- หน้าแรก
- คลังความรู้
- วงจรไฟฟ้ากระแสตรง
// บทที่ 25 · วงจรไฟฟ้า · DC Circuit Analysis
วงจรไฟฟ้ากระแสตรง (DC Circuit Analysis): จากกฎของโอห์มถึงวิธีโหนด เมช MNA ทฤษฎีบทวงจร และทรานเซียนต์ RLC
เริ่มจากประจุ กระแส และแรงดัน ไล่ไปถึงการวิเคราะห์แบบเป็นระบบที่โปรแกรม SPICE ใช้ ทฤษฎีบทวงจร และพฤติกรรมชั่วขณะของ RLC แล้วลงมือต่อวงจรเองในแล็บจำลอง ซึ่งแก้สมการ MNA จริงทุกครั้งที่แก้วงจร ก่อนวัดฝีมือกับโจทย์ 4 ระดับ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับโอลิมปิก
- ทุกวงจรวิเคราะห์ได้จากสามอย่าง: ความสัมพันธ์ v–i ขององค์ประกอบ, KCL และ KVL
- ในสภาวะคงตัว DC ตัวเก็บประจุเปิดวงจร ตัวเหนี่ยวนำลัดวงจร
- วิธีโหนดใช้ สมการ วิธีเมชใช้ สมการ ส่วน MNA คือวิธีที่ SPICE ใช้แก้วงจรทุกแบบ
- เครือข่ายเชิงเส้นสองขั้วใดก็ได้ = อนุกรม และโหลดได้กำลังสูงสุดเมื่อ (ประสิทธิภาพ 50%)
- วงจรอันดับหนึ่ง ส่วน RLC มีรูปร่างผลตอบสนองขึ้นกับ ตัวเดียว
- ต้องการแค่สูตร ดูตารางสรุปสูตรวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ด้านล่าง
- ส่งกำลังเท่ากันที่แรงดันสูงขึ้น เท่า กำลังสูญเสียในสายลดลง เท่า เป็นเหตุผลของ HVDC และระบบ 800 VDC
- 1ปริมาณพื้นฐาน
- 2R L C และแหล่งจ่าย
- 3กฎของเคอร์ชอฟฟ์
- 4อนุกรม ขนาน Δ–Y
- 5โหนด เมช MNA
- 6ทฤษฎีบทวงจร
- 7ทรานเซียนต์
- 8เทคโนโลยี DC
- 9แล็บจำลอง
- 10คลังโจทย์
8 บทเรียน6 เครื่องมือในบทเรียนแล็บวงจร R L C + แหล่งจ่ายไม่อิสระทำได้ 0 / 26 ข้อ
สรุปสูตรวงจรไฟฟ้ากระแสตรง (DC Circuit Formulas)
ตารางนี้รวมสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในหน้าเดียว รหัสใต้ชื่อเรื่อง (เช่น E1) ลิงก์ไปการ์ดสูตรในบทเรียน ซึ่งมีที่มาของสูตร เงื่อนไขการใช้ และตัวอย่างพร้อมวิธีทำ
| เรื่อง · การ์ดสูตร | สูตร |
|---|---|
| กฎของโอห์มและกำลัง E1 B1 | |
| ความต้านทานจากวัสดุและอุณหภูมิ E1 | |
| ตัวต้านทานอนุกรม หัวข้อ 4 | |
| ตัวต้านทานขนาน S2 | |
| วงจรแบ่งแรงดัน S1 | |
| วงจรแบ่งกระแส (สองกิ่ง) S2 | |
| กฎกระแสของเคอร์ชอฟฟ์ (KCL) K1 | |
| กฎแรงดันของเคอร์ชอฟฟ์ (KVL) K2 | |
| แปลงสามเหลี่ยมเป็นดาว (Δ → Y) S3 S4 | (สลับตัวห้อยวนสำหรับ ) |
| บริดจ์วีตสโตนสมดุล S5 | |
| วงจรสมมูลเทวินิน / นอร์ตัน T2 | |
| การถ่ายโอนกำลังสูงสุด T3 | |
| C และ L ในสภาวะคงตัว DC E2 E3 | (เปิดวงจร) (ลัดวงจร) |
| วงจร RC / RL อันดับหนึ่ง R1 | |
| วงจร RLC อนุกรม R2 |
