- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แล็บ FG + สโคป
- เครื่องกำเนิดสัญญาณ
// บทที่ 12.2 · แล็บ FG + สโคป · Function Generator
เครื่องกำเนิดสัญญาณ (Function Generator): ปุ่ม เอาต์พุต 50 Ω มอดูเลชัน และ DDS
เครื่องกำเนิดสัญญาณคือแหล่งจ่ายแรงดันที่เราสั่งรูปร่างได้ ใช้ป้อนสัญญาณทดสอบเข้าวงจรเพื่อดูว่าวงจรตอบสนองอย่างไร หน้านี้อธิบายทุกปุ่มตั้งแต่ตั้งความถี่ไปจนถึงเรื่องที่คนงงมากที่สุด คือทำไมค่าบนจอสโคปไม่ตรงกับค่าที่ตั้ง แล้วต่อด้วยมอดูเลชัน กวาดความถี่ เบิสต์ และหลักการ DDS ที่อยู่ข้างในเครื่อง สูตรใช้รหัส V
- ขาออกคือแหล่ง อนุกรมกับ 50 Ω แรงดันที่โหลดเห็น
- Load = High-Z: ค่าที่ตั้งตรงกับที่สโคป 1 MΩ วัดได้ · Load = 50 Ω: ต้องมีโหลด 50 Ω จริง ไม่อย่างนั้นได้สองเท่า
- |Offset| + Vpp/2 ต้องไม่เกิน 10 V (High-Z) หรือ 5 V (50 Ω)
- ภาพไม่นิ่งเพราะสัญญาณซับซ้อน ให้ต่อ SYNC เข้า EXT TRIG ของสโคป
ปุ่มบนแผงหน้าเครื่อง พื้นฐาน
เครื่องทุกยี่ห้อ ทั้ง Rigol, Siglent, Keysight, GW Instek หรือ Tektronix ใช้ลำดับการตั้งค่าแบบเดียวกัน: เลือกรูปคลื่น เลือกพารามิเตอร์ที่จะแก้ ใส่ค่า แล้วกด OUTPUT ให้ขั้วจ่ายสัญญาณจริง หลายคนลืมขั้นสุดท้าย ไฟ OUTPUT ไม่ติดก็ไม่มีสัญญาณออก
| ปุ่ม / เมนู | หน้าที่ | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|
| Sine, Square, Ramp, Pulse | เลือกรูปคลื่นหลัก | ความถี่สูงสุดของแต่ละรูปไม่เท่ากัน Ramp มักได้แค่ราว 1 MHz |
| Noise | สัญญาณสุ่มแบบเกาส์ | ใช้ทดสอบความทนนอยส์ของวงจร หรือหาผลตอบสนองแบบสุ่ม |
| Arb | รูปคลื่นที่ผู้ใช้วาดหรือเลือกจากคลัง | ความถี่สูงสุดขึ้นกับจำนวนจุดและอัตรา DAC |
| Freq / Period | ความถี่หรือคาบ | ใส่อย่างใดอย่างหนึ่ง เครื่องคำนวณอีกค่าให้ W1 |
| Ampl / High Level | แอมพลิจูดเป็น Vpp, Vrms หรือ dBm | หรือกำหนดเป็นระดับสูงต่ำโดยตรง เหมาะกับลอจิก |
| Offset / Low Level | ระดับ DC ที่บวกเข้าไป | มีขีดจำกัดร่วมกับแอมพลิจูด V5 |
| Phase | เลื่อนเฟสเริ่มต้น | มีผลเมื่อเทียบกับ SYNC หรือกับอีกช่องของเครื่องสองช่อง |
| Duty / Symmetry / Width | ดิวตี้ของสี่เหลี่ยม สมมาตรของแรมป์ ความกว้างพัลส์ | แรมป์สมมาตร 50 % คือสามเหลี่ยม 100 % คือฟันเลื่อยขาขึ้น |
| Lead / Trail Edge | เวลาขอบขึ้นลงของพัลส์ | ทดสอบวงจรที่ไวต่อขอบช้า เช่น ลอจิก CMOS |
