- หน้าแรก
- บทความ
- ลำดับและอนุกรม
- โลรองต์ vs เทย์เลอร์
// บทความ · ลำดับและอนุกรม
อนุกรมโลรองต์คืออะไร ต่างจากอนุกรมเทย์เลอร์อย่างไร (อธิบายด้วยภาพ)
อนุกรมเทย์เลอร์เขียนฟังก์ชันเป็นพหุนามยาวไม่สิ้นสุดรอบจุดที่ฟังก์ชัน “ปกติดี” แต่ในงานวิศวกรรมเรามักสนใจจุดที่ฟังก์ชันระเบิด เช่น โพลของฟังก์ชันถ่ายโอน อนุกรมโลรองต์แก้ปัญหานี้ด้วยไอเดียเดียว: ยอมให้มีกำลังลบ บทความนี้เทียบสองอนุกรมแบบเห็นภาพ และพาไปถึงเหตุผลที่วิศวกรไฟฟ้าใช้มันทุกวันผ่านการแปลง Z
- เทย์เลอร์: ลู่เข้าในดิสก์ · โลรองต์: ลู่เข้าในวงแหวน
- ฟังก์ชันเดียวมีอนุกรมโลรองต์ได้หลายแบบ หนึ่งแบบต่อหนึ่งวงแหวน
- สัมประสิทธิ์ คือเรซิดิว · การแปลง Z คืออนุกรมโลรองต์รอบ 0
เทียบกันตรง ๆ
| อนุกรมเทย์เลอร์ | อนุกรมโลรองต์ | |
|---|---|---|
| รูป | ||
| บริเวณที่ลู่เข้า | ดิสก์ | วงแหวน |
| ต้องการ | f วิเคราะห์ที่ c | f วิเคราะห์ในวงแหวน (ที่ c จะเป็นอะไรก็ได้) |
| สัมประสิทธิ์ | ||
| จำนวนแบบต่อฟังก์ชัน | หนึ่งแบบต่อจุด c | หนึ่งแบบต่อวงแหวน |
| ใช้ทำอะไร | ประมาณค่า ลิมิต ทำให้เป็นเชิงเส้น | จำแนกจุดเอกฐาน เรซิดิว อินทิกรัล การแปลง Z |
ทำไมต้องมีกำลังลบ
ลองกระจาย รอบ 0 ด้วยเทย์เลอร์ ทำไม่ได้เพราะ ไม่นิยาม แต่ถ้าเอาอนุกรม มาหารด้วย จะได้ทันที
พจน์กำลังลบสองตัวแรกบอกพฤติกรรมใกล้ 0 ทั้งหมด: ฟังก์ชันระเบิดแบบ (โพลอันดับ 2) และพจน์ มีสัมประสิทธิ์ 1 ซึ่งคือเรซิดิว ส่วนที่เหลือเป็นพหุนามธรรมดาที่ไม่มีปัญหา
ฟังก์ชันเดียว หลายอนุกรม: เรื่องของวงแหวน
นี่คือจุดที่ทำให้นักศึกษาสับสนมากที่สุด มีโพลที่ 1 และ 2 วงกลมที่ผ่านโพลแบ่งระนาบรอบ 0 ออกเป็นสามบริเวณ และแต่ละบริเวณมีอนุกรมของตัวเอง
เคล็ดลับมีข้อเดียว: แยกเศษส่วนย่อย แล้วกระจายแต่ละตัวด้วยอนุกรมเรขาคณิต โดยโพลที่อยู่ข้างในบริเวณให้กำลังลบ โพลที่อยู่ข้างนอกให้กำลังบวก
- (ก) : (ไม่มีกำลังลบ = เทย์เลอร์)
- (ข) : (มีทั้งสองทิศ)
- (ค) : (มีแต่กำลังลบ)
ตรวจด้วยการแทนค่าก็ได้: ที่ อนุกรม (ข) ลู่เข้าสู่ แต่ถ้าใช้อนุกรม (ก) ที่ จะลู่ออก ทั้งที่ f(1.5) มีค่าปกติ ลองลากจุดดูเองในแล็บวงแหวนโลรองต์
อ่านชนิดจุดเอกฐานจากส่วนหลัก
- ไม่มีกำลังลบ → ถอดได้ เช่น
- กำลังลบจำนวนจำกัด สูงสุด m → โพลอันดับ m เช่น (อันดับ 3)