ต้องการค้นสูตรเฉพาะเรื่อง พิมพ์คำในช่อง “ค้นหาสูตรในหน้านี้” ด้านบน เช่น divider, thevenin หรือ tau
1. ปริมาณพื้นฐานทางไฟฟ้า พื้นฐาน
วงจรกระแสตรง (DC) คือวงจรที่แหล่งจ่ายมีค่าคงที่ไม่เปลี่ยนตามเวลา ก่อนจะวิเคราะห์วงจรได้ ต้องนิยามปริมาณให้ชัด และตกลงเรื่องทิศกับขั้วให้ตรงกันก่อน
| ปริมาณ | นิยาม | หน่วย SI | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ประจุ | สมบัติพื้นฐานของอนุภาค | คูลอมบ์ (C) | C เป็นค่าแน่นอนตาม SI ปี 2019 |
| กระแส | แอมแปร์ (A = C/s) | ทิศกระแสสมมติตรงข้ามกับทิศการไหลของอิเล็กตรอน | |
| แรงดัน | โวลต์ (V = J/C) | วัดระหว่างสองจุดเสมอ แรงดันโหนดคือแรงดันเทียบกับกราวด์ | |
| กำลัง | วัตต์ (W = J/s) | อัตราการถ่ายโอนพลังงาน | |
| พลังงาน | จูล (J) | 1 kWh = 3.6 MJ (หน่วยบนบิลค่าไฟ) | |
| ความต้านทาน | โอห์ม (Ω) | ความนำ มีหน่วยซีเมนส์ (S) |
ข้อตกลงเครื่องหมายแบบพาสซีฟ
ถ้ากระแส ไหลเข้าทางขั้ว + ของแรงดัน ขององค์ประกอบ กำลัง คือกำลังที่องค์ประกอบนั้นดูดกลืน ถ้าได้ แปลว่าองค์ประกอบนั้นจ่ายกำลังออกไป เช่น แบตเตอรี่ที่กำลังจ่ายไฟ
B1 Power and energy กำลังและพลังงาน (ข้อตกลงพาสซีฟ)
B2 Power balance ผลรวมกำลังของทุกองค์ประกอบเป็นศูนย์
คำนำหน้าหน่วย
p10⁻¹²n10⁻⁹µ10⁻⁶m10⁻³k10³M10⁶G10⁹
ในแล็บพิมพ์ค่าได้ทั้ง 4.7k, 4k7, 10u (= 10 µ), 2m และ 1e-3 ระวังว่า m (มิลลิ) ต่างจาก M (เมกะ)
2. องค์ประกอบวงจร: R, L, C และแหล่งจ่าย พื้นฐาน
ทุกองค์ประกอบนิยามด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับกระแส เมื่อรู้ความสัมพันธ์นี้ครบ บวกกับกฎของเคอร์ชอฟฟ์ ก็วิเคราะห์วงจรได้ทุกวงจร
E1 Ohm's law · resistivity · temperature กฎของโอห์ม ความต้านทานจำเพาะ และผลของอุณหภูมิ
E2 Capacitor ตัวเก็บประจุ: แรงดันเปลี่ยนทันทีไม่ได้
E3 Inductor ตัวเหนี่ยวนำ: กระแสเปลี่ยนทันทีไม่ได้
ทองแดงมี และ ที่ 20 °C ตัวต้านทานสลายพลังงานเป็นความร้อนเสมอ ส่วน C และ L เก็บพลังงานไว้แล้วคืนกลับได้
การรวมค่า
| ต่ออนุกรม | ต่อขนาน | |
|---|---|---|
| R | ||
| L | ||
| C |
แหล่งจ่าย
- แหล่งจ่ายแรงดันอุดมคติ รักษาแรงดันคงที่ไม่ว่าจะจ่ายกระแสเท่าใด ห้ามนำสองตัวที่ค่าต่างกันมาขนานกัน
- แหล่งจ่ายกระแสอุดมคติ รักษากระแสคงที่ไม่ว่าแรงดันคร่อมจะเป็นเท่าใด ห้ามนำมาอนุกรมกับวงจรเปิด
- แหล่งจ่ายจริง มีความต้านทานภายใน จึงได้ แรงดันขั้วตกลงเมื่อจ่ายกระแสมากขึ้น
