หน้าแรก คลังความรู้ เวกเตอร์ ประยุกต์ทางวิศวกรรม
Vectors: Forces, Fields & Phasors ดูครบทุกส่วน · 20 หน้า 1 · พื้นฐานเวกเตอร์ 2D / 3D 4 · ไฟฟ้า: สนามและเฟสเซอร์ 5 · ห้องแล็บและเครื่องมือ
// เวกเตอร์ · ส่วนที่ 3 · Engineering applications
การประยุกต์เวกเตอร์ทางวิศวกรรม — จากรูปโจทย์สู่คำตอบที่ตรวจได้
การจำสูตรอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ว่าเวกเตอร์เริ่มจากไหน ชี้ไปไหน ใช้หน่วยอะไร และสูตรสมมติอะไรไว้ หน้านี้เดินจากการรวมแรงในสองมิติไปสู่สายเคเบิลสามมิติ งาน โมเมนต์ สนามแม่เหล็ก และการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ ทุกตัวอย่างมีขั้นตอนแทนค่าจริงและจุดตรวจคำตอบ
สรุปใน 30 วินาที รวมแรงด้วยการบวกองค์ประกอบในระบบพิกัดเดียวกัน แรงดึงสายเคเบิล = ขนาดแรงดึง × เวกเตอร์หนึ่งหน่วยจากวัตถุไปปลายสาย Dot product ใช้กับงานและการฉาย ส่วน Cross product ใช้กับโมเมนต์ แม่เหล็ก และการหมุน คำตอบต้องมีหน่วย ทิศ จุดอ้างอิง และเงื่อนไขของแบบจำลอง สมดุลของวัตถุแข็งเกร็งต้องตรวจทั้งแรงและโมเมนต์
ค้นหาสูตรในหน้านี้ โหมดฝึกทำ: ซ่อนวิธีทำ
1. ตั้งแบบจำลองก่อนคำนวณ: รูปแรง แกน หน่วย และข้อสมมติ
เริ่มจากแยกวัตถุที่สนใจแล้ววาด Free-body diagram ใส่แรงภายนอกทุกตัว ระบุตำแหน่งที่แรงกระทำ เลือกแกน x , y , z x,y,z x , y , z แบบมือขวาและเขียนหน่วยไว้ พิกัดและแรงทั้งหมดต้องอ้างอิงกรอบเดียวกัน จากนั้นจึงเลือกการดำเนินการของเวกเตอร์
คำถามของโจทย์ การดำเนินการ สิ่งที่ต้องรู้เพิ่ม แรงรวมเท่าไร? บวกเวกเตอร์ ∑ F \sum\mathbf F ∑ F องค์ประกอบหรือขนาดและทิศของแรงทุกตัว แรงตามแนวรางเท่าไร? Dot กับเวกเตอร์หนึ่งหน่วย ทิศบวกของราง งานของแรงเท่าไร? Dot หรืออินทิกรัลเส้น แรงคงที่หรือเปลี่ยนตามเส้นทาง แรงทำให้หมุนรอบไหน? r × F \mathbf r\times\mathbf F r × F จุดหรือแกนอ้างอิงและจุดออกแรง แรงแม่เหล็กชี้ไปไหน? Cross และเครื่องหมายประจุ สนาม ทิศกระแสหรือความเร็ว และส่วนที่อยู่ในสนาม
ขอบเขตของตัวอย่าง: ตัวเลขต่อไปนี้เป็นโจทย์สาธิต ไม่ใช่การรับรองความปลอดภัยของโครงสร้างหรืออุปกรณ์จริง โดยถือว่าพิกัดและแรงเป็นค่าที่ทราบแน่นอน การออกแบบจริงต้องใช้ข้อมูลวัสดุ ภาระโหลด ข้อจำกัด และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
2. แรงลัพธ์ 2 มิติ: รวมองค์ประกอบก่อนหาขนาด
เมื่อแรงหลายตัวกระทำที่จุดเดียวกัน ให้บวกองค์ประกอบตามแกนเดียวกัน ห้ามบวกขนาดแรงตรง ๆ เว้นแต่ทุกแรงขนานทิศเดียวกัน มุมที่วัดทวนเข็มจากแกน + x +x + x ให้ F x = F cos θ F_x=F\cos\theta F x = F cos θ , F y = F sin θ F_y=F\sin\theta F y = F sin θ แต่ถ้าโจทย์วัดจากแกนอื่นต้องอ่านรูปก่อน ไม่ใช้สูตรนี้โดยอัตโนมัติ
E1 Force resultant รวมแรงและอ่านมุมให้ถูกควอดแรนต์
R = ∑ i F i , R x = ∑ i F i x , R y = ∑ i F i y , ∥ R ∥ = R x 2 + R y 2 , θ R = atan2 ( R y , R x ) \mathbf R=\sum_i\mathbf F_i,\quad R_x=\sum_iF_{ix},\quad R_y=\sum_iF_{iy},\quad\|\mathbf R\|=\sqrt{R_x^2+R_y^2},\quad\theta_R=\operatorname{atan2}(R_y,R_x) R = i ∑ F i , R x = i ∑ F i x , R y = i ∑ F i y , ∥ R ∥ = R x 2 + R y 2 , θ R = atan2 ( R y , R x )
atan2 \operatorname{atan2} atan2 ใช้เครื่องหมายของสององค์ประกอบเพื่อเลือกควอดแรนต์ ต่างจาก tan − 1 ( R y / R x ) \tan^{-1}(R_y/R_x) tan − 1 ( R y / R x ) ที่ต้องแก้มุมเอง หาก R = 0 \mathbf R=\mathbf0 R = 0 ไม่มีทิศของแรงลัพธ์ที่กำหนดได้
แรงสองตัวและแรงลัพธ์บนพิกัด xy แรง F1 ชี้ขึ้นขวาทำมุม 30 องศา แรง F2 ชี้ขึ้นซ้าย แรงลัพธ์เป็นเส้นทแยงของสี่เหลี่ยมด้านขนาน ชี้ขึ้นขวาด้วยมุมที่มากกว่าแรง F1 +x +y F₁ = 500 N F₂ = (−100, 200) N R 30° R = (333.01, 450) N ภาพวาดใช้สเกลองค์ประกอบเดียวกัน แรงลัพธ์เป็นเส้นทแยง ไม่ใช่ผลบวกของความยาวลูกศร
ตัวอย่าง E-1 · แรงจากอุปกรณ์สองตัว แรง F 1 \mathbf F_1 F 1 ขนาด 500 N 500\,\mathrm N 500 N ทำมุม 30 ∘ 30^\circ 3 0 ∘ จาก + x +x + x และ F 2 = ( − 100 , 200 ) N \mathbf F_2=(-100,200)\,\mathrm N F 2 = ( − 100 , 200 ) N กระทำที่จุดเดียวกัน แตกแรงแรก: F 1 = ( 500 cos 30 ∘ , 500 sin 30 ∘ ) = ( 433.0127 , 250 ) N \mathbf F_1=(500\cos30^\circ,500\sin30^\circ)=(433.0127,250)\,\mathrm N F 1 = ( 500 cos 3 0 ∘ , 500 sin 3 0 ∘ ) = ( 433.0127 , 250 ) N
รวมองค์ประกอบ: R = ( 433.0127 − 100 , 250 + 200 ) = ( 333.0127 , 450 ) N \mathbf R=(433.0127-100,250+200)=(333.0127,450)\,\mathrm N R = ( 433.0127 − 100 , 250 + 200 ) = ( 333.0127 , 450 ) N
หาขนาด ∥ R ∥ = 333.0127 2 + 450 2 ≈ 559.819 N \|\mathbf R\|=\sqrt{333.0127^2+450^2}\approx559.819\,\mathrm N ∥ R ∥ = 333.012 7 2 + 45 0 2 ≈ 559.819 N
มุม θ R = atan2 ( 450 , 333.0127 ) ≈ 53.50 ∘ \theta_R=\operatorname{atan2}(450,333.0127)\approx53.50^\circ θ R = atan2 ( 450 , 333.0127 ) ≈ 53.5 0 ∘ อยู่ควอดแรนต์ที่ 1 เพราะทั้งสององค์ประกอบบวก
