- หน้าแรก
- บทความ
- การแปลงลาปลาซ
- Inverse Laplace
// บทความ · Inverse Laplace Transform
Inverse Laplace Transform ทำอย่างไร: วิธีเศษส่วนย่อย 3 กรณีพร้อมตัวอย่าง
หลังแก้สมการในโดเมน s ได้ Y(s) เป็นเศษส่วนของพหุนาม ขั้นสุดท้ายคือแปลงกลับเป็น y(t) วิธีมาตรฐานที่ใช้ได้เกือบทุกโจทย์คือแยกเป็นเศษส่วนย่อยแล้วเปิดตาราง บทความนี้แยกเป็น 3 กรณีตามชนิดของโพล
สรุปใน 30 วินาที
- แยกตัวส่วนเป็นตัวประกอบ → ดูชนิดโพล → เขียนเศษส่วนย่อย → หาสัมประสิทธิ์ → เปิดตาราง
- โพลเดี่ยว: ใช้ cover-up · โพลซ้ำ: ต้องมีเทอม (s+p)k ครบทุกกำลัง · โพลเชิงซ้อน: เติมกำลังสอง
- ถ้าดีกรีตัวเศษ ≥ ตัวส่วน ให้หารยากก่อน
คู่การแปลงที่ต้องใช้
ทั้งสามกรณีใช้คู่การแปลงชุดเล็ก ๆ นี้ (ชุดเต็มดู ตารางการแปลงลาปลาซ)
| F(s) | f(t), t≥0 |
| s1 | 1 |
| s+a1 | e−at |
| (s+a)21 | te−at |
| (s+a)2+ω2ω | e−atsinωt |
| (s+a)2+ω2s+a | e−atcosωt |
กรณีที่ 1: โพลเดี่ยว (รากจริงไม่ซ้ำ)
ถ้า F(s)=(s+p1)(s+p2)N(s) เขียนได้เป็น s+p1A+s+p2B โดย A=[(s+p1)F(s)]s=−p1 นี่คือวิธี cover-up: ปิดตัวประกอบที่สนใจ แล้วแทนค่า s ลงในส่วนที่เหลือ
ตัวอย่าง 1หา L−1{(s+1)(s+2)3s+5}
หา A ที่โพล s=−1: ปิด (s+1) แล้วแทน s=−1
A=(−1)+23(−1)+5=12=2
หา B ที่โพล s=−2
B=(−2)+13(−2)+5=−1−1=1
เปิดตาราง
F(s)=s+12+s+21⇒f(t)=2e−t+e−2t
ตรวจ: s+12+s+21=(s+1)(s+2)2(s+2)+(s+1)=(s+1)(s+2)3s+5 ✓
กรณีที่ 2: โพลซ้ำ
โพลที่ซ้ำ k ครั้งต้องมีเทอมครบทุกกำลังตั้งแต่ 1 ถึง k เช่น (s+1)2 ต้องเขียนเป็น s+1B+(s+1)2C ถ้าเขียนแค่เทอมกำลังสองจะหาสัมประสิทธิ์ไม่ลงตัว สัมประสิทธิ์ของกำลังสูงสุดหาด้วย cover-up ได้ ส่วนเทอมที่เหลือหาจากอนุพันธ์
ถ้า F(s)=(s+p)2G(s):C=G(−p),B=dsdGs=−p
ตัวอย่าง 2หา L−1{s(s+1)21}
เขียนรูปเศษส่วนย่อย
s(s+1)21=sA+s+1B+(s+1)2C
โพลเดี่ยวที่ s=0: A=(0+1)21=1
โพลซ้ำที่ s=−1: ให้ G(s)=1/s จะได้ C=G(−1)=−1 และ B=G′(−1)=−s21s=−1=−1
เปิดตาราง
F(s)=s1−s+11−(s+1)21⇒f(t)=1−e−t−te−t
ตรวจค่าเริ่มต้น: f(0)=1−1−0=0 ตรงกับทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น lims→∞sF(s)=lim(s+1)21=0 ✓
