พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. อินทิกรัลตามเส้น

// บทที่ 24.8 · แคลคูลัสเวกเตอร์ · Line Integrals & Green's Theorem

อินทิกรัลตามเส้น (Line Integrals) งานของแรง และทฤษฎีบทกรีน (Green's Theorem)

งานที่แรงทำกับวัตถุที่เคลื่อนไปตามเส้นทางโค้ง มวลของลวดที่ความหนาแน่นไม่คงที่ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำรอบขดลวด และพื้นที่แปลงที่ดินจากพิกัดจุดยอด ทั้งหมดคืออินทิกรัลตามเส้น (line integral) หน้านี้สอนทั้งสองแบบ คือแบบสเกลาร์ที่รวมตามความยาว และแบบเวกเตอร์ที่รวมองค์ประกอบสัมผัส (งาน) แล้วเชื่อมกับสนามอนุรักษ์ด้วยทฤษฎีบทมูลฐานของอินทิกรัลตามเส้น ปิดท้ายด้วยทฤษฎีบทกรีน (Green's theorem) ที่แปลงอินทิกรัลรอบวงปิดเป็นอินทิกรัลสองชั้นของ curl และ div พร้อมแล็บเปรียบเทียบงานตามสองเส้นทางและแล็บวัดการหมุนวนบนวงกลม

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • สเกลาร์: ∫Cf ds=∫f(r(t)) ∣r′(t)∣ dt\int_C f\,ds = \int f(\mathbf r(t))\,|\mathbf r'(t)|\,dt · เวกเตอร์ (งาน): ∫CF⋅dr=∫F(r(t))⋅r′(t) dt\int_C \mathbf F\cdot d\mathbf r = \int \mathbf F(\mathbf r(t))\cdot\mathbf r'(t)\,dt
  • อนุรักษ์: ∫C∇f⋅dr=f(B)−f(A)\int_C\nabla f\cdot d\mathbf r = f(B) - f(A) ไม่ขึ้นกับเส้นทาง · ∮F⋅dr=0\oint\mathbf F\cdot d\mathbf r = 0
  • กรีน (ทวนเข็ม): ∮CP dx+Q dy=∬R(Qx−Py) dA\oint_C P\,dx + Q\,dy = \iint_R (Q_x - P_y)\,dA · รูปฟลักซ์ ∮F⋅n ds=∬R∇⋅F dA\oint\mathbf F\cdot\mathbf n\,ds = \iint_R\nabla\cdot\mathbf F\,dA
  • พื้นที่: A=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx → สูตร shoelace A=12∣∑(xiyi+1−xi+1yi)∣A = \tfrac12\left|\sum(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i)\right|
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

อินทิกรัลตามเส้นของฟังก์ชันสเกลาร์ ∫ f ds กลาง

ลวดโค้ง CC มีความหนาแน่นเชิงเส้น (มวลต่อความยาว) ρ(x,y,z)\rho(x, y, z) แบ่งลวดเป็นชิ้นสั้น dsds มวลแต่ละชิ้น ρ ds\rho\,ds รวมกันได้ M=∫Cρ dsM = \int_C\rho\,ds นั่นคืออินทิกรัลตามเส้นของฟังก์ชันสเกลาร์ ซึ่งรวมตามความยาวส่วนโค้ง และไม่ขึ้นกับทิศที่เดิน เมื่อ f=1f = 1 ได้ความยาวเส้นโค้ง (บทฟังก์ชันเวกเตอร์)

L1 Line integral of a scalar function อินทิกรัลตามเส้นของฟังก์ชันสเกลาร์

∫Cf ds=∫abf(r(t)) ∣r′(t)∣ dt,M=∫Cρ ds,xˉ=1M∫Cxρ ds\int_C f\,ds = \int_a^b f\big(\mathbf r(t)\big)\,|\mathbf r'(t)|\,dt,\qquad M = \int_C\rho\,ds,\qquad \bar x = \frac1M\int_C x\rho\,ds

ds=∣r′(t)∣ dtds = |\mathbf r'(t)|\,dt · ผลไม่ขึ้นกับทิศการเดินและไม่ขึ้นกับพารามิเตอร์ (ต่างจากแบบเวกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนเครื่องหมายเมื่อกลับทิศ) · ในระนาบ y=g(x)y = g(x): ds=1+g′2 dxds = \sqrt{1 + g'^2}\,dx

ตัวอย่าง L-1 · มวลของลวดเกลียว (เครื่องกล)

ลวดเกลียว r(t)=⟨cos⁡t, sin⁡t, t⟩\mathbf r(t) = \langle\cos t,\ \sin t,\ t\rangle 0≤t≤2π0 \le t \le 2\pi (หน่วย cm) มีความหนาแน่นเชิงเส้น ρ=x2+y2+z2\rho = x^2 + y^2 + z^2 g/cm จงหามวล

