พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แคลคูลัสหลายตัวแปร
  4. อินทิกรัลบนผิว

// บทที่ 24.9 · แคลคูลัสเวกเตอร์ · Surface Integrals, Gauss & Stokes

อินทิกรัลบนผิว (Surface Integrals) ฟลักซ์ ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ (Gauss) และทฤษฎีบทสโตกส์ (Stokes)

อัตราการไหลของน้ำผ่านหน้าตัดท่อ พลังงานรังสีที่ตกบนจานรับสัญญาณ ฟลักซ์ไฟฟ้าที่ออกจากประจุ และแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เหนี่ยวนำรอบขดลวด ล้วนคืออินทิกรัลบนผิว (surface integral) หน้านี้สร้างเครื่องมือทีละชั้น: อธิบายผิวด้วยพารามิเตอร์ หาพื้นที่ผิว คำนวณฟลักซ์ แล้วจึงถึงสองทฤษฎีบทใหญ่ คือทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ของเกาส์ (ผิวปิด ↔ ปริมาตร) และทฤษฎีบทสโตกส์ (ขอบ ↔ ผิว) ซึ่งเป็นรากฐานของสมการแมกซ์เวลล์ มีตัวตรวจที่คำนวณทั้งสองฝั่งของทั้งสองทฤษฎีบทให้เห็นว่าเท่ากัน

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • พื้นที่ผิว dS=∣ru×rv∣ du dvdS = |\mathbf r_u\times\mathbf r_v|\,du\,dv · กราฟ z=g(x,y)z = g(x,y): dS=1+gx2+gy2 dAdS = \sqrt{1 + g_x^2 + g_y^2}\,dA
  • ฟลักซ์ Φ=∬SF⋅n dS=∬F⋅(ru×rv) du dv\Phi = \iint_S\mathbf F\cdot\mathbf n\,dS = \iint\mathbf F\cdot(\mathbf r_u\times\mathbf r_v)\,du\,dv · ทิศ n\mathbf n ต้องกำหนด (ผิวปิดชี้ออก)
  • Gauss: ∯SF⋅n dS=∭E∇⋅F dV\oiint_S\mathbf F\cdot\mathbf n\,dS = \iiint_E\nabla\cdot\mathbf F\,dV · Stokes: ∮CF⋅dr=∬S(∇×F)⋅n dS\oint_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \iint_S(\nabla\times\mathbf F)\cdot\mathbf n\,dS
  • ไฟฟ้า: Gauss → ∇⋅D=ρv\nabla\cdot\mathbf D = \rho_v · Stokes → ∇×E=−∂tB\nabla\times\mathbf E = -\partial_t\mathbf B (ฟาราเดย์) · แอมแปร์ ∮B⋅dl=μ0I\oint\mathbf B\cdot d\mathbf l = \mu_0I
ระดับพื้นฐาน ปี 1 · แคลคูลัส 1กลาง แคลคูลัส 3 · คณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง พิสูจน์ · ทฤษฎี

ผิวพารามิเตอร์และพื้นที่ผิว กลาง

เส้นโค้งใช้พารามิเตอร์ตัวเดียว tt ผิวต้องใช้สองตัว (u,v)(u, v): r(u,v)=⟨x(u,v), y(u,v), z(u,v)⟩\mathbf r(u, v) = \langle x(u,v),\ y(u,v),\ z(u,v)\rangle กริดของเส้น uu คงที่และ vv คงที่ปูผิวนั้น เวกเตอร์ ru=∂r/∂u\mathbf r_u = \partial\mathbf r/\partial u และ rv\mathbf r_v สัมผัสผิวทั้งคู่ และผลคูณไขว้ ru×rv\mathbf r_u\times\mathbf r_v ตั้งฉากกับผิว ขนาดของมันคือพื้นที่ของสี่เหลี่ยมด้านขนานเล็กบนผิว (เหมือนจาโคเบียนของช่องเล็กบนระนาบ uvuv ที่ถูกแปลงขึ้นสู่ผิวในบทอินทิกรัลหลายชั้น)

r_ur_vn = r_u × r_vพื้นที่ผิวdS = |r_u × r_v| du dvฟลักซ์ผ่านผิว∬ F·n dS= ∬ F·(r_u × r_v) du dvผิวกราฟ z = f(x, y):r_u × r_v = ⟨−f_x, −f_y, 1⟩
ผิวพารามิเตอร์ (parametric surface) r(u,v)\mathbf r(u, v): เวกเตอร์ ru\mathbf r_u และ rv\mathbf r_v สัมผัสผิว และ ru×rv\mathbf r_u\times\mathbf r_v เป็นเวกเตอร์ปกติที่มีขนาดเท่าพื้นที่ของสี่เหลี่ยมด้านขนานเล็ก dSdS

S1 Surface area (parametric) พื้นที่ผิว (พารามิเตอร์)

r(u,v)=⟨x,y,z⟩,N=ru×rv,dS=∣ru×rv∣ du dv,A(S)=∬D∣ru×rv∣ du dv\mathbf r(u,v) = \langle x, y, z\rangle,\quad \mathbf N = \mathbf r_u\times\mathbf r_v,\quad dS = |\mathbf r_u\times\mathbf r_v|\,du\,dv,\quad A(S) = \iint_D|\mathbf r_u\times\mathbf r_v|\,du\,dv

DD = บริเวณของ (u,v)(u, v) · n=N/∣N∣\mathbf n = \mathbf N/|\mathbf N| · ทรงกลมรัศมี aa: r=a⟨sin⁡ucos⁡v, sin⁡usin⁡v, cos⁡u⟩\mathbf r = a\langle\sin u\cos v,\ \sin u\sin v,\ \cos u\rangle ได้ dS=a2sin⁡u du dvdS = a^2\sin u\,du\,dv และ A=4πa2A = 4\pi a^2

S2 Surface area of a graph พื้นที่ผิวของกราฟ

z=g(x,y):dS=1+gx2+gy2 dA,A(S)=∬D1+gx2+gy2 dAz = g(x, y):\quad dS = \sqrt{1 + g_x^2 + g_y^2}\,dA,\qquad A(S) = \iint_D\sqrt{1 + g_x^2 + g_y^2}\,dA

