พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. พีชคณิตเชิงเส้น
  4. กฎของคราเมอร์

// บทที่ 7.5 · พีชคณิตเชิงเส้น · Cramer's Rule

กฎของคราเมอร์ (Cramer's Rule) แก้ระบบสมการด้วยดีเทอร์มิแนนต์

กฎของคราเมอร์ให้สูตรตรงของตัวแปรแต่ละตัว ไม่ต้องลดแถว ไม่ต้องหาอินเวอร์ส เหมาะที่สุดกับโจทย์วงจร 2–3 ลูปที่ถามกระแสเพียงตัวเดียว และใช้ได้ทั้งกับตัวเลขจริง อิมพีแดนซ์เชิงซ้อน และตัวแปร ss ของลาปลาซ สูตรใช้รหัส C

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • xi=Δi/Δx_i = \Delta_i/\Delta โดย Δ=det⁡A\Delta = \det A และ Δi\Delta_i คือ det⁡\det ของ AA ที่แทนหลักที่ ii ด้วย b\mathbf b
  • ใช้ได้เมื่อ AA จัตุรัสและ Δ≠0\Delta \ne 0 เท่านั้น
  • หาตัวแปรเดียวใช้ดีเทอร์มิแนนต์แค่สองตัว จึงเร็วมากสำหรับโจทย์วงจรที่ถามกระแสลูปเดียว
  • ใช้กับอิมพีแดนซ์เชิงซ้อนและตัวแปร ss ได้ และ Δ(s)=0\Delta(s) = 0 คือสมการลักษณะเฉพาะของวงจร
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย
อ่านวิธีทำหลักที่ถูกแทนด้วย bสูตรที่ใช้

สูตรกฎของคราเมอร์ พื้นฐาน

ขั้นตอนมีแค่สามอย่าง: หา Δ\Delta ของเมทริกซ์สัมประสิทธิ์ แทนหลักของตัวแปรที่ต้องการด้วยค่าคงที่ทางขวาแล้วหาดีเทอร์มิแนนต์ใหม่ แล้วหารกัน

C1 Cramer's rule กฎของคราเมอร์

xi=ΔiΔ=det⁡Aidet⁡A,Δ=det⁡A≠0x_i = \frac{\Delta_i}{\Delta} = \frac{\det A_i}{\det A}, \qquad \Delta = \det A \ne 0

AiA_i คือ AA ที่แทนหลักที่ ii ด้วย b\mathbf b ทั้งหลัก หลักอื่นคงเดิม · ตัวอย่างสำหรับ 3×3:

A2=(a11b1a13a21b2a23a31b3a33)A_2 = \begin{pmatrix} a_{11} & \hlU{b_1} & a_{13} \\ a_{21} & \hlU{b_2} & a_{23} \\ a_{31} & \hlU{b_3} & a_{33} \end{pmatrix}

C2 Cramer's rule for 2×2 สูตรสำเร็จสองตัวแปร

a1x+b1y=c1a2x+b2y=c2 ⇒ x=∣c1b1c2b2∣∣a1b1a2b2∣=c1b2−b1c2a1b2−b1a2,y=∣a1c1a2c2∣∣a1b1a2b2∣=a1c2−c1a2a1b2−b1a2\begin{aligned} a_1x + b_1y &= c_1 \\ a_2x + b_2y &= c_2 \end{aligned} \ \Rightarrow\ x = \frac{\begin{vmatrix} \hlU{c_1} & b_1 \\ \hlU{c_2} & b_2 \end{vmatrix}}{\begin{vmatrix} a_1 & b_1 \\ a_2 & b_2 \end{vmatrix}} = \frac{c_1b_2 - b_1c_2}{a_1b_2 - b_1a_2}, \quad y = \frac{\begin{vmatrix} a_1 & \hlU{c_1} \\ a_2 & \hlU{c_2} \end{vmatrix}}{\begin{vmatrix} a_1 & b_1 \\ a_2 & b_2 \end{vmatrix}} = \frac{a_1c_2 - c_1a_2}{a_1b_2 - b_1a_2}
ตัวอย่าง C-1 · 2×2

