พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. การแปลงลาปลาซ
  4. คุณสมบัติการแปลง

// บทที่ 8.3 · การแปลงลาปลาซ · Properties

คุณสมบัติของการแปลงลาปลาซครบทุกข้อ พร้อมพิสูจน์และตัวอย่าง

ตารางคู่การแปลงมีไม่กี่สิบบรรทัด แต่ด้วยคุณสมบัติในหน้านี้ เราสร้างการแปลงของฟังก์ชันได้แทบไม่จำกัดโดยไม่ต้องอินทิเกรตจากนิยามอีกเลย ทุกข้อมีชื่อภาษาอังกฤษ พิสูจน์สั้น ข้อควรระวัง และตัวอย่าง ท้ายหน้ามีแล็บที่คำนวณ g(t)g(t) จากนิยามในโดเมนเวลาเทียบกับ L−1{G(s)}\mathcal L^{-1}\{G(s)\} ให้เห็นว่าสูตรถูกจริง สูตรใช้รหัส P

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • เวลา “เลื่อน” → คูณ e−sTe^{-sT} · คูณ e−ate^{-at} → เลื่อน ss ไปเป็น s+as + a
  • อนุพันธ์ → คูณ ss ลบค่าเริ่มต้น · ปริพันธ์ → หาร ss
  • คูณ tt → −d/ds-d/ds · คอนโวลูชัน → คูณกัน
  • f(0+)=lim⁡s→∞sF(s)f(0^+) = \lim_{s\to\infty}sF(s) · f(∞)=lim⁡s→0sF(s)f(\infty) = \lim_{s\to 0}sF(s) ใช้ได้เมื่อโพลของ sF(s)sF(s) อยู่ครึ่งซ้ายทั้งหมด
ระดับพื้นฐาน ปี 2กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท

ตารางสรุปคุณสมบัติทั้งหมด

รหัสชื่อ (English)f(t)f(t)F(s)F(s)
P1เชิงเส้น (Linearity)af(t)+bg(t)af(t) + bg(t)aF(s)+bG(s)aF(s) + bG(s)
P2เลื่อนทางเวลา (Time shifting)f(t−T)u(t−T)f(t-T)u(t-T)e−sTF(s)e^{-sT}F(s)
P3เลื่อนทางความถี่ (Frequency / s-shifting)e−atf(t)e^{-at}f(t)F(s+a)F(s+a)
P4สเกลเวลา (Time scaling)f(at), a>0f(at),\ a>01aF(sa)\tfrac{1}{a}F(\tfrac{s}{a})
P5กลับเวลา (Time reversal, สองด้าน)f(−t)f(-t)F(−s)F(-s)
P6อนุพันธ์ (Differentiation in t)f′(t)f'(t)sF(s)−f(0−)sF(s) - f(0^-)
P7อนุพันธ์อันดับ nf(n)(t)f^{(n)}(t)snF−sn−1f(0−)−⋯−f(n−1)(0−)s^nF - s^{n-1}f(0^-) - \cdots - f^{(n-1)}(0^-)
P8ปริพันธ์ (Integration in t)∫0−tf(τ)dτ\int_{0^-}^t f(\tau)d\tauF(s)s\dfrac{F(s)}{s}
P9คูณด้วย t (Differentiation in s)t f(t)t\,f(t)−F′(s)-F'(s)
P10คูณด้วย tnt^ntnf(t)t^nf(t)(−1)nF(n)(s)(-1)^nF^{(n)}(s)
P11หารด้วย t (Integration in s)f(t)/tf(t)/t∫s∞F(u) du\int_s^\infty F(u)\,du
P12คอนโวลูชัน (Convolution)(f∗g)(t)(f*g)(t)F(s)G(s)F(s)G(s)
P13การคูณ (Complex convolution)f(t)g(t)f(t)g(t)12πj∫F(p)G(s−p)dp\tfrac{1}{2\pi j}\int F(p)G(s-p)dp
P14ฟังก์ชันคาบ (Periodic function)f(t+T)=f(t)f(t + T) = f(t)∫0Tfe−stdt1−e−sT\dfrac{\int_0^T f e^{-st}dt}{1 - e^{-sT}}
P15ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น (Initial value)f(0+)f(0^+)lim⁡s→∞sF(s)\lim_{s\to\infty}sF(s)
P16ทฤษฎีบทค่าสุดท้าย (Final value)f(∞)f(\infty)lim⁡s→0sF(s)\lim_{s\to 0}sF(s)
P17สังยุค (Conjugation)f(t)‾\overline{f(t)}F(sˉ)‾\overline{F(\bar s)}

