พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  4. บั๊ก

// บทที่ 15.1 · อิเล็กทรอนิกส์กำลัง · Buck Converter

บั๊กคอนเวอร์เตอร์ (Buck Converter): หลักการ สูตร ริปเปิล CCM/DCM การออกแบบ และฟังก์ชันถ่ายโอน

วงจรลดแรงดัน: volt-second balance Vo = DVin ริปเปิลกระแสและแรงดัน ขอบ CCM/DCM ความเค้นของอุปกรณ์ การสูญเสีย Gvd(s) และตัวอย่างออกแบบ 24 V → 12 V

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • Vo=DVinV_o = DV_{in} จาก volt-second balance บนตัวเหนี่ยวนำ
  • ΔiL=Vo(1−D)/(Lfs)\Delta i_L = V_o(1-D)/(Lf_s) ออกแบบ L ที่ Vin,maxV_{in,max} เสมอ
  • ตัวเก็บประจุขาเข้ารับ RMS IoD(1−D)I_o\sqrt{D(1-D)} หนักกว่าขาออก
  • GvdG_{vd} มีขั้วคู่ LC → voltage mode ใช้ Type III

หัวข้อย่อยของบั๊ก: ไล่วงจร → แบบจำลอง → ออกแบบ

หน้านี้สรุปภาพรวมของบั๊กในหน้าเดียว ส่วนการ ไล่วงจรทีละขั้นเพื่อหาดิวตี้ไซเคิล การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้วยการเฉลี่ยกระแสและแรงดันแล้วทดสอบด้วยสัญญาณเล็ก ฟังก์ชันถ่ายโอนทุกคู่อินพุต–เอาต์พุต และ การออกแบบพร้อมทดสอบโหลดหลายสภาวะ แยกเป็นหัวข้อย่อยเชิงลึก แต่ละหน้ามีแล็บโต้ตอบ ตัวอย่างที่ตรวจตัวเลขแล้ว และใบงาน

โครงสร้างและการทำงาน

ประกอบด้วยสวิตช์ QQ ไดโอด DD (หรือสวิตช์ตัวล่างในแบบ synchronous) ตัวเหนี่ยวนำ LL และตัวเก็บประจุ CC สวิตช์ทำงานด้วยคาบ Ts=1/fsT_s = 1/f_s และ duty ratio DD (ไล่วงจรทีละขั้นอยู่ในหน้า CCM)

  • ช่วง ON (0≤t≤DTs0 \le t \le DT_s): vL=Vin−Vov_L = V_{in} - V_o กระแส iLi_L เพิ่มขึ้นเชิงเส้น
  • ช่วง OFF (DTs≤t≤TsDT_s \le t \le T_s): ไดโอดนำ vL=−Vov_L = -V_o กระแสลดลง

อัตราส่วนแปลงผัน (Volt-second balance)

B1 Volt-second balance (buck) อัตราส่วนแปลงผัน

(Vin−Vo) DTs+(−Vo)(1−D)Ts=0  ⇒  Vo=D Vin(V_{in}-V_o)\,DT_s + (-V_o)(1-D)T_s = 0 \;\Rightarrow\; \boxed{V_o = D\,V_{in}}

รวมผลของ Rds(on)R_{ds(on)}, DCR ของขด rLr_L และ VFV_F ของไดโอด (ใช้ประเมินค่าจริง ที่มาและสูตรดิวตี้ที่ต้องใช้อยู่ในหน้า CCM):

B2 Conversion ratio with parasitics อัตราส่วนเมื่อมีค่าแฝง

Vo≈DVin−(1−D)VF1+(rL+DRds(on))/RV_o \approx \frac{D V_{in} - (1-D)V_F}{1 + (r_L + D R_{ds(on)})/R}

Ripple ของกระแสและแรงดัน

B3 Inductor & output ripple ริปเปิลกระแสและแรงดัน

ΔiL=(Vin−Vo)DLfs=Vo(1−D)Lfs,Δvo≈ΔiL8Cfs⏟charge+ΔiL⋅ESR⏟ESR\Delta i_L = \frac{(V_{in}-V_o)D}{L f_s} = \frac{V_o(1-D)}{L f_s}, \qquad \Delta v_o \approx \underbrace{\frac{\Delta i_L}{8 C f_s}}_{\text{charge}} + \underbrace{\Delta i_L \cdot ESR}_{\text{ESR}}

