พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แล็บ FG + สโคป
  4. เครื่องกำเนิดสัญญาณ

// บทที่ 12.2 · แล็บ FG + สโคป · Function Generator

เครื่องกำเนิดสัญญาณ (Function Generator): ปุ่ม เอาต์พุต 50 Ω มอดูเลชัน และ DDS

เครื่องกำเนิดสัญญาณคือแหล่งจ่ายแรงดันที่เราสั่งรูปร่างได้ ใช้ป้อนสัญญาณทดสอบเข้าวงจรเพื่อดูว่าวงจรตอบสนองอย่างไร หน้านี้อธิบายทุกปุ่มตั้งแต่ตั้งความถี่ไปจนถึงเรื่องที่คนงงมากที่สุด คือทำไมค่าบนจอสโคปไม่ตรงกับค่าที่ตั้ง แล้วต่อด้วยมอดูเลชัน กวาดความถี่ เบิสต์ และหลักการ DDS ที่อยู่ข้างในเครื่อง สูตรใช้รหัส V

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ขาออกคือแหล่ง ee อนุกรมกับ 50 Ω แรงดันที่โหลดเห็น =e RL/(RL+50)= e\,R_L/(R_L + 50)
  • Load = High-Z: ค่าที่ตั้งตรงกับที่สโคป 1 MΩ วัดได้ · Load = 50 Ω: ต้องมีโหลด 50 Ω จริง ไม่อย่างนั้นได้สองเท่า
  • |Offset| + Vpp/2 ต้องไม่เกิน 10 V (High-Z) หรือ 5 V (50 Ω)
  • ภาพไม่นิ่งเพราะสัญญาณซับซ้อน ให้ต่อ SYNC เข้า EXT TRIG ของสโคป
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

ปุ่มบนแผงหน้าเครื่อง พื้นฐาน

เครื่องทุกยี่ห้อ ทั้ง Rigol, Siglent, Keysight, GW Instek หรือ Tektronix ใช้ลำดับการตั้งค่าแบบเดียวกัน: เลือกรูปคลื่น เลือกพารามิเตอร์ที่จะแก้ ใส่ค่า แล้วกด OUTPUT ให้ขั้วจ่ายสัญญาณจริง หลายคนลืมขั้นสุดท้าย ไฟ OUTPUT ไม่ติดก็ไม่มีสัญญาณออก

Sine · Continuous · Load High-Z1.000 kHzAmpl 2.000 Vpp Offset 0 VPhase 0°SineSquareRampPulseNoiseArbFreqAmplOffsetPhaseDutyปุ่มหมุน + ◀ ▶ModSweepBurstUtilityOUTPUT 50 ΩONSYNC (TTL)แป้นตัวเลข / หน่วย
แผงหน้าแบบทั่วไป: เลือกรูปคลื่น → เลือกพารามิเตอร์ → ใส่ค่าด้วยแป้นหรือปุ่มหมุน → กด OUTPUT ON
ปุ่ม / เมนูหน้าที่ข้อควรรู้
Sine, Square, Ramp, Pulseเลือกรูปคลื่นหลักความถี่สูงสุดของแต่ละรูปไม่เท่ากัน Ramp มักได้แค่ราว 1 MHz
Noiseสัญญาณสุ่มแบบเกาส์ใช้ทดสอบความทนนอยส์ของวงจร หรือหาผลตอบสนองแบบสุ่ม
Arbรูปคลื่นที่ผู้ใช้วาดหรือเลือกจากคลังความถี่สูงสุดขึ้นกับจำนวนจุดและอัตรา DAC
Freq / Periodความถี่หรือคาบใส่อย่างใดอย่างหนึ่ง เครื่องคำนวณอีกค่าให้ W1
Ampl / High Levelแอมพลิจูดเป็น Vpp, Vrms หรือ dBmหรือกำหนดเป็นระดับสูงต่ำโดยตรง เหมาะกับลอจิก
Offset / Low Levelระดับ DC ที่บวกเข้าไปมีขีดจำกัดร่วมกับแอมพลิจูด V5
Phaseเลื่อนเฟสเริ่มต้นมีผลเมื่อเทียบกับ SYNC หรือกับอีกช่องของเครื่องสองช่อง
Duty / Symmetry / Widthดิวตี้ของสี่เหลี่ยม สมมาตรของแรมป์ ความกว้างพัลส์แรมป์สมมาตร 50 % คือสามเหลี่ยม 100 % คือฟันเลื่อยขาขึ้น
Lead / Trail Edgeเวลาขอบขึ้นลงของพัลส์ทดสอบวงจรที่ไวต่อขอบช้า เช่น ลอจิก CMOS
Mod / Sweep / Burstมอดูเลต กวาดความถี่ ปล่อยเป็นชุดดูหัวข้อด้านล่าง
Utility → Loadบอกเครื่องว่าโหลดเป็น 50 Ω หรือ High-Zต้นเหตุของค่าที่ไม่ตรงอันดับหนึ่ง V2
OUTPUT ON/OFFต่อหรือตัดรีเลย์ขาออกปิดก่อนต่อหรือถอดวงจรเสมอ
SYNCพัลส์ลอจิกตรงกับคาบหรือจุดเริ่มกวาดต่อเข้า EXT TRIG ของสโคปเพื่อภาพนิ่ง

