- หน้าแรก
- คลังความรู้
- การแปลงลาปลาซ
- แก้สมการเชิงอนุพันธ์
// บทที่ 8.4 · การแปลงลาปลาซ · Solving ODEs
แก้สมการเชิงอนุพันธ์อันดับหนึ่งและอันดับสองด้วยการแปลงลาปลาซ
นี่คือเหตุผลที่วิศวกรเรียนลาปลาซ: สมการเชิงอนุพันธ์ของวงจรและระบบกลไกกลายเป็นพีชคณิต ค่าเริ่มต้นเข้ามาในสมการเอง และอินพุตที่กระโดดหรือหน่วงเวลาไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป หน้านี้มีขั้นตอนมาตรฐาน ตัวอย่างครบทุกกรณีที่เจอในการสอบและงานจริง และตัวแก้สมการโต้ตอบที่แสดงวิธีทำเหมือนเขียนบนกระดาน สูตรใช้รหัส Q
สรุปใน 30 วินาที
- แปลงทั้งสองข้าง → แทนค่าเริ่มต้น → แก้หา Y(s) → เศษส่วนย่อย → แปลงกลับ
- รากของ as2+bs+c บอกรูปคำตอบ: จริงต่างกัน หน่วงเกิน · ซ้ำ หน่วงวิกฤต · เชิงซ้อน แกว่ง
- Y(s)=zero-input(ค่าเริ่มต้น)/D(s)+zero-stateH(s)X(s)
- อินพุตตรงกับความถี่ธรรมชาติ → โพลซ้ำบนแกน jω → แอมพลิจูดโตตามเวลา (เรโซแนนซ์)
ระดับพื้นฐาน ปี 2กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท
ขั้นตอนมาตรฐาน 5 ขั้น พื้นฐาน
Q1 Laplace method for IVPs ขั้นตอนแก้ปัญหาค่าเริ่มต้น
ODE L สมการพีชคณิตใน Y(s)แก้Y(s)=D(s)N(s)เศษส่วนย่อย∑(s−pk)mck L−1 y(t)
(1) แปลงทั้งสองข้างด้วย P6–P7 (2) แทนค่าเริ่มต้น (3) จัด Y(s) ไว้ข้างเดียว (4) แยกเศษส่วนย่อย หน้า 8.5 (5) แปลงกลับจากตาราง และตรวจด้วยค่าเริ่มต้น
Q2 Derivatives สูตรที่ใช้ทุกข้อ
L{y′}=sY−y(0),L{y′′}=s2Y−sy(0)−y′(0)
Q3 Zero-input + zero-state แยกคำตอบสองส่วน
Y(s)=จากค่าเริ่มต้นD(s)I(s)+H(s)X(s)D(s)N(s)X(s)
D(s) = พหุนามลักษณะเฉพาะ, I(s) = พหุนามที่มาจากค่าเริ่มต้น
สมการเชิงอนุพันธ์อันดับหนึ่ง พื้นฐาน
Q4 First-order linear ODE สมการอันดับหนึ่ง y′+ay=r(t)
Y(s)=s+ay(0)+s+aR(s) ⇒ y(t)=y(0)e−at+∫0te−a(t−τ)r(τ)dτ
โพลเดียวที่ s=−a ค่าคงตัวเวลา τ=1/a · ส่วนที่สองคือคอนโวลูชันของอินพุตกับ e−at (P12)
ตัวอย่าง Q-1 · ไม่มีอินพุตy′+2y=0, y(0)=3
- sY−3+2Y=0 ⇒ Y(s)=s+23
- y(t)=3e−2t
y(t)=3e−2t · ค่าคงตัวเวลา 0.5 หน่วย
ตัวอย่าง Q-2 · อินพุตขั้นบันได + ค่าเริ่มต้นy′+2y=4u(t), y(0)=1
- sY−1+2Y=s4 ⇒ (s+2)Y=1+s4=ss+4
- Y(s)=s(s+2)s+4=sA+s+2B,A=24=2,B=−2−2+4=−1
- y(t)=2−e−2t
y(t)=2−e−2t, t≥0
ตรวจ: y(0)=1 ✓ · y′+2y=2e−2t+4−2e−2t=4 ✓
ตัวอย่าง Q-3 · อินพุตไซน์y′+y=sint, y(0)=0
- (s+1)Y=s2+11 ⇒ Y=(s+1)(s2+1)1=s+11/2+s2+1−21s+21