มาจาก r(x,y)=⟨x,y,g⟩\mathbf r(x, y) = \langle x, y, g\rangle → rx×ry=⟨−gx,−gy,1⟩\mathbf r_x\times\mathbf r_y = \langle -g_x, -g_y, 1\rangle · ตัวคูณ 1+∣∇g∣2=1/cos⁡γ\sqrt{1 + |\nabla g|^2} = 1/\cos\gamma (γ\gamma = มุมระหว่างผิวกับระนาบ xyxy) ≥ 1 เสมอ

ตัวอย่าง S-1 · พื้นที่ผิวพาราโบลอยด์

หาพื้นที่ผิวของ z=x2+y2z = x^2 + y^2 ที่ z≤4z \le 4

  1. gx=2x, gy=2yg_x = 2x,\ g_y = 2y → 1+4x2+4y2=1+4r2\sqrt{1 + 4x^2 + 4y^2} = \sqrt{1 + 4r^2} · บริเวณเงา: r≤2r \le 2

  2. A=∫02π ⁣∫021+4r2 r dr dθ=2π[(1+4r2)3/212]02A = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^2\sqrt{1 + 4r^2}\,r\,dr\,d\theta = 2\pi\left[\dfrac{(1 + 4r^2)^{3/2}}{12}\right]_0^2

  3. =2π12(173/2−1)=π6(70.093−1)=π6(69.093)=36.18= \dfrac{2\pi}{12}\left(17^{3/2} - 1\right) = \dfrac{\pi}{6}(70.093 - 1) = \dfrac{\pi}{6}(69.093) = 36.18 (ผิวใหญ่กว่าแผ่นวงกลมเงา π⋅4=12.57\pi\cdot4 = 12.57 เพราะชัน)

A=π6(1717−1)≈36.18A = \dfrac{\pi}{6}\left(17\sqrt{17} - 1\right) \approx 36.18 หน่วยพื้นที่

ตัวอย่าง S-2 · พื้นที่ผิวจานรับสัญญาณดาวเทียม (ไฟฟ้า / เครื่องกล)

จานพาราโบลาเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 m ระยะโฟกัส f=0.45f = 0.45 m รูปผิว z=x2+y24fz = \dfrac{x^2 + y^2}{4f} หาความลึกและพื้นที่ผิว (วัสดุเคลือบสะท้อน)

  1. ความลึกที่ขอบ r=R=0.6r = R = 0.6: z=R24f=0.361.8=0.20z = \dfrac{R^2}{4f} = \dfrac{0.36}{1.8} = 0.20 m

  2. gx=x2f, gy=y2fg_x = \dfrac{x}{2f},\ g_y = \dfrac{y}{2f} → 1+gx2+gy2=1+r24f2\sqrt{1 + g_x^2 + g_y^2} = \sqrt{1 + \dfrac{r^2}{4f^2}}

  3. A=2π∫0R1+r24f2 r dr=2π⋅4f23[(1+R24f2)3/2−1]A = 2\pi\displaystyle\int_0^R\sqrt{1 + \dfrac{r^2}{4f^2}}\,r\,dr = 2\pi\cdot\dfrac{4f^2}{3}\left[\left(1 + \dfrac{R^2}{4f^2}\right)^{3/2} - 1\right]

  4. 4f2=0.814f^2 = 0.81 · R2/4f2=0.4444R^2/4f^2 = 0.4444 · (1.4444)3/2=1.7359(1.4444)^{3/2} = 1.7359 → A=2π(0.27)(0.7359)=1.2486A = 2\pi(0.27)(0.7359) = 1.2486 m² เทียบกับแผ่นเรียบ πR2=1.131\pi R^2 = 1.131 m² (ใหญ่กว่า 10%)

ความลึก 0.200.20 m · พื้นที่ผิว A≈1.249A \approx 1.249 m²

ตัวอย่าง S-3 · ทรงกลมด้วยพารามิเตอร์ และอินทิกรัลสเกลาร์

(ก) แสดงว่าพื้นที่ผิวทรงกลมรัศมี aa คือ 4πa24\pi a^2 (ข) หา ∬Sz dS\iint_S z\,dS บนซีกบนของทรงกลม และความสูงเฉลี่ยของเปลือกซีก

  1. (ก) ru=a⟨cos⁡ucos⁡v, cos⁡usin⁡v, −sin⁡u⟩\mathbf r_u = a\langle\cos u\cos v,\ \cos u\sin v,\ -\sin u\rangle · rv=a⟨−sin⁡usin⁡v, sin⁡ucos⁡v, 0⟩\mathbf r_v = a\langle-\sin u\sin v,\ \sin u\cos v,\ 0\rangle

  2. ru×rv=a2sin⁡u ⟨sin⁡ucos⁡v, sin⁡usin⁡v, cos⁡u⟩\mathbf r_u\times\mathbf r_v = a^2\sin u\,\langle\sin u\cos v,\ \sin u\sin v,\ \cos u\rangle (ชี้ออกนอก) · ∣ ⋅ ∣=a2sin⁡u|\,\cdot\,| = a^2\sin u · A=∫02π ⁣∫0πa2sin⁡u du dv=4πa2A = \int_0^{2\pi}\!\int_0^\pi a^2\sin u\,du\,dv = 4\pi a^2

  3. (ข) บนทรงกลม z=acos⁡uz = a\cos u ซีกบน 0≤u≤π/20 \le u \le \pi/2: ∬z dS=∫02π ⁣∫0π/2(acos⁡u) a2sin⁡u du dv=a3⋅2π⋅12=πa3\displaystyle\iint z\,dS = \int_0^{2\pi}\!\int_0^{\pi/2}(a\cos u)\,a^2\sin u\,du\,dv = a^3\cdot2\pi\cdot\dfrac12 = \pi a^3

  4. พื้นที่ซีก =2πa2= 2\pi a^2 → ความสูงเฉลี่ย zˉ=πa32πa2=a2\bar z = \dfrac{\pi a^3}{2\pi a^2} = \dfrac{a}{2} (จุดศูนย์กลางมวลของเปลือกซีกอยู่ที่ครึ่งรัศมี ต่างจากซีกตัน 3a/83a/8)

