- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แล็บ FG + สโคป
- RC · RLC
// บทที่ 12.6 · แล็บ FG + สโคป · RC, RL & RLC
วงจร RC RL RLC กับคลื่นสี่เหลี่ยมและไซน์
นี่คือการทดลองแรกที่ทุกคนได้ทำกับเครื่องกำเนิดสัญญาณและสโคปจริงจัง และเป็นสะพานจากวงจรไฟฟ้าไปสู่สัญญาณและระบบ ป้อนคลื่นสี่เหลี่ยมเพื่อดูผลตอบสนองในโดเมนเวลา (τ, การแกว่ง) ป้อนไซน์เพื่อดูผลตอบสนองความถี่ (f_c, Q, แบนด์วิดท์) ทั้งสองแบบบอกเรื่องเดียวกันจากคนละมุม สูตรใช้รหัส R
- หรือ โดย R รวม 50 Ω ของเครื่อง · ถึง 63.2 % ที่ · เวลาขาขึ้น
- ที่นั่น (−3 dB) และเฟส −45°
- ความถี่สูงกว่า มาก: RC ต่ำผ่านเป็นอินทิเกรเตอร์ · ต่ำกว่ามาก: RC สูงผ่านเป็นดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
- RLC: , , แบนด์วิดท์ · ยิ่ง Q สูงยิ่งแกว่งนาน
ต่อวงจรและโพรบ พื้นฐาน
CH1 วัดที่ขาเข้าวงจร (ขั้วเครื่องกำเนิดสัญญาณ) CH2 วัดที่ขาออก กราวด์ของทุกเครื่องอยู่จุดเดียวกัน ชิ้นที่ต้องการวัดแรงดันต้องอยู่ฝั่งที่ติดกราวด์ ถ้าอยากดูแรงดันคร่อม R ในวงจรต่ำผ่าน ให้สลับตำแหน่ง R กับ C (ได้วงจรสูงผ่าน) แทนการหนีบกราวด์โพรบกลางวงจร
ค่าคงตัวเวลา τ และผลตอบสนองขั้น พื้นฐาน
ขอบขาขึ้นของคลื่นสี่เหลี่ยมคือ “ขั้นแรงดัน” ตัวเก็บประจุชาร์จผ่าน R แบบเอกซ์โพเนนเชียล ถ้าครึ่งคาบยาวพอ (≥ 5τ) แรงดันจะขึ้นจนเกือบเต็มก่อนขอบถัดไป เราจึงอ่าน τ จากภาพได้โดยตรง
R1 Time constant ค่าคงตัวเวลา
เมื่อคิดเทียบกับ emf ของเครื่อง ตัวเหนี่ยวนำจริงให้บวกความต้านทานขดลวด เข้าไปใน ด้วย
R2 First-order response ผลตอบสนองอันดับหนึ่งทุกกรณี
ใช้ได้กับทุกแรงดันและกระแสในวงจร RC หรือ RL ที่มีตัวเก็บพลังงานตัวเดียว รู้แค่ค่าเริ่ม ค่าสุดท้าย และ τ
R3 Reading τ from the graph อ่าน τ จากกราฟ
R = 10 kΩ, C ไม่ทราบค่า ป้อนสี่เหลี่ยม 0–4 V 500 Hz ที่ 50 µs/div แรงดันคร่อม C ขึ้นถึง 2.53 V (63.2 %) ที่ 2.01 ช่องหลังขอบขาขึ้น หา τ และ C
τ = 100.5 µs, C = 10 nF ถ้าลืม 50 Ω จะได้ C = 10.05 nF ต่างกันแค่ 0.5 % เพราะ R ใหญ่ แต่ถ้า R = 100 Ω จะต่างกันถึง 50 %
ลองเอง: ครึ่งคาบ 1 ms ≫ τ ปรับ R และ C แล้วเทียบเวลาขาขึ้นในตารางวัดกับ 2.2τ (กล่องทฤษฎีคำนวณ τ ให้) สังเกตว่าที่ 50 µs/div จอเห็นช่วงชาร์จแค่ราว 4.5τ สโคปหาระดับ “ยอด” จากฮิสโทแกรมของจุดบนจอจึงได้ต่ำไปเล็กน้อย และรายงานเวลาขาขึ้นราว 199 µs หมุน Time/div เป็น 100 µs/div ให้เห็นยอดแบนนานขึ้น จะอ่านได้ราว 223 µs ≈ 2.2τ สโคปจริงก็เป็นแบบนี้ ให้ขอบที่วัดเห็นทั้งฐานและยอดที่นิ่งแล้วเสมอ
