พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. พีชคณิตเชิงเส้น
  4. แนวข้อสอบ

// บทที่ 7.12 · พีชคณิตเชิงเส้น · Exam Practice

แนวข้อสอบเมทริกซ์ ดีเทอร์มิแนนต์ แรงก์ และกฎของคราเมอร์ (Exam Practice): 45 ข้อพร้อมเฉลย และโจทย์สุ่มไม่จำกัด

45 ข้อเรียงจากระดับมัธยมปลายถึงคณิตศาสตร์วิศวกรรม ทุกข้อซ่อนเฉลยไว้ให้ลองทำเองก่อน เฉลยแต่ละข้อบอกสูตรที่ใช้พร้อมลิงก์กลับไปยังหน้าเนื้อหา และมีเครื่องสุ่มโจทย์ 10 แบบที่ตรวจคำตอบให้ทันที ใช้ได้ทั้งเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบกลางภาค และสอบปลายภาค

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
ใช้หน้านี้อย่างไร
  • ทวนสูตรต้องจำ 5 นาที แล้วเลือกชุดตามเป้าหมาย: A สอบเข้ามหาวิทยาลัย (A-Level / TCAS) · B พีชคณิตเชิงเส้น ป.ตรี · C วิธีเชิงตัวเลขและงานวิศวกรรม
  • กดที่โจทย์เพื่อเปิดเฉลยหลังทำเสร็จ ข้อที่ผิดให้กดรหัสสูตรในเฉลยกลับไปอ่านเนื้อหา
  • ฝึกซ้ำด้วยเครื่องสุ่มโจทย์ จนถูกติดกันอย่างน้อย 5 ข้อในแต่ละระดับ
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · เตรียมสอบกลาง ป.ตรี วิศวกรรมเข้มข้น วิธีเชิงตัวเลข · งานจริง

สูตรต้องจำก่อนเข้าห้องสอบ

สรุปสูตรที่ใช้ในทั้ง 45 ข้อ ให้ AA เป็นเมทริกซ์ n×nn\times n และ kk เป็นค่าคงที่ กดรหัสสูตรเพื่อดูที่มาและตัวอย่าง

X1 Determinant rules สมบัติดีเทอร์มิแนนต์

det⁡(kA)=kndet⁡A,det⁡AT=det⁡A,det⁡(AB)=det⁡Adet⁡B,det⁡A−1=1det⁡A\det(kA) = k^n\det A,\quad \det A^T = \det A,\quad \det(AB) = \det A\det B,\quad \det A^{-1} = \tfrac{1}{\det A}

สลับสองแถว: เปลี่ยนเครื่องหมาย · คูณแถวด้วย kk: คูณ kk · บวกพหุคูณของแถวอื่น: ไม่เปลี่ยน — D5–D12

X2 Adjugate shortcuts สูตรลัด adj⁡\operatorname{adj}

Aadj⁡A=(det⁡A)I,det⁡(adj⁡A)=(det⁡A)n−1,adj⁡(adj⁡A)=(det⁡A)n−2AA\operatorname{adj}A = (\det A)I,\quad \det(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{n-1},\quad \operatorname{adj}(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{n-2}A

D22–D24

X3 2×2 inverse อินเวอร์ส 2×2

(abcd)−1=1ad−bc(d−b−ca)\begin{pmatrix} a & b \\ c & d \end{pmatrix}^{-1} = \frac{1}{ad - bc}\begin{pmatrix} d & -b \\ -c & a \end{pmatrix}

AX=B⇒X=A−1BAX = B \Rightarrow X = A^{-1}B · XA=B⇒X=BA−1XA = B \Rightarrow X = BA^{-1} — I9

X4 Cramer's rule กฎของคราเมอร์

xi=ΔiΔ,Δ=det⁡A≠0x_i = \frac{\Delta_i}{\Delta},\quad \Delta = \det A \ne 0

ถามตัวแปรเดียว ใช้ดีเทอร์มิแนนต์แค่สองตัว — C1

X5 Solutions by rank จำนวนคำตอบจากแรงก์

r(A)<r([A∣b]):ไม่มีr(A)=r([A∣b])=n:เดียว=r<n:ไม่จำกัดr(A) \lt r([A\mid\mathbf b]): \text{ไม่มี} \quad r(A) = r([A\mid\mathbf b]) = n: \text{เดียว} \quad = r \lt n: \text{ไม่จำกัด}

ระบบจัตุรัส: Δ≠0\Delta \ne 0 ⇒ คำตอบเดียว · Δ=0\Delta = 0 ⇒ ลดแถวดูว่าไม่มีหรือไม่จำกัด — R7

X6 Cayley–Hamilton for 2×2 ลัดยกกำลัง 2×2

A2−(tr⁡A)A+(det⁡A)I=OA^2 - (\operatorname{tr}A)A + (\det A)I = O

ใช้ลดกำลังสูงหรือหา A−1=(tr⁡A)I−Adet⁡AA^{-1} = \frac{(\operatorname{tr}A)I - A}{\det A} — E-ชุดเคย์ลีย์-แฮมิลตัน

X7 Iterative methods จาโคบีและเกาส์-ไซเดล

xiใหม่=bi−∑j≠iaijxjaiix_i^{\text{ใหม่}} = \frac{b_i - \sum_{j\ne i}a_{ij}x_j}{a_{ii}}

จาโคบีใช้ xjx_j รอบเก่าทั้งหมด · เกาส์-ไซเดลใช้ค่าใหม่ทันที · ทแยงเด่นแท้ ⇒ ลู่เข้า — N13–N18

X8 Condition number เลขเงื่อนไข

κ∞=∥A∥∞∥A−1∥∞,∥δx∥∥x∥≤κ∥δb∥∥b∥\kappa_\infty = \lVert A\rVert_\infty\lVert A^{-1}\rVert_\infty,\quad \frac{\lVert\delta\mathbf x\rVert}{\lVert\mathbf x\rVert} \le \kappa\frac{\lVert\delta\mathbf b\rVert}{\lVert\mathbf b\rVert}

