พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. วิศวกรรมโยธา

// บทที่ 24.12 · การประยุกต์ · Civil Engineering

แคลคูลัสหลายตัวแปรในวิศวกรรมโยธา: ภูมิประเทศ ดินขุด-ถม คุณสมบัติหน้าตัด แรงดันน้ำ และการไหลซึม

วิศวกรโยธาทำงานบนพื้นผิวจริง: ดินที่ต้องขุดและถมให้ได้ระดับ คานที่ต้องรู้โมเมนต์ความเฉื่อยของหน้าตัด แผ่นพื้นที่รับน้ำหนักกระจายไม่สม่ำเสมอ เขื่อนที่รับแรงดันน้ำ และดินที่น้ำซึมผ่าน หน้านี้ใช้แคลคูลัสหลายตัวแปรกับโจทย์เหล่านี้โดยตรง: gradient ของภูมิประเทศให้ความชันและทิศน้ำไหล อินทิกรัลสองชั้นให้ปริมาตรงานดิน อินทิกรัลเส้นตามทฤษฎีบทกรีนให้ A ȳ และ I ของหน้าตัดจากพิกัด และสมการลาปลาซอธิบายการซึมของน้ำ พร้อมแล็บภูมิประเทศที่ปรับระดับ pad แล้วเห็นปริมาตรขุด-ถมทันที และแล็บหน้าตัดที่ลากจุดยอดได้

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ความลาดชัน =100∣∇h∣= 100|\nabla h|% · น้ำไหลทิศ −∇h-\nabla h (ตั้งฉากเส้นชั้นความสูง)
  • ขุด ∬max⁡(h−z0,0) dA\iint\max(h - z_0, 0)\,dA · ถม ∬max⁡(z0−h,0) dA\iint\max(z_0 - h, 0)\,dA · ขุด = ถม เมื่อ z0=hˉ=1A∬h dAz_0 = \bar h = \tfrac1A\iint h\,dA
  • หน้าตัด (Green): A=12∑(xiyi+1−xi+1yi)A = \tfrac12\sum(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) · Ixˉ=Ix−Ayˉ2I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 · ความเค้นดัด σ=My/I\sigma = My/I
  • ดาร์ซี: v=−K∇h\mathbf v = -K\nabla h → ∇2h=0\nabla^2h = 0 · แรงดันน้ำ: F=∬ρgd dA=12ρgwH2F = \iint\rho gd\,dA = \tfrac12\rho gwH^2 ที่ H/3H/3
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

ภูมิประเทศเป็นฟังก์ชัน h(x, y): ความลาดชันและทิศน้ำไหล พื้นฐาน

ความสูงของพื้นที่ก่อสร้างคือฟังก์ชันสองตัวแปร h(x,y)h(x, y) และแผนที่เส้นชั้นความสูงคือแผนที่เส้นชั้นของมัน (บทฟังก์ชันหลายตัวแปร) เกรเดียนต์ ∇h\nabla h ชี้ทางขึ้นชันที่สุด ขนาดของมันคือความชัน (rise ต่อ run) น้ำฝนไหลลงทางชันที่สุด −∇h-\nabla h ซึ่งตั้งฉากกับเส้นชั้นเสมอ

C1 Terrain slope and drainage direction ความลาดชันและทิศน้ำไหล

S=100 ∣∇h∣=100hx2+hy2 %,β=arctan⁡∣∇h∣,ทิศน้ำไหล d=−∇h∣∇h∣S = 100\,|\nabla h| = 100\sqrt{h_x^2 + h_y^2}\ \%,\qquad \beta = \arctan|\nabla h|,\qquad \text{ทิศน้ำไหล } \mathbf d = -\frac{\nabla h}{|\nabla h|}

ทิศเข็มทิศ (bearing จากเหนือตามเข็ม) =atan2⁡(dx,dy)= \operatorname{atan2}(d_x, d_y) · ถนนทั่วไปความชันไม่เกิน 6–12% · ทางลาดคนพิการ 8.3% (1:12) · เส้นชั้นชิดกัน = ชัน

แล็บภูมิประเทศและดินขุด-ถม

แผนที่ซ้าย: สีพื้นคือความชัน (น้ำเงิน = ลาด ส้ม-แดง = ชัน) เส้นดำคือเส้นชั้นความสูงทุก 1 m ลูกศรฟ้าคือทิศน้ำไหล −∇h-\nabla h กรอบส้มเส้นประคือพื้นที่ปรับระดับ (pad) ภาพขวาแสดงภูมิประเทศ 3 มิติกับระนาบ pad ที่ระดับ z0z_0 เลื่อนแถบ z0z_0 แล้วดูปริมาตรขุดและถมเปลี่ยน แล้วลองตั้ง z0z_0 เท่ากับ “ระดับสมดุล” เพื่อให้ขุด = ถม ลากจุด P เพื่ออ่านความลาดชันและทิศน้ำไหล

xระดับออกแบบ z₀ขุด (cut)ถม (fill)V_cut = ∬ max(h − z₀, 0) dA, V_fill = ∬ max(z₀ − h, 0) dA
หน้าตัดดินขุด-ถม (cut and fill): ส่วนของพื้นดินเดิมที่สูงกว่าระดับออกแบบ z0z_0 คือส่วนที่ต้องขุด (cut) ส่วนที่ต่ำกว่าคือส่วนที่ต้องถม (fill) ปริมาตรคืออินทิกรัลสองชั้นของความต่าง ∣h−z0∣\lvert h - z_0\rvert
ตัวอย่าง C-1 · ความลาดชันและทิศน้ำไหล

ที่ลาดเอียง h(x,y)=10+0.06x+0.03yh(x, y) = 10 + 0.06x + 0.03y เมตร (xx ไปทางตะวันออก yy ไปทางเหนือ) หาความลาดชัน ทิศน้ำไหล และเส้นชั้นความสูงทุก 1 m ห่างกันกี่เมตร