เชิงเส้น (Linearity) พื้นฐาน

P1 Linearity เชิงเส้น

L{af(t)+bg(t)}=aF(s)+bG(s),ROC⊇Rf∩Rg\mathcal L\{af(t) + bg(t)\} = aF(s) + bG(s),\qquad \text{ROC} \supseteq R_f \cap R_g

พิสูจน์: อินทิกรัลเป็นตัวดำเนินการเชิงเส้น · ทำให้ใช้ตารางกับผลรวมทีละพจน์ได้ และเป็นฐานของการแยกเศษส่วนย่อย

ตัวอย่าง P-1

L{3−2e−4t+5cos⁡2t}\mathcal L\{3 - 2e^{-4t} + 5\cos 2t\}

  1. =3s−2s+4+5ss2+4,Re⁡s>0= \frac{3}{s} - \frac{2}{s+4} + \frac{5s}{s^2+4},\quad \operatorname{Re}s > 0

ROC คือส่วนร่วม σ>0\sigma > 0 ∩ σ>−4\sigma > -4 ∩ σ>0\sigma > 0 = σ>0\sigma > 0

การเลื่อนทางเวลา (Time Shifting / Second Shifting Theorem) พื้นฐาน

P2 Time shifting เลื่อนทางเวลา (หน่วงเวลา)

L{f(t−T) u(t−T)}=e−sTF(s),T≥0\mathcal L\{f(t - T)\,u(t - T)\} = e^{-sT}F(s),\quad T \ge 0

พิสูจน์: แทน τ=t−T\tau = t - T ใน ∫T∞f(t−T)e−stdt=e−sT∫0∞f(τ)e−sτdτ\int_T^\infty f(t-T)e^{-st}dt = e^{-sT}\int_0^\infty f(\tau)e^{-s\tau}d\tau · ROC เท่าเดิม · ต้องอยู่ในรูป “ฟังก์ชันของ (t−T)(t - T) คูณ u(t−T)u(t - T)” เท่านั้น

ตัวอย่าง P-2 · กับดักที่เจอบ่อยที่สุด

L{t u(t−2)}\mathcal L\{t\,u(t-2)\}

  1. tt ยังไม่อยู่ในรูปของ (t−2)(t-2) จัดรูปก่อน: t=(t−2)+2t = (t - 2) + 2

    t u(t−2)=(t−2)u(t−2)+2u(t−2)t\,u(t-2) = (t-2)u(t-2) + 2u(t-2)
  2. ใช้ P2 กับ f(t)=tf(t) = t และ f(t)=2f(t) = 2

    L=e−2s(1s2+2s)=e−2s(1+2s)s2\mathcal L = e^{-2s}\left(\frac{1}{s^2} + \frac{2}{s}\right) = \frac{e^{-2s}(1 + 2s)}{s^2}

(1+2s)e−2ss2\dfrac{(1+2s)e^{-2s}}{s^2} · ถ้าตอบ e−2s/s2e^{-2s}/s^2 แปลว่าแปลง (t−2)u(t−2)(t-2)u(t-2) ไม่ใช่ t u(t−2)t\,u(t-2)

ตัวอย่าง P-3 · พัลส์และสัญญาณเป็นช่วง

f(t)=5f(t) = 5 เมื่อ 1≤t<31 \le t < 3 และเป็น 0 นอกช่วงนี้

  1. f(t)=5[u(t−1)−u(t−3)]f(t) = 5\left[u(t-1) - u(t-3)\right]
  2. F(s)=5(e−s−e−3s)sF(s) = \frac{5\left(e^{-s} - e^{-3s}\right)}{s}

F(s)=5(e−s−e−3s)sF(s) = \dfrac{5(e^{-s} - e^{-3s})}{s} แปลงกลับในเครื่องคิดเลขได้