V6 Pulse width and ramp symmetry ความกว้างพัลส์และสมมาตรของแรมป์

W=D T,S=triseT×100%W = D\,T, \qquad S = \frac{t_{rise}}{T}\times 100\%

S=50%S = 50\% ได้สามเหลี่ยม S=100%S = 100\% ได้ฟันเลื่อยขาขึ้น S=0%S = 0\% ได้ฟันเลื่อยขาลง

V7 Edge time and bandwidth เวลาขอบกับแบนด์วิดท์

tr≈0.35fBWt_{r} \approx \frac{0.35}{f_{BW}}

ขอบ 8 ns ต้องใช้แบนด์วิดท์ราว 44 MHz เครื่อง 25 MHz จึงทำคลื่นสี่เหลี่ยมได้คมที่สุดราว 8–10 ns

ความต้านทานขาออก 50 Ω และการตั้ง Load พื้นฐาน

ภายในเครื่องมีตัวต้านทาน 50 Ω อนุกรมอยู่ที่ขั้วขาออกเสมอ เพื่อให้แมตช์กับสายโคแอกซ์ 50 Ω และกันขาออกเสียเมื่อลัดวงจร ผลคือแรงดันที่ขั้วขึ้นกับโหลด ถ้าโหลดเป็น 50 Ω พอดี แรงดันจะเหลือครึ่งหนึ่งของแรงดันภายใน เครื่องจึงต้องถามว่าเราจะต่อโหลดอะไร (Utility → Load) แล้วชดเชยให้ค่าบนจอตรงกับโหลดที่บอกไว้

ภายในเครื่องกำเนิดสัญญาณeR_s = 50 ΩR_L (โหลด)V_LV_L = e·R_L/(R_L + 50)R_L = 50 Ω → V_L = e/2R_L ≫ 50 Ω (High-Z) → V_L ≈ e
ขาออกของเครื่องกำเนิดสัญญาณคือแหล่งแรงดัน ee อนุกรมกับ 50 Ω แรงดันที่โหลดเห็นจึงขึ้นกับ RLR_L

V1 Output model (Thévenin) แบบจำลองขาออก

vout=e−Rs i,Rs=50 Ωv_{out} = e - R_s\,i, \qquad R_s = 50\ \Omega

V2 Internal emf from the setting แรงดันภายในจากค่าที่ตั้ง

e=k Vset,k={1High-Z250 Ωe = k\,V_{set},\quad k = \begin{cases} 1 & \text{High-Z} \\ 2 & 50\ \Omega \end{cases}