  1. ∇h=⟨0.06, 0.03⟩\nabla h = \langle0.06,\ 0.03\rangle · ∣∇h∣=0.0036+0.0009=0.0671|\nabla h| = \sqrt{0.0036 + 0.0009} = 0.0671 → ความลาดชัน 6.71% (β=3.84∘\beta = 3.84^\circ)

  2. ทิศน้ำไหล −∇h=⟨−0.06, −0.03⟩-\nabla h = \langle-0.06,\ -0.03\rangle → ชี้ไปทางตะวันตกและใต้ · bearing =atan2⁡(−0.06,−0.03)=−116.6∘≡243.4∘= \operatorname{atan2}(-0.06, -0.03) = -116.6^\circ \equiv 243.4^\circ (ตะวันตกเฉียงใต้ ค่อนไปทางตะวันตก)

  3. เส้นชั้นความสูงตั้งฉากกับ ∇h\nabla h และห่างกัน Δh/∣∇h∣=1/0.0671=14.9\Delta h/|\nabla h| = 1/0.0671 = 14.9 m (คำนวณตามทิศ ∇h\nabla h)

  4. เทียบกับเกณฑ์: 6.7% ใช้เป็นพื้นระบายน้ำได้ดีและไม่ชันเกินไปสำหรับถนนภายในโครงการ (แต่เกิน 5% ที่มักกำหนดสำหรับลานจอดรถ)

ความลาดชัน 6.71%6.71\% · น้ำไหลทิศ 243.4∘243.4^\circ · เส้นชั้นห่างกัน 14.9 m

ตัวอย่าง C-2 · ความชันสูงสุดของเนิน

เนินดิน h=8+5e−r2/260h = 8 + 5e^{-r^2/260} (rr = ระยะจากยอดเนิน, เมตร) ความชันสูงสุดเท่าไร และอยู่ที่ระยะเท่าไรจากยอด

  1. เนินสมมาตรรอบยอด: ∣∇h∣=∣dhdr∣=5⋅2r260e−r2/260=r26e−r2/260|\nabla h| = \left|\dfrac{dh}{dr}\right| = 5\cdot\dfrac{2r}{260}e^{-r^2/260} = \dfrac{r}{26}e^{-r^2/260}

  2. หาค่าสูงสุดตาม rr: ddr[re−r2/260]=e−r2/260(1−2r2260)=0\dfrac{d}{dr}\left[re^{-r^2/260}\right] = e^{-r^2/260}\left(1 - \dfrac{2r^2}{260}\right) = 0 → r2=130r^2 = 130 → r=11.40r = 11.40 m

  3. ∣∇h∣max⁡=11.4026e−0.5=0.4385×0.6065=0.2660|\nabla h|_{\max} = \dfrac{11.40}{26}e^{-0.5} = 0.4385\times0.6065 = 0.2660 → ความลาดชัน 26.6% (14.9∘14.9^\circ)

  4. ที่ยอด r=0r = 0 ความชัน 0 (จุดวิกฤตสูงสุด) และที่ไกลมากความชันเข้าสู่ 0 · เส้นชั้นเป็นวงกลม และน้ำไหลออกตามรัศมีทุกทิศ ตั้งฉากเส้นชั้น

ความลาดชันสูงสุด 26.6% ที่ r=11.4r = 11.4 m จากยอด (ในแล็บ จุดนี้คือ (41.4,22)(41.4, 22))

ปริมาตรดินขุด-ถม (Cut and Fill) กลาง

ก่อนก่อสร้างอาคารหรือถนน ต้องปรับพื้นที่ให้ได้ระดับ z0z_0 ดินส่วนสูงกว่าถูกขุดไปถมส่วนต่ำกว่า ความหนาของดินที่ต้องปรับที่จุด (x,y)(x, y) คือ h−z0h - z_0 (บวก = ขุด ลบ = ถม) ปริมาตรคืออินทิกรัลสองชั้นเหนือพื้นที่ pad (บทอินทิกรัลหลายชั้น) ถ้าต้องการให้ดินสมดุล (ขุด = ถม) ระดับต้องเป็นความสูงเฉลี่ย

C2 Cut and fill volumes ปริมาตรดินขุดและดินถม

Vcut=∬Rmax⁡(h−z0, 0) dA,Vfill=∬Rmax⁡(z0−h, 0) dA,Vcut−Vfill=∬R(h−z0) dA=A(hˉ−z0)V_{\text{cut}} = \iint_R\max\big(h - z_0,\,0\big)\,dA,\qquad V_{\text{fill}} = \iint_R\max\big(z_0 - h,\,0\big)\,dA,\qquad V_{\text{cut}} - V_{\text{fill}} = \iint_R(h - z_0)\,dA = A(\bar h - z_0)

ผลต่างขุด − ถม = A(hˉ−z0)A(\bar h - z_0) ตรง ๆ จึงสมดุลเมื่อ z0=hˉz_0 = \bar h · ในทางปฏิบัติดินขุดขยายตัว 15–30% และดินถมต้องบดอัด ปรับด้วยตัวคูณ · hˉ=1A∬Rh dA\bar h = \tfrac1A\iint_Rh\,dA = ความสูงเฉลี่ย (M3)

C3 Grid (four-corner) method วิธีตารางสี่เหลี่ยม (ค่ามุมทั้งสี่)

V=∑ช่องAช่อง⋅d1+d2+d3+d44,d=h−z0V = \sum_{\text{ช่อง}}A_{\text{ช่อง}}\cdot\frac{d_1 + d_2 + d_3 + d_4}{4},\qquad d = h - z_0

ตรงกับอินทิกรัลของผิวสอดแทรกสองเชิงเส้นในแต่ละช่อง (เป็นกฎสี่เหลี่ยมคางหมูสองมิติ) · ใช้ในโปรแกรมคำนวณปริมาณงานดิน · ช่องที่มีทั้งขุดและถมให้แยกเป็นสามเหลี่ยมหรือใช้สูตรเฉพาะ