กรณีที่ 3: โพลเชิงซ้อน (เติมกำลังสอง)
ถ้าส่วนเป็นกำลังสองที่แยกเป็นรากจริงไม่ได้ อย่าแยกเป็นจำนวนเชิงซ้อน ให้เติมกำลังสองให้เป็น (s+a)2+ω2 แล้วจัดตัวเศษให้อยู่ในรูป (s+a) กับค่าคงที่ จะตรงกับคู่ cos และ sin ที่มีตัวคูณ e−at
ตัวอย่าง 3หา L−1{s2+2s+5s+3}
เติมกำลังสองที่ตัวส่วน: s2+2s+5=(s+1)2+22
จัดตัวเศษ: s+3=(s+1)+2 แล้วแยก
F(s)=(s+1)2+22s+1+(s+1)2+222
เปิดตาราง ด้วย a=1, ω=2
f(t)=e−tcos2t+e−tsin2t=e−t(cos2t+sin2t)
โพลอยู่ที่ s=−1±j2 ผลตอบสนองจึงเป็นการแกว่งที่ความถี่ 2 rad/s ซึ่งแอมพลิจูดลดลงด้วย e−t และเนื่องจากโพลอยู่ซีกซ้าย ระบบเสถียร
เมื่อตัวเศษดีกรีสูงเกินไป
เศษส่วนย่อยใช้ได้กับเศษส่วนแท้เท่านั้น ถ้าดีกรีตัวเศษ ≥ ตัวส่วน ให้หารยาวก่อน ผลหารที่เป็นค่าคงที่คือแรงกระตุ้น δ(t) ส่วนผลหารที่เป็นพหุนามของ s คืออนุพันธ์ของแรงกระตุ้น ซึ่งมักบ่งบอกว่าแบบจำลองมีการหาอนุพันธ์อินพุตที่ไม่เป็นจริงในทางกายภาพ ควรตรวจโจทย์อีกครั้ง
เช็กลิสต์ก่อนส่งคำตอบ
- แทน t=0 เทียบกับทฤษฎีบทค่าเริ่มต้น: f(0+)=lims→∞sF(s)
- ถ้าโพลของ sF(s) อยู่ซีกซ้ายทั้งหมด (โพลเดี่ยวที่ s=0 ใน F(s) ใช้ได้) ลองเทียบ f(∞) กับ lims→0sF(s)
- รวมเศษส่วนย่อยกลับ ต้องได้ตัวเศษเดิม
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าดีกรีของตัวเศษมากกว่าหรือเท่ากับตัวส่วนต้องทำอย่างไร?
ต้องหารยาวก่อนเพื่อให้เหลือเศษส่วนแท้ (ดีกรีตัวเศษน้อยกว่าตัวส่วน) เช่น s(s+1)s2+1=1+s(s+1)−s+1 จำนวน 1 ที่ได้คือแรงกระตุ้น δ(t) ในโดเมนเวลา
วิธี cover-up (ปิดตัวประกอบ) ใช้ได้กับกรณีไหน?
ใช้หาสัมประสิทธิ์ของโพลเดี่ยวได้เร็วที่สุด โดยคูณทั้งสองข้างด้วย (s+p) แล้วแทน s=−p สำหรับโพลซ้ำใช้ได้เฉพาะสัมประสิทธิ์ของเทอมกำลังสูงสุด ส่วนเทอมที่เหลือต้องหาอนุพันธ์หรือเทียบสัมประสิทธิ์
โพลเชิงซ้อนต้องแยกเป็นเศษส่วนย่อยที่มี j เสมอไหม?
ไม่จำเป็น สำหรับสมการกำลังสองที่รากเป็นเชิงซ้อน ให้เติมกำลังสองให้ส่วนอยู่ในรูป (s+a)2+ω2 แล้วใช้คู่การแปลง e−atcosωt และ e−atsinωt ผลลัพธ์เป็นจำนวนจริงตั้งแต่ต้น