พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. คลังความรู้
  3. อนุกรมฟูเรียร์
  4. เชิงซ้อน · สเปกตรัม

// บทที่ 14.4 · อนุกรมฟูเรียร์ · Complex Form & Spectrum

รูปเชิงซ้อน สเปกตรัมขนาด–เฟส และสมบัติของอนุกรมฟูเรียร์

สามสูตรของ a0a_0, ana_n, bnb_n รวมเป็นสูตรเดียวได้ด้วยเลขชี้กำลังเชิงซ้อน รูปนี้คือภาษาของ FFT การแปลงฟูเรียร์ และการวิเคราะห์วงจรด้วยเฟเซอร์ เมื่อเข้าใจแล้วจะอ่านสเปกตรัมบนจอเครื่องวัดได้ถูก และใช้สมบัติไม่กี่ข้อหาอนุกรมของรูปใหม่ได้โดยไม่ต้องอินทิเกรต

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • x(t)=∑n=−∞∞cnejnω0tx(t) = \sum_{n=-\infty}^{\infty} c_n e^{jn\omega_0 t}, cn=1T∫Tx(t)e−jnω0tdtc_n = \frac{1}{T}\int_T x(t)e^{-jn\omega_0 t}dt
  • cn=12(an−jbn)c_n = \tfrac12(a_n - jb_n), c−n=cn∗c_{-n} = c_n^*, An=2∣cn∣A_n = 2|c_n|, φn=∠cn\varphi_n = \angle c_n
  • พัลส์ดิวตี้ D: ∣cn∣=AD∣sinc(nD)∣|c_n| = AD|\mathrm{sinc}(nD)| ศูนย์ที่ n=k/Dn = k/D
  • เลื่อน t0t_0: คูณ e−jnω0t0e^{-jn\omega_0t_0} · อนุพันธ์: คูณ jnω0jn\omega_0 · ปริพันธ์: หาร jnω0jn\omega_0
ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

จากสูตรออยเลอร์สู่อนุกรมเชิงซ้อน กลาง

โคไซน์หนึ่งตัวคือเฟเซอร์สองตัวหมุนสวนกัน ตัวหนึ่งที่ความถี่ +ω+\omega อีกตัวที่ −ω-\omega ส่วนจินตภาพหักกันพอดีเหลือค่าจริง เมื่อเขียนทุกฮาร์มอนิกแบบนี้ อนุกรมทั้งก้อนกลายเป็นผลรวมของเลขชี้กำลังเพียงชนิดเดียว ทบทวนสูตรออยเลอร์ที่หน้าตรีโกณมิติ

C1 Euler's formula สูตรออยเลอร์

ejθ=cos⁡θ+jsin⁡θ,cos⁡θ=ejθ+e−jθ2,sin⁡θ=ejθ−e−jθ2je^{j\theta} = \cos\theta + j\sin\theta, \quad \cos\theta = \frac{e^{j\theta} + e^{-j\theta}}{2}, \quad \sin\theta = \frac{e^{j\theta} - e^{-j\theta}}{2j}

C2 Complex (exponential) Fourier series อนุกรมฟูเรียร์รูปเชิงซ้อน

x(t)=∑n=−∞∞cn ejnω0t,cn=1T∫Tx(t) e−jnω0t dtx(t) = \sum_{n=-\infty}^{\infty} c_n\, e^{jn\omega_0 t}, \qquad c_n = \frac{1}{T}\int_{T} x(t)\, e^{-jn\omega_0 t}\, dt

สูตรเดียวใช้ได้ทุก n รวมทั้ง n = 0 (c0c_0 คือค่าเฉลี่ย) และ n ติดลบ ไม่ต้องแยก 1/T กับ 2/T

ความสัมพันธ์ระหว่าง cₙ, aₙ, bₙ, Aₙ และ φₙ กลาง

C3 Amplitude–phase (cosine) form รูปแอมพลิจูด–เฟส

ancos⁡nω0t+bnsin⁡nω0t=Ancos⁡(nω0t+φn),An=an2+bn2,φn=atan2⁡(−bn, an)a_n\cos n\omega_0 t + b_n\sin n\omega_0 t = A_n\cos(n\omega_0 t + \varphi_n), \qquad A_n = \sqrt{a_n^2 + b_n^2}, \quad \varphi_n = \operatorname{atan2}(-b_n,\, a_n)