การเลื่อนทางความถี่ (Frequency Shifting / First Shifting Theorem) พื้นฐาน

P3 s-shifting เลื่อนทางความถี่

L{e−atf(t)}=F(s+a),ROC เลื่อนไป −Re⁡a\mathcal L\{e^{-at}f(t)\} = F(s + a),\qquad \text{ROC เลื่อนไป } -\operatorname{Re}a

พิสูจน์: ∫e−atf(t)e−stdt=∫f(t)e−(s+a)tdt\int e^{-at}f(t)e^{-st}dt = \int f(t)e^{-(s+a)t}dt · ในระนาบ s ทุกโพลและซีโร่เลื่อนไปทางซ้าย aa หน่วย: คูณการหน่วงในเวลา = ย้ายโพลไปซ้าย

ตัวอย่าง P-4

L{t2e−3t}\mathcal L\{t^2e^{-3t}\} และ L{e−2tsin⁡5t}\mathcal L\{e^{-2t}\sin 5t\}

  1. L{t2}=2/s3\mathcal L\{t^2\} = 2/s^3 แล้วแทน s→s+3s \to s + 3

    L{t2e−3t}=2(s+3)3\mathcal L\{t^2e^{-3t}\} = \frac{2}{(s+3)^3}
  2. L{sin⁡5t}=5/(s2+25)\mathcal L\{\sin 5t\} = 5/(s^2+25) แล้วแทน s→s+2s \to s + 2

    L{e−2tsin⁡5t}=5(s+2)2+25=5s2+4s+29\mathcal L\{e^{-2t}\sin 5t\} = \frac{5}{(s+2)^2 + 25} = \frac{5}{s^2 + 4s + 29}

ในทางกลับกัน เมื่อเห็นตัวส่วน s2+4s+29s^2 + 4s + 29 ให้ เติมกำลังสองสมบูรณ์ เป็น (s+2)2+52(s+2)^2 + 5^2 แล้วอ่านกลับได้ทันที ซึ่งเป็นเทคนิคหลักของโพลเชิงซ้อนในหน้า 8.5

สเกลเวลาและการกลับเวลา กลาง

P4 Time scaling สเกลเวลา

L{f(at)}=1aF ⁣(sa),a>0\mathcal L\{f(at)\} = \frac{1}{a}F\!\left(\frac{s}{a}\right),\quad a > 0

บีบเวลาให้เร็วขึ้น aa เท่า = โพลทุกตัวคูณ aa (ไกลจุดกำเนิดขึ้น)

P5 Time reversal กลับเวลา (การแปลงสองด้าน)

L{f(−t)}=F(−s),ROC→−ROC\mathcal L\{f(-t)\} = F(-s),\quad \text{ROC} \to -\text{ROC}

ใช้ไม่ได้กับการแปลงด้านเดียว เพราะ f(−t)f(-t) อยู่ในเวลาติดลบ

ตัวอย่าง P-5

จาก L{sin⁡t}=1s2+1\mathcal L\{\sin t\} = \dfrac{1}{s^2+1} หา L{sin⁡3t}\mathcal L\{\sin 3t\} ด้วย P4

  1. L{sin⁡3t}=13⋅1(s/3)2+1=13⋅9s2+9=3s2+9\mathcal L\{\sin 3t\} = \frac{1}{3}\cdot\frac{1}{(s/3)^2 + 1} = \frac{1}{3}\cdot\frac{9}{s^2 + 9} = \frac{3}{s^2+9}

ตรงกับตาราง ω/(s2+ω2)\omega/(s^2+\omega^2) ที่ ω=3\omega = 3 ✓

การหาอนุพันธ์ในโดเมนเวลา (Differentiation) พื้นฐาน

นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ลาปลาซมีค่าที่สุด: แคลคูลัสกลายเป็นพีชคณิต และเงื่อนไขเริ่มต้นเข้ามาเองในสมการ

P6 Differentiation in t อนุพันธ์อันดับหนึ่ง

L{f′(t)}=sF(s)−f(0−)\mathcal L\{f'(t)\} = sF(s) - f(0^-)