เมื่อชาร์จไม่ทัน: คลื่นสี่เหลี่ยมความถี่สูงขึ้น กลาง
เพิ่มความถี่จนครึ่งคาบสั้นกว่าราว 5τ ตัวเก็บประจุจะชาร์จไม่เต็มก่อนสัญญาณกลับทิศ หลังผ่านไปไม่กี่คาบ วงจรจะเข้าสู่สภาวะคงตัวแบบคาบ (periodic steady state) ที่แรงดันแกว่งสมมาตรรอบค่าเฉลี่ย ยิ่งความถี่สูง ภาพยิ่งเหมือนสามเหลี่ยมและยิ่งเล็ก
R4 Periodic steady state (square wave) ยอดของ เมื่อป้อนสี่เหลี่ยม ±V
: ชาร์จเต็ม · : เป็นสามเหลี่ยม R7 · ถ้ามีออฟเซต ให้บวกค่าเฉลี่ยเข้าไป
วงจรเดิม (τ = 100.5 µs) ป้อนสี่เหลี่ยม ±1 V ความถี่ 10 kHz แรงดันคร่อม C สูงยอดถึงยอดเท่าไร
ราว 0.49 Vpp รูปเกือบเป็นสามเหลี่ยม สูตรประมาณคลาดเพียง 2 % เพราะ T/2 = 0.5τ ยังไม่ ≪ τ มากนัก
ลองเอง: เลื่อนความถี่จาก 100 Hz ถึง 50 kHz แล้วดูรูปคลื่นเปลี่ยนจากชาร์จเต็มเป็นสามเหลี่ยม
RC กับไซน์: ความถี่ตัด −3 dB และเฟส −45° พื้นฐาน กลาง
ป้อนไซน์ ขาออกจะเป็นไซน์ความถี่เดิมเสมอ (วงจรเชิงเส้น) เปลี่ยนแค่แอมพลิจูดและเฟส สองค่านี้คือผลตอบสนองความถี่ ที่หาได้จากอิมพีแดนซ์ และตัวแบ่งแรงดัน
R5 Cutoff frequency and low-pass gain ความถี่ตัดและขนาดของวงจรต่ำผ่าน
ที่ : (−3 dB) · ที่ : 0.0995 (−20 dB)
R6 Phase, and the high-pass version เฟสของต่ำผ่านและวงจรสูงผ่าน
สูงผ่านนำเฟส +45° ที่ · ทั้งสองวงจรมีความถี่ตัดเดียวกัน และ
R = 10 kΩ, C = 10 nF วัดเทียบแรงดันที่ขั้ว (CH1) ที่ความถี่ไหนได้ −3 dB และ −45° ที่ 5 kHz ได้เท่าไร
ที่ 1.59 kHz ได้ทั้ง 0.707 และ −45° พร้อมกัน ใช้เป็นการตรวจไขว้ ถ้าสองวิธีให้ความถี่ไม่ตรงกัน แปลว่ามีอะไรผิด เช่น โพรบไม่ได้ชดเชย หรือ C ไม่ใช่ค่าที่คิด ดูวิธีเก็บกราฟโบดเต็มที่ เทคนิคการวัด
ลองเอง: เลื่อนความถี่ให้เฟสเป็น −45° แล้วดูอัตราส่วน dB สลับขาออกคร่อม C (ต่ำผ่าน) กับคร่อม R (สูงผ่าน)
อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์แบบพาสซีฟ กลาง
วงจร RC ทำแคลคูลัสได้ด้วยตัวเองเมื่อความถี่เหมาะสม ถ้าครึ่งคาบสั้นกว่า τ มาก แรงดันคร่อม C แทบไม่เปลี่ยน กระแสจึงถูกกำหนดโดย และ C สะสมประจุเป็นปริพันธ์ของกระแส ถ้าครึ่งคาบยาวกว่า τ มาก C ตามขาเข้าทัน แรงดันคร่อม R จึงเหลือเฉพาะช่วงที่ขาเข้าเปลี่ยน ซึ่งเป็นสัดส่วนกับอนุพันธ์