∥A∥∞\lVert A\rVert_\infty = ผลรวมค่าสัมบูรณ์ในแถวที่มากที่สุด — N22–N24

โจทย์สุ่มไม่จำกัด: ตรวจคำตอบและดูเฉลยทันที

เลือกระดับ แล้วกด “ข้อใหม่” ได้เรื่อย ๆ มี 10 แบบ: ดีเทอร์มิแนนต์ 2×2 และ 3×3 อินเวอร์ส 2×2 สมบัติดีเทอร์มิแนนต์ คราเมอร์หาตัวแปรเดียว หาแรงก์ พารามิเตอร์ k ระบบไม่มีคำตอบ จาโคบี/เกาส์-ไซเดลหนึ่งรอบ และเลขเงื่อนไข ตอบเป็นจำนวนเต็ม เศษส่วน หรือทศนิยมก็ได้

ชุด A · เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย (18 ข้อ) พื้นฐาน

แนว A-Level คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 และข้อสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ เน้นสมบัติดีเทอร์มิแนนต์ อินเวอร์ส และระบบสมการ ควรทำได้ข้อละไม่เกิน 3 นาที

A1ให้ A=(2−134), B=(10−25)A = \begin{pmatrix} 2 & -1 \\ 3 & 4 \end{pmatrix},\ B = \begin{pmatrix} 1 & 0 \\ -2 & 5 \end{pmatrix} จงหา det⁡(2A−B)\det(2A - B)

2A−B=(3−283)2A - B = \begin{pmatrix} 3 & -2 \\ 8 & 3 \end{pmatrix} · det⁡=9−(−16)\det = 9 - (-16)

25 · ระวัง: det⁡(2A−B)≠2det⁡A−det⁡B\det(2A - B) \ne 2\det A - \det B D12

A2AA เป็นเมทริกซ์ 3×33\times3 ที่ det⁡A=4\det A = 4 จงหา det⁡(2A−1AT)\det(2A^{-1}A^T)

det⁡(2A−1AT)=23⋅det⁡A−1⋅det⁡AT=8⋅14⋅4\det(2A^{-1}A^T) = 2^3\cdot\det A^{-1}\cdot\det A^T = 8\cdot\tfrac14\cdot4

8 · X1

A3AA เป็นเมทริกซ์ 3×33\times3 ที่ det⁡A=−2\det A = -2 จงหา det⁡(3A−1)\det(3A^{-1}) และ det⁡(adj⁡A)\det(\operatorname{adj}A)

det⁡(3A−1)=27⋅(−12)\det(3A^{-1}) = 27\cdot\left(-\tfrac12\right) · det⁡(adj⁡A)=(det⁡A)3−1=(−2)2\det(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{3-1} = (-2)^2

−272-\tfrac{27}{2} และ 44 · X2

A4ผลบวกของค่า xx ทั้งหมดที่ทำให้ ∣x+241x−1∣=0\begin{vmatrix} x + 2 & 4 \\ 1 & x - 1 \end{vmatrix} = 0

(x+2)(x−1)−4=x2+x−6=(x+3)(x−2)=0(x + 2)(x - 1) - 4 = x^2 + x - 6 = (x + 3)(x - 2) = 0 ได้ x=−3,2x = -3, 2

−1-1

A5จงหา det⁡(12−1302−214)\det\begin{pmatrix} 1 & 2 & -1 \\ 3 & 0 & 2 \\ -2 & 1 & 4 \end{pmatrix}

กระจายตามแถว 1: 1(0−2)−2(12+4)+(−1)(3−0)=−2−32−31(0 - 2) - 2(12 + 4) + (-1)(3 - 0) = -2 - 32 - 3

−37-37 · D4

A6ถ้า ∣abcdefghi∣=5\begin{vmatrix} a & b & c \\ d & e & f \\ g & h & i \end{vmatrix} = 5 จงหา ∣2a2b2cghid+3ae+3bf+3c∣\begin{vmatrix} 2a & 2b & 2c \\ g & h & i \\ d + 3a & e + 3b & f + 3c \end{vmatrix}

ดึง 2 ออกจากแถว 1 · แถว 3 ลบ 32\tfrac32 ของแถว 1 เดิม (ไม่เปลี่ยนค่า) เหลือ (d,e,f)(d, e, f) · สลับแถว 2 กับ 3 ได้เครื่องหมายลบ

2×(−5)=−102\times(-5) = -10 · D6 D7 D8

A7ให้ A=(1234)A = \begin{pmatrix} 1 & 2 \\ 3 & 4 \end{pmatrix} ผลบวกของสมาชิกทุกตัวของ A−1A^{-1} เท่ากับเท่าใด

A−1=1−2(4−2−31)=(−2132−12)A^{-1} = \dfrac{1}{-2}\begin{pmatrix} 4 & -2 \\ -3 & 1 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} -2 & 1 \\ \tfrac32 & -\tfrac12 \end{pmatrix}

−2+1+32−12=0-2 + 1 + \tfrac32 - \tfrac12 = 0 · X3

A8หาเมทริกซ์ XX ที่ทำให้ (2153)X=(1021)\begin{pmatrix} 2 & 1 \\ 5 & 3 \end{pmatrix}X = \begin{pmatrix} 1 & 0 \\ 2 & 1 \end{pmatrix}

det⁡=1\det = 1 จึง A−1=(3−1−52)A^{-1} = \begin{pmatrix} 3 & -1 \\ -5 & 2 \end{pmatrix} · คูณทางซ้าย: X=A−1BX = A^{-1}B

