- หน้าแรก
- คลังความรู้
- ระบบควบคุม
- ผลตอบสนองความถี่
// บทที่ 13.11 · ระบบควบคุม · Frequency Response
ผลตอบสนองความถี่: G(jω) ขนาด เฟส และแบนด์วิดท์
ต่อฟังก์ชันเจเนอเรเตอร์ป้อนไซน์เข้าวงจร แล้ววัดเอาต์พุตด้วยสโคป จะเห็นไซน์ความถี่เดิม แต่ขนาดและเฟสเปลี่ยน กวาดความถี่ตั้งแต่ต่ำถึงสูง ก็ได้ “ลายนิ้วมือ” ของระบบครบถ้วน นี่คือผลตอบสนองความถี่ ซึ่งเป็นฐานของโบด ไนควิสต์ และการออกแบบตัวชดเชยทั้งหมดในส่วนที่ 5–6 สูตรใช้รหัส Q
สรุปใน 30 วินาที
- อินพุต Asinωt → เอาต์พุตอยู่ตัว A∣G(jω)∣sin(ωt+∠G(jω))
- หา G(jω): แทน s=jω แล้วหาขนาดและมุมของจำนวนเชิงซ้อน
- วงปิดอันดับสอง: Mr=2ζ1−ζ21, แบนด์วิดท์ ≈ωn (×1.27 ที่ ζ = 0.5)
- แบนด์วิดท์กว้าง = เร็ว · ยอดเรโซแนนซ์สูง = แกว่งมาก
ป้อนไซน์ ได้ไซน์ พื้นฐาน
Q1 Sinusoidal steady state ผลตอบสนองต่อไซน์ในสถานะอยู่ตัว
u(t)=Asinωt ⇒ yss(t)=A∣G(jω)∣sin(ωt+∠G(jω))
ใช้ได้เมื่อ G เสถียร (พจน์ชั่วครู่หายไปแล้ว) · ∣G(jω)∣ = อัตราขยาย · ∠G(jω) = เฟส (ลบ = ล้าหลัง) · คือแนวคิดเฟสเซอร์ในวงจร AC นั่นเอง
ตัวอย่าง Q-1 · วงจร RC กับสโคปวงจร RC R=1 kΩ, C=1 μF ป้อน 2sin(2π⋅1000t) V จะเห็นเอาต์พุตบนสโคปเป็นอย่างไร
G(s)=RCs+11=0.001s+11 ความถี่มุม 1000 rad/s (159 Hz)
ω=6283 rad/s: G(jω)=1+j6.2831 Q1
∣G∣=1+6.28321=0.157 (−16.1 dB),∠G=−tan−16.283=−81∘
เอาต์พุต 0.314sin(ωt−81∘) V: แอมพลิจูด 0.31 V ล้าหลังเกือบ 90° (เลื่อนไปทางขวา 0.225 ms บนสโคป) · ลองวัดจริงในออสซิลโลสโคปจำลอง
สเปกในโดเมนความถี่ของวงปิด กลาง
Q2 Resonant peak ยอดเรโซแนนซ์ของวงปิดอันดับสอง
Mr=2ζ1−ζ21,ωr=ωn1−2ζ2(ζ<0.707)
Mr สูง ↔ overshoot มาก · ค่าที่นิยมในการออกแบบ 1.1<Mr<1.5 (0.8–3.5 dB)
Q3 Bandwidth แบนด์วิดท์วงปิด (−3 dB)
ωBW=ωn1−2ζ2+4ζ4−4ζ2+2,trωBW≈1.8 ถึง 2.2
ζ = 0.5 → 1.27ωn · ζ = 0.707 → ωn · ζ = 1 → 0.64ωn · ใช้ ωBW≈ωgc ถึง 2ωgc จากโบดวงเปิด (G5)
Q4 Closed loop from open loop อ่านวงปิดจากวงเปิด
∣L∣≫1: T≈1, S≈L1∣L∣≪1: T≈L, S≈1
ความถี่ต่ำที่ลูปเกนสูง วงปิดติดตามดี · ความถี่สูงที่ลูปเกนต่ำ วงปิดเท่ากับวงเปิด (ลดสัญญาณรบกวน) · ช่วงรอยต่อที่ ∣L∣≈1 คือจุดที่เสถียรภาพตัดสิน (มาร์จิน)