R7 Passive integrator อินทิเกรเตอร์แบบพาสซีฟ
ได้สามเหลี่ยมจากสี่เหลี่ยม ± แต่เล็กลงมาก ออปแอมป์อินทิเกรเตอร์ทำได้โดยไม่ลดทอน U7
R8 Passive differentiator ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์แบบพาสซีฟ
ขอบสี่เหลี่ยมสูง จึงได้สไปก์สูง แล้วลดลงด้วย τ · ใช้ทำวงจรตรวจขอบ (edge detector)
ลองเอง: RC สูงผ่าน (ขาออกคร่อม R) ลดความถี่ลงเพื่อดูสไปก์ เพิ่มความถี่เพื่อดูว่าคลื่นผ่านไปเกือบครบ
ผลตอบสนองอิมพัลส์: สะพานไปสู่สัญญาณและระบบ กลาง ขั้นสูง
ในวิชาสัญญาณและระบบ ระบบเชิงเส้นไม่แปรตามเวลา (LTI) ถูกบรรยายครบด้วยผลตอบสนองอิมพัลส์ เพราะขาออกต่อสัญญาณใด ๆ คือคอนโวลูชัน ในแล็บเราสร้างอิมพัลส์ไม่ได้จริง แต่พัลส์ที่แคบกว่า τ มากทำตัวเหมือนอิมพัลส์ที่มีพื้นที่เท่ากับ ความสูง × ความกว้าง
R17 Impulse response of RC low-pass ผลตอบสนองอิมพัลส์ของ RC ต่ำผ่าน
ยอดของขาออก แล้วลดลงด้วย τ · พิสูจน์ได้จาก ลาปลาซ:
พัลส์ 0–5 V กว้าง 50 µs ซ้ำทุก 10 ms ป้อน RC ที่ R = 10 kΩ, C = 100 nF ขาออกสูงสุดเท่าไร
ยอดราว 0.25 V แล้วลดลงครึ่งหนึ่งทุก ms รูปทรงของขาออกคือ ของวงจร ลองเพิ่มความกว้างพัลส์ (ดิวตี้) ในแล็บเต็ม จะเห็นยอดเพิ่มตามพื้นที่จนพัลส์กว้างเทียบกับ τ แล้วรูปเริ่มเพี้ยนจาก
ต่อยอดเรื่อง คอนโวลูชัน และการแปลงฟูริเยร์ได้ที่ แล็บสัญญาณ และ แล็บระบบอันดับหนึ่ง ซึ่งใช้วงจรเดียวกันนี้ในรูปฟังก์ชันถ่ายโอน
วงจร RL พื้นฐาน กลาง
RL ทำงานกลับกับ RC: ตัวเหนี่ยวนำต้านการเปลี่ยนกระแส ขาออกคร่อม R เป็นวงจรต่ำผ่าน คร่อม L เป็นสูงผ่าน τ = L/R สั้นมากเมื่อ L เป็น mH และ R เป็น kΩ จึงต้องใช้ความถี่สูงกว่า RC ทั่วไป ตัวเหนี่ยวนำจริงมีความต้านทานขดลวด อยู่ในตัว ทำให้แรงดันคร่อม L ไม่ลดลงถึงศูนย์ แต่ค้างที่
R = 1 kΩ ต่อกับขดลวดไม่ทราบค่า ป้อนสี่เหลี่ยม 10 kHz วัด τ ของแรงดันคร่อม R ได้ 9.5 µs หา L
จัดรูป R1
ราว 10 mH ถ้าวัด ด้วยมัลติมิเตอร์ได้ เช่น 20 Ω ให้บวกเข้าไป จะได้ 10.2 mH
RLC อนุกรม: เรโซแนนซ์ Q และแบนด์วิดท์ กลาง
ที่ความถี่หนึ่ง รีแอกแตนซ์ของ L กับ C หักล้างกันพอดี เหลือแค่ความต้านทาน กระแสสูงสุดและเฟสเป็นศูนย์ นี่คือเรโซแนนซ์ ความคมของยอดบอกด้วย Q ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวที่บอกทั้งพฤติกรรมในโดเมนความถี่ (แบนด์วิดท์) และโดเมนเวลา (แกว่งกี่รอบ)