ตัวอย่าง C-3 · ขุด-ถมบนที่ลาดคลื่น

พื้นที่ pad 5≤x≤55, 5≤y≤355 \le x \le 55,\ 5 \le y \le 35 (50 × 30 m) บนภูมิประเทศ h=10+0.06x+0.03y+0.8sin⁡x9cos⁡y11h = 10 + 0.06x + 0.03y + 0.8\sin\frac x9\cos\frac y{11} หาปริมาตรขุดและถมเมื่อ z0=11.5z_0 = 11.5 m และระดับสมดุล

  1. พื้นที่ A=50×30=1500A = 50\times30 = 1500 m² · ปริมาตรขุด ∬max⁡(h−11.5,0) dA\iint\max(h - 11.5, 0)\,dA และถม ∬max⁡(11.5−h,0) dA\iint\max(11.5 - h, 0)\,dA อินทิเกรตเชิงตัวเลข (เส้นแบ่งขุด/ถมคือเส้นชั้น h=11.5h = 11.5 ซึ่งเป็นเส้นโค้ง จึงไม่เหมาะกับการหาด้วยมือ)

  2. ผล: Vcut=1497.4V_{\text{cut}} = 1497.4 m³ · Vfill=142.3V_{\text{fill}} = 142.3 m³ · ขุด − ถม = 1355.2 m³ (ดินเหลือต้องขนออก)

  3. ตรวจด้วยสูตร A(hˉ−z0)A(\bar h - z_0): ความสูงเฉลี่ย hˉ=1A∬h dA=12.403\bar h = \dfrac1A\iint h\,dA = 12.403 m (อินทิกรัลของ 0.8sin⁡x9cos⁡y110.8\sin\frac x9\cos\frac y{11} บนพื้นที่นี้ได้ +0.1+0.1 กว่าเล็กน้อย) → 1500(12.403−11.5)=13551500(12.403 - 11.5) = 1355 ✓

  4. ตั้ง z0=hˉ=12.403z_0 = \bar h = 12.403 m: ขุด = ถม = 680.9 m³ (สมดุล ไม่ต้องขนดินเข้า-ออก)

  5. จำนวนเที่ยวรถบรรทุก 10 m³ สำหรับส่วนที่ขุดเมื่อ z0=11.5z_0 = 11.5: 1497.4/10→1501497.4/10 \to 150 เที่ยว (ก่อนคิดการขยายตัว) · แต่ถ้าสมดุล ใช้ 69 เที่ยวภายในโครงการ (ขุดไปถมในโครงการเอง)

z0=11.5z_0 = 11.5: ขุด 1497 m³ ถม 142 m³ · สมดุลที่ z0=12.40z_0 = 12.40 m: ขุด = ถม = 681 m³

ตัวอย่าง C-4 · วิธีตารางสี่เหลี่ยม

ช่องสี่เหลี่ยม 10×1010\times10 m ที่มุมทั้งสี่มีความลึกขุด 0.8, 1.2, 1.0, 0.6 m (เทียบระดับออกแบบ) ปริมาตรดินขุดในช่องนี้

  1. ความลึกเฉลี่ยจากสี่มุม =0.8+1.2+1.0+0.64=0.90= \dfrac{0.8 + 1.2 + 1.0 + 0.6}{4} = 0.90 m

  2. V=100×0.90=90V = 100\times0.90 = 90 m³

  3. เหตุผลทางแคลคูลัส: ผิวสอดแทรกสองเชิงเส้น d(x,y)=a+bx+cy+dxyd(x, y) = a + bx + cy + dxy มีอินทิกรัลบนสี่เหลี่ยม = พื้นที่ × ค่าเฉลี่ยของสี่มุมพอดี (พจน์ xyxy เฉลี่ยออกไปด้วยสมมาตร) จึงไม่ใช่การประมาณหยาบ แต่เป็นอินทิกรัลที่แน่นอนของผิวที่สมมติ

V=90V = 90 m³

คุณสมบัติหน้าตัดคานด้วยทฤษฎีบทกรีน กลาง

ความเค้นดัด σ=My/I\sigma = My/I ต้องการโมเมนต์ความเฉื่อย II ของหน้าตัด ซึ่งคืออินทิกรัลสองชั้น ∬y2 dA\iint y^2\,dA หน้าตัดจริงมักเป็นรูปหลายเหลี่ยม (ตัว T, I, L, กล่อง) ทฤษฎีบทกรีน (บทอินทิกรัลตามเส้น) เปลี่ยนอินทิกรัลสองชั้นเป็นผลรวมตามขอบของพิกัดจุดยอด ได้สูตรแน่นอนที่คอมพิวเตอร์ใช้ในโปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้างทุกตัว

C4 Area and centroid of a polygon พื้นที่และจุดศูนย์ถ่วงของรูปหลายเหลี่ยม

ci=xiyi+1−xi+1yi,A=12∑ci,xˉ=16A∑(xi+xi+1)ci,yˉ=16A∑(yi+yi+1)cic_i = x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i,\quad A = \tfrac12\sum c_i,\quad \bar x = \frac{1}{6A}\sum(x_i + x_{i+1})c_i,\quad \bar y = \frac{1}{6A}\sum(y_i + y_{i+1})c_i

จุดยอดเรียงทวนเข็มต่อเนื่อง (xn+1,yn+1)=(x1,y1)(x_{n+1}, y_{n+1}) = (x_1, y_1) · มาจากทฤษฎีบทกรีน A=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx · รูกลวงทำโดยลบหน้าตัดของรู (พื้นที่และโมเมนต์ลบ)

C5 Moments of inertia of a polygon โมเมนต์ความเฉื่อยของรูปหลายเหลี่ยม

Ix=112∑(yi2+yiyi+1+yi+12)ci,Iy=112∑(xi2+xixi+1+xi+12)ci,Ixˉ=Ix−Ayˉ2,tan⁡2θp=−2IxˉyˉIxˉ−IyˉI_x = \tfrac1{12}\sum(y_i^2 + y_iy_{i+1} + y_{i+1}^2)c_i,\quad I_y = \tfrac1{12}\sum(x_i^2 + x_ix_{i+1} + x_{i+1}^2)c_i,\quad I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2,\quad \tan2\theta_p = \frac{-2I_{\bar x\bar y}}{I_{\bar x} - I_{\bar y}}