V4 Voltage across any load แรงดันจริงบนโหลด

VL=k Vset RLRL+50V_L = k\,V_{set}\,\frac{R_L}{R_L + 50}

ตั้ง 50 Ω + โหลด 50 Ω → ตรง · ตั้ง High-Z + โหลด 1 MΩ → ตรง · ตั้ง 50 Ω + โหลด 1 MΩ → เกือบ 2 เท่า · ตั้ง High-Z + โหลด 50 Ω → ครึ่งเดียว

V3 Measuring output resistance วัดความต้านทานขาออก

Rs=RL(VopenVL−1)R_s = R_L\left(\frac{V_{open}}{V_L} - 1\right)

วัดแรงดันตอนเปิดวงจรและตอนต่อ RLR_L ที่รู้ค่า ใช้ได้กับแหล่งจ่ายทุกชนิด ไม่เฉพาะเครื่องกำเนิดสัญญาณ

V5 Amplitude + offset limit ขีดจำกัดแอมพลิจูดรวมออฟเซต

∣VDC∣+12Vpp≤Vmax|V_{DC}| + \tfrac12 V_{pp} \le V_{max}

เครื่องทั่วไป Vmax=10V_{max} = 10 V ในโหมด High-Z และ 5 V ในโหมด 50 Ω ถ้าเกิน เครื่องจะไม่ยอมรับค่าหรือลดค่าให้

ลองด้วยตัวเอง: สโคปจำลองนี้ต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณ 2 Vpp เข้า CH1 เปลี่ยน Load ที่ตั้งในเครื่อง และเปลี่ยนโหลดจริงที่ต่อ แล้วดู Vpp ที่วัดได้

ตัวอย่าง V-1 · ลืมตั้ง Load

ตั้ง 1 Vpp โหมด High-Z แล้วต่อเข้าเครื่องขยาย RF ที่อินพุต 50 Ω แรงดันจริงเท่าไร

  1. โหมด High-Z: e=Vsete = V_{set} V2

    e=1 Vppe = 1\ \text{Vpp}
  2. แบ่งแรงดันกับ 50 Ω ภายใน V4

    VL=1×5050+50=0.5 VppV_L = 1 \times \frac{50}{50 + 50} = 0.5\ \text{Vpp}

ได้แค่ 0.5 Vpp (ต่ำกว่าที่ตั้ง 6 dB) แก้โดยตั้ง Load = 50 Ω

ตัวอย่าง V-2 · โหลดค่ากลาง ๆ

ตั้ง 2 Vpp โหมด 50 Ω ขับวงจรที่มีอินพุต 1 kΩ ได้แรงดันจริงเท่าไร

  1. e=2×2=4e = 2 \times 2 = 4 Vpp V2

  2. แบ่งแรงดัน V4

    VL=4×10001050=3.81 VppV_L = 4 \times \frac{1000}{1050} = 3.81\ \text{Vpp}

3.81 Vpp ไม่ใช่ 2 Vpp วงจรอินพุตความต้านทานต่ำ ควรวัดแรงดันที่ขาเข้าวงจรจริงด้วยสโคปเสมอ

ตัวอย่าง V-3 · วัดความต้านทานขาออก

เปิดวงจรวัดได้ 4.00 Vpp ต่อตัวต้านทาน 47 Ω แล้วเหลือ 1.94 Vpp หา RsR_s

  1. แทนสูตร V3

    Rs=47(4.001.94−1)=47×1.062=49.9 ΩR_s = 47\left(\frac{4.00}{1.94} - 1\right) = 47 \times 1.062 = 49.9\ \Omega

Rs≈50 ΩR_s \approx 50\ \Omega ตรงตามสเปก ถ้าได้ค่าเพี้ยนมาก อาจเป็นเพราะเปิดโหมดเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ต่ำ หรือขาออกเสีย