ตัวอย่าง Q-2 · ระบบ ζ = 0.5วงปิด T(s)=s2+4s+1616 หา Mr, ωr และแบนด์วิดท์
ωn=4, ζ=0.5 · Mr=2(0.5)(0.866)1=1.155 (1.25 dB) Q2
ωr=40.5=2.83 rad/s · ωBW=4×1.272=5.09 rad/s Q3
Mr=1.155 ที่ 2.83 rad/s · แบนด์วิดท์ 5.09 rad/s · ทำนายเวลาขึ้น ≈1.8/5.09=0.35 s ถึง 2.2/5.09=0.43 s (ค่าจริง 10–90% คือ 0.42 s)
ทำไมต้องมองในโดเมนความถี่
- วัดได้จริง: ไม่ต้องมีสมการ ใช้ FG + สโคป หรือ network analyzer กวาดความถี่ (ห้องแล็บพาวเวอร์ซัพพลายทำแบบนี้ทุกวัน)
- ต่ออนุกรม = บวกกราฟ: บนโบด เพิ่มตัวชดเชยแค่บวกเส้น
- ใช้กับคลื่นอะไรก็ได้ที่เป็นคาบ: แยกเป็นฮาร์มอนิกด้วยอนุกรมฟูเรียร์ แล้วคูณ H(jnω0) ทีละตัว (วิเคราะห์วงจรทีละฮาร์มอนิก)
- หน่วงเวลาไม่ใช่ปัญหา: e−jωT มีขนาด 1 เฟส −ωT
- เห็นสัญญาณรบกวนและเรโซแนนซ์: รู้ทันทีว่าความถี่ไหนถูกขยาย
- ความทนทาน: มาร์จินบอกว่าพลานต์เปลี่ยนได้แค่ไหน
แล็บ: ชี้ความถี่ อ่านขนาดและเฟส
ชี้เมาส์บนกราฟโบดเพื่ออ่าน ∣L(jω)∣ และ ∠L(jω) ที่ความถี่ใดก็ได้ ลองพิมพ์ 16/(s2+4s+16) แล้วหายอดเรโซแนนซ์
กำลังโหลดแล็บ (ต้องเปิด JavaScript)
ต่อยอดไปหน้าถัดไป
ข้อมูลความถี่ทั้งหมดวาดให้เร็วและออกแบบได้ด้วยโบดไดอะแกรม ไปฝึกวาดด้วยมือต่อเลย
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมป้อนไซน์เข้าระบบเชิงเส้นแล้วได้ไซน์ความถี่เดิม?
เพราะ e^{jωt} เป็นฟังก์ชันเฉพาะ (eigenfunction) ของระบบเชิงเส้นไม่แปรตามเวลา ผ่านอนุพันธ์และอินทิกรัลแล้วยังเป็นรูปเดิม ถูกคูณด้วยจำนวนเชิงซ้อน G(jω) เท่านั้น ขนาดจึงถูกคูณด้วย |G(jω)| และเฟสถูกเลื่อน ∠G(jω) ส่วนความถี่ไม่เปลี่ยน
แบนด์วิดท์ของระบบควบคุมบอกอะไร?
บอกช่วงความถี่ที่ระบบวงปิดติดตามค่าอ้างอิงได้ดี (ขนาดลดไม่เกิน 3 dB) แบนด์วิดท์กว้างหมายถึงตอบสนองเร็ว เวลาขึ้นประมาณ 1.8 ถึง 2.2 หารด้วยแบนด์วิดท์ แต่ก็รับสัญญาณรบกวนความถี่สูงเข้ามามากขึ้นด้วย
ทำไมวิศวกรชอบออกแบบในโดเมนความถี่?
เพราะวัดได้จากระบบจริงโดยไม่ต้องมีแบบจำลอง จัดการหน่วงเวลาได้ตรง ๆ เห็นผลของสัญญาณรบกวนและเรโซแนนซ์ชัด และการต่อบล็อกอนุกรมเป็นแค่การบวกกราฟโบด จึงเป็นภาษาหลักของงานออกแบบแอมป์ พาวเวอร์ซัพพลาย และเซอร์โว
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์