พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. แล็บ FG + สโคป
  4. ออสซิลโลสโคป

// บทที่ 12.3 · แล็บ FG + สโคป · Oscilloscope

ออสซิลโลสโคป: V/div Time/div ทริกเกอร์ โพรบ และแบนด์วิดท์

ออสซิลโลสโคปคือเครื่องวาดกราฟแรงดันเทียบเวลา แกนตั้งคือโวลต์ แกนนอนคือเวลา ปุ่มบนเครื่องดูมากแต่แบ่งได้แค่สี่กลุ่ม: แนวตั้ง แนวนอน ทริกเกอร์ และการวัด หน้านี้อธิบายทีละกลุ่ม พร้อมเรื่องที่ทำให้ค่าผิดโดยไม่รู้ตัว คือโพรบ แบนด์วิดท์ และอัตราสุ่ม ปิดท้ายด้วยความปลอดภัยเรื่องกราวด์ที่ทุกคนต้องรู้ สูตรใช้รหัส O

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ค่าบนจอ = จำนวนช่อง × ค่าต่อช่อง: V=Ndiv⋅V/divV = N_{div}\cdot V/div, t=Ndiv⋅t/divt = N_{div}\cdot t/div
  • ภาพไม่นิ่ง → แก้ที่ทริกเกอร์: เลือกช่องที่ถูก ตั้งระดับไว้กลางสัญญาณ (ปุ่ม 50%)
  • ใช้โพรบ 10× เป็นค่าเริ่มต้น ตั้งเมนูโพรบให้ตรง และชดเชยโพรบกับขั้ว Probe Comp ก่อนใช้
  • แบนด์วิดท์ ≥ 5 เท่าของความถี่ที่วัด · อัตราสุ่มจริง =N/(10 tdiv)= N/(10\,t_{div}) ต้องมากกว่า 2 เท่าของความถี่สูงสุด
  • คลิปกราวด์โพรบคือสายดิน หนีบที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

อ่านค่าจากจอ: กราติคูล V/div และ Time/div พื้นฐาน

จอสโคปแบ่งเป็นตาราง 10 ช่องแนวนอนและ 8 ช่องแนวตั้ง แต่ละช่องเรียกว่า division (div) แบ่งย่อยอีก 5 ขีดบนเส้นกลาง ตัวเลขที่มุมจอบอกว่าหนึ่งช่องมีค่าเท่าไร เช่น CH1 500 mV คือแนวตั้ง 1 ช่อง = 0.5 V และ H 200 µs คือแนวนอน 1 ช่อง = 200 µs การอ่านค่าจึงมีแค่ “นับช่องแล้วคูณ”

4 div5 div = 1 คาบCH1 500 mV/divH 200 µs/divอ่านค่าV/div500 mV (ตั้งไว้)Time/div200 µs (ตั้งไว้)Vpp4 div × 0.5 V = 2 VVp2 div × 0.5 V = 1 VT5 div × 200 µs = 1 msf = 1/T1 kHzVrms (ไซน์)Vp/√2 = 0.707 V
ไซน์สูงยอดถึงยอด 4 ช่องที่ 500 mV/div คือ 2 Vpp คาบ 5 ช่องที่ 200 µs/div คือ 1 ms หรือ 1 kHz

O1 Voltage from divisions แรงดันจากจำนวนช่อง

V=Ndiv×(V/div)V = N_{div}\times (V/div)

ค่า V/div ที่จอแสดงรวมอัตราส่วนโพรบไว้แล้ว ถ้าตั้งเมนูโพรบถูกต้อง O16

O2 Time and frequency from divisions เวลาและความถี่จากจำนวนช่อง

t=Ndiv×(t/div),f=1Tt = N_{div}\times (t/div), \qquad f = \frac{1}{T}

O3 Screen window and choosing time/div เวลาทั้งจอและการเลือก Time/div

Twin=10 (t/div),t/div≈n T10T_{win} = 10\,(t/div), \qquad t/div \approx \frac{n\,T}{10}

ให้เห็น n=2n = 2 ถึง 3 คาบ ถ้า 1 kHz (T = 1 ms) ใช้ราว 200–500 µs/div

O4 Vertical resolution (8-bit) ความละเอียดแนวตั้ง

ΔVLSB≈V/div25\Delta V_{LSB} \approx \frac{V/div}{25}

ADC 8 บิตมี 256 ระดับ กระจายราว 25 ระดับต่อช่อง ภาพที่สูงแค่ 1 ช่องจึงมีเพียง 25 ระดับ ควรปรับ V/div ให้สัญญาณสูง 5–7 ช่อง

ตัวอย่าง O-1 · อ่านค่าจากจอ

ตั้ง 1 V/div และ 0.5 ms/div ภาพไซน์สูงยอดถึงยอด 5.6 ช่อง หนึ่งคาบยาว 3.6 ช่อง หา Vpp, Vrms และความถี่

  1. แรงดัน O1

    Vpp=5.6×1=5.6 VV_{pp} = 5.6 \times 1 = 5.6\ \text{V}
  2. RMS ของไซน์ W7

    Vrms=Vpp22=5.62.828=1.98 VV_{rms} = \frac{V_{pp}}{2\sqrt2} = \frac{5.6}{2.828} = 1.98\ \text{V}
  3. คาบและความถี่ O2

    T=3.6×0.5=1.8 ms,f=11.8×10−3=555.6 HzT = 3.6 \times 0.5 = 1.8\ \text{ms}, \qquad f = \frac{1}{1.8\times10^{-3}} = 555.6\ \text{Hz}

5.6 Vpp, 1.98 Vrms, 555.6 Hz · การอ่านจากกราติคูลคลาดเคลื่อนได้ราว ±0.1 ช่อง ถ้าต้องการละเอียดกว่านี้ใช้เคอร์เซอร์หรือการวัดอัตโนมัติ ดู ความคลาดเคลื่อนในการอ่าน

ลองเอง: หมุน Time/div และ V/div แล้วดูว่าภาพเปลี่ยน แต่ค่าที่วัดได้ไม่เปลี่ยน เพราะสัญญาณจริงยังเหมือนเดิม