แก้ 3x+2y=7x−y=−1\begin{aligned} 3x + 2y &= 7 \\ x - y &= -1 \end{aligned}

  1. Δ=∣321−1∣=−3−2=−5\Delta = \begin{vmatrix} 3 & 2 \\ 1 & -1 \end{vmatrix} = -3 - 2 = -5
  2. แทนหลัก xx และหลัก yy ด้วย (7,−1)(7, -1) C2

    Δx=∣72−1−1∣=−7+2=−5,Δy=∣371−1∣=−3−7=−10\Delta_x = \begin{vmatrix} \hlU{7} & 2 \\ \hlU{-1} & -1 \end{vmatrix} = -7 + 2 = -5, \qquad \Delta_y = \begin{vmatrix} 3 & \hlU{7} \\ 1 & \hlU{-1} \end{vmatrix} = -3 - 7 = -10
  3. x=−5−5=1,y=−10−5=2x = \frac{-5}{-5} = 1, \qquad y = \frac{-10}{-5} = 2

(x,y)=(1,2)(x, y) = (1, 2)

ตรวจ: 3+4=73 + 4 = 7 ✓ · 1−2=−11 - 2 = -1 ✓

กฎของคราเมอร์ 3×3 พื้นฐาน

C3 Cramer's rule for 3×3 สามตัวแปร

x=ΔxΔ,y=ΔyΔ,z=ΔzΔ,Δx=∣b1a12a13b2a22a23b3a32a33∣, …x = \frac{\Delta_x}{\Delta}, \quad y = \frac{\Delta_y}{\Delta}, \quad z = \frac{\Delta_z}{\Delta}, \qquad \Delta_x = \begin{vmatrix} \hlU{b_1} & a_{12} & a_{13} \\ \hlU{b_2} & a_{22} & a_{23} \\ \hlU{b_3} & a_{32} & a_{33} \end{vmatrix},\ \dots

ใช้ดีเทอร์มิแนนต์ 3×3 สี่ตัว หาด้วยซาร์รัส D2 หรือกระจายตามหลักที่มีศูนย์ D4 · ตรวจคำตอบด้วยการแทนกลับทุกครั้ง

ตัวอย่าง C-2 · 3×3 ครบทุกตัวแปร

แก้ 2x+y−z=1x−y+2z=53x+2y+z=10\begin{aligned} 2x + y - z &= 1 \\ x - y + 2z &= 5 \\ 3x + 2y + z &= 10 \end{aligned}

  1. Δ\Delta ด้วยซาร์รัส: ลงขวา (2)(−1)(1)+(1)(2)(3)+(−1)(1)(2)=2(2)(-1)(1) + (1)(2)(3) + (-1)(1)(2) = 2 · ขึ้นขวา (−1)(−1)(3)+(2)(2)(2)+(1)(1)(1)=12(-1)(-1)(3) + (2)(2)(2) + (1)(1)(1) = 12

    Δ=∣21−11−12321∣=2−12=−10\Delta = \begin{vmatrix} 2 & 1 & -1 \\ 1 & -1 & 2 \\ 3 & 2 & 1 \end{vmatrix} = 2 - 12 = -10
  2. แทนหลักที่ 1 ด้วย (1,5,10)(1, 5, 10): ลงขวา −1+20−10=9-1 + 20 - 10 = 9 · ขึ้นขวา 10+4+5=1910 + 4 + 5 = 19

    Δx=∣11−15−121021∣=9−19=−10\Delta_x = \begin{vmatrix} \hlU{1} & 1 & -1 \\ \hlU{5} & -1 & 2 \\ \hlU{10} & 2 & 1 \end{vmatrix} = 9 - 19 = -10
  3. แทนหลักที่ 2: ลงขวา 10+6−10=610 + 6 - 10 = 6 · ขึ้นขวา −15+40+1=26-15 + 40 + 1 = 26

    Δy=∣21−11523101∣=6−26=−20\Delta_y = \begin{vmatrix} 2 & \hlU{1} & -1 \\ 1 & \hlU{5} & 2 \\ 3 & \hlU{10} & 1 \end{vmatrix} = 6 - 26 = -20
  4. แทนหลักที่ 3: ลงขวา −20+15+2=−3-20 + 15 + 2 = -3 · ขึ้นขวา −3+20+10=27-3 + 20 + 10 = 27

