พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. ลำดับและอนุกรม
  4. อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ ตัวอย่าง

// บทความ · ลำดับและอนุกรม

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Induction) ตัวอย่างพร้อมวิธีทำทีละขั้น รวมอุปนัยแบบเข้ม

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ใช้พิสูจน์ข้อความที่ต้องจริงกับ “ทุกจำนวนนับ n” บทความนี้เริ่มจากวิธีเขียนข้อความ P(n) แล้วรวมตัวอย่าง 14 ข้อในแบบที่ออกสอบบ่อยที่สุด ได้แก่ สูตรผลบวก การหารลงตัว อสมการ ลำดับเวียนเกิดและอนุพันธ์ และอุปนัยแบบเข้ม ทุกข้อเขียนตามแม่แบบเดียวกันเพื่อให้เห็นว่าต่างกันแค่ลูกเล่นพีชคณิตในขั้นอุปนัย

เขียนโดย อาจารย์มดอัปเดต
สรุปใน 30 วินาที
  • ข้อความ P(n) (induction statement): เขียนเป็นประโยคที่จริงหรือเท็จได้สำหรับแต่ละ n
  • กรณีฐาน (base case): แสดงว่า P(n0)P(n_0) จริง โดยคำนวณสองข้างแยกกัน
  • ขั้นอุปนัย (inductive step): สมมติ P(k)P(k) จริง แล้วแสดงว่า P(k+1)P(k+1) จริง โดยต้องใช้สมมติฐานให้เห็น
  • อุปนัยแบบเข้ม (strong induction): สมมติทุกกรณีจนถึง P(k)P(k) เมื่อขั้นอุปนัยต้องใช้กรณีก่อนหน้า และตรวจกรณีฐานให้ครบเท่าจำนวนขั้นที่ย้อน

ข้อความ P(n) (induction statement): สิ่งแรกที่ต้องเขียน

ทุกบทพิสูจน์ด้วยอุปนัยเริ่มจากการตั้งชื่อข้อความที่จะพิสูจน์ P(n)P(n) คือประโยคเกี่ยวกับ nn ที่เป็นจริงหรือเท็จได้เมื่อแทนตัวเลข การเขียนให้ครบไม่ใช่พิธีการ เพราะขั้นถัดไปต้องแทน kk และ k+1k+1 ลงไป และความผิดพลาดทางพีชคณิตส่วนใหญ่มาจากการเขียน P(k+1) ไม่ระวัง

โจทย์บอกว่าข้อความ P(n)เริ่มที่
ผลบวกของจำนวนคี่ n ตัวแรกเท่ากับ n²1+3+⋯+(2n−1)=n21 + 3 + \cdots + (2n - 1) = n^2n=1n = 1
4n−14^n - 1 เป็นพหุคูณของ 3มีจำนวนเต็ม mm ที่ 4n−1=3m4^n - 1 = 3mn=1n = 1
ในที่สุด 2n2^n จะมากกว่า n2n^22n>n22^n > n^2n=5n = 5
ลำดับ a1=1, an+1=2an+1a_1 = 1,\ a_{n+1} = 2a_n + 1 มีรูปปิดan=2n−1a_n = 2^n - 1n=1n = 1
  • ต้องเป็นข้อความ ไม่ใช่นิพจน์ “ให้ P(n)=n2+nP(n) = n^2 + n” ไม่ใช่ข้อความอุปนัย เพราะไม่มีค่าความจริง ต้องเขียนว่า “P(n)P(n): n2+nn^2 + n เป็นจำนวนคู่”
  • สร้าง P(k+1) โดยแทน n ทุกตัวด้วย k+1 รวมทั้งพจน์สุดท้ายของผลบวก: พจน์สุดท้ายของ 1+3+⋯+(2n−1)1 + 3 + \cdots + (2n - 1) กลายเป็น 2(k+1)−1=2k+12(k+1) - 1 = 2k + 1 และด้านขวากลายเป็น (k+1)2(k+1)^2
  • เขียนเป้าหมาย P(k+1) ก่อนเริ่มจัดรูป รู้ปลายทางแล้วจะรู้ว่าต้องดึงตัวร่วมตัวไหน หรือต้องบวกลบพจน์ใด