พิสูจน์ด้วยอินทิเกรตทีละส่วน (u=e−st, dv=f′dtu = e^{-st},\ dv = f'dt): ∫0−∞f′e−stdt=[fe−st]0−∞+s∫0−∞fe−stdt=−f(0−)+sF(s)\int_{0^-}^\infty f'e^{-st}dt = \left[fe^{-st}\right]_{0^-}^\infty + s\int_{0^-}^\infty fe^{-st}dt = -f(0^-) + sF(s) (ขอบบนเป็นศูนย์ใน ROC) ทบทวนการอินทิเกรตทีละส่วน

P7 Higher derivatives อนุพันธ์อันดับสองและอันดับ n

L{f′′}=s2F(s)−sf(0−)−f′(0−),L{f(n)}=snF(s)−∑k=1nsn−kf(k−1)(0−)\mathcal L\{f''\} = s^2F(s) - sf(0^-) - f'(0^-),\qquad \mathcal L\{f^{(n)}\} = s^nF(s) - \sum_{k=1}^{n}s^{n-k}f^{(k-1)}(0^-)
ตัวอย่าง P-6 · ได้ cos มาฟรีจาก sin

ใช้ P6 หา L{cos⁡ωt}\mathcal L\{\cos\omega t\} จาก L{sin⁡ωt}=ωs2+ω2\mathcal L\{\sin\omega t\} = \dfrac{\omega}{s^2+\omega^2}

  1. f=sin⁡ωt, f′=ωcos⁡ωt, f(0)=0f = \sin\omega t,\ f' = \omega\cos\omega t,\ f(0) = 0

    L{ωcos⁡ωt}=s⋅ωs2+ω2−0\mathcal L\{\omega\cos\omega t\} = s\cdot\frac{\omega}{s^2+\omega^2} - 0

L{cos⁡ωt}=ss2+ω2\mathcal L\{\cos\omega t\} = \dfrac{s}{s^2+\omega^2}

ตัวอย่าง P-7 · แบบจำลองวงจรในโดเมน s

เขียนความสัมพันธ์ของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุในโดเมน s รวมค่าเริ่มต้น

  1. ตัวเหนี่ยวนำ v=L di/dtv = L\,di/dt:

    V(s)=sL I(s)−L i(0−)V(s) = sL\,I(s) - L\,i(0^-)

    อิมพีแดนซ์ sLsL อนุกรมกับแหล่งแรงดัน L i(0−)L\,i(0^-) (ขั้วต้านกระแสเดิม)

  2. ตัวเก็บประจุ i=C dv/dti = C\,dv/dt:

    I(s)=sC V(s)−C v(0−) ⇒ V(s)=1sCI(s)+v(0−)sI(s) = sC\,V(s) - C\,v(0^-)\ \Rightarrow\ V(s) = \frac{1}{sC}I(s) + \frac{v(0^-)}{s}

    อิมพีแดนซ์ 1/(sC)1/(sC) อนุกรมกับแหล่งแรงดัน v(0−)/sv(0^-)/s

วงจรที่มีค่าเริ่มต้นจึงวิเคราะห์ด้วย KVL/KCL แบบพีชคณิตได้ทันทีในโดเมน s ใช้ต่อในหน้าแก้สมการเชิงอนุพันธ์

การหาปริพันธ์ในโดเมนเวลา (Integration) พื้นฐาน

P8 Integration in t ปริพันธ์

L{∫0−tf(τ) dτ}=F(s)s\mathcal L\left\{\int_{0^-}^{t}f(\tau)\,d\tau\right\} = \frac{F(s)}{s}

พิสูจน์: ให้ g=∫0tfg = \int_0^t f แล้ว g′=f, g(0)=0g' = f,\ g(0) = 0 ใช้ P6: F=sG−0F = sG - 0 · ตรงข้ามกับอนุพันธ์: หารด้วย ss = เพิ่มโพลที่จุดกำเนิด

ตัวอย่าง P-8

L−1{1s(s2+1)}\mathcal L^{-1}\left\{\dfrac{1}{s(s^2+1)}\right\} โดยไม่ใช้เศษส่วนย่อย