ภาคแนวตั้ง: V/div ตำแหน่ง และคัปปลิง AC DC GND พื้นฐาน

แต่ละช่อง (CH1, CH2) มีปุ่มชุดเดียวกัน V/div ขยายหรือย่อภาพในแนวตั้งตามลำดับ 1–2–5 ส่วน Position เลื่อนภาพขึ้นลงโดยไม่เปลี่ยนค่าจริง เมนูของช่องมีสามตัวเลือกสำคัญ

คัปปลิงสิ่งที่เข้าเครื่องวัดใช้เมื่อ
DCสัญญาณทั้งหมด รวมระดับ DCค่าเริ่มต้นสำหรับทุกงาน อยากรู้ระดับจริง ลอจิก PWM แหล่งจ่าย
ACผ่านตัวเก็บประจุ ตัดค่าเฉลี่ยออกดูริปเปิลเล็ก ๆ ที่ขี่อยู่บน DC ใหญ่ เช่น ริปเปิล 50 mV บนไฟ 12 V
GNDตัดสัญญาณ ต่ออินพุตลงกราวด์ภายในหาตำแหน่งเส้น 0 V บนจอก่อนวัด

คัปปลิง AC มีตัวเก็บประจุอนุกรมกับความต้านทานอินพุต 1 MΩ จึงเป็นวงจรกรองสูงผ่าน ความถี่ต่ำมากถูกลดทอน คลื่นสี่เหลี่ยมความถี่ต่ำจะเห็นยอดเอียง (tilt) ทั้งที่สัญญาณจริงแบนราบ นักศึกษาหลายคนสรุปผิดว่าวงจรเสีย จริง ๆ แล้วเกิดจากสโคปเอง

tDCเฉลี่ย 1 VtACDC: เห็นทั้งออฟเซตและรูปทรงจริงAC: ตัดค่าเฉลี่ย ยอดเอียง (tilt) ที่ความถี่ต่ำ
สัญญาณเดียวกัน วัดด้วยคัปปลิง DC และ AC ที่ความถี่ต่ำ ยอดที่เอียงในภาพขวาเกิดจากตัวเก็บประจุคัปปลิงของสโคป

O5 AC-coupling low cutoff ความถี่ตัดต่ำของคัปปลิง AC

fL=12πRinCcf_L = \frac{1}{2\pi R_{in} C_c}

ทั่วไปราว 5–10 Hz เมื่อใช้โพรบ 1× และต่ำลงราว 10 เท่าเมื่อใช้โพรบ 10× เพราะความต้านทานรวมเป็น 10 MΩ

O6 Square-wave tilt ยอดเอียงของคลื่นสี่เหลี่ยม

tilt=1−e−T/(2τ)≈πfLf,τ=12πfL\text{tilt} = 1 - e^{-T/(2\tau)} \approx \frac{\pi f_L}{f},\quad \tau = \frac{1}{2\pi f_L}

ค่าประมาณใช้ได้เมื่อ tilt น้อยกว่าราว 10 % ใช้สูตรเดียวกันหาความถี่ตัดต่ำของเครื่องขยายได้ X11

ตัวอย่าง O-2 · ยอดเอียงจากคัปปลิง AC

วัดคลื่นสี่เหลี่ยม 50 Hz ด้วยคัปปลิง AC โพรบ 10× ที่มี fL=0.7f_L = 0.7 Hz ยอดจะเอียงกี่เปอร์เซ็นต์

  1. สูตรประมาณ O6

    tilt≈π×0.750=0.044=4.4 %\text{tilt} \approx \frac{\pi \times 0.7}{50} = 0.044 = 4.4\ \%
  2. ตรวจด้วยสูตรเต็ม

    τ=12π(0.7)=0.227 s,1−e−0.01/0.227=4.3 %\tau = \frac{1}{2\pi(0.7)} = 0.227\ \text{s},\quad 1 - e^{-0.01/0.227} = 4.3\ \%

ราว 4.3 % ถ้าใช้โพรบ 1× (fL≈7f_L \approx 7 Hz) จะเอียงถึงราว 36 % เห็นได้ชัด วิธีแก้คือกลับไปใช้คัปปลิง DC แล้วเลื่อน Position แทน

ลองเอง: CH1 ใช้คัปปลิง DC ส่วน CH2 ใช้ AC ทั้งคู่ใช้โพรบ 1× ลดความถี่ลงแล้วดูยอดของ CH2 เอียงมากขึ้น

BW Limit 20 MHz ในเมนูช่องคือตัวกรองต่ำผ่านภายใน ใช้ตัดนอยส์ความถี่สูงเมื่อดูสัญญาณช้า เช่น ริปเปิลแหล่งจ่าย แต่ห้ามเปิดเมื่อวัดขอบสัญญาณเร็ว Invert กลับขั้วภาพ ใช้คู่กับ Math เมื่อวัดผลต่างสองจุด

ภาคแนวนอน: Time/div ตำแหน่ง และความยาวบันทึก พื้นฐาน

Time/div กำหนดว่าจอกว้างกี่วินาที (10×t/div10 \times t/div) ส่วน Horizontal Position เลื่อนดูก่อนหรือหลังจุดทริกเกอร์ จุดทริกเกอร์คือสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ด้านบนจอ ปกติอยู่กลางจอ เราจึงเห็นทั้งสิ่งที่เกิดก่อนและหลังเหตุการณ์ ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะของสโคปแบบดิจิทัล

ความถี่สัญญาณคาบTime/div ที่เห็นราว 2–5 คาบ
50 Hz (ไฟบ้าน)20 ms5–10 ms
1 kHz (เสียง)1 ms200–500 µs
40 kHz (อัลตราโซนิก)25 µs5–10 µs
100 kHz (สวิตชิงซัพพลาย)10 µs2–5 µs
1 MHz1 µs200–500 ns
16 MHz (คริสตัลไมโครคอนโทรลเลอร์)62.5 ns10–20 ns

สโคปดิจิทัลเก็บข้อมูลเป็นจำนวนจุดจำกัด (record length) เช่น 10,000 จุด เมื่อเปลี่ยน Time/div เครื่องจะเปลี่ยนอัตราสุ่มตาม เพื่อให้จุดทั้งหมดพอดีจอ นี่คือที่มาของปัญหาอเลียสซิงในหัวข้อ อัตราสุ่ม

O11 Actual sample rate อัตราสุ่มจริงตามความยาวบันทึก

fs=min⁡ ⁣(fs,max, N10 (t/div))f_s = \min\!\left(f_{s,max},\ \frac{N}{10\,(t/div)}\right)