X=(1−1−12)X = \begin{pmatrix} 1 & -1 \\ -1 & 2 \end{pmatrix} · I9

A9ใช้กฎของคราเมอร์หาเฉพาะ yy จาก 2x+y−z=3x+3y+2z=143x−y+z=2\begin{aligned} 2x + y - z &= 3 \\ x + 3y + 2z &= 14 \\ 3x - y + z &= 2 \end{aligned}

Δ=2(3+2)−1(1−6)+(−1)(−1−9)=25\Delta = 2(3 + 2) - 1(1 - 6) + (-1)(-1 - 9) = 25 · Δy=∣23−11142321∣=2(10)−3(−5)+(−1)(−40)=75\Delta_y = \begin{vmatrix} 2 & 3 & -1 \\ 1 & 14 & 2 \\ 3 & 2 & 1 \end{vmatrix} = 2(10) - 3(-5) + (-1)(-40) = 75

y=75/25=3y = 75/25 = 3 (คำตอบเต็มคือ (1,3,2)(1, 3, 2)) · X4

A10หาค่า kk ที่ทำให้ระบบ kx+2y=3, 8x+ky=6kx + 2y = 3,\ 8x + ky = 6 ไม่มีคำตอบ

Δ=k2−16=0⇒k=±4\Delta = k^2 - 16 = 0 \Rightarrow k = \pm4 · k=4k = 4: สมการที่ 2 คือสมการที่ 1 คูณ 2 พอดี → ไม่จำกัด · k=−4k = -4: −4x+2y=3-4x + 2y = 3 กับ 8x−4y=68x - 4y = 6 (คูณ −2-2 ได้ −6≠6-6 \ne 6) → ขนาน

k=−4k = -4 · X5

A11ให้ A=(1234)A = \begin{pmatrix} 1 & 2 \\ 3 & 4 \end{pmatrix} จงหา A2−5A+2IA^2 - 5A + 2I

tr⁡A=5, det⁡A=−2\operatorname{tr}A = 5,\ \det A = -2 โดยเคย์ลีย์-แฮมิลตัน A2−5A−2I=OA^2 - 5A - 2I = O จึง A2−5A+2I=4IA^2 - 5A + 2I = 4I

(4004)\begin{pmatrix} 4 & 0 \\ 0 & 4 \end{pmatrix} · X6

A12ให้ A=(1102)A = \begin{pmatrix} 1 & 1 \\ 0 & 2 \end{pmatrix} จงหา A5A^5

A2=(1304), A3=(1708)A^2 = \begin{pmatrix} 1 & 3 \\ 0 & 4 \end{pmatrix},\ A^3 = \begin{pmatrix} 1 & 7 \\ 0 & 8 \end{pmatrix} เห็นรูปแบบ An=(12n−102n)A^n = \begin{pmatrix} 1 & 2^n - 1 \\ 0 & 2^n \end{pmatrix} (พิสูจน์ด้วยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์)

(131032)\begin{pmatrix} 1 & 31 \\ 0 & 32 \end{pmatrix}

A13ให้ A=(2314)A = \begin{pmatrix} 2 & 3 \\ 1 & 4 \end{pmatrix} และ BB เป็นเมทริกซ์ 2×22\times2 ที่ det⁡B=−3\det B = -3 จงหา det⁡(A3B−1)\det(A^3B^{-1})

det⁡A=5\det A = 5 · det⁡(A3B−1)=53⋅1−3\det(A^3B^{-1}) = 5^3\cdot\tfrac{1}{-3}

−1253-\tfrac{125}{3} · X1

A14หาพื้นที่สามเหลี่ยมที่มีจุดยอด (1,1), (4,2), (2,5)(1, 1),\ (4, 2),\ (2, 5)

เวกเตอร์จากจุดแรก (3,1)(3, 1) และ (1,4)(1, 4) · พื้นที่ =12∣det⁡(3114)∣=12∣12−1∣= \tfrac12\left|\det\begin{pmatrix} 3 & 1 \\ 1 & 4 \end{pmatrix}\right| = \tfrac12|12 - 1|

112\tfrac{11}{2} ตารางหน่วย · D17

A15หาแรงก์ของ (1232463610)\begin{pmatrix} 1 & 2 & 3 \\ 2 & 4 & 6 \\ 3 & 6 & 10 \end{pmatrix}

R2−2R1=(0,0,0)R_2 - 2R_1 = (0, 0, 0) · R3−3R1=(0,0,1)R_3 - 3R_1 = (0, 0, 1) เหลือแถวไม่เป็นศูนย์ 2 แถว

2 · การลดแถว

A16ผลบวกของค่า kk ทั้งหมดที่ทำให้ (11k1k1k11)\begin{pmatrix} 1 & 1 & k \\ 1 & k & 1 \\ k & 1 & 1 \end{pmatrix} ไม่มีอินเวอร์ส

เทคนิค: บวกทุกหลักเข้าหลักแรก ทุกแถวได้ k+2k + 2 ดึงออกมา จึงมีตัวประกอบ (k+2)(k + 2) · คำนวณเต็ม det⁡=−(k−1)2(k+2)\det = -(k - 1)^2(k + 2)

k=1,−2k = 1, -2 ผลบวก −1-1 · ตัวอย่าง R-5

A17AA เป็นเมทริกซ์จำนวนจริง 3×33\times3 ที่ A3=2IA^3 = 2I จงหา det⁡A\det A และ det⁡(adj⁡A)\det(\operatorname{adj}A)

(det⁡A)3=det⁡(2I)=23=8(\det A)^3 = \det(2I) = 2^3 = 8 และ det⁡A\det A เป็นจำนวนจริง จึง det⁡A=2\det A = 2 · det⁡(adj⁡A)=22\det(\operatorname{adj}A) = 2^2

det⁡A=2, det⁡(adj⁡A)=4\det A = 2,\ \det(\operatorname{adj}A) = 4

A18ระบบ x+y+z=6x+2y+3z=14x+4y+kz=m\begin{aligned} x + y + z &= 6 \\ x + 2y + 3z &= 14 \\ x + 4y + kz &= m \end{aligned} มีคำตอบไม่จำกัด จงหา k+mk + m