ขั้ว SYNC และการทริกเกอร์สโคป พื้นฐาน

ขั้ว SYNC (บางรุ่นเรียก TTL Out หรือ Trig Out) ให้พัลส์ลอจิก 0/3.3 V หรือ 0/5 V ที่ขอบขึ้นตรงกับจุดเริ่มต้นของแต่ละคาบ ในโหมดมอดูเลชันจะตรงกับคลื่นมอดูเลต ในโหมดกวาดตรงกับจุดเริ่มกวาด และในโหมดเบิสต์ตรงกับจุดเริ่มแต่ละชุด เมื่อนำไปต่อเข้า EXT TRIG ของสโคป ภาพจะล็อกนิ่งเสมอ เพราะสโคปไม่ต้องเดาจากรูปสัญญาณเองอีกต่อไป วิธีนี้สำคัญมากเมื่อสัญญาณที่ปลายวงจรมีนอยส์หรือรูปร่างเปลี่ยนไปมา

ลองในแล็บจำลอง: AM ที่ทริกเกอร์จาก EXT ภาพนิ่ง ลองเปลี่ยนแหล่งทริกเกอร์เป็น CH1 แล้วดูว่าเปลือกเลื่อนไปมาอย่างไร

AM, FM และ PWM กลาง

มอดูเลชันคือการให้คลื่นช้า (คลื่นมอดูเลต ความถี่ fmf_m) ไปควบคุมพารามิเตอร์ตัวหนึ่งของคลื่นเร็ว (คลื่นพาหะ ความถี่ fcf_c) AM คุมแอมพลิจูด FM คุมความถี่ PWM คุมดิวตี้ เครื่องกำเนิดสัญญาณใช้จำลองสัญญาณวิทยุ ทดสอบวงจรดีมอดูเลเตอร์ หรือทดสอบตัวควบคุมมอเตอร์

V8 Amplitude modulation การมอดูเลตแอมพลิจูด

v(t)=Ac[1+msin⁡(2πfmt)]sin⁡(2πfct)v(t) = A_c\left[1 + m\sin(2\pi f_m t)\right]\sin(2\pi f_c t)

V9 Modulation index from the scope ดัชนีมอดูเลชันจากจอ

m=Vmax−VminVmax+Vminm = \frac{V_{max} - V_{min}}{V_{max} + V_{min}}

Vmax,VminV_{max}, V_{min} คือยอดถึงยอดของเปลือกช่วงกว้างสุดและแคบสุด m>1m > 1 คือมอดูเลตเกิน เปลือกพับ

V10 AM spectrum สเปกตรัมของ AM

fc, fc±fm,ASB=m2Ac,B=2fmf_c,\ f_c \pm f_m,\quad A_{SB} = \tfrac{m}{2}A_c,\quad B = 2f_m

V11 Frequency modulation, Carson's rule FM และกฎของคาร์สัน

f(t)=fc+Δfsin⁡(2πfmt),β=Δffmf(t) = f_c + \Delta f\sin(2\pi f_m t),\quad \beta = \frac{\Delta f}{f_m} B≈2(Δf+fm)B \approx 2(\Delta f + f_m)

V12 Pulse-width modulation การมอดูเลตความกว้างพัลส์

D(t)=D0+ΔDsin⁡(2πfmt)D(t) = D_0 + \Delta D\sin(2\pi f_m t)

ผ่านตัวกรองต่ำผ่านแล้วได้ Vavg(t)=D(t) VHV_{avg}(t) = D(t)\,V_H กลับมาเป็นคลื่นมอดูเลต ดูงานประยุกต์

