พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ลำดับและอนุกรม
  4. อนุกรมเทย์เลอร์

// บทที่ 26.6 · ลำดับและอนุกรม · Taylor & Maclaurin Series

อนุกรมเทย์เลอร์และแมคลอริน (Taylor & Maclaurin Series): สูตร ตารางอนุกรม เศษเหลือ ทวินาม และการประมาณค่า

เครื่องคิดเลขไม่รู้จัก sin หรือ eˣ มันรู้แค่บวก ลบ คูณ หาร อนุกรมเทย์เลอร์คือสะพานที่เปลี่ยนฟังก์ชันใด ๆ ให้เป็นพหุนาม โดยจับคู่ค่าและอนุพันธ์ทุกอันดับที่จุดหนึ่ง หน้านี้สอนการสร้างอนุกรม ตารางที่ต้องจำ วิธีบอกความแม่นยำด้วยเศษเหลือ เทคนิคลัดที่ไม่ต้องหาอนุพันธ์ และการใช้หาลิมิตกับผลบวก ซึ่งออกข้อสอบทุกระดับ

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • f(x)=∑f(n)(a)n!(x−a)nf(x) = \sum\dfrac{f^{(n)}(a)}{n!}(x-a)^n · a = 0 เรียกแมคลอริน
  • ex, sin⁡x, cos⁡xe^x,\ \sin x,\ \cos x ลู่เข้าทุก x · 11−x, ln⁡(1+x), arctan⁡x, (1+x)α\tfrac{1}{1-x},\ \ln(1+x),\ \arctan x,\ (1+x)^\alpha มีรัศมี 1
  • ∣Rn∣≤M∣x−a∣n+1(n+1)!|R_n| \le \dfrac{M|x-a|^{n+1}}{(n+1)!} · อนุกรมสลับ: คลาดไม่เกินพจน์ถัดไป
  • หาอนุกรมด้วยการแทนค่า คูณ หาร อินทิกรัล แทนการหาอนุพันธ์ทีละอันดับ
ระดับพื้นฐาน ตาราง · ประมาณค่ากลาง แคลคูลัส 2ขั้นสูง ทฤษฎี · หลายตัวแปร

แนวคิด: พหุนามที่มีอนุพันธ์ตรงกับฟังก์ชัน พื้นฐาน

อยากได้พหุนาม P(x)P(x) ที่ใกล้ f(x)f(x) ที่สุดรอบจุด a วิธีที่เป็นธรรมชาติคือบังคับให้ P(a)=f(a)P(a) = f(a), P′(a)=f′(a)P'(a) = f'(a), P′′(a)=f′′(a)P''(a) = f''(a), … ไปเรื่อย ๆ เมื่อหาอนุพันธ์ cn(x−a)nc_n(x-a)^n n ครั้งจะได้ n! cnn!\,c_n จึงต้องเลือก cn=f(n)(a)/n!c_n = f^{(n)}(a)/n! ดีกรีหนึ่งคือเส้นสัมผัส ดีกรีสองเพิ่มความโค้ง และยิ่งดีกรีสูงยิ่งเกาะได้กว้าง

-6-3036-2-1012xP₁P₃P₅P₇P₉sin x
พหุนามแมคลอรินของ sin x ดีกรี 1, 3, 5, 7 และ 9 ยิ่งดีกรีสูง ยิ่งเกาะกราฟจริงได้กว้างขึ้น (sin x ลู่เข้าทุก x)

Y1 Taylor series อนุกรมเทย์เลอร์

f(x)=∑n=0∞f(n)(a)n!(x−a)n=f(a)+f′(a)(x−a)+f′′(a)2!(x−a)2+⋯f(x) = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{f^{(n)}(a)}{n!}(x-a)^n = f(a) + f'(a)(x-a) + \frac{f''(a)}{2!}(x-a)^2 + \cdots

เท่ากับ f จริงเมื่อเศษเหลือ Rn(x)→0R_n(x) \to 0 (f วิเคราะห์) · เป็นอนุกรมกำลังตัวเดียวที่แทน f ได้ (P10)

Y2 Maclaurin series อนุกรมแมคลอริน

f(x)=∑n=0∞f(n)(0)n!xnf(x) = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{f^{(n)}(0)}{n!}x^n

กรณี a = 0 ตั้งชื่อตามโคลิน แมคลอริน (ศตวรรษที่ 18)