  1. มองเป็น 1s⋅1s2+1\dfrac{1}{s}\cdot\dfrac{1}{s^2+1} โดย L−1{1/(s2+1)}=sin⁡t\mathcal L^{-1}\{1/(s^2+1)\} = \sin t ใช้ P8

    L−1=∫0tsin⁡τ dτ=1−cos⁡t\mathcal L^{-1} = \int_0^t \sin\tau\,d\tau = 1 - \cos t

1−cos⁡t, t≥01 - \cos t,\ t \ge 0

คูณด้วย t และหารด้วย t (อนุพันธ์และปริพันธ์ในโดเมน s) กลาง

P9 Multiplication by t คูณด้วย t

L{t f(t)}=−dF(s)ds\mathcal L\{t\,f(t)\} = -\frac{dF(s)}{ds}

พิสูจน์: dds∫fe−stdt=∫f (−t)e−stdt\frac{d}{ds}\int fe^{-st}dt = \int f\,(-t)e^{-st}dt · เป็นที่มาของพจน์ t eptt\,e^{pt} จากโพลซ้ำ

P10 Multiplication by tⁿ คูณด้วย tⁿ

L{tnf(t)}=(−1)ndnF(s)dsn\mathcal L\{t^nf(t)\} = (-1)^n\frac{d^nF(s)}{ds^n}

P11 Division by t หารด้วย t

L{f(t)t}=∫s∞F(u) du,ถ้า lim⁡t→0+f(t)/t มีค่า\mathcal L\left\{\frac{f(t)}{t}\right\} = \int_s^\infty F(u)\,du,\quad \text{ถ้า } \lim_{t\to 0^+}f(t)/t \text{ มีค่า}
ตัวอย่าง P-9 · เรโซแนนซ์

L{tsin⁡ωt}\mathcal L\{t\sin\omega t\}

  1. −ddsωs2+ω2=−ω⋅−2s(s2+ω2)2=2ωs(s2+ω2)2-\frac{d}{ds}\frac{\omega}{s^2+\omega^2} = -\omega\cdot\frac{-2s}{(s^2+\omega^2)^2} = \frac{2\omega s}{(s^2+\omega^2)^2}

2ωs(s2+ω2)2\dfrac{2\omega s}{(s^2+\omega^2)^2} โพลซ้ำบนแกน jω ให้แอมพลิจูดโตเชิงเส้นตามเวลา คือเรโซแนนซ์เมื่อป้อนความถี่ตรงกับความถี่ธรรมชาติ

ตัวอย่าง P-10 · อินทิกรัลดิริชเลต์ด้วยลาปลาซ

หา L{sin⁡tt}\mathcal L\left\{\dfrac{\sin t}{t}\right\} แล้วสรุปค่า ∫0∞sin⁡ttdt\int_0^\infty\dfrac{\sin t}{t}dt

  1. L{sin⁡tt}=∫s∞duu2+1=π2−tan⁡−1s=tan⁡−11s\mathcal L\left\{\frac{\sin t}{t}\right\} = \int_s^\infty\frac{du}{u^2+1} = \frac{\pi}{2} - \tan^{-1}s = \tan^{-1}\frac{1}{s}
  2. อินทิกรัลที่ต้องการคือค่าของการแปลงที่ s→0+s \to 0^+

    ∫0∞sin⁡ttdt=lim⁡s→0+tan⁡−11s=π2\int_0^\infty\frac{\sin t}{t}dt = \lim_{s\to0^+}\tan^{-1}\frac1s = \frac{\pi}{2}

π/2\pi/2 — อินทิกรัลที่หาด้วยวิธีปกติไม่ได้ แต่ลาปลาซหาได้ในสองบรรทัด

คอนโวลูชันและการคูณ (Convolution Theorem) กลาง

P12 Convolution คอนโวลูชัน → คูณ

L{(f∗g)(t)}=F(s) G(s),(f∗g)(t)=∫0tf(τ) g(t−τ) dτ\mathcal L\{(f*g)(t)\} = F(s)\,G(s),\qquad (f*g)(t) = \int_0^t f(\tau)\,g(t - \tau)\,d\tau