(ก) A=4πa2A = 4\pi a^2 · (ข) ∬z dS=πa3\iint z\,dS = \pi a^3, zˉ=a/2\bar z = a/2

ฟลักซ์ผ่านผิว (Flux) กลาง

ฟลักซ์ของ F\mathbf F ผ่านผิว SS วัดว่าสนามไหลผ่านผิวเท่าไรต่อหน่วยเวลา ถ้า F=v\mathbf F = \mathbf v (ความเร็วของน้ำ) ฟลักซ์คืออัตราการไหลเชิงปริมาตร (m³/s) เฉพาะองค์ประกอบที่ตั้งฉากกับผิว F⋅n\mathbf F\cdot\mathbf n ส่งผ่านจริง องค์ประกอบขนานผิวเฉียดผ่านโดยไม่เข้า ดังนั้นต้องเลือกทิศของ n\mathbf n (ผิวปิดมักเลือกชี้ออกนอก ผิวกราฟมักเลือกชี้ขึ้น) กลับทิศ n\mathbf n ฟลักซ์เปลี่ยนเครื่องหมาย

S3 Scalar surface integral อินทิกรัลบนผิวของฟังก์ชันสเกลาร์

∬Sf dS=∬Df(r(u,v)) ∣ru×rv∣ du dv,m=∬Sσ dS\iint_S f\,dS = \iint_D f\big(\mathbf r(u,v)\big)\,|\mathbf r_u\times\mathbf r_v|\,du\,dv,\qquad m = \iint_S\sigma\,dS

เช่นมวลของเปลือกบางที่ความหนาแน่นผิว σ\sigma หรือประจุรวมบนผิว · ไม่ขึ้นกับทิศของ n\mathbf n

S4 Flux through a surface ฟลักซ์ผ่านผิว

Φ=∬SF⋅n dS=∬DF(r(u,v))⋅(ru×rv) du dv\Phi = \iint_S\mathbf F\cdot\mathbf n\,dS = \iint_D\mathbf F\big(\mathbf r(u,v)\big)\cdot\big(\mathbf r_u\times\mathbf r_v\big)\,du\,dv

ใช้ ru×rv\mathbf r_u\times\mathbf r_v ทั้งก้อน (ไม่ต้องทำเป็นหนึ่งหน่วย เพราะขนาดของมันคือ dSdS อยู่แล้ว) · ถ้า ru×rv\mathbf r_u\times\mathbf r_v ชี้ผิดทิศที่ต้องการ ให้เติมเครื่องหมายลบ · ผิวปิด ∯\oiint

S5 Flux through a graph (upward) ฟลักซ์ผ่านกราฟ (ทิศขึ้น)

z=g(x,y), n ขึ้น:Φ=∬D(−P gx−Q gy+R) dA,F=⟨P,Q,R⟩ ประเมินที่ (x,y,g(x,y))z = g(x, y),\ \mathbf n\ \text{ขึ้น}:\quad \Phi = \iint_D\big(-P\,g_x - Q\,g_y + R\big)\,dA,\qquad \mathbf F = \langle P, Q, R\rangle \text{ ประเมินที่ } (x, y, g(x,y))

มาจาก rx×ry=⟨−gx,−gy,1⟩\mathbf r_x\times\mathbf r_y = \langle -g_x, -g_y, 1\rangle ซึ่งชี้ขึ้น · ผิวทรงกระบอก/ผนังตั้งให้ใช้พารามิเตอร์ (θ,z\theta, z) แทน

ตัวอย่าง S-4 · ฟลักซ์ผ่านทรงกลม

F=⟨x,y,z⟩\mathbf F = \langle x, y, z\rangle หาฟลักซ์ออกผ่านทรงกลมรัศมี aa

  1. บนทรงกลม F=r=ar^\mathbf F = \mathbf r = a\hat{\mathbf r} และ n=r^\mathbf n = \hat{\mathbf r} จึง F⋅n=a\mathbf F\cdot\mathbf n = a คงที่ทั้งผิว

  2. Φ=a∬dS=a⋅4πa2=4πa3\Phi = a\iint dS = a\cdot4\pi a^2 = 4\pi a^3

  3. ตรวจด้วยพารามิเตอร์: บนผิว F=a r^\mathbf F = a\,\hat{\mathbf r} และ ru×rv=a2sin⁡u r^\mathbf r_u\times\mathbf r_v = a^2\sin u\,\hat{\mathbf r} (r^=⟨sin⁡ucos⁡v, sin⁡usin⁡v, cos⁡u⟩\hat{\mathbf r} = \langle\sin u\cos v,\ \sin u\sin v,\ \cos u\rangle) ดอตกันได้ a⋅a2sin⁡ua\cdot a^2\sin u → ∫02π ⁣∫0πa3sin⁡u du dv=4πa3\int_0^{2\pi}\!\int_0^\pi a^3\sin u\,du\,dv = 4\pi a^3 ✓

Φ=4πa3\Phi = 4\pi a^3 (และจะได้ค่าเดียวกันจากทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ใน S-7)

ตัวอย่าง S-5 · ฟลักซ์ผ่านระนาบเอียง

F=⟨x,y,z⟩\mathbf F = \langle x, y, z\rangle หาฟลักซ์ขึ้นผ่านส่วนของระนาบ x+y+z=1x + y + z = 1 ในอ็อกแทนต์แรก

  1. เป็นกราฟ z=g(x,y)=1−x−yz = g(x, y) = 1 - x - y · gx=gy=−1g_x = g_y = -1 · บริเวณเงา: สามเหลี่ยม x,y≥0, x+y≤1x, y \ge 0,\ x + y \le 1

  2. −Pgx−Qgy+R=−x(−1)−y(−1)+z=x+y+(1−x−y)=1-Pg_x - Qg_y + R = -x(-1) - y(-1) + z = x + y + (1 - x - y) = 1

  3. Φ=∬D1 dA=พื้นที่สามเหลี่ยม=12\Phi = \iint_D1\,dA = \text{พื้นที่สามเหลี่ยม} = \dfrac12

  4. เหตุผลเรขาคณิต: F⋅n\mathbf F\cdot\mathbf n บนระนาบเท่ากับระยะจากจุดกำเนิดถึงระนาบ =1/3= 1/\sqrt3 คงที่ และพื้นที่ผิวของสามเหลี่ยมเอียง =3/2= \sqrt3/2 → Φ=13⋅32=12\Phi = \dfrac{1}{\sqrt3}\cdot\dfrac{\sqrt3}{2} = \dfrac12 ✓