แม่แบบ 4 ขั้นที่ใช้ได้ทุกข้อ

  1. นิยาม ให้ P(n)P(n) แทนข้อความ … (เขียนให้ชัด)
  2. กรณีฐาน แทน n=n0n = n_0 คำนวณด้านซ้ายและด้านขวาแยกกัน แล้วแสดงว่าเป็นจริง
  3. สมมติฐานการอุปนัย สมมติว่า P(k)P(k) จริงสำหรับจำนวนเต็ม k≥n0k \ge n_0 บางค่า (เขียน P(k) ออกมาเต็ม ๆ และเขียนเป้าหมาย P(k+1))
  4. ขั้นอุปนัย เริ่มจากด้านซ้ายของ P(k+1) จัดรูปให้เห็นก้อนของ P(k) ใช้สมมติฐาน แล้วจัดรูปจนได้ด้านขวา สรุปด้วยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์

ตัวอย่างแบบที่ 1: สูตรผลบวก

เทคนิค: ดึงพจน์สุดท้ายออก ส่วนที่เหลือคือด้านซ้ายของ P(k) พอดี

ตัวอย่าง 1

พิสูจน์ว่า 1+3+5+⋯+(2n−1)=n21 + 3 + 5 + \cdots + (2n - 1) = n^2 ทุกจำนวนนับ nn

  1. ให้ P(n)P(n): 1+3+⋯+(2n−1)=n21 + 3 + \cdots + (2n - 1) = n^2

  2. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1= 1 ขวา =12=1= 1^2 = 1 จริง

  3. สมมติ 1+3+⋯+(2k−1)=k21 + 3 + \cdots + (2k - 1) = k^2 ต้องแสดงว่า 1+3+⋯+(2k+1)=(k+1)21 + 3 + \cdots + (2k + 1) = (k+1)^2

  4. 1+3+⋯+(2k−1)⏟=k2 (สมมติฐาน)+(2k+1)=k2+2k+1=(k+1)2\underbrace{1 + 3 + \cdots + (2k - 1)}_{= k^2\ \text{(สมมติฐาน)}} + (2k + 1) = k^2 + 2k + 1 = (k+1)^2 ✓

โดยหลักอุปนัยเชิงคณิตศาสตร์ P(n)P(n) จริงทุก n≥1n \ge 1 ∎

ตัวอย่าง 2

พิสูจน์ว่า 1⋅2+2⋅3+⋯+n(n+1)=n(n+1)(n+2)31\cdot2 + 2\cdot3 + \cdots + n(n+1) = \dfrac{n(n+1)(n+2)}{3}

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1⋅2=2= 1\cdot 2 = 2 ขวา =1⋅2⋅33=2= \dfrac{1\cdot2\cdot3}{3} = 2 จริง

  2. สมมติจริงที่ n=kn = k ต้องแสดงว่าผลบวกถึงพจน์ (k+1)(k+2)(k+1)(k+2) เท่ากับ (k+1)(k+2)(k+3)3\dfrac{(k+1)(k+2)(k+3)}{3}

  3. k(k+1)(k+2)3+(k+1)(k+2)=(k+1)(k+2) (k+3)3\dfrac{k(k+1)(k+2)}{3} + (k+1)(k+2) = \dfrac{(k+1)(k+2)\,(k + 3)}{3} (ดึงตัวร่วม (k+1)(k+2)(k+1)(k+2) ไม่ต้องกระจาย) ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · เคล็ดลับ: เขียนเป้าหมายก่อนเสมอ จะรู้ว่าต้องดึงตัวร่วมอะไร

ตัวอย่าง 3

พิสูจน์ว่า 12+22+⋯+n2=n(n+1)(2n+1)61^2 + 2^2 + \cdots + n^2 = \dfrac{n(n+1)(2n+1)}{6}

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: ซ้าย =1= 1 ขวา =1⋅2⋅36=1= \dfrac{1\cdot2\cdot3}{6} = 1 จริง

  2. สมมติ 12+⋯+k2=k(k+1)(2k+1)61^2 + \cdots + k^2 = \dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6} เป้าหมาย: 12+⋯+(k+1)2=(k+1)(k+2)(2k+3)61^2 + \cdots + (k+1)^2 = \dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6}

  3. k(k+1)(2k+1)6+(k+1)2=(k+1)[k(2k+1)+6(k+1)]6=(k+1)(2k2+7k+6)6\dfrac{k(k+1)(2k+1)}{6} + (k+1)^2 = \dfrac{(k+1)\big[k(2k+1) + 6(k+1)\big]}{6} = \dfrac{(k+1)(2k^2 + 7k + 6)}{6}

