- หน้าแรก
- คลังความรู้
- แล็บ FG + สโคป
- ออสซิลโลสโคป
// บทที่ 12.3 · แล็บ FG + สโคป · Oscilloscope
ออสซิลโลสโคป: V/div Time/div ทริกเกอร์ โพรบ และแบนด์วิดท์
ออสซิลโลสโคปคือเครื่องวาดกราฟแรงดันเทียบเวลา แกนตั้งคือโวลต์ แกนนอนคือเวลา ปุ่มบนเครื่องดูมากแต่แบ่งได้แค่สี่กลุ่ม: แนวตั้ง แนวนอน ทริกเกอร์ และการวัด หน้านี้อธิบายทีละกลุ่ม พร้อมเรื่องที่ทำให้ค่าผิดโดยไม่รู้ตัว คือโพรบ แบนด์วิดท์ และอัตราสุ่ม ปิดท้ายด้วยความปลอดภัยเรื่องกราวด์ที่ทุกคนต้องรู้ สูตรใช้รหัส O
- ค่าบนจอ = จำนวนช่อง × ค่าต่อช่อง: ,
- ภาพไม่นิ่ง → แก้ที่ทริกเกอร์: เลือกช่องที่ถูก ตั้งระดับไว้กลางสัญญาณ (ปุ่ม 50%)
- ใช้โพรบ 10× เป็นค่าเริ่มต้น ตั้งเมนูโพรบให้ตรง และชดเชยโพรบกับขั้ว Probe Comp ก่อนใช้
- แบนด์วิดท์ ≥ 5 เท่าของความถี่ที่วัด · อัตราสุ่มจริง ต้องมากกว่า 2 เท่าของความถี่สูงสุด
- คลิปกราวด์โพรบคือสายดิน หนีบที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น
อ่านค่าจากจอ: กราติคูล V/div และ Time/div พื้นฐาน
จอสโคปแบ่งเป็นตาราง 10 ช่องแนวนอนและ 8 ช่องแนวตั้ง แต่ละช่องเรียกว่า division (div) แบ่งย่อยอีก 5 ขีดบนเส้นกลาง ตัวเลขที่มุมจอบอกว่าหนึ่งช่องมีค่าเท่าไร เช่น CH1 500 mV คือแนวตั้ง 1 ช่อง = 0.5 V และ H 200 µs คือแนวนอน 1 ช่อง = 200 µs การอ่านค่าจึงมีแค่ “นับช่องแล้วคูณ”
O1 Voltage from divisions แรงดันจากจำนวนช่อง
ค่า V/div ที่จอแสดงรวมอัตราส่วนโพรบไว้แล้ว ถ้าตั้งเมนูโพรบถูกต้อง O16
O2 Time and frequency from divisions เวลาและความถี่จากจำนวนช่อง
O3 Screen window and choosing time/div เวลาทั้งจอและการเลือก Time/div
ให้เห็น ถึง 3 คาบ ถ้า 1 kHz (T = 1 ms) ใช้ราว 200–500 µs/div
O4 Vertical resolution (8-bit) ความละเอียดแนวตั้ง
ADC 8 บิตมี 256 ระดับ กระจายราว 25 ระดับต่อช่อง ภาพที่สูงแค่ 1 ช่องจึงมีเพียง 25 ระดับ ควรปรับ V/div ให้สัญญาณสูง 5–7 ช่อง
ตั้ง 1 V/div และ 0.5 ms/div ภาพไซน์สูงยอดถึงยอด 5.6 ช่อง หนึ่งคาบยาว 3.6 ช่อง หา Vpp, Vrms และความถี่
5.6 Vpp, 1.98 Vrms, 555.6 Hz · การอ่านจากกราติคูลคลาดเคลื่อนได้ราว ±0.1 ช่อง ถ้าต้องการละเอียดกว่านี้ใช้เคอร์เซอร์หรือการวัดอัตโนมัติ ดู ความคลาดเคลื่อนในการอ่าน
ลองเอง: หมุน Time/div และ V/div แล้วดูว่าภาพเปลี่ยน แต่ค่าที่วัดได้ไม่เปลี่ยน เพราะสัญญาณจริงยังเหมือนเดิม
ภาคแนวตั้ง: V/div ตำแหน่ง และคัปปลิง AC DC GND พื้นฐาน
แต่ละช่อง (CH1, CH2) มีปุ่มชุดเดียวกัน V/div ขยายหรือย่อภาพในแนวตั้งตามลำดับ 1–2–5 ส่วน Position เลื่อนภาพขึ้นลงโดยไม่เปลี่ยนค่าจริง เมนูของช่องมีสามตัวเลือกสำคัญ