ใช้ atan2 (ดูเครื่องหมายทั้งสองตัว) ไม่ใช่ tan⁡−1(b/a)\tan^{-1}(b/a) ธรรมดา ซึ่งผิดในจตุภาคที่ 2 และ 3 · ตัวอย่าง bnb_n บวก an=0a_n = 0 → φn=−90∘\varphi_n = -90^\circ คือ cos⁡(⋅−90∘)=sin⁡(⋅)\cos(\cdot - 90^\circ) = \sin(\cdot)

C4 cₙ from aₙ, bₙ แปลงไปมา

c0=a0,cn=an−jbn2,c−n=cn∗,∣cn∣=An2,∠cn=φnc_0 = a_0,\quad c_n = \frac{a_n - jb_n}{2},\quad c_{-n} = c_n^*,\quad |c_n| = \frac{A_n}{2},\quad \angle c_n = \varphi_n

ย้อนกลับ: an=2 Re cna_n = 2\,\mathrm{Re}\,c_n, bn=−2 Im cnb_n = -2\,\mathrm{Im}\,c_n

C5 Sine-referenced form รูปอ้างอิงไซน์ (นิยมในไฟฟ้ากำลัง)

Ansin⁡(nω0t+ψn),ψn=atan2⁡(an, bn)=φn+90∘A_n\sin(n\omega_0 t + \psi_n), \qquad \psi_n = \operatorname{atan2}(a_n,\, b_n) = \varphi_n + 90^\circ

เมื่อแรงดันเขียนเป็น Vmsin⁡ωtV_m\sin\omega t มุม ψ1\psi_1 ของกระแสคือมุมเฟสที่ใช้คำนวณ DPF โดยตรง

สเปกตรัมขนาดและเฟส: ด้านเดียวกับสองด้าน กลาง

ตำราคณิตศาสตร์และการแปลงฟูเรียร์วาด ∣cn∣|c_n| ทั้งความถี่บวกและลบ (สมมาตรกัน) เครื่องวัดจริงแสดงด้านเดียว และส่วนใหญ่แสดงเป็นค่า RMS หรือ dB ต้องรู้ว่าจอแสดงแบบไหนก่อนอ่านตัวเลข

C6 Reading a spectrum อ่านสเปกตรัมให้ถูกชนิด

สองด้าน: ∣cn∣ด้านเดียว (ค่ายอด): An=2∣cn∣ด้านเดียว (RMS): An2=2 ∣cn∣Ln=20log⁡10An/21 V dBV\text{สองด้าน: } |c_n| \qquad \text{ด้านเดียว (ค่ายอด): } A_n = 2|c_n| \qquad \text{ด้านเดียว (RMS): } \frac{A_n}{\sqrt2} = \sqrt2\,|c_n| \qquad L_n = 20\log_{10}\frac{A_n/\sqrt2}{1\ \text{V}}\ \text{dBV}

FFT บนออสซิลโลสโคปแสดงด้านเดียว หน่วย dBV (RMS) เครื่องวิเคราะห์กำลังแสดงด้านเดียวเป็น A หรือ V RMS หรือ % ของฮาร์มอนิกหลัก วิธีอ่าน FFT บนสโคป

−11−9−7−5−3−11357911สองด้าน |cₙ| (ความถี่ลบ + บวก)0.6370.6371357911ด้านเดียว Aₙ = 2|cₙ| (ที่เครื่องวัดแสดง)1.273ไม่มีความถี่ลบnn
คลื่นสี่เหลี่ยม ±1: สเปกตรัมสองด้าน ∣cn∣|c_n| (บน) แบ่งพลังงานครึ่งหนึ่งไปไว้ที่ความถี่ลบ สเปกตรัมด้านเดียว AnA_n (ล่าง) คือสิ่งที่เครื่องวัดแสดง สูงเป็นสองเท่า

พัลส์และเอนเวโลป sinc: ดิวตี้กำหนดรูปสเปกตรัม กลาง

พัลส์สี่เหลี่ยมเป็นรูปคลื่นที่สำคัญที่สุดในอิเล็กทรอนิกส์กำลังและดิจิทัล ทั้ง PWM นาฬิกาลอจิก และแรงดันโหนดสวิตช์ของบั๊กคอนเวอร์เตอร์ รูปเชิงซ้อนให้คำตอบในบรรทัดเดียว

