พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. ลำดับและอนุกรม
  4. อนุกรมกำลัง

// บทที่ 26.5 · ลำดับและอนุกรม · Power Series

อนุกรมกำลัง (Power Series): รัศมีและช่วงการลู่เข้า อนุพันธ์-อินทิกรัลทีละพจน์ และการแทนฟังก์ชัน

อนุกรมกำลังคือ “พหุนามที่ยาวไม่สิ้นสุด” c0+c1(x−a)+c2(x−a)2+⋯c_0 + c_1(x-a) + c_2(x-a)^2 + \cdots ต่างจากอนุกรมตัวเลขตรงที่การลู่เข้าขึ้นกับ x คำตอบมีรูปแบบสวยงามเสมอ: ลู่เข้าในช่วงที่สมมาตรรอบ a รัศมี R และลู่ออกนอกช่วง ในช่วงนั้นอนุกรมประพฤติเหมือนพหุนาม หาอนุพันธ์และอินทิกรัลทีละพจน์ได้ ทำให้เป็นเครื่องมือหลักในการแทนฟังก์ชัน คำนวณเชิงตัวเลข และแก้สมการเชิงอนุพันธ์

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ∑cn(x−a)n\sum c_n(x-a)^n ลู่เข้าเมื่อ ∣x−a∣<R|x - a| < R ลู่ออกเมื่อ ∣x−a∣>R|x - a| > R (R อาจเป็น 0 หรือ ∞)
  • R=lim⁡∣cncn+1∣R = \lim\left|\dfrac{c_n}{c_{n+1}}\right| หรือ 1R=lim sup⁡∣cn∣n\dfrac1R = \limsup\sqrt[n]{|c_n|} · ปลายช่วงต้องทดสอบเอง
  • หาอนุพันธ์/อินทิกรัลทีละพจน์ได้ใน ∣x−a∣<R|x - a| < R โดย R ไม่เปลี่ยน
  • R = ระยะจาก a ถึงจุดเอกฐานที่ใกล้ที่สุดในระนาบเชิงซ้อน
ระดับพื้นฐาน แนวคิดกลาง แคลคูลัส 2ขั้นสูง คณิตศาสตร์วิศวกรรม

อนุกรมกำลังคืออะไร พื้นฐาน

ตัวอย่างแรกเราเห็นแล้วในหน้าอนุกรมเรขาคณิต: 1+x+x2+⋯=11−x1 + x + x^2 + \cdots = \dfrac{1}{1-x} เมื่อ ∣x∣<1|x| < 1 ด้านซ้ายคืออนุกรมกำลัง ด้านขวาคือฟังก์ชันที่มันแทน โดยแทนได้เฉพาะในช่วง (−1,1)(-1, 1) เท่านั้น ทั้งบทนี้คือการศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่นี้

P1 Power series centered at a อนุกรมกำลังรอบจุด a

∑n=0∞cn(x−a)n=c0+c1(x−a)+c2(x−a)2+⋯\sum_{n=0}^{\infty} c_n (x - a)^n = c_0 + c_1(x - a) + c_2(x - a)^2 + \cdots

aa = จุดศูนย์กลาง (center) · cnc_n = สัมประสิทธิ์ · ที่ x=ax = a ลู่เข้าเสมอ (เท่ากับ c0c_0)

a − Raa + Rลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ลู่ออกลู่ออก? ตรวจเอง? ตรวจเอง
ช่วงการลู่เข้ามีจุดศูนย์กลาง a รัศมี R: ข้างในลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ ข้างนอกลู่ออก ที่ปลายทั้งสองต้องตรวจเอง

รัศมีการลู่เข้า: สามกรณีเท่านั้น กลาง

P2 Radius of convergence theorem ทฤษฎีบทรัศมีการลู่เข้า

∃R∈[0,∞]:∣x−a∣<R⇒ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์,∣x−a∣>R⇒ลู่ออก\exists R \in [0, \infty]:\quad |x - a| < R \Rightarrow \text{ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์},\qquad |x - a| > R \Rightarrow \text{ลู่ออก}