| คัปปลิง | สิ่งที่เข้าเครื่องวัด | ใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| DC | สัญญาณทั้งหมด รวมระดับ DC | ค่าเริ่มต้นสำหรับทุกงาน อยากรู้ระดับจริง ลอจิก PWM แหล่งจ่าย |
| AC | ผ่านตัวเก็บประจุ ตัดค่าเฉลี่ยออก | ดูริปเปิลเล็ก ๆ ที่ขี่อยู่บน DC ใหญ่ เช่น ริปเปิล 50 mV บนไฟ 12 V |
| GND | ตัดสัญญาณ ต่ออินพุตลงกราวด์ภายใน | หาตำแหน่งเส้น 0 V บนจอก่อนวัด |
คัปปลิง AC มีตัวเก็บประจุอนุกรมกับความต้านทานอินพุต 1 MΩ จึงเป็นวงจรกรองสูงผ่าน ความถี่ต่ำมากถูกลดทอน คลื่นสี่เหลี่ยมความถี่ต่ำจะเห็นยอดเอียง (tilt) ทั้งที่สัญญาณจริงแบนราบ นักศึกษาหลายคนสรุปผิดว่าวงจรเสีย จริง ๆ แล้วเกิดจากสโคปเอง
O5 AC-coupling low cutoff ความถี่ตัดต่ำของคัปปลิง AC
ทั่วไปราว 5–10 Hz เมื่อใช้โพรบ 1× และต่ำลงราว 10 เท่าเมื่อใช้โพรบ 10× เพราะความต้านทานรวมเป็น 10 MΩ
O6 Square-wave tilt ยอดเอียงของคลื่นสี่เหลี่ยม
ค่าประมาณใช้ได้เมื่อ tilt น้อยกว่าราว 10 % ใช้สูตรเดียวกันหาความถี่ตัดต่ำของเครื่องขยายได้ X11
วัดคลื่นสี่เหลี่ยม 50 Hz ด้วยคัปปลิง AC โพรบ 10× ที่มี Hz ยอดจะเอียงกี่เปอร์เซ็นต์
สูตรประมาณ O6
ตรวจด้วยสูตรเต็ม
ราว 4.3 % ถ้าใช้โพรบ 1× ( Hz) จะเอียงถึงราว 36 % เห็นได้ชัด วิธีแก้คือกลับไปใช้คัปปลิง DC แล้วเลื่อน Position แทน
ลองเอง: CH1 ใช้คัปปลิง DC ส่วน CH2 ใช้ AC ทั้งคู่ใช้โพรบ 1× ลดความถี่ลงแล้วดูยอดของ CH2 เอียงมากขึ้น
BW Limit 20 MHz ในเมนูช่องคือตัวกรองต่ำผ่านภายใน ใช้ตัดนอยส์ความถี่สูงเมื่อดูสัญญาณช้า เช่น ริปเปิลแหล่งจ่าย แต่ห้ามเปิดเมื่อวัดขอบสัญญาณเร็ว Invert กลับขั้วภาพ ใช้คู่กับ Math เมื่อวัดผลต่างสองจุด
ภาคแนวนอน: Time/div ตำแหน่ง และความยาวบันทึก พื้นฐาน
Time/div กำหนดว่าจอกว้างกี่วินาที () ส่วน Horizontal Position เลื่อนดูก่อนหรือหลังจุดทริกเกอร์ จุดทริกเกอร์คือสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ด้านบนจอ ปกติอยู่กลางจอ เราจึงเห็นทั้งสิ่งที่เกิดก่อนและหลังเหตุการณ์ ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะของสโคปแบบดิจิทัล
| ความถี่สัญญาณ | คาบ | Time/div ที่เห็นราว 2–5 คาบ |
|---|---|---|
| 50 Hz (ไฟบ้าน) | 20 ms | 5–10 ms |
| 1 kHz (เสียง) | 1 ms | 200–500 µs |
| 40 kHz (อัลตราโซนิก) | 25 µs | 5–10 µs |
| 100 kHz (สวิตชิงซัพพลาย) | 10 µs | 2–5 µs |
| 1 MHz | 1 µs | 200–500 ns |
| 16 MHz (คริสตัลไมโครคอนโทรลเลอร์) | 62.5 ns | 10–20 ns |
สโคปดิจิทัลเก็บข้อมูลเป็นจำนวนจุดจำกัด (record length) เช่น 10,000 จุด เมื่อเปลี่ยน Time/div เครื่องจะเปลี่ยนอัตราสุ่มตาม เพื่อให้จุดทั้งหมดพอดีจอ นี่คือที่มาของปัญหาอเลียสซิงในหัวข้อ อัตราสุ่ม