C7 Pulse train: sinc envelope พัลส์สูง A ดิวตี้ D เริ่มที่ t = 0

cn=1T∫0DTAe−jnω0tdt=AD sinc(nD) e−jπnD,sinc(u)=sin⁡πuπu,An=2AD ∣sinc(nD)∣c_n = \frac{1}{T}\int_0^{DT} A e^{-jn\omega_0 t}dt = AD\,\mathrm{sinc}(nD)\,e^{-j\pi nD}, \qquad \mathrm{sinc}(u) = \frac{\sin \pi u}{\pi u}, \qquad A_n = 2AD\,|\mathrm{sinc}(nD)|

เส้นสเปกตรัมห่างกัน f0=1/Tf_0 = 1/T แต่รูปเอนเวโลปขึ้นกับความกว้างพัลส์ τ=DT\tau = DT เท่านั้น ศูนย์แรกที่ f=1/τf = 1/\tau พัลส์ยิ่งแคบ สเปกตรัมยิ่งกว้างและแบน

24681012141618202224D = 0.25: A₁ = 0.450A · ศูนย์ที่ n = 4, 8, 12 …××××××n51015202530D = 0.1: A₁ = 0.197A · ศูนย์ที่ n = 10, 20, 30 …×××n
แอมพลิจูดของพัลส์ D = 0.25 (บน) และ D = 0.1 (ล่าง) เส้นประคือเอนเวโลป 2AD∣sinc(fτ)∣2AD|\mathrm{sinc}(f\tau)| แท่งที่ n = 4, 8 (บน) และ n = 10, 20 (ล่าง) หายไปเพราะตกที่ศูนย์ของ sinc
ตัวอย่าง C-1 · สเปกตรัมของ PWM

สัญญาณ PWM 0–5 V ความถี่ 20 kHz ดิวตี้ 20 % หา DC แอมพลิจูดและมุมเฟสของฮาร์มอนิก 1–4 และบอกว่าความถี่ใดไม่มีพลังงาน

  1. c0=AD=1.00c_0 = AD = 1.00 V (ถ้าต่อ RC กรองจะได้ DC 1 V)

  2. C7: An=2(5)(0.2) ∣sinc(0.2n)∣A_n = 2(5)(0.2)\,|\mathrm{sinc}(0.2n)|, มุม φn=−πnD=−36∘n\varphi_n = -\pi nD = -36^\circ n (ตราบที่ sinc ยังเป็นบวก)

    nความถี่sinc(0.2n)AnA_n (V ยอด)φn\varphi_n
    120 kHz0.93551.871−36°
    240 kHz0.75681.514−72°
    360 kHz0.50461.009−108°
    480 kHz0.23390.468−144°
  3. ศูนย์ของ sinc ที่ nD=1,2,…nD = 1, 2, \dots → n = 5, 10, 15 คือ 100, 200, 300 kHz

DC 1 V · ฮาร์มอนิก 1.87, 1.51, 1.01, 0.47 V ที่ 20–80 kHz · ไม่มีพลังงานที่ 100, 200, 300 kHz · ถ้าใช้ PWM ขับมอเตอร์หรือ LED ฮาร์มอนิกพวกนี้คือเสียงหวีดและสัญญาณรบกวน

ตรวจในแล็บ: “พัลส์ 0 ถึง A” A = 5, D = 20 % ✓

สมบัติที่ใช้แก้โจทย์โดยไม่ต้องอินทิเกรต ขั้นสูง

ถ้า x(t)x(t) มีสัมประสิทธิ์ cnc_n แล้ว รูปที่ได้จากการบวก เลื่อน ดิฟ หรืออินทิเกรต x(t)x(t) ก็มีสัมประสิทธิ์ที่หาได้ทันที

C8 Linearity ความเป็นเชิงเส้น

αx(t)+βy(t)  ↔  αcn+βdn\alpha x(t) + \beta y(t) \;\leftrightarrow\; \alpha c_n + \beta d_n

รูปซับซ้อน = ผลรวมของรูปในตาราง สัมประสิทธิ์ก็บวกกันได้ตรง ๆ

C9 Time shift เลื่อนเวลา

x(t−t0)  ↔  cn e−jnω0t0x(t - t_0) \;\leftrightarrow\; c_n\,e^{-jn\omega_0 t_0}

ขนาดคงเดิม เฟสลดลง nω0t0n\omega_0 t_0 (ใน S6 คือข้อนี้)