V_maxV_minm = (V_max − V_min)/(V_max + V_min) = 0.5
AM ที่ m=0.5m = 0.5: วัดยอดถึงยอดของเปลือกช่วงกว้างสุด VmaxV_{max} และช่วงแคบสุด VminV_{min} แล้วแทนสูตร V9
ความถี่สูงสุดตรงยอดคลื่นมอดูเลตต่ำสุดตรงร่อง
FM: แอมพลิจูดคงที่ แต่ระยะห่างของลูกคลื่นเปลี่ยนตามคลื่นมอดูเลต (เส้นสีฟ้าด้านล่าง)
ตัวอย่าง V-4 · วัด m จากจอ

เปลือก AM กว้างสุด 3.0 Vpp แคบสุด 1.0 Vpp หาดัชนีมอดูเลชันและขนาดแถบข้าง

  1. V9

    m=3.0−1.03.0+1.0=0.5m = \frac{3.0 - 1.0}{3.0 + 1.0} = 0.5
  2. พาหะมีค่ายอด Ac=(3.0+1.0)/4=1.0A_c = (3.0 + 1.0)/4 = 1.0 V แถบข้างแต่ละข้าง V10

    ASB=0.52×1.0=0.25 V⇒20log⁡100.25=−12 dB ต่ำกว่าพาหะA_{SB} = \frac{0.5}{2}\times 1.0 = 0.25\ \text{V} \Rightarrow 20\log_{10}0.25 = -12\ \text{dB ต่ำกว่าพาหะ}

m=0.5m = 0.5 (50 %) แถบข้างสูง 0.25 V ต่ำกว่าพาหะ 12 dB เปิด พรีเซต AM แล้วลอง FFT

กวาดความถี่ (Sweep) และเบิสต์ (Burst) กลาง

โหมด Sweep เปลี่ยนความถี่จาก f1f_1 ไป f2f_2 ในเวลา TsT_s แล้ววนใหม่ ถ้าป้อนเข้าวงจรกรองและให้สโคปทริกเกอร์จาก SYNC จอจะวาดเปลือกที่มีรูปร่างเหมือนกราฟขนาดของผลตอบสนองความถี่ทันที เป็นวิธีหาเรโซแนนซ์ที่เร็วที่สุด โหมด Burst ปล่อยคลื่น NN ลูกแล้วหยุด ใช้ทดสอบเซนเซอร์อัลตราโซนิก ลำโพง หรือวงจรที่ต้องดูการตั้งต้นและการหยุด

V13 Linear and logarithmic sweep การกวาดเชิงเส้นและลอการิทึม

flin(t)=f1+(f2−f1)tTsf_{lin}(t) = f_1 + (f_2 - f_1)\frac{t}{T_s} flog(t)=f1(f2f1)t/Tsf_{log}(t) = f_1\left(\frac{f_2}{f_1}\right)^{t/T_s}

แบบลอการิทึมใช้เวลาเท่ากันต่อหนึ่งดีเคด เหมาะกับการดู Bode

V14 Burst timing เวลาของเบิสต์

ton=Nf,Dburst=Nf Tburstt_{on} = \frac{N}{f}, \qquad D_{burst} = \frac{N}{f\,T_{burst}}
Sweep เชิงเส้น 1 → 8 รอบต่อช่วงSYNC: พัลส์ตอนเริ่มกวาดBurst N = 3 ทุกคาบเบิสต์T_burst
Sweep เปลี่ยนความถี่ตามเวลา Burst ปล่อยคลื่น NN ลูกแล้วหยุด ทั้งสองแบบมีพัลส์ SYNC ไว้ทริกเกอร์สโคป
ลองในแล็บจำลอง: กวาด 1–10 kHz เข้าวงจร RLC จะเห็นเปลือกพองตรงความถี่เรโซแนนซ์ 5 kHz · เบิสต์ 3 ลูก