| Mod / Sweep / Burst | มอดูเลต กวาดความถี่ ปล่อยเป็นชุด | ดูหัวข้อด้านล่าง |
| Utility → Load | บอกเครื่องว่าโหลดเป็น 50 Ω หรือ High-Z | ต้นเหตุของค่าที่ไม่ตรงอันดับหนึ่ง V2 |
| OUTPUT ON/OFF | ต่อหรือตัดรีเลย์ขาออก | ปิดก่อนต่อหรือถอดวงจรเสมอ |
| SYNC | พัลส์ลอจิกตรงกับคาบหรือจุดเริ่มกวาด | ต่อเข้า EXT TRIG ของสโคปเพื่อภาพนิ่ง |
V6 Pulse width and ramp symmetry ความกว้างพัลส์และสมมาตรของแรมป์
ได้สามเหลี่ยม ได้ฟันเลื่อยขาขึ้น ได้ฟันเลื่อยขาลง
V7 Edge time and bandwidth เวลาขอบกับแบนด์วิดท์
ขอบ 8 ns ต้องใช้แบนด์วิดท์ราว 44 MHz เครื่อง 25 MHz จึงทำคลื่นสี่เหลี่ยมได้คมที่สุดราว 8–10 ns
ความต้านทานขาออก 50 Ω และการตั้ง Load พื้นฐาน
ภายในเครื่องมีตัวต้านทาน 50 Ω อนุกรมอยู่ที่ขั้วขาออกเสมอ เพื่อให้แมตช์กับสายโคแอกซ์ 50 Ω และกันขาออกเสียเมื่อลัดวงจร ผลคือแรงดันที่ขั้วขึ้นกับโหลด ถ้าโหลดเป็น 50 Ω พอดี แรงดันจะเหลือครึ่งหนึ่งของแรงดันภายใน เครื่องจึงต้องถามว่าเราจะต่อโหลดอะไร (Utility → Load) แล้วชดเชยให้ค่าบนจอตรงกับโหลดที่บอกไว้
V1 Output model (Thévenin) แบบจำลองขาออก
V2 Internal emf from the setting แรงดันภายในจากค่าที่ตั้ง
V4 Voltage across any load แรงดันจริงบนโหลด
ตั้ง 50 Ω + โหลด 50 Ω → ตรง · ตั้ง High-Z + โหลด 1 MΩ → ตรง · ตั้ง 50 Ω + โหลด 1 MΩ → เกือบ 2 เท่า · ตั้ง High-Z + โหลด 50 Ω → ครึ่งเดียว
V3 Measuring output resistance วัดความต้านทานขาออก
วัดแรงดันตอนเปิดวงจรและตอนต่อ ที่รู้ค่า ใช้ได้กับแหล่งจ่ายทุกชนิด ไม่เฉพาะเครื่องกำเนิดสัญญาณ
V5 Amplitude + offset limit ขีดจำกัดแอมพลิจูดรวมออฟเซต
เครื่องทั่วไป V ในโหมด High-Z และ 5 V ในโหมด 50 Ω ถ้าเกิน เครื่องจะไม่ยอมรับค่าหรือลดค่าให้
ลองด้วยตัวเอง: สโคปจำลองนี้ต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณ 2 Vpp เข้า CH1 เปลี่ยน Load ที่ตั้งในเครื่อง และเปลี่ยนโหลดจริงที่ต่อ แล้วดู Vpp ที่วัดได้
ตั้ง 1 Vpp โหมด High-Z แล้วต่อเข้าเครื่องขยาย RF ที่อินพุต 50 Ω แรงดันจริงเท่าไร
ได้แค่ 0.5 Vpp (ต่ำกว่าที่ตั้ง 6 dB) แก้โดยตั้ง Load = 50 Ω
ตั้ง 2 Vpp โหมด 50 Ω ขับวงจรที่มีอินพุต 1 kΩ ได้แรงดันจริงเท่าไร
3.81 Vpp ไม่ใช่ 2 Vpp วงจรอินพุตความต้านทานต่ำ ควรวัดแรงดันที่ขาเข้าวงจรจริงด้วยสโคปเสมอ
เปิดวงจรวัดได้ 4.00 Vpp ต่อตัวต้านทาน 47 Ω แล้วเหลือ 1.94 Vpp หา
แทนสูตร V3
