พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แล็บ FG + สโคป
  4. เทคนิคการวัด

// บทที่ 12.5 · แล็บ FG + สโคป · Measurement Techniques

เทคนิคการวัด: แอมพลิจูด ความถี่ เฟส ลิสซาจู และผลตอบสนองความถี่ (Bode)

รู้จักปุ่มแล้ว ขั้นต่อไปคือวัดให้ได้ตัวเลขที่เชื่อถือได้และเขียนลงรายงานได้ หน้านี้รวมวิธีที่ใช้ในแล็บวงจรไฟฟ้า สัญญาณและระบบ และอิเล็กทรอนิกส์ทุกวิชา: ความคลาดเคลื่อน การวัดความถี่และเฟส วงรีลิสซาจู การเก็บข้อมูลเพื่อเขียนกราฟโบด การกวาดความถี่ และการวัดอิมพีแดนซ์ด้วยของที่มีบนโต๊ะ สูตรใช้รหัส B

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ทำภาพให้สูง 5–7 ช่อง และวัดหลายคาบ ความคลาดเคลื่อนลดลงตามจำนวนช่องที่ใช้
  • เฟส: φ=−360∘ Δt/T\varphi = -360^\circ\,\Delta t/T ช่องที่ตามหลังได้ค่าลบ · ลิสซาจู: sin⁡∣φ∣=y0/ymax\sin|\varphi| = y_0/y_{max}
  • ผลตอบสนองความถี่ = อัตราส่วน CH2/CH1 ที่ขาเข้าวงจรจริง ไม่ใช่ค่าที่ตั้งบนเครื่อง
  • อิมพีแดนซ์: อนุกรมตัวต้านทานที่รู้ค่า Z=RsVZ/VRZ = R_s V_Z/V_R
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

ความคลาดเคลื่อนในการอ่านค่า พื้นฐาน กลาง

ทุกตัวเลขในรายงานแล็บควรมาพร้อมความคลาดเคลื่อน สำหรับสโคปมีสองแหล่งหลัก คือความแม่นยำของเครื่องเอง (สเปก DC gain accuracy ราว ±3 % ของ 8 บิตทั่วไป) และความคลาดเคลื่อนจากการอ่าน ซึ่งเราควบคุมได้ด้วยการทำภาพให้ใหญ่

B1 Reading uncertainty ความคลาดเคลื่อนจากการอ่านกราติคูล

δVV≈δNNdiv,δN≈0.1 div\frac{\delta V}{V} \approx \frac{\delta N}{N_{div}},\qquad \delta N \approx 0.1\ \text{div}

ภาพสูง 2 ช่อง → 5 % · สูง 6 ช่อง → 1.7 % ใช้เคอร์เซอร์หรือการวัดอัตโนมัติจะลด δN\delta N ได้อีก

B2 Combined uncertainty รวมความคลาดเคลื่อนอิสระ

δyy=(δaa)2+(δbb)2+⋯\frac{\delta y}{y} = \sqrt{\left(\frac{\delta a}{a}\right)^2 + \left(\frac{\delta b}{b}\right)^2 + \cdots}

ใช้กับผลคูณหรือผลหาร เช่น y=a/by = a/b ถ้าวัด aa, bb ด้วยช่องเดียวกันที่ V/div เดียวกัน ความคลาดเคลื่อนของ gain ส่วนใหญ่หักล้างกัน

ตัวอย่าง B-1 · เลือก V/div ให้แม่นที่สุด

สัญญาณ 3 Vpp สโคปมี gain accuracy ±3 % อ่านที่ 1 V/div และ 0.5 V/div ต่างกันอย่างไร

  1. ที่ 1 V/div ภาพสูง 3 ช่อง B1 B2

    0.13=3.3 %,3.32+32=4.5 %\frac{0.1}{3} = 3.3\ \%,\quad \sqrt{3.3^2 + 3^2} = 4.5\ \%
  2. ที่ 0.5 V/div ภาพสูง 6 ช่อง

    0.16=1.7 %,1.72+32=3.4 %\frac{0.1}{6} = 1.7\ \%,\quad \sqrt{1.7^2 + 3^2} = 3.4\ \%

รายงานเป็น 3.00±0.103.00 \pm 0.10 V (0.5 V/div) ดีกว่า 3.0±0.143.0 \pm 0.14 V (1 V/div) หลักการคือใช้ V/div เล็กที่สุดที่ยังเห็นยอดครบ