R = 0: ลู่เข้าแค่ที่ x=ax = a · R = ∞: ลู่เข้าทุก x · ไม่มีกรณีที่ลู่เข้าเป็นช่วงไม่สมมาตร (ยกเว้นปลายช่วง)

P3 Ratio formula สูตรจากอัตราส่วน

R=lim⁡n→∞∣cncn+1∣(ถ้าลิมิตมี)R = \lim_{n\to\infty}\left|\frac{c_n}{c_{n+1}}\right| \quad(\text{ถ้าลิมิตมี})

ระวังลำดับ: cnc_n อยู่บน · ในทางปฏิบัติใช้ ratio test กับพจน์เต็ม ∣an+1/an∣|a_{n+1}/a_n| แล้วแก้อสมการ < 1 จะไม่สับสน

P4 Cauchy–Hadamard formula สูตรโคชี-อาดามาร์

1R=lim sup⁡n→∞∣cn∣n\frac1R = \limsup_{n\to\infty}\sqrt[n]{|c_n|}

ใช้ได้เสมอ แม้มีช่องว่าง (สัมประสิทธิ์เป็น 0 สลับ) ที่สูตรอัตราส่วนใช้ไม่ได้

P5 Interval of convergence ช่วงการลู่เข้า

(a−R, a+R) ∪ {ปลายที่ลู่เข้า}:( ), [ ), ( ], [ ](a - R,\ a + R) \ \cup\ \{\text{ปลายที่ลู่เข้า}\}:\quad (\,),\ [\,),\ (\,],\ [\,]

ที่ปลายช่วง ratio test ให้ 1 เสมอ ต้องใช้ p-series, ไลบ์นิซ, พจน์ที่ n หรือเปรียบเทียบ

ตัวอย่าง P-1 · ครบสูตร

หาช่วงการลู่เข้าของ ∑n=1∞(x−3)nn 2n\displaystyle\sum_{n=1}^{\infty}\frac{(x-3)^n}{n\,2^n}

  1. อัตราส่วน: ∣(x−3)n+1(n+1)2n+1⋅n 2n(x−3)n∣=∣x−3∣2⋅nn+1→∣x−3∣2\left|\dfrac{(x-3)^{n+1}}{(n+1)2^{n+1}}\cdot\dfrac{n\,2^n}{(x-3)^n}\right| = \dfrac{|x-3|}{2}\cdot\dfrac{n}{n+1} \to \dfrac{|x-3|}{2}

  2. ลู่เข้าเมื่อ ∣x−3∣2<1  ⟺  ∣x−3∣<2\dfrac{|x-3|}{2} < 1 \iff |x - 3| < 2 ⇒ R=2R = 2, ช่วงเปิด (1,5)(1, 5)

  3. ปลายซ้าย x=1x = 1: ∑(−2)nn2n=∑(−1)nn\sum\dfrac{(-2)^n}{n2^n} = \sum\dfrac{(-1)^n}{n} ลู่เข้า (ไลบ์นิซ) · ปลายขวา x=5x = 5: ∑2nn2n=∑1n\sum\dfrac{2^n}{n2^n} = \sum\dfrac1n ลู่ออก

R=2R = 2 · ช่วงการลู่เข้า [1,5)[1, 5) (ในแล็บพิมพ์ cₙ แล้วตั้ง a = 3)

ตัวอย่าง P-2 · R เป็นค่าพิเศษ และช่องว่าง

หาช่วงการลู่เข้าของ (ก) ∑n! xnnn\sum\dfrac{n!\,x^n}{n^n} (ข) ∑x2n4n\sum\dfrac{x^{2n}}{4^n} (ค) ∑(2x−1)nn2\sum\dfrac{(2x-1)^n}{n^2}