ค่า 21 ได้จากปิด (s+1) ที่ s=−1 ส่วนตัวเศษของพจน์ที่สองได้จากเทียบสัมประสิทธิ์ 1=21(s2+1)+(Bs+C)(s+1)
- y(t)=ชั่วครู่21e−t+สถานะคงตัว21(sint−cost)
หลังพจน์ชั่วครู่หายไป เหลือ 21sin(t−45∘) ตรงกับการวิเคราะห์เฟสเซอร์ H(j1)=1+j1=21∠−45∘
ตัวอย่าง Q-4 · วงจร RLวงจร RL อนุกรม V=12 V, R=4 Ω, L=2 H ปิดสวิตช์ที่ t=0 โดย i(0−)=0 หา i(t)
KVL: Ldtdi+Ri=12u(t) → 2(sI)+4I=s12
- I(s)=s(s+2)6=s3−s+23
- i(t)=3(1−e−2t) A
กระแสโตจาก 0 ไปที่ V/R=3 A ค่าคงตัวเวลา L/R=0.5 s
สมการเชิงอนุพันธ์อันดับสอง: สี่กรณีของราก กลาง
Q5 Second-order ODE สมการอันดับสอง ay′′+by′+cy=r(t)
(as2+bs+c)Y(s)=a[sy(0)+y′(0)]+by(0)+R(s)
D(s)=as2+bs+c คือพหุนามลักษณะเฉพาะ รากของมันคือโพลของระบบ
Q6 Damping cases กรณีของความหน่วง ζ=2acb
b2−4ac>0 (ζ>1)b2−4ac=0 (ζ=1)b2−4ac<0 (0<ζ<1)b=0 (ζ=0)s1,2 จริงต่างกันs ซ้ำ−σ±jωd±jωnyh=c1es1t+c2es2tyh=(c1+c2t)estyh=e−σt(c1cosωdt+c2sinωdt)yh=c1cosωnt+c2sinωnt
ผลตอบสนองอิสระ y(0)=1, y′(0)=0 ของ y′′+2ζy′+y=0 สำหรับ ζ = 0, 0.2, 0.5, 1 และ 2 ยิ่ง ζ น้อยยิ่งแกว่งมาก ζ = 1 เข้าสู่ศูนย์เร็วที่สุดโดยไม่ข้าม
ตัวอย่าง Q-5 · หน่วงเกิน + ขั้นบันไดy′′+3y′+2y=u(t), y(0)=y′(0)=0
- (s2+3s+2)Y=s1 ⇒ Y=s(s+1)(s+2)1
ปิดตัวประกอบสามครั้ง
A=(1)(2)1=21,B=(−1)(1)1=−1,C=(−2)(−1)1=21
- y(t)=21−e−t+21e−2t
y(t)=21−e−t+21e−2t เข้าสู่ 21 โดยไม่พุ่งเกิน (ราก −1, −2 จริงทั้งคู่)
ตรวจ: y(0)=21−1+21=0 ✓ · ทฤษฎีบทค่าสุดท้าย lims→0sY=21 ✓
ตัวอย่าง Q-6 · หน่วงวิกฤตy′′+2y′+y=0, y(0)=1, y′(0)=0
- s2Y−s+2(sY−1)+Y=0 ⇒ Y=(s+1)2s+2
เขียน s+2=(s+1)+1
Y=s+11+(s+1)21
- y(t)=e−t+te−t=(1+t)e−t
(1+t)e−t โพลซ้ำให้พจน์ te−t
ตัวอย่าง Q-7 · หน่วงน้อย (แกว่ง)y′′+2y′+5y=0, y(0)=1, y′(0)=1
- s2Y−s−1+2(sY−1)+5Y=0 ⇒ Y=s2+2s+5s+3
เติมกำลังสอง s2+2s+5=(s+1)2+22 แล้วแยกเศษ s+3=(s+1)+2
Y=(s+1)2+4s+1+(s+1)2+42
- y(t)=e−t(cos2t+sin2t)=2e−tcos(2t−45∘)
แกว่งที่ ωd=2 rad/s ด้วยเปลือก 2e−t · ζ=2/(25)≈0.447
ตัวอย่าง Q-8 · เรโซแนนซ์y′′+4y=sin2t, y(0)=y′(0)=0
ความถี่ของอินพุต (2 rad/s) ตรงกับความถี่ธรรมชาติ ωn=2
(s2+4)Y=s2+42 ⇒ Y=(s2+4)22
ใช้ตารางแถว 20 ที่ ω=2: L−1{1/(s2+ω2)2}=2ω31(sinωt−ωtcosωt)
y(t)=2⋅161(sin2t−2tcos2t)=8sin2t−4tcos2t