วัดความถี่และคาบให้แม่น พื้นฐาน

อ่านคาบเดียวบนจอใช้ได้คร่าว ๆ ถ้าต้องการแม่น ให้หมุน Time/div จนเห็นหลายคาบ แล้ววัดเวลาของ NN คาบรวมกัน ความคลาดเคลื่อนจากการอ่านจะกระจายไปทั้ง NN คาบ ฐานเวลาของสโคปเองแม่นราว 25–50 ppm ซึ่งดีกว่าการอ่านมาก ถ้าต้องการแม่นกว่านั้นให้ใช้ตัวนับความถี่ (counter) ในสโคปหรือในเครื่องกำเนิดสัญญาณ

B3 Frequency from N cycles ความถี่จากการนับหลายคาบ

f=NΔtN,δff=δtΔtNf = \frac{N}{\Delta t_N}, \qquad \frac{\delta f}{f} = \frac{\delta t}{\Delta t_N}
ตัวอย่าง B-2 · นับ 10 คาบ

ที่ 1 ms/div สัญญาณ 10 คาบกินระยะ 8.2 ช่อง หาความถี่และความคลาดเคลื่อน เทียบกับอ่านคาบเดียว (0.82 ช่อง)

  1. เวลา 10 คาบ B3

    Δt10=8.2 ms,f=108.2 ms=1219.5 Hz\Delta t_{10} = 8.2\ \text{ms},\quad f = \frac{10}{8.2\ \text{ms}} = 1219.5\ \text{Hz}
  2. ความคลาดเคลื่อน ±0.1 ช่อง

    0.18.2=1.2 %เทียบกับ0.10.82=12 %\frac{0.1}{8.2} = 1.2\ \% \quad \text{เทียบกับ} \quad \frac{0.1}{0.82} = 12\ \%

f=1220±15f = 1220 \pm 15 Hz การนับหลายคาบลดความคลาดเคลื่อน 10 เท่า

วัดเฟสจากเวลาห่าง Δt พื้นฐาน กลาง

ต่อ CH1 ที่ขาเข้าวงจร (อ้างอิง) และ CH2 ที่ขาออก ทริกเกอร์จาก CH1 จัดเส้น 0 V ของทั้งสองช่องให้ทับกันกลางจอ ตั้ง V/div ให้ภาพสูงใกล้เคียงกัน แล้ววัดเวลาจากจุดตัดศูนย์ขาขึ้นของ CH1 ไปยังจุดตัดศูนย์ขาขึ้นที่ใกล้ที่สุดของ CH2 ใช้คัปปลิง DC และตรวจว่าทั้งสองสัญญาณไม่มีออฟเซต DC เพราะออฟเซตทำให้จุดตัดศูนย์เลื่อน

tCH1 (ขาเข้า)CH2 (ขาออก)ΔtTφ = −360° · Δt/T = −360° × 0.125 = −45° (CH2 ตามหลัง → เฟสติดลบ)
วัดเวลาระหว่างจุดตัดศูนย์ขาขึ้นของสองช่อง CH2 ตามหลัง CH1 เป็นเวลา 1/8 คาบ จึงล้าหลัง 45°

B4 Phase with sign convention มุมเฟสพร้อมเครื่องหมาย

φ21=−360∘⋅ΔtT,−180∘<φ≤180∘\varphi_{21} = -360^\circ\cdot\frac{\Delta t}{T},\qquad -180^\circ < \varphi \le 180^\circ

Δt>0\Delta t > 0 เมื่อ CH2 ตัดศูนย์ทีหลัง (ตามหลัง) → φ ติดลบ ถ้าได้เกิน ±180° ให้บวกหรือลบ 360° นิยามเดียวกับ W14

ตัวอย่าง B-3 · อ่านเฟสจากจอ

ที่ 0.2 ms/div หนึ่งคาบยาว 4 ช่อง CH2 ตัดศูนย์ขาขึ้นหลัง CH1 อยู่ 0.25 ช่อง หาความถี่และเฟส

  1. คาบและเวลาห่าง

    T=4×0.2=0.8 ms (1.25 kHz),Δt=0.25×0.2=0.05 msT = 4 \times 0.2 = 0.8\ \text{ms}\ (1.25\ \text{kHz}),\quad \Delta t = 0.25\times0.2 = 0.05\ \text{ms}
  2. เฟส B4

    φ=−360∘×0.050.8=−22.5∘\varphi = -360^\circ \times \frac{0.05}{0.8} = -22.5^\circ

CH2 ล้าหลัง 22.5° ความคลาดเคลื่อน ±0.05 ช่องของ Δt คือ ±4.5° ถ้าอยากแม่นขึ้นให้ลด Time/div ลงแล้วเลื่อน Horizontal Position ไปซูมที่จุดตัดศูนย์ หรือใช้การวัด Phase อัตโนมัติ