  1. (ก) ∣cn+1cn∣=(nn+1)n→1e\left|\dfrac{c_{n+1}}{c_n}\right| = \left(\dfrac{n}{n+1}\right)^n \to \dfrac1e ⇒ R=eR = e · ที่ x=±ex = \pm e: ∣an∣=n! ennn∼2πn→∞|a_n| = \dfrac{n!\,e^n}{n^n} \sim \sqrt{2\pi n} \to \infty ลู่ออกทั้งสองปลาย ⇒ (−e,e)(-e, e)

  2. (ข) มีแต่กำลังคู่ (ช่องว่าง) มองเป็นเรขาคณิตของ u=x2/4u = x^2/4: ลู่เข้า ⇔ x2/4<1  ⟺  ∣x∣<2x^2/4 < 1 \iff |x| < 2 · ที่ x=±2x = \pm2 ได้ ∑1\sum 1 ลู่ออก ⇒ (−2,2)(-2, 2)

  3. (ค) อัตราส่วน ∣2x−1∣⋅n2(n+1)2→∣2x−1∣<1  ⟺  0<x<1|2x - 1|\cdot\dfrac{n^2}{(n+1)^2} \to |2x-1| < 1 \iff 0 < x < 1 (R=12R = \tfrac12 รอบ a=12a = \tfrac12) · ปลาย: ∑(±1)nn2\sum\dfrac{(\pm1)^n}{n^2} ลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ทั้งคู่ ⇒ [0,1][0, 1]

(ก) (−e,e)(-e, e) · (ข) (−2,2)(-2, 2) · (ค) [0,1][0, 1] — ข้อ (ค) ระวัง: (2x−1)n=2n(x−12)n(2x-1)^n = 2^n(x - \tfrac12)^n จึงมีจุดศูนย์กลาง ½ ไม่ใช่ 1

แล็บรัศมีการลู่เข้า: เส้นจำนวนจริงและระนาบเชิงซ้อน พื้นฐาน

เลือกอนุกรมแล้วเลื่อนดีกรี N ของผลบวกย่อย: ในแถบเขียวเส้นส้มเกาะฟังก์ชันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ นอกแถบเส้นส้มแกว่งหนี วงกลมเขียวทึบ/แดงโปร่งบอกปลายช่วงที่ลู่เข้า/ลู่ออก ภาพระนาบเชิงซ้อนแสดงจุดเอกฐานที่กำหนดรัศมี หรือเลือก “พิมพ์ cₙ เอง”

ตรวจปลายช่วง: ที่ที่ข้อสอบเก็บคะแนน กลาง

นักศึกษาส่วนใหญ่หา R ได้ แต่เสียคะแนนที่ปลายช่วง ตารางนี้สรุปอนุกรมกำลังมาตรฐานที่มีรัศมี 1 แต่ปลายช่วงต่างกันทั้งหมด จำไว้ใช้เป็นตัวเทียบ

อนุกรมฟังก์ชันx = −1x = 1ช่วง
∑xn\sum x^n11−x\tfrac{1}{1-x}ลู่ออกลู่ออก(−1,1)(-1, 1)
∑xnn\sum \tfrac{x^n}{n}−ln⁡(1−x)-\ln(1-x)มีเงื่อนไขลู่ออก[−1,1)[-1, 1)
∑(−1)n+1xnn\sum \tfrac{(-1)^{n+1}x^n}{n}ln⁡(1+x)\ln(1+x)ลู่ออกมีเงื่อนไข(−1,1](-1, 1]
∑xnn2\sum \tfrac{x^n}{n^2}Li⁡2(x)\operatorname{Li}_2(x)สัมบูรณ์สัมบูรณ์[−1,1][-1, 1]
∑(−1)nx2n+12n+1\sum \tfrac{(-1)^n x^{2n+1}}{2n+1}arctan⁡x\arctan xมีเงื่อนไขมีเงื่อนไข[−1,1][-1, 1]
แนวข้อสอบโจทย์ “หาช่วงการลู่เข้า” ให้คะแนนสามส่วน: หา R (ใช้อัตราส่วนหรือราก) · ตรวจปลายซ้าย · ตรวจปลายขวา เขียนการทดสอบที่ใช้ที่ปลายแต่ละข้างให้ชัด ห้ามสรุปจาก ratio test ที่ปลายช่วงเพราะได้ 1 เสมอ