แหล่งจ่ายไม่อิสระ (dependent หรือ controlled source) มีค่าขึ้นกับแรงดันหรือกระแสที่อื่นในวงจร เป็นแบบจำลองของทรานซิสเตอร์ ออปแอมป์ และวงจรขยาย ตัวอักษรในวงเล็บคือชื่อที่ SPICE ใช้
| ชนิด | ความสัมพันธ์ | หน่วยของอัตราขยาย |
|---|---|---|
| VCVS (E) แรงดันควบคุมด้วยแรงดัน | V/V | |
| VCCS (G) กระแสควบคุมด้วยแรงดัน | A/V = S | |
| CCVS (H) แรงดันควบคุมด้วยกระแส | V/A = Ω | |
| CCCS (F) กระแสควบคุมด้วยกระแส | A/A |
3. กฎของเคอร์ชอฟฟ์และโครงสร้างของวงจร พื้นฐาน
กฎสองข้อนี้ไม่ขึ้นกับว่าองค์ประกอบเป็นอะไร ขึ้นกับรูปแบบการต่อเท่านั้น จึงใช้ได้กับทุกวงจรแบบก้อน (lumped circuit)
- โหนด คือจุดที่องค์ประกอบตั้งแต่สองตัวขึ้นไปต่อกัน สายไฟอุดมคติที่ต่อถึงกันทั้งหมดนับเป็นโหนดเดียว
- กิ่ง คือองค์ประกอบหนึ่งตัว ลูป คือเส้นทางปิด และ เมช คือลูปที่ไม่มีลูปอื่นอยู่ข้างใน (ใช้กับวงจรที่วาดบนระนาบได้)
K1 Kirchhoff's Current Law (KCL) กฎกระแสของเคอร์ชอฟฟ์ (การอนุรักษ์ประจุ)
K2 Kirchhoff's Voltage Law (KVL) กฎแรงดันของเคอร์ชอฟฟ์ (แรงดันไม่ขึ้นกับเส้นทาง)
K3 Circuit topology จำนวนลูปอิสระและจำนวนสมการ
KCL ใช้ได้กับผิวปิดใด ๆ ที่ครอบหลายโหนดไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่มาของซูเปอร์โหนด ส่วน K3 บอกว่า KCL สมการ รวมกับ KVL สมการ และสมการขององค์ประกอบอีก สมการ ได้ สมการพอดีกับตัวไม่ทราบค่า ตัว (แรงดันและกระแสของทุกกิ่ง)
แบ่งกระแสสามทาง: หากระแสในทุกกิ่งแล้วตรวจ KCL
R2, R3, R4 ขนานกัน: ได้
กระแสรวม แรงดันคร่อมกลุ่มขนาน
รวมกันได้ 4.5 mA ตรงตาม K1 ในแล็บอ่านค่าได้จากแอมมิเตอร์ AM1–AM3
4. อนุกรม ขนาน และการแปลงรูปเครือข่าย พื้นฐาน
ลดรูปวงจรให้เล็กลงก่อนแก้ ทำให้มองเห็นคำตอบได้เร็ว และเป็นพื้นฐานของการใช้สมมาตรในโจทย์ระดับแข่งขัน
S1 Voltage divider วงจรแบ่งแรงดัน
S2 Current divider วงจรแบ่งกระแส
เมื่อมองจากขั้วออก วงจรแบ่งแรงดันคือแหล่งเทวินินที่มี ถ้า RL ใหญ่กว่า ราว 10 เท่า แรงดันจะตกจากค่าไม่มีโหลดไม่เกินประมาณ 9%
การแปลงเดลต้า–สตาร์ (Δ–Y)
เมื่อวงจรไม่ใช่อนุกรมหรือขนานล้วน เช่น บริดจ์ ให้แปลงสามเหลี่ยม (โดย อยู่ตรงข้ามขั้ว 1) เป็นดาว หรือกลับกัน
S3 Δ → Y แปลงสามเหลี่ยมเป็นดาว
S4 Y → Δ แปลงดาวเป็นสามเหลี่ยม
จำง่าย ๆ: แขนดาวแต่ละแขน = ผลคูณของสองด้านสามเหลี่ยมที่ประกบแขนนั้น ÷ ผลรวมทั้งสามด้าน ถ้าทุกตัวเท่ากัน
บริดจ์วีตสโตนและการใช้สมมาตร
S5 Wheatstone bridge balance เงื่อนไขบริดจ์สมดุล (ไม่มีกระแสในกิ่งกลาง)