ลองเอง: วงจร RC ต่ำผ่าน CH1 ที่ขาเข้า CH2 คร่อม C ปรับความถี่แล้วดูเฟสในตารางวัด ที่ความถี่ตัดเฟสต้องเป็น −45° และอัตราส่วนเป็น −3 dB

วงรีลิสซาจู: วัดเฟสและอัตราส่วนความถี่ด้วยโหมด XY กลาง

ในโหมด XY สโคปใช้ CH1 เป็นแกนนอนและ CH2 เป็นแกนตั้ง ถ้าทั้งสองเป็นไซน์ความถี่เดียวกัน ภาพจะเป็นวงรีที่เอียงตามความต่างเฟส เฟส 0° เป็นเส้นตรงเอียงขึ้น 90° เป็นวงกลม (ถ้าแอมพลิจูดเท่ากัน) 180° เป็นเส้นตรงเอียงลง ถ้าความถี่ต่างกันเป็นอัตราส่วนจำนวนเต็มจะได้รูปเป็นวงซ้อน ใช้เทียบความถี่ได้แม่นมาก ก่อนวัดให้ตั้งทั้งสองช่องเป็น GND ปรับจุดให้อยู่กลางจอ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น DC

y₀y_maxsin|φ| = y₀ / y_max = 0.707 → |φ| = 45°0°45°90°135°180°2 : 13 : 13 : 2แถวล่าง: อัตราส่วน f_y : f_x = จุดแตะขอบบน : จุดแตะขอบข้าง
ระยะจากศูนย์กลางถึงจุดที่วงรีตัดแกนตั้ง (y0y_0) เทียบกับยอดสูงสุด (ymaxy_{max}) ให้ค่า sin⁡∣φ∣\sin|\varphi| แถวล่างเป็นรูปเมื่อความถี่สองช่องต่างกัน

B5 Phase from a Lissajous ellipse เฟสจากวงรีลิสซาจู

sin⁡∣φ∣=y0ymax=x0xmax\sin|\varphi| = \frac{y_0}{y_{max}} = \frac{x_0}{x_{max}}

วงรีเอียงขึ้นขวา (ควอดรันต์ 1–3): ∣φ∣<90∘|\varphi| < 90^\circ · เอียงลง: ∣φ∣>90∘|\varphi| > 90^\circ ใช้ 180∘−arcsin⁡(y0/ymax)180^\circ - \arcsin(y_0/y_{max}) · วิธีนี้ไม่บอกว่านำหรือตาม ต้องดูจากโหมด Y–T

B6 Frequency ratio from a Lissajous figure อัตราส่วนความถี่จากรูปลิสซาจู

fyfx=ntopnside\frac{f_y}{f_x} = \frac{n_{top}}{n_{side}}

ntopn_{top} จำนวนจุดที่รูปแตะขอบบน nsiden_{side} จำนวนจุดที่แตะขอบข้าง รูปที่นิ่งแปลว่าอัตราส่วนเป็นจำนวนเต็มพอดี ถ้าค่อย ๆ หมุน ความถี่ต่างจากอัตราส่วนเล็กน้อย

ตัวอย่าง B-4 · อ่านวงรี

วงรีเอียงขึ้นขวา ยอดสูง 4.0 ช่องจากศูนย์กลาง ตัดแกนตั้งที่ 2.8 ช่อง ขาออกวงจร RC ต่ำผ่านเฟสเท่าไร

  1. ใช้สูตร B5

    sin⁡∣φ∣=2.84.0=0.70 ⇒ ∣φ∣=44.4∘\sin|\varphi| = \frac{2.8}{4.0} = 0.70\ \Rightarrow\ |\varphi| = 44.4^\circ
  2. วงจร RC ต่ำผ่านทำให้ขาออกตามหลัง

    φ=−44.4∘\varphi = -44.4^\circ

−44.4° ใกล้ความถี่ตัด (−45°) วิธีลิสซาจูไวมากที่มุมเล็ก แต่ใกล้ 90° ค่า arcsin เปลี่ยนช้า ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้น ช่วงนั้นใช้วิธี Δt ดีกว่า

ลองเอง: กด X–Y ดูวงรี แล้วเปลี่ยนความถี่ วงรีจะเปลี่ยนจากเส้นตรง (ความถี่ต่ำ เฟสเกือบ 0°) ไปเป็นวงรีตั้งที่ความถี่สูง (เฟสเข้าใกล้ −90° แต่ CH2 เล็กลงมาก)