อนุพันธ์และอินทิกรัลทีละพจน์ กลาง

ภายในช่วงลู่เข้า อนุกรมกำลังเป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ทุกอันดับ และทำได้ทีละพจน์เหมือนพหุนาม นี่คือ “เครื่องจักรผลิตอนุกรม”: เริ่มจากอนุกรมเรขาคณิตตัวเดียว หาอนุพันธ์ อินทิกรัล หรือแทนตัวแปร จะได้อนุกรมของฟังก์ชันอื่นอีกมาก

P6 Term-by-term calculus อนุพันธ์และอินทิกรัลทีละพจน์

f(x)=∑n=0∞cn(x−a)n ⇒ f′(x)=∑n=1∞ncn(x−a)n−1,∫f dx=C+∑n=0∞cn(x−a)n+1n+1f(x) = \sum_{n=0}^{\infty} c_n(x-a)^n \ \Rightarrow\ f'(x) = \sum_{n=1}^{\infty} n c_n (x-a)^{n-1},\quad \int f\,dx = C + \sum_{n=0}^{\infty}\frac{c_n(x-a)^{n+1}}{n+1}

ทั้งสองมีรัศมี R เท่าเดิม · ปลายช่วงอาจได้หรือเสียการลู่เข้า ต้องตรวจใหม่

P7 Series built from the geometric series อนุกรมที่สร้างจากอนุกรมเรขาคณิต

11−x=∑xn,1(1−x)2=∑(n+1)xn,ln⁡(1+x)=∑n=1∞(−1)n+1xnn,arctan⁡x=∑n=0∞(−1)nx2n+12n+1\frac{1}{1-x} = \sum x^n,\quad \frac{1}{(1-x)^2} = \sum (n+1)x^n,\quad \ln(1+x) = \sum_{n=1}^{\infty}\frac{(-1)^{n+1}x^n}{n},\quad \arctan x = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{(-1)^n x^{2n+1}}{2n+1}

ทั้งหมดมี R=1R = 1 · ln⁡(1+x)=∫0xdt1+t\ln(1+x) = \int_0^x \tfrac{dt}{1+t} · arctan⁡x=∫0xdt1+t2\arctan x = \int_0^x\tfrac{dt}{1+t^2}

ตัวอย่าง P-3 · หาผลบวกด้วยอนุพันธ์-อินทิกรัล

หาผลบวก (ก) ∑n=1∞n2n\displaystyle\sum_{n=1}^{\infty}\frac{n}{2^n} (ข) ∑n=1∞1n 2n\displaystyle\sum_{n=1}^{\infty}\frac{1}{n\,2^n}

  1. (ก) จาก ∑xn=11−x\sum x^n = \dfrac{1}{1-x} หาอนุพันธ์: ∑nxn−1=1(1−x)2\sum nx^{n-1} = \dfrac{1}{(1-x)^2} คูณ x: ∑nxn=x(1−x)2\sum nx^n = \dfrac{x}{(1-x)^2} · ที่ x=12x = \tfrac12: 1/21/4=2\dfrac{1/2}{1/4} = 2

  2. (ข) อินทิกรัล ∑xn−1\sum x^{n-1} ตั้งแต่ 0 ถึง x: ∑xnn=−ln⁡(1−x)\sum\dfrac{x^n}{n} = -\ln(1-x) · ที่ x=12x = \tfrac12: −ln⁡12=ln⁡2-\ln\tfrac12 = \ln 2