O11 Actual sample rate อัตราสุ่มจริงตามความยาวบันทึก
ตัวอย่าง 10 kpts ที่ 200 µs/div: MSa/s แม้สเปกจะเขียน 1 GSa/s
เมื่อ Time/div ช้ากว่าราว 50–100 ms/div สโคปส่วนใหญ่เข้าโหมด Roll วาดภาพเลื่อนจากขวาไปซ้ายแบบเครื่องบันทึกกราฟ ไม่ต้องรอทริกเกอร์ เหมาะกับสัญญาณช้า เช่น การชาร์จตัวเก็บประจุค่าใหญ่ หรืออุณหภูมิจากเซนเซอร์
ทริกเกอร์: ทำให้ภาพนิ่ง พื้นฐาน
สโคปวาดภาพซ้ำหลายสิบครั้งต่อวินาที ถ้าแต่ละครั้งเริ่มที่เวลาสุ่ม ภาพจะซ้อนกันจนอ่านไม่ได้ ทริกเกอร์คือกฎว่า “เริ่มวาดเมื่อสัญญาณช่องนี้ข้ามระดับนี้ในทิศนี้” ทุกภาพจึงเริ่มที่จุดเดียวกันบนรูปคลื่น ภาพจึงนิ่ง
| การตั้งค่า | ตัวเลือก | คำแนะนำ |
|---|---|---|
| Source (แหล่ง) | CH1, CH2, EXT, AC Line | เลือกช่องที่มีสัญญาณชัดที่สุด หรือ EXT ต่อจาก SYNC ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ AC Line ใช้ดูสัญญาณที่สัมพันธ์กับไฟบ้าน |
| Slope (ขอบ) | ขึ้น ↑ / ลง ↓ | ใช้ขอบลงเมื่ออยากดูเหตุการณ์หลังสัญญาณตก เช่น ลอจิก active-low |
| Level (ระดับ) | แรงดันที่ใช้ตัดสิน | ต้องอยู่ภายในช่วงสัญญาณ ปุ่ม 50% ตั้งให้อัตโนมัติ |
| Mode: Auto | ไม่มีทริกเกอร์ก็วาดเอง | เริ่มต้นใช้โหมดนี้ เห็นเส้นเสมอ แต่ภาพจะวิ่งถ้าทริกเกอร์ไม่ได้ |
| Mode: Normal | วาดเฉพาะเมื่อทริกเกอร์ | ใช้กับสัญญาณที่เกิดไม่สม่ำเสมอ ภาพค้างที่ครั้งล่าสุด ถ้าไม่มีสัญญาณจอจะว่าง |
| Mode: Single | จับครั้งเดียวแล้วหยุด | จับเหตุการณ์ครั้งเดียว เช่น กดปุ่มแล้วดูการเด้งของหน้าสัมผัส (bounce) |
| Holdoff | เวลาห้ามทริกเกอร์ซ้ำ | ใช้กับสัญญาณที่มีหลายขอบในหนึ่งชุด เช่น ข้อมูลอนุกรม ให้ภาพเริ่มที่ขอบแรกของชุดทุกครั้ง |
| Coupling ของทริกเกอร์ | DC, AC, HF Reject, LF Reject, Noise Reject | มีนอยส์มาก → Noise Reject หรือ HF Reject (ทริกเกอร์มีฮิสเทอรีซิสเหมือนชมิตต์ทริกเกอร์) |
ลองเอง: ระดับทริกเกอร์ตั้งไว้ 2.5 V แต่สัญญาณสูงสุดแค่ 1 V ภาพจึงวิ่ง หมุน Trigger level ลงมาให้อยู่ในช่วงสัญญาณ แล้วลองเปลี่ยนเป็นขอบลงและโหมด Normal
โพรบ 1× และ 10× และการชดเชยโพรบ พื้นฐาน กลาง
โพรบไม่ใช่สายไฟธรรมดา โพรบ 10× มีตัวต้านทาน 9 MΩ ที่ปลาย เมื่ออนุกรมกับ 1 MΩ ของสโคปจึงเป็นตัวแบ่งแรงดัน 10:1 ข้อดีคือวงจรเห็นโหลด 10 MΩ แทน 1 MΩ และเห็นความจุน้อยลงมาก แต่ตัวแบ่งแรงดันที่มีความจุของสายและอินพุตปนอยู่จะแบ่งเท่ากันทุกความถี่ก็ต่อเมื่อค่าคงตัวเวลาสองฝั่งเท่ากัน จึงต้องมีตัวเก็บประจุปรับค่าได้ (ทริมเมอร์) ไว้ปรับให้พอดี เรียกว่าการชดเชยโพรบ