เก็บข้อมูลผลตอบสนองความถี่และเขียนกราฟโบด กลาง

ผลตอบสนองความถี่ H(jω)H(j\omega) คือสิ่งที่วงจรทำกับไซน์แต่ละความถี่: ขยายหรือลดทอนเท่าไร และเลื่อนเฟสเท่าไร นี่คือแก่นของวิชาวงจรไฟฟ้า สัญญาณและระบบ และระบบควบคุม ในแล็บเราวัดทีละความถี่ด้วยเครื่องกำเนิดสัญญาณกับสโคปสองช่อง

  1. ต่อ CH1 ที่ ขาเข้าวงจรจริง และ CH2 ที่ขาออก กราวด์จุดเดียวกัน ทริกเกอร์จาก CH1 หรือ EXT

  2. เลือกความถี่แบบล็อก อย่างน้อย 3 จุดต่อดีเคด (1, 2, 5 × 10ⁿ) และถี่ขึ้นรอบจุดที่สนใจ B8

  3. ทุกความถี่: ปรับ Time/div ให้เห็น 2–3 คาบ ปรับ V/div ของแต่ละช่องให้ภาพใหญ่ วัด Vpp ทั้งสองช่องและ Δt (หรือเฟส)

  4. คำนวณ ∣H∣=V2/V1|H| = V_2/V_1, 20log⁡10∣H∣20\log_{10}|H| และ φ ลงตาราง แล้วพล็อตบนแกนความถี่ล็อก

  5. เทียบกับทฤษฎี หาความถี่ตัด ความชัน และอันดับของวงจร B9

B7 One point of the frequency response ผลตอบสนองความถี่หนึ่งจุด

H(jω)=V2V1 ∠φ,∣H∣dB=20log⁡10V2V1H(j\omega) = \frac{V_2}{V_1}\,\angle\varphi,\qquad |H|_{dB} = 20\log_{10}\frac{V_2}{V_1}

ใช้ Vpp หรือ Vrms ทั้งสองช่องเหมือนกันก็ได้ ห้ามผสม · dB ดู W15

B8 Log-spaced test frequencies เลือกความถี่แบบล็อก

fk=fstart⋅10k/n,k=0,1,2,…f_k = f_{start}\cdot 10^{k/n},\quad k = 0, 1, 2, \ldots

nn = จำนวนจุดต่อดีเคด n=3n = 3 ใกล้เคียงลำดับ 1–2–5 · n=10n = 10 ละเอียดพอสำหรับงานวิจัย

B9 Reading a Bode plot อ่านกราฟโบด

ความชัน=−20 n dB/ดีเคด,fc≈f ∣H(f)∣  (f≫fc, n=1)\text{ความชัน} = -20\,n\ \text{dB/ดีเคด},\qquad f_c \approx f\,|H(f)|\ \ (f \gg f_c,\ n = 1)

nn คือจำนวนขั้ว (อันดับ) · −20 dB/ดีเคด = −6 dB/ออกเทฟ · หา fcf_c ได้จากจุด −3 dB จุด −45° หรือย้อนจากเส้นกำกับ

0-10-20-30-400°-45°-90°101001k10k100kdBHz−3 dB ที่ f_c−20 dB/ดีเคด−45° ที่ f_cเส้น: ทฤษฎี |H| = 1/√(1+(f/f_c)²) · เส้นประ: เส้นกำกับ (asymptote)จุด: ค่าที่วัดด้วยสโคป ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนการอ่านเล็กน้อย
กราฟโบดของ RC ต่ำผ่าน R = 10 kΩ, C = 10 nF จากการวัด 9 จุด เทียบกับทฤษฎี
ตัวอย่าง B-5 · ตารางข้อมูลกราฟโบด

RC ต่ำผ่าน R = 10 kΩ, C = 10 nF ขาเข้า 2.00 Vpp ค่าที่ควรวัดได้ในแต่ละความถี่เป็นเท่าไร

  1. ความถี่ตัด (วัดเทียบขาเข้าวงจร จึงไม่รวม 50 Ω) R5

    fc=12π(104)(10−8)=1591.5 Hzf_c = \frac{1}{2\pi(10^4)(10^{-8})} = 1591.5\ \text{Hz}
  2. คำนวณ ∣H∣=1/1+(f/fc)2|H| = 1/\sqrt{1+(f/f_c)^2} และ φ=−arctan⁡(f/fc)\varphi = -\arctan(f/f_c) R6

    f (Hz)V₂ (Vpp)|H| (dB)φ
    1001.996−0.02−3.6°
    2001.984−0.07−7.2°
    5001.908−0.41−17.4°
    1 k1.693−1.45−32.1°
    1.59 k1.414−3.01−45.0°
    2 k1.245−4.11−51.5°
    5 k0.607−10.36−72.3°
    10 k0.314−16.07−81.0°
    20 k0.159−22.01−85.5°
    50 k0.064−29.95−88.2°
  3. ตรวจความชันจาก 10 k ถึง 50 k B9