Y3 Taylor polynomial พหุนามเทย์เลอร์ดีกรี n

Pn(x)=∑k=0nf(k)(a)k!(x−a)k,P1=การประมาณเชิงเส้นP_n(x) = \sum_{k=0}^{n}\frac{f^{(k)}(a)}{k!}(x-a)^k,\qquad P_1 = \text{การประมาณเชิงเส้น}

P1(x)=f(a)+f′(a)(x−a)P_1(x) = f(a) + f'(a)(x - a) คือ linearization ในบทอนุพันธ์

ตัวอย่าง Y-1 · จากนิยาม

หาอนุกรมเทย์เลอร์ของ (ก) ln⁡x\ln x รอบ a=1a = 1 (ข) exe^x รอบ a=2a = 2

  1. (ก) f=ln⁡x, f′=x−1, f′′=−x−2, f′′′=2x−3, f(n)=(−1)n+1(n−1)! x−nf = \ln x,\ f' = x^{-1},\ f'' = -x^{-2},\ f''' = 2x^{-3},\ f^{(n)} = (-1)^{n+1}(n-1)!\,x^{-n} ⇒ ที่ x = 1: f(n)(1)=(−1)n+1(n−1)!f^{(n)}(1) = (-1)^{n+1}(n-1)!

  2. cn=(−1)n+1(n−1)!n!=(−1)n+1nc_n = \dfrac{(-1)^{n+1}(n-1)!}{n!} = \dfrac{(-1)^{n+1}}{n} ⇒ ln⁡x=(x−1)−(x−1)22+(x−1)33−⋯\ln x = (x-1) - \dfrac{(x-1)^2}{2} + \dfrac{(x-1)^3}{3} - \cdots, 0<x≤20 < x \le 2

  3. (ข) อนุพันธ์ทุกอันดับของ exe^x คือ exe^x ⇒ f(n)(2)=e2f^{(n)}(2) = e^2 ⇒ ex=e2∑(x−2)nn!e^x = e^2\sum\dfrac{(x-2)^n}{n!} ลู่เข้าทุก x

(ก) ∑n≥1(−1)n+1(x−1)nn\sum_{n\ge1}\dfrac{(-1)^{n+1}(x-1)^n}{n} · (ข) e2∑(x−2)nn!e^2\sum\dfrac{(x-2)^n}{n!} — ข้อ (ข) ตรวจได้จาก ex=e2⋅ex−2e^x = e^2\cdot e^{x-2}

ตารางอนุกรมแมคลอรินที่ต้องจำ พื้นฐาน

จำเจ็ดตัวนี้ให้ขึ้นใจ แล้วอนุกรมเกือบทั้งหมดในข้อสอบสร้างได้จากเทคนิคในหัวข้อถัดไป สังเกตรูปแบบ: ฟังก์ชันคู่ (cos) มีแต่กำลังคู่ ฟังก์ชันคี่ (sin, arctan) มีแต่กำลังคี่

Y4 Exponential เอกซ์โพเนนเชียล

ex=∑n=0∞xnn!=1+x+x22!+x33!+⋯ ,R=∞e^x = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{x^n}{n!} = 1 + x + \frac{x^2}{2!} + \frac{x^3}{3!} + \cdots,\quad R = \infty

ที่ x = 1 ได้ e=∑1/n!e = \sum 1/n! · e−xe^{-x} สลับเครื่องหมาย

Y5 Sine ไซน์

sin⁡x=∑n=0∞(−1)nx2n+1(2n+1)!=x−x33!+x55!−⋯ ,R=∞\sin x = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n x^{2n+1}}{(2n+1)!} = x - \frac{x^3}{3!} + \frac{x^5}{5!} - \cdots,\quad R = \infty

x เป็นเรเดียนเสมอ · sin⁡x≈x\sin x \approx x เมื่อมุมเล็ก

Y6 Cosine โคไซน์

cos⁡x=∑n=0∞(−1)nx2n(2n)!=1−x22!+x44!−⋯ ,R=∞\cos x = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n x^{2n}}{(2n)!} = 1 - \frac{x^2}{2!} + \frac{x^4}{4!} - \cdots,\quad R = \infty

หาอนุพันธ์ของ Y5 ทีละพจน์ได้ Y6 · 1−cos⁡x≈x2/21 - \cos x \approx x^2/2

Y7 Geometric เรขาคณิต

11−x=∑n=0∞xn=1+x+x2+⋯ ,∣x∣<1\frac{1}{1-x} = \sum_{n=0}^{\infty}x^n = 1 + x + x^2 + \cdots,\quad |x| < 1