หลักการเดียวกันนี้ให้เครื่องมือทรงพลังสองอย่างสำหรับโจทย์ยาก
- จุดที่มีศักย์เท่ากัน (หาได้จากสมมาตร) นำมาเชื่อมกันได้โดยไม่เปลี่ยนกระแสใด ๆ
- กิ่งที่ไม่มีกระแส ตัดออกได้โดยไม่เปลี่ยนแรงดันใด ๆ
5. การวิเคราะห์แบบเป็นระบบ: โหนด เมช และ MNA กลาง
เมื่อวงจรลดรูปไม่ได้ ให้ใช้ขั้นตอนที่รับประกันว่าได้คำตอบเสมอ สองวิธีหลักนี้คือหัวใจของวิชาวงจรไฟฟ้าทุกหลักสูตร
วิธีแรงดันโหนด (Nodal Analysis)
- เลือกโหนดอ้างอิง (กราวด์) มักเลือกโหนดที่มีองค์ประกอบมาต่อมากที่สุด
- ตั้งชื่อแรงดันโหนดที่เหลือ
- เขียน KCL ที่แต่ละโหนด แทนกระแสในตัวต้านทานด้วย
- ถ้ามีแหล่งจ่ายแรงดันระหว่างสองโหนดที่ไม่ใช่กราวด์ ให้รวมเป็นซูเปอร์โหนด: เขียน KCL รอบทั้งสองโหนดรวมกัน แล้วเพิ่มสมการ
- แก้ระบบสมการเชิงเส้น (ดูกฎของคราเมอร์และการกำจัดเกาส์ในบทพีชคณิตเชิงเส้น)
N1 Nodal equations by inspection เมทริกซ์ความนำ (ตัวต้านทาน + แหล่งจ่ายกระแสอิสระ)
คือผลรวมกระแสจากแหล่งจ่ายที่ไหลเข้าโหนด ถ้าวงจรไม่มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ เมทริกซ์ สมมาตรเสมอ
วงจรสองโหนด: หา v₁ และ v₂ ด้วยเมทริกซ์ความนำ
แปลง Vs = 12 V ที่อนุกรมกับ R1 = 2 Ω เป็นแหล่งจ่ายกระแส 6 A ขนานกับ 2 Ω แล้วเขียนเมทริกซ์โดยการสังเกต
ดีเทอร์มิแนนต์
กฎของคราเมอร์
วิธีกระแสเมช (Mesh Analysis)
- ตรวจว่าวงจรวาดบนระนาบได้โดยไม่มีสายไขว้ (ถ้าไม่ได้ ใช้วิธีโหนด)
- กำหนดกระแสเมช วนตามเข็มนาฬิกาทุกเมช
- เขียน KVL ทุกเมช กระแสในองค์ประกอบที่ใช้ร่วมกันคือผลต่างของกระแสเมช
- แหล่งจ่ายกระแสที่อยู่ขอบนอกเมชเดียวบอกค่ากระแสเมชนั้นทันที ถ้าอยู่ระหว่างสองเมชให้ใช้ซูเปอร์เมช
N2 Mesh equations by inspection เมทริกซ์ความต้านทาน (ตัวต้านทาน + แหล่งจ่ายแรงดันอิสระ)
วงจรสองเมช: หากระแสที่ไหลลงผ่าน R3
เมชซ้าย:
เมชขวา: เดินตามเข็มผ่าน V2 จากขั้ว + ไป − จึงเป็นแรงดันตก
แก้ระบบ
กระแสลงผ่าน R3 คือ
เลือกวิธีไหนดี
| ลักษณะวงจร | วิธีที่มักสั้นกว่า |
|---|---|
| จำนวนโหนดลบหนึ่ง น้อยกว่าจำนวนเมช | โหนด |
| มีแหล่งจ่ายกระแสหลายตัว หรือมีองค์ประกอบขนานกันมาก | โหนด |
| มีแหล่งจ่ายแรงดันอนุกรมกับตัวต้านทานเป็นสาย ๆ และมีเมชน้อย | เมช |
| วาดบนระนาบไม่ได้ | โหนดเท่านั้น |
| ให้คอมพิวเตอร์แก้วงจรใดก็ได้ | MNA |
MNA: วิธีที่โปรแกรมจำลองวงจรใช้
วิธีโหนดแบบเดิมจัดการแหล่งจ่ายแรงดันได้ไม่สะดวก Modified Nodal Analysis (Ho, Ruehli และ Brennan, 1975) แก้ปัญหานี้โดยเพิ่มกระแสที่ไหลผ่านแหล่งจ่ายแรงดันเป็นตัวไม่ทราบค่าด้วย