C10 Differentiation อนุพันธ์

dxdt  ↔  jnω0 cn\frac{dx}{dt} \;\leftrightarrow\; jn\omega_0\, c_n

ฮาร์มอนิกสูงถูกขยาย n เท่า ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์จึงขยายนอยส์ และขอบคมของสัญญาณให้สเปกตรัมกว้าง

C11 Integration (zero-mean x) ปริพันธ์

∫x dt  ↔  cnjnω0,n≠0\int x\,dt \;\leftrightarrow\; \frac{c_n}{jn\omega_0},\quad n \ne 0

ต้องให้ c0=0c_0 = 0 ก่อน ไม่อย่างนั้นอินทิกรัลโตไม่จำกัด (ไม่เป็นคาบ) ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์กำหนดจากเงื่อนไขเริ่มต้นแยกต่างหาก

C12 Multiplication & modulation การคูณสัญญาณ

x(t) ejmω0t  ↔  cn−m,x(t) y(t)  ↔  ∑kck dn−kx(t)\,e^{jm\omega_0 t} \;\leftrightarrow\; c_{n-m}, \qquad x(t)\,y(t) \;\leftrightarrow\; \sum_{k} c_k\, d_{n-k}

คูณกับไซน์ = เลื่อนสเปกตรัมไปทั้งสองข้าง (เกิดไซด์แบนด์) อธิบายฮาร์มอนิกรอบความถี่สวิตชิ่งของ PWM และวงจรชอปเปอร์ V6

ตัวอย่าง C-2 · ออปแอมป์อินทิเกรเตอร์ทำสี่เหลี่ยมให้เป็นสามเหลี่ยม

ป้อนสี่เหลี่ยม ±5 V 1 kHz เข้าอินทิเกรเตอร์ vo=−1RC∫vindtv_o = -\frac{1}{RC}\int v_{in}dt ที่ RC=1RC = 1 ms หาแอมพลิจูดฮาร์มอนิกหลักของขาออก และเทียบกับค่ายอดของสามเหลี่ยม

  1. สี่เหลี่ยม: A1=4(5)π=6.366A_1 = \frac{4(5)}{\pi} = 6.366 V W1

  2. C11: แต่ละฮาร์มอนิกหารด้วย nω0RCn\omega_0 RC และเลื่อนเฟส (เครื่องหมายลบกับ 1/j1/j)

    A1,out=6.366(2π⋅1000)(0.001)=6.3666.283=1.013 VA_{1,out} = \frac{6.366}{(2\pi \cdot 1000)(0.001)} = \frac{6.366}{6.283} = 1.013\ \text{V}
  3. ในโดเมนเวลา: ครึ่งคาบ 0.5 ms ขาออกเปลี่ยน 1RC(5)(0.5 ms)=2.5\frac{1}{RC}(5)(0.5\text{ ms}) = 2.5 V ยอดถึงยอด → สามเหลี่ยมยอด 1.25 V ซึ่งมีฮาร์มอนิกหลัก 8(1.25)π2=1.013\frac{8(1.25)}{\pi^2} = 1.013 V ✓

ฮาร์มอนิกที่ n ของขาออกลดลงตาม 1/n21/n^2 (สี่เหลี่ยม 1/n หารด้วย n อีกครั้ง) ได้สามเหลี่ยมยอด 1.25 V ทดลองจริงได้ที่ แล็บออปแอมป์อินทิเกรเตอร์

ตัวอย่าง C-3 · ขบวนอิมพัลส์

หาอนุกรมฟูเรียร์ของ δT(t)=∑kδ(t−kT)\delta_T(t) = \sum_k \delta(t - kT)

  1. C2 อินทิเกรตช่วง −T/2-T/2 ถึง T/2T/2 มีอิมพัลส์ตัวเดียวที่ t = 0: cn=1T∫δ(t)e−jnω0tdt=1Tc_n = \frac1T\int \delta(t)e^{-jn\omega_0 t}dt = \frac1T

