- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แล็บ FG + สโคป
- เทคนิคการวัด
// บทที่ 12.5 · แล็บ FG + สโคป · Measurement Techniques
เทคนิคการวัด: แอมพลิจูด ความถี่ เฟส ลิสซาจู และผลตอบสนองความถี่ (Bode)
รู้จักปุ่มแล้ว ขั้นต่อไปคือวัดให้ได้ตัวเลขที่เชื่อถือได้และเขียนลงรายงานได้ หน้านี้รวมวิธีที่ใช้ในแล็บวงจรไฟฟ้า สัญญาณและระบบ และอิเล็กทรอนิกส์ทุกวิชา: ความคลาดเคลื่อน การวัดความถี่และเฟส วงรีลิสซาจู การเก็บข้อมูลเพื่อเขียนกราฟโบด การกวาดความถี่ และการวัดอิมพีแดนซ์ด้วยของที่มีบนโต๊ะ สูตรใช้รหัส B
- ทำภาพให้สูง 5–7 ช่อง และวัดหลายคาบ ความคลาดเคลื่อนลดลงตามจำนวนช่องที่ใช้
- เฟส: ช่องที่ตามหลังได้ค่าลบ · ลิสซาจู:
- ผลตอบสนองความถี่ = อัตราส่วน CH2/CH1 ที่ขาเข้าวงจรจริง ไม่ใช่ค่าที่ตั้งบนเครื่อง
- อิมพีแดนซ์: อนุกรมตัวต้านทานที่รู้ค่า
ความคลาดเคลื่อนในการอ่านค่า พื้นฐาน กลาง
ทุกตัวเลขในรายงานแล็บควรมาพร้อมความคลาดเคลื่อน สำหรับสโคปมีสองแหล่งหลัก คือความแม่นยำของเครื่องเอง (สเปก DC gain accuracy ราว ±3 % ของ 8 บิตทั่วไป) และความคลาดเคลื่อนจากการอ่าน ซึ่งเราควบคุมได้ด้วยการทำภาพให้ใหญ่
B1 Reading uncertainty ความคลาดเคลื่อนจากการอ่านกราติคูล
ภาพสูง 2 ช่อง → 5 % · สูง 6 ช่อง → 1.7 % ใช้เคอร์เซอร์หรือการวัดอัตโนมัติจะลด ได้อีก
B2 Combined uncertainty รวมความคลาดเคลื่อนอิสระ
ใช้กับผลคูณหรือผลหาร เช่น ถ้าวัด , ด้วยช่องเดียวกันที่ V/div เดียวกัน ความคลาดเคลื่อนของ gain ส่วนใหญ่หักล้างกัน
วัดความถี่และคาบให้แม่น พื้นฐาน
อ่านคาบเดียวบนจอใช้ได้คร่าว ๆ ถ้าต้องการแม่น ให้หมุน Time/div จนเห็นหลายคาบ แล้ววัดเวลาของ คาบรวมกัน ความคลาดเคลื่อนจากการอ่านจะกระจายไปทั้ง คาบ ฐานเวลาของสโคปเองแม่นราว 25–50 ppm ซึ่งดีกว่าการอ่านมาก ถ้าต้องการแม่นกว่านั้นให้ใช้ตัวนับความถี่ (counter) ในสโคปหรือในเครื่องกำเนิดสัญญาณ
B3 Frequency from N cycles ความถี่จากการนับหลายคาบ
ที่ 1 ms/div สัญญาณ 10 คาบกินระยะ 8.2 ช่อง หาความถี่และความคลาดเคลื่อน เทียบกับอ่านคาบเดียว (0.82 ช่อง)
เวลา 10 คาบ B3
ความคลาดเคลื่อน ±0.1 ช่อง
Hz การนับหลายคาบลดความคลาดเคลื่อน 10 เท่า
วัดเฟสจากเวลาห่าง Δt พื้นฐาน กลาง