(ก) 2 · (ข) ln⁡2≈0.6931\ln 2 \approx 0.6931 (ลู่เข้าเร็วกว่า 1−12+13−⋯1 - \tfrac12 + \tfrac13 - \cdots มาก)

แทนฟังก์ชันด้วยอนุกรมกำลัง: เทคนิคเรขาคณิต กลาง

P8 The geometric trick เทคนิคอนุกรมเรขาคณิต

1c−x=1c⋅11−x/c=∑n=0∞xncn+1,∣x∣<∣c∣;1c−x=1(c−a)−(x−a) สำหรับรอบ a\frac{1}{c - x} = \frac1c\cdot\frac{1}{1 - x/c} = \sum_{n=0}^{\infty}\frac{x^n}{c^{n+1}},\quad |x| < |c|;\qquad \frac{1}{c - x} = \frac{1}{(c - a) - (x - a)} \text{ สำหรับรอบ } a

ฟังก์ชันตรรกยะ: แยกเศษส่วนย่อยก่อน แล้วกระจายทีละตัว รัศมี = ระยะถึงโพลที่ใกล้ที่สุด

ตัวอย่าง P-4 · ฟังก์ชันตรรกยะ

เขียน f(x)=3(1−x)(1+2x)f(x) = \dfrac{3}{(1-x)(1+2x)} เป็นอนุกรมกำลังรอบ 0 และหารัศมีการลู่เข้า

  1. แยกเศษส่วนย่อย: 3(1−x)(1+2x)=11−x+21+2x\dfrac{3}{(1-x)(1+2x)} = \dfrac{1}{1-x} + \dfrac{2}{1+2x} (ตรวจที่ x = 1 และ x = −½)

  2. 11−x=∑xn\dfrac{1}{1-x} = \sum x^n (∣x∣<1|x| < 1) · 21+2x=2∑(−2x)n\dfrac{2}{1+2x} = 2\sum(-2x)^n (∣x∣<12|x| < \tfrac12)

  3. รวม: f(x)=∑n=0∞[1+2(−2)n]xn=3−3x+9x2−15x3+33x4−⋯f(x) = \sum_{n=0}^{\infty}\left[1 + 2(-2)^n\right]x^n = 3 - 3x + 9x^2 - 15x^3 + 33x^4 - \cdots

  4. ต้องลู่เข้าทั้งสองตัว ⇒ R=12R = \tfrac12 ตรงกับระยะจาก 0 ถึงโพล x=−12x = -\tfrac12

cn=1+2(−2)n, R=12c_n = 1 + 2(-2)^n,\ R = \tfrac12

รัศมีการลู่เข้ามาจากระนาบเชิงซ้อน ขั้นสูง

ทำไมอนุกรมของ 11+x2\dfrac{1}{1+x^2} จึงลู่เข้าแค่ ∣x∣<1|x| < 1 ทั้งที่กราฟบนแกนจริงเรียบทุกจุด คำตอบอยู่นอกแกนจริง: อนุกรมกำลังลู่เข้าเป็น “ดิสก์” ในระนาบเชิงซ้อน และดิสก์ขยายได้จนชนจุดเอกฐานแรก ส่วนที่เห็นบนแกนจริงคือรอยตัดของดิสก์ ความเข้าใจนี้นำไปสู่อนุกรมโลรองต์ และฟังก์ชันวิเคราะห์

i−i−11R = 1ReImเส้นเขียว: ช่วง (−1, 1) บนแกนจริง
ดิสก์การลู่เข้ารอบ 0 ของ 1/(1+z2)1/(1+z^2) ขยายได้จนชนโพล ±i\pm i จึงมี R = 1 รอยตัดบนแกนจริงคือช่วง (−1, 1)