- กำลังลบอนันต์พจน์ → เอกฐานแท้ เช่น
เรซิดิว: ตัวเลขตัวเดียวที่เหลือจากอินทิกรัล
เมื่ออินทิเกรตอนุกรมโลรองต์รอบวงกลมในวงแหวน ทุกพจน์ ให้ศูนย์ ยกเว้น ที่ให้ ดังนั้น ตัวเลข จึงชื่อเรซิดิว (ส่วนที่เหลือ) และนี่คือที่มาของเทคนิค “cover-up” ในการแยกเศษส่วนย่อยเพื่อหาการแปลงลาปลาซผกผัน ซึ่งแท้จริงคือการหาเรซิดิวที่แต่ละโพล
ทำไมวิศวกรไฟฟ้าต้องรู้: การแปลง Z
การแปลง Z ของสัญญาณดิจิทัล คืออนุกรมโลรองต์รอบ 0 โดยตรง สัญญาณ x[n] คือสัมประสิทธิ์ของ เรื่องที่ตำราระบบสัญญาณเรียก “ROC” ก็คือวงแหวนการลู่เข้า ตัวอย่าง :
- ROC (นอกโพล): ⇒ สัญญาณข้างขวา
- ROC (ในโพล): กระจายเป็นกำลังบวก ⇒ สัญญาณข้างซ้าย
สูตรเดียวกัน สองสัญญาณ ต่างกันที่วงแหวน และระบบเสถียรเมื่อวงแหวนครอบวงกลมหนึ่งหน่วย ซึ่งคือเงื่อนไขการลู่เข้าแบบสัมบูรณ์ ดูตัวอย่างสามบริเวณแบบเต็มในหัวข้อการแปลง Z
สรุป: ใช้ตัวไหนเมื่อไร
- ต้องการประมาณค่า ทำให้เป็นเชิงเส้น หาลิมิต → เทย์เลอร์
- ต้องการรู้พฤติกรรมใกล้โพล หาเรซิดิว อินทิกรัลเส้นปิด การแปลงผกผัน → โลรองต์
- ถ้าบริเวณที่สนใจไม่มีจุดเอกฐานเลย สองอย่างคืออนุกรมเดียวกัน
เรียนต่อในคลังความรู้
คำถามที่พบบ่อย
อนุกรมโลรองต์ใช้เมื่อไร แทนอนุกรมเทย์เลอร์?
ใช้เมื่อต้องการกระจายฟังก์ชันรอบจุดที่ฟังก์ชันไม่วิเคราะห์ (จุดเอกฐาน) หรือในบริเวณที่มีจุดเอกฐานอยู่ข้างใน เช่นวงแหวน ของ ถ้าฟังก์ชันวิเคราะห์ทั้งดิสก์ อนุกรมโลรองต์จะกลายเป็นอนุกรมเทย์เลอร์เอง
ส่วนหลัก (principal part) คืออะไร?
คือกลุ่มพจน์กำลังลบ ของอนุกรมโลรองต์ เป็นส่วนที่บอกว่าฟังก์ชัน “ระเบิด” อย่างไรใกล้ c ไม่มีส่วนหลักคือจุดเอกฐานที่ถอดได้ มีจำนวนจำกัดคือโพล มีอนันต์คือเอกฐานแท้
เรซิดิวสำคัญอย่างไร?
เรซิดิวคือสัมประสิทธิ์ เป็นพจน์เดียวที่เหลือเมื่ออินทิเกรตรอบเส้นปิด จึงได้ทฤษฎีบทเรซิดิว ใช้คำนวณอินทิกรัลจริงที่ยาก การแปลงลาปลาซผกผัน และการแปลง Z ผกผัน
การแปลง Z เกี่ยวกับอนุกรมโลรองต์อย่างไร?
การแปลง Z นิยามเป็น ซึ่งคืออนุกรมโลรองต์รอบ 0 สัญญาณ x[n] คือสัมประสิทธิ์ และบริเวณการลู่เข้า (ROC) คือวงแหวนของอนุกรม X(z) เดียวกันกับ ROC ต่างกันจึงให้สัญญาณต่างกัน
บทความอื่นที่น่าอ่าน
ดูบทความทั้งหมดในหมวดลำดับและอนุกรม (7 เรื่อง) → · บทความทั้งหมด