พจน์ tcos2t โตเชิงเส้นไม่หยุด นี่คือเหตุที่สะพานพังเมื่อถูกกระตุ้นตรงความถี่ธรรมชาติ และวงจร LC ไม่มีความต้านทานจะมีแรงดันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
วงจร RLC และระบบมวล-สปริง-ตัวหน่วง กลาง
Q7 s-domain element models อุปกรณ์ในโดเมน s พร้อมค่าเริ่มต้น
R: V=RIL: V=sLI−Li(0−)C: V=sCI+sv(0−)
Q8 Series RLC (capacitor voltage) RLC อนุกรม
LCvC′′+RCvC′+vC=vs(t),ωn=LC1, ζ=2RLC
Q9 Mass–spring–damper มวล-สปริง-ตัวหน่วง
mx¨+cx˙+kx=F(t),ωn=mk, ζ=2kmc
เทียบกับวงจร: m↔L, c↔R, k↔1/C สมการรูปเดียวกันทุกประการ
ตัวอย่าง Q-9 · วงจร RLC อนุกรมL=1 H, R=4 Ω, C=31 F ป้อน 6 V ขั้นบันได ตัวเก็บประจุว่างและไม่มีกระแสเริ่มต้น หา vC(t)
Q8: 31v′′+34v′+v=6 คูณ 3: v′′+4v′+3v=18u(t)
- VC(s)=s(s+1)(s+3)18=s6−s+19+s+33
- vC(t)=6−9e−t+3e−3t V
ราก −1, −3 จริงต่างกัน หน่วงเกิน ζ=2411/3≈1.155 แรงดันขึ้นสู่ 6 V โดยไม่พุ่งเกิน
ตรวจ: v(0)=6−9+3=0 ✓ · v′(0)=9−9=0 ✓ (กระแสเริ่มต้น i=Cv′=0)
ตัวอย่าง Q-10 · ระบบกลไกm=1 kg, c=2 N·s/m, k=10 N/m ดึงมวลออก 0.1 m แล้วปล่อยจากหยุดนิ่ง
- s2X−0.1s+2(sX−0.1)+10X=0 ⇒ X=(s+1)2+90.1(s+2)
- X=0.1[(s+1)2+32s+1+31⋅(s+1)2+323]
- x(t)=0.1e−t(cos3t+31sin3t) m
แกว่ง 3 rad/s (≈ 0.48 Hz) ลดลงด้วย e−t · ζ=2/(210)≈0.316
อินพุตเป็นช่วงและหน่วงเวลา กลาง
นี่คือจุดที่ลาปลาซเหนือกว่าวิธีปกติชัดเจน: อินพุตที่เปิดแล้วปิด ไม่ต้องแบ่งช่วงแก้แล้วต่อค่าที่รอยต่อ แค่เขียนด้วย u(t−T) แล้วใช้การเลื่อนเวลา
ตัวอย่าง Q-11 · พัลส์ 1 วินาทีy′+y=u(t)−u(t−1), y(0)=0
- (s+1)Y=s1−e−s ⇒ Y=(1−e−s)s(s+1)1
L−1{1/(s(s+1))}=1−e−t แล้วใช้การเลื่อนเวลากับพจน์ที่มี e−s
y(t)=(1−e−t)u(t)−(1−e−(t−1))u(t−1)
ช่วง 0≤t<1: ชาร์จขึ้น 1−e−t · ช่วง t≥1: y=(e−1)e−t ลดลง (รวมสองพจน์แล้วจัดรูป) ต่อเนื่องที่ t=1 โดยอัตโนมัติ
ระบบสมการเชิงอนุพันธ์ ขั้นสูง
Q10 Systems / state space ระบบสมการ
x˙=Ax+Bu ⇒ X(s)=(sI−A)−1[x(0)+BU(s)]
(sI−A)−1 เรียกว่า resolvent และ L−1{(sI−A)−1}=eAt โพลคือค่าเฉพาะของ A ดูค่าเฉพาะ และปริภูมิสถานะ
ตัวอย่าง Q-12 · สองสมการคู่กันx′=−2x+y, y′=x−2y, x(0)=1, y(0)=0
- sX−1=−2X+Y,sY=X−2Y
จากสมการที่สอง Y=X/(s+2) แทนในสมการแรก
(s+2)X−s+2X=1 ⇒ X=(s+2)2−1s+2=(s+1)(s+3)s+2
- X=s+11/2+s+31/2,Y=(s+1)(s+3)1=s+11/2−s+31/2
x(t)=21(e−t+e−3t), y(t)=21(e−t−e−3t) โพล −1, −3 คือค่าเฉพาะของ [−211−2]
Q11 Variable coefficients สมการสัมประสิทธิ์เป็นพหุนามใน t