    −29.95−(−16.07)log⁡10(50/10)=−13.880.699=−19.9 dB/ดีเคด\frac{-29.95 - (-16.07)}{\log_{10}(50/10)} = \frac{-13.88}{0.699} = -19.9\ \text{dB/ดีเคด}

ความชันราว −20 dB/ดีเคด ยืนยันว่าเป็นวงจรอันดับหนึ่ง ที่ 50 kHz ขาออกเหลือแค่ 64 mVpp ต้องลด V/div ของ CH2 ลงจนภาพใหญ่ ไม่อย่างนั้นความคลาดเคลื่อนการอ่านจะสูงมาก B1

ลองเอง: วงจรเดียวกันในสโคปจำลอง เลื่อนความถี่ไปที่ค่าในตาราง แล้วอ่าน “อัตราส่วน Vpp₂/Vpp₁” และเฟสในตารางวัด กด AUTO ทุกครั้งที่เปลี่ยนความถี่มาก ๆ

ทำไมต้องวัด CH1 ทุกจุด: เครื่องกำเนิดสัญญาณมี 50 Ω ภายใน V4 วงจรที่อิมพีแดนซ์ขาเข้าเปลี่ยนตามความถี่ (เช่น RLC อนุกรมที่เรโซแนนซ์มีอิมพีแดนซ์ต่ำมาก) จะดึงแรงดันที่ขั้วลง การหารด้วย V₁ ที่วัดจริงจะได้ HH ของวงจรล้วน ๆ ไม่ปนกับเครื่อง

กวาดความถี่: เห็นผลตอบสนองทั้งย่านในภาพเดียว กลาง ขั้นสูง

แทนการวัดทีละจุด ให้เครื่องกำเนิดสัญญาณกวาดความถี่จาก f1f_1 ถึง f2f_2 ในเวลา TsT_s แล้วทริกเกอร์สโคปจาก SYNC (EXT) ตั้ง Time/div ให้ทั้งจอเท่ากับ TsT_s เปลือกของสัญญาณขาออกคือ ∣H(f)∣|H(f)| โดยแกนเวลากลายเป็นแกนความถี่ วิธีนี้เร็วมากสำหรับหาเรโซแนนซ์หรือแบนด์วิดท์ แต่ต้องกวาดช้าพอให้วงจรตอบสนองทัน

B10 Frequency at a screen position ความถี่ที่ตำแหน่งบนจอ

f(t)=f1+(f2−f1)tTs  (lin),f(t)=f1(f2f1)t/Ts  (log)f(t) = f_1 + (f_2 - f_1)\frac{t}{T_s}\ \ (\text{lin}),\qquad f(t) = f_1\left(\frac{f_2}{f_1}\right)^{t/T_s}\ \ (\text{log})

tt วัดจากจุดทริกเกอร์ (เริ่มกวาด) · กวาดแบบ log ทำให้ภาพบนจอเป็นกราฟโบดแกนล็อกโดยตรง ดู V13

B11 Sweep slow enough เงื่อนไขกวาดช้าพอ

∣dfdt∣≪B2\left|\frac{df}{dt}\right| \ll B^2

BB คือแบนด์วิดท์ของวงจร (เช่น f0/Qf_0/Q) วงจรต้องใช้เวลาราว 1/B1/B จึงตอบสนองเต็มที่ ถ้ากวาดเร็วเกิน ยอดจะเตี้ยลง เลื่อนไปทางที่กวาด และมีการแกว่งตามหลัง

ตัวอย่าง B-6 · กวาดเร็วเกินไปหรือยัง

RLC อนุกรม L = 10 mH, C = 100 nF, R รวม 150 Ω กวาด 1–10 kHz ใน 0.1 s ช้าพอไหม ถ้า R รวมเหลือ 50 Ω ล่ะ

  1. อัตรากวาด

    dfdt=90000.1=9×104 Hz/s\frac{df}{dt} = \frac{9000}{0.1} = 9\times10^4\ \text{Hz/s}
  2. แบนด์วิดท์ R11 ที่ R = 150 Ω: Q=2.11Q = 2.11, B=2387B = 2387 Hz

    df/dtB2=9×1045.70×106=0.016≪1\frac{df/dt}{B^2} = \frac{9\times10^4}{5.70\times10^6} = 0.016 \ll 1
  3. R = 50 Ω: Q=6.32Q = 6.32, B=796B = 796 Hz B11