แรงลัพธ์ประมาณ 559.82 N 559.82\,\mathrm N 559.82 N ทำมุม 53.50 ∘ 53.50^\circ 53.5 0 ∘ ทวนเข็มจากแกน + x +x + x
ขนาด F 2 = 100 2 + 200 2 ≈ 223.61 N \mathbf F_2=\sqrt{100^2+200^2}\approx223.61\,\mathrm N F 2 = 10 0 2 + 20 0 2 ≈ 223.61 N และ ∥ R ∥ \|\mathbf R\| ∥ R ∥ อยู่ระหว่าง ∣ 500 − 223.61 ∣ |500-223.61| ∣500 − 223.61∣ กับ 500 + 223.61 500+223.61 500 + 223.61 ตามอสมการสามเหลี่ยม ผ่านการตรวจความสมเหตุผล
หากแรงกระทำคนละตำแหน่งบนวัตถุแข็งเกร็ง เวกเตอร์ ∑ F \sum\mathbf F ∑ F ยังบอกแรงรวมได้ แต่ไม่เก็บผลการหมุนครบ ต้องหาโมเมนต์รวมด้วย เช่นแรงขนาดเท่ากันสวนทางกันสองตัวอาจรวมแรงเป็นศูนย์ แต่เกิดคู่ควบแรงที่ทำให้หมุนได้
3. สายเคเบิล 3 มิติ: จากพิกัดจุดเป็นแรงดึง
สายเคเบิลอุดมคติรับแรงดึงตามแนวสาย เมื่อสนใจแรงที่สาย A B AB A B กระทำต่อจุด A A A ทิศแรงชี้จาก A A A ไป B B B หาเวกเตอร์ระยะทางก่อน แล้วทำให้เป็นหนึ่งหน่วย การคูณแรงดึงกับเวกเตอร์ระยะทางโดยไม่หารความยาวทำให้ทั้งขนาดและหน่วยผิด
E2 Cable force from two points แรงจากตำแหน่งปลายสาย
d A B = r B − r A , u ^ A B = d A B ∥ d A B ∥ , F A B = T A B u ^ A B , T A B ≥ 0 \mathbf d_{AB}=\mathbf r_B-\mathbf r_A,\qquad\hat{\mathbf u}_{AB}=\frac{\mathbf d_{AB}}{\|\mathbf d_{AB}\|},\qquad\mathbf F_{AB}=T_{AB}\hat{\mathbf u}_{AB},\quad T_{AB}\ge0 d A B = r B − r A , u ^ A B = ∥ d A B ∥ d A B , F A B = T A B u ^ A B , T A B ≥ 0
ต้องมี A ≠ B A\ne B A = B เวกเตอร์หนึ่งหน่วยไม่มีหน่วย แรงจึงมีหน่วยนิวตัน หากผลแก้สมการได้แรงดึงติดลบ แบบจำลองสายที่ดึงอย่างเดียวไม่สอดคล้องกับสมมติฐาน อาจต้องพิจารณาว่าสายหย่อนหรือทิศแรงกำหนดผิด
จุดต่อ A รับแรงดึงตามสาย AB และ AC ในสามมิติ จุด A เป็นจุดกำเนิด สาย AB ไปยังจุดสอง สาม หกเมตร สาย AC ไปยังจุดลบสี่ ศูนย์ สามเมตร มีแรงน้ำหนักลงด้านล่างและแกนมือขวาสามแกน ภาพเป็นการฉายพิกัดเพื่อแสดงทิศ B = (2, 3, 6) m C = (−4, 0, 3) m T_AB = 700 N T_AC = 500 N A = (0, 0, 0) W = 1000 N x y z ภาพฉายสามมิติใช้แสดงทิศและจุดอ้างอิง ให้คำนวณจากพิกัดที่ระบุ ไม่อ่านความยาวหรือมุมจากภาพฉาย
ตัวอย่าง E-2 · จุดต่อรับแรงดึงสองเส้นและน้ำหนัก ให้ A = ( 0 , 0 , 0 ) A=(0,0,0) A = ( 0 , 0 , 0 ) , B = ( 2 , 3 , 6 ) B=(2,3,6) B = ( 2 , 3 , 6 ) , C = ( − 4 , 0 , 3 ) C=(-4,0,3) C = ( − 4 , 0 , 3 ) หน่วยเมตร แรงดึง T A B = 700 N T_{AB}=700\,\mathrm N T A B = 700 N , T A C = 500 N T_{AC}=500\,\mathrm N T A C = 500 N และน้ำหนัก W = ( 0 , 0 , − 1000 ) N \mathbf W=(0,0,-1000)\,\mathrm N W = ( 0 , 0 , − 1000 ) N สาย A B AB A B : d A B = ( 2 , 3 , 6 ) m \mathbf d_{AB}=(2,3,6)\,\mathrm m d A B = ( 2 , 3 , 6 ) m , ความยาว 2 2 + 3 2 + 6 2 = 7 m \sqrt{2^2+3^2+6^2}=7\,\mathrm m 2 2 + 3 2 + 6 2 = 7 m จึง u ^ A B = ( 2 / 7 , 3 / 7 , 6 / 7 ) \hat{\mathbf u}_{AB}=(2/7,3/7,6/7) u ^ A B = ( 2/7 , 3/7 , 6/7 )
แรง F A B = 700 ( 2 / 7 , 3 / 7 , 6 / 7 ) = ( 200 , 300 , 600 ) N \mathbf F_{AB}=700(2/7,3/7,6/7)=(200,300,600)\,\mathrm N F A B = 700 ( 2/7 , 3/7 , 6/7 ) = ( 200 , 300 , 600 ) N ตรวจขนาดได้ 700 N 700\,\mathrm N 700 N
สาย A C AC A C : ความยาว ( − 4 ) 2 + 3 2 = 5 m \sqrt{(-4)^2+3^2}=5\,\mathrm m ( − 4 ) 2 + 3 2 = 5 m จึง F A C = 500 ( − 4 / 5 , 0 , 3 / 5 ) = ( − 400 , 0 , 300 ) N \mathbf F_{AC}=500(-4/5,0,3/5)=(-400,0,300)\,\mathrm N F A C = 500 ( − 4/5 , 0 , 3/5 ) = ( − 400 , 0 , 300 ) N
แรงรวมที่ยังไม่รวมแรงรองรับ: R = F A B + F A C + W = ( − 200 , 300 , − 100 ) N \mathbf R=\mathbf F_{AB}+\mathbf F_{AC}+\mathbf W=(-200,300,-100)\,\mathrm N R = F A B + F A C + W = ( − 200 , 300 , − 100 ) N ไม่เป็นศูนย์ จึงยังไม่สมดุล
ถ้ามีจุดรองรับอุดมคติที่ A A A สามารถให้แรงปฏิกิริยาสามองค์ประกอบและต้องการสมดุลจุดต่อ ต้องมี F s u p p o r t = − R = ( 200 , − 300 , 100 ) N \mathbf F_{\rm support}=-\mathbf R=(200,-300,100)\,\mathrm N F support = − R = ( 200 , − 300 , 100 ) N
แรงรองรับที่ต้องการ ( 200 , − 300 , 100 ) N (200,-300,100)\,\mathrm N ( 200 , − 300 , 100 ) N มีขนาด 140000 ≈ 374.17 N \sqrt{140000}\approx374.17\,\mathrm N 140000 ≈ 374.17 N
นี่เป็นการหาแรงรองรับเมื่อกำหนดแรงดึงมาแล้ว ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าโครงสร้างที่มีเพียงสองสายกับน้ำหนักสมดุลได้เอง และไม่ได้ตรวจความแข็งแรงของสาย
ถ้าแรงดึงยังไม่ทราบ ใช้ ∑ F x = 0 \sum F_x=0 ∑ F x = 0 , ∑ F y = 0 \sum F_y=0 ∑ F y = 0 , ∑ F z = 0 \sum F_z=0 ∑ F z = 0 ตั้งระบบสมการจากเวกเตอร์หนึ่งหน่วย การมีสามสมการไม่ได้รับประกันว่าจะหาคำตอบได้เสมอ ต้องตรวจจำนวนตัวไม่ทราบค่าและความเป็นอิสระของทิศแรงด้วย ดูวิธีแก้ระบบที่ ระบบสมการเชิงเส้น
เจาะลึก แรงตามแนวเส้นและทิศทางโคไซน์แบบครบอยู่ใน ทิศทางโคไซน์ (ตัวอย่างเสาไฟฟ้ากับสายยึด K-4)