N3 Modified Nodal Analysis ระบบสมการแบบบล็อกที่ SPICE ใช้
มาจากตัวต้านทาน และ บอกว่าแหล่งจ่ายแรงดันต่อกับโหนดใด มาจากแหล่งจ่ายไม่อิสระบางชนิด คือกระแสในกิ่งแหล่งจ่ายแรงดัน และ คือค่าแรงดันของแหล่งจ่าย การ "วาง" องค์ประกอบแต่ละตัวลงในเมทริกซ์ (stamping) ทำทีละตัวโดยไม่ต้องคิดรูปวงจรรวม จึงเหมาะกับคอมพิวเตอร์
6. ทฤษฎีบทวงจร กลาง
ทฤษฎีบทเหล่านี้ไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ที่วิธีโหนดหาไม่ได้ แต่ทำให้คิดได้สั้นลงมาก และเปลี่ยนวิธีมองวงจรจากระบบสมการชุดใหญ่เป็นกล่องที่มีสองขั้ว
การซ้อนทับ (Superposition)
ในวงจรเชิงเส้น ผลตอบสนองรวมเท่ากับผลรวมของผลตอบสนองจากแหล่งจ่ายอิสระทีละตัว โดยดับตัวอื่น: แหล่งจ่ายแรงดันแทนด้วยลัดวงจร แหล่งจ่ายกระแสแทนด้วยเปิดวงจร ใช้กับแรงดันและกระแสได้ แต่ใช้กับกำลังไม่ได้ เพราะ ไม่เป็นเชิงเส้น
T1 Source transformation การแปลงแหล่งจ่าย
ทฤษฎีบทเทวินินและนอร์ตัน
เครือข่ายเชิงเส้นสองขั้วใด ๆ แทนได้ด้วยแหล่งจ่ายแรงดัน อนุกรมกับ หรือแหล่งจ่ายกระแส ขนานกับ
T2 Thévenin / Norton equivalent วงจรสมมูลเทวินินและนอร์ตัน
หา ได้สามวิธี (1) ถ้าไม่มีแหล่งจ่ายไม่อิสระ ดับแหล่งจ่ายอิสระทั้งหมดแล้วหาความต้านทานรวมที่มองเข้าไป (2) วัด และ (3) วิธีแหล่งทดสอบ ป้อน แล้วหา ได้ วิธีนี้จำเป็นเมื่อมีแหล่งจ่ายไม่อิสระ ซึ่งอาจทำให้ เป็นศูนย์หรือติดลบได้
หาวงจรสมมูลเทวินินที่ขั้ว a–b แล้วหากำลังสูงสุด
: ขั้ว a–b เปิดอยู่ ไม่มีกระแสใน R3 จึงได้
: ลัดวงจร Vs แล้วมองเข้าที่ a–b
ต่อโหลด จะได้กำลังสูงสุด
การถ่ายโอนกำลังสูงสุด
T3 Maximum power transfer การถ่ายโอนกำลังสูงสุด
ที่จุดกำลังสูงสุด ประสิทธิภาพเป็นเพียง 50% ระบบส่งจ่ายกำลังจึงออกแบบให้ เพื่อประสิทธิภาพสูง ส่วนงานสัญญาณ เสาอากาศ และการดึงกำลังจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ด้วย MPPT (ดูบทโซลาร์เซลล์) ต้องการดึงกำลังให้ได้มากที่สุด
ทฤษฎีบทอื่นที่ควรรู้
T4 Millman's theorem กิ่งขนานหลายกิ่ง แต่ละกิ่งมี Vk อนุกรม Rk
T5 Tellegen's theorem ใช้ได้กับแรงดันใดที่สอดคล้อง KVL และกระแสใดที่สอดคล้อง KCL บนกราฟเดียวกัน
ทฤษฎีบทส่วนกลับ (Reciprocity): ในเครือข่ายตัวต้านทานล้วน สลับตำแหน่งแหล่งจ่ายแรงดันกับแอมมิเตอร์แล้วค่าที่อ่านได้เท่าเดิม แต่ไม่จริงเมื่อมีแหล่งจ่ายไม่อิสระ
7. ทรานเซียนต์: เมื่อวงจร DC เปลี่ยนสถานะ กลาง