แม่ของอนุกรมตรรกยะทั้งหมด · 11+x=∑(−1)nxn\frac{1}{1+x} = \sum(-1)^n x^n

Y8 Logarithm ลอการิทึม

ln⁡(1+x)=∑n=1∞(−1)n+1xnn=x−x22+x33−⋯ ,−1<x≤1\ln(1+x) = \sum_{n=1}^{\infty}\frac{(-1)^{n+1}x^n}{n} = x - \frac{x^2}{2} + \frac{x^3}{3} - \cdots,\quad -1 < x \le 1

ไม่มีอนุกรมแมคลอรินของ ln⁡x\ln x (ไม่นิยามที่ 0) ต้องใช้รอบ a = 1

Y9 Arctangent อาร์กแทนเจนต์

arctan⁡x=∑n=0∞(−1)nx2n+12n+1=x−x33+x55−⋯ ,∣x∣≤1\arctan x = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n x^{2n+1}}{2n+1} = x - \frac{x^3}{3} + \frac{x^5}{5} - \cdots,\quad |x| \le 1

ที่ x = 1 ได้อนุกรมเกรกอรี-ไลบ์นิซ π4\tfrac{\pi}{4}

Y10 Binomial series อนุกรมทวินาม (นิวตัน)

(1+x)α=∑n=0∞(αn)xn=1+αx+α(α−1)2!x2+α(α−1)(α−2)3!x3+⋯ ,∣x∣<1(1+x)^{\alpha} = \sum_{n=0}^{\infty}\binom{\alpha}{n}x^n = 1 + \alpha x + \frac{\alpha(\alpha-1)}{2!}x^2 + \frac{\alpha(\alpha-1)(\alpha-2)}{3!}x^3 + \cdots,\quad |x| < 1

α จำนวนเต็มบวกได้พหุนาม (สิ้นสุด) · 1+x=1+x2−x28+x316−⋯\sqrt{1+x} = 1 + \tfrac{x}{2} - \tfrac{x^2}{8} + \tfrac{x^3}{16} - \cdots · 11+x=1−x2+3x28−⋯\tfrac{1}{\sqrt{1+x}} = 1 - \tfrac{x}{2} + \tfrac{3x^2}{8} - \cdots

Y11 Hyperbolic ไฮเพอร์โบลิก

sinh⁡x=∑x2n+1(2n+1)!,cosh⁡x=∑x2n(2n)!\sinh x = \sum\frac{x^{2n+1}}{(2n+1)!},\qquad \cosh x = \sum\frac{x^{2n}}{(2n)!}

เหมือน sin, cos แต่ไม่สลับเครื่องหมาย · R=∞R = \infty

Y12 tan, arcsin, sec พจน์ต้นที่ควรรู้

tan⁡x=x+x33+2x515+⋯ ,  arcsin⁡x=x+x36+3x540+⋯ ,  sec⁡x=1+x22+5x424+⋯\tan x = x + \tfrac{x^3}{3} + \tfrac{2x^5}{15} + \cdots,\ \ \arcsin x = x + \tfrac{x^3}{6} + \tfrac{3x^5}{40} + \cdots,\ \ \sec x = 1 + \tfrac{x^2}{2} + \tfrac{5x^4}{24} + \cdots

tan, sec: R=π2R = \tfrac{\pi}{2} · arcsin: R=1R = 1

แล็บพหุนามเทย์เลอร์ พื้นฐาน

พิมพ์ฟังก์ชันและจุดกระจาย เลื่อนดีกรี n และจุด x ที่ต้องการประเมิน ดูความคลาดจริงเทียบขอบเขตลากรองจ์ และสังเกตว่านอกรัศมีการลู่เข้า (เช่น ln⁡(1+x)\ln(1+x) ที่ x > 1) เพิ่มดีกรีเท่าไรก็ไม่ช่วย

ประมาณค่าด้วยพหุนามเทย์เลอร์ พื้นฐาน

ตัวอย่าง Y-2 · ประมาณรากที่สอง

ใช้พหุนามเทย์เลอร์ดีกรีสองของ x\sqrt x รอบ a=4a = 4 ประมาณ 4.1\sqrt{4.1}

  1. f(4)=2, f′(x)=12x⇒f′(4)=14, f′′(x)=−14x3/2⇒f′′(4)=−132f(4) = 2,\ f'(x) = \tfrac{1}{2\sqrt x} \Rightarrow f'(4) = \tfrac14,\ f''(x) = -\tfrac{1}{4x^{3/2}} \Rightarrow f''(4) = -\tfrac{1}{32}