ข้างในเครื่อง: หลักการ DDS ขั้นสูง

เครื่องรุ่นใหม่ใช้ Direct Digital Synthesis (DDS) แทนออสซิลเลเตอร์แอนะล็อก ตัวสะสมเฟสขนาด NN บิตบวกเลข MM เข้าไปทุกสัญญาณนาฬิกา บิตบนของเฟสใช้เปิดตารางค่าไซน์ (LUT) ส่งเข้า DAC แล้วผ่านตัวกรองต่ำผ่านเพื่อลบขั้นบันได ความถี่จึงปรับได้ละเอียดมาก และเปลี่ยนความถี่ได้ทันทีโดยเฟสต่อเนื่อง

ตัวสะสมเฟสN บิตตาราง LUTเฟส → แอมพลิจูดDAC14 บิตตัวกรองต่ำผ่านขยาย + ออฟเซตลดทอน0/20/40 dBนาฬิกา f_clkM (เลขปรับความถี่)50 ΩOUTPUT
เครื่องรุ่นใหม่เกือบทุกรุ่นเป็นแบบ DDS: ดิจิทัลสร้างรูปคลื่น แล้วภาคแอนะล็อกขยาย ปรับออฟเซต และลดทอน ก่อนผ่าน 50 Ω ออกขั้ว
012345ตัวสะสม 4 บิต (16 ช่อง) เพิ่มทีละ M = 3ทุกนาฬิกา: เฟส += M → LUT → DAC (ขั้นบันได) → กรองได้ไซน์f_out = M·f_clk / 2^N = 3/16 f_clk
DDS: ตัวสะสมเฟสเดินทีละ MM ช่องทุกสัญญาณนาฬิกา ยิ่ง MM มาก วงล้อยิ่งหมุนเร็ว ความถี่ขาออกจึงเป็นสัดส่วนกับ MM

V15 DDS output frequency ความถี่ขาออกของ DDS

fout=M fclk2Nf_{out} = \frac{M\,f_{clk}}{2^N}

V16 Frequency resolution ความละเอียดความถี่

Δf=fclk2N\Delta f = \frac{f_{clk}}{2^N}

AD9833: 25 MHz/228=0.09325\ \text{MHz}/2^{28} = 0.093 Hz

V17 Images and sinc roll-off ภาพสะท้อนและการลดทอนแบบ sinc

fimg=kfclk±fout,∣H∣=∣sin⁡(πf/fclk)πf/fclk∣f_{img} = k f_{clk} \pm f_{out}, \quad |H| = \left|\frac{\sin(\pi f/f_{clk})}{\pi f/f_{clk}}\right|

ใช้งานจริงไม่เกินราว 0.4 fclk0.4\,f_{clk} ให้ตัวกรองแยกภาพสะท้อนออกได้

V18 Ideal DAC SNR SNR ของ DAC อุดมคติ

SNR=6.02 n+1.76 dB\text{SNR} = 6.02\,n + 1.76\ \text{dB}

DAC 14 บิต: ประมาณ 86 dB · 10 บิต (AD9833): ประมาณ 62 dB

ตัวอย่าง V-5 · คำนวณเลขปรับความถี่

DDS นาฬิกา 25 MHz ตัวสะสม 28 บิต ต้องการ 1 kHz ต้องตั้ง M เท่าไร ได้ความถี่จริงเท่าไร

  1. จัดรูป V15

    M=fout 2Nfclk=1000×268 435 45625 000 000=10 737.4M = \frac{f_{out}\,2^N}{f_{clk}} = \frac{1000 \times 268\,435\,456}{25\,000\,000} = 10\,737.4
  2. ปัดเป็นจำนวนเต็ม M=10 737M = 10\,737

    fout=10 737×25×106228=999.96 Hzf_{out} = \frac{10\,737 \times 25 \times 10^6}{2^{28}} = 999.96\ \text{Hz}

M=10 737M = 10\,737 ได้ 999.96 Hz คลาดเคลื่อนไม่เกินครึ่งหนึ่งของ Δf\Delta f V16 ดูวิธีเขียนค่านี้ลง AD9833 ที่หน้า สร้างเครื่องเอง