ต่อ CH1 ที่ขาเข้าวงจร (อ้างอิง) และ CH2 ที่ขาออก ทริกเกอร์จาก CH1 จัดเส้น 0 V ของทั้งสองช่องให้ทับกันกลางจอ ตั้ง V/div ให้ภาพสูงใกล้เคียงกัน แล้ววัดเวลาจากจุดตัดศูนย์ขาขึ้นของ CH1 ไปยังจุดตัดศูนย์ขาขึ้นที่ใกล้ที่สุดของ CH2 ใช้คัปปลิง DC และตรวจว่าทั้งสองสัญญาณไม่มีออฟเซต DC เพราะออฟเซตทำให้จุดตัดศูนย์เลื่อน
B4 Phase with sign convention มุมเฟสพร้อมเครื่องหมาย
เมื่อ CH2 ตัดศูนย์ทีหลัง (ตามหลัง) → φ ติดลบ ถ้าได้เกิน ±180° ให้บวกหรือลบ 360° นิยามเดียวกับ W14
ที่ 0.2 ms/div หนึ่งคาบยาว 4 ช่อง CH2 ตัดศูนย์ขาขึ้นหลัง CH1 อยู่ 0.25 ช่อง หาความถี่และเฟส
คาบและเวลาห่าง
เฟส B4
CH2 ล้าหลัง 22.5° ความคลาดเคลื่อน ±0.05 ช่องของ Δt คือ ±4.5° ถ้าอยากแม่นขึ้นให้ลด Time/div ลงแล้วเลื่อน Horizontal Position ไปซูมที่จุดตัดศูนย์ หรือใช้การวัด Phase อัตโนมัติ
ลองเอง: วงจร RC ต่ำผ่าน CH1 ที่ขาเข้า CH2 คร่อม C ปรับความถี่แล้วดูเฟสในตารางวัด ที่ความถี่ตัดเฟสต้องเป็น −45° และอัตราส่วนเป็น −3 dB
วงรีลิสซาจู: วัดเฟสและอัตราส่วนความถี่ด้วยโหมด XY กลาง
ในโหมด XY สโคปใช้ CH1 เป็นแกนนอนและ CH2 เป็นแกนตั้ง ถ้าทั้งสองเป็นไซน์ความถี่เดียวกัน ภาพจะเป็นวงรีที่เอียงตามความต่างเฟส เฟส 0° เป็นเส้นตรงเอียงขึ้น 90° เป็นวงกลม (ถ้าแอมพลิจูดเท่ากัน) 180° เป็นเส้นตรงเอียงลง ถ้าความถี่ต่างกันเป็นอัตราส่วนจำนวนเต็มจะได้รูปเป็นวงซ้อน ใช้เทียบความถี่ได้แม่นมาก ก่อนวัดให้ตั้งทั้งสองช่องเป็น GND ปรับจุดให้อยู่กลางจอ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น DC
B5 Phase from a Lissajous ellipse เฟสจากวงรีลิสซาจู
วงรีเอียงขึ้นขวา (ควอดรันต์ 1–3): · เอียงลง: ใช้ · วิธีนี้ไม่บอกว่านำหรือตาม ต้องดูจากโหมด Y–T
B6 Frequency ratio from a Lissajous figure อัตราส่วนความถี่จากรูปลิสซาจู
จำนวนจุดที่รูปแตะขอบบน จำนวนจุดที่แตะขอบข้าง รูปที่นิ่งแปลว่าอัตราส่วนเป็นจำนวนเต็มพอดี ถ้าค่อย ๆ หมุน ความถี่ต่างจากอัตราส่วนเล็กน้อย
วงรีเอียงขึ้นขวา ยอดสูง 4.0 ช่องจากศูนย์กลาง ตัดแกนตั้งที่ 2.8 ช่อง ขาออกวงจร RC ต่ำผ่านเฟสเท่าไร
ใช้สูตร B5
วงจร RC ต่ำผ่านทำให้ขาออกตามหลัง
−44.4° ใกล้ความถี่ตัด (−45°) วิธีลิสซาจูไวมากที่มุมเล็ก แต่ใกล้ 90° ค่า arcsin เปลี่ยนช้า ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้น ช่วงนั้นใช้วิธี Δt ดีกว่า