ตรงตามสเปก ถ้าได้ค่าเพี้ยนมาก อาจเป็นเพราะเปิดโหมดเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ต่ำ หรือขาออกเสีย
ขั้ว SYNC และการทริกเกอร์สโคป พื้นฐาน
ขั้ว SYNC (บางรุ่นเรียก TTL Out หรือ Trig Out) ให้พัลส์ลอจิก 0/3.3 V หรือ 0/5 V ที่ขอบขึ้นตรงกับจุดเริ่มต้นของแต่ละคาบ ในโหมดมอดูเลชันจะตรงกับคลื่นมอดูเลต ในโหมดกวาดตรงกับจุดเริ่มกวาด และในโหมดเบิสต์ตรงกับจุดเริ่มแต่ละชุด เมื่อนำไปต่อเข้า EXT TRIG ของสโคป ภาพจะล็อกนิ่งเสมอ เพราะสโคปไม่ต้องเดาจากรูปสัญญาณเองอีกต่อไป วิธีนี้สำคัญมากเมื่อสัญญาณที่ปลายวงจรมีนอยส์หรือรูปร่างเปลี่ยนไปมา
AM, FM และ PWM กลาง
มอดูเลชันคือการให้คลื่นช้า (คลื่นมอดูเลต ความถี่ ) ไปควบคุมพารามิเตอร์ตัวหนึ่งของคลื่นเร็ว (คลื่นพาหะ ความถี่ ) AM คุมแอมพลิจูด FM คุมความถี่ PWM คุมดิวตี้ เครื่องกำเนิดสัญญาณใช้จำลองสัญญาณวิทยุ ทดสอบวงจรดีมอดูเลเตอร์ หรือทดสอบตัวควบคุมมอเตอร์
V8 Amplitude modulation การมอดูเลตแอมพลิจูด
V9 Modulation index from the scope ดัชนีมอดูเลชันจากจอ
คือยอดถึงยอดของเปลือกช่วงกว้างสุดและแคบสุด คือมอดูเลตเกิน เปลือกพับ
V10 AM spectrum สเปกตรัมของ AM
V11 Frequency modulation, Carson's rule FM และกฎของคาร์สัน
V12 Pulse-width modulation การมอดูเลตความกว้างพัลส์
ผ่านตัวกรองต่ำผ่านแล้วได้ กลับมาเป็นคลื่นมอดูเลต ดูงานประยุกต์
กวาดความถี่ (Sweep) และเบิสต์ (Burst) กลาง
โหมด Sweep เปลี่ยนความถี่จาก ไป ในเวลา แล้ววนใหม่ ถ้าป้อนเข้าวงจรกรองและให้สโคปทริกเกอร์จาก SYNC จอจะวาดเปลือกที่มีรูปร่างเหมือนกราฟขนาดของผลตอบสนองความถี่ทันที เป็นวิธีหาเรโซแนนซ์ที่เร็วที่สุด โหมด Burst ปล่อยคลื่น ลูกแล้วหยุด ใช้ทดสอบเซนเซอร์อัลตราโซนิก ลำโพง หรือวงจรที่ต้องดูการตั้งต้นและการหยุด
V13 Linear and logarithmic sweep การกวาดเชิงเส้นและลอการิทึม
แบบลอการิทึมใช้เวลาเท่ากันต่อหนึ่งดีเคด เหมาะกับการดู Bode
V14 Burst timing เวลาของเบิสต์
ข้างในเครื่อง: หลักการ DDS ขั้นสูง
เครื่องรุ่นใหม่ใช้ Direct Digital Synthesis (DDS) แทนออสซิลเลเตอร์แอนะล็อก ตัวสะสมเฟสขนาด บิตบวกเลข เข้าไปทุกสัญญาณนาฬิกา บิตบนของเฟสใช้เปิดตารางค่าไซน์ (LUT) ส่งเข้า DAC แล้วผ่านตัวกรองต่ำผ่านเพื่อลบขั้นบันได ความถี่จึงปรับได้ละเอียดมาก และเปลี่ยนความถี่ได้ทันทีโดยเฟสต่อเนื่อง
V15 DDS output frequency ความถี่ขาออกของ DDS
V16 Frequency resolution ความละเอียดความถี่
AD9833: Hz
V17 Images and sinc roll-off ภาพสะท้อนและการลดทอนแบบ sinc