ตัวอย่าง 10 kpts ที่ 200 µs/div: 104/(2×10−3)=510^4/(2\times10^{-3}) = 5 MSa/s แม้สเปกจะเขียน 1 GSa/s

เมื่อ Time/div ช้ากว่าราว 50–100 ms/div สโคปส่วนใหญ่เข้าโหมด Roll วาดภาพเลื่อนจากขวาไปซ้ายแบบเครื่องบันทึกกราฟ ไม่ต้องรอทริกเกอร์ เหมาะกับสัญญาณช้า เช่น การชาร์จตัวเก็บประจุค่าใหญ่ หรืออุณหภูมิจากเซนเซอร์

ทริกเกอร์: ทำให้ภาพนิ่ง พื้นฐาน

สโคปวาดภาพซ้ำหลายสิบครั้งต่อวินาที ถ้าแต่ละครั้งเริ่มที่เวลาสุ่ม ภาพจะซ้อนกันจนอ่านไม่ได้ ทริกเกอร์คือกฎว่า “เริ่มวาดเมื่อสัญญาณช่องนี้ข้ามระดับนี้ในทิศนี้” ทุกภาพจึงเริ่มที่จุดเดียวกันบนรูปคลื่น ภาพจึงนิ่ง

ไม่มีทริกเกอร์ (หรือระดับอยู่นอกสัญญาณ): ภาพวิ่งจุดทริกเกอร์Level 0 Vทริกเกอร์ขอบขึ้นที่ 0 V: เริ่มที่จุดเดิมทุกครั้ง ภาพนิ่ง
ทริกเกอร์ขอบขึ้นที่ระดับ 0 V: สโคปเริ่มภาพทุกครั้งที่สัญญาณตัดเส้นสีส้มขาขึ้น จุดนั้นวางไว้กลางจอ
การตั้งค่าตัวเลือกคำแนะนำ
Source (แหล่ง)CH1, CH2, EXT, AC Lineเลือกช่องที่มีสัญญาณชัดที่สุด หรือ EXT ต่อจาก SYNC ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ AC Line ใช้ดูสัญญาณที่สัมพันธ์กับไฟบ้าน
Slope (ขอบ)ขึ้น ↑ / ลง ↓ใช้ขอบลงเมื่ออยากดูเหตุการณ์หลังสัญญาณตก เช่น ลอจิก active-low
Level (ระดับ)แรงดันที่ใช้ตัดสินต้องอยู่ภายในช่วงสัญญาณ ปุ่ม 50% ตั้งให้อัตโนมัติ
Mode: Autoไม่มีทริกเกอร์ก็วาดเองเริ่มต้นใช้โหมดนี้ เห็นเส้นเสมอ แต่ภาพจะวิ่งถ้าทริกเกอร์ไม่ได้
Mode: Normalวาดเฉพาะเมื่อทริกเกอร์ใช้กับสัญญาณที่เกิดไม่สม่ำเสมอ ภาพค้างที่ครั้งล่าสุด ถ้าไม่มีสัญญาณจอจะว่าง
Mode: Singleจับครั้งเดียวแล้วหยุดจับเหตุการณ์ครั้งเดียว เช่น กดปุ่มแล้วดูการเด้งของหน้าสัมผัส (bounce)
Holdoffเวลาห้ามทริกเกอร์ซ้ำใช้กับสัญญาณที่มีหลายขอบในหนึ่งชุด เช่น ข้อมูลอนุกรม ให้ภาพเริ่มที่ขอบแรกของชุดทุกครั้ง
Coupling ของทริกเกอร์DC, AC, HF Reject, LF Reject, Noise Rejectมีนอยส์มาก → Noise Reject หรือ HF Reject (ทริกเกอร์มีฮิสเทอรีซิสเหมือนชมิตต์ทริกเกอร์)

ลองเอง: ระดับทริกเกอร์ตั้งไว้ 2.5 V แต่สัญญาณสูงสุดแค่ 1 V ภาพจึงวิ่ง หมุน Trigger level ลงมาให้อยู่ในช่วงสัญญาณ แล้วลองเปลี่ยนเป็นขอบลงและโหมด Normal

เคล็ดลับจากโต๊ะแล็บ: สัญญาณจากวงจรที่มีนอยส์หรือรูปร่างเปลี่ยน เช่น ขาออกวงจรกรอง ให้ทริกเกอร์จากสัญญาณขาเข้า (CH1) หรือจาก SYNC ของเครื่องกำเนิดสัญญาณผ่าน EXT แทน ภาพทุกช่องจะนิ่งพร้อมกันและเทียบเฟสกันได้ถูกต้อง ดู ขั้ว SYNC

โพรบ 1× และ 10× และการชดเชยโพรบ พื้นฐาน กลาง

โพรบไม่ใช่สายไฟธรรมดา โพรบ 10× มีตัวต้านทาน 9 MΩ ที่ปลาย เมื่ออนุกรมกับ 1 MΩ ของสโคปจึงเป็นตัวแบ่งแรงดัน 10:1 ข้อดีคือวงจรเห็นโหลด 10 MΩ แทน 1 MΩ และเห็นความจุน้อยลงมาก แต่ตัวแบ่งแรงดันที่มีความจุของสายและอินพุตปนอยู่จะแบ่งเท่ากันทุกความถี่ก็ต่อเมื่อค่าคงตัวเวลาสองฝั่งเท่ากัน จึงต้องมีตัวเก็บประจุปรับค่าได้ (ทริมเมอร์) ไว้ปรับให้พอดี เรียกว่าการชดเชยโพรบ

ปลายโพรบR₁ = 9 MΩC₁ (ทริมเมอร์)สายโคแอกซ์R₂ = 1 MΩC₂ = C_สาย + C_อินพุตภายในสโคป→ ADCพอดีเมื่อR₁C₁ = R₂C₂ลดทอนR₂/(R₁+R₂)= 1/10ชดเชยขาด (C₁ น้อยไป)พอดีชดเชยเกิน (C₁ มากไป)
วงจรของโพรบ 10× และภาพคลื่นสี่เหลี่ยมจากขั้ว Probe Comp เมื่อชดเชยขาด พอดี และเกิน ไขทริมเมอร์จนมุมคมและยอดแบน
คุณสมบัติโพรบ 1×โพรบ 10×
ลดทอนไม่ลดลด 10 เท่า (ต้องตั้งเมนูเป็น 10×)
ความต้านทานที่วงจรเห็น1 MΩ10 MΩ
ความจุที่วงจรเห็นราว 80–120 pF (สาย + อินพุต)ราว 10–15 pF
แบนด์วิดท์ราว 6–10 MHz100–500 MHz ตามรุ่น
สัญญาณเล็กสุดที่ดีได้ดีกว่า (ไม่โดนลดทอน)นอยส์ของสโคปขยาย 10 เท่า
แรงดันสูงสุดตามสเปกสโคปสูงกว่า (ดูพิกัดบนตัวโพรบ)
ใช้เมื่อสัญญาณ mV ความถี่ต่ำ เช่น ริปเปิลเล็กมากงานทั่วไปเกือบทั้งหมด