| คุณสมบัติ | โพรบ 1× | โพรบ 10× |
|---|---|---|
| ลดทอน | ไม่ลด | ลด 10 เท่า (ต้องตั้งเมนูเป็น 10×) |
| ความต้านทานที่วงจรเห็น | 1 MΩ | 10 MΩ |
| ความจุที่วงจรเห็น | ราว 80–120 pF (สาย + อินพุต) | ราว 10–15 pF |
| แบนด์วิดท์ | ราว 6–10 MHz | 100–500 MHz ตามรุ่น |
| สัญญาณเล็กสุดที่ดีได้ | ดีกว่า (ไม่โดนลดทอน) | นอยส์ของสโคปขยาย 10 เท่า |
| แรงดันสูงสุด | ตามสเปกสโคป | สูงกว่า (ดูพิกัดบนตัวโพรบ) |
| ใช้เมื่อ | สัญญาณ mV ความถี่ต่ำ เช่น ริปเปิลเล็กมาก | งานทั่วไปเกือบทั้งหมด |
O7 Probe compensation เงื่อนไขชดเชยโพรบ
ถ้า ชดเชยเกิน มุมพุ่ง · ถ้าน้อยกว่า ชดเชยขาด มุมมน แอมพลิจูดที่ความถี่สูงผิด
O16 Probe-ratio setting ค่าบนจอเมื่อตั้งอัตราส่วนโพรบ
สวิตช์โพรบ 10× แต่เมนูตั้ง 1× ค่าบนจอจะเล็กไป 10 เท่า สลับกันก็ใหญ่ไป 10 เท่า
O14 Probe loading โหลดที่โพรบใส่ให้วงจร
ความจุสำคัญกว่าความต้านทานเมื่อความถี่สูง ที่ 10 MHz โพรบ 1× (100 pF) มี
อินพุตสโคป 1 MΩ ∥ 15 pF สายโพรบมีความจุ 85 pF ต้องปรับ ที่ปลายโพรบ 9 MΩ เป็นเท่าไร
ความจุฝั่งสโคปรวม
เงื่อนไขชดเชย O7
ราว 11 pF วงจรจึงเห็นความจุอนุกรม กับ ≈ 10 pF ซึ่งน้อยกว่าโพรบ 1× เกือบ 10 เท่า ย้ายโพรบไปสโคปเครื่องอื่นหรือช่องอื่นต้องชดเชยใหม่ทุกครั้ง เพราะ ไม่เท่ากัน
จุดที่วัดมีความต้านทานแหล่ง 1 kΩ สัญญาณ 10 MHz ใช้โพรบ 1× (100 pF) เทียบกับ 10× (12 pF) ต่างกันอย่างไร
โพรบ 1× O14
แรงดันที่เหลือ (ตัวแบ่ง RC)
โพรบ 10×
โพรบ 1× เห็นสัญญาณเหลือเพียง 16 % ของจริงและยังทำให้วงจรทำงานผิดไปด้วย ส่วนโพรบ 10× เหลือ 80 % จุดที่มีความต้านทานสูงและความถี่สูงต้องใช้โพรบแอกทีฟ (ความจุไม่กี่ pF)
ลองเอง: CH1 และ CH2 ต่อขั้ว Probe Comp ของสโคป โพรบ 1 ชดเชยเกิน โพรบ 2 ชดเชยขาด หมุนทริมเมอร์ของโพรบ 1 จนยอดแบนราบ
แบนด์วิดท์และเวลาขาขึ้น กลาง
แบนด์วิดท์ของสโคปคือความถี่ที่ไซน์ถูกลดทอนลง 3 dB (เหลือ 70.7 %) ไม่ใช่ความถี่สูงสุดที่วัดได้แม่น ภาคขยายของสโคปทำตัวเหมือนวงจรกรองต่ำผ่าน สัญญาณขอบเร็วจึงถูกทำให้ช้าลง ค่าเวลาขาขึ้นที่อ่านได้คือผลรวมของทุกส่วนในทางเดินสัญญาณ
O8 Rise time ↔ bandwidth เวลาขาขึ้นกับแบนด์วิดท์
มาจากวงจรอันดับหนึ่ง สโคปรุ่นใหม่บางรุ่นใช้ 0.4–0.45
O9 Measured rise time เวลาขาขึ้นที่สโคปแสดง
หาค่าจริงกลับได้: ใช้ได้ดีเมื่อสโคปเร็วกว่าสัญญาณพอสมควร
O10 Amplitude error near the bandwidth ความคลาดเคลื่อนแอมพลิจูด
ที่ ค่าต่ำไป 29 % · ต่ำไป 5 % · ต่ำไป 2 % (แบบจำลองอันดับหนึ่ง)
สัญญาณจริงมีเวลาขาขึ้น 5 ns วัดด้วยสโคป 100 MHz และโพรบ 500 MHz จะอ่านได้เท่าไร