ลดแถว: R2−R1=(0,1,2∣8)R_2 - R_1 = (0, 1, 2 \mid 8), R3−R1=(0,3,k−1∣m−6)R_3 - R_1 = (0, 3, k - 1 \mid m - 6), แล้ว R3−3R2=(0,0,k−7∣m−30)R_3 - 3R_2 = (0, 0, k - 7 \mid m - 30) · ไม่จำกัดเมื่อแถวนี้เป็นศูนย์ทั้งแถว

k=7, m=30k = 7,\ m = 30 ได้ k+m=37k + m = 37 · ตัวอย่าง R-6

ชุด B · พีชคณิตเชิงเส้น ป.ตรี (15 ข้อ) กลาง

แนวข้อสอบกลางภาคและปลายภาคคณิตศาสตร์วิศวกรรม: แรงก์ ปริภูมิศูนย์ ดีเทอร์มิแนนต์ 4×4 อินเวอร์ส 3×3 LU ระบบมีพารามิเตอร์ และโจทย์วงจร

B1หาแรงก์ ภาวะศูนย์ และฐานของปริภูมิศูนย์ของ (1−1202−2513−371)\begin{pmatrix} 1 & -1 & 2 & 0 \\ 2 & -2 & 5 & 1 \\ 3 & -3 & 7 & 1 \end{pmatrix}

RREF: (1−10−200110000)\begin{pmatrix} 1 & -1 & 0 & -2 \\ 0 & 0 & 1 & 1 \\ 0 & 0 & 0 & 0 \end{pmatrix} · x2=s, x4=tx_2 = s,\ x_4 = t: x1=s+2t, x3=−tx_1 = s + 2t,\ x_3 = -t

แรงก์ 2 · ภาวะศูนย์ 2 · ฐาน (1,1,0,0), (2,0,−1,1)(1, 1, 0, 0),\ (2, 0, -1, 1) · R10 R11

B2หาค่า λ\lambda ที่ทำให้ (1−λ)x+2y=0, 3x+(2−λ)y=0(1 - \lambda)x + 2y = 0,\ 3x + (2 - \lambda)y = 0 มีคำตอบที่ไม่ใช่ศูนย์

ต้องการ det⁡=(1−λ)(2−λ)−6=λ2−3λ−4=(λ−4)(λ+1)=0\det = (1 - \lambda)(2 - \lambda) - 6 = \lambda^2 - 3\lambda - 4 = (\lambda - 4)(\lambda + 1) = 0

λ=4\lambda = 4 หรือ −1-1 (คือค่าเฉพาะของ (1232)\begin{pmatrix} 1 & 2 \\ 3 & 2 \end{pmatrix}) · R9

B3หา det⁡(12−132507−11423718)\det\begin{pmatrix} 1 & 2 & -1 & 3 \\ 2 & 5 & 0 & 7 \\ -1 & 1 & 4 & 2 \\ 3 & 7 & 1 & 8 \end{pmatrix} ด้วยการลดแถว

R2−2R1, R3+R1, R4−3R1R_2 - 2R_1,\ R_3 + R_1,\ R_4 - 3R_1 ได้ (0,1,2,1),(0,3,3,5),(0,1,4,−1)(0, 1, 2, 1), (0, 3, 3, 5), (0, 1, 4, -1) · R3−3R2, R4−R2R_3 - 3R_2,\ R_4 - R_2 ได้ (0,0,−3,2),(0,0,2,−2)(0, 0, -3, 2), (0, 0, 2, -2) · R4+23R3R_4 + \tfrac23R_3 ได้ (0,0,0,−23)(0, 0, 0, -\tfrac23)

det⁡=1⋅1⋅(−3)⋅(−23)=2\det = 1\cdot1\cdot(-3)\cdot\left(-\tfrac23\right) = 2 · ลดแถว

B4หา A−1A^{-1} เมื่อ A=(1022−13418)A = \begin{pmatrix} 1 & 0 & 2 \\ 2 & -1 & 3 \\ 4 & 1 & 8 \end{pmatrix}

det⁡A=1(−8−3)−0+2(2+4)=1\det A = 1(-8 - 3) - 0 + 2(2 + 4) = 1 · เมทริกซ์โคแฟกเตอร์ทรานสโพส (แอดจอยต์) หารด้วย 1

A−1=(−1122−4016−1−1)A^{-1} = \begin{pmatrix} -11 & 2 & 2 \\ -4 & 0 & 1 \\ 6 & -1 & -1 \end{pmatrix} · ตรวจแถว 1 × หลัก 1: −11+0+12=1-11 + 0 + 12 = 1 ✓ · I3

B5วงจรสองเมชมีสมการ (R1+R2)I1−R2I2=V(R_1 + R_2)I_1 - R_2I_2 = V และ −R2I1+(R2+R3)I2=0-R_2I_1 + (R_2 + R_3)I_2 = 0 หา I2I_2 ในรูปทั่วไป

Δ=(R1+R2)(R2+R3)−R22=R1R2+R1R3+R2R3\Delta = (R_1 + R_2)(R_2 + R_3) - R_2^2 = R_1R_2 + R_1R_3 + R_2R_3 · Δ2=(R1+R2)⋅0−(−R2)V=R2V\Delta_2 = (R_1 + R_2)\cdot0 - (-R_2)V = R_2V

I2=R2VR1R2+R1R3+R2R3I_2 = \dfrac{R_2V}{R_1R_2 + R_1R_3 + R_2R_3} · คราเมอร์กับวงจร

B6แยก A=(24−249−3−2−37)A = \begin{pmatrix} 2 & 4 & -2 \\ 4 & 9 & -3 \\ -2 & -3 & 7 \end{pmatrix} เป็น LULU แล้วแก้ Ax=(2,8,10)TA\mathbf x = (2, 8, 10)^T