  2. P2(x)=2+14(x−4)−164(x−4)2P_2(x) = 2 + \tfrac14(x-4) - \tfrac{1}{64}(x-4)^2 (เพราะ −1/322!=−164\tfrac{-1/32}{2!} = -\tfrac1{64})

  3. P2(4.1)=2+0.025−0.00015625=2.02484375P_2(4.1) = 2 + 0.025 - 0.00015625 = 2.02484375 ค่าจริง 2.02484567 คลาด 1.9×10−61.9\times10^{-6}

4.1≈2.024844\sqrt{4.1} \approx 2.024844 ถูกต้อง 5 ตำแหน่ง ด้วยการคำนวณเลขในใจ

ตัวอย่าง Y-3 · ทวินาม

ประมาณ (ก) 1.1\sqrt{1.1} ด้วย 4 พจน์ (ข) 1.033\sqrt[3]{1.03} ด้วย 3 พจน์

  1. (ก) 1+x=1+x2−x28+x316\sqrt{1+x} = 1 + \tfrac{x}{2} - \tfrac{x^2}{8} + \tfrac{x^3}{16} ที่ x = 0.1: 1+0.05−0.00125+0.0000625=1.04881251 + 0.05 - 0.00125 + 0.0000625 = 1.0488125 (จริง 1.0488088, คลาด 3.7×10−63.7\times10^{-6})

  2. (ข) (1+x)1/3=1+x3−x29+⋯(1+x)^{1/3} = 1 + \tfrac{x}{3} - \tfrac{x^2}{9} + \cdots ที่ x = 0.03: 1+0.01−0.0001=1.00991 + 0.01 - 0.0001 = 1.0099 (จริง 1.0099016)

(ก) 1.04881 · (ข) 1.0099 — ฟิสิกส์ใช้แบบเดียวกันกับ 11−v2/c2≈1+v22c2\tfrac{1}{\sqrt{1 - v^2/c^2}} \approx 1 + \tfrac{v^2}{2c^2} ได้พลังงานจลน์ 12mv2\tfrac12mv^2 เป็นพจน์แรก

ทฤษฎีบทเทย์เลอร์และเศษเหลือ: ต้องใช้กี่พจน์ กลาง

การประมาณที่ไม่บอกความคลาดใช้ในงานวิศวกรรมไม่ได้ ทฤษฎีบทเทย์เลอร์บอกว่าความต่างระหว่างฟังก์ชันกับพหุนาม (เศษเหลือ) เขียนได้เป็นพจน์ถัดไปที่ประเมินที่จุดใดจุดหนึ่งระหว่าง a กับ x เราไม่รู้จุดนั้น แต่หาขอบเขตได้

Y13 Taylor's theorem (Lagrange remainder) ทฤษฎีบทเทย์เลอร์ เศษเหลือแบบลากรองจ์

f(x)=Pn(x)+Rn(x),Rn(x)=f(n+1)(ξ)(n+1)!(x−a)n+1, ξ ระหว่าง a, x ⇒ ∣Rn(x)∣≤M(n+1)!∣x−a∣n+1f(x) = P_n(x) + R_n(x),\quad R_n(x) = \frac{f^{(n+1)}(\xi)}{(n+1)!}(x-a)^{n+1},\ \xi \text{ ระหว่าง } a,\ x \ \Rightarrow\ |R_n(x)| \le \frac{M}{(n+1)!}|x-a|^{n+1}

M=max⁡∣f(n+1)∣M = \max|f^{(n+1)}| บนช่วงระหว่าง a กับ x · sin, cos: M = 1 · exe^x (x > 0): M=exM = e^x ใช้ e<3e < 3 ช่วยประมาณ

Y14 Integral remainder เศษเหลือรูปอินทิกรัล

Rn(x)=1n!∫axf(n+1)(t) (x−t)n dtR_n(x) = \frac{1}{n!}\int_a^x f^{(n+1)}(t)\,(x-t)^n\,dt

แม่นตรง ไม่มี ξ · ใช้พิสูจน์ว่าอนุกรมทวินามลู่เข้าสู่ (1+x)α(1+x)^\alpha

Y15 Alternating shortcut ทางลัดอนุกรมสลับ

อนุกรมสลับที่ผ่านไลบ์นิซ: ∣R∣≤∣พจน์แรกที่ตัดทิ้ง∣\text{อนุกรมสลับที่ผ่านไลบ์นิซ:}\ |R| \le |\text{พจน์แรกที่ตัดทิ้ง}|

sin, cos, arctan, ln(1+x) ที่ 0<x≤10 < x \le 1 ใช้ได้ (A3)

ตัวอย่าง Y-4 · ใช้กี่พจน์ (ลากรองจ์)