Φ=12\Phi = \dfrac12

ตัวอย่าง S-6 · อัตราการไหลในท่อ (เครื่องกล / โยธา)

น้ำไหลแบบราบเรียบในท่อกลมรัศมี R=50R = 50 mm มีโปรไฟล์ความเร็ว v(r)=vmax⁡(1−r2R2)v(r) = v_{\max}\left(1 - \dfrac{r^2}{R^2}\right) เมื่อ vmax⁡=1.2v_{\max} = 1.2 m/s หาอัตราการไหลเชิงปริมาตรและความเร็วเฉลี่ย

  1. หน้าตัดเป็นแผ่นวงกลมตั้งฉากกับการไหล n=z^\mathbf n = \hat{\mathbf z} ฟลักซ์ = ∬v dA\iint v\,dA

  2. พิกัดขั้ว: Q=∫02π ⁣∫0Rvmax⁡(1−r2R2)r dr dθ=2πvmax⁡[R22−R24]=πR2vmax⁡2Q = \displaystyle\int_0^{2\pi}\!\int_0^R v_{\max}\left(1 - \dfrac{r^2}{R^2}\right)r\,dr\,d\theta = 2\pi v_{\max}\left[\dfrac{R^2}{2} - \dfrac{R^2}{4}\right] = \dfrac{\pi R^2v_{\max}}{2}

  3. ตัวเลข: Q=π(0.05)2(1.2)2=4.712×10−3Q = \dfrac{\pi(0.05)^2(1.2)}{2} = 4.712\times10^{-3} m³/s = 4.71 L/s

  4. ความเร็วเฉลี่ย vˉ=Q/(πR2)=vmax⁡/2=0.6\bar v = Q/(\pi R^2) = v_{\max}/2 = 0.6 m/s (ค่าที่มิเตอร์วัดการไหลอ่านจากอัตราไหลหารพื้นที่)

Q=4.71Q = 4.71 L/s · vˉ=0.6\bar v = 0.6 m/s = ครึ่งหนึ่งของ vmax⁡v_{\max}

ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ของเกาส์ (Divergence Theorem) ขั้นสูง

ลองนึกถึงห้องที่มีเครื่องทำอากาศไหลออกจากเครื่อง ลมที่ไหลออกทางประตูและหน้าต่างทั้งหมดเท่ากับลมที่เครื่องปล่อยออกมาภายในห้อง นี่คือสาระของทฤษฎีบท: ฟลักซ์ออกสุทธิผ่านผิวปิด = ผลรวมของดีเวอร์เจนซ์ (แหล่งกำเนิด) ภายในปริมาตร ความจริงนี้ใช้แปลงอินทิกรัลบนผิวที่ยาก (หลายหน้า) เป็นอินทิกรัลสามชั้นเดียว หรือกลับกัน

S6 Divergence theorem (Gauss) ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ (เกาส์)

∯SF⋅n dS=∭E∇⋅F dV(n ชี้ออกนอก E,  ∂E=S)\oiint_S\mathbf F\cdot\mathbf n\,dS = \iiint_E\nabla\cdot\mathbf F\,dV \qquad(\mathbf n\ \text{ชี้ออกนอก } E,\ \ \partial E = S)

ต้องการ F\mathbf F เรียบ (มีอนุพันธ์ย่อยต่อเนื่อง) ทั่วทั้ง EE รวมภายใน — ถ้ามีจุดที่ F\mathbf F ไม่นิยามข้างใน (เช่นประจุจุดที่ r=0r = 0) ทฤษฎีบทใช้ตรง ๆ ไม่ได้ · เป็นรูป 3 มิติของทฤษฎีบทกรีนฟลักซ์ (L7)

S7 Gauss's law (electrostatics) กฎของเกาส์ (ไฟฟ้าสถิต)

∯SE⋅n dS=Qencε0  ⟺  ∇⋅E=ρvε0\oiint_S\mathbf E\cdot\mathbf n\,dS = \frac{Q_{\text{enc}}}{\varepsilon_0}\ \ \Longleftrightarrow\ \ \nabla\cdot\mathbf E = \frac{\rho_v}{\varepsilon_0}

สองรูปเชื่อมกันด้วยทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ (ใช้ Q=∭ρv dVQ = \iiint\rho_v\,dV) · ใช้หาสนามโดยตรงเมื่อมีความสมมาตร (ทรงกลม ทรงกระบอก ระนาบ) เลือกผิวเกาส์ให้ E⋅n\mathbf E\cdot\mathbf n คงที่

ตัวตรวจ Gauss และ Stokes: คำนวณสองฝั่งให้ดู

โหมด Gauss คำนวณฟลักซ์ผ่านทุกหน้าของผิวปิด (ทรงกลม ลูกบาศก์ ทรงกระบอก) แล้วเทียบกับ ∭∇⋅F dV\iiint\nabla\cdot\mathbf F\,dV ตัวอย่างสุดท้าย F=r/ρ3\mathbf F = \mathbf r/\rho^3 (ประจุจุด) แสดงกรณีที่ทฤษฎีบท “ล้มเหลว” เพราะ F\mathbf F ไม่นิยามที่จุดกำเนิด ให้ฟลักซ์ 4π4\pi ทั้งที่ ∇⋅F=0\nabla\cdot\mathbf F = 0 ทุกที่ที่นิยาม · แท็บ Stokes อยู่ในหัวข้อถัดไป

Gauss: ผิวปิด S = ∂EEn ชี้ออก∯_S F·n dS = ∭_E ∇·F dVStokes: ผิวเปิด S ขอบ CCSnทิศวน C สัมพันธ์กับ n ตามกฎมือขวา∮_C F·dr = ∬_S (∇×F)·n dS
ทฤษฎีบทเกาส์ (ผิวปิด S ล้อมปริมาตร E · n\mathbf n ชี้ออก) เทียบกับทฤษฎีบทสโตกส์ (ผิวเปิด S ที่มีขอบ C · ทิศ n\mathbf n สัมพันธ์กับทิศวนของ C ตามกฎมือขวา)
ตัวอย่าง S-7 · ใช้ทฤษฎีบทแทนอินทิกรัลผิวหกหน้า

(ก) ทรงกลม: F=⟨x,y,z⟩\mathbf F = \langle x, y, z\rangle (ข) ลูกบาศก์หนึ่งหน่วย [0,1]3[0,1]^3: F=⟨x2,y2,z2⟩\mathbf F = \langle x^2, y^2, z^2\rangle หาฟลักซ์ออกรวม