4. แรงตามรางและแรงตั้งฉาก: ใช้ Projection ให้ถูกชนิด
ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ได้เฉพาะตามแนวราง ต้องแยกแรงเป็นส่วนตามรางและส่วนตั้งฉาก แรงตามรางมีทั้งแบบ “สเกลาร์มีเครื่องหมาย” กับ “เวกเตอร์” ซึ่งไม่ใช่คำตอบชนิดเดียวกัน กำหนด u ^ \hat{\mathbf u} u ^ เป็นทิศบวกหนึ่งหน่วยของรางก่อน
E3 Resolve force along a direction แยกแรงขนานและตั้งฉาก
F ∥ = F ⋅ u ^ , F ∥ = ( F ⋅ u ^ ) u ^ , F ⊥ = F − F ∥ F_{\parallel}=\mathbf F\cdot\hat{\mathbf u},\qquad\mathbf F_{\parallel}=(\mathbf F\cdot\hat{\mathbf u})\hat{\mathbf u},\qquad\mathbf F_{\perp}=\mathbf F-\mathbf F_{\parallel} F ∥ = F ⋅ u ^ , F ∥ = ( F ⋅ u ^ ) u ^ , F ⊥ = F − F ∥
F ∥ F_{\parallel} F ∥ มีหน่วยนิวตันและอาจติดลบ ส่วน F ∥ \mathbf F_{\parallel} F ∥ มีองค์ประกอบเวกเตอร์ หากฉายลงบน d \mathbf d d ที่ไม่เป็นหนึ่งหน่วย ใช้ F ∥ = ( F ⋅ d ) d / ( d ⋅ d ) \mathbf F_{\parallel}=(\mathbf F\cdot\mathbf d)\mathbf d/(\mathbf d\cdot\mathbf d) F ∥ = ( F ⋅ d ) d / ( d ⋅ d )
ตัวอย่าง E-3 · รางเอียงในระนาบ แรง F = ( 80 , 20 ) N \mathbf F=(80,20)\,\mathrm N F = ( 80 , 20 ) N กระทำกับชิ้นส่วนที่รางมีทิศ d = ( 3 , 4 ) \mathbf d=(3,4) d = ( 3 , 4 ) หาแรงตามราง ความยาว ∥ d ∥ = 5 \|\mathbf d\|=5 ∥ d ∥ = 5 จึง u ^ = ( 3 / 5 , 4 / 5 ) = ( 0.6 , 0.8 ) \hat{\mathbf u}=(3/5,4/5)=(0.6,0.8) u ^ = ( 3/5 , 4/5 ) = ( 0.6 , 0.8 )
สเกลาร์ตามราง F ∥ = 80 ( 0.6 ) + 20 ( 0.8 ) = 64 N F_{\parallel}=80(0.6)+20(0.8)=64\,\mathrm N F ∥ = 80 ( 0.6 ) + 20 ( 0.8 ) = 64 N
เวกเตอร์ตามราง F ∥ = 64 ( 0.6 , 0.8 ) = ( 38.4 , 51.2 ) N \mathbf F_{\parallel}=64(0.6,0.8)=(38.4,51.2)\,\mathrm N F ∥ = 64 ( 0.6 , 0.8 ) = ( 38.4 , 51.2 ) N
เวกเตอร์ตั้งฉาก F ⊥ = ( 80 , 20 ) − ( 38.4 , 51.2 ) = ( 41.6 , − 31.2 ) N \mathbf F_\perp=(80,20)-(38.4,51.2)=(41.6,-31.2)\,\mathrm N F ⊥ = ( 80 , 20 ) − ( 38.4 , 51.2 ) = ( 41.6 , − 31.2 ) N ตรวจ Dot กับรางได้ 41.6 ( 0.6 ) − 31.2 ( 0.8 ) = 0 41.6(0.6)-31.2(0.8)=0 41.6 ( 0.6 ) − 31.2 ( 0.8 ) = 0
แรงตามทิศบวกราง 64 N 64\,\mathrm N 64 N · ส่วนตั้งฉากมีขนาด 41.6 2 + 31.2 2 = 52 N \sqrt{41.6^2+31.2^2}=52\,\mathrm N 41. 6 2 + 31. 2 2 = 52 N
ตรวจพีทาโกรัส 64 2 + 52 2 = 6800 = 80 2 + 20 2 64^2+52^2=6800=80^2+20^2 6 4 2 + 5 2 2 = 6800 = 8 0 2 + 2 0 2 แต่จะสรุปแรงปฏิกิริยาของรางเท่ากับ − F ⊥ -\mathbf F_\perp − F ⊥ ได้ต่อเมื่อรวมแรงอื่นและเงื่อนไขการเคลื่อนที่ตามแนวตั้งฉากครบแล้ว
ดูนิยาม แผนภาพ และการฉายลงบนระนาบเพิ่มเติมที่ Component และ Projection
5. งานของแรง: Dot product สำหรับแรงคงที่ อินทิกรัลสำหรับแรงเปลี่ยน
งานเป็นพลังงานที่แรงถ่ายโอนผ่านการเคลื่อนที่ตามแนวแรง จึงเป็นสเกลาร์ที่อาจบวก ลบ หรือศูนย์ การที่แรงมีขนาดมากไม่ได้แปลว่าทำงานมาก ถ้าแรงตั้งฉากกับการกระจัดตลอดทาง งานของแรงนั้นเป็นศูนย์
E4 Work by a constant force งานของเวกเตอร์แรงคงที่
W = F ⋅ Δ r = ∥ F ∥ ∥ Δ r ∥ cos θ , Δ r = r 2 − r 1 W=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf r=\|\mathbf F\|\|\Delta\mathbf r\|\cos\theta,\qquad\Delta\mathbf r=\mathbf r_2-\mathbf r_1 W = F ⋅ Δ r = ∥ F ∥∥Δ r ∥ cos θ , Δ r = r 2 − r 1
แรงต้องคงที่ทั้งขนาดและทิศ ใช้การกระจัดจากต้นทางถึงปลายทาง ไม่ใช่ระยะทางรวมโดยอัตโนมัติ หน่วย N m = J \mathrm{N\,m}=\mathrm J N m = J
E5 Work along a path งานเมื่อแรงเปลี่ยนตามเส้นทาง
W = ∫ C F ⋅ d r = ∫ t 1 t 2 F ( r ( t ) , t ) ⋅ d r d t d t W=\int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r=\int_{t_1}^{t_2}\mathbf F(\mathbf r(t),t)\cdot\frac{d\mathbf r}{dt}\,dt W = ∫ C F ⋅ d r = ∫ t 1 t 2 F ( r ( t ) , t ) ⋅ d t d r d t
r ( t ) \mathbf r(t) r ( t ) ระบุเส้นทางและทิศการเคลื่อนที่ ถ้าเคลื่อนตามแกน x x x เพียงแกนเดียว สูตรลดเป็น W = ∫ x 1 x 2 F x ( x ) d x W=\int_{x_1}^{x_2}F_x(x)\,dx W = ∫ x 1 x 2 F x ( x ) d x ความเป็นอิสระจากเส้นทางต้องมีเงื่อนไขของแรงอนุรักษ์ ไม่ใช่สมบัติของแรงทั่วไป
ตัวอย่าง E-4 · แรงเอียงดึงชิ้นส่วนตามแนวนอน แรงคงที่ F = ( 30 , 40 , 0 ) N \mathbf F=(30,40,0)\,\mathrm N F = ( 30 , 40 , 0 ) N ทำให้ชิ้นส่วนกระจัด Δ r = ( 6 , 0 , 0 ) m \Delta\mathbf r=(6,0,0)\,\mathrm m Δ r = ( 6 , 0 , 0 ) m หางานของแรงนี้ Dot โดยองค์ประกอบ: W = 30 ( 6 ) + 40 ( 0 ) + 0 ( 0 ) = 180 J W=30(6)+40(0)+0(0)=180\,\mathrm J W = 30 ( 6 ) + 40 ( 0 ) + 0 ( 0 ) = 180 J
ตรวจแบบเรขาคณิต: ∥ F ∥ = 50 N \|\mathbf F\|=50\,\mathrm N ∥ F ∥ = 50 N , cos θ = 30 / 50 = 0.6 \cos\theta=30/50=0.6 cos θ = 30/50 = 0.6 จึง W = 50 ⋅ 6 ⋅ 0.6 = 180 J W=50\cdot6\cdot0.6=180\,\mathrm J W = 50 ⋅ 6 ⋅ 0.6 = 180 J
แรง 40 N 40\,\mathrm N 40 N ตามแกน y y y ไม่ทำงานในการเคลื่อนที่นี้ เพราะไม่มีการกระจัดตามแกน y y y