    Δz=∣2111−153210∣=−3−27=−30\Delta_z = \begin{vmatrix} 2 & 1 & \hlU{1} \\ 1 & -1 & \hlU{5} \\ 3 & 2 & \hlU{10} \end{vmatrix} = -3 - 27 = -30
  5. x=−10−10=1,y=−20−10=2,z=−30−10=3x = \frac{-10}{-10} = 1, \qquad y = \frac{-20}{-10} = 2, \qquad z = \frac{-30}{-10} = 3

(x,y,z)=(1,2,3)(x, y, z) = (1, 2, 3)

ตรวจ: 2+2−3=12 + 2 - 3 = 1 ✓ · 1−2+6=51 - 2 + 6 = 5 ✓ · 3+4+3=103 + 4 + 3 = 10 ✓

ทำไมสูตรนี้ถูก กลาง

พิสูจน์ได้ในสองบรรทัดด้วยสมบัติของดีเทอร์มิแนนต์ ให้ XiX_i คือเมทริกซ์เอกลักษณ์ที่แทนหลักที่ ii ด้วย x\mathbf x แล้ว AXiAX_i จะมีหลักที่ ii เป็น Ax=bA\mathbf x = \mathbf b และหลักอื่นเป็นหลักของ AA ตามเดิม นั่นคือ AXi=AiAX_i = A_i

C4 Proof sketch ที่มาของสูตร

AXi=Ai ⇒ det⁡A⋅det⁡Xi=det⁡Ai,det⁡Xi=xi (กระจายตามแถว i) ⇒ xi=det⁡Aidet⁡AAX_i = A_i \ \Rightarrow\ \det A\cdot\det X_i = \det A_i, \qquad \det X_i = x_i \ (\text{กระจายตามแถว } i) \ \Rightarrow\ x_i = \frac{\det A_i}{\det A}

C6 Relation to the adjugate คราเมอร์คือแอดจอยต์คูณ b

x=A−1b=adj⁡A bdet⁡A,xi=∑jCjibjdet⁡A=det⁡Aidet⁡A\mathbf x = A^{-1}\mathbf b = \frac{\operatorname{adj}A\,\mathbf b}{\det A}, \qquad x_i = \frac{\sum_j C_{ji}b_j}{\det A} = \frac{\det A_i}{\det A}

∑jCjibj\sum_j C_{ji}b_j คือการกระจายโคแฟกเตอร์ของ AiA_i ตามหลักที่ ii พอดี คราเมอร์กับอินเวอร์สจึงให้คำตอบเท่ากันเสมอ

เมื่อ Δ = 0 กลาง

C5 When Δ = 0 กรณีดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์

Δ=0 ⇒ คราเมอร์ใช้ไม่ได้: ไม่มีคำตอบ หรือมีคำตอบไม่จำกัด\Delta = 0 \ \Rightarrow\ \text{คราเมอร์ใช้ไม่ได้: ไม่มีคำตอบ หรือมีคำตอบไม่จำกัด}

ถ้า Δ=0\Delta = 0 แต่มี Δi≠0\Delta_i \ne 0 สักตัว แน่ใจได้ว่าไม่มีคำตอบ · ถ้าทุก Δi=0\Delta_i = 0 ยังสรุปไม่ได้ (ตั้งแต่ 3×3 ขึ้นไป) ต้องลดแถว L6

ตัวอย่าง C-3 · ดีเทอร์มิแนนต์เป็นศูนย์ทุกตัว แต่ไม่มีคำตอบ

พิจารณา x+y+z=1x+y+z=2x+y+z=3\begin{aligned} x + y + z &= 1 \\ x + y + z &= 2 \\ x + y + z &= 3 \end{aligned}

  1. Δ=0\Delta = 0 เพราะสามแถวเท่ากัน และ Δx,Δy,Δz\Delta_x, \Delta_y, \Delta_z มีสองหลักที่เป็น (1,1,1)(1,1,1) เหมือนกัน จึงเป็นศูนย์ทั้งหมด D9

  2. แต่สมการพูดว่า x+y+zx + y + z เท่ากับ 1, 2 และ 3 พร้อมกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ระบบไม่มีคำตอบ ทั้งที่ “0/00/0” ทุกตัว บทเรียนคือ Δ=0\Delta = 0 ให้หันไปลดแถวทันที