อ่านสเปกเครื่องให้เป็น กลาง

สเปกค่าทั่วไป (เครื่อง 25 MHz)มีผลกับอะไร
ช่วงความถี่ไซน์ / สี่เหลี่ยม1 µHz – 25 MHzความถี่สูงสุดที่ทดสอบได้
อัตรา DAC / ความละเอียด125 MSa/s, 14 บิตความเรียบของรูปคลื่น Arb และนอยส์
เวลาขาขึ้นคลื่นสี่เหลี่ยม< 10 nsใช้ทดสอบเวลาขาขึ้นของวงจรได้แค่ช้ากว่านี้มาก
ความเพี้ยนฮาร์มอนิก (ไซน์)< −50 dBcทดสอบเครื่องขยายเสียงที่ THD ต่ำมากไม่ได้
ความราบเรียบแอมพลิจูด±0.2 dB ถึง 10 MHzแอมพลิจูดคงที่เมื่อกวาดความถี่
ความแม่นยำความถี่±1–2 ppmใช้เป็นแหล่งอ้างอิงตั้งเวลาได้ดีกว่าสโคปส่วนใหญ่
แอมพลิจูด (High-Z)2 mVpp – 20 Vppขีดจำกัด V5
ความต้านทานขาออก50 ΩV4
ความปลอดภัยของเครื่อง: อย่าต่อขาออกเข้าจุดที่มีแหล่งจ่ายภายนอกอยู่แล้ว เช่น ขาออกของแหล่งจ่ายไฟหรือขั้วแบตเตอรี่ กราวด์ของขั้ว BNC ต่อกับกราวด์สายไฟบ้าน ห้ามคลิปกราวด์ไปแตะจุดที่ไม่ใช่กราวด์ของวงจร และควรใส่ตัวเก็บประจุกั้น DC เมื่อป้อนเข้าลำโพงที่ตั้งออฟเซตไว้

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp แต่สโคปวัดได้ 2 Vpp?

เพราะตั้ง Load ในเครื่องไว้ที่ 50 Ω แต่ต่อเข้าสโคปที่มีอินพุต 1 MΩ เครื่องคิดว่าจะมีโหลด 50 Ω มาแบ่งแรงดันครึ่งหนึ่ง จึงสร้าง emf ภายในเป็นสองเท่า เมื่อไม่มีโหลดมาแบ่ง สโคปจึงเห็นสองเท่า แก้โดยตั้ง Load เป็น High-Z หรือต่อเทอร์มิเนเตอร์ 50 Ω ที่ปลายสาย

High-Z หมายถึงอะไร?

High-Z (high impedance) คือการบอกเครื่องว่าโหลดมีความต้านทานสูงมากเมื่อเทียบกับ 50 Ω เช่น อินพุตสโคป 1 MΩ หรืออินพุตออปแอมป์ เครื่องจะแสดงค่าเท่ากับแรงดันขณะเปิดวงจร ค่าที่ตั้งจึงตรงกับที่สโคปวัดได้

ขั้ว SYNC ใช้ทำอะไร?

ขั้ว SYNC ให้พัลส์ลอจิกที่ตรงกับจุดเริ่มคาบ จุดเริ่มกวาด หรือจุดเริ่มเบิสต์ นำไปต่อเข้าขั้ว EXT TRIG ของสโคปเพื่อให้ภาพนิ่งแม้สัญญาณจะซับซ้อน เช่น AM หรือสัญญาณที่ผ่านวงจรที่มีนอยส์

เครื่องกำเนิดสัญญาณจ่ายกระแสได้เท่าไร?

ไม่มาก เพราะมีความต้านทานขาออก 50 Ω ภายใน ที่ 20 Vpp ลัดวงจรได้กระแสยอดประมาณ 10/50 = 0.2 A และกำลังบนโหลด 50 Ω สูงสุดราว 0.25 W ถ้าต้องขับลำโพงหรือขดลวด ให้ต่อผ่านภาคขยายกำลัง

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์