งานของแรงที่กำหนด 180 J 180\,\mathrm J 180 J เป็นบวก · ไม่ใช่ 50 ⋅ 6 = 300 J 50\cdot6=300\,\mathrm J 50 ⋅ 6 = 300 J
เป็นงานของแรงนี้เพียงตัวเดียว หากมีแรงเสียดทานหรือแรงอื่น ต้องรวมงานทุกแรงก่อนใช้ทฤษฎีงาน–พลังงาน W n e t = Δ K W_{\rm net}=\Delta K W net = Δ K
ตัวอย่าง E-5 · แอคชูเอเตอร์ที่แรงเพิ่มตามตำแหน่ง แรงตามแกน x x x เป็น F x ( x ) = k x F_x(x)=kx F x ( x ) = k x , k = 2 N / m k=2\,\mathrm{N/m} k = 2 N/m เคลื่อนจาก x = 0 x=0 x = 0 ถึง 3 m 3\,\mathrm m 3 m แรงไม่คงที่: ที่ต้นทาง 0 นิวตัน ที่ปลายทาง 6 นิวตัน จึงใช้ค่า 6 นิวตันคูณระยะทั้งหมดไม่ได้
อินทิเกรต W = ∫ 0 3 m k x d x = 1 2 k [ ( 3 m ) 2 − 0 2 ] = 1 2 ( 2 N / m ) ( 9 m 2 ) = 9 J W=\int_0^{3\,\mathrm m}kx\,dx=\tfrac12k[(3\,\mathrm m)^2-0^2]=\tfrac12(2\,\mathrm{N/m})(9\,\mathrm{m^2})=9\,\mathrm J W = ∫ 0 3 m k x d x = 2 1 k [( 3 m ) 2 − 0 2 ] = 2 1 ( 2 N/m ) ( 9 m 2 ) = 9 J
ตรวจจากกราฟแรง–ตำแหน่ง: พื้นที่สามเหลี่ยมฐาน 3 m 3\,\mathrm m 3 m สูง 6 N 6\,\mathrm N 6 N เท่ากับ 1 2 ( 3 ) ( 6 ) = 9 J \tfrac12(3)(6)=9\,\mathrm J 2 1 ( 3 ) ( 6 ) = 9 J
งาน 9 J 9\,\mathrm J 9 J · หากใช้แรงปลายทางจะได้ 18 จูล ซึ่งมากเกินจริงสองเท่า
หากโจทย์เป็นแรงสปริงคืนสู่สมดุล F x = − k x F_x=-kx F x = − k x ในช่วงเดียวกัน งานของสปริงเป็น − 9 J -9\,\mathrm J − 9 J ส่วนงานจากแรงภายนอกเพื่อยืดอย่างช้า ๆ โดยไม่มีการสูญเสียเป็น + 9 J +9\,\mathrm J + 9 J
6. โมเมนต์แรง: ตำแหน่งอ้างอิงต้องมาก่อน Cross product
กำหนดจุดอ้างอิง O O O และจุดออกแรง P P P เวกเตอร์ r O P \mathbf r_{OP} r OP ต้องชี้จาก O O O ไป P P P แล้วคำนวณ r O P × F \mathbf r_{OP}\times\mathbf F r OP × F ตามลำดับนี้ โมเมนต์บอกแนวโน้มการหมุนรอบจุด ไม่ใช่แรงอีกตัวที่กระทำตามทิศเดียวกับแรงเดิม
E6 Moment about a point โมเมนต์รอบจุด
τ O = r O P × F , ∥ τ O ∥ = r F sin θ = F d ⊥ \boldsymbol\tau_O=\mathbf r_{OP}\times\mathbf F,\qquad\|\boldsymbol\tau_O\|=rF\sin\theta=F d_\perp τ O = r OP × F , ∥ τ O ∥ = r F sin θ = F d ⊥
d ⊥ d_\perp d ⊥ คือระยะตั้งฉากจากจุด O O O ถึงแนวแรง ไม่ใช่ความยาว r r r เสมอ หน่วยรายงานเป็น N m \mathrm{N\,m} N m แม้มิติเท่าจูล แต่โมเมนต์เป็นเวกเตอร์ส่วนงานเป็นสเกลาร์ จึงไม่เรียกโมเมนต์ว่าพลังงาน
แรงเอียงบนประแจและแขนโมเมนต์ตั้งฉาก ประแจยาว 0.25 เมตรชี้ขวาจากจุดหมุน O ไป P แรง 100 นิวตันเอียงขึ้นขวา 60 องศา เส้นประจาก O ถึงแนวแรงเป็นแขนโมเมนต์ 0.25 sin60 เมตร ทำให้โมเมนต์ชี้ออกจากจอ O P r = 0.25 m F = 100 N 60° d⊥ = 0.25 sin 60° τ = +21.65 k N·m out of page ประแจยาว 0.25 m 0.25\,\mathrm m 0.25 m ออกแรง 100 N 100\,\mathrm N 100 N ที่มุม 60 ∘ 60^\circ 6 0 ∘ จึงได้โมเมนต์ 0.25 ⋅ 100 sin 60 ∘ ≈ 21.65 N m 0.25\cdot100\sin60^\circ\approx21.65\,\mathrm{N\,m} 0.25 ⋅ 100 sin 6 0 ∘ ≈ 21.65 N m แขนตั้งฉากยาวประมาณ 0.2165 m 0.2165\,\mathrm m 0.2165 m
ตัวอย่าง E-6 · โมเมนต์สามมิติและการแยกรอบแกน ให้ r O P = ( 0.2 , 0.1 , 0 ) m \mathbf r_{OP}=(0.2,0.1,0)\,\mathrm m r OP = ( 0.2 , 0.1 , 0 ) m , F = ( 0 , 100 , 50 ) N \mathbf F=(0,100,50)\,\mathrm N F = ( 0 , 100 , 50 ) N หาโมเมนต์รอบ O O O องค์ประกอบ x x x : τ x = 0.1 ( 50 ) − 0 ( 100 ) = 5 N m \tau_x=0.1(50)-0(100)=5\,\mathrm{N\,m} τ x = 0.1 ( 50 ) − 0 ( 100 ) = 5 N m
องค์ประกอบ y y y : τ y = 0 ( 0 ) − 0.2 ( 50 ) = − 10 N m \tau_y=0(0)-0.2(50)=-10\,\mathrm{N\,m} τ y = 0 ( 0 ) − 0.2 ( 50 ) = − 10 N m
องค์ประกอบ z z z : τ z = 0.2 ( 100 ) − 0.1 ( 0 ) = 20 N m \tau_z=0.2(100)-0.1(0)=20\,\mathrm{N\,m} τ z = 0.2 ( 100 ) − 0.1 ( 0 ) = 20 N m
ขนาดรวม ∥ τ O ∥ = 5 2 + ( − 10 ) 2 + 20 2 = 525 ≈ 22.913 N m \|\boldsymbol\tau_O\|=\sqrt{5^2+(-10)^2+20^2}=\sqrt{525}\approx22.913\,\mathrm{N\,m} ∥ τ O ∥ = 5 2 + ( − 10 ) 2 + 2 0 2 = 525 ≈ 22.913 N m
ตรวจตั้งฉาก: τ O ⋅ r O P = 5 ( 0.2 ) − 10 ( 0.1 ) = 0 \boldsymbol\tau_O\cdot\mathbf r_{OP}=5(0.2)-10(0.1)=0 τ O ⋅ r OP = 5 ( 0.2 ) − 10 ( 0.1 ) = 0 และ τ O ⋅ F = − 10 ( 100 ) + 20 ( 50 ) = 0 \boldsymbol\tau_O\cdot\mathbf F=-10(100)+20(50)=0 τ O ⋅ F = − 10 ( 100 ) + 20 ( 50 ) = 0
τ O = ( 5 , − 10 , 20 ) N m \boldsymbol\tau_O=(5,-10,20)\,\mathrm{N\,m} τ O = ( 5 , − 10 , 20 ) N m · ขนาดรวมประมาณ 22.91 N m 22.91\,\mathrm{N\,m} 22.91 N m · องค์ประกอบรอบ + z +z + z คือ + 20 N m +20\,\mathrm{N\,m} + 20 N m
E7 Moment about an axis โมเมนต์รอบแกนเป็นสเกลาร์มีเครื่องหมาย
τ u ^ = u ^ ⋅ τ O = u ^ ⋅ ( r O P × F ) , ∥ u ^ ∥ = 1 \tau_{\hat{\mathbf u}}=\hat{\mathbf u}\cdot\boldsymbol\tau_O=\hat{\mathbf u}\cdot(\mathbf r_{OP}\times\mathbf F),\qquad\|\hat{\mathbf u}\|=1 τ u ^ = u ^ ⋅ τ O = u ^ ⋅ ( r OP × F ) , ∥ u ^ ∥ = 1