เอาต์พุตของระบบ LTI y=h∗xy = h * x จึงหาได้จาก Y(s)=H(s)X(s)Y(s) = H(s)X(s) เป็นเหตุผลที่ฟังก์ชันถ่ายโอนนิยามเป็นอัตราส่วน

P13 Multiplication การคูณในเวลา (คอนโวลูชันเชิงซ้อน)

L{f(t)g(t)}=12πj∫c−j∞c+j∞F(p) G(s−p) dp\mathcal L\{f(t)g(t)\} = \frac{1}{2\pi j}\int_{c-j\infty}^{c+j\infty}F(p)\,G(s - p)\,dp

ใช้น้อยในงานวงจร พบในการมอดูเลชันและการวิเคราะห์สัญญาณสุ่ม

ตัวอย่าง P-11 · แปลงกลับด้วยคอนโวลูชัน

L−1{1(s2+1)2}\mathcal L^{-1}\left\{\dfrac{1}{(s^2+1)^2}\right\}

  1. เป็นผลคูณ 1s2+1⋅1s2+1\dfrac{1}{s^2+1}\cdot\dfrac{1}{s^2+1} ซึ่งแต่ละตัวคือ sin⁡t\sin t

    f(t)=∫0tsin⁡τ sin⁡(t−τ) dτf(t) = \int_0^t\sin\tau\,\sin(t - \tau)\,d\tau
  2. ใช้ผลคูณเป็นผลบวก sin⁡Asin⁡B=12[cos⁡(A−B)−cos⁡(A+B)]\sin A\sin B = \tfrac12[\cos(A-B) - \cos(A+B)]

    =12∫0t[cos⁡(2τ−t)−cos⁡t]dτ=12[sin⁡(2τ−t)2]0t−tcos⁡t2=sin⁡t2−tcos⁡t2= \frac12\int_0^t\left[\cos(2\tau - t) - \cos t\right]d\tau = \frac12\left[\frac{\sin(2\tau - t)}{2}\right]_0^t - \frac{t\cos t}{2} = \frac{\sin t}{2} - \frac{t\cos t}{2}

f(t)=12(sin⁡t−tcos⁡t)f(t) = \tfrac12(\sin t - t\cos t) ตรงกับตารางแถว 20 บนหน้าภาพรวม

ฟังก์ชันคาบ (Periodic Functions) กลาง

P14 Periodic function ฟังก์ชันคาบ TT

L{f(t)}=F1(s)1−e−sT,F1(s)=∫0Tf(t) e−st dt\mathcal L\{f(t)\} = \frac{F_1(s)}{1 - e^{-sT}},\qquad F_1(s) = \int_0^T f(t)\,e^{-st}\,dt

พิสูจน์: f=f1(t)+f1(t−T)u(t−T)+f1(t−2T)u(t−2T)+⋯f = f_1(t) + f_1(t-T)u(t-T) + f_1(t-2T)u(t-2T) + \cdots ใช้ P2 ได้อนุกรมเรขาคณิต F1(1+e−sT+e−2sT+⋯ )F_1(1 + e^{-sT} + e^{-2sT} + \cdots) · ตัวส่วนมีรากที่ s=j2πk/Ts = j2\pi k/T คือฮาร์มอนิกของอนุกรมฟูเรียร์

ตัวอย่าง P-12 · คลื่นสี่เหลี่ยม PWM 50%

f=1f = 1 เมื่อ 0<t<a0 < t < a, f=0f = 0 เมื่อ a<t<2aa < t < 2a และซ้ำทุก T=2aT = 2a

  1. F1(s)=∫0ae−stdt=1−e−assF_1(s) = \int_0^a e^{-st}dt = \frac{1 - e^{-as}}{s}
  2. F(s)=1−e−ass(1−e−2as)=1−e−ass(1−e−as)(1+e−as)=1s(1+e−as)F(s) = \frac{1 - e^{-as}}{s\left(1 - e^{-2as}\right)} = \frac{1 - e^{-as}}{s(1 - e^{-as})(1 + e^{-as})} = \frac{1}{s\left(1 + e^{-as}\right)}