เมื่อสับสวิตช์ ตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำเปลี่ยนพลังงานที่สะสมไว้ทันทีไม่ได้ วงจรจึงค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่สภาวะคงตัวใหม่ตามฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล เนื้อหาเชิงลึกพร้อมแล็บอยู่ที่ระบบอันดับหนึ่งและระบบอันดับสอง
วงจรอันดับหนึ่ง (RC และ RL)
R1 First-order response ผลตอบสนองของวงจรอันดับหนึ่ง (ทุกตัวแปรใช้สูตรเดียว)
คือความต้านทานเทวินินที่ C หรือ L มองเห็น ค่าเริ่มต้นหาจากความต่อเนื่อง และ ค่าสุดท้ายหาจากวงจร DC (C เปิด L ลัด)
| เวลา | τ | 2τ | 3τ | 4τ | 5τ |
|---|---|---|---|---|---|
| เข้าใกล้ค่าสุดท้ายแล้ว | 63.2% | 86.5% | 95.0% | 98.2% | 99.3% |
วงจรอันดับสอง: RLC อนุกรม ขั้นสูง
R2 Series RLC parameters พารามิเตอร์ของ RLC อนุกรม
หน่วงเกิน (overdamped) · หน่วงวิกฤต · หน่วงต่ำ (underdamped) ซึ่งให้ผลตอบสนอง
R3 Underdamped step response ผลตอบสนองขั้นแบบหน่วงต่ำ
ถ้าวัดเวลาเป็น เวลานอร์มัลไลซ์ สมการจะเหลือ แปลว่า แค่ยืดหรือหดแกนเวลา ส่วนรูปร่างของผลตอบสนองขึ้นกับ เพียงตัวเดียว
คอมพิวเตอร์จำลองเวลาอย่างไร
แบ่งเวลาเป็นก้าวเล็ก ๆ ขนาด แล้วประมาณอนุพันธ์ด้วยกฎสี่เหลี่ยมคางหมู ตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำจะกลายเป็นแบบจำลองคู่ขนาน (companion model) คือความนำขนานกับแหล่งจ่ายกระแสที่รู้ค่าจากก้าวก่อนหน้า
R4 Trapezoidal companion models แบบจำลองคู่ขนานของ C และ L
8. เทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสตรงยุคใหม่ พื้นฐาน
อิเล็กทรอนิกส์กำลังสมัยใหม่แปลงแรงดัน DC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไฟฟ้ากระแสตรงจึงกลับมาอยู่ในระบบใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่สายส่งข้ามประเทศไปจนถึงศูนย์ข้อมูล AI (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2026) หลักการที่อยู่เบื้องหลังเกือบทุกเรื่องคือสมการเดียวจากหัวข้อ 1–2
H1 Conductor loss versus voltage ส่งกำลัง P ที่แรงดัน V ผ่านตัวนำความต้านทาน R
ตัวเลขเป็นตัวอย่างประกอบการคิด ไม่ใช่ข้อกำหนดของระบบจริงระบบใดระบบหนึ่ง ระบบจริงต้องคิดฉนวน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของตัวแปลงด้วย
สายส่งชางจี๋–กู่เฉวียน ประเทศจีน
ส่งกำลัง 12 GW ระยะทางราว 3,300 km เริ่มใช้งานปี 2019 เป็นสายส่งแรงดันสูงที่สุดในโลก