L=(100210−111), U=(24−2011004)L = \begin{pmatrix} 1 & 0 & 0 \\ 2 & 1 & 0 \\ -1 & 1 & 1 \end{pmatrix},\ U = \begin{pmatrix} 2 & 4 & -2 \\ 0 & 1 & 1 \\ 0 & 0 & 4 \end{pmatrix} · Ly=bL\mathbf y = \mathbf b: y=(2,4,8)\mathbf y = (2, 4, 8) · Ux=yU\mathbf x = \mathbf y: x3=2, x2=2, x1=(2−8+4)/2x_3 = 2,\ x_2 = 2,\ x_1 = (2 - 8 + 4)/2

x=(−1,2,2)\mathbf x = (-1, 2, 2) · N8 ·

B7ระบบ x+2y−z=12x+5y+z=4x+3y+az=b\begin{aligned} x + 2y - z &= 1 \\ 2x + 5y + z &= 4 \\ x + 3y + az &= b \end{aligned} หาเงื่อนไขของ a,ba, b สำหรับคำตอบเดียว ไม่จำกัด ไม่มี และเขียนคำตอบกรณีไม่จำกัด

ลดแถวได้แถวสุดท้าย (0,0,a−2∣b−3)(0, 0, a - 2 \mid b - 3) · กรณีไม่จำกัด z=tz = t: y=2−3t, x=1−2y+z=−3+7ty = 2 - 3t,\ x = 1 - 2y + z = -3 + 7t

a≠2a \ne 2: เดียว · a=2,b=3a = 2, b = 3: (x,y,z)=(−3,2,0)+t(7,−3,1)(x, y, z) = (-3, 2, 0) + t(7, -3, 1) · a=2,b≠3a = 2, b \ne 3: ไม่มี · R7

B8หาแรงก์ของ (11112k14k2)\begin{pmatrix} 1 & 1 & 1 \\ 1 & 2 & k \\ 1 & 4 & k^2 \end{pmatrix} สำหรับทุกค่า kk

เป็นทรานสโพสของเมทริกซ์แวนเดอร์มอนด์ที่จุด 1,2,k1, 2, k: det⁡=(2−1)(k−1)(k−2)\det = (2 - 1)(k - 1)(k - 2) · k=1k = 1 หรือ 22 มีสองหลักซ้ำกัน แต่สองแถวแรกยังอิสระ

แรงก์ 3 เมื่อ k≠1,2k \ne 1, 2 · แรงก์ 2 เมื่อ k=1k = 1 หรือ 22 · D15 ·

B9หาเส้นตรง y=c0+c1xy = c_0 + c_1x ที่ฟิตข้อมูล (1,1),(2,2),(3,2)(1, 1), (2, 2), (3, 2) ดีที่สุดแบบกำลังสองน้อยสุด

สมการปกติ ATAc=ATyA^TA\mathbf c = A^T\mathbf y: (36614)c=(511)\begin{pmatrix} 3 & 6 \\ 6 & 14 \end{pmatrix}\mathbf c = \begin{pmatrix} 5 \\ 11 \end{pmatrix} · คราเมอร์ Δ=6\Delta = 6: c0=(70−66)/6, c1=(33−30)/6c_0 = (70 - 66)/6,\ c_1 = (33 - 30)/6

y=23+12xy = \tfrac23 + \tfrac12x · กำลังสองน้อยสุด

B10หาดีเทอร์มิแนนต์ของเมทริกซ์ 4×44\times4 ที่แนวทแยงเป็น 3 และสมาชิกอื่นเป็น 1 ทั้งหมด

สูตร det⁡=(a−b)n−1(a+(n−1)b)\det = (a - b)^{n-1}(a + (n - 1)b) กับ a=3, b=1, n=4a = 3,\ b = 1,\ n = 4 (หรือบวกทุกหลักเข้าหลักแรกแล้วลดแถว)

23×6=482^3\times6 = 48 · D25

B11AA เป็นเมทริกซ์ 3×33\times3 ที่ det⁡A=3\det A = 3 จงหา adj⁡(adj⁡A)\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A) ในรูปของ AA และหา det⁡(adj⁡(adj⁡A))\det(\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A))

adj⁡(adj⁡A)=(det⁡A)n−2A=3A\operatorname{adj}(\operatorname{adj}A) = (\det A)^{n-2}A = 3A · det⁡(3A)=27×3\det(3A) = 27\times3

3A3A และ 8181 (= 3(n−1)23^{(n-1)^2}) · D23

B12วงจร AC มีสมการเมช (2+j)I1−jI2=10(2 + j)\mathbf I_1 - j\mathbf I_2 = 10 และ −jI1+(1+2j)I2=0-j\mathbf I_1 + (1 + 2j)\mathbf I_2 = 0 หา I1, I2\mathbf I_1,\ \mathbf I_2

Δ=(2+j)(1+2j)−(−j)2=5j+1\Delta = (2 + j)(1 + 2j) - (-j)^2 = 5j + 1 · Δ1=10(1+2j)\Delta_1 = 10(1 + 2j) · Δ2=10j\Delta_2 = 10j · หารเชิงซ้อนคูณด้วยสังยุค 1−5j1 - 5j

I1=55−15j13≈4.385∠−15.3∘\mathbf I_1 = \tfrac{55 - 15j}{13} \approx 4.385\angle{-15.3^\circ} A · I2=25+5j13≈1.961∠11.3∘\mathbf I_2 = \tfrac{25 + 5j}{13} \approx 1.961\angle 11.3^\circ A · คราเมอร์กับ AC

