หน้าแรก คลังความรู้ แคลคูลัสหลายตัวแปร วิศวกรรมโยธา
Multivariable & Vector Calculus ดูครบทุกส่วน · 13 หน้า 4 · ฟังก์ชันเวกเตอร์และแคลคูลัสเวกเตอร์ 5 · การประยุกต์ทางวิศวกรรม
// บทที่ 24.12 · การประยุกต์ · Civil Engineering
แคลคูลัสหลายตัวแปรในวิศวกรรมโยธา: ภูมิประเทศ ดินขุด-ถม คุณสมบัติหน้าตัด แรงดันน้ำ และการไหลซึม
วิศวกรโยธาทำงานบนพื้นผิวจริง: ดินที่ต้องขุดและถมให้ได้ระดับ คานที่ต้องรู้โมเมนต์ความเฉื่อยของหน้าตัด แผ่นพื้นที่รับน้ำหนักกระจายไม่สม่ำเสมอ เขื่อนที่รับแรงดันน้ำ และดินที่น้ำซึมผ่าน หน้านี้ใช้แคลคูลัสหลายตัวแปรกับโจทย์เหล่านี้โดยตรง: gradient ของภูมิประเทศให้ความชันและทิศน้ำไหล อินทิกรัลสองชั้นให้ปริมาตรงานดิน อินทิกรัลเส้นตามทฤษฎีบทกรีนให้ A ȳ และ I ของหน้าตัดจากพิกัด และสมการลาปลาซอธิบายการซึมของน้ำ พร้อมแล็บภูมิประเทศที่ปรับระดับ pad แล้วเห็นปริมาตรขุด-ถมทันที และแล็บหน้าตัดที่ลากจุดยอดได้
สรุปใน 30 วินาที
ความลาดชัน = 100 ∣ ∇ h ∣ = 100|\nabla h| = 100∣∇ h ∣ % · น้ำไหลทิศ − ∇ h -\nabla h − ∇ h (ตั้งฉากเส้นชั้นความสูง)
ขุด ∬ max ( h − z 0 , 0 ) d A \iint\max(h - z_0, 0)\,dA ∬ max ( h − z 0 , 0 ) d A · ถม ∬ max ( z 0 − h , 0 ) d A \iint\max(z_0 - h, 0)\,dA ∬ max ( z 0 − h , 0 ) d A · ขุด = ถม เมื่อ z 0 = h ˉ = 1 A ∬ h d A z_0 = \bar h = \tfrac1A\iint h\,dA z 0 = h ˉ = A 1 ∬ h d A
หน้าตัด (Green): A = 1 2 ∑ ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) A = \tfrac12\sum(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) A = 2 1 ∑ ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) · I x ˉ = I x − A y ˉ 2 I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 I x ˉ = I x − A y ˉ 2 · ความเค้นดัด σ = M y / I \sigma = My/I σ = M y / I
ดาร์ซี: v = − K ∇ h \mathbf v = -K\nabla h v = − K ∇ h → ∇ 2 h = 0 \nabla^2h = 0 ∇ 2 h = 0 · แรงดันน้ำ: F = ∬ ρ g d d A = 1 2 ρ g w H 2 F = \iint\rho gd\,dA = \tfrac12\rho gwH^2 F = ∬ ρ g d d A = 2 1 ρ g w H 2 ที่ H / 3 H/3 H /3
ระดับ พื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี
ค้นหาสูตรในหน้านี้
โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
ภูมิประเทศเป็นฟังก์ชัน h(x, y): ความลาดชันและทิศน้ำไหล พื้นฐาน
ความสูงของพื้นที่ก่อสร้างคือฟังก์ชันสองตัวแปร h ( x , y ) h(x, y) h ( x , y ) และแผนที่เส้นชั้นความสูงคือแผนที่เส้นชั้นของมัน (บทฟังก์ชันหลายตัวแปร ) เกรเดียนต์ ∇ h \nabla h ∇ h ชี้ทางขึ้นชันที่สุด ขนาดของมันคือความชัน (rise ต่อ run) น้ำฝนไหลลงทางชันที่สุด − ∇ h -\nabla h − ∇ h ซึ่งตั้งฉากกับเส้นชั้นเสมอ
C1 Terrain slope and drainage direction ความลาดชันและทิศน้ำไหล
S = 100 ∣ ∇ h ∣ = 100 h x 2 + h y 2 % , β = arctan ∣ ∇ h ∣ , ทิศน้ำไหล d = − ∇ h ∣ ∇ h ∣ S = 100\,|\nabla h| = 100\sqrt{h_x^2 + h_y^2}\ \%,\qquad \beta = \arctan|\nabla h|,\qquad \text{ทิศน้ำไหล } \mathbf d = -\frac{\nabla h}{|\nabla h|} S = 100 ∣∇ h ∣ = 100 h x 2 + h y 2 % , β = arctan ∣∇ h ∣ , ทิศน้ำไหล d = − ∣∇ h ∣ ∇ h
ทิศเข็มทิศ (bearing จากเหนือตามเข็ม) = atan2 ( d x , d y ) = \operatorname{atan2}(d_x, d_y) = atan2 ( d x , d y ) · ถนนทั่วไปความชันไม่เกิน 6–12% · ทางลาดคนพิการ 8.3% (1:12) · เส้นชั้นชิดกัน = ชัน
แล็บภูมิประเทศและดินขุด-ถม
แผนที่ซ้าย: สีพื้นคือความชัน (น้ำเงิน = ลาด ส้ม-แดง = ชัน) เส้นดำคือเส้นชั้นความสูงทุก 1 m ลูกศรฟ้าคือทิศน้ำไหล − ∇ h -\nabla h − ∇ h กรอบส้มเส้นประคือพื้นที่ปรับระดับ (pad) ภาพขวาแสดงภูมิประเทศ 3 มิติกับระนาบ pad ที่ระดับ z 0 z_0 z 0 เลื่อนแถบ z 0 z_0 z 0 แล้วดูปริมาตรขุดและถมเปลี่ยน แล้วลองตั้ง z 0 z_0 z 0 เท่ากับ “ระดับสมดุล” เพื่อให้ขุด = ถม ลากจุด P เพื่ออ่านความลาดชันและทิศน้ำไหล
x ระดับออกแบบ z₀ ขุด (cut) ถม (fill) V_cut = ∬ max(h − z₀, 0) dA, V_fill = ∬ max(z₀ − h, 0) dA หน้าตัดดินขุด-ถม (cut and fill): ส่วนของพื้นดินเดิมที่สูงกว่าระดับออกแบบ z 0 z_0 z 0 คือส่วนที่ต้องขุด (cut) ส่วนที่ต่ำกว่าคือส่วนที่ต้องถม (fill) ปริมาตรคืออินทิกรัลสองชั้นของความต่าง ∣ h − z 0 ∣ \lvert h - z_0\rvert ∣ h − z 0 ∣
ตัวอย่าง C-1 · ความลาดชันและทิศน้ำไหล ที่ลาดเอียง h ( x , y ) = 10 + 0.06 x + 0.03 y h(x, y) = 10 + 0.06x + 0.03y h ( x , y ) = 10 + 0.06 x + 0.03 y เมตร (x x x ไปทางตะวันออก y y y ไปทางเหนือ) หาความลาดชัน ทิศน้ำไหล และเส้นชั้นความสูงทุก 1 m ห่างกันกี่เมตร
∇ h = ⟨ 0.06 , 0.03 ⟩ \nabla h = \langle0.06,\ 0.03\rangle ∇ h = ⟨ 0.06 , 0.03 ⟩ · ∣ ∇ h ∣ = 0.0036 + 0.0009 = 0.0671 |\nabla h| = \sqrt{0.0036 + 0.0009} = 0.0671 ∣∇ h ∣ = 0.0036 + 0.0009 = 0.0671 → ความลาดชัน 6.71% (β = 3.84 ∘ \beta = 3.84^\circ β = 3.8 4 ∘ )
