- หน้าแรก
- คลังความรู้
- ระบบไฟฟ้ากำลังและระบบป้องกัน
- กระแสลัดวงจร
// บทที่ 18.5 · ระบบไฟฟ้ากำลังและระบบป้องกัน · Short-Circuit Calculation
คำนวณกระแสลัดวงจร: ลัดวงจรสามเฟสด้วย %Z และวิธี MVA, X/R ค่ายอด และพิกัดตัดกระแสของเบรกเกอร์
กระแสลัดวงจรเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในงานไฟฟ้า ใช้เลือกพิกัดตัดกระแส (kA) ของเบรกเกอร์ทุกตัว ขนาดบัสบาร์ ขนาดสายให้ทนความร้อนช่วงสั้น และตั้งค่ารีเลย์ หน้านี้ใช้วิธีที่วิศวกรใช้จริง: รวมอิมพีแดนซ์ตั้งแต่ต้นทางถึงจุดเกิดเหตุ แล้วหารแรงดันด้วยอิมพีแดนซ์
- โดย = ต้นทาง + หม้อแปลง + สาย (อ้างอิงแรงดันเดียวกัน)
- หม้อแปลงอย่างเดียว: → 1,000 kVA 6 % ≈ 24 kA
- ค่ายอดแรก ,
- เบรกเกอร์ต้องมี Icu (และควร Ics) ≥ กระแสลัดวงจรสูงสุด ณ จุดติดตั้ง
วิธีอิมพีแดนซ์ (%Z / โอห์ม) ตาม IEC 60909 กลาง
หลักการ: ที่จุดลัดวงจรวางแหล่งจ่ายเทียบเท่า แล้วหารด้วยอิมพีแดนซ์ลำดับบวกรวมจากทุกแหล่งถึงจุดนั้น ทุกค่าต้องอ้างอิงที่แรงดันเดียวกัน (ปกติคือแรงดันที่จุดเกิดเหตุ) ตัวคูณ ชดเชยแรงดันจริงที่อาจสูงกว่าพิกัด ( สำหรับแรงต่ำ, 1.10 สำหรับแรงสูง)
F1 Initial symmetrical short-circuit current กระแสลัดวงจรสามเฟสเริ่มต้น
F2 Network (source) impedance อิมพีแดนซ์ต้นทางจากกำลังลัดวงจร
F3 Transformer impedance อิมพีแดนซ์หม้อแปลง
F4 Cable impedance อิมพีแดนซ์สายเคเบิล
ระบบ 22 kV (500 MVA) → หม้อแปลง 1,000 kVA 6 % → MDB 400 V → สาย 2 × 240 mm² ยาว 30 m
F2 (อ้างอิง 400 V): (X/R = 10)
F3: X/R = 6 →
ที่ MDB: → → F1: kA
F4 สาย: · → ปลายสาย → 21.4 kA
สาย 30 m ลดกระแสได้เพียง 12 % — ตู้ย่อยที่อยู่ใกล้ MDB ยังต้องใช้เบรกเกอร์พิกัดสูง
วิธี MVA: คิดในใจได้ พื้นฐาน
F7 MVA method วิธี MVA (ต่ออนุกรมรวมแบบส่วนกลับ ขนานรวมแบบบวก)
ตรวจตัวอย่าง F-1 ด้วยวิธี MVA
หม้อแปลง: MVA · ต้นทาง 500 MVA
อนุกรม: MVA → kA
ต่างจาก F-1 (24.4 kA) ราว 5 % เพราะวิธี MVA ไม่คิดตัวคูณ c และรวมขนาดโดยไม่สนมุม — ใช้ตรวจคำตอบเร็ว ๆ ได้ดี
มอเตอร์ 200 kW ในโรงงานช่วยป้อนกระแสช่วงแรก ≈ 5–6 เท่าของพิกัดของมันเอง ( MVA ขนานเข้าไป) — IEC 60909 ให้รวมด้วย
X/R, DC offset และค่ายอด กลาง
F9 Asymmetrical fault current กระแสลัดวงจรไม่สมมาตร