  1. (ก) ∇⋅F=3\nabla\cdot\mathbf F = 3 · ∭3 dV=3⋅4πa33=4πa3\iiint3\,dV = 3\cdot\dfrac{4\pi a^3}{3} = 4\pi a^3 ตรงกับ S-4 ที่คำนวณฟลักซ์บนผิวโดยตรง ✓

  2. (ข) ∇⋅F=2x+2y+2z\nabla\cdot\mathbf F = 2x + 2y + 2z · ∭[0,1]32(x+y+z) dV=2(12+12+12)=3\iiint_{[0,1]^3}2(x + y + z)\,dV = 2\left(\tfrac12 + \tfrac12 + \tfrac12\right) = 3

  3. ตรวจโดยตรง (ข): หน้า x=1x = 1 ให้ ∬x2 dy dz=1\iint x^2\,dy\,dz = 1, หน้า x=0x = 0 ให้ 0 · ทำนองเดียวกันสำหรับ yy และ zz → 1+1+1=31 + 1 + 1 = 3 ✓ (หกหน้าต้องบวกกัน แต่ทฤษฎีบทลดเหลืออินทิกรัลเดียว)

(ก) Φ=4πa3\Phi = 4\pi a^3 · (ข) Φ=3\Phi = 3

ตัวอย่าง S-8 · ใช้กฎของเกาส์หาสนามไฟฟ้า (ไฟฟ้า)

(ก) ประจุเส้นยาวอนันต์ λ=10\lambda = 10 nC/m หา EE ที่ระยะ 0.5 m (ข) ทรงกลมตันรัศมี a=0.1a = 0.1 m มีประจุสม่ำเสมอ ρ=1 μC/m3\rho = 1\ \mu\text{C/m}^3 หา EE ที่ r=0.05r = 0.05 m และที่ผิว

  1. (ก) ผิวเกาส์: ทรงกระบอกรัศมี rr ยาว LL · ฟลักซ์ทะลุผนังข้างเท่านั้น E⋅2πrL=λLε0E\cdot2\pi rL = \dfrac{\lambda L}{\varepsilon_0} → E=λ2πε0rE = \dfrac{\lambda}{2\pi\varepsilon_0r}

  2. แทนค่า: E=10×10−92π(8.854×10−12)(0.5)=359.5E = \dfrac{10\times10^{-9}}{2\pi(8.854\times10^{-12})(0.5)} = 359.5 V/m (ชี้ออกตามรัศมี)

  3. (ข) ผิวเกาส์ทรงกลมรัศมี r<ar < a: E⋅4πr2=ρ⋅43πr3ε0E\cdot4\pi r^2 = \dfrac{\rho\cdot\frac43\pi r^3}{\varepsilon_0} → E=ρr3ε0E = \dfrac{\rho r}{3\varepsilon_0} (เพิ่มเป็นเส้นตรงตาม rr)

  4. r=0.05r = 0.05: E=10−6(0.05)3(8.854×10−12)=1882E = \dfrac{10^{-6}(0.05)}{3(8.854\times10^{-12})} = 1882 V/m · ที่ผิว r=a=0.1r = a = 0.1: E=3765E = 3765 V/m

  5. ตรวจที่ผิวด้วยกฎของคูลอมบ์: Q=ρ⋅43πa3=4.189×10−9Q = \rho\cdot\frac43\pi a^3 = 4.189\times10^{-9} C → kQa2=8.988×109×4.189×10−90.01=3765\dfrac{kQ}{a^2} = \dfrac{8.988\times10^{9}\times4.189\times10^{-9}}{0.01} = 3765 V/m ✓ ต่อเนื่องที่ผิว

(ก) E=359.5E = 359.5 V/m · (ข) E(0.05)=1882E(0.05) = 1882 V/m, E(a)=3765E(a) = 3765 V/m

ทฤษฎีบทสโตกส์ (Stokes' Theorem) ขั้นสูง

ทฤษฎีบทกรีนเกี่ยวกับการหมุนวนรอบวงปิดในระนาบ สโตกส์ยกขึ้นเป็นสามมิติ: การหมุนวน (∮F⋅dr\oint\mathbf F\cdot d\mathbf r) รอบขอบ CC ของผิวเปิด SS เท่ากับฟลักซ์ของ curl ผ่านผิว SS ผิวใดก็ได้ที่มีขอบเป็น CC (ผิวโค้งตะกร้า แผ่นเรียบ หรืออื่นใดให้ค่าเท่ากันทั้งหมด) นี่คือประโยชน์ใหญ่: เลือกผิวที่อินทิเกรตง่ายที่สุด ทิศ n\mathbf n ต้องสอดคล้องกับทิศวนของ CC ตามกฎมือขวา: ให้นิ้วทั้งสี่โค้งตามทิศวน CC นิ้วหัวแม่มือชี้ทางของ n\mathbf n

S8 Stokes' theorem ทฤษฎีบทสโตกส์

∮CF⋅dr=∬S(∇×F)⋅n dS(∂S=C, ทิศตามกฎมือขวา)\oint_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \iint_S(\nabla\times\mathbf F)\cdot\mathbf n\,dS \qquad(\partial S = C,\ \text{ทิศตามกฎมือขวา})

ถ้า SS แบนอยู่ในระนาบ xyxy จะลดเหลือทฤษฎีบทกรีน (L6) · ∇×F=0\nabla\times\mathbf F = \mathbf 0 ⇒ งานรอบวงปิดเป็น 0 (สนามอนุรักษ์) · เป็นที่มาของกฎของแอมแปร์และฟาราเดย์

S9 Ampère's and Faraday's laws กฎของแอมแปร์และฟาราเดย์

∮CB⋅dl=μ0Ienc ⇔ ∇×B=μ0J,∮CE⋅dl=−dΦBdt ⇔ ∇×E=−∂B∂t\oint_C\mathbf B\cdot d\mathbf l = \mu_0 I_{\text{enc}}\ \Leftrightarrow\ \nabla\times\mathbf B = \mu_0\mathbf J,\qquad \oint_C\mathbf E\cdot d\mathbf l = -\frac{d\Phi_B}{dt}\ \Leftrightarrow\ \nabla\times\mathbf E = -\frac{\partial\mathbf B}{\partial t}