P9 Radius = distance to the nearest singularity รัศมีคือระยะถึงจุดเอกฐานที่ใกล้ที่สุด

f วิเคราะห์ใน ∣z−a∣<ρ และมีจุดเอกฐานบน ∣z−a∣=ρ ⇒ R=ρf \text{ วิเคราะห์ใน } |z - a| < \rho \text{ และมีจุดเอกฐานบน } |z - a| = \rho \ \Rightarrow\ R = \rho

1x2−4x+13\dfrac{1}{x^2 - 4x + 13}: โพล 2±3i2 \pm 3i · รอบ 0 ได้ R=13≈3.61R = \sqrt{13} \approx 3.61 · รอบ 2 ได้ R=3R = 3 — ไม่ต้องคำนวณสัมประสิทธิ์เลย

P10 Uniqueness ความเป็นหนึ่งเดียว

∑cn(x−a)n=∑dn(x−a)n ใกล้ a⇒cn=dn=f(n)(a)n!\sum c_n (x-a)^n = \sum d_n (x-a)^n \text{ ใกล้ } a \Rightarrow c_n = d_n = \frac{f^{(n)}(a)}{n!}

ได้อนุกรมด้วยวิธีใดก็ตาม (แทนค่า แยกเศษส่วน คูณ) ผลคืออนุกรมเทย์เลอร์ตัวเดียวกันเสมอ

P11 Abel's theorem ทฤษฎีบทของอาเบล

∑cnRn ลู่เข้า⇒lim⁡x→R−∑cnxn=∑cnRn\sum c_n R^n \text{ ลู่เข้า} \Rightarrow \lim_{x\to R^-}\sum c_n x^n = \sum c_n R^n

ใช้หาผลบวกที่ปลายช่วง: arctan⁡1=π4=1−13+15−⋯\arctan 1 = \tfrac{\pi}{4} = 1 - \tfrac13 + \tfrac15 - \cdots และ ln⁡2=1−12+13−⋯\ln 2 = 1 - \tfrac12 + \tfrac13 - \cdots

P12 Uniform convergence ลู่เข้าอย่างสม่ำเสมอ

∣x−a∣≤r<R:∣cn(x−a)n∣≤∣cn∣rn=:Mn, ∑Mn<∞|x - a| \le r < R:\quad |c_n(x-a)^n| \le |c_n| r^n =: M_n,\ \sum M_n < \infty

Weierstrass M-test ⇒ ลู่เข้าสม่ำเสมอบนช่วงปิดข้างใน จึงสลับลิมิต อนุพันธ์ และอินทิกรัลกับผลบวกได้

แก้สมการเชิงอนุพันธ์ด้วยอนุกรมกำลัง ขั้นสูง

สมการเชิงอนุพันธ์จำนวนมากในฟิสิกส์และวิศวกรรมไม่มีคำตอบเป็นฟังก์ชันพื้นฐาน วิธีอนุกรมกำลังเปลี่ยนสมการเชิงอนุพันธ์เป็นความสัมพันธ์เวียนเกิดของสัมประสิทธิ์ ซึ่งคอมพิวเตอร์คำนวณได้ทันที (เทียบกับการแปลงลาปลาซที่เหมาะกับสัมประสิทธิ์คงที่)

P13 Power series method วิธีอนุกรมกำลัง

y=∑cnxn, y′=∑(n+1)cn+1xn, y′′=∑(n+2)(n+1)cn+2xn ⇒ เทียบสัมประสิทธิ์ของ xny = \sum c_n x^n,\ y' = \sum (n+1)c_{n+1}x^n,\ y'' = \sum (n+2)(n+1)c_{n+2}x^n \ \Rightarrow \text{ เทียบสัมประสิทธิ์ของ } x^n

จุดสามัญ (ordinary point) ให้คำตอบอนุกรมกำลังเสมอ · จุดเอกฐานปกติใช้วิธีโฟรเบเนียส y=xr∑cnxny = x^r\sum c_n x^n