O7 Probe compensation เงื่อนไขชดเชยโพรบ

R1C1=R2C2,vscopevtip=R2R1+R2=110R_1C_1 = R_2C_2, \qquad \frac{v_{scope}}{v_{tip}} = \frac{R_2}{R_1 + R_2} = \frac{1}{10}

ถ้า R1C1>R2C2R_1C_1 > R_2C_2 ชดเชยเกิน มุมพุ่ง · ถ้าน้อยกว่า ชดเชยขาด มุมมน แอมพลิจูดที่ความถี่สูงผิด

O16 Probe-ratio setting ค่าบนจอเมื่อตั้งอัตราส่วนโพรบ

Vdisplay=Vtrue⋅kmenukprobeV_{display} = V_{true}\cdot\frac{k_{menu}}{k_{probe}}

สวิตช์โพรบ 10× แต่เมนูตั้ง 1× ค่าบนจอจะเล็กไป 10 เท่า สลับกันก็ใหญ่ไป 10 เท่า

O14 Probe loading โหลดที่โพรบใส่ให้วงจร

Zin=Rin ∥ 1jωCin,∣XC∣=12πfCinZ_{in} = R_{in}\,\Big\|\,\frac{1}{j\omega C_{in}}, \qquad |X_C| = \frac{1}{2\pi f C_{in}}

ความจุสำคัญกว่าความต้านทานเมื่อความถี่สูง ที่ 10 MHz โพรบ 1× (100 pF) มี ∣XC∣≈159 Ω|X_C| \approx 159\ \Omega

ตัวอย่าง O-3 · ค่าทริมเมอร์ที่ต้องปรับ

อินพุตสโคป 1 MΩ ∥ 15 pF สายโพรบมีความจุ 85 pF ต้องปรับ C1C_1 ที่ปลายโพรบ 9 MΩ เป็นเท่าไร

  1. ความจุฝั่งสโคปรวม

    C2=15+85=100 pFC_2 = 15 + 85 = 100\ \text{pF}
  2. เงื่อนไขชดเชย O7

    C1=R2C2R1=1 MΩ×100 pF9 MΩ=11.1 pFC_1 = \frac{R_2 C_2}{R_1} = \frac{1\ \text{M}\Omega \times 100\ \text{pF}}{9\ \text{M}\Omega} = 11.1\ \text{pF}

ราว 11 pF วงจรจึงเห็นความจุอนุกรม C1C_1 กับ C2C_2 ≈ 10 pF ซึ่งน้อยกว่าโพรบ 1× เกือบ 10 เท่า ย้ายโพรบไปสโคปเครื่องอื่นหรือช่องอื่นต้องชดเชยใหม่ทุกครั้ง เพราะ CinC_{in} ไม่เท่ากัน

ตัวอย่าง O-4 · โพรบเป็นโหลดของวงจร

จุดที่วัดมีความต้านทานแหล่ง 1 kΩ สัญญาณ 10 MHz ใช้โพรบ 1× (100 pF) เทียบกับ 10× (12 pF) ต่างกันอย่างไร

  1. โพรบ 1× O14

    ∣XC∣=12π(107)(100×10−12)=159 Ω|X_C| = \frac{1}{2\pi(10^7)(100\times10^{-12})} = 159\ \Omega
  2. แรงดันที่เหลือ (ตัวแบ่ง RC)

    15910002+1592=0.157\frac{159}{\sqrt{1000^2 + 159^2}} = 0.157
  3. โพรบ 10×

    ∣XC∣=1.33 kΩ,133010002+13302=0.80|X_C| = 1.33\ \text{k}\Omega, \qquad \frac{1330}{\sqrt{1000^2 + 1330^2}} = 0.80

โพรบ 1× เห็นสัญญาณเหลือเพียง 16 % ของจริงและยังทำให้วงจรทำงานผิดไปด้วย ส่วนโพรบ 10× เหลือ 80 % จุดที่มีความต้านทานสูงและความถี่สูงต้องใช้โพรบแอกทีฟ (ความจุไม่กี่ pF)

ลองเอง: CH1 และ CH2 ต่อขั้ว Probe Comp ของสโคป โพรบ 1 ชดเชยเกิน โพรบ 2 ชดเชยขาด หมุนทริมเมอร์ของโพรบ 1 จนยอดแบนราบ

สายกราวด์ยาว = ภาพสั่นเกิน: สายกราวด์ปากจระเข้ยาว 15 cm มีความเหนี่ยวนำราว 150 nH รวมกับความจุของโพรบเกิดเรโซแนนซ์หลายสิบ MHz เห็นเป็นการแกว่งหลังขอบสัญญาณทั้งที่วงจรไม่ได้แกว่ง เมื่อวัดขอบเร็วให้ถอดปลอกโพรบแล้วใช้สปริงกราวด์สั้นแตะกราวด์ใกล้จุดวัดที่สุด

แบนด์วิดท์และเวลาขาขึ้น กลาง

แบนด์วิดท์ของสโคปคือความถี่ที่ไซน์ถูกลดทอนลง 3 dB (เหลือ 70.7 %) ไม่ใช่ความถี่สูงสุดที่วัดได้แม่น ภาคขยายของสโคปทำตัวเหมือนวงจรกรองต่ำผ่าน สัญญาณขอบเร็วจึงถูกทำให้ช้าลง ค่าเวลาขาขึ้นที่อ่านได้คือผลรวมของทุกส่วนในทางเดินสัญญาณ

t100 %90 %10 %0 %t_rt_r ของระบบ ≈ 0.35 / BW · ค่าที่สโคปแสดง = √(t_r,สัญญาณ² + t_r,สโคป² + t_r,โพรบ²)
เวลาขาขึ้นวัดจาก 10 % ถึง 90 % ของความสูงขั้น ใช้ระดับ 0 % และ 100 % ที่ “ฐาน” และ “ยอด” ของสัญญาณ ไม่ใช่ค่าสูงสุดต่ำสุดที่อาจมีการพุ่งเกิน