B13หา det⁡(sI−A)\det(sI - A) และขั้วของระบบเมื่อ A=(01−6−5)A = \begin{pmatrix} 0 & 1 \\ -6 & -5 \end{pmatrix}

det⁡(s−16s+5)=s(s+5)+6=s2+5s+6=(s+2)(s+3)\det\begin{pmatrix} s & -1 \\ 6 & s + 5 \end{pmatrix} = s(s + 5) + 6 = s^2 + 5s + 6 = (s + 2)(s + 3)

s2+5s+6s^2 + 5s + 6 ขั้ว s=−2,−3s = -2, -3 (เสถียร) · ค่าเฉพาะ

B14หาค่า kk ที่ทำให้เวกเตอร์ (1,2,3), (2,k,4), (3,5,7)(1, 2, 3),\ (2, k, 4),\ (3, 5, 7) ไม่เป็นอิสระเชิงเส้น

det⁡(1232k4357)=(7k−20)−2(14−12)+3(10−3k)=6−2k=0\det\begin{pmatrix} 1 & 2 & 3 \\ 2 & k & 4 \\ 3 & 5 & 7 \end{pmatrix} = (7k - 20) - 2(14 - 12) + 3(10 - 3k) = 6 - 2k = 0

k=3k = 3 (แรงก์ลดเหลือ 2) · R5

B15AA ขนาด 4×54\times5 แรงก์ 3 และ BB ขนาด 5×35\times3 แรงก์ 3 แรงก์ของ ABAB อยู่ในช่วงใด

อสมการซิลเวสเตอร์: 3+3−5≤rank⁡(AB)≤min⁡(3,3)3 + 3 - 5 \le \operatorname{rank}(AB) \le \min(3, 3)

1≤rank⁡(AB)≤31 \le \operatorname{rank}(AB) \le 3 · R12

ชุด C · วิธีเชิงตัวเลขและงานวิศวกรรม (12 ข้อ) เข้มข้น

แนววิชา Numerical Methods และคณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง: จาโคบี เกาส์-ไซเดล การลู่เข้า SOR การสลับแถว โทมัส โชเลสกี และเลขเงื่อนไข

C1ระบบ 5x−y+z=102x+8y−z=11−x+y+4z=3\begin{aligned} 5x - y + z &= 10 \\ 2x + 8y - z &= 11 \\ -x + y + 4z &= 3 \end{aligned} เริ่มที่ x(0)=0\mathbf x^{(0)} = \mathbf 0 หา x(1)\mathbf x^{(1)} ด้วยจาโคบี และด้วยเกาส์-ไซเดล

จาโคบี: x=10/5, y=11/8, z=3/4x = 10/5,\ y = 11/8,\ z = 3/4 · เกาส์-ไซเดล: x=2x = 2, y=(11−2⋅2)/8=78y = (11 - 2\cdot2)/8 = \tfrac78, z=(3+2−78)/4=3332z = (3 + 2 - \tfrac78)/4 = \tfrac{33}{32}

จาโคบี (2,1.375,0.75)(2, 1.375, 0.75) · เกาส์-ไซเดล (2,0.875,1.03125)(2, 0.875, 1.03125) · คำตอบจริง (2,1,1)(2, 1, 1) · X7

C2ทำเกาส์-ไซเดลต่อจากข้อ C1 อีกหนึ่งรอบ หา x(2)\mathbf x^{(2)}

x=(10+0.875−1.03125)/5=1.96875x = (10 + 0.875 - 1.03125)/5 = 1.96875 · y=(11−2(1.96875)+1.03125)/8=1.01172y = (11 - 2(1.96875) + 1.03125)/8 = 1.01172 · z=(3+1.96875−1.01172)/4=0.98926z = (3 + 1.96875 - 1.01172)/4 = 0.98926

(1.96875, 1.01172, 0.98926)(1.96875,\ 1.01172,\ 0.98926) — คลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.032 หลังสองรอบ ·

C3ระบบในข้อ C1 รับประกันได้หรือไม่ว่าจาโคบีและเกาส์-ไซเดลจะลู่เข้าจากทุกค่าเริ่มต้น

ตรวจทแยงเด่นแท้: 5>1+1, 8>2+1, 4>1+15 \gt 1 + 1,\ 8 \gt 2 + 1,\ 4 \gt 1 + 1 ครบทุกแถว

รับประกันได้ · N18

C4จัดลำดับสมการ x+6y−2z=3, 7x−y+z=8, x+y+5z=12x + 6y - 2z = 3,\ 7x - y + z = 8,\ x + y + 5z = 12 ใหม่ให้ทแยงเด่นก่อนใช้เกาส์-ไซเดล

สมการที่มีสัมประสิทธิ์ xx ใหญ่สุด (7) ไว้แถวแรก สัมประสิทธิ์ yy ใหญ่สุด (6) แถวสอง zz (5) แถวสาม: 7>2, 6>3, 5>27 \gt 2,\ 6 \gt 3,\ 5 \gt 2

ลำดับ 7x−y+z=87x - y + z = 8 → x+6y−2z=3x + 6y - 2z = 3 → x+y+5z=12x + y + 5z = 12 · คำตอบ (1,1,2)(1, 1, 2)

C5หา ρ(TJ)\rho(T_J) และ ρ(TGS)\rho(T_{GS}) ของ A=(2−1−12)A = \begin{pmatrix} 2 & -1 \\ -1 & 2 \end{pmatrix} และประมาณจำนวนรอบที่ต้องใช้เพื่อลดความคลาดเคลื่อน 10610^6 เท่า

TJ=(012120)T_J = \begin{pmatrix} 0 & \tfrac12 \\ \tfrac12 & 0 \end{pmatrix} ค่าเฉพาะ ±12\pm\tfrac12 · TGS=(012014)T_{GS} = \begin{pmatrix} 0 & \tfrac12 \\ 0 & \tfrac14 \end{pmatrix} ค่าเฉพาะ 0,140, \tfrac14 · k≈6/(−log⁡10ρ)k \approx 6/(-\log_{10}\rho)