คราเมอร์กับพารามิเตอร์: โจทย์สอบเข้ามหาวิทยาลัย พื้นฐาน → กลาง

เมื่อสัมประสิทธิ์มีตัวแปร kk คราเมอร์ให้คำตอบเป็นสูตรของ kk ทันที ค่า kk ที่ทำให้ Δ=0\Delta = 0 คือจุดที่ต้องแยกพิจารณา ห้ามตัดตัวประกอบร่วมทิ้งก่อนตรวจกรณีนั้น

C10 Cramer with a parameter คราเมอร์เมื่อมีพารามิเตอร์

Δ(k)≠0⇒xi=Δi(k)Δ(k);Δ(k0)=0⇒แทน k0 แล้วลดแถว (ไม่มีคำตอบหรือไม่จำกัด)\Delta(k) \ne 0 \Rightarrow x_i = \frac{\Delta_i(k)}{\Delta(k)};\qquad \Delta(k_0) = 0 \Rightarrow \text{แทน } k_0 \text{ แล้วลดแถว (ไม่มีคำตอบหรือไม่จำกัด)}

สำหรับ 2×2: Δ=0\Delta = 0 และ Δx≠0\Delta_x \ne 0 หรือ Δy≠0\Delta_y \ne 0 ⇒ ไม่มีคำตอบ · Δ=Δx=Δy=0\Delta = \Delta_x = \Delta_y = 0 ⇒ ไม่จำกัด (ถ้าไม่ใช่เมทริกซ์ศูนย์) · 3×3 ต้องลดแถวตรวจเสมอ ดู C5 และ ทฤษฎีบทรูเช-กาเปลลี R7

ตัวอย่าง C-7 · พารามิเตอร์ k

ระบบ kx+y=1x+ky=1\begin{aligned} kx + y &= 1 \\ x + ky &= 1 \end{aligned} แยกกรณีตามค่า kk และหาคำตอบเมื่อมีคำตอบเดียว

  1. Δ=∣k11k∣=k2−1,Δx=∣111k∣=k−1,Δy=∣k111∣=k−1\Delta = \begin{vmatrix} k & 1 \\ 1 & k \end{vmatrix} = k^2 - 1,\qquad \Delta_x = \begin{vmatrix} \hlU{1} & 1 \\ \hlU{1} & k \end{vmatrix} = k - 1,\qquad \Delta_y = \begin{vmatrix} k & \hlU{1} \\ 1 & \hlU{1} \end{vmatrix} = k - 1
  2. k≠±1k \ne \pm1: C10

    x=y=k−1(k−1)(k+1)=1k+1x = y = \frac{k - 1}{(k - 1)(k + 1)} = \frac{1}{k + 1}
  3. k=1k = 1: Δ=Δx=Δy=0\Delta = \Delta_x = \Delta_y = 0 สองสมการเป็น x+y=1x + y = 1 เส้นเดียวกัน → คำตอบไม่จำกัด (t,1−t)(t, 1 - t)

  4. k=−1k = -1: Δ=0\Delta = 0 แต่ Δx=−2≠0\Delta_x = -2 \ne 0 → −x+y=1-x + y = 1 กับ x−y=1x - y = 1 ขนานกัน → ไม่มีคำตอบ

k≠±1k \ne \pm1: x=y=1k+1x = y = \tfrac{1}{k + 1} · k=1k = 1: ไม่จำกัด · k=−1k = -1: ไม่มีคำตอบ

กับดัก: ถ้าตัด (k−1)(k - 1) ทิ้งตั้งแต่แรกจะได้สูตร 1k+1\tfrac{1}{k + 1} ที่ดูเหมือนใช้ได้ที่ k=1k = 1 (ได้ 12\tfrac12) แต่จริง ๆ ที่ k=1k = 1 มีคำตอบไม่จำกัด (12,12)(\tfrac12, \tfrac12) เป็นเพียงหนึ่งในนั้น · ฝึกเพิ่มที่ ชุด A ข้อ A9–A10