P14 Bessel function J₀ ฟังก์ชันเบสเซล

x2y′′+xy′+x2y=0:J0(x)=∑k=0∞(−1)k(k!)2(x2)2k, R=∞x^2y'' + xy' + x^2y = 0:\quad J_0(x) = \sum_{k=0}^{\infty}\frac{(-1)^k}{(k!)^2}\left(\frac{x}{2}\right)^{2k},\ R = \infty

ใช้กับการสั่นของแผ่นกลม การนำความร้อนในทรงกระบอก และแอมพลิจูดของไซด์แบนด์ในสัญญาณ FM

ตัวอย่าง P-5 · y″ + y = 0

แก้ y′′+y=0y'' + y = 0 ด้วยอนุกรมกำลังรอบ 0

  1. แทน y=∑cnxny = \sum c_n x^n: ∑[(n+2)(n+1)cn+2+cn]xn=0\sum\left[(n+2)(n+1)c_{n+2} + c_n\right]x^n = 0 ⇒ cn+2=−cn(n+2)(n+1)c_{n+2} = -\dfrac{c_n}{(n+2)(n+1)}

  2. เริ่มจาก c0c_0: c2=−c02!, c4=c04!,…c_2 = -\tfrac{c_0}{2!},\ c_4 = \tfrac{c_0}{4!}, \dots · เริ่มจาก c1c_1: c3=−c13!, c5=c15!,…c_3 = -\tfrac{c_1}{3!},\ c_5 = \tfrac{c_1}{5!}, \dots

  3. y=c0(1−x22!+x44!−⋯ )+c1(x−x33!+x55!−⋯ )=c0cos⁡x+c1sin⁡xy = c_0\left(1 - \tfrac{x^2}{2!} + \tfrac{x^4}{4!} - \cdots\right) + c_1\left(x - \tfrac{x^3}{3!} + \tfrac{x^5}{5!} - \cdots\right) = c_0\cos x + c_1\sin x

y=c0cos⁡x+c1sin⁡xy = c_0\cos x + c_1\sin x — นิยามของ sin และ cos ผ่านอนุกรมคือคำตอบของสมการการสั่นอย่างง่าย (วงจร LC, สปริง-มวล)

ตัวอย่าง P-6 · สมการไม่เชิงเส้น

หา 3 พจน์แรกของคำตอบ y′=1+y2, y(0)=0y' = 1 + y^2,\ y(0) = 0

  1. y(0)=0y(0) = 0 ⇒ c0=0c_0 = 0 · y′(0)=1+0=1y'(0) = 1 + 0 = 1 ⇒ c1=1c_1 = 1

  2. หาอนุพันธ์ต่อ: y′′=2yy′y'' = 2yy' ⇒ y′′(0)=0y''(0) = 0 · y′′′=2(y′)2+2yy′′y''' = 2(y')^2 + 2yy'' ⇒ y′′′(0)=2y'''(0) = 2 ⇒ c3=23!=13c_3 = \tfrac{2}{3!} = \tfrac13

  3. ต่อไปจะได้ c5=215c_5 = \tfrac{2}{15} ตรงกับอนุกรมของ tan⁡x\tan x ซึ่งคือคำตอบแม่นตรง

y=x+x33+2x515+⋯=tan⁡xy = x + \tfrac{x^3}{3} + \tfrac{2x^5}{15} + \cdots = \tan x · R = π/2 (จุดเอกฐานที่ x = ±π/2 ทำให้คำตอบระเบิด)

ต่อไป: สัมประสิทธิ์มาจากไหน

ทฤษฎีบทความเป็นหนึ่งเดียว (P10) บอกว่าสัมประสิทธิ์ต้องเป็น cn=f(n)(a)/n!c_n = f^{(n)}(a)/n! เสมอ นั่นคืออนุกรมเทย์เลอร์ หน้าถัดไปจะสร้างอนุกรมของทุกฟังก์ชันพื้นฐาน พร้อมเศษเหลือที่บอกความแม่นยำ · อ่านบทความ รัศมีการลู่เข้าหาอย่างไร (English) · ทบทวนอนุกรมสลับสำหรับปลายช่วง

คำถามที่พบบ่อย

รัศมีการลู่เข้าของอนุกรมกำลังหาอย่างไร?