ทิศน้ำไหล − ∇ h = ⟨ − 0.06 , − 0.03 ⟩ -\nabla h = \langle-0.06,\ -0.03\rangle − ∇ h = ⟨ − 0.06 , − 0.03 ⟩ → ชี้ไปทางตะวันตกและใต้ · bearing = atan2 ( − 0.06 , − 0.03 ) = − 116.6 ∘ ≡ 243.4 ∘ = \operatorname{atan2}(-0.06, -0.03) = -116.6^\circ \equiv 243.4^\circ = atan2 ( − 0.06 , − 0.03 ) = − 116. 6 ∘ ≡ 243. 4 ∘ (ตะวันตกเฉียงใต้ ค่อนไปทางตะวันตก)
เส้นชั้นความสูงตั้งฉากกับ ∇ h \nabla h ∇ h และห่างกัน Δ h / ∣ ∇ h ∣ = 1 / 0.0671 = 14.9 \Delta h/|\nabla h| = 1/0.0671 = 14.9 Δ h /∣∇ h ∣ = 1/0.0671 = 14.9 m (คำนวณตามทิศ ∇ h \nabla h ∇ h )
เทียบกับเกณฑ์: 6.7% ใช้เป็นพื้นระบายน้ำได้ดีและไม่ชันเกินไปสำหรับถนนภายในโครงการ (แต่เกิน 5% ที่มักกำหนดสำหรับลานจอดรถ)
ความลาดชัน 6.71 % 6.71\% 6.71% · น้ำไหลทิศ 243.4 ∘ 243.4^\circ 243. 4 ∘ · เส้นชั้นห่างกัน 14.9 m
ตัวอย่าง C-2 · ความชันสูงสุดของเนิน เนินดิน h = 8 + 5 e − r 2 / 260 h = 8 + 5e^{-r^2/260} h = 8 + 5 e − r 2 /260 (r r r = ระยะจากยอดเนิน, เมตร) ความชันสูงสุดเท่าไร และอยู่ที่ระยะเท่าไรจากยอด เปิดในแล็บ (จุดชันที่สุด)
เนินสมมาตรรอบยอด: ∣ ∇ h ∣ = ∣ d h d r ∣ = 5 ⋅ 2 r 260 e − r 2 / 260 = r 26 e − r 2 / 260 |\nabla h| = \left|\dfrac{dh}{dr}\right| = 5\cdot\dfrac{2r}{260}e^{-r^2/260} = \dfrac{r}{26}e^{-r^2/260} ∣∇ h ∣ = d r d h = 5 ⋅ 260 2 r e − r 2 /260 = 26 r e − r 2 /260
หาค่าสูงสุดตาม r r r : d d r [ r e − r 2 / 260 ] = e − r 2 / 260 ( 1 − 2 r 2 260 ) = 0 \dfrac{d}{dr}\left[re^{-r^2/260}\right] = e^{-r^2/260}\left(1 - \dfrac{2r^2}{260}\right) = 0 d r d [ r e − r 2 /260 ] = e − r 2 /260 ( 1 − 260 2 r 2 ) = 0 → r 2 = 130 r^2 = 130 r 2 = 130 → r = 11.40 r = 11.40 r = 11.40 m
∣ ∇ h ∣ max = 11.40 26 e − 0.5 = 0.4385 × 0.6065 = 0.2660 |\nabla h|_{\max} = \dfrac{11.40}{26}e^{-0.5} = 0.4385\times0.6065 = 0.2660 ∣∇ h ∣ m a x = 26 11.40 e − 0.5 = 0.4385 × 0.6065 = 0.2660 → ความลาดชัน 26.6% (14.9 ∘ 14.9^\circ 14. 9 ∘ )
ที่ยอด r = 0 r = 0 r = 0 ความชัน 0 (จุดวิกฤตสูงสุด) และที่ไกลมากความชันเข้าสู่ 0 · เส้นชั้นเป็นวงกลม และน้ำไหลออกตามรัศมีทุกทิศ ตั้งฉากเส้นชั้น
ความลาดชันสูงสุด 26.6% ที่ r = 11.4 r = 11.4 r = 11.4 m จากยอด (ในแล็บ จุดนี้คือ ( 41.4 , 22 ) (41.4, 22) ( 41.4 , 22 ) )
ปริมาตรดินขุด-ถม (Cut and Fill) กลาง
ก่อนก่อสร้างอาคารหรือถนน ต้องปรับพื้นที่ให้ได้ระดับ z 0 z_0 z 0 ดินส่วนสูงกว่าถูกขุดไปถมส่วนต่ำกว่า ความหนาของดินที่ต้องปรับที่จุด ( x , y ) (x, y) ( x , y ) คือ h − z 0 h - z_0 h − z 0 (บวก = ขุด ลบ = ถม) ปริมาตรคืออินทิกรัลสองชั้นเหนือพื้นที่ pad (บทอินทิกรัลหลายชั้น ) ถ้าต้องการให้ดินสมดุล (ขุด = ถม) ระดับต้องเป็นความสูงเฉลี่ย
C2 Cut and fill volumes ปริมาตรดินขุดและดินถม
V cut = ∬ R max ( h − z 0 , 0 ) d A , V fill = ∬ R max ( z 0 − h , 0 ) d A , V cut − V fill = ∬ R ( h − z 0 ) d A = A ( h ˉ − z 0 ) V_{\text{cut}} = \iint_R\max\big(h - z_0,\,0\big)\,dA,\qquad V_{\text{fill}} = \iint_R\max\big(z_0 - h,\,0\big)\,dA,\qquad V_{\text{cut}} - V_{\text{fill}} = \iint_R(h - z_0)\,dA = A(\bar h - z_0) V cut = ∬ R max ( h − z 0 , 0 ) d A , V fill = ∬ R max ( z 0 − h , 0 ) d A , V cut − V fill = ∬ R ( h − z 0 ) d A = A ( h ˉ − z 0 )
ผลต่างขุด − ถม = A ( h ˉ − z 0 ) A(\bar h - z_0) A ( h ˉ − z 0 ) ตรง ๆ จึงสมดุลเมื่อ z 0 = h ˉ z_0 = \bar h z 0 = h ˉ · ในทางปฏิบัติดินขุดขยายตัว 15–30% และดินถมต้องบดอัด ปรับด้วยตัวคูณ · h ˉ = 1 A ∬ R h d A \bar h = \tfrac1A\iint_Rh\,dA h ˉ = A 1 ∬ R h d A = ความสูงเฉลี่ย (M3)
C3 Grid (four-corner) method วิธีตารางสี่เหลี่ยม (ค่ามุมทั้งสี่)
V = ∑ ช่อง A ช่อง ⋅ d 1 + d 2 + d 3 + d 4 4 , d = h − z 0 V = \sum_{\text{ช่อง}}A_{\text{ช่อง}}\cdot\frac{d_1 + d_2 + d_3 + d_4}{4},\qquad d = h - z_0 V = ช่อง ∑ A ช่อง ⋅ 4 d 1 + d 2 + d 3 + d 4 , d = h − z 0
ตรงกับอินทิกรัลของผิวสอดแทรกสองเชิงเส้นในแต่ละช่อง (เป็นกฎสี่เหลี่ยมคางหมูสองมิติ) · ใช้ในโปรแกรมคำนวณปริมาณงานดิน · ช่องที่มีทั้งขุดและถมให้แยกเป็นสามเหลี่ยมหรือใช้สูตรเฉพาะ
ตัวอย่าง C-3 · ขุด-ถมบนที่ลาดคลื่น พื้นที่ pad 5 ≤ x ≤ 55 , 5 ≤ y ≤ 35 5 \le x \le 55,\ 5 \le y \le 35 5 ≤ x ≤ 55 , 5 ≤ y ≤ 35 (50 × 30 m) บนภูมิประเทศ h = 10 + 0.06 x + 0.03 y + 0.8 sin x 9 cos y 11 h = 10 + 0.06x + 0.03y + 0.8\sin\frac x9\cos\frac y{11} h = 10 + 0.06 x + 0.03 y + 0.8 sin 9 x cos 11 y หาปริมาตรขุดและถมเมื่อ z 0 = 11.5 z_0 = 11.5 z 0 = 11.5 m และระดับสมดุล เปิดในแล็บ