  1. บนเส้นโค้ง x2+y2+z2=cos⁡2t+sin⁡2t+t2=1+t2x^2 + y^2 + z^2 = \cos^2t + \sin^2t + t^2 = 1 + t^2 · ∣r′∣=2|\mathbf r'| = \sqrt2

  2. M=∫02π(1+t2)2 dt=2[t+t33]02π=2(2π+8π33)M = \displaystyle\int_0^{2\pi}(1 + t^2)\sqrt2\,dt = \sqrt2\left[t + \dfrac{t^3}{3}\right]_0^{2\pi} = \sqrt2\left(2\pi + \dfrac{8\pi^3}{3}\right)

  3. ตัวเลข: 2π=6.283, 8π33=82.682\pi = 6.283,\ \dfrac{8\pi^3}{3} = 82.68 → M=1.4142×88.96=125.8M = 1.4142\times88.96 = 125.8 g

M=2(2π+8π33)≈125.8M = \sqrt2\left(2\pi + \tfrac{8\pi^3}{3}\right) \approx 125.8 g

ตัวอย่าง L-2 · ความยาวลวดโซลินอยด์ (ไฟฟ้า)

ขดลวดทองแดงเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 mm พัน 200 รอบรอบแกนรัศมี 2 cm ระยะพิตช์ 0.5 mm ต่อรอบ หาความยาวลวดและความต้านทาน (ρCu=1.72×10−8\rho_{Cu} = 1.72\times10^{-8} Ω·m)

  1. หนึ่งรอบ: r(t)=⟨Rcos⁡t,Rsin⁡t,ct⟩\mathbf r(t) = \langle R\cos t, R\sin t, ct\rangle โดย c=p/2πc = p/2\pi · ∣r′∣=R2+c2|\mathbf r'| = \sqrt{R^2 + c^2} ความยาวต่อรอบ =(2πR)2+p2= \sqrt{(2\pi R)^2 + p^2}

  2. 2πR=0.125662\pi R = 0.12566 m · p=0.0005p = 0.0005 m → 0.125662+0.00052=0.125664\sqrt{0.12566^2 + 0.0005^2} = 0.125664 m (พิตช์แทบไม่มีผล)

  3. ความยาวรวม =200×0.125664=25.13= 200\times0.125664 = 25.13 m

  4. พื้นที่หน้าตัด A=π(0.25×10−3)2=1.9635×10−7A = \pi(0.25\times10^{-3})^2 = 1.9635\times10^{-7} m² · Rwire=ρLA=1.72×10−8×25.131.9635×10−7=2.20R_{wire} = \dfrac{\rho L}{A} = \dfrac{1.72\times10^{-8}\times25.13}{1.9635\times10^{-7}} = 2.20 Ω

L=25.13L = 25.13 m · Rwire≈2.20R_{wire} \approx 2.20 Ω

อินทิกรัลตามเส้นของสนามเวกเตอร์ ∫ F·dr (งาน) กลาง

วัตถุเคลื่อนไปตามเส้นทาง CC ในสนามแรง F\mathbf F งานในช่วงเล็ก drd\mathbf r คือ F⋅dr\mathbf F\cdot d\mathbf r (เฉพาะองค์ประกอบของแรงตามแนวเคลื่อนที่ทำงาน) รวมตลอดเส้นทางได้ W=∫CF⋅drW = \int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r ต่างจากแบบสเกลาร์ตรงที่ ทิศการเดินมีผล: กลับทิศแล้วงานเปลี่ยนเครื่องหมาย ∫−CF⋅dr=−∫CF⋅dr\int_{-C}\mathbf F\cdot d\mathbf r = -\int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r

L2 Line integral of a vector field (work) อินทิกรัลตามเส้นของสนามเวกเตอร์ (งาน)

W=∫CF⋅dr=∫abF(r(t))⋅r′(t) dt=∫CP dx+Q dy+R dzW = \int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \int_a^b\mathbf F\big(\mathbf r(t)\big)\cdot\mathbf r'(t)\,dt = \int_C P\,dx + Q\,dy + R\,dz

ขั้นตอน: (1) กำหนดพารามิเตอร์เส้นทาง x(t),y(t),z(t)x(t), y(t), z(t) (2) หา r′(t)\mathbf r'(t) (3) แทน F\mathbf F ด้วยพิกัดของ r(t)\mathbf r(t) (4) ดอต แล้วอินทิเกรต tt จาก aa ถึง bb · กลับทิศ = เครื่องหมายสลับ · วงปิด เขียน ∮\oint

L3 Work–energy theorem ทฤษฎีบทงาน–พลังงาน

∫CF⋅dr=12m ∣vB∣2−12m ∣vA∣2\int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \tfrac12 m\,|\mathbf v_B|^2 - \tfrac12 m\,|\mathbf v_A|^2