R9 Resonant frequency ความถี่เรโซแนนซ์
R10 Quality factor (series RLC) ตัวประกอบคุณภาพ
· แกว่ง () · ตอบสนองแบนราบที่สุด (Butterworth)
R11 Bandwidth and half-power frequencies แบนด์วิดท์และความถี่ครึ่งกำลัง
(ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต ไม่ใช่เลขคณิต)
R15 Voltage magnification at resonance แรงดันคร่อม L และ C ที่เรโซแนนซ์
Q = 10 กับไฟ 2 Vpp ได้ 20 Vpp คร่อม C ระวังพิกัดแรงดันของตัวเก็บประจุ
R16 Parallel RLC (tank) RLC ขนาน
ขนาน: R ยิ่งมาก Q ยิ่งสูง (กลับกับอนุกรม) ใช้ในวงจรจูนวิทยุและออสซิลเลเตอร์
L = 10 mH, C = 100 nF, R = 100 Ω ต่อกับเครื่องกำเนิดสัญญาณ 2 Vpp (emf) หา , Q, แบนด์วิดท์, , และแรงดันคร่อม C ที่เรโซแนนซ์
= 5.03 kHz, Q = 2.11, B = 2.39 kHz (3.98–6.37 kHz) และ = 4.2 Vpp มากกว่าแหล่งจ่าย ถ้าลืม 50 Ω จะคำนวณ Q = 3.16 ผิดไป 50 %
ลองเอง: ขาออกคร่อม R ปรับความถี่หายอด (เฟสเป็น 0°) แล้วหาความถี่ที่อัตราส่วนลดเหลือ 0.707 ทั้งสองข้าง ลองสลับขาออกเป็นคร่อม C แล้วดูแรงดันที่
RLC กับคลื่นสี่เหลี่ยม: การแกว่งและลอการิทึมดีครีเมนต์ กลาง ขั้นสูง
ป้อนคลื่นสี่เหลี่ยมความถี่ต่ำ (ครึ่งคาบยาวกว่าเวลาที่การแกว่งยุบหมด) แต่ละขอบคือขั้นแรงดันที่ทำให้วงจรแกว่งที่ความถี่ธรรมชาติ แล้วค่อย ๆ ยุบตามเปลือกเอกซ์โพเนนเชียล ภาพเดียวนี้ให้ทั้ง , ζ, Q และ R รวมของวงจร เป็นวิธีที่ใช้หาความหน่วงของระบบจริง ตั้งแต่วงจรกรองไปจนถึงโครงสร้างเครื่องกล
R12 Damped ringing การแกว่งแบบหน่วง
R13 Logarithmic decrement ลอการิทึมดีครีเมนต์
วัดจากค่าสุดท้ายถึงยอด ยอดที่ห่างกันหนึ่งคาบ · จำง่าย: Q ≈ จำนวนรอบที่แกว่งจนเหลือราว 4 % ()
R14 Percent overshoot เปอร์เซ็นต์โอเวอร์ชูต (คร่อม C)
เหมือนระบบอันดับสองในวิชาควบคุมทุกประการ ดู แล็บระบบอันดับสอง
RLC (L = 10 mH, C = 100 nF) ป้อนสี่เหลี่ยม ±1 V 300 Hz คร่อม C ยอดแรกเกินค่าสุดท้าย 1.48 V ยอดถัดไป (หนึ่งคาบต่อมา) เกิน 0.814 V หา δ, ζ, Q และ R รวม
Q ≈ 5.3, R รวม ≈ 60 Ω = R ที่ใส่ 10 Ω + 50 Ω ของเครื่อง วิธีนี้วัดความต้านทานที่ “ซ่อนอยู่” ได้ ถ้าได้มากกว่าที่คิด ส่วนเกินมักเป็นความต้านทานของขดลวด
ลองเอง: ลด R ให้แกว่งนานขึ้น (Q สูง) เพิ่ม R จนไม่แกว่ง ( คือหน่วงวิกฤต)
สรุป: เวลา ↔ ความถี่ ของวงจรเดียวกัน กลาง