พื้นที่ A = 50 × 30 = 1500 A = 50\times30 = 1500 A = 50 × 30 = 1500 m² · ปริมาตรขุด ∬ max ( h − 11.5 , 0 ) d A \iint\max(h - 11.5, 0)\,dA ∬ max ( h − 11.5 , 0 ) d A และถม ∬ max ( 11.5 − h , 0 ) d A \iint\max(11.5 - h, 0)\,dA ∬ max ( 11.5 − h , 0 ) d A อินทิเกรตเชิงตัวเลข (เส้นแบ่งขุด/ถมคือเส้นชั้น h = 11.5 h = 11.5 h = 11.5 ซึ่งเป็นเส้นโค้ง จึงไม่เหมาะกับการหาด้วยมือ)
ผล: V cut = 1497.4 V_{\text{cut}} = 1497.4 V cut = 1497.4 m³ · V fill = 142.3 V_{\text{fill}} = 142.3 V fill = 142.3 m³ · ขุด − ถม = 1355.2 m³ (ดินเหลือต้องขนออก)
ตรวจด้วยสูตร A ( h ˉ − z 0 ) A(\bar h - z_0) A ( h ˉ − z 0 ) : ความสูงเฉลี่ย h ˉ = 1 A ∬ h d A = 12.403 \bar h = \dfrac1A\iint h\,dA = 12.403 h ˉ = A 1 ∬ h d A = 12.403 m (อินทิกรัลของ 0.8 sin x 9 cos y 11 0.8\sin\frac x9\cos\frac y{11} 0.8 sin 9 x cos 11 y บนพื้นที่นี้ได้ + 0.1 +0.1 + 0.1 กว่าเล็กน้อย) → 1500 ( 12.403 − 11.5 ) = 1355 1500(12.403 - 11.5) = 1355 1500 ( 12.403 − 11.5 ) = 1355 ✓
ตั้ง z 0 = h ˉ = 12.403 z_0 = \bar h = 12.403 z 0 = h ˉ = 12.403 m: ขุด = ถม = 680.9 m³ (สมดุล ไม่ต้องขนดินเข้า-ออก)
จำนวนเที่ยวรถบรรทุก 10 m³ สำหรับส่วนที่ขุดเมื่อ z 0 = 11.5 z_0 = 11.5 z 0 = 11.5 : 1497.4 / 10 → 150 1497.4/10 \to 150 1497.4/10 → 150 เที่ยว (ก่อนคิดการขยายตัว) · แต่ถ้าสมดุล ใช้ 69 เที่ยวภายในโครงการ (ขุดไปถมในโครงการเอง)
z 0 = 11.5 z_0 = 11.5 z 0 = 11.5 : ขุด 1497 m³ ถม 142 m³ · สมดุลที่ z 0 = 12.40 z_0 = 12.40 z 0 = 12.40 m: ขุด = ถม = 681 m³
ตัวอย่าง C-4 · วิธีตารางสี่เหลี่ยม ช่องสี่เหลี่ยม 10 × 10 10\times10 10 × 10 m ที่มุมทั้งสี่มีความลึกขุด 0.8, 1.2, 1.0, 0.6 m (เทียบระดับออกแบบ) ปริมาตรดินขุดในช่องนี้
ความลึกเฉลี่ยจากสี่มุม = 0.8 + 1.2 + 1.0 + 0.6 4 = 0.90 = \dfrac{0.8 + 1.2 + 1.0 + 0.6}{4} = 0.90 = 4 0.8 + 1.2 + 1.0 + 0.6 = 0.90 m
V = 100 × 0.90 = 90 V = 100\times0.90 = 90 V = 100 × 0.90 = 90 m³
เหตุผลทางแคลคูลัส: ผิวสอดแทรกสองเชิงเส้น d ( x , y ) = a + b x + c y + d x y d(x, y) = a + bx + cy + dxy d ( x , y ) = a + b x + cy + d x y มีอินทิกรัลบนสี่เหลี่ยม = พื้นที่ × ค่าเฉลี่ยของสี่มุมพอดี (พจน์ x y xy x y เฉลี่ยออกไปด้วยสมมาตร) จึงไม่ใช่การประมาณหยาบ แต่เป็นอินทิกรัลที่แน่นอนของผิวที่สมมติ
V = 90 V = 90 V = 90 m³
คุณสมบัติหน้าตัดคานด้วยทฤษฎีบทกรีน กลาง
ความเค้นดัด σ = M y / I \sigma = My/I σ = M y / I ต้องการโมเมนต์ความเฉื่อย I I I ของหน้าตัด ซึ่งคืออินทิกรัลสองชั้น ∬ y 2 d A \iint y^2\,dA ∬ y 2 d A หน้าตัดจริงมักเป็นรูปหลายเหลี่ยม (ตัว T, I, L, กล่อง) ทฤษฎีบทกรีน (บทอินทิกรัลตามเส้น ) เปลี่ยนอินทิกรัลสองชั้นเป็นผลรวมตามขอบของพิกัดจุดยอด ได้สูตรแน่นอนที่คอมพิวเตอร์ใช้ในโปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้างทุกตัว
C4 Area and centroid of a polygon พื้นที่และจุดศูนย์ถ่วงของรูปหลายเหลี่ยม
c i = x i y i + 1 − x i + 1 y i , A = 1 2 ∑ c i , x ˉ = 1 6 A ∑ ( x i + x i + 1 ) c i , y ˉ = 1 6 A ∑ ( y i + y i + 1 ) c i c_i = x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i,\quad A = \tfrac12\sum c_i,\quad \bar x = \frac{1}{6A}\sum(x_i + x_{i+1})c_i,\quad \bar y = \frac{1}{6A}\sum(y_i + y_{i+1})c_i c i = x i y i + 1 − x i + 1 y i , A = 2 1 ∑ c i , x ˉ = 6 A 1 ∑ ( x i + x i + 1 ) c i , y ˉ = 6 A 1 ∑ ( y i + y i + 1 ) c i
จุดยอดเรียงทวนเข็มต่อเนื่อง ( x n + 1 , y n + 1 ) = ( x 1 , y 1 ) (x_{n+1}, y_{n+1}) = (x_1, y_1) ( x n + 1 , y n + 1 ) = ( x 1 , y 1 ) · มาจากทฤษฎีบทกรีน A = 1 2 ∮ x d y − y d x A = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx A = 2 1 ∮ x d y − y d x · รูกลวงทำโดยลบหน้าตัดของรู (พื้นที่และโมเมนต์ลบ)
C5 Moments of inertia of a polygon โมเมนต์ความเฉื่อยของรูปหลายเหลี่ยม
I x = 1 12 ∑ ( y i 2 + y i y i + 1 + y i + 1 2 ) c i , I y = 1 12 ∑ ( x i 2 + x i x i + 1 + x i + 1 2 ) c i , I x ˉ = I x − A y ˉ 2 , tan 2 θ p = − 2 I x ˉ y ˉ I x ˉ − I y ˉ I_x = \tfrac1{12}\sum(y_i^2 + y_iy_{i+1} + y_{i+1}^2)c_i,\quad I_y = \tfrac1{12}\sum(x_i^2 + x_ix_{i+1} + x_{i+1}^2)c_i,\quad I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2,\quad \tan2\theta_p = \frac{-2I_{\bar x\bar y}}{I_{\bar x} - I_{\bar y}} I x = 12 1 ∑ ( y i 2 + y i y i + 1 + y i + 1 2 ) c i , I y = 12 1 ∑ ( x i 2 + x i x i + 1 + x i + 1 2 ) c i , I x ˉ = I x − A y ˉ 2 , tan 2 θ p = I x ˉ − I y ˉ − 2 I x ˉ y ˉ
I x , I y I_x, I_y I x , I y รอบแกนที่ผ่านจุดกำเนิดของพิกัด แล้วย้ายไปจุดศูนย์ถ่วงด้วยทฤษฎีบทแกนขนาน · I x ˉ y ˉ = I x y − A x ˉ y ˉ I_{\bar x\bar y} = I_{xy} - A\bar x\bar y I x ˉ y ˉ = I x y − A x ˉ y ˉ · มุม θ p \theta_p θ p ของแกนหลักที่ผลคูณความเฉื่อยเป็นศูนย์ · สี่เหลี่ยมผืนผ้า I = b h 3 / 12 I = bh^3/12 I = b h 3 /12