L{ty′}=−dsd[sY−y(0)],L{ty′′}=−dsd[s2Y−sy(0)−y′(0)]
ใช้ P9 แล้วได้สมการเชิงอนุพันธ์อันดับหนึ่งใน Y(s) ซึ่งมักแก้ง่ายกว่าเดิม
ตัวอย่าง Q-13 · สัมประสิทธิ์ตัวแปรty′′−ty′+y=2, y(0)=2, y′(0)=−1
- −dsd[s2Y−2s+1]+dsd[sY−2]+Y=s2
- −(2sY+s2Y′−2)+(Y+sY′)+Y=s2 ⇒ s(1−s)Y′+2(1−s)Y=s2(1−s)
หารด้วย (1−s): sY′+2Y=s2 คูณ s ได้ dsd(s2Y)=2
s2Y=2s+C ⇒ Y=s2+s2C ⇒ y=2+Ct
y′(0)=C=−1
y(t)=2−t
ตรวจ: t⋅0−t(−1)+(2−t)=2 ✓
ตัวแก้สมการโต้ตอบ: แสดงวิธีทำทุกขั้น
เลือกอันดับ ใส่สัมประสิทธิ์ a,b,c ขนาดอินพุต K และค่าเริ่มต้น แล้วเลือกชนิดอินพุต ตัวแก้จะแสดงการแปลงทั้งสองข้าง การจัดรูป สมการลักษณะเฉพาะพร้อมชนิดของความหน่วง เศษส่วนย่อย และคำตอบ กราฟแยกส่วนที่มาจากค่าเริ่มต้นกับส่วนที่มาจากอินพุตให้เห็นด้วย ปุ่ม “เปิดในตัวแก้สมการ” ในแต่ละตัวอย่างจะใส่ค่าให้อัตโนมัติ
อ่านต่อและแหล่งอ้างอิง
- E. Kreyszig, Advanced Engineering Mathematics, บท Laplace Transforms (ODEs, systems, variable coefficients)
- K. Ogata, Modern Control Engineering, การแก้สมการเชิงอนุพันธ์เชิงเส้นไม่แปรตามเวลาด้วยลาปลาซ
- C. K. Alexander & M. N. O. Sadiku, Fundamentals of Electric Circuits, บท Applications of the Laplace Transform (แบบจำลองโดเมน s)
- ใช้ต่อ: แล็บระบบอันดับหนึ่ง · แล็บระบบอันดับสอง · แบบจำลองระบบ
คำถามที่พบบ่อย
แก้สมการเชิงอนุพันธ์ด้วยลาปลาซดีกว่าวิธีปกติอย่างไร?
รวมค่าเริ่มต้นเข้าไปในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องหาคำตอบทั่วไปแล้วแก้หาค่าคงที่ทีหลัง ใช้กับอินพุตที่ไม่ต่อเนื่อง (ขั้นบันได พัลส์ อิมพัลส์ หน่วงเวลา) ได้ตรง ๆ และได้ฟังก์ชันถ่ายโอนมาพร้อมกัน ซึ่งใช้ต่อในวิชาระบบควบคุม
ผลตอบสนองอิสระ (zero-input) กับผลตอบสนองบังคับ (zero-state) ต่างกันอย่างไร?
ผลตอบสนองอิสระมาจากค่าเริ่มต้นอย่างเดียว (อินพุตเป็นศูนย์) ผลตอบสนองบังคับมาจากอินพุตอย่างเดียว (ค่าเริ่มต้นเป็นศูนย์) คำตอบรวมคือผลบวกของทั้งสอง ในโดเมน s เห็นแยกกันชัดเจนในสมการ Y(s) เดียว
จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบอันดับสองหน่วงเกิน วิกฤต หรือหน่วงน้อย?
ดูดิสคริมิแนนต์ของสมการลักษณะเฉพาะ as2+bs+c=0 ถ้า b2−4ac>0 รากจริงต่างกัน หน่วงเกิน ถ้า =0 รากซ้ำ หน่วงวิกฤต ถ้า <0 รากเชิงซ้อน หน่วงน้อยและแกว่ง ค่าความหน่วง ζ=b/(2ac)
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์