เลือก O O O บนแกนที่สนใจ และ u ^ \hat{\mathbf u} u ^ ชี้ทิศบวกของแกนนั้น เปลี่ยน O O O เป็นจุดอื่นบนแกนเดียวกันไม่เปลี่ยนสเกลาร์นี้ เพราะการเปลี่ยน r \mathbf r r เป็นพจน์ตาม u ^ \hat{\mathbf u} u ^ ให้ Dot ของ u ^ \hat{\mathbf u} u ^ กับ u ^ × F \hat{\mathbf u}\times\mathbf F u ^ × F เป็นศูนย์
จากตัวอย่าง E-6 ถ้าแกนมีทิศ u ^ = ( 1 , 1 , 0 ) / 2 \hat{\mathbf u}=(1,1,0)/\sqrt2 u ^ = ( 1 , 1 , 0 ) / 2 จะได้ τ u ^ = ( 5 − 10 ) / 2 = − 5 / 2 ≈ − 3.536 N m \tau_{\hat{\mathbf u}}=(5-10)/\sqrt2=-5/\sqrt2\approx-3.536\,\mathrm{N\,m} τ u ^ = ( 5 − 10 ) / 2 = − 5/ 2 ≈ − 3.536 N m เครื่องหมายลบหมายถึงสวนกับทิศบวกที่ตั้งไว้ ไม่ใช่ขนาดโมเมนต์ติดลบ
ย้ายแรงตามแนวแรงได้เมื่อใด? สำหรับผลแรงภายนอกต่อวัตถุแข็งเกร็ง การย้ายจุดออกแรงตามแนวแรงเดียวกันไม่เปลี่ยนโมเมนต์ เพราะเวกเตอร์ระยะที่เพิ่มขนานกับ
F \mathbf F F มี Cross เป็นศูนย์ แต่การย้ายแรงขนานไปอีกแนวต้องเพิ่มคู่ควบแรง และการวิเคราะห์ความเค้นภายในต้องพิจารณาจุดออกแรงจริงด้วย
เปิด JavaScript เพื่อใช้ฉาก 3 มิติ
โมเมนต์รอบแกน แรงคู่ควบ ระบบสมมูล และแรงปฏิกิริยาของคาน อยู่ใน ระบบแรง
7. แรงแม่เหล็กต่อประจุ: กฎมือขวาแล้วตรวจเครื่องหมาย q
แรงแม่เหล็กเป็นส่วนหนึ่งของแรงลอเรนซ์ F = q ( E + v × B ) \mathbf F=q(\mathbf E+\mathbf v\times\mathbf B) F = q ( E + v × B ) ในหัวข้อนี้พิจารณาเฉพาะส่วนแม่เหล็ก ทำกฎมือขวาจาก v \mathbf v v ไป B \mathbf B B ก่อน แล้วคูณด้วยประจุ หากประจุลบ ทิศแรงกลับจากทิศ Cross product
E8 Magnetic force on a charge แรงแม่เหล็กต่อประจุเคลื่อนที่
F B = q v × B , ∥ F B ∥ = ∣ q ∣ v B sin θ , F B ⋅ v = 0 \mathbf F_B=q\mathbf v\times\mathbf B,\qquad \|\mathbf F_B\|=|q|vB\sin\theta,\qquad \mathbf F_B\cdot\mathbf v=0 F B = q v × B , ∥ F B ∥ = ∣ q ∣ v B sin θ , F B ⋅ v = 0
q q q หน่วยคูลอมบ์ v \mathbf v v หน่วยเมตรต่อวินาที B \mathbf B B หน่วยเทสลา ใช้ค่าขณะนั้นได้แม้สนามไม่สม่ำเสมอ แต่การทำนายวิถีต้องแก้สมการการเคลื่อนที่ตามสนาม แรงแม่เหล็กเพียงส่วนนี้ไม่ทำงานต่อประจุจุด เพราะตั้งฉากกับความเร็ว
ตัวอย่าง E-7 · อิเล็กตรอนในสนามตามแกน z ให้ q = − e = − 1.602176634 × 10 − 19 C q=-e=-1.602176634\times10^{-19}\,\mathrm C q = − e = − 1.602176634 × 1 0 − 19 C , v = ( 2.0 × 10 6 , 0 , 0 ) m / s \mathbf v=(2.0\times10^6,0,0)\,\mathrm{m/s} v = ( 2.0 × 1 0 6 , 0 , 0 ) m/s , B = ( 0 , 0 , 0.10 ) T \mathbf B=(0,0,0.10)\,\mathrm T B = ( 0 , 0 , 0.10 ) T ทิศ Cross: i ^ × k ^ = − j ^ \hat{\mathbf i}\times\hat{\mathbf k}=-\hat{\mathbf j} i ^ × k ^ = − j ^ จึง v × B = ( 0 , − 2.0 × 10 5 , 0 ) \mathbf v\times\mathbf B=(0,-2.0\times10^5,0) v × B = ( 0 , − 2.0 × 1 0 5 , 0 )
คูณประจุลบ: F B = ( − 1.602176634 × 10 − 19 ) ( 0 , − 2.0 × 10 5 , 0 ) = ( 0 , 3.204353268 × 10 − 14 , 0 ) N \mathbf F_B=(-1.602176634\times10^{-19})(0,-2.0\times10^5,0)=(0,3.204353268\times10^{-14},0)\,\mathrm N F B = ( − 1.602176634 × 1 0 − 19 ) ( 0 , − 2.0 × 1 0 5 , 0 ) = ( 0 , 3.204353268 × 1 0 − 14 , 0 ) N
ตรวจขนาด ∣ q ∣ v B = ( 1.602176634 × 10 − 19 ) ( 2.0 × 10 6 ) ( 0.10 ) = 3.204353268 × 10 − 14 N |q|vB=(1.602176634\times10^{-19})(2.0\times10^6)(0.10)=3.204353268\times10^{-14}\,\mathrm N ∣ q ∣ v B = ( 1.602176634 × 1 0 − 19 ) ( 2.0 × 1 0 6 ) ( 0.10 ) = 3.204353268 × 1 0 − 14 N และ Dot กับความเร็วได้ศูนย์
แรงประมาณ 3.2 × 10 − 14 N 3.2\times10^{-14}\,\mathrm N 3.2 × 1 0 − 14 N ชี้ + y +y + y · ถ้าเป็นประจุบวกขนาดเท่ากัน แรงจะชี้ − y -y − y
แสดงเลขละเอียดระหว่างคำนวณเพื่อเช็กเครื่องหมาย แต่รายงานขนาดสุดท้ายประมาณสองเลขนัยสำคัญตามข้อมูล v , B v,B v , B
ถ้า v ∥ B \mathbf v\parallel\mathbf B v ∥ B หรือประจุหยุดนิ่ง แรงแม่เหล็กเป็นศูนย์แม้สนามมีค่าไม่เป็นศูนย์ หากมีสนามไฟฟ้าด้วย ส่วน q E q\mathbf E q E สามารถทำงานและเปลี่ยนพลังงานจลน์ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าแรงลอเรนซ์ทั้งหมดไม่ทำงาน
เปิด JavaScript เพื่อใช้ฉาก 3 มิติ
8. แรงแม่เหล็กต่อสายไฟ: ช่วงสายที่อยู่ในสนามและทิศกระแส
เวกเตอร์ L \mathbf L L มีขนาดเท่าความยาวช่วงสายที่อยู่ในสนามและชี้ตามกระแสแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ตามการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในโลหะ สูตรย่อใช้เมื่อสายช่วงนั้นตรง กระแสคงที่ และสนามสม่ำเสมอ
E9 Magnetic force on a conductor สายตรงและรูปอินทิกรัล
F B = I L × B (สายตรง สนามสม่ำเสมอ) , F B = I ∫ C d ℓ × B ( r ) (กระแสคงที่) \mathbf F_B=I\mathbf L\times\mathbf B\quad\text{(สายตรง สนามสม่ำเสมอ)},\qquad\mathbf F_B=I\int_Cd\boldsymbol\ell\times\mathbf B(\mathbf r)\quad\text{(กระแสคงที่)} F B = I L × B ( สายตรง สนามสม่ำเสมอ ) , F B = I ∫ C d ℓ × B ( r ) ( กระแสคงที่ )