Ix,IyI_x, I_y รอบแกนที่ผ่านจุดกำเนิดของพิกัด แล้วย้ายไปจุดศูนย์ถ่วงด้วยทฤษฎีบทแกนขนาน · Ixˉyˉ=Ixy−AxˉyˉI_{\bar x\bar y} = I_{xy} - A\bar x\bar y · มุม θp\theta_p ของแกนหลักที่ผลคูณความเฉื่อยเป็นศูนย์ · สี่เหลี่ยมผืนผ้า I=bh3/12I = bh^3/12

C6 Flexure formula สูตรการดัด

σ=M yIxˉ,S=Ixˉc,σmax⁡=MS\sigma = \frac{M\,y}{I_{\bar x}},\qquad S = \frac{I_{\bar x}}{c},\qquad \sigma_{\max} = \frac{M}{S}

yy วัดจากแกนสะเทิน (ผ่านจุดศูนย์ถ่วง) · cc = ระยะถึงเส้นใยไกลสุด · หน้าตัดไม่สมมาตรมี SS ต่างกันบนและล่าง

แล็บหน้าตัด: ลากจุดยอด

เลือกรูปร่างหรือแก้พิกัด (หน่วย mm) ลากจุดยอดสีฟ้าบนภาพ ระบบคำนวณ AA, xˉ\bar x, yˉ\bar y, IxˉI_{\bar x}, IyˉI_{\bar y}, IxˉyˉI_{\bar x\bar y}, แกนหลัก และโมดูลัสหน้าตัดทันทีด้วยสูตรของกรีน (แม่นยำ) แล้วตรวจย้อนด้วยจุดตารางหนาแน่น เส้นประสีส้มคือแกนหลัก

ตัวอย่าง C-5 · คานตัว T และความเค้นดัด

หน้าตัดตัว T: เอวกว้าง 100 สูง 300 mm ปีกกว้าง 300 หนา 100 mm (จุดยอด (0,0)(0,0), (100,0)(100,0), (100,300)(100,300), (200,300)(200,300), (200,400)(200,400), (−100,400)(-100,400), (−100,300)(-100,300), (0,300)(0,300)) หา A,yˉ,IxˉA, \bar y, I_{\bar x} และความเค้นสูงสุดเมื่อ M=30M = 30 kN·m

  1. แบ่งเป็นสองสี่เหลี่ยม: เอว A1=100×300=30 000A_1 = 100\times300 = 30\,000 mm² (y1=150y_1 = 150) · ปีก A2=300×100=30 000A_2 = 300\times100 = 30\,000 mm² (y2=350y_2 = 350) → A=60 000A = 60\,000 mm²

  2. yˉ=30 000(150)+30 000(350)60 000=250\bar y = \dfrac{30\,000(150) + 30\,000(350)}{60\,000} = 250 mm · xˉ=50\bar x = 50 mm (สมมาตร)

  3. แกนขนาน: เอว I=100(300)312+30 000(250−150)2=225×106+300×106=525×106I = \dfrac{100(300)^3}{12} + 30\,000(250 - 150)^2 = 225\times10^6 + 300\times10^6 = 525\times10^6 · ปีก I=300(100)312+30 000(350−250)2=25×106+300×106=325×106I = \dfrac{300(100)^3}{12} + 30\,000(350 - 250)^2 = 25\times10^6 + 300\times10^6 = 325\times10^6

  4. Ixˉ=850×106I_{\bar x} = 850\times10^6 mm⁴ (ตรงกับสูตรกรีนในแล็บ) · Sบน=I/150=5.667×106S_{\text{บน}} = I/150 = 5.667\times10^6 mm³ · Sล่าง=I/250=3.400×106S_{\text{ล่าง}} = I/250 = 3.400\times10^6 mm³

  5. M=30M = 30 kN·m =30×106= 30\times10^6 N·mm (ทำให้ใต้เส้นใยล่างดึง บนอัด): σบน=30×106(150)850×106=5.29\sigma_{\text{บน}} = \dfrac{30\times10^6(150)}{850\times10^6} = 5.29 MPa (อัด) · σล่าง=30×106(250)850×106=8.82\sigma_{\text{ล่าง}} = \dfrac{30\times10^6(250)}{850\times10^6} = 8.82 MPa (ดึง)

A=60 000A = 60\,000 mm² · yˉ=250\bar y = 250 mm · I=850×106I = 850\times10^6 mm⁴ · σบน=5.29\sigma_{\text{บน}} = 5.29 MPa, σล่าง=8.82\sigma_{\text{ล่าง}} = 8.82 MPa

ตัวอย่าง C-6 · ทดสอบสูตรกรีนกับสี่เหลี่ยม

หน้าตัดสี่เหลี่ยมกว้าง 300 สูง 500 mm (จุดยอด (0,0),(300,0),(300,500),(0,500)(0,0),(300,0),(300,500),(0,500)) หา A,xˉ,yˉ,IxˉA, \bar x, \bar y, I_{\bar x} ด้วยสูตรผลรวมตามขอบ

  1. c1=0⋅0−300⋅0=0c_1 = 0\cdot0 - 300\cdot0 = 0 · c2=300⋅500−300⋅0=150 000c_2 = 300\cdot500 - 300\cdot0 = 150\,000 · c3=300⋅500−0⋅500=150 000c_3 = 300\cdot500 - 0\cdot500 = 150\,000 · c4=0⋅0−0⋅500=0c_4 = 0\cdot0 - 0\cdot500 = 0

  2. A=12(0+150 000+150 000+0)=150 000A = \tfrac12(0 + 150\,000 + 150\,000 + 0) = 150\,000 mm² (=300×500= 300\times500 ✓)

  3. จุดศูนย์ถ่วง:

    yˉ=16A[(0+0)⋅0+(0+500)(150 000)+(500+500)(150 000)+(500+0)⋅0]=225×106900 000=250 mm\bar y = \dfrac{1}{6A}\left[(0 + 0)\cdot0 + (0 + 500)(150\,000) + (500 + 500)(150\,000) + (500 + 0)\cdot0\right] = \dfrac{225\times10^6}{900\,000} = 250\ \text{mm}