O8 Rise time ↔ bandwidth เวลาขาขึ้นกับแบนด์วิดท์

tr≈0.35BWt_r \approx \frac{0.35}{BW}

มาจากวงจรอันดับหนึ่ง tr=2.2τ=2.2/(2πfc)=0.35/fct_r = 2.2\tau = 2.2/(2\pi f_c) = 0.35/f_c สโคปรุ่นใหม่บางรุ่นใช้ 0.4–0.45

O9 Measured rise time เวลาขาขึ้นที่สโคปแสดง

tr,meas=tr,sig2+tr,scope2+tr,probe2t_{r,meas} = \sqrt{t_{r,sig}^2 + t_{r,scope}^2 + t_{r,probe}^2}

หาค่าจริงกลับได้: tr,sig≈tr,meas2−tr,scope2−tr,probe2t_{r,sig} \approx \sqrt{t_{r,meas}^2 - t_{r,scope}^2 - t_{r,probe}^2} ใช้ได้ดีเมื่อสโคปเร็วกว่าสัญญาณพอสมควร

O10 Amplitude error near the bandwidth ความคลาดเคลื่อนแอมพลิจูด

VmeasVtrue≈11+(f/BW)2\frac{V_{meas}}{V_{true}} \approx \frac{1}{\sqrt{1 + (f/BW)^2}}

ที่ f=BWf = BW ค่าต่ำไป 29 % · f=BW/3f = BW/3 ต่ำไป 5 % · f=BW/5f = BW/5 ต่ำไป 2 % (แบบจำลองอันดับหนึ่ง)

ตัวอย่าง O-5 · สโคปทำให้ขอบช้าลงเท่าไร

สัญญาณจริงมีเวลาขาขึ้น 5 ns วัดด้วยสโคป 100 MHz และโพรบ 500 MHz จะอ่านได้เท่าไร

  1. เวลาขาขึ้นของสโคปและโพรบ O8

    tscope=0.35100 MHz=3.5 ns,tprobe=0.35500 MHz=0.7 nst_{scope} = \frac{0.35}{100\ \text{MHz}} = 3.5\ \text{ns},\quad t_{probe} = \frac{0.35}{500\ \text{MHz}} = 0.7\ \text{ns}
  2. รวมแบบรากกำลังสอง O9

    tmeas=52+3.52+0.72=37.74=6.14 nst_{meas} = \sqrt{5^2 + 3.5^2 + 0.7^2} = \sqrt{37.74} = 6.14\ \text{ns}

อ่านได้ 6.1 ns สูงกว่าจริง 23 % ต้องใช้สโคปราว 350 MHz ขึ้นไปจึงจะคลาดเคลื่อนไม่เกินราว 3 %

ตัวอย่าง O-6 · ลืมสับสวิตช์โพรบ

วัดขอบ 10 ns แต่สวิตช์บนโพรบอยู่ที่ 1× (แบนด์วิดท์ 6 MHz) จะเห็นเท่าไร

  1. เวลาขาขึ้นของโพรบ 1× O8

    tprobe=0.356 MHz=58 nst_{probe} = \frac{0.35}{6\ \text{MHz}} = 58\ \text{ns}
  2. รวม (ตัดค่าของสโคป 3.5 ns ซึ่งน้อยมาก) O9

    tmeas=102+582+3.52=59 nst_{meas} = \sqrt{10^2 + 58^2 + 3.5^2} = 59\ \text{ns}

อ่านได้ราว 59 ns สิ่งที่เห็นคือความช้าของโพรบ ไม่ใช่ของวงจร ลองดูในสโคปจำลองด้านล่าง CH1 ใช้โพรบ 10× ส่วน CH2 ใช้ 1× สัญญาณ 1 MHz เดียวกัน

อัตราสุ่ม อเลียสซิง และความละเอียด กลาง ขั้นสูง

สโคปดิจิทัลไม่ได้เห็นสัญญาณต่อเนื่อง มันวัดเป็นจุด ๆ ตามอัตราสุ่ม ถ้าสุ่มช้ากว่าสองเท่าของความถี่สัญญาณ จุดที่ได้จะเรียงตัวเป็นรูปคลื่นที่ช้ากว่าความจริง เรียกว่าอเลียสซิง (aliasing) อันตรายตรงที่ภาพดูนิ่งและสวย แต่ความถี่ผิดทั้งหมด

tเส้นฟ้า: สัญญาณจริง f = 9 รอบ · จุดดำ: จุดที่สุ่ม f_s = 10 จุดเส้นแดง: สิ่งที่สโคปวาด |f − f_s| = 1 รอบ (ผิด!)
สุ่มช้าเกินไป: สัญญาณ 9 รอบถูกสุ่ม 10 จุด สโคปจึงวาดไซน์ 1 รอบ ซึ่งไม่มีอยู่จริง

O12 Nyquist criterion and alias frequency เงื่อนไขไนควิสต์และความถี่อเลียส

fs>2fmax,falias=∣f−kfs∣, k=round ⁣(ffs)f_s > 2 f_{max}, \qquad f_{alias} = \left| f - k f_s \right|,\ k = \text{round}\!\left(\tfrac{f}{f_s}\right)

ในทางปฏิบัติสโคปต้องการ fs≥2.5f_s \ge 2.5–5 เท่าของแบนด์วิดท์ จึงจะวาดรูปคลื่นได้เนียน

ตัวอย่าง O-7 · ภาพนิ่งแต่ความถี่ผิด

สัญญาณ 1.00002 MHz ดูที่ 5 ms/div สโคปมีหน่วยความจำ 10,000 จุด จะเห็นความถี่เท่าไร

  1. อัตราสุ่มจริง O11

    fs=10 00010×5 ms=200 kSa/sf_s = \frac{10\,000}{10 \times 5\ \text{ms}} = 200\ \text{kSa/s}
  2. หาความถี่อเลียส O12

    k=round ⁣(1 000 020200 000)=5,falias=∣1 000 020−1 000 000∣=20 Hzk = \text{round}\!\left(\frac{1\,000\,020}{200\,000}\right) = 5,\quad f_{alias} = |1\,000\,020 - 1\,000\,000| = 20\ \text{Hz}