ต้องใช้พหุนามแมคลอรินดีกรีเท่าใด ประมาณ e0.5e^{0.5} ให้คลาดไม่เกิน 10−510^{-5}

  1. ∣Rn(0.5)∣≤e0.5(n+1)!(0.5)n+1<2 (0.5)n+1(n+1)!|R_n(0.5)| \le \dfrac{e^{0.5}}{(n+1)!}(0.5)^{n+1} < \dfrac{2\,(0.5)^{n+1}}{(n+1)!} (ใช้ e0.5<2e^{0.5} < 2)

  2. n=5n = 5: 2(0.5)6720=4.3×10−5\dfrac{2(0.5)^6}{720} = 4.3\times10^{-5} ยังไม่พอ · n=6n = 6: 2(0.5)75040=3.1×10−6\dfrac{2(0.5)^7}{5040} = 3.1\times10^{-6} ✓

  3. P6(0.5)=1+0.5+0.125+0.0208333+0.0026042+0.0002604+0.0000217=1.6487196P_6(0.5) = 1 + 0.5 + 0.125 + 0.0208333 + 0.0026042 + 0.0002604 + 0.0000217 = 1.6487196 ค่าจริง 1.6487213 คลาด 1.7×10−61.7\times10^{-6}

ดีกรี 6 (7 พจน์) · ขอบเขตรับประกันโดยไม่ต้องรู้ค่าจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โจทย์ต้องการ

ตัวอย่าง Y-5 · ใช้กี่พจน์ (อนุกรมสลับ)

ประมาณ sin⁡(0.2)\sin(0.2) ด้วย x−x36x - \tfrac{x^3}{6} และหาขอบเขตความคลาด

  1. 0.2−0.0086=0.19866670.2 - \dfrac{0.008}{6} = 0.1986667

  2. อนุกรมสลับ พจน์แรกที่ตัดทิ้ง 0.255!=2.67×10−6\dfrac{0.2^5}{5!} = 2.67\times10^{-6} ⇒ ∣R∣≤2.67×10−6|R| \le 2.67\times10^{-6}

  3. ค่าจริง sin⁡0.2=0.1986693\sin 0.2 = 0.1986693 คลาดจริง 2.66×10−62.66\times10^{-6} (ขอบเขตแทบจะพอดี)

sin⁡0.2≈0.19867\sin 0.2 \approx 0.19867 คลาดไม่เกิน 2.7×10−62.7\times10^{-6}

เทคนิคลัด: แทนค่า คูณ หาร อินทิกรัล ประกอบ กลาง

การหาอนุพันธ์ทีละอันดับของ e−x2e^{-x^2} หรือ exsin⁡xe^x\sin x ยุ่งเกินจำเป็น เพราะทฤษฎีบทความเป็นหนึ่งเดียวรับประกันว่าได้อนุกรมด้วยวิธีใดก็คืออนุกรมเทย์เลอร์ตัวเดียวกัน เทคนิคเหล่านี้จึงเป็นทักษะหลักในข้อสอบ

Y16 Substitution แทนค่า

e−x2=∑n=0∞(−1)nx2nn!=1−x2+x42−⋯e^{-x^2} = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n x^{2n}}{n!} = 1 - x^2 + \frac{x^4}{2} - \cdots

แทน u=−x2u = -x^2 ใน Y4 · รัศมีเปลี่ยนตามตัวแปร: 11−2x\tfrac{1}{1-2x} มี R=12R = \tfrac12

Y17 Multiply & divide คูณและหาร

exsin⁡x=x+x2+x33−x530+⋯ ,tan⁡x=sin⁡xcos⁡x=x+x33+⋯e^x\sin x = x + x^2 + \frac{x^3}{3} - \frac{x^5}{30} + \cdots,\qquad \tan x = \frac{\sin x}{\cos x} = x + \frac{x^3}{3} + \cdots

คูณเหมือนพหุนาม เก็บถึงดีกรีที่ต้องการ · หารด้วยการหารยาวหรือเทียบสัมประสิทธิ์

Y18 Integrate term by term อินทิกรัลทีละพจน์

∫01e−x2dx=∑n=0∞(−1)nn! (2n+1)=1−13+110−142+⋯\int_0^1 e^{-x^2}dx = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n}{n!\,(2n+1)} = 1 - \frac13 + \frac{1}{10} - \frac{1}{42} + \cdots

ใช้กับอินทิกรัลที่ไม่มีปฏิยานุพันธ์พื้นฐาน (ฟังก์ชันค่าคลาดเคลื่อน erf ในสถิติและการแพร่ความร้อน)