F(s)=1s(1+e−as)F(s) = \dfrac{1}{s(1 + e^{-as})} ใช้กับวงจรที่ป้อนด้วย PWM เช่นบั๊กคอนเวอร์เตอร์

ตัวอย่าง P-13 · เรกติไฟเออร์เต็มคลื่น

f(t)=∣sin⁡t∣f(t) = |\sin t| คาบ T=πT = \pi

  1. F1(s)=∫0πsin⁡t e−stdt=1+e−πss2+1F_1(s) = \int_0^\pi\sin t\,e^{-st}dt = \dfrac{1 + e^{-\pi s}}{s^2 + 1} (อินทิเกรตทีละส่วนสองครั้ง)

  2. F(s)=1+e−πs(s2+1)(1−e−πs)=1s2+1coth⁡πs2F(s) = \frac{1 + e^{-\pi s}}{(s^2+1)(1 - e^{-\pi s})} = \frac{1}{s^2+1}\coth\frac{\pi s}{2}

coth⁡(πs/2)s2+1\dfrac{\coth(\pi s/2)}{s^2+1} ฮาร์มอนิกของแรงดันเรกติไฟเออร์ดูต่อได้ในอนุกรมฟูเรียร์ของเรกติไฟเออร์

ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้นและค่าสุดท้าย กลาง

สองทฤษฎีบทนี้หาค่า f(0+)f(0^+) และ f(∞)f(\infty) โดยไม่ต้องแปลงกลับ ใช้ตรวจคำตอบและหาความผิดพลาดอยู่ตัวในระบบควบคุม แต่ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายมีเงื่อนไขที่ต้องตรวจทุกครั้ง

P15 Initial value theorem ทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น

f(0+)=lim⁡s→∞sF(s)f(0^+) = \lim_{s\to\infty}sF(s)

ใช้ได้เมื่อ F(s)F(s) เป็นตรรกยะแท้อย่างเข้ม (ไม่มีอิมพัลส์ที่ t = 0) · หา f′(0+)f'(0^+) ได้จาก lim⁡s→∞s[sF(s)−f(0+)]\lim_{s\to\infty}s[sF(s) - f(0^+)]

P16 Final value theorem ทฤษฎีบทค่าสุดท้าย

f(∞)=lim⁡s→0sF(s)f(\infty) = \lim_{s\to 0}sF(s)

ใช้ได้เฉพาะเมื่อโพลทุกตัวของ sF(s)sF(s) อยู่ครึ่งซ้าย (F มีโพลเดี่ยวที่ 0 ได้) ถ้ามีโพลบนแกน jω (นอกจาก 0) หรือครึ่งขวา f(∞)f(\infty) ไม่มี

P17 Conjugation สังยุค

L{f(t)‾}=F(sˉ)‾\mathcal L\{\overline{f(t)}\} = \overline{F(\bar s)}

ผลที่ตามมา: ff จริง ⇒ F(sˉ)=F(s)‾F(\bar s) = \overline{F(s)} โพลและเรซิดิวจึงมาเป็นคู่สังยุค

ตัวอย่าง P-14 · ใช้ได้

F(s)=s+2s(s+1)(s+4)F(s) = \dfrac{s+2}{s(s+1)(s+4)} หา f(0+)f(0^+) และ f(∞)f(\infty)

  1. f(0+)=lim⁡s→∞s+2(s+1)(s+4)=0f(0^+) = \lim_{s\to\infty}\frac{s+2}{(s+1)(s+4)} = 0
  2. โพลของ sF(s)=s+2(s+1)(s+4)sF(s) = \dfrac{s+2}{(s+1)(s+4)} คือ −1, −4 อยู่ครึ่งซ้ายทั้งหมด ✓ ใช้ทฤษฎีบทได้

    f(∞)=lim⁡s→0s+2(s+1)(s+4)=24=12f(\infty) = \lim_{s\to 0}\frac{s+2}{(s+1)(s+4)} = \frac{2}{4} = \frac12

f(0+)=0, f(∞)=12f(0^+) = 0,\ f(\infty) = \tfrac12 ตรงกับ f(t)=12−13e−t−16e−4tf(t) = \tfrac12 - \tfrac13e^{-t} - \tfrac16e^{-4t} ซึ่งที่ t=0t = 0 ได้ 12−13−16=0\tfrac12 - \tfrac13 - \tfrac16 = 0 ✓