C6 Flexure formula สูตรการดัด
σ = M y I x ˉ , S = I x ˉ c , σ max = M S \sigma = \frac{M\,y}{I_{\bar x}},\qquad S = \frac{I_{\bar x}}{c},\qquad \sigma_{\max} = \frac{M}{S} σ = I x ˉ M y , S = c I x ˉ , σ m a x = S M
y y y วัดจากแกนสะเทิน (ผ่านจุดศูนย์ถ่วง) · c c c = ระยะถึงเส้นใยไกลสุด · หน้าตัดไม่สมมาตรมี S S S ต่างกันบนและล่าง
แล็บหน้าตัด: ลากจุดยอด
เลือกรูปร่างหรือแก้พิกัด (หน่วย mm) ลากจุดยอดสีฟ้าบนภาพ ระบบคำนวณ A A A , x ˉ \bar x x ˉ , y ˉ \bar y y ˉ , I x ˉ I_{\bar x} I x ˉ , I y ˉ I_{\bar y} I y ˉ , I x ˉ y ˉ I_{\bar x\bar y} I x ˉ y ˉ , แกนหลัก และโมดูลัสหน้าตัดทันทีด้วยสูตรของกรีน (แม่นยำ) แล้วตรวจย้อนด้วยจุดตารางหนาแน่น เส้นประสีส้มคือแกนหลัก
ตัวอย่าง C-5 · คานตัว T และความเค้นดัด หน้าตัดตัว T: เอวกว้าง 100 สูง 300 mm ปีกกว้าง 300 หนา 100 mm (จุดยอด ( 0 , 0 ) (0,0) ( 0 , 0 ) , ( 100 , 0 ) (100,0) ( 100 , 0 ) , ( 100 , 300 ) (100,300) ( 100 , 300 ) , ( 200 , 300 ) (200,300) ( 200 , 300 ) , ( 200 , 400 ) (200,400) ( 200 , 400 ) , ( − 100 , 400 ) (-100,400) ( − 100 , 400 ) , ( − 100 , 300 ) (-100,300) ( − 100 , 300 ) , ( 0 , 300 ) (0,300) ( 0 , 300 ) ) หา A , y ˉ , I x ˉ A, \bar y, I_{\bar x} A , y ˉ , I x ˉ และความเค้นสูงสุดเมื่อ M = 30 M = 30 M = 30 kN·m เปิดในแล็บ
แบ่งเป็นสองสี่เหลี่ยม: เอว A 1 = 100 × 300 = 30 000 A_1 = 100\times300 = 30\,000 A 1 = 100 × 300 = 30 000 mm² (y 1 = 150 y_1 = 150 y 1 = 150 ) · ปีก A 2 = 300 × 100 = 30 000 A_2 = 300\times100 = 30\,000 A 2 = 300 × 100 = 30 000 mm² (y 2 = 350 y_2 = 350 y 2 = 350 ) → A = 60 000 A = 60\,000 A = 60 000 mm²
y ˉ = 30 000 ( 150 ) + 30 000 ( 350 ) 60 000 = 250 \bar y = \dfrac{30\,000(150) + 30\,000(350)}{60\,000} = 250 y ˉ = 60 000 30 000 ( 150 ) + 30 000 ( 350 ) = 250 mm · x ˉ = 50 \bar x = 50 x ˉ = 50 mm (สมมาตร)
แกนขนาน: เอว I = 100 ( 300 ) 3 12 + 30 000 ( 250 − 150 ) 2 = 225 × 10 6 + 300 × 10 6 = 525 × 10 6 I = \dfrac{100(300)^3}{12} + 30\,000(250 - 150)^2 = 225\times10^6 + 300\times10^6 = 525\times10^6 I = 12 100 ( 300 ) 3 + 30 000 ( 250 − 150 ) 2 = 225 × 1 0 6 + 300 × 1 0 6 = 525 × 1 0 6 · ปีก I = 300 ( 100 ) 3 12 + 30 000 ( 350 − 250 ) 2 = 25 × 10 6 + 300 × 10 6 = 325 × 10 6 I = \dfrac{300(100)^3}{12} + 30\,000(350 - 250)^2 = 25\times10^6 + 300\times10^6 = 325\times10^6 I = 12 300 ( 100 ) 3 + 30 000 ( 350 − 250 ) 2 = 25 × 1 0 6 + 300 × 1 0 6 = 325 × 1 0 6
I x ˉ = 850 × 10 6 I_{\bar x} = 850\times10^6 I x ˉ = 850 × 1 0 6 mm⁴ (ตรงกับสูตรกรีนในแล็บ) · S บน = I / 150 = 5.667 × 10 6 S_{\text{บน}} = I/150 = 5.667\times10^6 S บน = I /150 = 5.667 × 1 0 6 mm³ · S ล่าง = I / 250 = 3.400 × 10 6 S_{\text{ล่าง}} = I/250 = 3.400\times10^6 S ล่าง = I /250 = 3.400 × 1 0 6 mm³
M = 30 M = 30 M = 30 kN·m = 30 × 10 6 = 30\times10^6 = 30 × 1 0 6 N·mm (ทำให้ใต้เส้นใยล่างดึง บนอัด): σ บน = 30 × 10 6 ( 150 ) 850 × 10 6 = 5.29 \sigma_{\text{บน}} = \dfrac{30\times10^6(150)}{850\times10^6} = 5.29 σ บน = 850 × 1 0 6 30 × 1 0 6 ( 150 ) = 5.29 MPa (อัด) · σ ล่าง = 30 × 10 6 ( 250 ) 850 × 10 6 = 8.82 \sigma_{\text{ล่าง}} = \dfrac{30\times10^6(250)}{850\times10^6} = 8.82 σ ล่าง = 850 × 1 0 6 30 × 1 0 6 ( 250 ) = 8.82 MPa (ดึง)
A = 60 000 A = 60\,000 A = 60 000 mm² · y ˉ = 250 \bar y = 250 y ˉ = 250 mm · I = 850 × 10 6 I = 850\times10^6 I = 850 × 1 0 6 mm⁴ · σ บน = 5.29 \sigma_{\text{บน}} = 5.29 σ บน = 5.29 MPa, σ ล่าง = 8.82 \sigma_{\text{ล่าง}} = 8.82 σ ล่าง = 8.82 MPa
ตัวอย่าง C-6 · ทดสอบสูตรกรีนกับสี่เหลี่ยม หน้าตัดสี่เหลี่ยมกว้าง 300 สูง 500 mm (จุดยอด ( 0 , 0 ) , ( 300 , 0 ) , ( 300 , 500 ) , ( 0 , 500 ) (0,0),(300,0),(300,500),(0,500) ( 0 , 0 ) , ( 300 , 0 ) , ( 300 , 500 ) , ( 0 , 500 ) ) หา A , x ˉ , y ˉ , I x ˉ A, \bar x, \bar y, I_{\bar x} A , x ˉ , y ˉ , I x ˉ ด้วยสูตรผลรวมตามขอบ เปิดในแล็บ
c 1 = 0 ⋅ 0 − 300 ⋅ 0 = 0 c_1 = 0\cdot0 - 300\cdot0 = 0 c 1 = 0 ⋅ 0 − 300 ⋅ 0 = 0 · c 2 = 300 ⋅ 500 − 300 ⋅ 0 = 150 000 c_2 = 300\cdot500 - 300\cdot0 = 150\,000 c 2 = 300 ⋅ 500 − 300 ⋅ 0 = 150 000 · c 3 = 300 ⋅ 500 − 0 ⋅ 500 = 150 000 c_3 = 300\cdot500 - 0\cdot500 = 150\,000 c 3 = 300 ⋅ 500 − 0 ⋅ 500 = 150 000 · c 4 = 0 ⋅ 0 − 0 ⋅ 500 = 0 c_4 = 0\cdot0 - 0\cdot500 = 0 c 4 = 0 ⋅ 0 − 0 ⋅ 500 = 0
A = 1 2 ( 0 + 150 000 + 150 000 + 0 ) = 150 000 A = \tfrac12(0 + 150\,000 + 150\,000 + 0) = 150\,000 A = 2 1 ( 0 + 150 000 + 150 000 + 0 ) = 150 000 mm² (= 300 × 500 = 300\times500 = 300 × 500 ✓)