สโคปแสดงไซน์ 20 Hz หนึ่งรอบเต็มจอ ทั้งที่สัญญาณจริง 1 MHz วิธีป้องกัน: เริ่มที่ Time/div เร็ว ๆ เสมอ หรือกด AUTO ก่อน แล้วค่อยหมุนออก ลองในสโคปจำลอง หมุน Time/div ลงจน 1 µs/div จะเห็นความถี่จริง

ความละเอียดแนวตั้ง สโคปทั่วไปใช้ ADC 8 บิต O4 เมื่อดูสัญญาณเล็กบนระดับ DC ใหญ่ เช่น ริปเปิล 20 mV บนไฟ 12 V ด้วยคัปปลิง DC ที่ 2 V/div หนึ่งระดับ ADC มีค่า 80 mV จึงมองไม่เห็นริปเปิลเลย ให้ใช้คัปปลิง AC แล้วตั้ง 10 mV/div หรือใช้ออฟเซตของช่องดึงภาพลงแทน สโคปรุ่นใหม่บางรุ่นใช้ 12 บิตหรือโหมด High-Res ที่เฉลี่ยจุดใกล้กันเพื่อเพิ่มความละเอียด

การวัดอัตโนมัติและเคอร์เซอร์ พื้นฐาน

ปุ่ม Measure คำนวณค่าจากจุดข้อมูลบนจอ ละเอียดกว่าการนับช่องมาก แต่ต้องรู้ว่าแต่ละค่านิยามอย่างไร และเมื่อไรที่เชื่อไม่ได้

ค่านิยามข้อควรระวัง
Vpp, Vmax, Vminสูงสุด − ต่ำสุดของจุดทั้งหมดรวมนอยส์และสไปก์ จึงสูงกว่าค่าจริงเล็กน้อย
Vtop, Vbase, Vampระดับที่พบบ่อยที่สุดด้านบนและด้านล่าง (ฮิสโทแกรม)ใช้กับคลื่นสี่เหลี่ยมและพัลส์ ไม่สนใจการพุ่งเกิน
Vavg (Mean)ค่าเฉลี่ย = ระดับ DC W6ควรเฉลี่ยเต็มจำนวนคาบ (เมนู Cycle Mean)
VrmsRMS รวม DC W8ค่า AC RMS ตัด DC ออก ตรงกับมิเตอร์ True RMS ย่าน AC
Freq, Periodจากเวลาระหว่างขอบที่ตัดระดับกลางต้องมีอย่างน้อย 1–2 คาบบนจอ นอยส์มากทำให้นับผิด
+Width, Dutyความกว้างช่วงบวกที่ 50 % และสัดส่วนต่อคาบดู W9
Rise, Fall10 %–90 % ของ Vbase ถึง Vtopต้องขยาย Time/div ให้ขอบกินหลายช่อง และคำนึงถึง O9
Phase, Delayเวลาห่างของขอบสองช่องดู การวัดเฟส

ทุกค่าจะผิดถ้า สัญญาณล้นจอ (clip) เพราะ ADC ตัดยอดที่ขอบจอ สโคปจริงมักขึ้นเครื่องหมาย ? หรือ > ที่ค่า สโคปจำลองในเว็บนี้แสดงเป็นสีแดงพร้อมเครื่องหมาย ? ให้เพิ่ม V/div จนเห็นยอดครบ เคอร์เซอร์ คือเส้นที่เราลากเอง ใช้เมื่อการวัดอัตโนมัติไม่รู้ว่าเราสนใจส่วนไหน เช่น ความสูงของการแกว่งลูกแรก หรือเวลาจากขอบหนึ่งไปยังเหตุการณ์ที่สนใจ

FFT: ดูสัญญาณในโดเมนความถี่ กลาง ขั้นสูง

ฟังก์ชัน Math → FFT แปลงข้อมูลบนจอเป็นสเปกตรัม แกนนอนเป็นความถี่ แกนตั้งเป็น dBV ใช้ดูฮาร์มอนิกของคลื่นสี่เหลี่ยม ความเพี้ยนของเครื่องขยาย หรือหาแหล่งนอยส์ เช่น ฮัม 50 Hz และสวิตชิง 100 kHz ที่ซ่อนอยู่

ที่มาของ FFT จากอนุกรมฟูเรียร์ อเลียสซิง การรั่วของสเปกตรัม หน้าต่าง และการตั้ง FFT ให้วัดฮาร์มอนิกได้ตรงเครื่องวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้า อ่านต่อที่ DFT และ FFT · ฝึกอ่านฮาร์มอนิกของกระแสจริงใน แล็บวิเคราะห์ฮาร์มอนิก

O13 FFT resolution and span ความละเอียดและช่วงของ FFT

Δf=fsN=1Trec,fspan=fs2\Delta f = \frac{f_s}{N} = \frac{1}{T_{rec}}, \qquad f_{span} = \frac{f_s}{2}

อยากแยกความถี่ใกล้กันให้ได้ → เพิ่มเวลาบันทึก (Time/div ช้าลง) · อยากเห็นความถี่สูง → เพิ่มอัตราสุ่ม

ตัวอย่าง O-8 · ฮาร์มอนิกของคลื่นสี่เหลี่ยม

คลื่นสี่เหลี่ยม 1 kHz 2 Vpp ดูที่ 1 ms/div จะเห็นยอด FFT ที่ไหนบ้าง สูงเท่าไร และละเอียดแค่ไหน

  1. ความละเอียด O13

    Trec=10 ms ⇒ Δf=100 HzT_{rec} = 10\ \text{ms}\ \Rightarrow\ \Delta f = 100\ \text{Hz}
  2. อนุกรมฟูริเยร์ของสี่เหลี่ยม ±1 V มีแต่ฮาร์มอนิกคี่ W17

    Vn,rms=4nπ2 VV_{n,rms} = \frac{4}{n\pi\sqrt2}\ \text{V}
  3. เป็น dBV W16

    n=1:0.900 V=−0.9 dBV,n=3:−10.5 dBV,n=5:−14.9 dBVn=1: 0.900\ \text{V} = -0.9\ \text{dBV},\quad n=3: -10.5\ \text{dBV},\quad n=5: -14.9\ \text{dBV}