ρJ=12\rho_J = \tfrac12 (≈ 20 รอบ) · ρGS=14=ρJ2\rho_{GS} = \tfrac14 = \rho_J^2 (≈ 10 รอบ) · N20

C6ระบบ tridiag⁡(−1,2,−1)\operatorname{tridiag}(-1, 2, -1) ขนาด 10×1010\times10 หา ω\omega ที่ดีที่สุดของ SOR และรัศมีสเปกตรัมที่ได้

ρJ=cos⁡π11=0.9595\rho_J = \cos\tfrac{\pi}{11} = 0.9595 · ω∗=21+1−ρJ2=21+sin⁡(π/11)\omega^* = \dfrac{2}{1 + \sqrt{1 - \rho_J^2}} = \dfrac{2}{1 + \sin(\pi/11)}

ω∗≈1.560\omega^* \approx 1.560 และ ρ=ω∗−1≈0.560\rho = \omega^* - 1 \approx 0.560 · N21

C7หา κ∞(A)\kappa_\infty(A) ของ A=(1234)A = \begin{pmatrix} 1 & 2 \\ 3 & 4 \end{pmatrix}

∥A∥∞=max⁡(3,7)=7\lVert A\rVert_\infty = \max(3, 7) = 7 · A−1=(−211.5−0.5)A^{-1} = \begin{pmatrix} -2 & 1 \\ 1.5 & -0.5 \end{pmatrix} ได้ ∥A−1∥∞=max⁡(3,2)=3\lVert A^{-1}\rVert_\infty = \max(3, 2) = 3

κ∞=21\kappa_\infty = 21 · X8

C8แก้ 10−5x+y=1, x+y=210^{-5}x + y = 1,\ x + y = 2 บนเครื่องที่เก็บ 4 หลักนัยสำคัญ แบบไม่สลับแถวและแบบสลับแถว

ไม่สลับ: m=105m = 10^5, a22=1−105→−1.000×105a_{22} = 1 - 10^5 \to -1.000\times10^5, b2=2−105→−1.000×105b_2 = 2 - 10^5 \to -1.000\times10^5 ได้ y=1.000, x=(1−1)/10−5=0y = 1.000,\ x = (1 - 1)/10^{-5} = 0 · สลับ: m=10−5m = 10^{-5} ได้ y=1.000, x=2−1=1.000y = 1.000,\ x = 2 - 1 = 1.000

ไม่สลับ x=0x = 0 (ผิด 100%) · สลับ x=1.000x = 1.000 (ค่าจริง 1.00001) ·

C9ใช้อัลกอริทึมโทมัสแก้ (4−10−14−10−14)x=(15−27)\begin{pmatrix} 4 & -1 & 0 \\ -1 & 4 & -1 \\ 0 & -1 & 4 \end{pmatrix}\mathbf x = \begin{pmatrix} 15 \\ -2 \\ 7 \end{pmatrix}

c1′=−14, d1′=154c_1' = -\tfrac14,\ d_1' = \tfrac{15}{4} · m2=4−14=154m_2 = 4 - \tfrac14 = \tfrac{15}{4}: c2′=−415, d2′=7/415/4=715c_2' = -\tfrac{4}{15},\ d_2' = \tfrac{7/4}{15/4} = \tfrac{7}{15} · m3=4−415=5615m_3 = 4 - \tfrac{4}{15} = \tfrac{56}{15}: d3′=7+7/1556/15=2d_3' = \tfrac{7 + 7/15}{56/15} = 2 · ย้อนกลับ x3=2, x2=715+415(2)=1, x1=154+14(1)=4x_3 = 2,\ x_2 = \tfrac{7}{15} + \tfrac{4}{15}(2) = 1,\ x_1 = \tfrac{15}{4} + \tfrac14(1) = 4

x=(4,1,2)\mathbf x = (4, 1, 2) · N12

C10หาการแยกโชเลสกี A=LLTA = LL^T ของ A=(9333553514)A = \begin{pmatrix} 9 & 3 & 3 \\ 3 & 5 & 5 \\ 3 & 5 & 14 \end{pmatrix}

ℓ11=3, ℓ21=ℓ31=1\ell_{11} = 3,\ \ell_{21} = \ell_{31} = 1 · ℓ22=5−1=2, ℓ32=(5−1)/2=2\ell_{22} = \sqrt{5 - 1} = 2,\ \ell_{32} = (5 - 1)/2 = 2 · ℓ33=14−1−4=3\ell_{33} = \sqrt{14 - 1 - 4} = 3

L=(300120123)L = \begin{pmatrix} 3 & 0 & 0 \\ 1 & 2 & 0 \\ 1 & 2 & 3 \end{pmatrix} · N11

C11ระบบหนึ่งมี κ(A)=103\kappa(A) = 10^3 ค่าคงที่ทางขวาวัดมาคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ 10−610^{-6} คำตอบคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ได้มากสุดเท่าใด และเสียความแม่นราวกี่หลัก

∥δx∥∥x∥≤103×10−6\dfrac{\lVert\delta\mathbf x\rVert}{\lVert\mathbf x\rVert} \le 10^3\times10^{-6} · หลักที่เสีย ≈log⁡10103\approx \log_{10}10^3

ไม่เกิน 10−310^{-3} (0.1%) · เสียราว 3 หลัก · N24

C12แผ่นโลหะมีโหนดภายใน 2×2 (T1T_1 ซ้ายบน T2T_2 ขวาบน T3T_3 ซ้ายล่าง T4T_4 ขวาล่าง) ขอบบน 100 °C ขอบซ้าย 50 °C ขอบขวาและล่าง 0 °C หาอุณหภูมิทุกโหนด