Y19 Composition ฟังก์ชันประกอบ

esin⁡x=1+x+x22−x48−x515+⋯e^{\sin x} = 1 + x + \frac{x^2}{2} - \frac{x^4}{8} - \frac{x^5}{15} + \cdots

แทนอนุกรมของ sin⁡x\sin x ลงใน eue^u แล้วเก็บพจน์ถึงดีกรีที่ต้องการ (พจน์ x3x^3 หักล้างเป็น 0)

ตัวอย่าง Y-6 · อินทิกรัลที่หาปฏิยานุพันธ์ไม่ได้

ประมาณ ∫01e−x2 dx\displaystyle\int_0^1 e^{-x^2}\,dx ด้วย 5 พจน์ และบอกความคลาด

  1. จาก Y18: 1−13+110−142+1216=0.7474871 - \tfrac13 + \tfrac{1}{10} - \tfrac{1}{42} + \tfrac{1}{216} = 0.747487

  2. เป็นอนุกรมสลับ ความคลาด ≤ พจน์ถัดไป 15!⋅11=11320=7.6×10−4\dfrac{1}{5!\cdot 11} = \dfrac{1}{1320} = 7.6\times10^{-4}

  3. ค่าจริง π2erf⁡(1)=0.746824\tfrac{\sqrt\pi}{2}\operatorname{erf}(1) = 0.746824 คลาด 6.6×10−46.6\times10^{-4} อยู่ในขอบเขต

≈ 0.7475 ± 0.0008 — ใช้ 7 พจน์จะได้ถูกต้องทศนิยม 4 ตำแหน่ง

หาลิมิตด้วยอนุกรมเทย์เลอร์ กลาง

รูป 0/0 ที่ต้องใช้โลปิตาลหลายครั้ง แก้ด้วยอนุกรมได้ในบรรทัดเดียว: แทนฟังก์ชันด้วยอนุกรม ตัดพจน์ที่หักล้างกัน แล้วดูพจน์แรกที่เหลือ วิธีนี้ยังบอก “อัตราการเข้าใกล้” ซึ่งโลปิตาลไม่บอก

ตัวอย่าง Y-7 · ลิมิต (แนวข้อสอบ)

(ก) lim⁡x→0sin⁡x−x+x3/6x5\lim_{x\to0}\dfrac{\sin x - x + x^3/6}{x^5} (ข) lim⁡x→0tan⁡x−xx3\lim_{x\to0}\dfrac{\tan x - x}{x^3} (ค) lim⁡x→0x−sin⁡xx−tan⁡x\lim_{x\to0}\dfrac{x - \sin x}{x - \tan x}

  1. (ก) sin⁡x−x+x36=x5120−x75040+⋯\sin x - x + \tfrac{x^3}{6} = \tfrac{x^5}{120} - \tfrac{x^7}{5040} + \cdots ⇒ ลิมิต 1120\tfrac{1}{120}

  2. (ข) tan⁡x−x=x33+2x515+⋯\tan x - x = \tfrac{x^3}{3} + \tfrac{2x^5}{15} + \cdots ⇒ ลิมิต 13\tfrac13

  3. (ค) ตัวเศษ x36−⋯\tfrac{x^3}{6} - \cdots ตัวส่วน −x33−⋯-\tfrac{x^3}{3} - \cdots ⇒ 1/6−1/3=−12\dfrac{1/6}{-1/3} = -\tfrac12

(ก) 1120\tfrac{1}{120} · (ข) 13\tfrac13 · (ค) −12-\tfrac12 — ข้อ (ก) ถ้าใช้โลปิตาลต้องหาอนุพันธ์ 5 ครั้ง

หาผลบวกอนุกรมจากอนุกรมเทย์เลอร์ กลาง

ย้อนทาง: เห็นอนุกรมตัวเลขแล้วจำได้ว่าเป็นอนุกรมเทย์เลอร์ของฟังก์ชันใดที่จุดใด เช่น ∑2nn!=e2\sum\tfrac{2^n}{n!} = e^2, ∑(−1)nπ2n(2n)!=cos⁡π=−1\sum\tfrac{(-1)^n\pi^{2n}}{(2n)!} = \cos\pi = -1

ตัวอย่าง Y-8 · หาผลบวก

(ก) ∑n=1∞n2n!\displaystyle\sum_{n=1}^{\infty}\frac{n^2}{n!} (ข) ∑n=0∞(−1)n3n(2n+1)\displaystyle\sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n}{3^n(2n+1)}