ใช้การทดสอบอัตราส่วนกับค่าสัมบูรณ์ของพจน์: lim⁡∣cn+1(x−a)n+1cn(x−a)n∣=∣x−a∣ L<1\lim\left|\dfrac{c_{n+1}(x-a)^{n+1}}{c_n(x-a)^n}\right| = |x-a|\,L < 1 ได้ ∣x−a∣<1/L|x - a| < 1/L ดังนั้น R=1/L=lim⁡∣cn/cn+1∣R = 1/L = \lim|c_n/c_{n+1}| หรือใช้ราก 1/R=lim sup⁡∣cn∣n1/R = \limsup\sqrt[n]{|c_n|} (โคชี-อาดามาร์) ถ้า L = 0 ได้ R = ∞ ถ้า L = ∞ ได้ R = 0

ทำไมต้องตรวจปลายช่วงแยก?

ที่ ∣x−a∣=R|x - a| = R การทดสอบอัตราส่วนได้ค่า 1 ซึ่งสรุปไม่ได้ ต้องแทนค่า x ที่ปลายทั้งสองแล้วทดสอบอนุกรมตัวเลขที่ได้ด้วยวิธีอื่น ปลายแต่ละข้างอาจลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ มีเงื่อนไข หรือลู่ออกก็ได้ เช่น ∑xn/n\sum x^n/n ลู่เข้าที่ x = −1 แต่ลู่ออกที่ x = 1

หาอนุพันธ์หรืออินทิกรัลอนุกรมกำลังทีละพจน์ได้ไหม?

ได้ ภายในช่วง ∣x−a∣<R|x - a| < R และรัศมีการลู่เข้าไม่เปลี่ยน แต่พฤติกรรมที่ปลายช่วงอาจเปลี่ยน เช่น ∑xn/n2\sum x^n/n^2 ลู่เข้าที่ทั้งสองปลาย แต่อนุพันธ์ ∑xn−1/n\sum x^{n-1}/n ลู่ออกที่ x = 1 เทคนิคนี้ใช้หาอนุกรมของ ln(1+x) และ arctan x จากอนุกรมเรขาคณิต

ทำไม 1/(1+x²) ที่เรียบทุกจุดบนเส้นจำนวนจริงจึงมีรัศมีการลู่เข้าเพียง 1?

เพราะรัศมีการลู่เข้ารอบจุด a เท่ากับระยะจาก a ไปยังจุดเอกฐานที่ใกล้ที่สุดในระนาบเชิงซ้อน ฟังก์ชัน 1/(1+z2)1/(1+z^2) มีโพลที่ z=±iz = \pm i ห่างจาก 0 หนึ่งหน่วย จึงได้ R = 1 แม้บนแกนจริงจะไม่มีปัญหาใด ๆ

อนุกรมกำลังใช้แก้สมการเชิงอนุพันธ์อย่างไร?

สมมติ y=∑cnxny = \sum c_n x^n แทนลงในสมการ เทียบสัมประสิทธิ์ของ xnx^n ทั้งสองข้าง จะได้ความสัมพันธ์เวียนเกิดของ cnc_n เช่น y′′+y=0y'' + y = 0 ให้ cn+2=−cn/((n+2)(n+1))c_{n+2} = -c_n/((n+2)(n+1)) ซึ่งคืออนุกรมของ cos x และ sin x วิธีนี้ให้ฟังก์ชันพิเศษอย่างเบสเซล (Bessel) ที่ใช้ในการสั่นของแผ่นกลมและสเปกตรัม FM

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์