โจทย์วงจรที่เจอบ่อย: หากระแสลูปเดียวในวงจรสามลูป พื้นฐาน

รูปแบบนี้ออกสอบแทบทุกเทอม เขียนสมการเมชด้วยการมอง (by inspection): สมาชิกทแยง = ผลรวมความต้านทานรอบลูปนั้น สมาชิกนอกทแยง = ลบความต้านทานที่ใช้ร่วมกัน ด้านขวา = ผลรวมแหล่งจ่ายที่ดันกระแสไปทางเดียวกับลูป (ดูที่มาเต็มใน A1)

+− 24 V R₁ = 2 Ω R₃ = 2 Ω R₂4 Ω R₄6 Ω R₅3 Ω I₁ I₂ I₃
กระแสเมชทั้งสามวนตามเข็มนาฬิกา R2R_2 อยู่ร่วมเมช 1–2 และ R4R_4 อยู่ร่วมเมช 2–3
ตัวอย่าง C-4 · หาเฉพาะ I₂

จากวงจรข้างบน หากระแส I2I_2 ที่ไหลผ่าน R3R_3

  1. เขียนเมทริกซ์ด้วยการมอง: ทแยง 2+4=62 + 4 = 6, 4+2+6=124 + 2 + 6 = 12, 6+3=96 + 3 = 9 · นอกทแยง −4-4 (R₂), −6-6 (R₄)

    (6−40−412−60−69)(I1I2I3)=(2400)\begin{pmatrix} 6 & -4 & 0 \\ -4 & 12 & -6 \\ 0 & -6 & 9 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} I_1 \\ I_2 \\ I_3 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 24 \\ 0 \\ 0 \end{pmatrix}
  2. Δ\Delta กระจายตามแถว 1 (มีศูนย์หนึ่งตัว) D4

    Δ=6∣12−6−69∣−(−4)∣−4−609∣+0=6(108−36)+4(−36)=432−144=288\Delta = 6\begin{vmatrix} 12 & -6 \\ -6 & 9 \end{vmatrix} - (-4)\begin{vmatrix} -4 & -6 \\ 0 & 9 \end{vmatrix} + 0 = 6(108 - 36) + 4(-36) = 432 - 144 = 288
  3. แทนหลักที่ 2 ด้วย (24,0,0)(24, 0, 0) แถว 3 เหลือ 9 ตัวเดียวที่ตำแหน่ง (3,3) กระจายตามแถว 3 ได้เลย C1

    Δ2=∣6240−40−6009∣=+9∣624−40∣=9(0+96)=864\Delta_2 = \begin{vmatrix} 6 & \hlU{24} & 0 \\ -4 & \hlU{0} & -6 \\ 0 & \hlU{0} & 9 \end{vmatrix} = +9\begin{vmatrix} 6 & 24 \\ -4 & 0 \end{vmatrix} = 9(0 + 96) = 864
  4. I2=Δ2Δ=864288=3 AI_2 = \frac{\Delta_2}{\Delta} = \frac{864}{288} = 3\ \text{A}

I2=3I_2 = 3 A ใช้ดีเทอร์มิแนนต์แค่สองตัว (ถ้าหาครบจะได้ I1=6I_1 = 6 A, I3=2I_3 = 2 A)

ตรวจกำลัง: แหล่งจ่าย 24×6=14424 \times 6 = 144 W · ตัวต้านทาน 2(6)2+4(3)2+2(3)2+6(1)2+3(2)2=72+36+18+6+12=1442(6)^2 + 4(3)^2 + 2(3)^2 + 6(1)^2 + 3(2)^2 = 72 + 36 + 18 + 6 + 12 = 144 W ✓

คราเมอร์กับจำนวนเชิงซ้อน: วงจร AC กลาง

ในสถานะคงตัวไซน์ (sinusoidal steady state) ตัวเหนี่ยวนำมีอิมพีแดนซ์ jXLjX_L และตัวเก็บประจุ −jXC-jX_C สมการเมชหน้าตาเหมือน DC ทุกอย่าง แค่ตัวเลขเป็นเชิงซ้อน กฎของคราเมอร์ใช้ได้ตรง ๆ

C7 Works over complex numbers and in s ใช้กับเชิงซ้อนและตัวแปร s ได้

Z I=V ⇒ Ik=ΔkΔ,Δ, Δk∈C หรือเป็นพหุนามของ s\mathbf Z\,\mathbf I = \mathbf V \ \Rightarrow\ I_k = \frac{\Delta_k}{\Delta}, \qquad \Delta,\ \Delta_k \in \mathbb C \ \text{หรือเป็นพหุนามของ } s