จากกฎของนิวตัน F=mr′′\mathbf F = m\mathbf r'' แล้วอินทิเกรต mr′′⋅r′m\mathbf r''\cdot\mathbf r' · งานรวมคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์

แล็บเปรียบเทียบงานตามสองเส้นทาง

เลือกพรีเซ็ตหรือพิมพ์สนามและเส้นทางเอง (พารามิเตอร์ tt จาก 0 ถึง 1) โปรแกรมคำนวณงานตามเส้นทาง A (ส้ม) และเส้นทาง B (ฟ้า) แล้วตรวจ Qx−PyQ_x - P_y สำหรับสนามอนุรักษ์ ค่าตามสองเส้นทางต้องเท่ากัน ลองพรีเซ็ตสุดท้าย ⟨−y,x⟩/(x2+y2)\langle -y, x\rangle/(x^2 + y^2) ที่ curl เป็นศูนย์แต่ค่าต่างกัน เพราะบริเวณมีรู

ตัวอย่าง L-3 · งานตามสองเส้นทางที่ต่างกัน

F=⟨x2, xy⟩\mathbf F = \langle x^2,\ xy\rangle หางานจาก (0,0)(0, 0) ถึง (1,1)(1, 1) ตาม (ก) พาราโบลา y=x2y = x^2 (ข) เส้นตรง y=xy = x

  1. (ก) r(t)=⟨t,t2⟩, 0≤t≤1\mathbf r(t) = \langle t, t^2\rangle,\ 0 \le t \le 1 · r′=⟨1,2t⟩\mathbf r' = \langle 1, 2t\rangle · F(r(t))=⟨t2, t⋅t2⟩=⟨t2,t3⟩\mathbf F(\mathbf r(t)) = \langle t^2,\ t\cdot t^2\rangle = \langle t^2, t^3\rangle

  2. F⋅r′=t2+2t4\mathbf F\cdot\mathbf r' = t^2 + 2t^4 → Wก=∫01(t2+2t4) dt=13+25=1115W_{ก} = \displaystyle\int_0^1(t^2 + 2t^4)\,dt = \dfrac13 + \dfrac25 = \dfrac{11}{15}

  3. (ข) r(t)=⟨t,t⟩\mathbf r(t) = \langle t, t\rangle · r′=⟨1,1⟩\mathbf r' = \langle1, 1\rangle · F=⟨t2,t2⟩\mathbf F = \langle t^2, t^2\rangle → F⋅r′=2t2\mathbf F\cdot\mathbf r' = 2t^2 → Wข=∫012t2 dt=23W_{ข} = \displaystyle\int_0^1 2t^2\,dt = \dfrac23

  4. 11/15=0.7333≠2/3=0.666711/15 = 0.7333 \ne 2/3 = 0.6667 → งานขึ้นกับเส้นทาง · ตรวจ Qx−Py=y−0=y≠0Q_x - P_y = y - 0 = y \ne 0 สนามไม่อนุรักษ์ ✓

Wก=1115W_{ก} = \tfrac{11}{15} · Wข=23W_{ข} = \tfrac{2}{3} · ต่างกัน เพราะ ∇×F≠0\nabla\times\mathbf F \ne 0

ทฤษฎีบทมูลฐานของอินทิกรัลตามเส้น และความไม่ขึ้นกับเส้นทาง กลาง

ตัวแปรเดียว: ∫abF′(x) dx=F(b)−F(a)\int_a^b F'(x)\,dx = F(b) - F(a) ใช้เพียงค่าที่ปลาย ทฤษฎีบทมูลฐานของอินทิกรัลตามเส้นเป็นรูปทั่วไป: ถ้า F=∇f\mathbf F = \nabla f งานตามเส้นทางใดก็ได้เท่ากับผลต่างของ ff ที่ปลายทั้งสอง ผลคือ “ไม่ต้องหาเส้นทาง” — นี่คือเหตุผลที่แรงดันระหว่างสองจุดในวงจร DC ไม่ขึ้นกับว่าวัดตามสายไหน และที่พลังงานศักย์โน้มถ่วงขึ้นกับความสูงอย่างเดียว

L4 Fundamental theorem for line integrals ทฤษฎีบทมูลฐานของอินทิกรัลตามเส้น

F=∇f ⇒ ∫CF⋅dr=f(r(b))−f(r(a))\mathbf F = \nabla f \ \Rightarrow\ \int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = f\big(\mathbf r(b)\big) - f\big(\mathbf r(a)\big)

ใช้เมื่อพบว่า F\mathbf F อนุรักษ์ (curl = 0) แล้วหา ff (วิธีหาศักย์) · ไฟฟ้า: ∫ABE⋅dr=V(A)−V(B)\int_A^B\mathbf E\cdot d\mathbf r = V(A) - V(B) เมื่อ E=−∇V\mathbf E = -\nabla V