จุดศูนย์ถ่วง:
y ˉ = 1 6 A [ ( 0 + 0 ) ⋅ 0 + ( 0 + 500 ) ( 150 000 ) + ( 500 + 500 ) ( 150 000 ) + ( 500 + 0 ) ⋅ 0 ] = 225 × 10 6 900 000 = 250 mm \bar y = \dfrac{1}{6A}\left[(0 + 0)\cdot0 + (0 + 500)(150\,000) + (500 + 500)(150\,000) + (500 + 0)\cdot0\right] = \dfrac{225\times10^6}{900\,000} = 250\ \text{mm} y ˉ = 6 A 1 [ ( 0 + 0 ) ⋅ 0 + ( 0 + 500 ) ( 150 000 ) + ( 500 + 500 ) ( 150 000 ) + ( 500 + 0 ) ⋅ 0 ] = 900 000 225 × 1 0 6 = 250 mm ตรงตามที่คาด ✓ (และ x ˉ = 150 \bar x = 150 x ˉ = 150 )
I x I_x I x (รอบแกนที่ขอบล่าง):
I x = 1 12 [ ( 0 + 0 + 250 000 ) ⋅ 150 000 + ( 250 000 + 250 000 + 250 000 ) ⋅ 150 000 ] = 1 12 [ 37.5 × 10 9 + 112.5 × 10 9 ] = 12.5 × 10 9 mm 4 I_x = \tfrac1{12}\left[(0 + 0 + 250\,000)\cdot150\,000 + (250\,000 + 250\,000 + 250\,000)\cdot150\,000\right] = \tfrac1{12}\left[37.5\times10^9 + 112.5\times10^9\right] = 12.5\times10^9\ \text{mm}^4 I x = 12 1 [ ( 0 + 0 + 250 000 ) ⋅ 150 000 + ( 250 000 + 250 000 + 250 000 ) ⋅ 150 000 ] = 12 1 [ 37.5 × 1 0 9 + 112.5 × 1 0 9 ] = 12.5 × 1 0 9 mm 4 ตรงกับ b h 3 / 3 = 300 ⋅ 500 3 / 3 bh^3/3 = 300\cdot500^3/3 b h 3 /3 = 300 ⋅ 50 0 3 /3 ✓
ย้ายไปแกนผ่านจุดศูนย์ถ่วง: I x ˉ = I x − A y ˉ 2 = 12.5 × 10 9 − 150 000 ( 250 ) 2 = 3.125 × 10 9 I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 = 12.5\times10^9 - 150\,000(250)^2 = 3.125\times10^9 I x ˉ = I x − A y ˉ 2 = 12.5 × 1 0 9 − 150 000 ( 250 ) 2 = 3.125 × 1 0 9 mm⁴ = b h 3 / 12 bh^3/12 b h 3 /12 ✓
A = 150 000 A = 150\,000 A = 150 000 mm² · ( x ˉ , y ˉ ) = ( 150 , 250 ) (\bar x, \bar y) = (150, 250) ( x ˉ , y ˉ ) = ( 150 , 250 ) · I x ˉ = 3.125 × 10 9 I_{\bar x} = 3.125\times10^9 I x ˉ = 3.125 × 1 0 9 mm⁴ (ตรงกับสูตร b h 3 / 12 bh^3/12 b h 3 /12 )
น้ำหนักบรรทุกกระจายบนแผ่นพื้น กลาง
แผ่นพื้นที่รับน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ q ( x , y ) q(x, y) q ( x , y ) (kN/m²) เช่นกองวัสดุ ดิน หรือน้ำบนหลังคา ต้องรู้แรงลัพธ์และตำแหน่งที่แรงลัพธ์กระทำเพื่อออกแบบคานรองรับ ทั้งสองเป็นอินทิกรัลสองชั้นแบบเดียวกับมวลและจุดศูนย์กลางมวล (M12) โดย q q q ทำหน้าที่เป็นความหนาแน่น
C7 Resultant of a distributed load แรงลัพธ์ของน้ำหนักกระจาย
R = ∬ R q ( x , y ) d A , x ˉ = 1 R ∬ x q d A , y ˉ = 1 R ∬ y q d A R = \iint_Rq(x, y)\,dA,\qquad \bar x = \frac1R\iint x\,q\,dA,\qquad \bar y = \frac1R\iint y\,q\,dA R = ∬ R q ( x , y ) d A , x ˉ = R 1 ∬ x q d A , y ˉ = R 1 ∬ y q d A
( x ˉ , y ˉ ) (\bar x, \bar y) ( x ˉ , y ˉ ) = จุดศูนย์กลางของ “ปริมาตรน้ำหนัก” ใต้ผิว q ( x , y ) q(x,y) q ( x , y ) · ใช้แทนน้ำหนักกระจายด้วยแรงเดี่ยว R R R ที่จุดนี้เมื่อคำนวณปฏิกิริยาที่ฐานรองรับ · ผลรวมโมเมนต์เท่ากัน
ตัวอย่าง C-7 · น้ำหนักกระจายแบบสามเหลี่ยมบนแผ่นพื้น แผ่นพื้น 6 × 4 6\times4 6 × 4 m รับน้ำหนักกระจาย q = 10 x / 6 q = 10x/6 q = 10 x /6 kN/m² (0 ที่ขอบ x = 0 x = 0 x = 0 ถึง 10 ที่ขอบ x = 6 x = 6 x = 6 ) หาแรงลัพธ์และตำแหน่ง ตรวจในแล็บ (f = q)
R = ∫ 0 4 ∫ 0 6 10 x 6 d x d y = 4 ⋅ 10 6 ⋅ 36 2 = 4 ⋅ 30 = 120 R = \displaystyle\int_0^4\!\int_0^6\dfrac{10x}{6}\,dx\,dy = 4\cdot\dfrac{10}{6}\cdot\dfrac{36}{2} = 4\cdot30 = 120 R = ∫ 0 4 ∫ 0 6 6 10 x d x d y = 4 ⋅ 6 10 ⋅ 2 36 = 4 ⋅ 30 = 120 kN
x ˉ = 1 120 ∫ 0 4 ∫ 0 6 x ⋅ 10 x 6 d x d y = 1 120 ⋅ 4 ⋅ 10 6 ⋅ 216 3 = 480 120 = 4.0 \bar x = \dfrac{1}{120}\displaystyle\int_0^4\!\int_0^6x\cdot\dfrac{10x}{6}\,dx\,dy = \dfrac{1}{120}\cdot4\cdot\dfrac{10}{6}\cdot\dfrac{216}{3} = \dfrac{480}{120} = 4.0 x ˉ = 120 1 ∫ 0 4 ∫ 0 6 x ⋅ 6 10 x d x d y = 120 1 ⋅ 4 ⋅ 6 10 ⋅ 3 216 = 120 480 = 4.0 m (สองในสามของ 6 — ตรงกับเรขาคณิตของพีระมิดลิ่ม)
y ˉ = 2.0 \bar y = 2.0 y ˉ = 2.0 m (สมมาตรตามแนว y y y ) · แรงลัพธ์ 120 kN กระทำที่ ( 4.0 , 2.0 ) (4.0,\ 2.0) ( 4.0 , 2.0 ) ตรวจในแล็บได้ M = 120 , x ˉ = 4 , y ˉ = 2 M = 120,\ \bar x = 4,\ \bar y = 2 M = 120 , x ˉ = 4 , y ˉ = 2
ถ้าแผ่นพื้นวางบนคานสองเส้นที่ x = 0 x = 0 x = 0 และ x = 6 x = 6 x = 6 : ปฏิกิริยา R 6 = 120 × 4 6 = 80 R_6 = 120\times\dfrac46 = 80 R 6 = 120 × 6 4 = 80 kN และ R 0 = 120 × 2 6 = 40 R_0 = 120\times\dfrac26 = 40 R 0 = 120 × 6 2 = 40 kN (สมดุลโมเมนต์รอบ x = 0 x = 0 x = 0 )
R = 120 R = 120 R = 120 kN ที่ ( x ˉ , y ˉ ) = ( 4.0 , 2.0 ) (\bar x, \bar y) = (4.0, 2.0) ( x ˉ , y ˉ ) = ( 4.0 , 2.0 ) m · ปฏิกิริยาคาน 40 และ 80 kN
แรงดันน้ำบนเขื่อนและการไหลซึมใต้ดิน ขั้นสูง