ใช้งานจริงไม่เกินราว ให้ตัวกรองแยกภาพสะท้อนออกได้
V18 Ideal DAC SNR SNR ของ DAC อุดมคติ
DAC 14 บิต: ประมาณ 86 dB · 10 บิต (AD9833): ประมาณ 62 dB
DDS นาฬิกา 25 MHz ตัวสะสม 28 บิต ต้องการ 1 kHz ต้องตั้ง M เท่าไร ได้ความถี่จริงเท่าไร
จัดรูป V15
ปัดเป็นจำนวนเต็ม
ได้ 999.96 Hz คลาดเคลื่อนไม่เกินครึ่งหนึ่งของ V16 ดูวิธีเขียนค่านี้ลง AD9833 ที่หน้า สร้างเครื่องเอง
อ่านสเปกเครื่องให้เป็น กลาง
| สเปก | ค่าทั่วไป (เครื่อง 25 MHz) | มีผลกับอะไร |
|---|---|---|
| ช่วงความถี่ไซน์ / สี่เหลี่ยม | 1 µHz – 25 MHz | ความถี่สูงสุดที่ทดสอบได้ |
| อัตรา DAC / ความละเอียด | 125 MSa/s, 14 บิต | ความเรียบของรูปคลื่น Arb และนอยส์ |
| เวลาขาขึ้นคลื่นสี่เหลี่ยม | < 10 ns | ใช้ทดสอบเวลาขาขึ้นของวงจรได้แค่ช้ากว่านี้มาก |
| ความเพี้ยนฮาร์มอนิก (ไซน์) | < −50 dBc | ทดสอบเครื่องขยายเสียงที่ THD ต่ำมากไม่ได้ |
| ความราบเรียบแอมพลิจูด | ±0.2 dB ถึง 10 MHz | แอมพลิจูดคงที่เมื่อกวาดความถี่ |
| ความแม่นยำความถี่ | ±1–2 ppm | ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงตั้งเวลาได้ดีกว่าสโคปส่วนใหญ่ |
| แอมพลิจูด (High-Z) | 2 mVpp – 20 Vpp | ขีดจำกัด V5 |
| ความต้านทานขาออก | 50 Ω | V4 |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp แต่สโคปวัดได้ 2 Vpp?
เพราะตั้ง Load ในเครื่องไว้ที่ 50 Ω แต่ต่อเข้าสโคปที่มีอินพุต 1 MΩ เครื่องคิดว่าจะมีโหลด 50 Ω มาแบ่งแรงดันครึ่งหนึ่ง จึงสร้าง emf ภายในเป็นสองเท่า เมื่อไม่มีโหลดมาแบ่ง สโคปจึงเห็นสองเท่า แก้โดยตั้ง Load เป็น High-Z หรือต่อเทอร์มิเนเตอร์ 50 Ω ที่ปลายสาย
High-Z หมายถึงอะไร?
High-Z (high impedance) คือการบอกเครื่องว่าโหลดมีความต้านทานสูงมากเมื่อเทียบกับ 50 Ω เช่น อินพุตสโคป 1 MΩ หรืออินพุตออปแอมป์ เครื่องจะแสดงค่าเท่ากับแรงดันขณะเปิดวงจร ค่าที่ตั้งจึงตรงกับที่สโคปวัดได้
ขั้ว SYNC ใช้ทำอะไร?
ขั้ว SYNC ให้พัลส์ลอจิกที่ตรงกับจุดเริ่มคาบ จุดเริ่มกวาด หรือจุดเริ่มเบิสต์ นำไปต่อเข้าขั้ว EXT TRIG ของสโคปเพื่อให้ภาพนิ่งแม้สัญญาณจะซับซ้อน เช่น AM หรือสัญญาณที่ผ่านวงจรที่มีนอยส์
เครื่องกำเนิดสัญญาณจ่ายกระแสได้เท่าไร?
ไม่มาก เพราะมีความต้านทานขาออก 50 Ω ภายใน ที่ 20 Vpp ลัดวงจรได้กระแสยอดประมาณ 10/50 = 0.2 A และกำลังบนโหลด 50 Ω สูงสุดราว 0.25 W ถ้าต้องขับลำโพงหรือขดลวด ให้ต่อผ่านภาคขยายกำลัง