    9×1046.33×105=0.14\frac{9\times10^4}{6.33\times10^5} = 0.14

กรณีแรกช้าพอ กรณีที่สองเริ่มเร็วเกิน (0.14 ไม่ ≪ 1) ยอดจะเตี้ยลงเล็กน้อยและเลื่อน ควรเพิ่มเวลากวาดเป็น 0.5–1 s

ลองเอง: กวาด 1–10 kHz เข้าวงจร RLC แบนด์พาส ทริกเกอร์จาก EXT จอเริ่มที่จุดเริ่มกวาดพอดี (ซ้ายสุด 1 kHz ขวาสุด 10 kHz) เปลือกของ CH2 คือกราฟเรโซแนนซ์ ยอดอยู่ราว 4.5 ช่องจากซ้าย ตรงกับ f=1000+9000×0.448=5.03f = 1000 + 9000\times0.448 = 5.03 kHz B10 สังเกต CH1 ด้วย: แรงดันที่ขั้วเครื่องยุบลงตรงเรโซแนนซ์ เพราะวงจรมีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดและดึงแรงดันผ่าน 50 Ω ภายในเครื่อง ลองลด R ให้ยอดแหลมขึ้น

วัดอิมพีแดนซ์ L C และ Z ใด ๆ ด้วยตัวต้านทานอนุกรม กลาง

ไม่มี LCR meter ก็วัดอิมพีแดนซ์ได้ ต่อตัวต้านทานที่รู้ค่า RsR_s อนุกรมกับอุปกรณ์ที่ต้องการวัด ขาล่างของอุปกรณ์ลงกราวด์ กระแสที่ไหลผ่านทั้งสองเท่ากัน จึงหาได้จากแรงดันคร่อม RsR_s ซึ่งได้จาก CH1 − CH2

FGR_s (รู้ค่า)ZCH1CH2V_R = CH1 − CH2 (Math)V_Z = CH2Z = R_s · V_Z / V_R∠Z = ∠V_Z − ∠V_Rกราวด์ของทุกเครื่องอยู่ที่ขาล่างของ Zห้ามหนีบกราวด์โพรบที่จุดระหว่าง R_s กับ Z
วงจรวัดอิมพีแดนซ์: กระแสเท่ากันทั้งสาย I=VR/RsI = V_R/R_s จึงได้ Z=VZ/IZ = V_Z/I

B12 Impedance with a series resistor อิมพีแดนซ์ด้วยตัวต้านทานอนุกรม

Z=RsVZVR,∠Z=∠VZ−∠VRZ = R_s\frac{V_Z}{V_R},\qquad \angle Z = \angle V_Z - \angle V_R C=12πf∣Z∣  (∠Z≈−90∘),L=∣Z∣2πf  (∠Z≈+90∘)C = \frac{1}{2\pi f |Z|}\ \ (\angle Z \approx -90^\circ),\qquad L = \frac{|Z|}{2\pi f}\ \ (\angle Z \approx +90^\circ)

เลือก RsR_s ใกล้ ∣Z∣|Z| ที่คาดไว้ ให้แรงดันทั้งสองส่วนใกล้กัน ความคลาดเคลื่อนต่ำสุด · ถ้ามุมไม่ถึง ±90° แปลว่ามีความต้านทานแฝง (ESR) R=∣Z∣cos⁡∠ZR = |Z|\cos\angle Z

ตัวอย่าง B-7 · หาค่าตัวเก็บประจุ

RsR_s = 1 kΩ ที่ 1 kHz วัด CH1 = 2.00 Vpp, CH2 = 1.693 Vpp ตามหลัง CH1 32.1° และ Math CH1 − CH2 = 1.064 Vpp นำ CH1 57.9° หาค่า C

  1. ขนาดและมุมของ Z B12

    ∣Z∣=1000×1.6931.064=1591 Ω,∠Z=−32.1∘−57.9∘=−90.0∘|Z| = 1000\times\frac{1.693}{1.064} = 1591\ \Omega,\quad \angle Z = -32.1^\circ - 57.9^\circ = -90.0^\circ
  2. มุม −90° คือตัวเก็บประจุอุดมคติ

    C=12π(1000)(1591)=100 nFC = \frac{1}{2\pi(1000)(1591)} = 100\ \text{nF}

C = 100 nF ตรวจ: VZV_Z กับ VRV_R ตั้งฉากกันเสมอ (เฟสต่างกัน 90°) เพราะกระแสผ่าน R มีเฟสเดียวกับ VRV_R และนำแรงดันคร่อม C อยู่ 90°