L5 Equivalent conditions เงื่อนไขที่สมมูลกัน

F=∇f  ⟺  ∫CF⋅dr ไม่ขึ้นกับเส้นทาง  ⟺  ∮F⋅dr=0 ทุกวงปิด  ⟺  ∇×F=0  (บริเวณไม่มีรู)\mathbf F = \nabla f \iff \int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r \text{ ไม่ขึ้นกับเส้นทาง} \iff \oint\mathbf F\cdot d\mathbf r = 0\ \text{ทุกวงปิด} \iff \nabla\times\mathbf F = \mathbf 0\ \ (\text{บริเวณไม่มีรู})

เหตุผลที่สองข้อแรกสมมูล: วงปิด = เส้นทาง A ตามด้วยเส้นทาง B ย้อนกลับ ∮=∫A−∫B\oint = \int_A - \int_B · ข้อสุดท้ายต้องการ “เชื่อมต่อแบบง่าย”

ตัวอย่าง L-4 · ใช้ศักย์แทนการอินทิเกรตตามเส้น

F=⟨2xy+z3, x2, 3xz2⟩\mathbf F = \langle 2xy + z^3,\ x^2,\ 3xz^2\rangle หางานจาก (0,0,0)(0,0,0) ถึง (1,2,1)(1,2,1)

  1. จากบทสนามเวกเตอร์ (ตัวอย่าง D-5) F\mathbf F อนุรักษ์ และ f=x2y+xz3f = x^2y + xz^3

  2. W=f(1,2,1)−f(0,0,0)=(1⋅2+1⋅1)−0=3W = f(1, 2, 1) - f(0, 0, 0) = (1\cdot2 + 1\cdot1) - 0 = 3

  3. ตรวจด้วยเส้นตรง r(t)=⟨t,2t,t⟩\mathbf r(t) = \langle t, 2t, t\rangle: F=⟨4t2+t3, t2, 3t3⟩\mathbf F = \langle 4t^2 + t^3,\ t^2,\ 3t^3\rangle และ r′=⟨1,2,1⟩\mathbf r' = \langle 1, 2, 1\rangle → F⋅r′=4t2+t3+2t2+3t3=6t2+4t3\mathbf F\cdot\mathbf r' = 4t^2 + t^3 + 2t^2 + 3t^3 = 6t^2 + 4t^3

  4. ∫01(6t2+4t3) dt=2+1=3\displaystyle\int_0^1(6t^2 + 4t^3)\,dt = 2 + 1 = 3 ✓ ตรงกัน และเส้นทางอื่นใดก็ให้ 3

W=3W = 3 (ไม่ขึ้นกับเส้นทาง)

ตัวอย่าง L-5 · สนามอนุรักษ์ 2 มิติ

F=⟨y,x⟩\mathbf F = \langle y, x\rangle หางานจาก (0,0)(0,0) ถึง (2,3)(2,3) ตามเส้นตรง และตาม r(t)=⟨2t2,3t⟩\mathbf r(t) = \langle 2t^2, 3t\rangle

  1. Py=1=QxP_y = 1 = Q_x → อนุรักษ์ · ศักย์ f=xyf = xy (fx=y, fy=xf_x = y,\ f_y = x ✓)

  2. ตามเส้นตรง ⟨2t,3t⟩\langle 2t, 3t\rangle: F=⟨3t,2t⟩\mathbf F = \langle 3t, 2t\rangle, r′=⟨2,3⟩\mathbf r' = \langle 2, 3\rangle → F⋅r′=6t+6t=12t\mathbf F\cdot\mathbf r' = 6t + 6t = 12t → ∫0112t dt=6\int_0^1 12t\,dt = 6

  3. ตาม ⟨2t2,3t⟩\langle 2t^2, 3t\rangle: F=⟨3t,2t2⟩\mathbf F = \langle 3t, 2t^2\rangle, r′=⟨4t,3⟩\mathbf r' = \langle 4t, 3\rangle → F⋅r′=12t2+6t2=18t2\mathbf F\cdot\mathbf r' = 12t^2 + 6t^2 = 18t^2 → ∫0118t2 dt=6\int_0^1 18t^2\,dt = 6

  4. ตรวจด้วยศักย์ f(2,3)−f(0,0)=6−0=6f(2, 3) - f(0, 0) = 6 - 0 = 6 ✓ ทั้งสามวิธีเท่ากัน