  1. (ก) n2n!=n(n−1)!\dfrac{n^2}{n!} = \dfrac{n}{(n-1)!} ให้ m=n−1m = n - 1: ∑m≥0m+1m!=∑mm!+∑1m!=e+e=2e\sum_{m\ge0}\dfrac{m+1}{m!} = \sum\dfrac{m}{m!} + \sum\dfrac{1}{m!} = e + e = 2e

  2. (ข) เทียบ arctan⁡x=∑(−1)nx2n+12n+1\arctan x = \sum\dfrac{(-1)^n x^{2n+1}}{2n+1}: ต้องการ x2n=3−nx^{2n} = 3^{-n} ⇒ x=13x = \tfrac{1}{\sqrt3} ⇒ อนุกรม =3arctan⁡13=3⋅π6= \sqrt3\arctan\tfrac{1}{\sqrt3} = \sqrt3\cdot\tfrac{\pi}{6}

(ก) 2e≈5.43662e \approx 5.4366 · (ข) π36≈0.9069\tfrac{\pi\sqrt3}{6} \approx 0.9069 (นี่คืออนุกรมที่ลู่เข้าเร็วสำหรับคำนวณ π)

สูตรออยเลอร์: จากอนุกรมสู่เฟสเซอร์ กลาง

แทน x=jθx = j\theta ในอนุกรมของ exe^x แล้วแยกพจน์คู่-คี่ จะได้อนุกรมของ cos และ sin พอดี นี่คือรากฐานของการวิเคราะห์วงจรไฟฟ้ากระแสสลับด้วยเฟสเซอร์ และของอนุกรมฟูริเยร์

Y20 Euler's formula สูตรออยเลอร์

ejθ=∑(jθ)nn!=(1−θ22!+θ44!−⋯ )⏟cos⁡θ+j(θ−θ33!+⋯ )⏟sin⁡θe^{j\theta} = \sum\frac{(j\theta)^n}{n!} = \underbrace{\left(1 - \frac{\theta^2}{2!} + \frac{\theta^4}{4!} - \cdots\right)}_{\cos\theta} + j\underbrace{\left(\theta - \frac{\theta^3}{3!} + \cdots\right)}_{\sin\theta}

j2=−1, j3=−j, j4=1j^2 = -1,\ j^3 = -j,\ j^4 = 1 ทำให้เครื่องหมายสลับ · ejπ+1=0e^{j\pi} + 1 = 0

ฟังก์ชันวิเคราะห์ และฟังก์ชันที่อนุกรมเทย์เลอร์ใช้ไม่ได้ ขั้นสูง

Y21 Analytic function ฟังก์ชันวิเคราะห์

f วิเคราะห์ที่ a  ⟺  f(x)=∑f(n)(a)n!(x−a)n ในบางช่วงรอบ af \text{ วิเคราะห์ที่ } a \iff f(x) = \sum\frac{f^{(n)}(a)}{n!}(x-a)^n \text{ ในบางช่วงรอบ } a

พหุนาม eˣ sin cos ln ราก และผลบวก ผลคูณ ผลหาร ประกอบของพวกนี้ วิเคราะห์ในโดเมนของมัน

Y22 Smooth but not analytic เรียบแต่ไม่วิเคราะห์

f(x)={e−1/x2x≠00x=0,f(n)(0)=0 ∀nf(x) = \begin{cases} e^{-1/x^2} & x \ne 0 \\ 0 & x = 0 \end{cases},\quad f^{(n)}(0) = 0\ \forall n

อนุกรมเทย์เลอร์รอบ 0 เป็น 0 ทุกพจน์ ลู่เข้าทุก x แต่ไม่เท่ากับ f — ต้องตรวจ Rn→0R_n \to 0 เสมอ

Y23 Two-variable Taylor expansion เทย์เลอร์สองตัวแปร

f(a+h,b+k)≈f+fxh+fyk+12(fxxh2+2fxyhk+fyyk2)f(a+h, b+k) \approx f + f_x h + f_y k + \tfrac12\left(f_{xx}h^2 + 2f_{xy}hk + f_{yy}k^2\right)

ทุกอนุพันธ์ประเมินที่ (a, b) · พจน์อันดับสองคือเมทริกซ์เฮสเซียน ใช้จำแนกจุดวิกฤตในค่าสุดขีดหลายตัวแปร

ต่อไป: เมื่อมีจุดเอกฐานอยู่ตรงกลาง

อนุกรมเทย์เลอร์ใช้ไม่ได้รอบจุดที่ฟังก์ชันระเบิด เช่น 1z\tfrac{1}{z} หรือ e1/ze^{1/z} รอบ 0 ทางแก้คือยอมให้มีกำลังลบ ได้อนุกรมโลรองต์ ซึ่งเป็นเครื่องมือของเรซิดิว การแปลงลาปลาซผกผัน และการแปลง Z · ดูการใช้อนุกรมเทย์เลอร์ในงานจริงที่ อนุกรมในงานวิศวกรรม · บทความ อนุกรมเทย์เลอร์คืออะไร

คำถามที่พบบ่อย

อนุกรมเทย์เลอร์กับอนุกรมแมคลอรินต่างกันอย่างไร?