วัดความต้านทานขาเข้าและขาออก กลาง

อยากรู้ว่าเครื่องขยายเสียง เซนเซอร์ หรือวงจรใด ๆ มีความต้านทานขาเข้าเท่าไร ให้อนุกรมตัวต้านทาน RxR_x เข้าไป แล้ววัดแรงดันก่อนและหลังตัวต้านทาน ถ้าปรับ RxR_x (ใช้โพเทนชิออมิเตอร์) จนแรงดันหลังตัวต้านทานเหลือครึ่งหนึ่ง ค่า RxR_x ตอนนั้นคือ RinR_{in} พอดี เรียกว่าวิธีครึ่งแรงดัน (half-voltage method) ความต้านทานขาออกวัดกลับกัน คือวัดแรงดันเปิดวงจรแล้วต่อโหลดที่รู้ค่า ใช้สูตร V3

FGR_xวงจรที่ทดสอบR_in = ?V₁V₂R_in = R_x · V₂/(V₁ − V₂)ปรับ R_x จน V₂ = V₁/2→ R_in = R_x พอดี
วัดความต้านทานขาเข้าด้วยตัวต้านทานอนุกรม

B14 Input resistance by series resistor ความต้านทานขาเข้า

Rin=Rx V2V1−V2R_{in} = R_x\,\frac{V_2}{V_1 - V_2}

ทำที่ความถี่กลางย่าน ถ้าขาเข้ามีความจุมาก ใช้ V1V_1, V2V_2 แบบเฟสเซอร์และสูตร B12 แทน

ตัวอย่าง B-8 · ขาเข้าเครื่องขยาย

ใส่ RxR_x = 10 kΩ วัด V1V_1 = 1.00 Vpp และ V2V_2 = 0.68 Vpp หา RinR_{in}

  1. แทนสูตร B14

    Rin=10 kΩ×0.681.00−0.68=21.3 kΩR_{in} = 10\ \text{k}\Omega\times\frac{0.68}{1.00 - 0.68} = 21.3\ \text{k}\Omega

ราว 21 kΩ ความคลาดเคลื่อนจะต่ำที่สุดเมื่อ V2≈V1/2V_2 \approx V_1/2 เพราะผลต่าง V1−V2V_1 - V_2 ไม่เล็กเกินไป

สัญญาณเล็กจมนอยส์: เฉลี่ยและกรอง กลาง

เมื่อสัญญาณเล็กมาก เช่น ขาออกของเซนเซอร์ไม่กี่ mV เส้นบนจอจะหนาด้วยนอยส์ โหมด Average เก็บภาพหลายครั้งแล้วเฉลี่ยทีละจุด นอยส์แบบสุ่มจะหักล้างกันส่วนสัญญาณที่ซ้ำเดิมทุกครั้งคงอยู่ เงื่อนไขสำคัญคือทริกเกอร์ต้องนิ่งสนิท ทางที่ดีที่สุดคือทริกเกอร์จาก SYNC ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ ถ้าทริกเกอร์จากสัญญาณที่มีนอยส์เอง จุดเริ่มจะสั่น ภาพเฉลี่ยจะเบลอ

B13 Averaging gain การเฉลี่ยลดนอยส์

σN=σ1N,ΔSNR=10log⁡10N dB\sigma_N = \frac{\sigma_1}{\sqrt N},\qquad \Delta\text{SNR} = 10\log_{10}N\ \text{dB}

เฉลี่ย 16 ครั้ง นอยส์ลดลง 4 เท่า (SNR ดีขึ้น 12 dB) · ใช้ได้กับสัญญาณที่ซ้ำเดิมเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งเดียวใช้ไม่ได้

ลองเอง: ไซน์ 50 mVpp จมอยู่ในนอยส์ สลับโหมดเก็บข้อมูลเป็น Average 16 แล้วดูเส้นบางลง

ทางเลือกอื่น: เปิด BW Limit 20 MHz ตัดนอยส์ความถี่สูง ใช้โพรบ 1× กับสัญญาณที่เล็กมากและช้า ใช้สปริงกราวด์แทนสายยาว และระวังฮัม 50 Hz จากลูปกราวด์ (ทริกเกอร์แบบ AC Line จะเห็นว่าฮัมนิ่งหรือไม่)