W=6W = 6 ทุกเส้นทาง

ทฤษฎีบทของกรีน (Green's Theorem) ขั้นสูง

ทฤษฎีบทของกรีนเชื่อมอินทิกรัลตามเส้นปิดรอบบริเวณ RR ในระนาบกับอินทิกรัลสองชั้นของบริเวณนั้น แนวคิด: แบ่ง RR เป็นช่องเล็ก ๆ ที่แต่ละช่องมีการหมุนวนเล็ก ๆ เท่ากับ (Qx−Py) dA(Q_x - P_y)\,dA ตอนรวมช่องทั้งหมด ขอบที่ใช้ร่วมกันของช่องข้างเคียงถูกเดินสองครั้งในทิศตรงข้ามจึงหักล้างกัน เหลือเฉพาะขอบนอกสุด นี่คือ “การหมุนวนทั้งหมดรอบวง = ผลรวมการหมุนวนเล็ก ๆ ข้างใน”

C (ขอบนอก)วนทวนเข็มนาฬิกา∮_C P dx + Q dy= ∬_D (∂Q/∂x − ∂P/∂y) dAขอบร่วมของช่องข้างเคียงมีลูกศรสวนทางกัน → หักล้าง
ทฤษฎีบทกรีน (Green's theorem): แบ่งบริเวณเป็นช่องเล็ก การหมุนวนของช่องข้างเคียงหักล้างกันที่ขอบร่วม เหลือเฉพาะขอบนอกที่วนทวนเข็มนาฬิกา

L6 Green's theorem (circulation form) ทฤษฎีบทกรีน (รูปการหมุนวน)

∮CP dx+Q dy=∮CF⋅dr=∬R(∂Q∂x−∂P∂y)dA\oint_C P\,dx + Q\,dy = \oint_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \iint_R\left(\frac{\partial Q}{\partial x} - \frac{\partial P}{\partial y}\right)dA

CC = ขอบเขตปิดเรียบเป็นช่วง ๆ วนทวนเข็มนาฬิกา (บริเวณอยู่ทางซ้ายมือเสมอ) · P,QP, Q มีอนุพันธ์ย่อยต่อเนื่องบน RR · ถ้าวนตามเข็มนาฬิกา เพิ่มเครื่องหมายลบ · บริเวณมีรู: ขอบในวนตามเข็ม

L7 Green's theorem (flux form) ทฤษฎีบทกรีน (รูปฟลักซ์)

∮CF⋅n ds=∮CP dy−Q dx=∬R(∂P∂x+∂Q∂y)dA=∬R∇⋅F dA\oint_C\mathbf F\cdot\mathbf n\,ds = \oint_C P\,dy - Q\,dx = \iint_R\left(\frac{\partial P}{\partial x} + \frac{\partial Q}{\partial y}\right)dA = \iint_R\nabla\cdot\mathbf F\,dA

n\mathbf n = เวกเตอร์ปกติชี้ออกนอกบริเวณ · เป็นทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ในสองมิติ (บทผิว)

L8 Area by a line integral · shoelace พื้นที่ด้วยอินทิกรัลเส้นและสูตร shoelace

A=∮Cx dy=−∮Cy dx=12∮Cx dy−y dx,Apolygon=12∣∑i=1n(xiyi+1−xi+1yi)∣A = \oint_C x\,dy = -\oint_C y\,dx = \tfrac12\oint_C x\,dy - y\,dx,\qquad A_{\text{polygon}} = \tfrac12\Big|\sum_{i=1}^{n}\big(x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i\big)\Big|

เลือก P,QP, Q ให้ Qx−Py=1Q_x - P_y = 1 (เช่น Q=x,P=0Q = x, P = 0 หรือ Q=x/2,P=−y/2Q = x/2, P = -y/2) · รูปหลายเหลี่ยมคำนวณทีละด้าน (เส้นตรง) จึงได้ผลรวม · (xn+1,yn+1)=(x1,y1)(x_{n+1}, y_{n+1}) = (x_1, y_1) · วนทวนเข็มได้พื้นที่บวก

ในแล็บสนามเวกเตอร์ (บทสนามเวกเตอร์) วงกลมทดสอบวัด ∮F⋅dr\oint\mathbf F\cdot d\mathbf r และ ∮F⋅n ds\oint\mathbf F\cdot\mathbf n\,ds เทียบกับ ∬\iint ของ curl และ div ซึ่งคือทฤษฎีบทกรีนในรูปเชิงตัวเลข ลองอีกครั้งที่นี่กับสนามที่ curl ไม่คงที่ แล้วดูว่า ∮\oint ตรงกับ ∬(Qx−Py) dA\iint(Q_x - P_y)\,dA โดยประมาณ (ตรงเมื่อ ρ\rho เล็ก) ค่าสองบรรทัดสุดท้ายในกล่องคำตอบเป็นการเทียบโดยตรงกับค่าที่ทฤษฎีบทกรีนทำนาย

