต้องอินทิเกรตคอนโวลูชัน และใช้แปลงกลับผลคูณของสองฟังก์ชันที่รู้ตัวผกผันแต่ละตัว เช่น L−1{1/(s2+1)2}=sint∗sint
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์