ตัวอย่าง P-15 · ใช้ไม่ได้ (กับดัก)

ลองใช้ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายกับ F1=1s2+4F_1 = \dfrac{1}{s^2+4} และ F2=1s−1F_2 = \dfrac{1}{s-1}

  1. lim⁡s→0sF1=0\lim_{s\to 0}sF_1 = 0 แต่ f1=12sin⁡2tf_1 = \tfrac12\sin 2t แกว่งตลอด ไม่มีค่าสุดท้าย (โพล ±2j\pm 2j บนแกน jω ✗)

  2. lim⁡s→0sF2=0\lim_{s\to 0}sF_2 = 0 แต่ f2=et→∞f_2 = e^{t} \to \infty (โพล +1 ครึ่งขวา ✗)

สูตรให้ “0” ทั้งสองกรณีโดยไม่เตือนเลย ตรวจตำแหน่งโพลก่อนใช้ทุกครั้ง

แล็บพิสูจน์คุณสมบัติด้วยตัวเลข

เลือกสัญญาณตั้งต้นและคุณสมบัติ แล็บจะคำนวณ g(t)g(t) สองทาง: เส้นสีส้มคำนวณจากนิยามในโดเมนเวลา (เลื่อน คูณ อินทิเกรตเชิงตัวเลข หรือคอนโวลูชันเชิงตัวเลข) ส่วนจุดสีน้ำเงินมาจากการแปลงกลับ G(s)G(s) ที่ได้จากสูตรคุณสมบัติด้วยเศษส่วนย่อย ถ้าสูตรถูก จุดต้องอยู่บนเส้นทุกจุด สังเกต G(s) ที่เปลี่ยนไปด้วย

อ่านต่อและแหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

ℒ{t·u(t−2)} ใช้การเลื่อนเวลาได้เลยไหม?

ไม่ได้ทันที เพราะสมบัติการเลื่อนเวลาต้องการรูป f(t−T)u(t−T)f(t-T)u(t-T) ต้องเขียน t=(t−2)+2t = (t-2) + 2 ก่อน ได้ L{t u(t−2)}=e−2s(1s2+2s)\mathcal L\{t\,u(t-2)\} = e^{-2s}\left(\frac{1}{s^2} + \frac{2}{s}\right)

ใช้ทฤษฎีบทค่าสุดท้ายได้เมื่อไร?

เมื่อ sF(s)sF(s) มีโพลทุกตัวอยู่ครึ่งซ้ายของระนาบ s เท่านั้น (อนุญาตให้ F(s)F(s) มีโพลเดี่ยวที่ s=0s = 0 ได้) ถ้ามีโพลบนแกน jω อื่นหรือครึ่งขวา f(t)f(t) ไม่มีค่าสุดท้าย และสูตรจะให้คำตอบที่ผิดโดยไม่เตือน

ทำไมสมบัติอนุพันธ์ใช้ f(0⁻) ไม่ใช่ f(0⁺)?

เพราะนิยามด้วยขอบล่าง 0−0^- รวมอิมพัลส์ที่ t=0t = 0 ไว้ด้วย และ f(0−)f(0^-) คือสภาวะก่อนสวิตช์ทำงาน ซึ่งเป็นค่าที่วิศวกรรู้จริง (เช่นแรงดันตัวเก็บประจุก่อนปิดสวิตช์) ถ้าสัญญาณต่อเนื่องที่ t = 0 สองค่านี้เท่ากัน

คอนโวลูชันในโดเมนเวลาเป็นการคูณในโดเมน s ใช้ทำอะไร?

ใช้หาเอาต์พุตของระบบ Y(s)=H(s)X(s)Y(s) = H(s)X(s) โดยไม่ต้องอินทิเกรตคอนโวลูชัน และใช้แปลงกลับผลคูณของสองฟังก์ชันที่รู้ตัวผกผันแต่ละตัว เช่น L−1{1/(s2+1)2}=sin⁡t∗sin⁡t\mathcal L^{-1}\{1/(s^2+1)^2\} = \sin t * \sin t

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์