d ℓ d\boldsymbol\ell d ℓ ชี้ตามกระแสตลอดเส้นทาง ต้องรวมแรงทุกช่วงที่อยู่ในสนาม โดยเฉพาะขดลวดปิด: ในสนามสม่ำเสมอแรงรวมอาจเป็นศูนย์ แต่โมเมนต์รวมอาจไม่เป็นศูนย์
ตัวอย่าง E-8 · ช่วงสายตรงในช่องสนาม สายช่วงยาว 0.30 m 0.30\,\mathrm m 0.30 m ตาม + x +x + x อยู่ในสนาม B = ( 0 , 0 , 0.20 ) T \mathbf B=(0,0,0.20)\,\mathrm T B = ( 0 , 0 , 0.20 ) T มีกระแส 5.0 A 5.0\,\mathrm A 5.0 A ตาม + x +x + x กำหนด L = ( 0.30 , 0 , 0 ) m \mathbf L=(0.30,0,0)\,\mathrm m L = ( 0.30 , 0 , 0 ) m เฉพาะช่วงในสนาม
Cross: L × B = ( 0 , − 0.30 ( 0.20 ) , 0 ) = ( 0 , − 0.060 , 0 ) \mathbf L\times\mathbf B=(0,-0.30(0.20),0)=(0,-0.060,0) L × B = ( 0 , − 0.30 ( 0.20 ) , 0 ) = ( 0 , − 0.060 , 0 )
คูณกระแส F B = 5.0 ( 0 , − 0.060 , 0 ) = ( 0 , − 0.30 , 0 ) N \mathbf F_B=5.0(0,-0.060,0)=(0,-0.30,0)\,\mathrm N F B = 5.0 ( 0 , − 0.060 , 0 ) = ( 0 , − 0.30 , 0 ) N
แรง 0.30 N 0.30\,\mathrm N 0.30 N ชี้ − y -y − y · กลับกระแสหรือกลับสนามอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทิศกลับ แต่กลับทั้งสองพร้อมกันทิศเดิม
หน่วย A ⋅ m ⋅ T = N \mathrm A\cdot\mathrm m\cdot\mathrm T=\mathrm N A ⋅ m ⋅ T = N เพราะ 1 T = 1 N / ( A m ) 1\,\mathrm T=1\,\mathrm{N/(A\,m)} 1 T = 1 N/ ( A m )
ในมอเตอร์และแอคชูเอเตอร์ ต้องพิจารณาตำแหน่งของแต่ละช่วงสายเพื่อหาโมเมนต์ด้วย อย่าสรุปกำลังกลจากขนาดแรงเพียงอย่างเดียว กำลังขึ้นกับความเร็วตามทิศแรง และพลังงานมาจากระบบวงจรไฟฟ้าที่จ่ายให้เครื่อง
9. หุ่นยนต์: ความเร็วปลายแขนเกิดจาก Cross product
สำหรับวัตถุแข็งเกร็งที่หมุนด้วยความเร็วเชิงมุม ω \boldsymbol\omega ω ความเร็วสัมพัทธ์ของจุดที่มีเวกเตอร์ตำแหน่ง r \mathbf r r จากจุดอ้างอิงบนวัตถุคือ ω × r \boldsymbol\omega\times\mathbf r ω × r หากจุดอ้างอิงเคลื่อนที่ด้วย ต้องบวกความเร็วของจุดอ้างอิง ไม่ใช่ใช้สูตรหมุนอย่างเดียว
E10 Rotation and revolute-joint Jacobian ความเร็วจากข้อต่อหมุน
v P = v O + ω × r O P , J v , i = z ^ i × ( p − o i ) , v P , i = J v , i q ˙ i \mathbf v_P=\mathbf v_O+\boldsymbol\omega\times\mathbf r_{OP},\qquad\mathbf J_{v,i}=\hat{\mathbf z}_i\times(\mathbf p-\mathbf o_i),\qquad\mathbf v_{P,i}=\mathbf J_{v,i}\dot q_i v P = v O + ω × r OP , J v , i = z ^ i × ( p − o i ) , v P , i = J v , i q ˙ i
สูตร Jacobian ใช้กับข้อต่อหมุนที่แกนทิศหนึ่งหน่วย z ^ i \hat{\mathbf z}_i z ^ i ผ่าน o i \mathbf o_i o i โดยทุกเวกเตอร์แสดงในกรอบเดียวกัน q ˙ i \dot q_i q ˙ i เป็นความเร็วเชิงมุมเป็นเรเดียนต่อวินาที สำหรับหลายข้อต่อ รวมผล v = ∑ i J v , i q ˙ i \mathbf v=\sum_i\mathbf J_{v,i}\dot q_i v = ∑ i J v , i q ˙ i ตามแบบจำลองคิเนแมติกส์ ส่วนข้อต่อเลื่อนมีคอลัมน์ความเร็วเป็นทิศแกนเลื่อน
ตัวอย่าง E-9 · ปลายแขนหมุนรอบแกน z จุด O O O อยู่กับที่ ω = ( 0 , 0 , 2 ) r a d / s \boldsymbol\omega=(0,0,2)\,\mathrm{rad/s} ω = ( 0 , 0 , 2 ) rad/s , r O P = ( 0.30 , 0.40 , 0 ) m \mathbf r_{OP}=(0.30,0.40,0)\,\mathrm m r OP = ( 0.30 , 0.40 , 0 ) m Cross ตามลำดับ ω × r \boldsymbol\omega\times\mathbf r ω × r : v P = ( 0 ( 0 ) − 2 ( 0.40 ) , 2 ( 0.30 ) − 0 ( 0 ) , 0 ) = ( − 0.80 , 0.60 , 0 ) m / s \mathbf v_P=(0(0)-2(0.40),2(0.30)-0(0),0)=(-0.80,0.60,0)\,\mathrm{m/s} v P = ( 0 ( 0 ) − 2 ( 0.40 ) , 2 ( 0.30 ) − 0 ( 0 ) , 0 ) = ( − 0.80 , 0.60 , 0 ) m/s
ตรวจความเร็วสัมผัส: v P ⋅ r O P = − 0.80 ( 0.30 ) + 0.60 ( 0.40 ) = 0 \mathbf v_P\cdot\mathbf r_{OP}=-0.80(0.30)+0.60(0.40)=0 v P ⋅ r OP = − 0.80 ( 0.30 ) + 0.60 ( 0.40 ) = 0
ระยะถึงแกน r ⊥ = 0.30 2 + 0.40 2 = 0.50 m r_\perp=\sqrt{0.30^2+0.40^2}=0.50\,\mathrm m r ⊥ = 0.3 0 2 + 0.4 0 2 = 0.50 m จึงอัตราเร็ว ω r ⊥ = 2 ( 0.50 ) = 1.0 m / s \omega r_\perp=2(0.50)=1.0\,\mathrm{m/s} ω r ⊥ = 2 ( 0.50 ) = 1.0 m/s ตรงกับ 0.80 2 + 0.60 2 = 1.0 \sqrt{0.80^2+0.60^2}=1.0 0.8 0 2 + 0.6 0 2 = 1.0
ความเร็ว ( − 0.80 , 0.60 , 0 ) m / s (-0.80,0.60,0)\,\mathrm{m/s} ( − 0.80 , 0.60 , 0 ) m/s · อัตราเร็ว 1.0 m / s 1.0\,\mathrm{m/s} 1.0 m/s
ความเร็วนี้เป็นค่าขณะหนึ่ง ไม่ใช่การกระจัดเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งวินาที เพราะทิศ r \mathbf r r และทิศความเร็วเปลี่ยนระหว่างการหมุน
ศึกษาความเร็วหุ่นยนต์เพิ่มเติมได้จาก Modern Robotics — §5.1.1 Space Jacobian ซึ่งใช้ทวิสต์และ Space Jacobian การจัดองค์ประกอบของทวิสต์ต่างจากคอลัมน์ความเร็วตำแหน่ง J v , i \mathbf J_{v,i} J v , i ที่ใช้ด้านบน จึงต้องตรวจนิยามกรอบพิกัดและแปลงความเร็วของจุดให้ตรงกันก่อนเทียบสูตร
FK/IK, Jacobian, ภาวะเอกฐาน และการเลือกมอเตอร์จาก τ = JᵀF อยู่ในบท เวกเตอร์ในแขนกล
10. สมดุล: รวมแรงเป็นศูนย์แล้วต้องตรวจโมเมนต์อีกหรือไม่?