Ienc=∬J⋅n dSI_{enc} = \iint\mathbf J\cdot\mathbf n\,dS · ΦB=∬B⋅n dS\Phi_B = \iint\mathbf B\cdot\mathbf n\,dS · ข้อแรกเป็นกรณีสถิต (เพิ่ม μ0ε0∂tE\mu_0\varepsilon_0\partial_t\mathbf E ในกรณีไดนามิก)

ลองในตัวตรวจ ข้างล่างเลือกแท็บ Stokes แล้วดูว่า “ครึ่งทรงกลม” “แผ่นวงกลม” และ “พาราโบลอยด์” ซึ่งมีขอบเป็นวงกลมเดียวกันที่ z=0z = 0 ให้ ∬(∇×F)⋅n dS\iint(\nabla\times\mathbf F)\cdot\mathbf n\,dS เท่ากันหมด และเท่ากับ ∮F⋅dr\oint\mathbf F\cdot d\mathbf r รอบวงกลม

ตัวอย่าง S-9 · เลือกผิวง่ายแทนผิวโค้ง

F=⟨−y2, x, z2⟩\mathbf F = \langle -y^2,\ x,\ z^2\rangle และ CC คือเส้นโค้งตัดกันของระนาบ y+z=2y + z = 2 กับทรงกระบอก x2+y2=1x^2 + y^2 = 1 (วนทวนเข็มเมื่อมองจากข้างบน) หา ∮CF⋅dr\oint_C\mathbf F\cdot d\mathbf r

  1. ∇×F=⟨0−0, 0−0, 1−(−2y)⟩=⟨0,0,1+2y⟩\nabla\times\mathbf F = \langle 0 - 0,\ 0 - 0,\ 1 - (-2y)\rangle = \langle 0, 0, 1 + 2y\rangle

  2. เลือกผิว SS = ส่วนของระนาบ z=2−yz = 2 - y ภายในทรงกระบอก (เป็นวงรี) · gx=0, gy=−1g_x = 0,\ g_y = -1 · n dS=⟨−gx,−gy,1⟩ dA=⟨0,1,1⟩ dA\mathbf n\,dS = \langle -g_x, -g_y, 1\rangle\,dA = \langle 0, 1, 1\rangle\,dA (ชี้ขึ้น)

  3. (∇×F)⋅n dS=(1+2y)⋅1 dA(\nabla\times\mathbf F)\cdot\mathbf n\,dS = (1 + 2y)\cdot1\,dA · บริเวณเงา: แผ่นวงกลมรัศมี 1

  4. ∮C=∬x2+y2≤1(1+2y) dA=π+2∬y dA=π+0=π\displaystyle\oint_C = \iint_{x^2+y^2\le1}(1 + 2y)\,dA = \pi + 2\iint y\,dA = \pi + 0 = \pi (∬y dA=0\iint y\,dA = 0 โดยสมมาตร)

  5. ถ้าอินทิเกรตเส้นตรง ๆ ต้องพารามิเตอร์ ⟨cos⁡t,sin⁡t,2−sin⁡t⟩\langle\cos t, \sin t, 2 - \sin t\rangle แล้วคำนวณ ∫(−sin⁡2t)(−sin⁡t)+cos⁡tcos⁡t+(2−sin⁡t)2(−cos⁡t) dt\int(-\sin^2t)(-\sin t) + \cos t\cos t + (2-\sin t)^2(-\cos t)\,dt ซึ่งยาวกว่าอย่างเห็นได้ชัด — และได้ π\pi เช่นกัน

∮CF⋅dr=π\oint_C\mathbf F\cdot d\mathbf r = \pi

ตัวอย่าง S-10 · แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (ไฟฟ้า)

ห่วงลวดวงกลมรัศมี 5 cm วางตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ B(t)=B0sin⁡ωtB(t) = B_0\sin\omega t เมื่อ B0=0.2B_0 = 0.2 T ความถี่ 50 Hz หาค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำสูงสุด

  1. ฟลักซ์แม่เหล็ก ΦB=∬B⋅n dS=B(t)⋅πr2=π(0.05)2B0sin⁡ωt=7.854×10−3×0.2sin⁡ωt=1.571×10−3sin⁡ωt\Phi_B = \iint\mathbf B\cdot\mathbf n\,dS = B(t)\cdot\pi r^2 = \pi(0.05)^2B_0\sin\omega t = 7.854\times10^{-3}\times0.2\sin\omega t = 1.571\times10^{-3}\sin\omega t Wb

  2. กฎของฟาราเดย์ (จากสโตกส์): E=∮E⋅dl=−dΦBdt=−ωΦmax⁡cos⁡ωt\mathcal E = \oint\mathbf E\cdot d\mathbf l = -\dfrac{d\Phi_B}{dt} = -\omega\Phi_{\max}\cos\omega t

  3. ω=2π×50=314.16\omega = 2\pi\times50 = 314.16 rad/s · Emax⁡=314.16×1.571×10−3=0.4935\mathcal E_{\max} = 314.16\times1.571\times10^{-3} = 0.4935 V

  4. ตีความ: สนามไฟฟ้า E\mathbf E ที่เกิดขึ้นรอบห่วงมี ∇×E≠0\nabla\times\mathbf E \ne \mathbf 0 จึงไม่อนุรักษ์ — นี่คือกลไกของหม้อแปลงและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ค่าสูงสุด 0.49 V ต่อหนึ่งรอบ ขดลวด NN รอบได้ NN เท่า)

Φmax⁡=1.571\Phi_{\max} = 1.571 mWb · Emax⁡≈0.494\mathcal E_{\max} \approx 0.494 V ต่อรอบ

ตัวอย่าง S-11 · สนามแม่เหล็กรอบสายไฟ (ไฟฟ้า)

สายไฟตรงยาวมากนำกระแส 100 A หา BB ที่ระยะ 2 m ด้วยกฎของแอมแปร์

  1. วงแอมแปร์: วงกลมรัศมี rr รอบสายไฟ · โดยสมมาตร B\mathbf B สัมผัสวงและขนาดคงที่ → ∮B⋅dl=B(2πr)\oint\mathbf B\cdot d\mathbf l = B(2\pi r)