คำนวณดีเทอร์มิแนนต์ด้วยกฎของจำนวนเชิงซ้อน j2=−1j^2 = -1 แล้วหาร (คูณด้วยสังยุคของตัวส่วน) ตอบในรูปเชิงขั้ว ∣I∣∠θ|I|\angle\theta

10∠0° R₁ = 4 Ω −j4 Ω j8 Ω R₂4 Ω I₁ I₂
วงจร AC สองเมช ค่าอิมพีแดนซ์ที่ความถี่ใช้งาน ตัวเก็บประจุอยู่ร่วมทั้งสองเมช
ตัวอย่าง C-5 · กระแสเมชในวงจร AC

หา I1\mathbf I_1 และ I2\mathbf I_2 ของวงจรข้างบน

  1. ทแยง: 4−j44 - j4 และ −j4+j8+4=4+j4-j4 + j8 + 4 = 4 + j4 · นอกทแยง: −(−j4)=+j4-(-j4) = +j4

    (4−j4j4j44+j4)(I1I2)=(100)\begin{pmatrix} 4 - j4 & j4 \\ j4 & 4 + j4 \end{pmatrix}\begin{pmatrix} \mathbf I_1 \\ \mathbf I_2 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} 10 \\ 0 \end{pmatrix}
  2. ดีเทอร์มิแนนต์เชิงซ้อน ใช้ (4−j4)(4+j4)=16+16(4 - j4)(4 + j4) = 16 + 16 และ (j4)2=−16(j4)^2 = -16

    Δ=(4−j4)(4+j4)−(j4)(j4)=32−(−16)=48\Delta = (4 - j4)(4 + j4) - (j4)(j4) = 32 - (-16) = 48
  3. แทนหลักแล้วหาร C7

    I1=∣10j404+j4∣48=40+j4048,I2=∣4−j410j40∣48=−j4048\mathbf I_1 = \frac{\begin{vmatrix} \hlU{10} & j4 \\ \hlU{0} & 4 + j4 \end{vmatrix}}{48} = \frac{40 + j40}{48}, \qquad \mathbf I_2 = \frac{\begin{vmatrix} 4 - j4 & \hlU{10} \\ j4 & \hlU{0} \end{vmatrix}}{48} = \frac{-j40}{48}
  4. แปลงเป็นเชิงขั้ว

    I1=0.833+j0.833=1.18∠45∘ A,I2=−j0.833=0.833∠−90∘ A\mathbf I_1 = 0.833 + j0.833 = 1.18\angle 45^\circ\ \text{A}, \qquad \mathbf I_2 = -j0.833 = 0.833\angle{-90^\circ}\ \text{A}

I1=1.18∠45∘\mathbf I_1 = 1.18\angle45^\circ A · I2=0.833∠−90∘\mathbf I_2 = 0.833\angle{-90^\circ} A

ตรวจ KVL เมช 2: แรงดันคร่อมตัวเก็บประจุ (−j4)(I1−I2)=(−j4)(0.833+j1.667)=6.67−j3.33(-j4)(\mathbf I_1 - \mathbf I_2) = (-j4)(0.833 + j1.667) = 6.67 - j3.33 V เท่ากับ (4+j8)I2=6.67−j3.33(4 + j8)\mathbf I_2 = 6.67 - j3.33 V ✓

คราเมอร์ในโดเมน s: ฟังก์ชันถ่ายโอนและสมการลักษณะเฉพาะ ขั้นสูง

หลังแปลงลาปลาซ (ทบทวนที่ การแปลงลาปลาซ) ตัวเก็บประจุกลายเป็น 1/sC1/sC สมการโนดหรือเมชกลายเป็นเมทริกซ์ที่สมาชิกเป็นพหุนามของ ss คราเมอร์ให้ฟังก์ชันถ่ายโอนเป็นอัตราส่วนดีเทอร์มิแนนต์ และรากของ Δ(s)\Delta(s) คือขั้วของวงจร