F5 Peak factor κ ตัวคูณค่ายอด (IEC 60909)
F6 Peak short-circuit current ค่ายอดกระแสลัดวงจร
เทอม DC มาจากความจริงที่ว่ากระแสในตัวเหนี่ยวนำเปลี่ยนทันทีไม่ได้ (เหมือน ระบบอันดับหนึ่ง) ถ้าลัดวงจรเกิดขณะ เทอม DC ใหญ่สุด X/R ยิ่งสูง τ ยิ่งยาว ยอดแรกยิ่งใกล้
ค่ายอดที่ MDB (X/R = 6.08)
F5:
F6: kA — ค่ายอดนี้กำหนดความแข็งแรงทางกลของบัสบาร์และพิกัด making capacity (Icm) ของเบรกเกอร์
τ = ms — เทอม DC หายไปเกือบหมดภายในราว 3τ ≈ 60 ms
เครื่องคำนวณกระแสลัดวงจร
นำไปใช้: เลือกพิกัดเบรกเกอร์และตรวจสาย กลาง
F8 Breaker duty check เงื่อนไขพิกัดเบรกเกอร์
- ค่าสูงสุด (c = 1.05, สายเย็น 20 °C, มอเตอร์ทุกตัวทำงาน) ใช้เลือกพิกัดตัดกระแสและความแข็งแรง
- ค่าต่ำสุด (c = 0.95, สายร้อน, ลัดลงดินที่ปลายสาย) ใช้ตรวจว่าอุปกรณ์ป้องกัน ตัดทัน — เชื่อมกับ การตัดวงจรอัตโนมัติ
- เงื่อนไขความร้อนของสาย (k ≈ 115 สำหรับทองแดง PVC) — ตรวจว่าสายไม่เสียหายก่อนอุปกรณ์ตัด
- การป้องกันแบบ cascading/back-up: เบรกเกอร์ต้นทางช่วยจำกัดกระแสให้เบรกเกอร์ปลายทางที่พิกัดต่ำกว่าได้ เฉพาะคู่ที่ผู้ผลิตรับรอง
คำถามที่พบบ่อย
กระแสลัดวงจรของหม้อแปลงคำนวณเร็ว ๆ อย่างไร?
ถ้าต้นทางแข็งแรงมาก กระแสลัดวงจรสามเฟสที่ขั้วแรงต่ำประมาณเท่ากับกระแสพิกัดหารด้วย Z ในหน่วย pu เช่น หม้อแปลง 1,000 kVA 400 V มีกระแสพิกัด 1,443 A ถ้า %Z = 6 % กระแสลัดวงจรประมาณ 1,443/0.06 = 24 kA ค่าจริงต่ำกว่านี้เล็กน้อยเพราะต้นทางมีอิมพีแดนซ์ และสูงขึ้นถ้ามีมอเตอร์ช่วยป้อนกระแส
Icu กับ Ics ของเบรกเกอร์ต่างกันอย่างไร?
Icu (ultimate breaking capacity) คือกระแสลัดวงจรสูงสุดที่เบรกเกอร์ตัดได้โดยไม่ระเบิด แต่อาจใช้ต่อไม่ได้ Ics (service breaking capacity) คือกระแสที่ตัดได้แล้วยังใช้งานต่อได้ตามปกติ เป็นเปอร์เซ็นต์ของ Icu เช่น 50 75 หรือ 100 % จุดที่สำคัญควรเลือกให้ Ics ไม่น้อยกว่ากระแสลัดวงจรที่คำนวณได้
ทำไมกระแสลัดวงจรช่วงแรกสูงกว่าค่าสมมาตร?
เพราะวงจรมีตัวเหนี่ยวนำ กระแสเปลี่ยนทันทีไม่ได้ ถ้าลัดวงจรเกิดขณะแรงดันผ่านศูนย์ กระแสจะมีส่วน DC ซ้อนอยู่และลดลงแบบเอกซ์โพเนนเชียลด้วยค่าคงที่เวลา L/R ยอดแรกจึงสูงได้เกือบสองเท่าของค่ายอดสมมาตรเมื่อ X/R สูง เบรกเกอร์ต้องทนแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจากค่ายอดนี้