E11 Static equilibrium เงื่อนไขสมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
∑ F = 0 , ∑ τ O = 0 \sum\mathbf F=\mathbf0,\qquad\sum\boldsymbol\tau_O=\mathbf0 ∑ F = 0 , ∑ τ O = 0
ในสามมิติเป็นสมการสเกลาร์ถึง 6 สมการ ในปัญหาระนาบทั่วไปใช้ ∑ F x = 0 \sum F_x=0 ∑ F x = 0 , ∑ F y = 0 \sum F_y=0 ∑ F y = 0 , ∑ τ z = 0 \sum\tau_z=0 ∑ τ z = 0 สำหรับจุดมวลหรือจุดต่อที่แรงทุกตัวผ่านจุดเดียวกัน การตรวจแรงเป็นศูนย์เพียงพอสำหรับสมดุลการเลื่อนของแบบจำลองนั้น
ตัวอย่าง E-10 · คู่ควบแรงที่แรงรวมเป็นศูนย์ ที่ P 1 = ( 0.20 , 0 , 0 ) m P_1=(0.20,0,0)\,\mathrm m P 1 = ( 0.20 , 0 , 0 ) m มีแรง F 1 = ( 0 , 100 , 0 ) N \mathbf F_1=(0,100,0)\,\mathrm N F 1 = ( 0 , 100 , 0 ) N และที่ P 2 = ( − 0.20 , 0 , 0 ) m P_2=(-0.20,0,0)\,\mathrm m P 2 = ( − 0.20 , 0 , 0 ) m มีแรง F 2 = ( 0 , − 100 , 0 ) N \mathbf F_2=(0,-100,0)\,\mathrm N F 2 = ( 0 , − 100 , 0 ) N แรงรวม F 1 + F 2 = 0 \mathbf F_1+\mathbf F_2=\mathbf0 F 1 + F 2 = 0
โมเมนต์รอบจุดกำเนิดของแรงแรก ( 0.20 , 0 , 0 ) × ( 0 , 100 , 0 ) = ( 0 , 0 , 20 ) N m (0.20,0,0)\times(0,100,0)=(0,0,20)\,\mathrm{N\,m} ( 0.20 , 0 , 0 ) × ( 0 , 100 , 0 ) = ( 0 , 0 , 20 ) N m
โมเมนต์ของแรงที่สอง ( − 0.20 , 0 , 0 ) × ( 0 , − 100 , 0 ) = ( 0 , 0 , 20 ) N m (-0.20,0,0)\times(0,-100,0)=(0,0,20)\,\mathrm{N\,m} ( − 0.20 , 0 , 0 ) × ( 0 , − 100 , 0 ) = ( 0 , 0 , 20 ) N m
โมเมนต์รวม ( 0 , 0 , 40 ) N m (0,0,40)\,\mathrm{N\,m} ( 0 , 0 , 40 ) N m จึงไม่สมดุลการหมุน แม้แรงรวมเป็นศูนย์
ตรวจจากระยะระหว่างแนวแรง 0.40 m 0.40\,\mathrm m 0.40 m : คู่ควบแรงมีขนาด 100 ( 0.40 ) = 40 N m 100(0.40)=40\,\mathrm{N\,m} 100 ( 0.40 ) = 40 N m
11. ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำตอบวิศวกรรมผิดทั้งทิศและหน่วย
ใช้มิลลิเมตรร่วมกับเมตร: แปลง 200 m m = 0.200 m 200\,\mathrm{mm}=0.200\,\mathrm m 200 mm = 0.200 m ก่อนคูณแรง เพื่อให้โมเมนต์ออกมาเป็น N m \mathrm{N\,m} N m คูณแรงดึงกับเวกเตอร์ระยะทางทันที: ต้องหารความยาวให้เป็นหนึ่งหน่วยก่อน มิฉะนั้นหน่วยกลายเป็น N m \mathrm{N\,m} N m แทน N \mathrm N N ใช้ระยะทางแทนการกระจัดในงานของแรงคงที่: เลือกเวกเตอร์จากต้นทางถึงปลายทาง แล้ว Dot กับแรงใช้แรงปลายทางคูณระยะเมื่อแรงเปลี่ยน: ใช้อินทิกรัลหรือวิธีเฉลี่ยที่มีเหตุผลจากฟังก์ชันแรง ไม่เดาค่าเฉลี่ยโมเมนต์ใช้ F × r \mathbf F\times\mathbf r F × r : ลำดับกลับทำให้เครื่องหมายทุกแกนกลับ ต้องเป็น r × F \mathbf r\times\mathbf F r × F แทนโมเมนต์รอบแกนด้วยขนาดรวม: ต้อง Dot เวกเตอร์โมเมนต์กับทิศแกนหนึ่งหน่วยอ่านแรงประจุลบจากมือขวาอย่างเดียว: กฎมือขวาให้ทิศ v × B \mathbf v\times\mathbf B v × B แล้วต้องคูณเครื่องหมาย q q q ใช้ความยาวสายทั้งหมดในสนามเฉพาะบางช่วง: ใช้เฉพาะช่วงที่มีสนามตามแบบจำลอง และอินทิเกรตถ้าทิศสายหรือสนามเปลี่ยนเชื่อมเฟสเซอร์กับเวกเตอร์อวกาศโดยไม่กำหนดความหมาย: เฟสเซอร์ V ‾ = V r m s ∠ ϕ \underline V=V_{\rm rms}\angle\phi V = V rms ∠ ϕ ใช้มุมแทนเฟสเวลา กำลังเชิงซ้อนของวงจรใช้ S = V ‾ I ‾ ∗ S=\underline V\underline I^* S = V I ∗ ตามข้อตกลง RMS ไม่ใช่ F ⋅ v \mathbf F\cdot\mathbf v F ⋅ v หรือ Cross ของเวกเตอร์ตำแหน่ง
12. แบบฝึกหัด: ฝึกเลือกสูตรก่อนแทนค่า
แรง ( 120 , − 40 , 30 ) N (120,-40,30)\,\mathrm N ( 120 , − 40 , 30 ) N กับ ( − 20 , 90 , − 10 ) N (-20,90,-10)\,\mathrm N ( − 20 , 90 , − 10 ) N กระทำที่จุดเดียวกัน หาแรงลัพธ์และขนาด จุด A = ( 1 , 0 , 0 ) A=(1,0,0) A = ( 1 , 0 , 0 ) , B = ( 3 , 3 , 6 ) B=(3,3,6) B = ( 3 , 3 , 6 ) หน่วยเมตร สายมีแรงดึง 350 นิวตัน หาแรงที่สายกระทำต่อ A A A แรงคงที่ ( 10 , − 5 , 2 ) N (10,-5,2)\,\mathrm N ( 10 , − 5 , 2 ) N กระจัด ( 3 , 4 , − 1 ) m (3,4,-1)\,\mathrm m ( 3 , 4 , − 1 ) m หางาน แรง F x = 3 x 2 F_x=3x^2 F x = 3 x 2 โดยสัมประสิทธิ์มีหน่วย N / m 2 \mathrm{N/m^2} N/ m 2 เคลื่อนจาก 0 ถึง 2 เมตร หางาน ให้ r = ( 0.4 , 0 , 0 ) m \mathbf r=(0.4,0,0)\,\mathrm m r = ( 0.4 , 0 , 0 ) m , F = ( 0 , − 30 , 10 ) N \mathbf F=(0,-30,10)\,\mathrm N F = ( 0 , − 30 , 10 ) N หาโมเมนต์และองค์ประกอบรอบ + z +z + z สายตรง I = 2 A I=2\,\mathrm A I = 2 A , L = ( 0 , 0.5 , 0 ) m \mathbf L=(0,0.5,0)\,\mathrm m L = ( 0 , 0.5 , 0 ) m , B = ( 0.3 , 0 , 0 ) T \mathbf B=(0.3,0,0)\,\mathrm T B = ( 0.3 , 0 , 0 ) T หาแรงแม่เหล็ก ข้อต่อหมุน ω = ( 0 , 0 , − 3 ) r a d / s \boldsymbol\omega=(0,0,-3)\,\mathrm{rad/s} ω = ( 0 , 0 , − 3 ) rad/s , r = ( 0.2 , 0 , 0 ) m \mathbf r=(0.2,0,0)\,\mathrm m r = ( 0.2 , 0 , 0 ) m และจุดอ้างอิงอยู่กับที่ หาเวกเตอร์ความเร็ว