C8 Transfer function and natural frequencies ฟังก์ชันถ่ายโอนและความถี่ธรรมชาติ

H(s)=Xk(s)U(s)=Δk(s)/U(s)Δ(s),Δ(s)=0 คือสมการลักษณะเฉพาะ ให้ขั้วของวงจรH(s) = \frac{X_k(s)}{U(s)} = \frac{\Delta_k(s)/U(s)}{\Delta(s)}, \qquad \Delta(s) = 0 \ \text{คือสมการลักษณะเฉพาะ ให้ขั้วของวงจร}
+−u RR CC v₁ v₂ (เอาต์พุต)
วงจรกรองผ่านต่ำ RC สองชั้น ให้ τ=RC\tau = RC
ตัวอย่าง C-6 · หาฟังก์ชันถ่ายโอนด้วยคราเมอร์

หา H(s)=V2(s)/U(s)H(s) = V_2(s)/U(s) ของวงจร RC สองชั้น

  1. KCL ที่โนด 1 และ 2 ในโดเมน s แล้วคูณทุกพจน์ด้วย RR (ใช้ sRC=τssRC = \tau s)

    V1−UR+sCV1+V1−V2R=0V2−V1R+sCV2=0 ⇒ (2+τs−1−11+τs)(V1V2)=(U0)\begin{aligned} \tfrac{V_1 - U}{R} + sCV_1 + \tfrac{V_1 - V_2}{R} &= 0 \\ \tfrac{V_2 - V_1}{R} + sCV_2 &= 0 \end{aligned} \ \Rightarrow\ \begin{pmatrix} 2 + \tau s & -1 \\ -1 & 1 + \tau s \end{pmatrix}\begin{pmatrix} V_1 \\ V_2 \end{pmatrix} = \begin{pmatrix} U \\ 0 \end{pmatrix}
  2. Δ(s)=(2+τs)(1+τs)−1=τ2s2+3τs+1\Delta(s) = (2 + \tau s)(1 + \tau s) - 1 = \tau^2s^2 + 3\tau s + 1
  3. หา V2V_2 โดยแทนหลักที่ 2 C8

    V2=∣2+τsU−10∣Δ(s)=Uτ2s2+3τs+1V_2 = \frac{\begin{vmatrix} 2 + \tau s & \hlU{U} \\ -1 & \hlU{0} \end{vmatrix}}{\Delta(s)} = \frac{U}{\tau^2s^2 + 3\tau s + 1}
  4. ขั้วคือรากของ Δ(s)=0\Delta(s) = 0

    τs=−3±52 ⇒ s1=−0.382τ,s2=−2.618τ\tau s = \frac{-3 \pm \sqrt5}{2} \ \Rightarrow\ s_1 = -\frac{0.382}{\tau},\quad s_2 = -\frac{2.618}{\tau}

H(s)=1τ2s2+3τs+1H(s) = \dfrac{1}{\tau^2s^2 + 3\tau s + 1} ขั้วจริงลบสองตัว ระบบหน่วงเกิน (overdamped) ค่าคงตัวเวลา 2.618τ2.618\tau และ 0.382τ0.382\tau (สังเกตอัตราส่วนทองคำ φ2=2.618\varphi^2 = 2.618)

ขั้วสองตัวนี้คือค่าเฉพาะของเมทริกซ์สถานะของวงจรเดียวกันพอดี ดูการคำนวณอีกมุมใน การประยุกต์: RC สองชั้น

ข้อดี ข้อจำกัด และต้นทุนการคำนวณ กลาง

C9 Computational cost ต้นทุนการคำนวณ

คราเมอร์ครบทุกตัวแปร=(n+1) ดีเทอร์มิแนนต์ n×nเทียบเกาส์≈n33 การคูณ\text{คราเมอร์ครบทุกตัวแปร} = (n + 1) \text{ ดีเทอร์มิแนนต์ } n\times n \qquad \text{เทียบ} \qquad \text{เกาส์} \approx \tfrac{n^3}{3} \text{ การคูณ}

ทำมือ 2×2 และ 3×3 คราเมอร์สะดวกที่สุด · หาตัวแปรเดียวใช้แค่ 2 ดีเทอร์มิแนนต์ · ตั้งแต่ 4×4 ขึ้นไปให้ลดแถว · คอมพิวเตอร์ไม่ใช้คราเมอร์แก้ระบบใหญ่