    ตรงตามที่คาด ✓ (และ xˉ=150\bar x = 150)

  4. IxI_x (รอบแกนที่ขอบล่าง):

    Ix=112[(0+0+250 000)⋅150 000+(250 000+250 000+250 000)⋅150 000]=112[37.5×109+112.5×109]=12.5×109 mm4I_x = \tfrac1{12}\left[(0 + 0 + 250\,000)\cdot150\,000 + (250\,000 + 250\,000 + 250\,000)\cdot150\,000\right] = \tfrac1{12}\left[37.5\times10^9 + 112.5\times10^9\right] = 12.5\times10^9\ \text{mm}^4

    ตรงกับ bh3/3=300⋅5003/3bh^3/3 = 300\cdot500^3/3 ✓

  5. ย้ายไปแกนผ่านจุดศูนย์ถ่วง: Ixˉ=Ix−Ayˉ2=12.5×109−150 000(250)2=3.125×109I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 = 12.5\times10^9 - 150\,000(250)^2 = 3.125\times10^9 mm⁴ = bh3/12bh^3/12 ✓

A=150 000A = 150\,000 mm² · (xˉ,yˉ)=(150,250)(\bar x, \bar y) = (150, 250) · Ixˉ=3.125×109I_{\bar x} = 3.125\times10^9 mm⁴ (ตรงกับสูตร bh3/12bh^3/12)

น้ำหนักบรรทุกกระจายบนแผ่นพื้น กลาง

แผ่นพื้นที่รับน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ q(x,y)q(x, y) (kN/m²) เช่นกองวัสดุ ดิน หรือน้ำบนหลังคา ต้องรู้แรงลัพธ์และตำแหน่งที่แรงลัพธ์กระทำเพื่อออกแบบคานรองรับ ทั้งสองเป็นอินทิกรัลสองชั้นแบบเดียวกับมวลและจุดศูนย์กลางมวล (M12) โดย qq ทำหน้าที่เป็นความหนาแน่น

C7 Resultant of a distributed load แรงลัพธ์ของน้ำหนักกระจาย

R=∬Rq(x,y) dA,xˉ=1R∬x q dA,yˉ=1R∬y q dAR = \iint_Rq(x, y)\,dA,\qquad \bar x = \frac1R\iint x\,q\,dA,\qquad \bar y = \frac1R\iint y\,q\,dA

(xˉ,yˉ)(\bar x, \bar y) = จุดศูนย์กลางของ “ปริมาตรน้ำหนัก” ใต้ผิว q(x,y)q(x,y) · ใช้แทนน้ำหนักกระจายด้วยแรงเดี่ยว RR ที่จุดนี้เมื่อคำนวณปฏิกิริยาที่ฐานรองรับ · ผลรวมโมเมนต์เท่ากัน

ตัวอย่าง C-7 · น้ำหนักกระจายแบบสามเหลี่ยมบนแผ่นพื้น

แผ่นพื้น 6×46\times4 m รับน้ำหนักกระจาย q=10x/6q = 10x/6 kN/m² (0 ที่ขอบ x=0x = 0 ถึง 10 ที่ขอบ x=6x = 6) หาแรงลัพธ์และตำแหน่ง

  1. R=∫04 ⁣∫0610x6 dx dy=4⋅106⋅362=4⋅30=120R = \displaystyle\int_0^4\!\int_0^6\dfrac{10x}{6}\,dx\,dy = 4\cdot\dfrac{10}{6}\cdot\dfrac{36}{2} = 4\cdot30 = 120 kN

  2. xˉ=1120∫04 ⁣∫06x⋅10x6 dx dy=1120⋅4⋅106⋅2163=480120=4.0\bar x = \dfrac{1}{120}\displaystyle\int_0^4\!\int_0^6x\cdot\dfrac{10x}{6}\,dx\,dy = \dfrac{1}{120}\cdot4\cdot\dfrac{10}{6}\cdot\dfrac{216}{3} = \dfrac{480}{120} = 4.0 m (สองในสามของ 6 — ตรงกับเรขาคณิตของพีระมิดลิ่ม)

  3. yˉ=2.0\bar y = 2.0 m (สมมาตรตามแนว yy) · แรงลัพธ์ 120 kN กระทำที่ (4.0, 2.0)(4.0,\ 2.0) ตรวจในแล็บได้ M=120, xˉ=4, yˉ=2M = 120,\ \bar x = 4,\ \bar y = 2

  4. ถ้าแผ่นพื้นวางบนคานสองเส้นที่ x=0x = 0 และ x=6x = 6: ปฏิกิริยา R6=120×46=80R_6 = 120\times\dfrac46 = 80 kN และ R0=120×26=40R_0 = 120\times\dfrac26 = 40 kN (สมดุลโมเมนต์รอบ x=0x = 0)

R=120R = 120 kN ที่ (xˉ,yˉ)=(4.0,2.0)(\bar x, \bar y) = (4.0, 2.0) m · ปฏิกิริยาคาน 40 และ 80 kN

แรงดันน้ำบนเขื่อนและการไหลซึมใต้ดิน ขั้นสูง

แรงดันน้ำที่ความลึก dd คือ p=ρgdp = \rho gd แรงลัพธ์บนผนังคืออินทิกรัลบนผิว F=∬p n dS\mathbf F = \iint p\,\mathbf n\,dS ส่วนน้ำใต้ดินซึมผ่านดินตามกฎของดาร์ซี v=−K∇h\mathbf v = -K\nabla h ซึ่งเป็นสนามเกรเดียนต์ เมื่อรวมกับความต่อเนื่อง ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 ได้สมการลาปลาซ ∇2h=0\nabla^2h = 0 สมการเดียวกับศักย์ไฟฟ้า (บทไฟฟ้า) และอุณหภูมิคงตัว (บทเครื่องกล)