ตัวอย่าง L-6 · ใช้กรีนแทนการอินทิเกรตเส้นที่ยาก

คำนวณ ∮C(3y−esin⁡x)dx+(7x+y4+1)dy\displaystyle\oint_C\big(3y - e^{\sin x}\big)dx + \big(7x + \sqrt{y^4 + 1}\big)dy เมื่อ CC คือวงกลม x2+y2=9x^2 + y^2 = 9 วนทวนเข็ม

  1. อินทิกรัลเส้นตรง ๆ ทำยาก (มี esin⁡xe^{\sin x} และ y4+1\sqrt{y^4 + 1} ที่ไม่มีปฏิยานุพันธ์แบบปิด) ใช้ทฤษฎีบทกรีน

  2. P=3y−esin⁡xP = 3y - e^{\sin x} → Py=3P_y = 3 · Q=7x+y4+1Q = 7x + \sqrt{y^4 + 1} → Qx=7Q_x = 7 · Qx−Py=4Q_x - P_y = 4 (ค่าคงที่!)

  3. ∮C=∬R4 dA=4×พื้นที่วงกลมรัศมี 3=4×9π=36π\displaystyle\oint_C = \iint_R 4\,dA = 4\times\text{พื้นที่วงกลมรัศมี }3 = 4\times9\pi = 36\pi

36π≈113.136\pi \approx 113.1 (พจน์ที่ซับซ้อนหายไปหมดเมื่ออนุพันธ์ย่อยหักล้างกัน)

ตัวอย่าง L-7 · พื้นที่วงรีด้วยกรีน

หาพื้นที่ภายในวงรี x=acos⁡t, y=bsin⁡tx = a\cos t,\ y = b\sin t ด้วย A=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx

  1. dx=−asin⁡t dtdx = -a\sin t\,dt และ dy=bcos⁡t dtdy = b\cos t\,dt · x dy−y dx=abcos⁡2t dt+absin⁡2t dt=ab dtx\,dy - y\,dx = ab\cos^2t\,dt + ab\sin^2t\,dt = ab\,dt

  2. A=12∫02πab dt=12⋅ab⋅2π=πabA = \dfrac12\displaystyle\int_0^{2\pi}ab\,dt = \dfrac12\cdot ab\cdot2\pi = \pi ab

  3. ตรงกับผลของบทอินทิกรัลหลายชั้น (เปลี่ยนตัวแปรด้วย Jacobian abab) ✓

A=πabA = \pi ab

ตัวอย่าง L-8 · พื้นที่แปลงที่ดินจากพิกัดจุดยอด (โยธา / สำรวจ)

แปลงที่ดินห้าเหลี่ยมมีพิกัด (เมตร): (0,0), (40,0), (55,30), (20,45), (−5,25)(0, 0),\ (40, 0),\ (55, 30),\ (20, 45),\ (-5, 25) เรียงทวนเข็ม หาพื้นที่

  1. คำนวณ xiyi+1−xi+1yix_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i ทีละด้าน: 0⋅0−40⋅0=00\cdot0 - 40\cdot0 = 0 · 40⋅30−55⋅0=120040\cdot30 - 55\cdot0 = 1200 · 55⋅45−20⋅30=2475−600=187555\cdot45 - 20\cdot30 = 2475 - 600 = 1875 · 20⋅25−(−5)⋅45=500+225=72520\cdot25 - (-5)\cdot45 = 500 + 225 = 725 · (−5)⋅0−0⋅25=0(-5)\cdot0 - 0\cdot25 = 0

  2. ผลรวม =0+1200+1875+725+0=3800= 0 + 1200 + 1875 + 725 + 0 = 3800

  3. A=12×3800=1900A = \tfrac12\times3800 = 1900 ตารางเมตร · หน่วยไทย: 1 ตารางวา = 4 ตร.ม. ดังนั้น 1900/4=4751900/4 = 475 ตารางวา = 1 ไร่ 75 ตารางวา (1 ไร่ = 400 ตร.ว. = 1600 ตร.ม.)

  4. ถ้าเรียงจุดตามเข็มนาฬิกาจะได้ผลรวมเป็น −3800-3800 จึงต้องใส่ค่าสัมบูรณ์ · วิธีนี้ใช้ในโปรแกรมสำรวจและ GIS ทุกชนิด

A=1900A = 1900 m² ≈1.19\approx 1.19 ไร่ (ใช้ทฤษฎีบทกรีนกับเส้นขอบที่เป็นเส้นตรงทีละด้าน)

ตัวอย่าง L-9 · รูปฟลักซ์ของกรีน

F=⟨x,y⟩\mathbf F = \langle x, y\rangle หาฟลักซ์ออกจากวงกลมรัศมี RR ด้วยสองวิธี

  1. วิธีตรง: บนวงกลม n=⟨x,y⟩/R\mathbf n = \langle x, y\rangle/R → F⋅n=(x2+y2)/R=R\mathbf F\cdot\mathbf n = (x^2 + y^2)/R = R คงที่ · ∮F⋅n ds=R×2πR=2πR2\oint\mathbf F\cdot\mathbf n\,ds = R\times2\pi R = 2\pi R^2