เปิดเฉลยพร้อมเหตุผล R = ( 100 , 50 , 20 ) N \mathbf R=(100,50,20)\,\mathrm N R = ( 100 , 50 , 20 ) N , ∥ R ∥ = 10000 + 2500 + 400 = 12900 ≈ 113.58 N \|\mathbf R\|=\sqrt{10000+2500+400}=\sqrt{12900}\approx113.58\,\mathrm N ∥ R ∥ = 10000 + 2500 + 400 = 12900 ≈ 113.58 N d A B = ( 2 , 3 , 6 ) m \mathbf d_{AB}=(2,3,6)\,\mathrm m d A B = ( 2 , 3 , 6 ) m ความยาว 7 เมตร จึง F = 350 ( 2 , 3 , 6 ) / 7 = ( 100 , 150 , 300 ) N \mathbf F=350(2,3,6)/7=(100,150,300)\,\mathrm N F = 350 ( 2 , 3 , 6 ) /7 = ( 100 , 150 , 300 ) N W = 10 ( 3 ) − 5 ( 4 ) + 2 ( − 1 ) = 8 J W=10(3)-5(4)+2(-1)=8\,\mathrm J W = 10 ( 3 ) − 5 ( 4 ) + 2 ( − 1 ) = 8 J เป็นบวกให้ k = 3 N / m 2 k=3\,\mathrm{N/m^2} k = 3 N/ m 2 แล้ว W = ∫ 0 2 m k x 2 d x = ( k / 3 ) ( 2 m ) 3 = 8 J W=\int_0^{2\,\mathrm m}kx^2dx=(k/3)(2\,\mathrm m)^3=8\,\mathrm J W = ∫ 0 2 m k x 2 d x = ( k /3 ) ( 2 m ) 3 = 8 J τ = ( 0 , − 4 , − 12 ) N m \boldsymbol\tau=(0,-4,-12)\,\mathrm{N\,m} τ = ( 0 , − 4 , − 12 ) N m ; รอบ + z +z + z คือ − 12 N m -12\,\mathrm{N\,m} − 12 N m ส่วนขนาดรวม 160 ≈ 12.65 N m \sqrt{160}\approx12.65\,\mathrm{N\,m} 160 ≈ 12.65 N m L × B = ( 0 , 0 , − 0.15 ) \mathbf L\times\mathbf B=(0,0,-0.15) L × B = ( 0 , 0 , − 0.15 ) จึง F = ( 0 , 0 , − 0.30 ) N \mathbf F=(0,0,-0.30)\,\mathrm N F = ( 0 , 0 , − 0.30 ) N เพราะ j ^ × i ^ = − k ^ \hat{\mathbf j}\times\hat{\mathbf i}=-\hat{\mathbf k} j ^ × i ^ = − k ^ v = ω × r = ( 0 , − 0.6 , 0 ) m / s \mathbf v=\boldsymbol\omega\times\mathbf r=(0,-0.6,0)\,\mathrm{m/s} v = ω × r = ( 0 , − 0.6 , 0 ) m/s สวนทิศตัวอย่างการหมุนด้วย + ω z +\omega_z + ω z
13. สรุปสูตรและเงื่อนไขใช้งาน
ปริมาณ สูตร เงื่อนไขที่ต้องตรวจ รหัส แรงลัพธ์ R = ∑ F i \mathbf R=\sum\mathbf F_i R = ∑ F i ระบบพิกัดเดียวกัน; วัตถุแข็งเกร็งต้องเก็บโมเมนต์ด้วย E1 แรงสายเคเบิล T ( r B − r A ) / ∥ r B − r A ∥ T(\mathbf r_B-\mathbf r_A)/\|\mathbf r_B-\mathbf r_A\| T ( r B − r A ) /∥ r B − r A ∥ สายดึงจาก A ไป B; A และ B ไม่ตรงกัน E2 แรงตามแนว F ∥ = F ⋅ u ^ F_\parallel=\mathbf F\cdot\hat{\mathbf u} F ∥ = F ⋅ u ^ ทิศ u ^ \hat{\mathbf u} u ^ ต้องเป็นหนึ่งหน่วย E3 งานแรงคงที่ W = F ⋅ Δ r W=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf r W = F ⋅ Δ r แรงคงที่ทั้งขนาดและทิศ E4 งานทั่วไป W = ∫ C F ⋅ d r W=\int_C\mathbf F\cdot d\mathbf r W = ∫ C F ⋅ d r ระบุเส้นทางและทิศให้ครบ E5 โมเมนต์รอบจุด τ O = r O P × F \boldsymbol\tau_O=\mathbf r_{OP}\times\mathbf F τ O = r OP × F ตำแหน่งเริ่มจาก O ไปจุดออกแรง P E6 โมเมนต์รอบแกน τ u = u ^ ⋅ τ O \tau_u=\hat{\mathbf u}\cdot\boldsymbol\tau_O τ u = u ^ ⋅ τ O แกนผ่าน O; u ^ \hat{\mathbf u} u ^ เป็นหนึ่งหน่วย E7 แรงต่อประจุ F B = q v × B \mathbf F_B=q\mathbf v\times\mathbf B F B = q v × B แยกจากแรงไฟฟ้า; ตรวจเครื่องหมายประจุ E8 แรงสายตรง F B = I L × B \mathbf F_B=I\mathbf L\times\mathbf B F B = I L × B สายตรง สนามสม่ำเสมอ กระแสคงที่ E9 ความเร็วจากการหมุน v P = v O + ω × r O P \mathbf v_P=\mathbf v_O+\boldsymbol\omega\times\mathbf r_{OP} v P = v O + ω × r OP วัตถุแข็งเกร็ง; หน่วยมุม rad/s E10 สมดุลวัตถุแข็งเกร็ง ∑ F = 0 , ∑ τ O = 0 \sum\mathbf F=\mathbf0,\ \sum\boldsymbol\tau_O=\mathbf0 ∑ F = 0 , ∑ τ O = 0 ตรวจแรงภายนอกและโมเมนต์ภายนอกครบ E11
คำถามที่พบบ่อย เมื่อไรใช้ Dot product และเมื่อไรใช้ Cross product ในงานวิศวกรรม? ใช้ Dot เมื่อหาส่วนตามทิศ เช่น งาน F·Δr หรือองค์ประกอบแรงตามแกน ใช้ Cross เมื่อต้องการทิศตั้งฉาก เช่น โมเมนต์ r×F แรงแม่เหล็ก qv×B หรือความเร็วจากการหมุน ω×r
ทราบจุดปลายสายเคเบิลแล้วหาแรงเวกเตอร์ได้อย่างไร? ลบตำแหน่งปลายสายกับจุดที่แรงกระทำเพื่อได้เวกเตอร์ทิศ หารด้วยความยาวให้เป็นเวกเตอร์หนึ่งหน่วย แล้วคูณขนาดแรงดึง สายดึงวัตถุเข้าหาปลายสาย ไม่ผลักออกจากปลายสาย
ใช้ W=F·Δr ได้ทุกกรณีหรือไม่? สูตรนี้ใช้เมื่อแรงเป็นเวกเตอร์คงที่ตลอดการเคลื่อนที่ ถ้าแรงเปลี่ยนตามตำแหน่งหรือทิศ ต้องคำนวณ W=∫F·dr ตามเส้นทาง หรืออินทิเกรตตามพารามิเตอร์ที่ระบุ
โมเมนต์รอบจุดกับโมเมนต์รอบแกนต่างกันอย่างไร? โมเมนต์รอบจุดเป็นเวกเตอร์ τO=r×F ส่วนโมเมนต์รอบแกนเป็นสเกลาร์มีเครื่องหมาย τu=û·τO เมื่อ û เป็นเวกเตอร์หนึ่งหน่วยตามแกนที่ผ่าน O ขนาดโมเมนต์รวมไม่ได้เท่ากับองค์ประกอบรอบแกนเสมอ
สูตรแรงแม่เหล็กของสายไฟ IL×B มีเงื่อนไขอะไร? ใช้กับช่วงสายตรงที่อยู่ในสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอและมีกระแสคงที่ โดย L ชี้ตามกระแสแบบดั้งเดิม ถ้าสายโค้งหรือสนามเปลี่ยนตามตำแหน่ง ให้ใช้ dF=I dl×B แล้วอินทิเกรตตลอดช่วงสาย
เวกเตอร์ในอวกาศเหมือนเฟสเซอร์วงจร AC หรือไม่? ไม่เหมือนกันโดยอัตโนมัติ เวกเตอร์ตำแหน่งและแรงมีแกนเชิงพื้นที่ ส่วนเฟสเซอร์ใช้ระนาบเชิงซ้อนแทนขนาดและเฟสของสัญญาณไซน์ตามเวลา การคำนวณกำลังเชิงซ้อนจึงมีข้อตกลง RMS และคอนจูเกตของตัวเอง
มด
อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์
บทความอ่านง่ายเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ดูบทความทั้งหมด →