C8 Hydrostatic force on a vertical wall แรงดันน้ำบนผนังตั้ง

F=∬p dA=∫0Hρg(H−z) w dz=12ρg wH2,zcp=∫z p dz∫p dz=H3 (เหนือฐาน)F = \iint p\,dA = \int_0^H\rho g(H - z)\,w\,dz = \tfrac12\rho g\,wH^2,\qquad z_{cp} = \frac{\int z\,p\,dz}{\int p\,dz} = \frac H3\ \text{(เหนือฐาน)}

p=ρgdp = \rho gd, d=H−zd = H - z ความลึก · แรงแปรผันกับ H2H^2 · ผนังเอียงหรือโค้งใช้ ∬p n dS\iint p\,\mathbf n\,dS ตามบทผิว · เพิ่มแรงยกที่ฐาน (uplift) ในการเช็กเสถียรภาพ

C9 Darcy's law and seepage กฎของดาร์ซีและการไหลซึม

v=−K∇h,Q=∬Sv⋅n dA,∇⋅v=0 ⇒ ∇2h=0;Q1D=KΔhLA\mathbf v = -K\nabla h,\quad Q = \iint_S\mathbf v\cdot\mathbf n\,dA,\quad \nabla\cdot\mathbf v = 0\ \Rightarrow\ \nabla^2h = 0;\qquad Q_{\text{1D}} = K\frac{\Delta h}{L}A

KK = สภาพนำน้ำ (m/s): กรวด 10−210^{-2} · ทรายสะอาด 10−410^{-4} · ทรายปนทรายแป้ง 10−510^{-5} · ดินเหนียว ≤10−9\le 10^{-9} · hh = ระดับพีโซเมตริก · เส้นระดับ hh = const ตั้งฉากกับเส้นกระแส → flow net

C10 Radial flow to a well (Thiem) การไหลเข้าบ่อ (Thiem)

h(r)=hw+Q2πKTln⁡rrw,Q=2πKT (h2−h1)ln⁡(r2/r1)h(r) = h_w + \frac{Q}{2\pi KT}\ln\frac r{r_w},\qquad Q = \frac{2\pi KT\,(h_2 - h_1)}{\ln(r_2/r_1)}

ชั้นน้ำใต้ดินแบบจำกัด (confined) หนา TT · คำตอบของลาปลาซในพิกัดทรงกระบอก (รูปเดียวกับ K-2: ท่อกลมนำความร้อน และ E4: สายโคแอกเชียล)

ตัวอย่าง C-8 · แรงดันน้ำบนเขื่อน

เขื่อนผนังตั้งกว้าง w=100w = 100 m น้ำลึก H=20H = 20 m (ρ=1000\rho = 1000 kg/m³) หาแรงลัพธ์และตำแหน่งที่กระทำ

  1. แรงดันที่ความลึก dd: p=ρgd=9810dp = \rho gd = 9810d Pa · ที่ฐาน p=196.2p = 196.2 kPa

  2. F=∬p dA=∫0209810(20−z)(100) dz=9810⋅100⋅2022=1.962×108F = \displaystyle\iint p\,dA = \int_0^{20}9810(20 - z)(100)\,dz = 9810\cdot100\cdot\dfrac{20^2}{2} = 1.962\times10^{8} N = 196.2 MN

  3. ตำแหน่ง: zcp=∫020z(20−z) dz∫020(20−z) dz=203/6202/2=203=6.67z_{cp} = \dfrac{\int_0^{20}z(20 - z)\,dz}{\int_0^{20}(20 - z)\,dz} = \dfrac{20^3/6}{20^2/2} = \dfrac{20}{3} = 6.67 m เหนือฐาน (ต่ำกว่าครึ่งความสูงเพราะแรงดันมากที่ล่าง)

  4. โมเมนต์พลิกคว่ำรอบฐาน M=F⋅zcp=196.2×6.67=1308M = F\cdot z_{cp} = 196.2\times6.67 = 1308 MN·m ต้องถูกต้านด้วยน้ำหนักของเขื่อนและแรงต้านดิน · ถ้าระดับน้ำเพิ่มเป็น 25 m แรงเพิ่ม (25/20)2=1.56(25/20)^2 = 1.56 เท่า (306.6 MN)

F=196.2F = 196.2 MN ที่ 6.676.67 m เหนือฐาน · M=1308M = 1308 MN·m

ตัวอย่าง C-9 · น้ำซึมผ่านคันดิน

คันดินทรายปนทรายแป้ง K=10−5K = 10^{-5} m/s หนา L=50L = 50 m ระดับน้ำต่างกัน 5 m หน้าตัดตั้งฉากการไหลกว้าง 10 m สูง 2 m หาความเร็วซึมและปริมาณน้ำซึม

  1. ระดับน้ำเป็นเส้นตรง h(x)=h1−5x/50h(x) = h_1 - 5x/50 ซึ่งเป็นคำตอบของลาปลาซ (h′′=0h'' = 0) · gradient ไฮดรอลิก i=∣∇h∣=5/50=0.1i = |\nabla h| = 5/50 = 0.1

  2. ดาร์ซี: v=Ki=10−5×0.1=1.0×10−6v = Ki = 10^{-5}\times0.1 = 1.0\times10^{-6} m/s (ตามทิศ −∇h-\nabla h คือจากฝั่งสูงไปต่ำ)

  3. Q=vA=10−6×(10×2)=2.0×10−5Q = vA = 10^{-6}\times(10\times2) = 2.0\times10^{-5} m³/s = 1.73 m³/วัน

  4. เทียบกับการนำความร้อนของผนังหนา (K-1) q=kΔT/Lq = k\Delta T/L: รูปเดียวกัน v↔q, K↔k, h↔Tv \leftrightarrow q,\ K \leftrightarrow k,\ h \leftrightarrow T — ตารางเปรียบเทียบด้านล่าง

v=1.0×10−6v = 1.0\times10^{-6} m/s · Q=2.0×10−5Q = 2.0\times10^{-5} m³/s ≈1.73\approx 1.73 m³/วัน