แรงดันน้ำที่ความลึก d d d คือ p = ρ g d p = \rho gd p = ρ g d แรงลัพธ์บนผนังคืออินทิกรัลบนผิว F = ∬ p n d S \mathbf F = \iint p\,\mathbf n\,dS F = ∬ p n d S ส่วนน้ำใต้ดินซึมผ่านดินตามกฎของดาร์ซี v = − K ∇ h \mathbf v = -K\nabla h v = − K ∇ h ซึ่งเป็นสนามเกรเดียนต์ เมื่อรวมกับความต่อเนื่อง ∇ ⋅ v = 0 \nabla\cdot\mathbf v = 0 ∇ ⋅ v = 0 ได้สมการลาปลาซ ∇ 2 h = 0 \nabla^2h = 0 ∇ 2 h = 0 สมการเดียวกับศักย์ไฟฟ้า (บทไฟฟ้า ) และอุณหภูมิคงตัว (บทเครื่องกล )
C8 Hydrostatic force on a vertical wall แรงดันน้ำบนผนังตั้ง
F = ∬ p d A = ∫ 0 H ρ g ( H − z ) w d z = 1 2 ρ g w H 2 , z c p = ∫ z p d z ∫ p d z = H 3 (เหนือฐาน) F = \iint p\,dA = \int_0^H\rho g(H - z)\,w\,dz = \tfrac12\rho g\,wH^2,\qquad z_{cp} = \frac{\int z\,p\,dz}{\int p\,dz} = \frac H3\ \text{(เหนือฐาน)} F = ∬ p d A = ∫ 0 H ρ g ( H − z ) w d z = 2 1 ρ g w H 2 , z c p = ∫ p d z ∫ z p d z = 3 H ( เหนือฐาน )
p = ρ g d p = \rho gd p = ρ g d , d = H − z d = H - z d = H − z ความลึก · แรงแปรผันกับ H 2 H^2 H 2 · ผนังเอียงหรือโค้งใช้ ∬ p n d S \iint p\,\mathbf n\,dS ∬ p n d S ตามบทผิว · เพิ่มแรงยกที่ฐาน (uplift) ในการเช็กเสถียรภาพ
C9 Darcy's law and seepage กฎของดาร์ซีและการไหลซึม
v = − K ∇ h , Q = ∬ S v ⋅ n d A , ∇ ⋅ v = 0 ⇒ ∇ 2 h = 0 ; Q 1D = K Δ h L A \mathbf v = -K\nabla h,\quad Q = \iint_S\mathbf v\cdot\mathbf n\,dA,\quad \nabla\cdot\mathbf v = 0\ \Rightarrow\ \nabla^2h = 0;\qquad Q_{\text{1D}} = K\frac{\Delta h}{L}A v = − K ∇ h , Q = ∬ S v ⋅ n d A , ∇ ⋅ v = 0 ⇒ ∇ 2 h = 0 ; Q 1D = K L Δ h A
K K K = สภาพนำน้ำ (m/s): กรวด 10 − 2 10^{-2} 1 0 − 2 · ทรายสะอาด 10 − 4 10^{-4} 1 0 − 4 · ทรายปนทรายแป้ง 10 − 5 10^{-5} 1 0 − 5 · ดินเหนียว ≤ 10 − 9 \le 10^{-9} ≤ 1 0 − 9 · h h h = ระดับพีโซเมตริก · เส้นระดับ h h h = const ตั้งฉากกับเส้นกระแส → flow net
C10 Radial flow to a well (Thiem) การไหลเข้าบ่อ (Thiem)
h ( r ) = h w + Q 2 π K T ln r r w , Q = 2 π K T ( h 2 − h 1 ) ln ( r 2 / r 1 ) h(r) = h_w + \frac{Q}{2\pi KT}\ln\frac r{r_w},\qquad Q = \frac{2\pi KT\,(h_2 - h_1)}{\ln(r_2/r_1)} h ( r ) = h w + 2 π K T Q ln r w r , Q = ln ( r 2 / r 1 ) 2 π K T ( h 2 − h 1 )
ชั้นน้ำใต้ดินแบบจำกัด (confined) หนา T T T · คำตอบของลาปลาซในพิกัดทรงกระบอก (รูปเดียวกับ K-2: ท่อกลมนำความร้อน และ E4: สายโคแอกเชียล)
ตัวอย่าง C-8 · แรงดันน้ำบนเขื่อน เขื่อนผนังตั้งกว้าง w = 100 w = 100 w = 100 m น้ำลึก H = 20 H = 20 H = 20 m (ρ = 1000 \rho = 1000 ρ = 1000 kg/m³) หาแรงลัพธ์และตำแหน่งที่กระทำ
แรงดันที่ความลึก d d d : p = ρ g d = 9810 d p = \rho gd = 9810d p = ρ g d = 9810 d Pa · ที่ฐาน p = 196.2 p = 196.2 p = 196.2 kPa
F = ∬ p d A = ∫ 0 20 9810 ( 20 − z ) ( 100 ) d z = 9810 ⋅ 100 ⋅ 20 2 2 = 1.962 × 10 8 F = \displaystyle\iint p\,dA = \int_0^{20}9810(20 - z)(100)\,dz = 9810\cdot100\cdot\dfrac{20^2}{2} = 1.962\times10^{8} F = ∬ p d A = ∫ 0 20 9810 ( 20 − z ) ( 100 ) d z = 9810 ⋅ 100 ⋅ 2 2 0 2 = 1.962 × 1 0 8 N = 196.2 MN
ตำแหน่ง: z c p = ∫ 0 20 z ( 20 − z ) d z ∫ 0 20 ( 20 − z ) d z = 20 3 / 6 20 2 / 2 = 20 3 = 6.67 z_{cp} = \dfrac{\int_0^{20}z(20 - z)\,dz}{\int_0^{20}(20 - z)\,dz} = \dfrac{20^3/6}{20^2/2} = \dfrac{20}{3} = 6.67 z c p = ∫ 0 20 ( 20 − z ) d z ∫ 0 20 z ( 20 − z ) d z = 2 0 2 /2 2 0 3 /6 = 3 20 = 6.67 m เหนือฐาน (ต่ำกว่าครึ่งความสูงเพราะแรงดันมากที่ล่าง)
โมเมนต์พลิกคว่ำรอบฐาน M = F ⋅ z c p = 196.2 × 6.67 = 1308 M = F\cdot z_{cp} = 196.2\times6.67 = 1308 M = F ⋅ z c p = 196.2 × 6.67 = 1308 MN·m ต้องถูกต้านด้วยน้ำหนักของเขื่อนและแรงต้านดิน · ถ้าระดับน้ำเพิ่มเป็น 25 m แรงเพิ่ม ( 25 / 20 ) 2 = 1.56 (25/20)^2 = 1.56 ( 25/20 ) 2 = 1.56 เท่า (306.6 MN)
F = 196.2 F = 196.2 F = 196.2 MN ที่ 6.67 6.67 6.67 m เหนือฐาน · M = 1308 M = 1308 M = 1308 MN·m
ตัวอย่าง C-9 · น้ำซึมผ่านคันดิน คันดินทรายปนทรายแป้ง K = 10 − 5 K = 10^{-5} K = 1 0 − 5 m/s หนา L = 50 L = 50 L = 50 m ระดับน้ำต่างกัน 5 m หน้าตัดตั้งฉากการไหลกว้าง 10 m สูง 2 m หาความเร็วซึมและปริมาณน้ำซึม
ระดับน้ำเป็นเส้นตรง h ( x ) = h 1 − 5 x / 50 h(x) = h_1 - 5x/50 h ( x ) = h 1 − 5 x /50 ซึ่งเป็นคำตอบของลาปลาซ (h ′ ′ = 0 h'' = 0 h ′′ = 0 ) · gradient ไฮดรอลิก i = ∣ ∇ h ∣ = 5 / 50 = 0.1 i = |\nabla h| = 5/50 = 0.1 i = ∣∇ h ∣ = 5/50 = 0.1
ดาร์ซี: v = K i = 10 − 5 × 0.1 = 1.0 × 10 − 6 v = Ki = 10^{-5}\times0.1 = 1.0\times10^{-6} v = K i = 1 0 − 5 × 0.1 = 1.0 × 1 0 − 6 m/s (ตามทิศ − ∇ h -\nabla h − ∇ h คือจากฝั่งสูงไปต่ำ)