  2. วิธีกรีน: ∇⋅F=1+1=2\nabla\cdot\mathbf F = 1 + 1 = 2 → ∬2 dA=2×πR2=2πR2\iint 2\,dA = 2\times\pi R^2 = 2\pi R^2 ✓

  3. ในแล็บ: วงกลมรัศมี 1 ที่จุดกำเนิดให้ flux =2π=6.2832= 2\pi = 6.2832 และ flux ÷ พื้นที่ =2= 2 ตรงกับ ∇⋅F\nabla\cdot\mathbf F

∮F⋅n ds=2πR2\oint\mathbf F\cdot\mathbf n\,ds = 2\pi R^2 ทั้งสองวิธี

นำไปใช้ในงานวิศวกรรม พื้นฐาน

สาขาอินทิกรัลตามเส้นความหมาย
ไฟฟ้าVAB=−∫ABE⋅drV_{AB} = -\int_A^B\mathbf E\cdot d\mathbf rแรงดันระหว่างสองจุด ไม่ขึ้นกับเส้นทางในสนามสถิต (L4)
ไฟฟ้า∮B⋅dl=μ0Ienc\oint\mathbf B\cdot d\mathbf l = \mu_0 I_{enc}กฎของแอมแปร์ · สนามรอบลวดเส้นตรง B=μ0I/2πrB = \mu_0I/2\pi r (บทผิว)
ไฟฟ้าE=∮E⋅dl=−dΦB/dt\mathcal E = \oint\mathbf E\cdot d\mathbf l = -d\Phi_B/dtแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (กฎฟาราเดย์) — สนามไม่อนุรักษ์
เครื่องกลW=∫F⋅drW = \int\mathbf F\cdot d\mathbf rงานของแรงตามเส้นทางโค้ง งานของแรงเสียดทานขึ้นกับเส้นทาง
เครื่องกลΓ=∮v⋅dl\Gamma = \oint\mathbf v\cdot d\mathbf lไหลเวียน (circulation) ของของไหล · ทฤษฎีบท Kutta–Joukowski L′=ρUΓL' = \rho U\Gamma ของแรงยกปีก
โยธาA=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dxพื้นที่แปลงที่ดินจากพิกัด (shoelace) · เครื่องมือ planimeter วัดพื้นที่บนแผนที่ (ตัวอย่าง L-8)
โยธา∫Cρ ds\int_C\rho\,dsน้ำหนักของสายเคเบิลที่น้ำหนักต่อความยาวไม่คงที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ลืมคูณ ∣r′∣|\mathbf r'| ในแบบสเกลาร์ · ∫f ds\int f\,ds ใช้ ∣r′(t)∣ dt|\mathbf r'(t)|\,dt (ต่างจาก ∫F⋅dr\int\mathbf F\cdot d\mathbf r ที่ใช้ r′ dt\mathbf r'\,dt ในผลดอต)
  2. ลืมกลับเครื่องหมายเมื่อเดินย้อนทิศ ในแบบเวกเตอร์ · แบบสเกลาร์ไม่เปลี่ยนเครื่องหมาย
  3. ใช้กรีนกับขอบที่ไม่วนทวนเข็ม · วนตามเข็มได้ผลลบ · และต้องเป็นเส้นปิดที่ไม่ตัดตัวเอง
  4. ใช้ทฤษฎีบทกรีนเมื่อ F\mathbf F ไม่นิยามภายในวง · เช่น ⟨−y,x⟩/(x2+y2)\langle -y, x\rangle/(x^2 + y^2) รอบจุดกำเนิดให้ 2π2\pi แม้ curl เป็นศูนย์ (มีรูที่จุดกำเนิด)
  5. เข้าใจว่า curl = 0 แล้วอนุรักษ์เสมอ · ต้องบริเวณเชื่อมต่อแบบง่าย

ไปต่อที่อินทิกรัลบนผิว ฟลักซ์ และทฤษฎีบทของเกาส์–สโตกส์ ซึ่งเป็นรูปทั่วไปของกรีนในสามมิติ

คำถามที่พบบ่อย

อินทิกรัลตามเส้น (line integral) คืออะไร มีกี่แบบ?