อนุกรมเทย์เลอร์ของ f รอบจุด a คือ ∑f(n)(a)n!(x−a)n\sum \dfrac{f^{(n)}(a)}{n!}(x-a)^n ส่วนอนุกรมแมคลอรินคือกรณีพิเศษที่ a = 0 คือ ∑f(n)(0)n!xn\sum \dfrac{f^{(n)}(0)}{n!}x^n เช่น ex=1+x+x22!+⋯e^x = 1 + x + \tfrac{x^2}{2!} + \cdots เป็นอนุกรมแมคลอริน

อนุกรมแมคลอรินที่ต้องจำมีอะไรบ้าง?

ex=∑xnn!e^x = \sum\tfrac{x^n}{n!}, sin⁡x=∑(−1)nx2n+1(2n+1)!\sin x = \sum\tfrac{(-1)^n x^{2n+1}}{(2n+1)!}, cos⁡x=∑(−1)nx2n(2n)!\cos x = \sum\tfrac{(-1)^n x^{2n}}{(2n)!} (ทั้งสามลู่เข้าทุก x), 11−x=∑xn\tfrac{1}{1-x} = \sum x^n, ln⁡(1+x)=∑(−1)n+1xnn\ln(1+x) = \sum\tfrac{(-1)^{n+1}x^n}{n}, arctan⁡x=∑(−1)nx2n+12n+1\arctan x = \sum\tfrac{(-1)^n x^{2n+1}}{2n+1} และ (1+x)α=∑(αn)xn(1+x)^\alpha = \sum\binom{\alpha}{n}x^n (สี่ตัวหลังมีรัศมี 1)

จะรู้ได้อย่างไรว่าประมาณด้วยพหุนามเทย์เลอร์แล้วคลาดเท่าไร?

ใช้เศษเหลือลากรองจ์ ∣Rn(x)∣≤M(n+1)!∣x−a∣n+1|R_n(x)| \le \dfrac{M}{(n+1)!}|x-a|^{n+1} โดย M คือค่ามากสุดของ ∣f(n+1)∣|f^{(n+1)}| ระหว่าง a กับ x หรือถ้าอนุกรมเป็นอนุกรมสลับ ความคลาดไม่เกินพจน์แรกที่ตัดทิ้ง เช่น sin⁡0.2≈0.2−0.008/6\sin 0.2 \approx 0.2 - 0.008/6 คลาดไม่เกิน 0.25/120≈2.7×10−60.2^5/120 \approx 2.7\times10^{-6}

ใช้อนุกรมเทย์เลอร์หาลิมิตอย่างไร?

แทนฟังก์ชันด้วยอนุกรมแล้วตัดพจน์ต้น ๆ ที่หักล้างกัน เช่น lim⁡x→0x−sin⁡xx3\lim_{x\to0}\dfrac{x - \sin x}{x^3}: ตัวเศษ =x−(x−x36+⋯ )=x36−⋯= x - (x - \tfrac{x^3}{6} + \cdots) = \tfrac{x^3}{6} - \cdots ลิมิตจึงเป็น 16\tfrac16 เร็วกว่าใช้โลปิตาลสามครั้ง

ฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ทุกอันดับ มีอนุกรมเทย์เลอร์เท่ากับตัวเองเสมอไหม?

ไม่เสมอ ตัวอย่างคลาสสิก f(x)=e−1/x2f(x) = e^{-1/x^2} (f(0) = 0) มีอนุพันธ์ทุกอันดับที่ 0 เป็นศูนย์ อนุกรมเทย์เลอร์จึงเป็น 0 แต่ f ไม่เป็นศูนย์เมื่อ x ≠ 0 ฟังก์ชันที่อนุกรมเทย์เลอร์ลู่เข้าสู่ตัวเองเรียกว่าฟังก์ชันวิเคราะห์ (analytic) ฟังก์ชันพื้นฐานเกือบทั้งหมดเป็นแบบนี้

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์