ข้อสังเกตเชิงวิศวกรรม: ΔiL\Delta i_L สูงสุดที่ D=0.5D=0.5 เมื่อ VoV_o คงที่แต่ VinV_{in} เปลี่ยน ripple จะสูงสุดที่ Vin,maxV_{in,max} — ออกแบบ L ที่ Vin,maxV_{in,max} เสมอ

ขอบเขต CCM/DCM

นิยาม K=2L/(RTs)K = 2L/(R T_s) วงจรอยู่ใน CCM เมื่อ K>Kcrit(D)=1−DK > K_{crit}(D) = 1-D หรือเทียบเท่า Io>ΔiL/2I_o > \Delta i_L/2 ใน DCM (ที่มาเต็มและดิวตี้ที่ต้องใช้อยู่ในหน้า DCM):

B4 DCM conversion ratio อัตราส่วนใน DCM

M=VoVin=21+1+4K/D2M = \frac{V_o}{V_{in}} = \frac{2}{1+\sqrt{1+4K/D^2}}

DCM ทำให้แรงดันขาออกขึ้นกับโหลด, ฟังก์ชันถ่ายโอนลดเหลือขั้วเด่นเดียว — ตัวชดเชยที่ออกแบบสำหรับ CCM อาจช้าเกินไปใน DCM

ความเค้นของอุปกรณ์ (Stress)

อุปกรณ์ แรงดันสูงสุด กระแสที่ต้องรองรับ
สวิตช์ QQ VinV_{in} (+ ringing) Irms=DIo2+ΔiL2/12I_{rms}=\sqrt{D}\sqrt{I_o^2+\Delta i_L^2/12}
ไดโอด VinV_{in} Iavg=(1−D)IoI_{avg}=(1-D)I_o
CoutC_{out} VoV_o IC,rms=ΔiL/12I_{C,rms}=\Delta i_L/\sqrt{12}
CinC_{in} VinV_{in} ICin,rms≈IoD(1−D)I_{Cin,rms}\approx I_o\sqrt{D(1-D)} (สูงสุดที่ D=0.5D=0.5)

ตัวเก็บประจุ ขาเข้า ของ Buck รับ ripple หนักกว่าขาออก — สาเหตุเสียอันดับต้นๆ ในงานจริง

การสูญเสียและประสิทธิภาพ

B5 Conduction & switching losses การสูญเสีย

Pcond=IQ,rms2Rds(on)+VFID,avg+IL,rms2rL,Psw≈12VinIo(tr+tf)fs+QrrVinfs+QgVGSfs+12CossVin2fsP_{cond}=I_{Q,rms}^2R_{ds(on)} + V_F I_{D,avg} + I_{L,rms}^2 r_L,\quad P_{sw}\approx \tfrac12 V_{in} I_o (t_r+t_f) f_s + Q_{rr}V_{in}f_s + Q_g V_{GS} f_s + \tfrac12 C_{oss}V_{in}^2 f_s

การเพิ่ม fsf_s ลดขนาด L, C แต่เพิ่ม PswP_{sw} — นี่คือ trade-off หลักของงานออกแบบ ใน synchronous buck แทนไดโอดด้วย MOSFET ตัวล่าง ลด VFIV_F I เหลือ I2RI^2R แต่ต้องมี dead-time ป้องกัน shoot-through

แบบจำลองสัญญาณเล็ก

จาก state-space averaging (ที่มาทีละขั้นอยู่ในแบบจำลองเฉลี่ยของบั๊ก และฟังก์ชันถ่ายโอนทุกคู่ในหน้าฟังก์ชันถ่ายโอน ภาพรวมของบูสต์และบั๊ก-บูสต์ดู บทแบบจำลอง):

B6 Control-to-output transfer function ฟังก์ชันถ่ายโอน Gvd

Gvd(s)=v^od^=Vin 1+s ESR⋅CLC s2+(LR+ESR⋅C)s+1,ω0=1LC,  Q=RC/LG_{vd}(s)=\frac{\hat v_o}{\hat d}= V_{in}\,\frac{1+s\,ESR\cdot C}{LC\,s^2 + \left(\frac{L}{R}+ESR\cdot C\right)s + 1}, \quad \omega_0=\frac{1}{\sqrt{LC}},\; Q = R\sqrt{C/L}

GvdG_{vd} มีขั้วคู่ที่ f0f_0 (เฟสตก 180°) และศูนย์ ESR ที่ fesr=1/(2π ESR C)f_{esr}=1/(2\pi\, ESR\, C) → ใช้ Type III สำหรับ voltage mode หรือ Type II สำหรับ current mode — ดู การออกแบบตัวชดเชย