ลองเอง: กด X–Y ดูวงรี แล้วเปลี่ยนความถี่ วงรีจะเปลี่ยนจากเส้นตรง (ความถี่ต่ำ เฟสเกือบ 0°) ไปเป็นวงรีตั้งที่ความถี่สูง (เฟสเข้าใกล้ −90° แต่ CH2 เล็กลงมาก)
เก็บข้อมูลผลตอบสนองความถี่และเขียนกราฟโบด กลาง
ผลตอบสนองความถี่ คือสิ่งที่วงจรทำกับไซน์แต่ละความถี่: ขยายหรือลดทอนเท่าไร และเลื่อนเฟสเท่าไร นี่คือแก่นของวิชาวงจรไฟฟ้า สัญญาณและระบบ และระบบควบคุม ในแล็บเราวัดทีละความถี่ด้วยเครื่องกำเนิดสัญญาณกับสโคปสองช่อง
ต่อ CH1 ที่ ขาเข้าวงจรจริง และ CH2 ที่ขาออก กราวด์จุดเดียวกัน ทริกเกอร์จาก CH1 หรือ EXT
เลือกความถี่แบบล็อก อย่างน้อย 3 จุดต่อดีเคด (1, 2, 5 × 10ⁿ) และถี่ขึ้นรอบจุดที่สนใจ B8
ทุกความถี่: ปรับ Time/div ให้เห็น 2–3 คาบ ปรับ V/div ของแต่ละช่องให้ภาพใหญ่ วัด Vpp ทั้งสองช่องและ Δt (หรือเฟส)
คำนวณ , และ φ ลงตาราง แล้วพล็อตบนแกนความถี่ล็อก
เทียบกับทฤษฎี หาความถี่ตัด ความชัน และอันดับของวงจร B9
B7 One point of the frequency response ผลตอบสนองความถี่หนึ่งจุด
ใช้ Vpp หรือ Vrms ทั้งสองช่องเหมือนกันก็ได้ ห้ามผสม · dB ดู W15
B8 Log-spaced test frequencies เลือกความถี่แบบล็อก
= จำนวนจุดต่อดีเคด ใกล้เคียงลำดับ 1–2–5 · ละเอียดพอสำหรับงานวิจัย
B9 Reading a Bode plot อ่านกราฟโบด
คือจำนวนขั้ว (อันดับ) · −20 dB/ดีเคด = −6 dB/ออกเทฟ · หา ได้จากจุด −3 dB จุด −45° หรือย้อนจากเส้นกำกับ
RC ต่ำผ่าน R = 10 kΩ, C = 10 nF ขาเข้า 2.00 Vpp ค่าที่ควรวัดได้ในแต่ละความถี่เป็นเท่าไร
ความถี่ตัด (วัดเทียบขาเข้าวงจร จึงไม่รวม 50 Ω) R5
คำนวณ และ R6
f (Hz) V₂ (Vpp) |H| (dB) φ 100 1.996 −0.02 −3.6° 200 1.984 −0.07 −7.2° 500 1.908 −0.41 −17.4° 1 k 1.693 −1.45 −32.1° 1.59 k 1.414 −3.01 −45.0° 2 k 1.245 −4.11 −51.5° 5 k 0.607 −10.36 −72.3° 10 k 0.314 −16.07 −81.0° 20 k 0.159 −22.01 −85.5° 50 k 0.064 −29.95 −88.2° ตรวจความชันจาก 10 k ถึง 50 k B9
ความชันราว −20 dB/ดีเคด ยืนยันว่าเป็นวงจรอันดับหนึ่ง ที่ 50 kHz ขาออกเหลือแค่ 64 mVpp ต้องลด V/div ของ CH2 ลงจนภาพใหญ่ ไม่อย่างนั้นความคลาดเคลื่อนการอ่านจะสูงมาก B1
ลองเอง: วงจรเดียวกันในสโคปจำลอง เลื่อนความถี่ไปที่ค่าในตาราง แล้วอ่าน “อัตราส่วน Vpp₂/Vpp₁” และเฟสในตารางวัด กด AUTO ทุกครั้งที่เปลี่ยนความถี่มาก ๆ