  2. B(2πr)=μ0IB(2\pi r) = \mu_0I → B=μ0I2πrB = \dfrac{\mu_0I}{2\pi r}

  3. B=(4π×10−7)(100)2π(2)=1.0×10−5B = \dfrac{(4\pi\times10^{-7})(100)}{2\pi(2)} = 1.0\times10^{-5} T = 10 µT (ประมาณ 1/5 ของสนามแม่เหล็กโลกที่ ~50 µT)

  4. ข้อสังเกต: ในแบบอนุพันธ์ ∇×B=μ0J\nabla\times\mathbf B = \mu_0\mathbf J ตรวจได้ว่า ∇×B=0\nabla\times\mathbf B = \mathbf 0 นอกสายไฟ แต่ ∮B⋅dl≠0\oint\mathbf B\cdot d\mathbf l \ne 0 รอบสาย — ตัวอย่างของบริเวณที่มีรู (สนามนี้มีรูปแบบเดียวกับ ⟨−y,x⟩/(x2+y2)\langle -y, x\rangle/(x^2+y^2) ในบทสนามเวกเตอร์)

B=μ0I/(2πr)=10 μTB = \mu_0I/(2\pi r) = 10\ \mu\text{T} ที่ 2 m จากสาย 100 A

สรุปสมการแมกซ์เวลล์: Gauss และ Stokes ในรูปที่ใช้จริง ขั้นสูง

สมการแมกซ์เวลล์สี่ข้อเขียนได้สองรูป รูปปริพันธ์ (บนผิวและเส้น) และรูปอนุพันธ์ (ที่จุด) ทั้งสองรูปเชื่อมกันด้วยทฤษฎีบทเกาส์ (ข้อ 1–2) และสโตกส์ (ข้อ 3–4) ซึ่งเป็นเหตุผลที่แคลคูลัสเวกเตอร์เป็นภาษาของแม่เหล็กไฟฟ้า

กฎรูปปริพันธ์ (integral)รูปอนุพันธ์ (differential)ทฤษฎีบทที่ใช้
เกาส์ (ไฟฟ้า)∯D⋅dS=Qenc\oiint\mathbf D\cdot d\mathbf S = Q_{enc}∇⋅D=ρv\nabla\cdot\mathbf D = \rho_vดีเวอร์เจนซ์
เกาส์ (แม่เหล็ก)∯B⋅dS=0\oiint\mathbf B\cdot d\mathbf S = 0∇⋅B=0\nabla\cdot\mathbf B = 0ดีเวอร์เจนซ์
ฟาราเดย์∮E⋅dl=−ddt∬B⋅dS\oint\mathbf E\cdot d\mathbf l = -\dfrac{d}{dt}\iint\mathbf B\cdot d\mathbf S∇×E=−∂B∂t\nabla\times\mathbf E = -\dfrac{\partial\mathbf B}{\partial t}สโตกส์
แอมแปร์–แมกซ์เวลล์∮H⋅dl=Ienc+ddt∬D⋅dS\oint\mathbf H\cdot d\mathbf l = I_{enc} + \dfrac{d}{dt}\iint\mathbf D\cdot d\mathbf S∇×H=J+∂D∂t\nabla\times\mathbf H = \mathbf J + \dfrac{\partial\mathbf D}{\partial t}สโตกส์

เพิ่มเติมที่ บทแคลคูลัสหลายตัวแปรในวิศวกรรมไฟฟ้า มีแล็บประจุจุดที่ตรวจกฎของเกาส์ด้วยทรงกลมเกาส์ที่ลากได้ และการหาสมการคลื่นจากสมการข้างบน

นำไปใช้ในงานวิศวกรรม พื้นฐาน

สาขาอินทิกรัลบนผิวผลลัพธ์
ไฟฟ้าΦE=∯E⋅dS\Phi_E = \oiint\mathbf E\cdot d\mathbf Sประจุภายในผิวปิด (กฎของเกาส์) · สนามของเส้น/ระนาบ/ทรงกลมประจุ
ไฟฟ้าΦB=∬B⋅dS\Phi_B = \iint\mathbf B\cdot d\mathbf Sฟลักซ์แม่เหล็กในแกนเหล็ก · E=−N dΦB/dt\mathcal E = -N\,d\Phi_B/dt ของหม้อแปลง
ไฟฟ้าS=E×H, P=∯S⋅dA\mathbf S = \mathbf E\times\mathbf H,\ P = \oiint\mathbf S\cdot d\mathbf Aกำลังที่ไหลผ่านผิว (เวกเตอร์พอยน์ติง) เช่นกำลังที่แผ่ออกจากเสาอากาศ
เครื่องกลQ=∬v⋅n dAQ = \iint\mathbf v\cdot\mathbf n\,dAอัตราการไหลเชิงปริมาตรผ่านท่อ/หน้าตัด (ตัวอย่าง S-6)
เครื่องกลQ˙=∬q⋅n dA\dot Q = \iint\mathbf q\cdot\mathbf n\,dAอัตราการถ่ายเทความร้อนผ่านผิว (q=−k∇T\mathbf q = -k\nabla T) · ทั้งผิวปิดรอบวัตถุ = พลังงานความร้อนที่ผลิต
เครื่องกลA=∬dSA = \iint dSพื้นที่ผิวเคลือบ/ทาสี/แลกเปลี่ยนความร้อน (ตัวอย่าง S-1, S-2)
โยธาF=∬p n dSF = \iint p\,\mathbf n\,dSแรงดันน้ำสุทธิบนผิวโค้งของเขื่อนหรือประตูน้ำ (บทโยธา)
โยธาQ=∬v⋅n dSQ = \iint\mathbf v\cdot\mathbf n\,dSปริมาณน้ำซึมผ่านดิน v=−K∇h\mathbf v = -K\nabla h · ปริมาณน้ำท่าผ่านหน้าตัดลำน้ำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พื้นฐาน