ตัวอย่าง C-10 · บ่อสูบในชั้นน้ำใต้ดินแบบจำกัด

ชั้นน้ำใต้ดินหนา T=20T = 20 m, K=10−4K = 10^{-4} m/s มีบ่อสังเกตการณ์ที่ r1=10r_1 = 10 m (ระดับ h1=18.2h_1 = 18.2 m) และ r2=100r_2 = 100 m (h2=19.6h_2 = 19.6 m) หาอัตราสูบ QQ

  1. การไหลเข้าบ่อสมมาตรรอบแกน h=h(r)h = h(r) · ลาปลาซ: 1rddr(rdhdr)=0\dfrac1r\dfrac{d}{dr}\left(r\dfrac{dh}{dr}\right) = 0 → h=C1ln⁡r+C2h = C_1\ln r + C_2

  2. ดาร์ซี: vr=−Kdhdr=−KC1rv_r = -K\dfrac{dh}{dr} = -\dfrac{KC_1}{r} · ฟลักซ์ผ่านทรงกระบอกรัศมี rr สูง TT: Q=vr(2πrT)Q = v_r(2\pi rT) = คงที่ → C1=Q2πKTC_1 = \dfrac{Q}{2\pi KT} (เมื่อ QQ ไหลเข้าบ่อ เครื่องหมายสลับ)

  3. จากสองบ่อ: h2−h1=C1ln⁡r2r1h_2 - h_1 = C_1\ln\dfrac{r_2}{r_1} → Q=2πKT(h2−h1)ln⁡(r2/r1)=2π(10−4)(20)(1.4)ln⁡10=0.0175932.3026=7.64×10−3Q = \dfrac{2\pi KT(h_2 - h_1)}{\ln(r_2/r_1)} = \dfrac{2\pi(10^{-4})(20)(1.4)}{\ln10} = \dfrac{0.017593}{2.3026} = 7.64\times10^{-3} m³/s

  4. Q=7.64Q = 7.64 L/s ≈ 660 m³/วัน · ตรวจแบบเดียวกับ K-2: อัตราไหลต่อความยาว/ความหนาเป็นค่าคงที่ทุกรัศมี

Q=7.64Q = 7.64 L/s (Thiem)

ตารางเปรียบเทียบ: ความร้อน ไหลซึม ไฟฟ้า สมการเดียวกัน

ปริมาณความร้อน (เครื่องกล)ไหลซึม (โยธา)นำไฟฟ้า (ไฟฟ้า)
ศักย์อุณหภูมิ TTระดับน้ำ hhแรงดัน VV
สภาพนำkk (W/m·K)KK (m/s)σ\sigma (S/m)
ฟลักซ์q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla Tv=−K∇h\mathbf v = -K\nabla hJ=−σ∇V\mathbf J = -\sigma\nabla V
อนุรักษ์∇⋅q=0\nabla\cdot\mathbf q = 0∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0∇⋅J=0\nabla\cdot\mathbf J = 0
สมการ∇2T=0\nabla^2T = 0∇2h=0\nabla^2h = 0∇2V=0\nabla^2V = 0
ท่อกลม/บ่อ/โคแอกQ˙′=2πkΔTln⁡(ro/ri)\dot Q' = \dfrac{2\pi k\Delta T}{\ln(r_o/r_i)} (K-2)Q=2πKTΔhln⁡(r2/r1)Q = \dfrac{2\pi KT\Delta h}{\ln(r_2/r_1)} (C-10)I′=2πσVln⁡(b/a)I' = \dfrac{2\pi\sigma V}{\ln(b/a)} (E-4)

เพราะสมการเหมือนกัน คำตอบที่คำนวณครั้งเดียวใช้ได้สามสาขา: แล็บความร้อนในบทเครื่องกลและแล็บประจุในบทไฟฟ้าจึงใช้เรียนการซึมของน้ำได้ด้วย (เส้นกระแสตั้งฉากเส้นศักย์เท่ากัน เหมือน flow net)

สรุปเครื่องมือแคลคูลัสกับโจทย์โยธา พื้นฐาน

ปัญหาโยธาเครื่องมือผลลัพธ์
ความลาดชันและทิศน้ำไหลของพื้นที่เกรเดียนต์ ∇h\nabla h100∣∇h∣100|\nabla h|% · −∇h-\nabla h (C1)
ปริมาณงานดินและระดับสมดุลอินทิกรัลสองชั้นของ h−z0h - z_0Vcut,Vfill,hˉV_{cut}, V_{fill}, \bar h (C2–C3)
หน้าตัดคานและเสาทฤษฎีบทกรีน / อินทิกรัลสองชั้นA,yˉ,I,S,σA, \bar y, I, S, \sigma (C4–C6)
น้ำหนักกระจายอินทิกรัลสองชั้นถ่วงน้ำหนักR,xˉ,yˉR, \bar x, \bar y (C7)
แรงดันน้ำบนเขื่อน/ประตูน้ำอินทิกรัลบนผิวF,zcpF, z_{cp} (C8)
การซึมของน้ำ บ่อสูบดาร์ซี + ลาปลาซ + ฟลักซ์QQ (C9, C10)
การโก่งตัวของคานอินทิกรัลตัวแปรเดียวซ้ำ + κ≈M/EI\kappa \approx M/EIดูแล็บคาน และความโค้ง
ผิวเปลือกบางและหลังคาโค้งพื้นที่ผิว ∬1+∣∇g∣2 dA\iint\sqrt{1 + |\nabla g|^2}\,dAปริมาณวัสดุ (บทผิว)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ใช้ค่าเฉลี่ยของความลึกที่ไม่ถ่วงน้ำหนักพื้นที่ · ช่องที่มีขนาดไม่เท่ากันต้องคูณพื้นที่ของแต่ละช่อง
  2. ไม่แยกส่วนขุดและส่วนถมก่อนรวม · ใช้ max⁡(h−z0,0)\max(h - z_0, 0) ไม่ใช่ h−z0h - z_0 ตรง ๆ (ผลรวมตรง ๆ ได้แค่ผลต่างสุทธิ)
  3. ลืมตัวคูณขยายตัวและบดอัด ของดิน · ปริมาตรในสนามต่างจากปริมาตรคำนวณ (ดินร่วนขยายตัว ดินถมอัดตัว)
  4. ใช้ II รอบแกนที่ขอบแทนที่จุดศูนย์ถ่วง ในสูตร σ=My/I\sigma = My/I · ต้องย้ายแกนด้วยทฤษฎีบทแกนขนานก่อน
  5. ลำดับจุดยอดตามเข็มนาฬิกา ในสูตรกรีน · ได้เครื่องหมายลบ ใส่ค่าสัมบูรณ์ (โปรแกรมในแล็บทำให้อัตโนมัติ)
  6. ใช้ความดันเกจกับความดันสัมบูรณ์ปนกัน ในเขื่อน · ความดันบรรยากาศหักล้างกันทั้งสองด้านของผนัง