อ่านได้ 6.1 ns สูงกว่าจริง 23 % ต้องใช้สโคปราว 350 MHz ขึ้นไปจึงจะคลาดเคลื่อนไม่เกินราว 3 %
วัดขอบ 10 ns แต่สวิตช์บนโพรบอยู่ที่ 1× (แบนด์วิดท์ 6 MHz) จะเห็นเท่าไร
อ่านได้ราว 59 ns สิ่งที่เห็นคือความช้าของโพรบ ไม่ใช่ของวงจร ลองดูในสโคปจำลองด้านล่าง CH1 ใช้โพรบ 10× ส่วน CH2 ใช้ 1× สัญญาณ 1 MHz เดียวกัน
อัตราสุ่ม อเลียสซิง และความละเอียด กลาง ขั้นสูง
สโคปดิจิทัลไม่ได้เห็นสัญญาณต่อเนื่อง มันวัดเป็นจุด ๆ ตามอัตราสุ่ม ถ้าสุ่มช้ากว่าสองเท่าของความถี่สัญญาณ จุดที่ได้จะเรียงตัวเป็นรูปคลื่นที่ช้ากว่าความจริง เรียกว่าอเลียสซิง (aliasing) อันตรายตรงที่ภาพดูนิ่งและสวย แต่ความถี่ผิดทั้งหมด
O12 Nyquist criterion and alias frequency เงื่อนไขไนควิสต์และความถี่อเลียส
ในทางปฏิบัติสโคปต้องการ –5 เท่าของแบนด์วิดท์ จึงจะวาดรูปคลื่นได้เนียน
สัญญาณ 1.00002 MHz ดูที่ 5 ms/div สโคปมีหน่วยความจำ 10,000 จุด จะเห็นความถี่เท่าไร
สโคปแสดงไซน์ 20 Hz หนึ่งรอบเต็มจอ ทั้งที่สัญญาณจริง 1 MHz วิธีป้องกัน: เริ่มที่ Time/div เร็ว ๆ เสมอ หรือกด AUTO ก่อน แล้วค่อยหมุนออก ลองในสโคปจำลอง หมุน Time/div ลงจน 1 µs/div จะเห็นความถี่จริง
ความละเอียดแนวตั้ง สโคปทั่วไปใช้ ADC 8 บิต O4 เมื่อดูสัญญาณเล็กบนระดับ DC ใหญ่ เช่น ริปเปิล 20 mV บนไฟ 12 V ด้วยคัปปลิง DC ที่ 2 V/div หนึ่งระดับ ADC มีค่า 80 mV จึงมองไม่เห็นริปเปิลเลย ให้ใช้คัปปลิง AC แล้วตั้ง 10 mV/div หรือใช้ออฟเซตของช่องดึงภาพลงแทน สโคปรุ่นใหม่บางรุ่นใช้ 12 บิตหรือโหมด High-Res ที่เฉลี่ยจุดใกล้กันเพื่อเพิ่มความละเอียด
การวัดอัตโนมัติและเคอร์เซอร์ พื้นฐาน
ปุ่ม Measure คำนวณค่าจากจุดข้อมูลบนจอ ละเอียดกว่าการนับช่องมาก แต่ต้องรู้ว่าแต่ละค่านิยามอย่างไร และเมื่อไรที่เชื่อไม่ได้
| ค่า | นิยาม | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| Vpp, Vmax, Vmin | สูงสุด − ต่ำสุดของจุดทั้งหมด | รวมนอยส์และสไปก์ จึงสูงกว่าค่าจริงเล็กน้อย |
| Vtop, Vbase, Vamp | ระดับที่พบบ่อยที่สุดด้านบนและด้านล่าง (ฮิสโทแกรม) | ใช้กับคลื่นสี่เหลี่ยมและพัลส์ ไม่สนใจการพุ่งเกิน |
| Vavg (Mean) | ค่าเฉลี่ย = ระดับ DC W6 | ควรเฉลี่ยเต็มจำนวนคาบ (เมนู Cycle Mean) |
| Vrms | RMS รวม DC W8 | ค่า AC RMS ตัด DC ออก ตรงกับมิเตอร์ True RMS ย่าน AC |
| Freq, Period | จากเวลาระหว่างขอบที่ตัดระดับกลาง | ต้องมีอย่างน้อย 1–2 คาบบนจอ นอยส์มากทำให้นับผิด |
| +Width, Duty | ความกว้างช่วงบวกที่ 50 % และสัดส่วนต่อคาบ | ดู W9 |
| Rise, Fall | 10 %–90 % ของ Vbase ถึง Vtop | ต้องขยาย Time/div ให้ขอบกินหลายช่อง และคำนึงถึง O9 |