ตัวอย่างออกแบบ: 24 V → 12 V, 1.2 A, 50 kHz

ตัวอย่าง B-1

24 V → 12 V, 1.2 A, 50 kHz

  1. D=12/24=0.5D = 12/24 = 0.5

  2. เลือก ΔiL=30%\Delta i_L = 30\% ของ Io=0.36I_o = 0.36 A → L=(24−12)(0.5)(0.36)(50k)=333 μHL = \dfrac{(24-12)(0.5)}{(0.36)(50\text{k})} = 333\ \mu\text{H} → เลือก 330–390 µH, Isat≥1.5I_{sat} \ge 1.5 A

  3. Δvo=1%=0.12\Delta v_o = 1\% = 0.12 V → C≥0.368(50k)(0.12)=7.5 μFC \ge \dfrac{0.36}{8(50\text{k})(0.12)} = 7.5\ \mu\text{F} แต่ ESR ต้อง ≤0.12/0.36=0.33 Ω\le 0.12/0.36 = 0.33\ \Omega → ใช้ 47 µF low-ESR + 1 µF เซรามิก

  4. CinC_{in}: Irms≈1.20.25=0.6I_{rms}\approx 1.2\sqrt{0.25}=0.6 A → อิเล็กโตรไลต์ ripple-rated ≥ 1 A + เซรามิก 1–4.7 µF ชิดสวิตช์

  5. MOSFET ≥ 40 V (margin 1.5×), ไดโอด Schottky ≥ 40 V 3 A

  6. เข็คขอบ DCM: Io,min=ΔiL/2=0.18I_{o,min} = \Delta i_L/2 = 0.18 A — ต่ำกว่านี้เข้า DCM

ทดลองในซิมูเลเตอร์

ประเด็นระดับปริญญาโท

  • Multiphase/Interleaved buck สำหรับ CPU/VRM: ripple หักล้างกัน, fripple=Nfsf_{ripple} = N f_s
  • Constant on-time (COT)/hysteretic control: ตอบสนองเร็ว ต้องการ ripple บน ESR หรือ ripple injection
  • Adaptive voltage positioning (AVP) ใน VRM: ตั้ง output impedance เป็นค่าคงที่ RLLR_{LL}
  • Pre-bias startup, OCP แบบ hiccup, load-line — ดู เทคนิคเชิงช่าง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมแรงดันขาออกของบั๊กเท่ากับ D คูณแรงดันขาเข้า?

ในสถานะคงตัวแรงดันเฉลี่ยบนตัวเหนี่ยวนำต้องเป็นศูนย์ ช่วงสวิตช์นำ L รับ Vin − Vo นาน DTs ช่วงไดโอดนำรับ −Vo นาน (1−D)Ts รวมกันเป็นศูนย์จะได้ Vo = D·Vin

จะหาดิวตี้ไซเคิลของบั๊กโหมด CCM และ DCM ได้อย่างไร?

ใน CCM ใช้ volt-second balance ได้ D = Vo/Vin ถ้ามีความต้านทานแฝงใช้ D = (Vo + Vf + IL(rL + Rd)) / (Vin + Vf − IL(Ron − Rd)) ใน DCM ใช้ M = 2/(1+√(1+4K/D²)) เมื่อ K = 2L/(R·Ts) หรือดิวตี้ที่ต้องใช้ D = M√(K/(1−M)) ซึ่งขึ้นกับโหลด ที่มาทีละขั้นอยู่ในหน้าย่อย CCM และ DCM

แบบจำลองสัญญาณเล็กและฟังก์ชันถ่ายโอนของบั๊กหาอย่างไร?

เขียนสมการสถานะช่วง ON และ OFF เฉลี่ยด้วยดิวตี้ รบกวนรอบจุดทำงานด้วยสัญญาณเล็กแล้วตัดพจน์อันดับสอง ได้เมทริกซ์ A Bd Bg C จากนั้นฟังก์ชันถ่ายโอนทุกคู่อินพุต–เอาต์พุตคือ C(sI−A)^-1 B + E เช่น Gvd = Vin/(LC·s² + (L/R)·s + 1) มีหน้าย่อยพร้อมแล็บสร้างสเตตสเปซและเครื่องวัดสัญญาณเล็กเสมือน

ควรออกแบบริปเปิลกระแสตัวเหนี่ยวนำเท่าไร?

นิยมเลือก 20–40 % ของกระแสโหลด ค่าน้อยทำให้ L ใหญ่และตอบสนองช้า ค่ามากทำให้กระแสพีก ริปเปิลขาออก และการสูญเสียแกนสูง และต้องคำนวณที่แรงดันขาเข้าสูงสุด

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์