เชื่อมกับบทเรียน: DC ไม่มีกำลังรีแอกทีฟและไม่มีผลผิว (skin effect) จึงคุ้มกว่า AC เมื่อส่งไกลมากหรือส่งผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ อ่านต่อที่ระบบไฟฟ้ากำลัง
จ่ายไฟ DC ตรงถึงตู้เซิร์ฟเวอร์
NVIDIA พัฒนาร่วมกับ Google และ Microsoft ผ่าน Open Compute Project ตู้จ่ายไฟ 800 VDC สำหรับอาคารเดิมมีกำหนดครึ่งหลังของปี 2026 และศูนย์จ่ายไฟระดับแถวพร้อมบัสเวย์ 800 VDC รองรับได้ถึง 2 MW ต่อแถวในปี 2027
เชื่อมกับบทเรียน: ที่กำลังเท่ากัน 800 V ใช้กระแสราว 1/15 ของระบบ 54 V และลดจำนวนขั้นการแปลงไฟ
แบตเตอรี่แรงดันสูงขึ้น ระบบไฟรองก็สูงขึ้น
แพลตฟอร์ม 800 V (เช่น Porsche Taycan และ Hyundai E-GMP) ชาร์จด้วยกำลังเท่าเดิมโดยใช้กระแสครึ่งหนึ่งของ 400 V ส่วนระบบไฟรอง 48 V (เช่น Tesla Cybertruck) เริ่มแทน 12 V
เชื่อมกับบทเรียน: 48 V แทน 12 V กระแสเหลือ 1/4 และความสูญเสียในสายไฟเส้นเดิมเหลือ 1/16 อ่านต่อที่ชาร์จรถ EV ที่บ้าน
EPR: 48 V × 5 A ผ่านสาย USB-C
Extended Power Range เพิ่มแรงดันคงที่ 28, 36 และ 48 V ที่ 5 A สาย EPR ต้องมีเครื่องหมายระบุชัดเจน
เชื่อมกับบทเรียน: สายจำกัดกระแสไว้ที่ 5 A วิธีเดียวที่จะเพิ่มกำลัง คือเพิ่มแรงดัน
IEEE 802.3bt จ่ายไฟผ่านสาย LAN
จ่ายได้ถึง 90 W ที่พอร์ตสวิตช์ (อุปกรณ์ปลายทางได้รับราว 71 W) ที่แรงดันประมาณ 50–57 V DC
เชื่อมกับบทเรียน: ส่วนต่างราว 19 W คือ ในสายทองแดงยาวสูงสุด 100 m เป็นโจทย์แบ่งแรงดันในชีวิตจริง
แหล่งพลังงานใหม่เป็น DC อยู่แล้ว
แผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ทำงานด้วย DC ระบบต่อร่วมทาง DC (DC-coupled) ลดการแปลง DC→AC→DC ส่วนสวิตช์ SiC และ GaN ทำให้ตัวแปลงทำงานที่ความถี่สูงขึ้น
เชื่อมกับบทเรียน: ความถี่สวิตชิงสูงขึ้น ทำให้ L และ C ที่ต้องใช้มีค่าน้อยลงตาม E2 และ E3 อ่านต่อที่อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
โวลต์และโอห์มจากค่าคงตัวธรรมชาติ
ตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2019 ค่า และ ถูกกำหนดแน่นอน โวลต์สร้างจากปรากฏการณ์โจเซฟสัน โอห์มสร้างจากปรากฏการณ์ฮอลล์เชิงควอนตัม
เชื่อมกับบทเรียน: มัลติมิเตอร์ที่สอบเทียบแล้วสืบย้อนค่าได้ถึงค่าคงตัวพื้นฐานเหล่านี้ อ่านต่อที่เซ็นเซอร์และมาตรวิทยา
จากเบิร์กลีย์ต้นทศวรรษ 1970 ถึงทุกวันนี้
SPICE พัฒนาที่ UC Berkeley และใช้ MNA เป็นแกน โปรแกรมปัจจุบันอย่าง LTspice และ ngspice ยังทำงานบนหลักการเดียวกัน
เชื่อมกับบทเรียน: แล็บด้านล่างคือ SPICE ขนาดเล็กที่เปิดเมทริกซ์ N3 ให้ดูได้