กวาดความถี่: เห็นผลตอบสนองทั้งย่านในภาพเดียว กลาง ขั้นสูง
แทนการวัดทีละจุด ให้เครื่องกำเนิดสัญญาณกวาดความถี่จาก ถึง ในเวลา แล้วทริกเกอร์สโคปจาก SYNC (EXT) ตั้ง Time/div ให้ทั้งจอเท่ากับ เปลือกของสัญญาณขาออกคือ โดยแกนเวลากลายเป็นแกนความถี่ วิธีนี้เร็วมากสำหรับหาเรโซแนนซ์หรือแบนด์วิดท์ แต่ต้องกวาดช้าพอให้วงจรตอบสนองทัน
B10 Frequency at a screen position ความถี่ที่ตำแหน่งบนจอ
วัดจากจุดทริกเกอร์ (เริ่มกวาด) · กวาดแบบ log ทำให้ภาพบนจอเป็นกราฟโบดแกนล็อกโดยตรง ดู V13
B11 Sweep slow enough เงื่อนไขกวาดช้าพอ
คือแบนด์วิดท์ของวงจร (เช่น ) วงจรต้องใช้เวลาราว จึงตอบสนองเต็มที่ ถ้ากวาดเร็วเกิน ยอดจะเตี้ยลง เลื่อนไปทางที่กวาด และมีการแกว่งตามหลัง
RLC อนุกรม L = 10 mH, C = 100 nF, R รวม 150 Ω กวาด 1–10 kHz ใน 0.1 s ช้าพอไหม ถ้า R รวมเหลือ 50 Ω ล่ะ
กรณีแรกช้าพอ กรณีที่สองเริ่มเร็วเกิน (0.14 ไม่ ≪ 1) ยอดจะเตี้ยลงเล็กน้อยและเลื่อน ควรเพิ่มเวลากวาดเป็น 0.5–1 s
ลองเอง: กวาด 1–10 kHz เข้าวงจร RLC แบนด์พาส ทริกเกอร์จาก EXT จอเริ่มที่จุดเริ่มกวาดพอดี (ซ้ายสุด 1 kHz ขวาสุด 10 kHz) เปลือกของ CH2 คือกราฟเรโซแนนซ์ ยอดอยู่ราว 4.5 ช่องจากซ้าย ตรงกับ kHz B10 สังเกต CH1 ด้วย: แรงดันที่ขั้วเครื่องยุบลงตรงเรโซแนนซ์ เพราะวงจรมีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดและดึงแรงดันผ่าน 50 Ω ภายในเครื่อง ลองลด R ให้ยอดแหลมขึ้น
วัดอิมพีแดนซ์ L C และ Z ใด ๆ ด้วยตัวต้านทานอนุกรม กลาง
ไม่มี LCR meter ก็วัดอิมพีแดนซ์ได้ ต่อตัวต้านทานที่รู้ค่า อนุกรมกับอุปกรณ์ที่ต้องการวัด ขาล่างของอุปกรณ์ลงกราวด์ กระแสที่ไหลผ่านทั้งสองเท่ากัน จึงหาได้จากแรงดันคร่อม ซึ่งได้จาก CH1 − CH2
B12 Impedance with a series resistor อิมพีแดนซ์ด้วยตัวต้านทานอนุกรม
เลือก ใกล้ ที่คาดไว้ ให้แรงดันทั้งสองส่วนใกล้กัน ความคลาดเคลื่อนต่ำสุด · ถ้ามุมไม่ถึง ±90° แปลว่ามีความต้านทานแฝง (ESR)
= 1 kΩ ที่ 1 kHz วัด CH1 = 2.00 Vpp, CH2 = 1.693 Vpp ตามหลัง CH1 32.1° และ Math CH1 − CH2 = 1.064 Vpp นำ CH1 57.9° หาค่า C
ขนาดและมุมของ Z B12
มุม −90° คือตัวเก็บประจุอุดมคติ
C = 100 nF ตรวจ: กับ ตั้งฉากกันเสมอ (เฟสต่างกัน 90°) เพราะกระแสผ่าน R มีเฟสเดียวกับ และนำแรงดันคร่อม C อยู่ 90°