รวมเครื่องมือทั้งหมดของชุดนี้ไว้ในหน้าเดียวที่แล็บแคลคูลัสหลายตัวแปร หรือกลับไปดูภาพรวมที่หน้าหลักของชุด

คำถามที่พบบ่อย

คำนวณปริมาตรดินขุด-ถม (cut and fill) ด้วยอินทิกรัลสองชั้นอย่างไร?

ให้ h(x,y)h(x, y) เป็นความสูงภูมิประเทศเดิมและ z0z_0 เป็นระดับที่ต้องการปรับแต่ง ปริมาตรดินขุดคือ ∬max⁡(h−z0,0) dA\iint\max(h - z_0, 0)\,dA และปริมาตรดินถมคือ ∬max⁡(z0−h,0) dA\iint\max(z_0 - h, 0)\,dA บนพื้นที่ปรับแต่ง ในทางปฏิบัติแบ่งเป็นตารางสี่เหลี่ยมแล้วใช้ค่าความลึกที่มุม V=A4∑(d1+d2+d3+d4)V = \tfrac{A}{4}\sum(d_1 + d_2 + d_3 + d_4) ซึ่งเท่ากับอินทิกรัลของพื้นผิวสอดแทรกสองเชิงเส้นพอดี ถ้าตั้ง z0z_0 เท่ากับความสูงเฉลี่ย hˉ=1A∬h dA\bar h = \tfrac1A\iint h\,dA จะได้ขุด = ถม (ไม่ต้องขนดินเข้าออก)

ความลาดชัน (slope) ของภูมิประเทศคำนวณจาก gradient อย่างไร?

ความลาดชันเป็นเปอร์เซ็นต์ =100×∣∇h∣=100hx2+hy2= 100\times|\nabla h| = 100\sqrt{h_x^2 + h_y^2} และมุมเอียง arctan⁡∣∇h∣\arctan|\nabla h| ทิศที่น้ำไหลลงคือ −∇h-\nabla h ซึ่งตั้งฉากกับเส้นชั้นความสูง ตัวอย่าง h=10+0.06x+0.03yh = 10 + 0.06x + 0.03y ได้ ∣∇h∣=0.0671|\nabla h| = 0.0671 หรือ 6.7% น้ำไหลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศ 243∘243^\circ จากทิศเหนือ) ใช้กำหนดแนวระบายน้ำ ความชันของทางลาด และตรวจเกณฑ์ความชันสูงสุดของถนน

หา A ȳ และ I ของหน้าตัดรูปหลายเหลี่ยมด้วยทฤษฎีบทกรีนอย่างไร?

ทฤษฎีบทกรีนเปลี่ยนอินทิกรัลสองชั้นบนหน้าตัดให้เป็นผลรวมตามขอบ ทำให้ได้สูตรจากพิกัดจุดยอดโดยตรง A=12∑(xiyi+1−xi+1yi)A = \tfrac12\sum(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) และ yˉ=16A∑(yi+yi+1)(xiyi+1−xi+1yi)\bar y = \tfrac{1}{6A}\sum(y_i + y_{i+1})(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) ทำนองเดียวกันกับ xˉ\bar x และ IxI_x จากนั้นย้ายแกนมาที่จุดศูนย์ถ่วงด้วยทฤษฎีบทแกนขนาน Ixˉ=Ix−Ayˉ2I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 ตัวอย่างหน้าตัดตัว T (สะพานคานตัว T) ได้ A=60 000A = 60\,000 mm², yˉ=250\bar y = 250 mm, I=850×106I = 850\times10^6 mm⁴

กฎของดาร์ซี (Darcy's law) เกี่ยวกับสมการลาปลาซอย่างไร?

กฎของดาร์ซีบอกว่าความเร็วซึมของน้ำใต้ดินเป็น v=−K∇h\mathbf v = -K\nabla h (ตามสนามเกรเดียนต์ของระดับน้ำ hh) เมื่อน้ำไม่บีบอัดและสภาวะคงตัว ∇⋅v=0\nabla\cdot\mathbf v = 0 แทนกันได้ ∇⋅(K∇h)=0\nabla\cdot(K\nabla h) = 0 หรือ ∇2h=0\nabla^2h = 0 เมื่อ KK สม่ำเสมอ นั่นคือสมการลาปลาซเดียวกับศักย์ไฟฟ้าและอุณหภูมิคงตัว จึงแก้ปัญหาการซึมใต้เขื่อนด้วยเครือข่ายการไหล (flow net) ซึ่งเส้นศักย์ตั้งฉากกับเส้นกระแสได้

แรงดันน้ำบนผนังเขื่อน (hydrostatic force) คำนวณอย่างไร?

แรงดันที่ความลึก dd คือ p=ρgdp = \rho g d เพิ่มเป็นเส้นตรงตามความลึก แรงลัพธ์บนผนังคืออินทิกรัลบนผิว F=∬p dAF = \iint p\,dA สำหรับผนังตั้งกว้าง ww สูง HH เมื่อน้ำเต็มถึงยอด F=12ρgwH2F = \tfrac12\rho gwH^2 กระทำที่ความสูง H/3H/3 จากฐาน เช่นเขื่อนกว้าง 100 m น้ำลึก 20 m ได้ F=196.2F = 196.2 MN ที่ 6.67 m เหนือฐาน แรงเพิ่มตามกำลังสองของระดับน้ำ

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์