ยอดที่ 1, 3, 5, 7 … kHz ลดลงตาม 1/n1/n (−20 dB ต่อดีเคด) ไม่มีฮาร์มอนิกคู่ ถ้าดิวตี้ไม่ใช่ 50 % จะมีฮาร์มอนิกคู่โผล่ขึ้นมา ลองเปลี่ยนรูปคลื่นเป็นไซน์หรือสามเหลี่ยมแล้วดูว่าฮาร์มอนิกหายไปแค่ไหน

FFT ในสโคปมีหน้าต่าง (window) ให้เลือก Rectangular แยกความถี่ได้คมที่สุดแต่ยอดรั่วมาก Hanning เป็นค่าเริ่มต้นที่ดี Flat-top อ่านแอมพลิจูดแม่นที่สุดแต่ยอดกว้าง ถ้าจำนวนคาบบนจอไม่เป็นจำนวนเต็ม พลังงานจะรั่วไปถังข้าง ๆ (spectral leakage) ซึ่งหน้าต่างช่วยลดได้ การวิเคราะห์สเปกตรัมเชิงลึกต่อได้ที่ แล็บสัญญาณ

Math, XY และการวัดแบบผลต่าง กลาง

Math สร้างช่องใหม่จาก CH1 กับ CH2: บวก ลบ คูณ หรือ FFT การลบ CH1 − CH2 คือวิธีวัดแรงดันคร่อมอุปกรณ์ที่ไม่ได้ต่อกราวด์ เช่น ตัวต้านทานด้านบนของวงจรแบ่งแรงดัน หรือแรงดันคร่อมตัวเหนี่ยวนำในบักคอนเวอร์เตอร์ การคูณแรงดันกับแรงดันคร่อมตัวต้านทานตรวจกระแสได้กำลังขณะหนึ่ง (instantaneous power) XY นำ CH1 เป็นแกนนอนและ CH2 เป็นแกนตั้ง ได้รูปลิสซาจู ใช้เทียบเฟสและอัตราส่วนความถี่ ดู วงรีลิสซาจู

O15 Differential measurement with Math วัดแรงดันระหว่างสองจุด

vAB=vA−vB(CH1−CH2)v_{AB} = v_A - v_B \quad (\text{CH1} - \text{CH2})

ตั้ง V/div สองช่องให้เท่ากัน ความแม่นยำลดลงเมื่อ vAv_A, vBv_B ใหญ่มากแต่ผลต่างเล็ก (common mode สูง) งานไฟฟ้ากำลังควรใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียล

ความปลอดภัย: กราวด์ของโพรบคือสายดิน พื้นฐาน

สโคปตั้งโต๊ะเกือบทุกเครื่องต่อขั้วกราวด์ของ BNC ทุกช่อง และคลิปกราวด์ของโพรบทุกเส้น เข้ากับสายดินของปลั๊กไฟโดยตรง ดังนั้นคลิปกราวด์ไม่ใช่ “ขั้วลบ” ที่หนีบที่ไหนก็ได้ มันคือดิน ถ้าหนีบกับจุดที่มีแรงดันเทียบกับดิน กระแสจะลัดวงจรผ่านโพรบทันที

ไฟบ้าน 230 VL (มีไฟ)N (ต่อดินที่ตู้)วงจรต่อไฟบ้านตรงจุด Aไม่ใช่กราวด์!ออสซิลโลสโคปตัวถัง = ดินคลิปกราวด์สายดินของปลั๊กสโคป ↔ สายดินของตู้ไฟ ↔ Nกระแสลัดวงจรไหลผ่านสายกราวด์โพรบ: โพรบไหม้ วงจรเสีย และอันตรายต่อคนทางที่ถูก: วัดสองจุดเทียบกราวด์ด้วย 2 ช่อง แล้วใช้ Math CH1 − CH2หรือใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียล หรือหม้อแปลงแยก (isolation) ที่ฝั่งวงจรห้ามตัดสายดินของปลั๊กสโคปเพื่อให้ตัวเครื่อง “ลอย” เด็ดขาด ตัวเครื่องจะมีไฟ
ความผิดพลาดที่อันตรายที่สุดในแล็บ: หนีบกราวด์โพรบกับจุดในวงจรที่ต่อไฟบ้านโดยตรง
  • หนีบคลิปกราวด์ที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น และกราวด์ของทุกโพรบต้องเป็นจุดเดียวกัน
  • วงจรที่ต่อไฟบ้านโดยไม่มีหม้อแปลงแยก (บอร์ดสวิตชิงฝั่งไฟสูง ไดรฟ์มอเตอร์ วงจรไทรแอก) ห้ามวัดด้วยโพรบธรรมดาเทียบกราวด์ ใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียลแรงดันสูง
  • ห้ามตัดหรือดัดแปลงสายดินของปลั๊กสโคปเพื่อให้ “ลอย” ตัวถังและขั้ว BNC ทั้งหมดจะมีไฟ
  • ดูพิกัดแรงดันและ CAT บนตัวโพรบและอินพุตสโคป เช่น 300 V CAT II อินพุต 1 MΩ หลายรุ่นทนได้ไม่เกินราว 300 Vrms ลดลงที่ความถี่สูง
  • ลำดับที่ปลอดภัย: ปิดเครื่องกำเนิดสัญญาณหรือแหล่งจ่าย → ต่อโพรบ → เปิด → วัด → ปิด → ถอด

ในบอร์ดแล็บที่ใช้แหล่งจ่ายตั้งโต๊ะหรือเครื่องกำเนิดสัญญาณ กราวด์ของเครื่องกำเนิดสัญญาณก็ต่อดินเช่นกัน กราวด์ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ สโคป และวงจร จึงต้องเป็นจุดเดียวกันเสมอ ถ้าหนีบกราวด์โพรบที่ขาด้านบนของตัวต้านทาน จะลัดวงจรตัวต้านทานทิ้งผ่านสายดิน ค่าที่วัดได้จะผิดทั้งวงจร

ตั้งสโคปจากศูนย์ใน 7 ขั้น และแก้อาการที่เจอบ่อย พื้นฐาน

  1. ค่าเริ่มต้น: กด Default Setup (ถ้าเครื่องเป็นของส่วนรวม คนก่อนอาจตั้งค่าแปลก ๆ ไว้)