  1. ทิศ n\mathbf n ผิด · ผิวปิดต้องชี้ออกนอก · ผิวเปิดต้องสัมพันธ์กับทิศวนของขอบด้วยกฎมือขวา (เครื่องหมายผิดทั้งคำตอบ)
  2. ทำ ru×rv\mathbf r_u\times\mathbf r_v เป็นหนึ่งหน่วยก่อนคำนวณฟลักซ์ · ไม่ต้อง: ขนาดของมันคือ dSdS อยู่แล้ว (ต่างจากอนุพันธ์ตามทิศที่ต้องทำเป็นหนึ่งหน่วย)
  3. ลืมปิดผิว เมื่อใช้ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ · ผิวทรงกระบอกต้องรวมฝาบนและล่าง (ถ้าผิวไม่ปิด ต้องเพิ่มผิวปิดแล้วลบออก)
  4. ใช้ทฤษฎีบทเกาส์เมื่อ F\mathbf F ไม่นิยามภายใน · ตัวอย่างประจุจุด r/ρ3\mathbf r/\rho^3 ให้ ∇⋅F=0\nabla\cdot\mathbf F = 0 แต่ฟลักซ์ =4π= 4\pi
  5. สับสนเกาส์ กรีน สโตกส์ · เกาส์: ผิวปิด↔ปริมาตร (div) · กรีน: เส้นปิดในระนาบ↔บริเวณ · สโตกส์: เส้นปิดในอวกาศ↔ผิวเปิด (curl)

ไปต่อที่หน้าการประยุกต์: วิศวกรรมไฟฟ้า · วิศวกรรมเครื่องกล · วิศวกรรมโยธา

คำถามที่พบบ่อย

ฟลักซ์ (flux) ของสนามเวกเตอร์ผ่านผิวคืออะไร?

ฟลักซ์ Φ=∬SF⋅n dS\Phi = \iint_S \mathbf F\cdot\mathbf n\,dS คืออัตราที่สนามไหลผ่านผิว S เมื่อ n\mathbf n เป็นเวกเตอร์ปกติหนึ่งหน่วย เมื่อ F\mathbf F เป็นความเร็วของน้ำ ฟลักซ์คืออัตราการไหลเชิงปริมาตร (m³/s) เมื่อ F\mathbf F เป็นสนามไฟฟ้า ฟลักซ์คือ ΦE\Phi_E ในกฎของเกาส์ เฉพาะองค์ประกอบของสนามที่ตั้งฉากกับผิวเท่านั้นที่ส่งผ่าน องค์ประกอบที่ขนานผิวไหลเฉียดไม่ผ่าน ฟลักซ์เป็นบวกเมื่อไหลไปทางเดียวกับ n\mathbf n

ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์ (divergence theorem) ของเกาส์บอกอะไร?

ฟลักซ์ออกสุทธิผ่านผิวปิด S เท่ากับผลรวมของดีเวอร์เจนซ์ภายในปริมาตรที่ล้อม ∯SF⋅n dS=∭E∇⋅F dV\oiint_S \mathbf F\cdot\mathbf n\,dS = \iiint_E \nabla\cdot\mathbf F\,dV n\mathbf n ชี้ออกนอก ความหมายคือ “สิ่งที่ไหลออกทางผิว = สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใน” ใช้เปลี่ยนอินทิกรัลบนผิวหกหน้าให้เป็นอินทิกรัลสามชั้นเดียว เช่น F=⟨x,y,z⟩\mathbf F = \langle x, y, z\rangle ผ่านทรงกลมรัศมี aa ได้ ∭3 dV=4πa3\iiint 3\,dV = 4\pi a^3 และเป็นที่มาของกฎของเกาส์ในไฟฟ้าสถิต

ทฤษฎีบทสโตกส์ (Stokes' theorem) ใช้ทำอะไร?

เชื่อมการหมุนวนรอบเส้นปิด C กับ curl ที่ผ่านผิวใดก็ได้ S ที่มี C เป็นขอบ: ∮CF⋅dr=∬S(∇×F)⋅n dS\oint_C \mathbf F\cdot d\mathbf r = \iint_S (\nabla\times\mathbf F)\cdot\mathbf n\,dS โดยทิศ n\mathbf n สัมพันธ์กับทิศวน C ตามกฎมือขวา ผลคือเลือกผิวที่คำนวณง่ายที่สุดได้ (เช่นแผ่นเรียบแทนผิวโค้ง) และเป็นที่มาของกฎของแอมแปร์และกฎของฟาราเดย์ในรูปอนุพันธ์ ถ้า ∇×F=0\nabla\times\mathbf F = \mathbf 0 ทั้งสองฝั่งเป็นศูนย์ ตรงกับสนามอนุรักษ์

ทฤษฎีบทของกรีน เกาส์ และสโตกส์ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสามเป็นรูปแบบของทฤษฎีบทมูลฐานแบบเดียวกัน (อินทิกรัลของอนุพันธ์บนบริเวณ = อินทิกรัลของฟังก์ชันบนขอบ) กรีนใช้กับบริเวณในระนาบและขอบเป็นเส้นปิด (curl หรือ div ในสองมิติ) สโตกส์ยกกรีนขึ้นสามมิติ: ผิวในอวกาศและขอบเป็นเส้นปิด (curl) ส่วนเกาส์ (ดีเวอร์เจนซ์) ใช้กับปริมาตรสามมิติและขอบเป็นผิวปิด (div) ตัวแปรเดียวก็คือทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัส ∫abF′ dx=F(b)−F(a)\int_a^b F'\,dx = F(b) - F(a)

สมการแมกซ์เวลล์ (Maxwell's equations) เกี่ยวกับ Gauss และ Stokes อย่างไร?

สมการทั้งสี่เขียนได้สองรูปที่เชื่อมกันด้วยสองทฤษฎีบทนี้ รูปปริพันธ์ (ผิว/เส้น) กับรูปอนุพันธ์ (จุด) ทฤษฎีบทดีเวอร์เจนซ์แปลงกฎของเกาส์ ∯D⋅dS=Q\oiint\mathbf D\cdot d\mathbf S = Q เป็น ∇⋅D=ρv\nabla\cdot\mathbf D = \rho_v และ ∯B⋅dS=0\oiint\mathbf B\cdot d\mathbf S = 0 เป็น ∇⋅B=0\nabla\cdot\mathbf B = 0 ส่วนทฤษฎีบทสโตกส์แปลงกฎของฟาราเดย์ ∮E⋅dl=−dΦB/dt\oint\mathbf E\cdot d\mathbf l = -d\Phi_B/dt เป็น ∇×E=−∂B/∂t\nabla\times\mathbf E = -\partial\mathbf B/\partial t และกฎของแอมแปร์ในทำนองเดียวกัน

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์