  4. 2k2+7k+6=(k+2)(2k+3)2k^2 + 7k + 6 = (k+2)(2k+3) จึงได้ผลบวกเท่ากับ (k+1)(k+2)(2k+3)6\dfrac{(k+1)(k+2)(2k+3)}{6} ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · เป้าหมายบอกให้มองหาตัวประกอบ (k+2)(k+2) และ (2k+3)(2k+3) ในวงเล็บ

ตัวอย่างแบบที่ 2: การหารลงตัว

เทคนิค: เขียน “3 หาร b ลงตัว” เป็นสมการ b=3mb = 3m แล้วแยก f(k+1)f(k+1) ให้เห็นก้อน f(k)f(k)

ตัวอย่าง 4

พิสูจน์ว่า 4n−14^n - 1 หารด้วย 3 ลงตัว ทุกจำนวนนับ nn

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: 4−1=3=3⋅14 - 1 = 3 = 3\cdot1 หารลงตัว

  2. สมมติ 4k−1=3m4^k - 1 = 3m สำหรับจำนวนเต็ม mm บางตัว

  3. 4k+1−1=4⋅4k−1=4(4k−1)+3=4(3m)+3=3(4m+1)4^{k+1} - 1 = 4\cdot 4^k - 1 = 4(4^k - 1) + 3 = 4(3m) + 3 = 3(4m + 1) หารด้วย 3 ลงตัว ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · กลเม็ดหลัก: “บวกลบ” ให้ได้ 4(4k−1)4(4^k - 1) ซึ่งเป็นก้อนของสมมติฐาน

ตัวอย่าง 5

พิสูจน์ว่า 7n−2n7^n - 2^n หารด้วย 5 ลงตัว ทุกจำนวนนับ nn

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: 7−2=57 - 2 = 5 หารลงตัว

  2. สมมติ 7k−2k=5m7^k - 2^k = 5m สำหรับจำนวนเต็ม mm บางตัว

  3. 7k+1−2k+1=7⋅7k−2⋅2k=7(7k−2k)+7⋅2k−2⋅2k=7(5m)+5⋅2k=5(7m+2k)7^{k+1} - 2^{k+1} = 7\cdot7^k - 2\cdot2^k = 7(7^k - 2^k) + 7\cdot2^k - 2\cdot2^k = 7(5m) + 5\cdot2^k = 5(7m + 2^k) ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · เมื่อมีฐานสองตัว ให้บวกลบ 7⋅2k7\cdot2^k เพื่อให้วงเล็บหนึ่งเป็น f(k)f(k) พอดี

ตัวอย่าง 6

พิสูจน์ว่า n3−nn^3 - n หารด้วย 6 ลงตัว ทุกจำนวนนับ nn

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: 1−1=0=6⋅01 - 1 = 0 = 6\cdot0 หารลงตัว

  2. สมมติ k3−k=6mk^3 - k = 6m

  3. (k+1)3−(k+1)=k3+3k2+3k+1−k−1=(k3−k)+3k(k+1)=6m+3k(k+1)(k+1)^3 - (k+1) = k^3 + 3k^2 + 3k + 1 - k - 1 = (k^3 - k) + 3k(k+1) = 6m + 3k(k+1)

  4. k(k+1)k(k+1) เป็นผลคูณของจำนวนเต็มสองตัวที่ติดกัน จึงเป็นจำนวนคู่: k(k+1)=2jk(k+1) = 2j ได้ 3k(k+1)=6j3k(k+1) = 6j รวมเป็น 6(m+j)6(m + j) ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · ขั้นอุปนัยต้องใช้ข้อเท็จจริงเพิ่มหนึ่งข้อ (จำนวนเต็มสองตัวติดกันต้องมีตัวหนึ่งเป็นเลขคู่) ให้เขียนบอกให้ชัด อย่าข้าม

ตัวอย่างแบบที่ 3: อสมการ

เทคนิค: ใช้สมมติฐานเพื่อให้เกิดเครื่องหมาย > แล้วต่อด้วยอสมการช่วยที่ต้องใช้เงื่อนไขของ k ซึ่งเป็นตัวบอกว่ากรณีฐานต้องเริ่มที่เท่าไร

ตัวอย่าง 7

พิสูจน์ว่า 2n>n22^n > n^2 สำหรับทุก n≥5n \ge 5

  1. ทำไมเริ่มที่ 5: n=2,3,4n = 2, 3, 4 ได้ 4=4, 8<9, 16=164 = 4,\ 8 < 9,\ 16 = 16 ไม่จริง