  2. โพรบ: สับสวิตช์ 10× ตั้งเมนูช่องเป็น 10× ต่อเข้าขั้ว Probe Comp แล้วชดเชยให้ยอดแบน O7

  3. กราวด์: หนีบคลิปกราวด์ที่กราวด์ของวงจร แตะปลายโพรบที่จุดวัด

  4. คัปปลิง DC: ใช้ DC ไว้ก่อนเสมอ ตั้งเส้น 0 V ด้วยคัปปลิง GND หรือ Position

  5. AUTO หรือประมาณเอง: V/div ≈ Vpp ที่คาด / 6 และ Time/div ≈ 2–3 คาบ / 10 O3

  6. ทริกเกอร์: แหล่งเป็นช่องที่มีสัญญาณ ขอบขึ้น กด 50% โหมด Auto

  7. วัด: เปิด Measure Vpp, Freq ฯลฯ ตรวจว่าภาพไม่ล้นจอ แล้วจดค่าพร้อม V/div, Time/div และความคลาดเคลื่อน

อาการสาเหตุที่พบบ่อยแก้
จอว่าง ไม่มีเส้นโหมดทริกเกอร์ Normal แต่ไม่มีทริกเกอร์ · ช่องปิด · Position เลื่อนออกนอกจอเปลี่ยนเป็น Auto · เปิดช่อง · กด AUTO
เห็นเส้นตรงคัปปลิง GND · FG ไม่ได้กด OUTPUT · โพรบไม่แตะจุด · V/div ใหญ่เกินตรวจตามลำดับ · ลด V/div
ภาพวิ่งระดับทริกเกอร์นอกสัญญาณ · แหล่งทริกเกอร์ผิดช่องปุ่ม 50% · เลือกแหล่งใหม่ · ใช้ EXT จาก SYNC
ค่าผิดไป 10 เท่าสวิตช์โพรบกับเมนูไม่ตรงกันO16
ค่าเป็นสองเท่าหรือครึ่งหนึ่งของที่ตั้ง FGตั้ง Load ของ FG ไม่ตรงกับโหลดจริงV4
คลื่นสี่เหลี่ยมมุมมนหรือพุ่งโพรบไม่ได้ชดเชย · ใช้โพรบ 1×O7
ยอดสี่เหลี่ยมความถี่ต่ำเอียงคัปปลิง ACO6
เห็นความถี่ต่ำแปลก ๆ ทั้งที่ควรสูงอเลียสซิงที่ Time/div ช้าO12
เส้นหนามีนอยส์มากสายกราวด์ยาว · สัญญาณเล็กกับโพรบ 10× · ฮัม 50 Hzสปริงกราวด์ · BW Limit · Average B13
แกว่งหลังขอบสัญญาณเร็วสายกราวด์ยาว (L ของสาย + C ของโพรบ)สปริงกราวด์สั้น

พร้อมแล้วลองทุกอย่างพร้อมกันบน โต๊ะแล็บจำลองเต็มรูปแบบ แล้วไปต่อที่ เทคนิคการวัด

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมภาพบนออสซิลโลสโคปวิ่งไม่นิ่ง?

เกือบทุกครั้งเป็นเพราะทริกเกอร์ ระดับทริกเกอร์อยู่นอกช่วงของสัญญาณ เลือกแหล่งทริกเกอร์ผิดช่อง หรือสัญญาณมีหลายความถี่ปนกัน ให้กดปุ่ม 50% เพื่อตั้งระดับไว้กลางสัญญาณ เลือกแหล่งเป็นช่องที่มีสัญญาณ และถ้ามาจากเครื่องกำเนิดสัญญาณ ให้ต่อขั้ว SYNC เข้า EXT TRIG

โพรบ 1× กับ 10× ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน?

โพรบ 10× ลดทอนสัญญาณ 10 เท่า แต่มีความต้านทานอินพุต 10 MΩ และความจุเพียงราว 10–15 pF แบนด์วิดท์หลายร้อย MHz จึงรบกวนวงจรน้อยกว่ามาก โพรบ 1× มีแบนด์วิดท์เพียงราว 6 MHz และความจุราว 100 pF เหมาะเฉพาะสัญญาณเล็กมากความถี่ต่ำ งานทั่วไปให้ใช้ 10× และตั้งเมนูโพรบของสโคปเป็น 10× ให้ตรงกัน

สโคป 100 MHz วัดสัญญาณ 100 MHz ได้ไหม?

ได้แต่ค่าจะต่ำไปราว 30 % เพราะแบนด์วิดท์คือความถี่ที่แอมพลิจูดลดลง 3 dB ถ้าต้องการความคลาดเคลื่อนไม่เกินราว 2–3 % ควรเลือกสโคปที่แบนด์วิดท์อย่างน้อย 5 เท่าของความถี่ที่วัด สำหรับคลื่นสี่เหลี่ยมให้คิดจากเวลาขาขึ้นด้วยสูตร BW ≈ 0.35/t_r

หนีบกราวด์โพรบที่จุดไหนก็ได้ไหม?

ไม่ได้ คลิปกราวด์ของโพรบต่อกับสายดินของปลั๊กสโคปโดยตรง ต้องหนีบที่กราวด์ของวงจรเท่านั้น ถ้าวงจรต่อไฟบ้านโดยไม่มีหม้อแปลงแยก หรือจุดที่วัดไม่ใช่กราวด์ จะเกิดลัดวงจรผ่านโพรบ ให้วัดแบบผลต่างสองช่อง (CH1 − CH2) ใช้โพรบดิฟเฟอเรนเชียล หรือหม้อแปลงแยกที่ฝั่งวงจร

อัตราสุ่ม 1 GSa/s แต่ทำไมที่ Time/div ช้า ๆ สโคปบอกแค่ไม่กี่ kSa/s?

หน่วยความจำมีจำนวนจุดจำกัด อัตราสุ่มจริงเท่ากับจำนวนจุดหารด้วยเวลาทั้งจอ fs=N/(10 tdiv)f_s = N/(10\,t_{div}) เช่น 10,000 จุดที่ 5 ms/div ได้เพียง 200 kSa/s ถ้าสัญญาณมีความถี่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของค่านี้ จะเกิดอเลียสซิง เห็นความถี่ผิด ให้ลด Time/div ลงก่อนเสมอแล้วค่อยขยายออก

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์