Q = v A = 10 − 6 × ( 10 × 2 ) = 2.0 × 10 − 5 Q = vA = 10^{-6}\times(10\times2) = 2.0\times10^{-5} Q = v A = 1 0 − 6 × ( 10 × 2 ) = 2.0 × 1 0 − 5 m³/s = 1.73 m³/วัน
เทียบกับการนำความร้อนของผนังหนา (K-1) q = k Δ T / L q = k\Delta T/L q = k Δ T / L : รูปเดียวกัน v ↔ q , K ↔ k , h ↔ T v \leftrightarrow q,\ K \leftrightarrow k,\ h \leftrightarrow T v ↔ q , K ↔ k , h ↔ T — ตารางเปรียบเทียบด้านล่าง
v = 1.0 × 10 − 6 v = 1.0\times10^{-6} v = 1.0 × 1 0 − 6 m/s · Q = 2.0 × 10 − 5 Q = 2.0\times10^{-5} Q = 2.0 × 1 0 − 5 m³/s ≈ 1.73 \approx 1.73 ≈ 1.73 m³/วัน
ตัวอย่าง C-10 · บ่อสูบในชั้นน้ำใต้ดินแบบจำกัด ชั้นน้ำใต้ดินหนา T = 20 T = 20 T = 20 m, K = 10 − 4 K = 10^{-4} K = 1 0 − 4 m/s มีบ่อสังเกตการณ์ที่ r 1 = 10 r_1 = 10 r 1 = 10 m (ระดับ h 1 = 18.2 h_1 = 18.2 h 1 = 18.2 m) และ r 2 = 100 r_2 = 100 r 2 = 100 m (h 2 = 19.6 h_2 = 19.6 h 2 = 19.6 m) หาอัตราสูบ Q Q Q
การไหลเข้าบ่อสมมาตรรอบแกน h = h ( r ) h = h(r) h = h ( r ) · ลาปลาซ: 1 r d d r ( r d h d r ) = 0 \dfrac1r\dfrac{d}{dr}\left(r\dfrac{dh}{dr}\right) = 0 r 1 d r d ( r d r d h ) = 0 → h = C 1 ln r + C 2 h = C_1\ln r + C_2 h = C 1 ln r + C 2
ดาร์ซี: v r = − K d h d r = − K C 1 r v_r = -K\dfrac{dh}{dr} = -\dfrac{KC_1}{r} v r = − K d r d h = − r K C 1 · ฟลักซ์ผ่านทรงกระบอกรัศมี r r r สูง T T T : Q = v r ( 2 π r T ) Q = v_r(2\pi rT) Q = v r ( 2 π r T ) = คงที่ → C 1 = Q 2 π K T C_1 = \dfrac{Q}{2\pi KT} C 1 = 2 π K T Q (เมื่อ Q Q Q ไหลเข้าบ่อ เครื่องหมายสลับ)
จากสองบ่อ: h 2 − h 1 = C 1 ln r 2 r 1 h_2 - h_1 = C_1\ln\dfrac{r_2}{r_1} h 2 − h 1 = C 1 ln r 1 r 2 → Q = 2 π K T ( h 2 − h 1 ) ln ( r 2 / r 1 ) = 2 π ( 10 − 4 ) ( 20 ) ( 1.4 ) ln 10 = 0.017593 2.3026 = 7.64 × 10 − 3 Q = \dfrac{2\pi KT(h_2 - h_1)}{\ln(r_2/r_1)} = \dfrac{2\pi(10^{-4})(20)(1.4)}{\ln10} = \dfrac{0.017593}{2.3026} = 7.64\times10^{-3} Q = ln ( r 2 / r 1 ) 2 π K T ( h 2 − h 1 ) = ln 10 2 π ( 1 0 − 4 ) ( 20 ) ( 1.4 ) = 2.3026 0.017593 = 7.64 × 1 0 − 3 m³/s
Q = 7.64 Q = 7.64 Q = 7.64 L/s ≈ 660 m³/วัน · ตรวจแบบเดียวกับ K-2: อัตราไหลต่อความยาว/ความหนาเป็นค่าคงที่ทุกรัศมี
Q = 7.64 Q = 7.64 Q = 7.64 L/s (Thiem)
ตารางเปรียบเทียบ: ความร้อน ไหลซึม ไฟฟ้า สมการเดียวกัน
ปริมาณ ความร้อน (เครื่องกล) ไหลซึม (โยธา) นำไฟฟ้า (ไฟฟ้า)
ศักย์ อุณหภูมิ T T T ระดับน้ำ h h h แรงดัน V V V
สภาพนำ k k k (W/m·K)K K K (m/s)σ \sigma σ (S/m)
ฟลักซ์ q = − k ∇ T \mathbf q = -k\nabla T q = − k ∇ T v = − K ∇ h \mathbf v = -K\nabla h v = − K ∇ h J = − σ ∇ V \mathbf J = -\sigma\nabla V J = − σ ∇ V
อนุรักษ์ ∇ ⋅ q = 0 \nabla\cdot\mathbf q = 0 ∇ ⋅ q = 0 ∇ ⋅ v = 0 \nabla\cdot\mathbf v = 0 ∇ ⋅ v = 0 ∇ ⋅ J = 0 \nabla\cdot\mathbf J = 0 ∇ ⋅ J = 0
สมการ ∇ 2 T = 0 \nabla^2T = 0 ∇ 2 T = 0 ∇ 2 h = 0 \nabla^2h = 0 ∇ 2 h = 0 ∇ 2 V = 0 \nabla^2V = 0 ∇ 2 V = 0
ท่อกลม/บ่อ/โคแอก Q ˙ ′ = 2 π k Δ T ln ( r o / r i ) \dot Q' = \dfrac{2\pi k\Delta T}{\ln(r_o/r_i)} Q ˙ ′ = ln ( r o / r i ) 2 πk Δ T (K-2)Q = 2 π K T Δ h ln ( r 2 / r 1 ) Q = \dfrac{2\pi KT\Delta h}{\ln(r_2/r_1)} Q = ln ( r 2 / r 1 ) 2 π K T Δ h (C-10)I ′ = 2 π σ V ln ( b / a ) I' = \dfrac{2\pi\sigma V}{\ln(b/a)} I ′ = ln ( b / a ) 2 πσV (E-4)
เพราะสมการเหมือนกัน คำตอบที่คำนวณครั้งเดียวใช้ได้สามสาขา: แล็บความร้อนในบทเครื่องกลและแล็บประจุในบทไฟฟ้าจึงใช้เรียนการซึมของน้ำได้ด้วย (เส้นกระแสตั้งฉากเส้นศักย์เท่ากัน เหมือน flow net)
สรุปเครื่องมือแคลคูลัสกับโจทย์โยธา พื้นฐาน
ปัญหาโยธา เครื่องมือ ผลลัพธ์
ความลาดชันและทิศน้ำไหลของพื้นที่ เกรเดียนต์ ∇ h \nabla h ∇ h 100 ∣ ∇ h ∣ 100|\nabla h| 100∣∇ h ∣ % · − ∇ h -\nabla h − ∇ h (C1)
ปริมาณงานดินและระดับสมดุล อินทิกรัลสองชั้นของ h − z 0 h - z_0 h − z 0 V c u t , V f i l l , h ˉ V_{cut}, V_{fill}, \bar h V c u t , V f i ll , h ˉ (C2–C3)
หน้าตัดคานและเสา ทฤษฎีบทกรีน / อินทิกรัลสองชั้น A , y ˉ , I , S , σ A, \bar y, I, S, \sigma A , y ˉ , I , S , σ (C4–C6)
น้ำหนักกระจาย อินทิกรัลสองชั้นถ่วงน้ำหนัก R , x ˉ , y ˉ R, \bar x, \bar y R , x ˉ , y ˉ (C7)
แรงดันน้ำบนเขื่อน/ประตูน้ำ อินทิกรัลบนผิว F , z c p F, z_{cp} F , z c p (C8)
การซึมของน้ำ บ่อสูบ ดาร์ซี + ลาปลาซ + ฟลักซ์ Q Q Q (C9, C10)
การโก่งตัวของคาน อินทิกรัลตัวแปรเดียวซ้ำ + κ ≈ M / E I \kappa \approx M/EI κ ≈ M / E I ดูแล็บคาน และความโค้ง
ผิวเปลือกบางและหลังคาโค้ง พื้นที่ผิว ∬ 1 + ∣ ∇ g ∣ 2 d A \iint\sqrt{1 + |\nabla g|^2}\,dA ∬ 1 + ∣∇ g ∣ 2 d A ปริมาณวัสดุ (บทผิว )
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน
ใช้ค่าเฉลี่ยของความลึกที่ไม่ถ่วงน้ำหนักพื้นที่ · ช่องที่มีขนาดไม่เท่ากันต้องคูณพื้นที่ของแต่ละช่อง
ไม่แยกส่วนขุดและส่วนถมก่อนรวม · ใช้ max ( h − z 0 , 0 ) \max(h - z_0, 0) max ( h − z 0 , 0 ) ไม่ใช่ h − z 0 h - z_0 h − z 0 ตรง ๆ (ผลรวมตรง ๆ ได้แค่ผลต่างสุทธิ)
ลืมตัวคูณขยายตัวและบดอัด ของดิน · ปริมาตรในสนามต่างจากปริมาตรคำนวณ (ดินร่วนขยายตัว ดินถมอัดตัว)
ใช้ I I I รอบแกนที่ขอบแทนที่จุดศูนย์ถ่วง ในสูตร σ = M y / I \sigma = My/I σ = M y / I · ต้องย้ายแกนด้วยทฤษฎีบทแกนขนานก่อน
ลำดับจุดยอดตามเข็มนาฬิกา ในสูตรกรีน · ได้เครื่องหมายลบ ใส่ค่าสัมบูรณ์ (โปรแกรมในแล็บทำให้อัตโนมัติ)
ใช้ความดันเกจกับความดันสัมบูรณ์ปนกัน ในเขื่อน · ความดันบรรยากาศหักล้างกันทั้งสองด้านของผนัง
รวมเครื่องมือทั้งหมดของชุดนี้ไว้ในหน้าเดียวที่แล็บแคลคูลัสหลายตัวแปร หรือกลับไปดูภาพรวมที่หน้าหลักของชุด
คำถามที่พบบ่อย คำนวณปริมาตรดินขุด-ถม (cut and fill) ด้วยอินทิกรัลสองชั้นอย่างไร? ให้ h ( x , y ) h(x, y) h ( x , y ) เป็นความสูงภูมิประเทศเดิมและ z 0 z_0 z 0 เป็นระดับที่ต้องการปรับแต่ง ปริมาตรดินขุดคือ ∬ max ( h − z 0 , 0 ) d A \iint\max(h - z_0, 0)\,dA ∬ max ( h − z 0 , 0 ) d A และปริมาตรดินถมคือ ∬ max ( z 0 − h , 0 ) d A \iint\max(z_0 - h, 0)\,dA ∬ max ( z 0 − h , 0 ) d A บนพื้นที่ปรับแต่ง ในทางปฏิบัติแบ่งเป็นตารางสี่เหลี่ยมแล้วใช้ค่าความลึกที่มุม V = A 4 ∑ ( d 1 + d 2 + d 3 + d 4 ) V = \tfrac{A}{4}\sum(d_1 + d_2 + d_3 + d_4) V = 4 A ∑ ( d 1 + d 2 + d 3 + d 4 ) ซึ่งเท่ากับอินทิกรัลของพื้นผิวสอดแทรกสองเชิงเส้นพอดี ถ้าตั้ง z 0 z_0 z 0 เท่ากับความสูงเฉลี่ย h ˉ = 1 A ∬ h d A \bar h = \tfrac1A\iint h\,dA h ˉ = A 1 ∬ h d A จะได้ขุด = ถม (ไม่ต้องขนดินเข้าออก)
ความลาดชัน (slope) ของภูมิประเทศคำนวณจาก gradient อย่างไร? ความลาดชันเป็นเปอร์เซ็นต์ = 100 × ∣ ∇ h ∣ = 100 h x 2 + h y 2 = 100\times|\nabla h| = 100\sqrt{h_x^2 + h_y^2} = 100 × ∣∇ h ∣ = 100 h x 2 + h y 2 และมุมเอียง arctan ∣ ∇ h ∣ \arctan|\nabla h| arctan ∣∇ h ∣ ทิศที่น้ำไหลลงคือ − ∇ h -\nabla h − ∇ h ซึ่งตั้งฉากกับเส้นชั้นความสูง ตัวอย่าง h = 10 + 0.06 x + 0.03 y h = 10 + 0.06x + 0.03y h = 10 + 0.06 x + 0.03 y ได้ ∣ ∇ h ∣ = 0.0671 |\nabla h| = 0.0671 ∣∇ h ∣ = 0.0671 หรือ 6.7% น้ำไหลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศ 243 ∘ 243^\circ 24 3 ∘ จากทิศเหนือ) ใช้กำหนดแนวระบายน้ำ ความชันของทางลาด และตรวจเกณฑ์ความชันสูงสุดของถนน
หา A ȳ และ I ของหน้าตัดรูปหลายเหลี่ยมด้วยทฤษฎีบทกรีนอย่างไร? ทฤษฎีบทกรีนเปลี่ยนอินทิกรัลสองชั้นบนหน้าตัดให้เป็นผลรวมตามขอบ ทำให้ได้สูตรจากพิกัดจุดยอดโดยตรง A = 1 2 ∑ ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) A = \tfrac12\sum(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) A = 2 1 ∑ ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) และ y ˉ = 1 6 A ∑ ( y i + y i + 1 ) ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) \bar y = \tfrac{1}{6A}\sum(y_i + y_{i+1})(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i) y ˉ = 6 A 1 ∑ ( y i + y i + 1 ) ( x i y i + 1 − x i + 1 y i ) ทำนองเดียวกันกับ x ˉ \bar x x ˉ และ I x I_x I x จากนั้นย้ายแกนมาที่จุดศูนย์ถ่วงด้วยทฤษฎีบทแกนขนาน I x ˉ = I x − A y ˉ 2 I_{\bar x} = I_x - A\bar y^2 I x ˉ = I x − A y ˉ 2 ตัวอย่างหน้าตัดตัว T (สะพานคานตัว T) ได้ A = 60 000 A = 60\,000 A = 60 000 mm², y ˉ = 250 \bar y = 250 y ˉ = 250 mm, I = 850 × 10 6 I = 850\times10^6 I = 850 × 1 0 6 mm⁴
กฎของดาร์ซี (Darcy's law) เกี่ยวกับสมการลาปลาซอย่างไร? กฎของดาร์ซีบอกว่าความเร็วซึมของน้ำใต้ดินเป็น v = − K ∇ h \mathbf v = -K\nabla h v = − K ∇ h (ตามสนามเกรเดียนต์ของระดับน้ำ h h h ) เมื่อน้ำไม่บีบอัดและสภาวะคงตัว ∇ ⋅ v = 0 \nabla\cdot\mathbf v = 0 ∇ ⋅ v = 0 แทนกันได้ ∇ ⋅ ( K ∇ h ) = 0 \nabla\cdot(K\nabla h) = 0 ∇ ⋅ ( K ∇ h ) = 0 หรือ ∇ 2 h = 0 \nabla^2h = 0 ∇ 2 h = 0 เมื่อ K K K สม่ำเสมอ นั่นคือสมการลาปลาซเดียวกับศักย์ไฟฟ้าและอุณหภูมิคงตัว จึงแก้ปัญหาการซึมใต้เขื่อนด้วยเครือข่ายการไหล (flow net) ซึ่งเส้นศักย์ตั้งฉากกับเส้นกระแสได้
แรงดันน้ำบนผนังเขื่อน (hydrostatic force) คำนวณอย่างไร? แรงดันที่ความลึก d d d คือ p = ρ g d p = \rho g d p = ρ g d เพิ่มเป็นเส้นตรงตามความลึก แรงลัพธ์บนผนังคืออินทิกรัลบนผิว F = ∬ p d A F = \iint p\,dA F = ∬ p d A สำหรับผนังตั้งกว้าง w w w สูง H H H เมื่อน้ำเต็มถึงยอด F = 1 2 ρ g w H 2 F = \tfrac12\rho gwH^2 F = 2 1 ρ g w H 2 กระทำที่ความสูง H / 3 H/3 H /3 จากฐาน เช่นเขื่อนกว้าง 100 m น้ำลึก 20 m ได้ F = 196.2 F = 196.2 F = 196.2 MN ที่ 6.67 m เหนือฐาน แรงเพิ่มตามกำลังสองของระดับน้ำ
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์