ใช้คราเมอร์เมื่อเลี่ยงคราเมอร์เมื่อ
2–3 ตัวแปร ทำมือ4 ตัวแปรขึ้นไป
ต้องการตัวแปรเดียว เช่น กระแสลูปเดียวΔ=0\Delta = 0 หรือใกล้ศูนย์มาก
สัมประสิทธิ์เป็นตัวอักษร เช่น RR, ss, kk ต้องการสูตรทั่วไปสมการไม่เท่าตัวแปร
อิมพีแดนซ์เชิงซ้อน 2×2ต้องการความแม่นยำเชิงตัวเลขในโปรแกรม

เครื่องคิดเลขคราเมอร์แสดงวิธีทำ

เลือกโหมด “แก้ระบบ” ใส่ AA และ b\mathbf b ถ้า det⁡A≠0\det A \ne 0 เครื่องจะแสดง Δ\Delta, Δ1,Δ2,…\Delta_1, \Delta_2, \dots และคำตอบเป็นเศษส่วน พร้อมวิธีลดแถวให้เทียบ

ต่อยอดไปหน้าถัดไป

ตัวอย่าง C-6 แสดงว่า Δ(s)=0\Delta(s) = 0 ให้ขั้วของวงจร คำถามเดียวกันในภาษาเมทริกซ์คือ “ค่า λ\lambda ใดทำให้ det⁡(A−λI)=0\det(A - \lambda I) = 0” นั่นคือ ค่าเฉพาะและเวกเตอร์เฉพาะ ซึ่งบอกว่าวงจรตอบสนองเร็ว ช้า หรือแกว่งแค่ไหน

ระบบที่ใหญ่กว่า 3×3 หรือต้องแก้ในโปรแกรม ให้ใช้ วิธีเชิงตัวเลข: LU จาโคบี เกาส์-ไซเดล แทนคราเมอร์ ส่วนการตัดสินว่ามีคำตอบหรือไม่เมื่อ Δ=0\Delta = 0 ใช้ แรงก์ · ฝึกโจทย์ที่ แนวข้อสอบ 45 ข้อ และอ่านบทความ กฎของคราเมอร์ใช้อย่างไร และเมื่อไรไม่ควรใช้ (English)

คำถามที่พบบ่อย

กฎของคราเมอร์ใช้ไม่ได้เมื่อไร?

เมื่อ Δ=det⁡A=0\Delta = \det A = 0 หรือเมื่อเมทริกซ์ไม่จัตุรัส (จำนวนสมการไม่เท่าจำนวนตัวแปร) ระบบที่ Δ=0\Delta = 0 อาจไม่มีคำตอบหรือมีคำตอบไม่จำกัด ต้องตรวจด้วยการลดแถว

ถ้า Δ = 0 และ Δx = Δy = Δz = 0 แปลว่ามีคำตอบไม่จำกัดใช่ไหม?

ไม่เสมอไป สำหรับ 2×2 ที่ไม่ใช่เมทริกซ์ศูนย์ใช่ แต่ตั้งแต่ 3×3 ขึ้นไปไม่จริง เช่น x+y+z=1, x+y+z=2, x+y+z=3x + y + z = 1,\ x + y + z = 2,\ x + y + z = 3 มีดีเทอร์มิแนนต์ทุกตัวเป็นศูนย์ แต่ระบบไม่มีคำตอบ ต้องลดแถวตรวจเสมอ

คราเมอร์กับอินเวอร์สต่างกันอย่างไร?

ให้คำตอบเท่ากันเสมอ คราเมอร์คือการเขียนสูตรอินเวอร์สแบบแอดจอยต์คูณกับ b ทีละตัวแปร ข้อดีคือหาตัวแปรเดียวได้โดยไม่ต้องหาอินเวอร์สทั้งเมทริกซ์ เหมาะกับโจทย์ที่ถามกระแสเพียงลูปเดียว

ใช้คราเมอร์กับวงจร AC ได้ไหม?

ได้ ทุกขั้นตอนใช้แค่บวก ลบ คูณ หาร จึงใช้กับอิมพีแดนซ์จำนวนเชิงซ้อนได้ตรง ๆ คำนวณดีเทอร์มิแนนต์แบบเชิงซ้อนแล้วหาร ตอบในรูปเชิงขั้ว (ขนาดและมุม)

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์