มีสองแบบหลัก แบบสเกลาร์ ∫Cf ds\int_C f\,ds รวมค่า ff ตามความยาวเส้น เช่นหามวลของลวดที่ความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอ ส่วนแบบเวกเตอร์ ∫CF⋅dr\int_C \mathbf F\cdot d\mathbf r รวมองค์ประกอบของสนามตามแนวสัมผัสเส้นทาง คือ “งาน” ที่สนามทำกับวัตถุที่เคลื่อนไปตามเส้น C ทั้งสองคำนวณโดยกำหนดพารามิเตอร์ r(t)\mathbf r(t): ∫f(r(t))∣r′(t)∣ dt\int f(\mathbf r(t))|\mathbf r'(t)|\,dt และ ∫F(r(t))⋅r′(t) dt\int \mathbf F(\mathbf r(t))\cdot\mathbf r'(t)\,dt

งานของแรง (work) หาจากอินทิกรัลตามเส้นอย่างไร?

งานเมื่อวัตถุเคลื่อนไปตามเส้นทาง C ในสนามแรง F\mathbf F คือ W=∫CF⋅dr=∫abF(r(t))⋅r′(t) dtW = \int_C \mathbf F\cdot d\mathbf r = \int_a^b \mathbf F(\mathbf r(t))\cdot\mathbf r'(t)\,dt ตัวอย่าง F=⟨x2,xy⟩\mathbf F = \langle x^2, xy\rangle ตามพาราโบลา y=x2y = x^2 จาก (0,0) ถึง (1,1) ได้ 11/1511/15 แต่ตามเส้นตรง y=xy = x ได้ 2/32/3 งานขึ้นกับเส้นทางเพราะสนามไม่อนุรักษ์ ถ้าสนามอนุรักษ์ งานเท่ากับผลต่างของฟังก์ชันศักย์ที่ปลายทั้งสอง

ทฤษฎีบทกรีน (Green's theorem) บอกอะไร ใช้เมื่อไร?

เชื่อมอินทิกรัลตามเส้นปิดกับอินทิกรัลสองชั้นของบริเวณที่ล้อมอยู่: ∮CP dx+Q dy=∬R(∂Q∂x−∂P∂y)dA\oint_C P\,dx + Q\,dy = \iint_R\left(\dfrac{\partial Q}{\partial x} - \dfrac{\partial P}{\partial y}\right)dA เมื่อ C ปิด เรียบเป็นช่วง ๆ และวนทวนเข็มนาฬิกา ใช้เมื่ออินทิกรัลหนึ่งง่ายกว่าอีกอัน เช่นคำนวณการหมุนวนรอบวงโดยอินทิกรัลของ curl ทั้งบริเวณ หรือหาพื้นที่โดยเลือก P,QP, Q ให้ Qx−Py=1Q_x - P_y = 1 เช่น A=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx ซึ่งเป็นที่มาของสูตรพื้นที่รูปหลายเหลี่ยมจากพิกัดจุด (shoelace)

เมื่อไรอินทิกรัลตามเส้นไม่ขึ้นกับเส้นทาง (path independent)?

เมื่อสนามเป็นสนามอนุรักษ์ F=∇f\mathbf F = \nabla f บนบริเวณเชื่อมต่อ ซึ่งสมมูลกับ (ก) งานรอบวงปิดทุกวงเป็นศูนย์ (ข) ∂P/∂y=∂Q/∂x\partial P/\partial y = \partial Q/\partial x บนบริเวณที่ไม่มีรู (2 มิติ) หรือ ∇×F=0\nabla\times\mathbf F = \mathbf 0 (3 มิติ) ผลคือทฤษฎีบทมูลฐาน ∫C∇f⋅dr=f(B)−f(A)\int_C\nabla f\cdot d\mathbf r = f(B) - f(A) ไม่ต้องหาเส้นทาง เพียงหาค่าศักย์ที่ปลายทั้งสอง เช่นแรงดันไฟฟ้าระหว่างสองจุดในสนามไฟฟ้าสถิตไม่ขึ้นกับสายที่ใช้วัด

สูตร shoelace คำนวณพื้นที่จากพิกัดคืออะไร?

พื้นที่ของรูปหลายเหลี่ยมที่มีจุดยอด (x1,y1),…,(xn,yn)(x_1,y_1),\dots,(x_n,y_n) เรียงต่อเนื่องทวนเข็ม คือ A=12∣∑i=1n(xiyi+1−xi+1yi)∣A = \tfrac12\left|\sum_{i=1}^n (x_iy_{i+1} - x_{i+1}y_i)\right| โดย (xn+1,yn+1)=(x1,y1)(x_{n+1}, y_{n+1}) = (x_1, y_1) มาจากทฤษฎีบทกรีน A=12∮x dy−y dxA = \tfrac12\oint x\,dy - y\,dx คำนวณทีละด้านเป็นเส้นตรง ใช้ในงานสำรวจที่ดินหาพื้นที่แปลงจากพิกัด GPS ตัวอย่างแปลง (0,0),(40,0),(55,30),(20,45),(−5,25) ได้ 1,900 ตร.ม.

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์