บันทึกผลและเขียนรายงานแล็บ พื้นฐาน

รายงานที่ดีทำให้คนอื่นทำซ้ำการวัดได้ ทุกภาพจากสโคปและทุกตารางควรมีข้อมูลต่อไปนี้

ส่วนสิ่งที่ต้องเขียนตัวอย่าง
เครื่องมือรุ่น แบนด์วิดท์ โพรบสโคป 100 MHz 1 GSa/s, โพรบ 10× ชดเชยแล้ว
การตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณรูปคลื่น ความถี่ แอมพลิจูด ออฟเซต Loadไซน์ 1 kHz 2 Vpp 0 V, Load High-Z
การตั้งสโคปV/div แต่ละช่อง Time/div คัปปลิง ทริกเกอร์CH1 0.5 V/div DC, CH2 0.2 V/div DC, 200 µs/div, Trig CH1 ↑ 0 V
ค่าที่วัดค่า ± ความคลาดเคลื่อน พร้อมหน่วยV₂ = 1.40 ± 0.05 Vpp
ค่าทฤษฎีสูตรที่ใช้และค่าที่คำนวณ|H| = 0.707 (สูตร R5)
เปอร์เซ็นต์ความต่าง(xวัด−xทฤษฎี)/xทฤษฎี(x_{วัด} - x_{ทฤษฎี})/x_{ทฤษฎี}−1.0 %
อภิปรายความต่างอยู่ในความคลาดเคลื่อนหรือไม่ ถ้าไม่ เพราะอะไรค่าความคลาดเคลื่อนของ C ±10 %, 50 Ω ของเครื่อง, โพรบ

ภาพจากสโคปจริงบันทึกลง USB เป็น PNG หรือ CSV ได้ ข้อมูล CSV นำไปพล็อตใน Excel, Python หรือ MATLAB ได้แม่นกว่าการถ่ายรูปจอ ส่วนแล็บจำลองในเว็บนี้กดปุ่ม “คัดลอกลิงก์การตั้งค่านี้” เพื่อแนบลิงก์ที่เปิดแล้วได้การตั้งค่าเดิมทุกปุ่มไว้ในรายงาน

ไปต่อ: ใช้เทคนิคทั้งหมดนี้กับ วงจร RC RL RLC และ ออปแอมป์

คำถามที่พบบ่อย

วัดมุมเฟสด้วยออสซิลโลสโคปทำอย่างไร?

มีสองวิธี วิธีแรกวัดเวลาห่าง Δt ระหว่างจุดตัดศูนย์ขาขึ้นของสองช่อง แล้วใช้ φ = −360°·Δt/T ถ้าช่องที่สองตามหลังจะได้เฟสติดลบ วิธีที่สองใช้โหมด XY ได้วงรีลิสซาจู แล้วใช้ sin|φ| = y₀/y_max วิธีแรกบอกเครื่องหมายได้ วิธีที่สองแม่นที่มุมเล็กแต่ไม่บอกว่านำหรือตาม

เขียนกราฟโบดจากการทดลองต้องวัดกี่ความถี่?

อย่างน้อย 3 จุดต่อดีเคด เช่น 1, 2, 5 × 10ⁿ และเพิ่มจุดถี่ขึ้นรอบความถี่ตัดหรือเรโซแนนซ์ วัดอัตราส่วน V_out/V_in เทียบกับแรงดันขาเข้าวงจรที่วัดจริงทุกจุด ไม่ใช้ค่าที่ตั้งบนเครื่องกำเนิดสัญญาณ แล้วพล็อต 20 log₁₀(V_out/V_in) และมุมเฟสบนแกนความถี่แบบล็อก

ทำไมต้องวัดแรงดันขาเข้าทุกครั้ง ทั้งที่ตั้งค่าบนเครื่องกำเนิดสัญญาณไว้แล้ว?

เพราะเครื่องกำเนิดสัญญาณมีความต้านทานขาออก 50 Ω แรงดันที่ขั้วจึงเปลี่ยนตามอิมพีแดนซ์ขาเข้าของวงจร ซึ่งเปลี่ยนตามความถี่ เช่น วงจร RLC ที่เรโซแนนซ์ การวัดอัตราส่วน CH2/CH1 ที่ขาเข้าวงจรจริงจะตัดผลของ 50 Ω และความคลาดเคลื่อนแอมพลิจูดของเครื่องออกไปหมด

ค่าที่อ่านจากออสซิลโลสโคปแม่นยำแค่ไหน?

สโคป 8 บิตทั่วไปมีความแม่นยำอัตราขยาย DC ราว ±3 % บวกความคลาดเคลื่อนการอ่านกราติคูลราว ±0.1 ช่อง ถ้าภาพสูง 6 ช่อง ความคลาดเคลื่อนรวมราว ±3.5 % ส่วนเวลาแม่นกว่ามาก ราว 25–50 ppm บวกความคลาดเคลื่อนการอ่าน จึงควรให้ภาพใหญ่เต็มจอและวัดหลายคาบ

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์