4T1−T2−T3=150, 4T2−T1−T4=100, 4T3−T1−T4=50, 4T4−T2−T3=04T_1 - T_2 - T_3 = 150,\ 4T_2 - T_1 - T_4 = 100,\ 4T_3 - T_1 - T_4 = 50,\ 4T_4 - T_2 - T_3 = 0 · บวกทั้งสี่: 2∑T=3002\sum T = 300 · สมการ 1 + 4 ได้ T1+T4=75T_1 + T_4 = 75, สมการ 1 − 4 ได้ T1−T4=37.5T_1 - T_4 = 37.5 · ทำนองเดียวกัน T2+T3=75, T2−T3=12.5T_2 + T_3 = 75,\ T_2 - T_3 = 12.5

(T1,T2,T3,T4)=(56.25, 43.75, 31.25, 18.75)(T_1, T_2, T_3, T_4) = (56.25,\ 43.75,\ 31.25,\ 18.75) °C · แล็บแผ่นความร้อน

แล็บประกอบเฉลย

ปุ่ม “ดูในแล็บ” ในเฉลยจะโหลดโจทย์ลงแล็บด้านล่างนี้ แล็บฉบับเต็มอยู่ในหน้า แรงก์ และ ผลเฉลยเชิงตัวเลข

แล็บ LU / PA = LU / โชเลสกี
แล็บแรงก์กับพารามิเตอร์ k
ซิมูเลเตอร์จาโคบี · เกาส์-ไซเดล · SOR
แล็บการสลับแถวและการปัดเศษ

เทคนิคประหยัดเวลาในห้องสอบ

ใช้ได้จริงในข้อสอบปรนัย
  • ถามแค่ det⁡\det ของเมทริกซ์ที่แปลงมา — อย่าคำนวณเมทริกซ์ใหม่ ใช้สมบัติ X1 X2 ทีละขั้น (A2 A3 A6)
  • ทุกแถวผลบวกเท่ากัน — บวกทุกหลักเข้าหลักแรกแล้วดึงตัวร่วมออก ได้ตัวประกอบทันที (A16 B10)
  • 2×2 ยกกำลังสูง — ใช้เคย์ลีย์-แฮมิลตันลดกำลัง หรือหาแบบรูปจาก A2,A3A^2, A^3 (A11 A12)
  • ถามตัวแปรเดียวในระบบ 3×3 — คราเมอร์ ใช้ดีเทอร์มิแนนต์แค่ Δ\Delta กับ Δi\Delta_i (A9)
  • ระบบมีพารามิเตอร์ — ลดแถวให้แถวสุดท้ายเป็น (0,0,f(k)∣g(k))(0, 0, f(k) \mid g(k)) แล้วอ่านสามกรณี (A18 B7)
  • เมทริกซ์สามเหลี่ยม — det⁡\det = ผลคูณแนวทแยง และค่าเฉพาะ = สมาชิกแนวทแยง
กับดักที่เจอบ่อย
  • det⁡(kA)=kdet⁡A\det(kA) = k\det A ✗ ต้องเป็น kndet⁡Ak^n\det A
  • det⁡(A+B)=det⁡A+det⁡B\det(A + B) = \det A + \det B ✗ ไม่มีสูตรนี้
  • AX=B⇒X=BA−1AX = B \Rightarrow X = BA^{-1} ✗ ต้องคูณทางซ้าย X=A−1BX = A^{-1}B
  • Δ=0\Delta = 0 แล้วตอบ “ไม่มีคำตอบ” ทันที ✗ อาจไม่จำกัดก็ได้ (A10 ที่ k=4k = 4)
  • จาโคบีรอบเดียวกันใช้ค่าใหม่ ✗ นั่นคือเกาส์-ไซเดล (C1)

อ่านทวนเนื้อหาแบบบทความสั้น: สมบัติดีเทอร์มิแนนต์ที่ออกสอบบ่อย · กฎของคราเมอร์ใช้อย่างไร · แรงก์ของเมทริกซ์ · แผนที่การเรียนเมทริกซ์และดีเทอร์มิแนนต์

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบเมทริกซ์เข้ามหาวิทยาลัยออกเรื่องอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่เป็นการบวก คูณ ทรานสโพส ดีเทอร์มิแนนต์ 2×2 และ 3×3 สมบัติของดีเทอร์มิแนนต์ (det(kA) = kⁿ det A, det(A⁻¹), det(adj A)) อินเวอร์ส 2×2 การแก้สมการเมทริกซ์ AX = B กฎของคราเมอร์ และระบบสมการที่มีพารามิเตอร์ ซึ่งรวมไว้ในชุด A ของหน้านี้

ควรฝึกโจทย์เมทริกซ์อย่างไรให้ได้ผล?

ทวนสูตรต้องจำในหน้านี้ก่อน แล้วทำชุด A โดยไม่เปิดเฉลย จับเวลาข้อละ 2–3 นาที ข้อที่ผิดให้กดลิงก์ในเฉลยไปอ่านสูตรต้นทาง จากนั้นใช้เครื่องสุ่มโจทย์ฝึกรูปแบบเดิมซ้ำจนถูกติดกันหลายข้อ

โจทย์ในหน้านี้เป็นข้อสอบจริงหรือไม่?

เป็นโจทย์ที่แต่งขึ้นตามแนวและระดับความยากของข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบกลางภาคและปลายภาคพีชคณิตเชิงเส้นและคณิตศาสตร์วิศวกรรม ทุกคำตอบตรวจด้วยโปรแกรมคำนวณสัญลักษณ์ (SymPy) แล้ว

เครื่องสุ่มโจทย์ตรวจคำตอบแบบไหนได้?

พิมพ์จำนวนเต็ม เศษส่วน เช่น -3/4 หรือทศนิยม ระบบเทียบกับคำตอบแม่นตรงแบบเศษส่วน ทศนิยมยอมให้คลาดเคลื่อนเล็กน้อย จากนั้นแสดงเฉลยทีละขั้น และเก็บคะแนนไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์