| Phase, Delay | เวลาห่างของขอบสองช่อง | ดู การวัดเฟส |
ทุกค่าจะผิดถ้า สัญญาณล้นจอ (clip) เพราะ ADC ตัดยอดที่ขอบจอ สโคปจริงมักขึ้นเครื่องหมาย ? หรือ > ที่ค่า สโคปจำลองในเว็บนี้แสดงเป็นสีแดงพร้อมเครื่องหมาย ? ให้เพิ่ม V/div จนเห็นยอดครบ เคอร์เซอร์ คือเส้นที่เราลากเอง ใช้เมื่อการวัดอัตโนมัติไม่รู้ว่าเราสนใจส่วนไหน เช่น ความสูงของการแกว่งลูกแรก หรือเวลาจากขอบหนึ่งไปยังเหตุการณ์ที่สนใจ
FFT: ดูสัญญาณในโดเมนความถี่ กลาง ขั้นสูง
ฟังก์ชัน Math → FFT แปลงข้อมูลบนจอเป็นสเปกตรัม แกนนอนเป็นความถี่ แกนตั้งเป็น dBV ใช้ดูฮาร์มอนิกของคลื่นสี่เหลี่ยม ความเพี้ยนของเครื่องขยาย หรือหาแหล่งนอยส์ เช่น ฮัม 50 Hz และสวิตชิง 100 kHz ที่ซ่อนอยู่
ที่มาของ FFT จากอนุกรมฟูเรียร์ อเลียสซิง การรั่วของสเปกตรัม หน้าต่าง และการตั้ง FFT ให้วัดฮาร์มอนิกได้ตรงเครื่องวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้า อ่านต่อที่ DFT และ FFT · ฝึกอ่านฮาร์มอนิกของกระแสจริงใน แล็บวิเคราะห์ฮาร์มอนิก
O13 FFT resolution and span ความละเอียดและช่วงของ FFT
อยากแยกความถี่ใกล้กันให้ได้ → เพิ่มเวลาบันทึก (Time/div ช้าลง) · อยากเห็นความถี่สูง → เพิ่มอัตราสุ่ม
คลื่นสี่เหลี่ยม 1 kHz 2 Vpp ดูที่ 1 ms/div จะเห็นยอด FFT ที่ไหนบ้าง สูงเท่าไร และละเอียดแค่ไหน
ยอดที่ 1, 3, 5, 7 … kHz ลดลงตาม (−20 dB ต่อดีเคด) ไม่มีฮาร์มอนิกคู่ ถ้าดิวตี้ไม่ใช่ 50 % จะมีฮาร์มอนิกคู่โผล่ขึ้นมา ลองเปลี่ยนรูปคลื่นเป็นไซน์หรือสามเหลี่ยมแล้วดูว่าฮาร์มอนิกหายไปแค่ไหน
FFT ในสโคปมีหน้าต่าง (window) ให้เลือก Rectangular แยกความถี่ได้คมที่สุดแต่ยอดรั่วมาก Hanning เป็นค่าเริ่มต้นที่ดี Flat-top อ่านแอมพลิจูดแม่นที่สุดแต่ยอดกว้าง ถ้าจำนวนคาบบนจอไม่เป็นจำนวนเต็ม พลังงานจะรั่วไปถังข้าง ๆ (spectral leakage) ซึ่งหน้าต่างช่วยลดได้ การวิเคราะห์สเปกตรัมเชิงลึกต่อได้ที่ แล็บสัญญาณ
Math, XY และการวัดแบบผลต่าง กลาง
Math สร้างช่องใหม่จาก CH1 กับ CH2: บวก ลบ คูณ หรือ FFT การลบ CH1 − CH2 คือวิธีวัดแรงดันคร่อมอุปกรณ์ที่ไม่ได้ต่อกราวด์ เช่น ตัวต้านทานด้านบนของวงจรแบ่งแรงดัน หรือแรงดันคร่อมตัวเหนี่ยวนำในบักคอนเวอร์เตอร์ การคูณแรงดันกับแรงดันคร่อมตัวต้านทานตรวจกระแสได้กำลังขณะหนึ่ง (instantaneous power) XY นำ CH1 เป็นแกนนอนและ CH2 เป็นแกนตั้ง ได้รูปลิสซาจู ใช้เทียบเฟสและอัตราส่วนความถี่ ดู วงรีลิสซาจู
O15 Differential measurement with Math วัดแรงดันระหว่างสองจุด
ตั้ง V/div สองช่องให้เท่ากัน ความแม่นยำลดลงเมื่อ , ใหญ่มากแต่ผลต่างเล็ก (common mode สูง) งานไฟฟ้ากำลังควรใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียล
ความปลอดภัย: กราวด์ของโพรบคือสายดิน พื้นฐาน
สโคปตั้งโต๊ะเกือบทุกเครื่องต่อขั้วกราวด์ของ BNC ทุกช่อง และคลิปกราวด์ของโพรบทุกเส้น เข้ากับสายดินของปลั๊กไฟโดยตรง ดังนั้นคลิปกราวด์ไม่ใช่ “ขั้วลบ” ที่หนีบที่ไหนก็ได้ มันคือดิน ถ้าหนีบกับจุดที่มีแรงดันเทียบกับดิน กระแสจะลัดวงจรผ่านโพรบทันที
- หนีบคลิปกราวด์ที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น และกราวด์ของทุกโพรบต้องเป็นจุดเดียวกัน
- วงจรที่ต่อไฟบ้านโดยไม่มีหม้อแปลงแยก (บอร์ดสวิตชิงฝั่งไฟสูง ไดรฟ์มอเตอร์ วงจรไทรแอก) ห้ามวัดด้วยโพรบธรรมดาเทียบกราวด์ ใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียลแรงดันสูง
- ห้ามตัดหรือดัดแปลงสายดินของปลั๊กสโคปเพื่อให้ “ลอย” ตัวถังและขั้ว BNC ทั้งหมดจะมีไฟ
- ดูพิกัดแรงดันและ CAT บนตัวโพรบและอินพุตสโคป เช่น 300 V CAT II อินพุต 1 MΩ หลายรุ่นทนได้ไม่เกินราว 300 Vrms ลดลงที่ความถี่สูง
- ลำดับที่ปลอดภัย: ปิดเครื่องกำเนิดสัญญาณหรือแหล่งจ่าย → ต่อโพรบ → เปิด → วัด → ปิด → ถอด
ในบอร์ดแล็บที่ใช้แหล่งจ่ายตั้งโต๊ะหรือเครื่องกำเนิดสัญญาณ กราวด์ของเครื่องกำเนิดสัญญาณก็ต่อดินเช่นกัน กราวด์ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ สโคป และวงจร จึงต้องเป็นจุดเดียวกันเสมอ ถ้าหนีบกราวด์โพรบที่ขาด้านบนของตัวต้านทาน จะลัดวงจรตัวต้านทานทิ้งผ่านสายดิน ค่าที่วัดได้จะผิดทั้งวงจร
ตั้งสโคปจากศูนย์ใน 7 ขั้น และแก้อาการที่เจอบ่อย พื้นฐาน
ค่าเริ่มต้น: กด Default Setup (ถ้าเครื่องเป็นของส่วนรวม คนก่อนอาจตั้งค่าแปลก ๆ ไว้)
โพรบ: สับสวิตช์ 10× ตั้งเมนูช่องเป็น 10× ต่อเข้าขั้ว Probe Comp แล้วชดเชยให้ยอดแบน O7
กราวด์: หนีบคลิปกราวด์ที่กราวด์ของวงจร แตะปลายโพรบที่จุดวัด
คัปปลิง DC: ใช้ DC ไว้ก่อนเสมอ ตั้งเส้น 0 V ด้วยคัปปลิง GND หรือ Position
AUTO หรือประมาณเอง: V/div ≈ Vpp ที่คาด / 6 และ Time/div ≈ 2–3 คาบ / 10 O3
ทริกเกอร์: แหล่งเป็นช่องที่มีสัญญาณ ขอบขึ้น กด 50% โหมด Auto
วัด: เปิด Measure Vpp, Freq ฯลฯ ตรวจว่าภาพไม่ล้นจอ แล้วจดค่าพร้อม V/div, Time/div และความคลาดเคลื่อน
| อาการ | สาเหตุที่พบบ่อย | แก้ |
|---|---|---|
| จอว่าง ไม่มีเส้น | โหมดทริกเกอร์ Normal แต่ไม่มีทริกเกอร์ · ช่องปิด · Position เลื่อนออกนอกจอ | เปลี่ยนเป็น Auto · เปิดช่อง · กด AUTO |
| เห็นเส้นตรง | คัปปลิง GND · FG ไม่ได้กด OUTPUT · โพรบไม่แตะจุด · V/div ใหญ่เกิน | ตรวจตามลำดับ · ลด V/div |
| ภาพวิ่ง | ระดับทริกเกอร์นอกสัญญาณ · แหล่งทริกเกอร์ผิดช่อง | ปุ่ม 50% · เลือกแหล่งใหม่ · ใช้ EXT จาก SYNC |
| ค่าผิดไป 10 เท่า | สวิตช์โพรบกับเมนูไม่ตรงกัน | O16 |