วัดความต้านทานขาเข้าและขาออก กลาง
อยากรู้ว่าเครื่องขยายเสียง เซนเซอร์ หรือวงจรใด ๆ มีความต้านทานขาเข้าเท่าไร ให้อนุกรมตัวต้านทาน เข้าไป แล้ววัดแรงดันก่อนและหลังตัวต้านทาน ถ้าปรับ (ใช้โพเทนชิออมิเตอร์) จนแรงดันหลังตัวต้านทานเหลือครึ่งหนึ่ง ค่า ตอนนั้นคือ พอดี เรียกว่าวิธีครึ่งแรงดัน (half-voltage method) ความต้านทานขาออกวัดกลับกัน คือวัดแรงดันเปิดวงจรแล้วต่อโหลดที่รู้ค่า ใช้สูตร V3
B14 Input resistance by series resistor ความต้านทานขาเข้า
ทำที่ความถี่กลางย่าน ถ้าขาเข้ามีความจุมาก ใช้ , แบบเฟสเซอร์และสูตร B12 แทน
ใส่ = 10 kΩ วัด = 1.00 Vpp และ = 0.68 Vpp หา
แทนสูตร B14
ราว 21 kΩ ความคลาดเคลื่อนจะต่ำที่สุดเมื่อ เพราะผลต่าง ไม่เล็กเกินไป
สัญญาณเล็กจมนอยส์: เฉลี่ยและกรอง กลาง
เมื่อสัญญาณเล็กมาก เช่น ขาออกของเซนเซอร์ไม่กี่ mV เส้นบนจอจะหนาด้วยนอยส์ โหมด Average เก็บภาพหลายครั้งแล้วเฉลี่ยทีละจุด นอยส์แบบสุ่มจะหักล้างกันส่วนสัญญาณที่ซ้ำเดิมทุกครั้งคงอยู่ เงื่อนไขสำคัญคือทริกเกอร์ต้องนิ่งสนิท ทางที่ดีที่สุดคือทริกเกอร์จาก SYNC ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ ถ้าทริกเกอร์จากสัญญาณที่มีนอยส์เอง จุดเริ่มจะสั่น ภาพเฉลี่ยจะเบลอ
B13 Averaging gain การเฉลี่ยลดนอยส์
เฉลี่ย 16 ครั้ง นอยส์ลดลง 4 เท่า (SNR ดีขึ้น 12 dB) · ใช้ได้กับสัญญาณที่ซ้ำเดิมเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งเดียวใช้ไม่ได้
ลองเอง: ไซน์ 50 mVpp จมอยู่ในนอยส์ สลับโหมดเก็บข้อมูลเป็น Average 16 แล้วดูเส้นบางลง
ทางเลือกอื่น: เปิด BW Limit 20 MHz ตัดนอยส์ความถี่สูง ใช้โพรบ 1× กับสัญญาณที่เล็กมากและช้า ใช้สปริงกราวด์แทนสายยาว และระวังฮัม 50 Hz จากลูปกราวด์ (ทริกเกอร์แบบ AC Line จะเห็นว่าฮัมนิ่งหรือไม่)
บันทึกผลและเขียนรายงานแล็บ พื้นฐาน
รายงานที่ดีทำให้คนอื่นทำซ้ำการวัดได้ ทุกภาพจากสโคปและทุกตารางควรมีข้อมูลต่อไปนี้
| ส่วน | สิ่งที่ต้องเขียน | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| เครื่องมือ | รุ่น แบนด์วิดท์ โพรบ | สโคป 100 MHz 1 GSa/s, โพรบ 10× ชดเชยแล้ว |
| การตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณ | รูปคลื่น ความถี่ แอมพลิจูด ออฟเซต Load | ไซน์ 1 kHz 2 Vpp 0 V, Load High-Z |