| สิ่งที่เห็นในโดเมนเวลา (สี่เหลี่ยม) | สิ่งที่เห็นในโดเมนความถี่ (ไซน์) | ความสัมพันธ์ |
|---|---|---|
| τ ของ RC | ||
| เวลาขาขึ้น | แบนด์วิดท์ | O8 |
| ยอดเอียง (tilt) ของสูงผ่าน | ความถี่ตัดต่ำ | O6 |
| ความถี่แกว่ง | ความถี่ยอดเรโซแนนซ์ | |
| จำนวนรอบที่แกว่ง | ความคมของยอด Q | |
| โอเวอร์ชูต | ยอดเกินใน ของต่ำผ่านอันดับสอง | ทั้งคู่ขึ้นกับ ζ |
ข้อสรุปนี้คือหัวใจของวิชาสัญญาณและระบบ: ระบบเชิงเส้นเดียวกันมองได้สองแบบ ผลตอบสนองอิมพัลส์ กับผลตอบสนองความถี่ เป็นคู่การแปลงฟูริเยร์กัน ถ้าอินพุตเป็นคลื่นคาบที่ไม่ใช่ไซน์ ใช้ ทีละฮาร์มอนิกตาม วิเคราะห์วงจรด้วยอนุกรมฟูเรียร์ ไปต่อที่ ออปแอมป์ เพื่อทำวงจรเหล่านี้ให้มีเกนและไม่ถูกโหลด
ต่อยอด: วัดผลตอบสนองความถี่เพื่อออกแบบระบบควบคุม
การกวาดความถี่วัดเกนและเฟสของ RC และ RLC คือการวัดผลตอบสนองความถี่ นำไปวาดโบด หาฟังก์ชันถ่ายโอนจากกราฟ และวัดลูปเกนของพาวเวอร์ซัพพลาย
คำถามที่พบบ่อย
หาค่าคงตัวเวลา τ จากออสซิลโลสโคปอย่างไร?
ป้อนคลื่นสี่เหลี่ยมที่ครึ่งคาบยาวอย่างน้อย 5τ แล้วดูแรงดันคร่อม C วัดเวลาตั้งแต่ขอบขาขึ้นจนแรงดันขึ้นถึง 63.2 % ของความสูงขั้น เวลานั้นคือ τ หรือวัดเวลาขาขึ้น 10–90 % แล้วหารด้วย 2.2 อย่าลืมว่าความต้านทาน 50 Ω ของเครื่องกำเนิดสัญญาณรวมอยู่ใน τ ด้วย ถ้าวัดเทียบกับ emf ของเครื่อง
ทำไมค่า τ หรือ Q ที่วัดได้ไม่ตรงกับที่คำนวณจากค่าบนตัวอุปกรณ์?
สาเหตุหลักคือความต้านทานขาออก 50 Ω ของเครื่องกำเนิดสัญญาณที่อนุกรมอยู่ในวงจร ความต้านทานของขดลวดตัวเหนี่ยวนำ ความคลาดเคลื่อนของตัวเก็บประจุ (±5–20 %) และความจุของโพรบ วงจร RLC ที่ใช้ R ค่าน้อยจะได้รับผลมากที่สุด เพราะ 50 Ω อาจมากกว่า R ที่ใส่เสียอีก
ความถี่ตัด −3 dB หมายถึงอะไร?
คือความถี่ที่แรงดันขาออกเหลือ 1/√2 = 0.707 ของขาเข้า หรือกำลังเหลือครึ่งหนึ่ง สำหรับวงจร RC อันดับหนึ่ง f_c = 1/(2πRC) และที่ความถี่นี้เฟสเลื่อนไป 45° พอดี จึงหาได้สองทาง คือหาความถี่ที่อัตราส่วนเป็น 0.707 หรือหาความถี่ที่เฟสเป็น −45°
วงจร RC เป็นอินทิเกรเตอร์ได้เมื่อไร?
เมื่อความถี่ของสัญญาณสูงกว่าความถี่ตัดมาก (ครึ่งคาบสั้นกว่า τ มาก) แรงดันคร่อม C จะเปลี่ยนน้อยมากเมื่อเทียบกับขาเข้า กระแสจึงเกือบเท่ากับ v_in/R และ v_C ≈ (1/RC)∫v_in dt คลื่นสี่เหลี่ยมจึงกลายเป็นสามเหลี่ยม แต่แอมพลิจูดเล็กลง ถ้าต้องการอินทิเกรตโดยไม่ลดทอน ให้ใช้ออปแอมป์อินทิเกรเตอร์