δT(t)=1T∑nejnω0t\delta_T(t) = \frac{1}{T}\sum_n e^{jn\omega_0 t} ทุกฮาร์มอนิกเท่ากันหมด สเปกตรัมแบนราบ ข้อนี้คือหัวใจของการสุ่มสัญญาณ (sampling) และที่มาของอเลียสซิง 12.13

เฟเซอร์ของแต่ละฮาร์มอนิก: สะพานสู่การวิเคราะห์วงจร กลาง

วงจร AC ที่เรียนมาใช้เฟเซอร์ที่ความถี่เดียว อนุกรมฟูเรียร์ทำให้สัญญาณที่ไม่ใช่ไซน์กลายเป็นปัญหาเฟเซอร์หลายปัญหา ความถี่ละหนึ่งปัญหา แต่ละปัญหาแก้ด้วยอิมพีแดนซ์ที่ความถี่นั้นแล้วนำมารวมกัน

C13 Harmonic phasor เฟเซอร์ของฮาร์มอนิกที่ n

xn(t)=Re{Xnejnω0t},Xn=an−jbn=2cn=An∠φn  (ยอด),Xn,rms=Xn/2x_n(t) = \mathrm{Re}\{\mathbf{X}_n e^{jn\omega_0 t}\},\qquad \mathbf{X}_n = a_n - jb_n = 2c_n = A_n\angle\varphi_n \;(\text{ยอด}),\qquad \mathbf{X}_{n,rms} = \mathbf{X}_n/\sqrt2

แล็บในชุดนี้ใช้นิยามนี้ทุกที่ ตัวอย่างการใช้ A2: Yn=H(jnω0)Xn\mathbf{Y}_n = H(jn\omega_0)\mathbf{X}_n

แล็บ: ดูสเปกตรัมขนาดและเฟส พื้นฐาน

สลับปุ่มเหนือกราฟสเปกตรัมระหว่าง “แอมพลิจูด” “dB” และ “เฟส” เลื่อนดิวตี้ของพัลส์แล้วดูศูนย์ของ sinc ขยับ ลองพัลส์ 10 % ในโหมด dB จะเห็นเอนเวโลปชัดเจน

คำถามที่พบบ่อย

cn กับ an bn สัมพันธ์กันอย่างไร?

c0=a0c_0 = a_0, cn=(an−jbn)/2c_n = (a_n - jb_n)/2 และ c−n=cn∗c_{-n} = c_n^* สำหรับสัญญาณจริง ขนาด ∣cn∣=An/2|c_n| = A_n/2 แอมพลิจูดของไซน์ที่ความถี่ nf0nf_0 จึงเท่ากับ 2∣cn∣2|c_n| เพราะมาจากสองเส้นคือ +nf0+nf_0 และ −nf0-nf_0

สเปกตรัมสองด้านมีความถี่ติดลบได้อย่างไร?

ความถี่ติดลบเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ ไซน์จริงหนึ่งตัวเขียนเป็นผลรวมของเฟเซอร์หมุนทวนเข็ม ejωte^{j\omega t} กับตามเข็ม e−jωte^{-j\omega t} อย่างละครึ่ง เครื่องวัดและสโคปแสดงสเปกตรัมด้านเดียว (เฉพาะความถี่บวก) ซึ่งเท่ากับสองเท่าของสองด้าน

ทำไมพัลส์ดิวตี้ 20 % ไม่มีฮาร์มอนิกที่ 5?

สเปกตรัมของพัลส์มีเอนเวโลป sinc(nD)\mathrm{sinc}(nD) ซึ่งเป็นศูนย์เมื่อ nDnD เป็นจำนวนเต็ม D = 0.2 จึงไม่มีฮาร์มอนิกที่ 5, 10, 15 ทั่วไปฮาร์มอนิกที่ k/Dk/D หายไป

สมบัติอนุพันธ์ของอนุกรมฟูเรียร์ใช้ทำอะไร?

อนุพันธ์คูณสัมประสิทธิ์ด้วย jnω0jn\omega_0 ปริพันธ์หารด้วย jnω0jn\omega_0 จึงหาอนุกรมของสามเหลี่ยมจากสี่เหลี่ยมได้ทันที และอธิบายว่าทำไมอินทิเกรเตอร์ทำให้ฮาร์มอนิกสูงลดลง (ขอบมน) ส่วนดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ขยายฮาร์มอนิกสูง (ขยายนอยส์)

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์