| การตั้งสโคป | V/div แต่ละช่อง Time/div คัปปลิง ทริกเกอร์ | CH1 0.5 V/div DC, CH2 0.2 V/div DC, 200 µs/div, Trig CH1 ↑ 0 V |
| ค่าที่วัด | ค่า ± ความคลาดเคลื่อน พร้อมหน่วย | V₂ = 1.40 ± 0.05 Vpp |
| ค่าทฤษฎี | สูตรที่ใช้และค่าที่คำนวณ | |H| = 0.707 (สูตร R5) |
| เปอร์เซ็นต์ความต่าง | −1.0 % | |
| อภิปราย | ความต่างอยู่ในความคลาดเคลื่อนหรือไม่ ถ้าไม่ เพราะอะไร | ค่าความคลาดเคลื่อนของ C ±10 %, 50 Ω ของเครื่อง, โพรบ |
ภาพจากสโคปจริงบันทึกลง USB เป็น PNG หรือ CSV ได้ ข้อมูล CSV นำไปพล็อตใน Excel, Python หรือ MATLAB ได้แม่นกว่าการถ่ายรูปจอ ส่วนแล็บจำลองในเว็บนี้กดปุ่ม “คัดลอกลิงก์การตั้งค่านี้” เพื่อแนบลิงก์ที่เปิดแล้วได้การตั้งค่าเดิมทุกปุ่มไว้ในรายงาน
ไปต่อ: ใช้เทคนิคทั้งหมดนี้กับ วงจร RC RL RLC และ ออปแอมป์
คำถามที่พบบ่อย
วัดมุมเฟสด้วยออสซิลโลสโคปทำอย่างไร?
มีสองวิธี วิธีแรกวัดเวลาห่าง Δt ระหว่างจุดตัดศูนย์ขาขึ้นของสองช่อง แล้วใช้ φ = −360°·Δt/T ถ้าช่องที่สองตามหลังจะได้เฟสติดลบ วิธีที่สองใช้โหมด XY ได้วงรีลิสซาจู แล้วใช้ sin|φ| = y₀/y_max วิธีแรกบอกเครื่องหมายได้ วิธีที่สองแม่นที่มุมเล็กแต่ไม่บอกว่านำหรือตาม
เขียนกราฟโบดจากการทดลองต้องวัดกี่ความถี่?
อย่างน้อย 3 จุดต่อดีเคด เช่น 1, 2, 5 × 10ⁿ และเพิ่มจุดถี่ขึ้นรอบความถี่ตัดหรือเรโซแนนซ์ วัดอัตราส่วน V_out/V_in เทียบกับแรงดันขาเข้าวงจรที่วัดจริงทุกจุด ไม่ใช้ค่าที่ตั้งบนเครื่องกำเนิดสัญญาณ แล้วพล็อต 20 log₁₀(V_out/V_in) และมุมเฟสบนแกนความถี่แบบล็อก
ทำไมต้องวัดแรงดันขาเข้าทุกครั้ง ทั้งที่ตั้งค่าบนเครื่องกำเนิดสัญญาณไว้แล้ว?
เพราะเครื่องกำเนิดสัญญาณมีความต้านทานขาออก 50 Ω แรงดันที่ขั้วจึงเปลี่ยนตามอิมพีแดนซ์ขาเข้าของวงจร ซึ่งเปลี่ยนตามความถี่ เช่น วงจร RLC ที่เรโซแนนซ์ การวัดอัตราส่วน CH2/CH1 ที่ขาเข้าวงจรจริงจะตัดผลของ 50 Ω และความคลาดเคลื่อนแอมพลิจูดของเครื่องออกไปหมด
ค่าที่อ่านจากออสซิลโลสโคปแม่นยำแค่ไหน?
สโคป 8 บิตทั่วไปมีความแม่นยำอัตราขยาย DC ราว ±3 % บวกความคลาดเคลื่อนการอ่านกราติคูลราว ±0.1 ช่อง ถ้าภาพสูง 6 ช่อง ความคลาดเคลื่อนรวมราว ±3.5 % ส่วนเวลาแม่นกว่ามาก ราว 25–50 ppm บวกความคลาดเคลื่อนการอ่าน จึงควรให้ภาพใหญ่เต็มจอและวัดหลายคาบ