| ค่าเป็นสองเท่าหรือครึ่งหนึ่งของที่ตั้ง FG | ตั้ง Load ของ FG ไม่ตรงกับโหลดจริง | V4 |
| คลื่นสี่เหลี่ยมมุมมนหรือพุ่ง | โพรบไม่ได้ชดเชย · ใช้โพรบ 1× | O7 |
| ยอดสี่เหลี่ยมความถี่ต่ำเอียง | คัปปลิง AC | O6 |
| เห็นความถี่ต่ำแปลก ๆ ทั้งที่ควรสูง | อเลียสซิงที่ Time/div ช้า | O12 |
| เส้นหนามีนอยส์มาก | สายกราวด์ยาว · สัญญาณเล็กกับโพรบ 10× · ฮัม 50 Hz | สปริงกราวด์ · BW Limit · Average B13 |
| แกว่งหลังขอบสัญญาณเร็ว | สายกราวด์ยาว (L ของสาย + C ของโพรบ) | สปริงกราวด์สั้น |
พร้อมแล้วลองทุกอย่างพร้อมกันบน โต๊ะแล็บจำลองเต็มรูปแบบ แล้วไปต่อที่ เทคนิคการวัด
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมภาพบนออสซิลโลสโคปวิ่งไม่นิ่ง?
เกือบทุกครั้งเป็นเพราะทริกเกอร์ ระดับทริกเกอร์อยู่นอกช่วงของสัญญาณ เลือกแหล่งทริกเกอร์ผิดช่อง หรือสัญญาณมีหลายความถี่ปนกัน ให้กดปุ่ม 50% เพื่อตั้งระดับไว้กลางสัญญาณ เลือกแหล่งเป็นช่องที่มีสัญญาณ และถ้ามาจากเครื่องกำเนิดสัญญาณ ให้ต่อขั้ว SYNC เข้า EXT TRIG
โพรบ 1× กับ 10× ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน?
โพรบ 10× ลดทอนสัญญาณ 10 เท่า แต่มีความต้านทานอินพุต 10 MΩ และความจุเพียงราว 10–15 pF แบนด์วิดท์หลายร้อย MHz จึงรบกวนวงจรน้อยกว่ามาก โพรบ 1× มีแบนด์วิดท์เพียงราว 6 MHz และความจุราว 100 pF เหมาะเฉพาะสัญญาณเล็กมากความถี่ต่ำ งานทั่วไปให้ใช้ 10× และตั้งเมนูโพรบของสโคปเป็น 10× ให้ตรงกัน
สโคป 100 MHz วัดสัญญาณ 100 MHz ได้ไหม?
ได้แต่ค่าจะต่ำไปราว 30 % เพราะแบนด์วิดท์คือความถี่ที่แอมพลิจูดลดลง 3 dB ถ้าต้องการความคลาดเคลื่อนไม่เกินราว 2–3 % ควรเลือกสโคปที่แบนด์วิดท์อย่างน้อย 5 เท่าของความถี่ที่วัด สำหรับคลื่นสี่เหลี่ยมให้คิดจากเวลาขาขึ้นด้วยสูตร BW ≈ 0.35/t_r
หนีบกราวด์โพรบที่จุดไหนก็ได้ไหม?
ไม่ได้ คลิปกราวด์ของโพรบต่อกับสายดินของปลั๊กสโคปโดยตรง ต้องหนีบที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น ถ้าวงจรต่อไฟบ้านโดยไม่มีหม้อแปลงแยก หรือจุดที่วัดไม่ใช่กราวด์ จะเกิดลัดวงจรผ่านโพรบ ให้วัดแบบผลต่างสองช่อง (CH1 − CH2) ใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียล หรือหม้อแปลงแยกที่ฝั่งวงจร
อัตราสุ่ม 1 GSa/s แต่ทำไมที่ Time/div ช้า ๆ สโคปบอกแค่ไม่กี่ kSa/s?
หน่วยความจำมีจำนวนจุดจำกัด อัตราสุ่มจริงเท่ากับจำนวนจุดหารด้วยเวลาทั้งจอ เช่น 10,000 จุดที่ 5 ms/div ได้เพียง 200 kSa/s ถ้าสัญญาณมีความถี่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของค่านี้ จะเกิดอเลียสซิง เห็นความถี่ผิด ให้ลด Time/div ลงก่อนเสมอแล้วค่อยขยายออก