  2. กรณีฐาน n=5n = 5: 25=32>252^5 = 32 > 25 จริง

  3. สมมติ 2k>k22^k > k^2 (k≥5k \ge 5): 2k+1=2⋅2k>2k22^{k+1} = 2\cdot 2^k > 2k^2

  4. 2k2−(k+1)2=(k−1)2−2>02k^2 - (k+1)^2 = (k-1)^2 - 2 > 0 เมื่อ k≥3k \ge 3 จึงได้ 2k+1>2k2>(k+1)22^{k+1} > 2k^2 > (k+1)^2 ✓

จริงทุก n≥5n \ge 5

ตัวอย่าง 8

พิสูจน์ว่า n!>2nn! > 2^n สำหรับทุก n≥4n \ge 4

  1. ทำไมเริ่มที่ 4: 1!=1<2, 2!=2<4, 3!=6<81! = 1 < 2,\ 2! = 2 < 4,\ 3! = 6 < 8 แต่ 4!=24>164! = 24 > 16

  2. กรณีฐาน n=4n = 4: 24>1624 > 16 จริง

  3. สมมติ k!>2kk! > 2^k (k≥4k \ge 4): (k+1)!=(k+1)⋅k!>(k+1)⋅2k(k+1)! = (k+1)\cdot k! > (k+1)\cdot 2^k

  4. เพราะ k+1≥5>2k + 1 \ge 5 > 2: (k+1)⋅2k>2⋅2k=2k+1(k+1)\cdot2^k > 2\cdot 2^k = 2^{k+1} ✓

จริงทุก n≥4n \ge 4 · นี่คือเหตุผลที่พจน์ xn/n!x^n/n! ในอนุกรมเลขชี้กำลังเล็กลงเร็วมาก

ตัวอย่าง 9 · อสมการแบร์นูลลี

พิสูจน์ว่า (1+x)n≥1+nx(1 + x)^n \ge 1 + nx ทุกจำนวนนับ nn และทุกจำนวนจริง x≥−1x \ge -1

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: 1+x≥1+x1 + x \ge 1 + x จริง

  2. สมมติ (1+x)k≥1+kx(1 + x)^k \ge 1 + kx

  3. คูณทั้งสองข้างด้วย 1+x1 + x ซึ่งทำได้โดยเครื่องหมายไม่กลับ เพราะ 1+x≥01 + x \ge 0: (1+x)k+1≥(1+x)(1+kx)=1+(k+1)x+kx2(1 + x)^{k+1} \ge (1 + x)(1 + kx) = 1 + (k+1)x + kx^2

  4. kx2≥0kx^2 \ge 0 จึงได้ (1+x)k+1≥1+(k+1)x(1 + x)^{k+1} \ge 1 + (k+1)x ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1, x≥−1x \ge -1 · เงื่อนไข x≥−1x \ge -1 ถูกใช้ในบรรทัดเดียว คือตอนคูณอสมการด้วย 1+x1 + x

ตัวอย่างแบบที่ 4: ลำดับเวียนเกิดและอนุพันธ์อันดับ n

เทคนิค: นิยามของลำดับ (หรือของอนุพันธ์) คือสะพานจาก k ไป k+1 อยู่แล้ว ให้เดารูปแบบจากพจน์แรก ๆ แล้วพิสูจน์ด้วยอุปนัย

ตัวอย่าง 10

a1=1, an+1=2an+1a_1 = 1,\ a_{n+1} = 2a_n + 1 พิสูจน์ว่า an=2n−1a_n = 2^n - 1

  1. พจน์แรก ๆ: 1,3,7,15,…1, 3, 7, 15, \dots น้อยกว่า 2,4,8,162, 4, 8, 16 อยู่หนึ่ง จึงเดาว่า 2n−12^n - 1

  2. กรณีฐาน n=1n = 1: a1=1=21−1a_1 = 1 = 2^1 - 1 จริง

  3. สมมติ ak=2k−1a_k = 2^k - 1: ak+1=2ak+1=2(2k−1)+1=2k+1−1a_{k+1} = 2a_k + 1 = 2(2^k - 1) + 1 = 2^{k+1} - 1 ✓

an=2n−1a_n = 2^n - 1 ทุก n≥1n \ge 1 · คือจำนวนครั้งที่ต้องย้ายในปัญหาหอคอยฮานอยที่มี n แผ่น

ตัวอย่าง 11 · แคลคูลัส

พิสูจน์ว่า dndxn(xex)=(x+n)ex\dfrac{d^n}{dx^n}\big(xe^x\big) = (x + n)e^x ทุกจำนวนนับ nn

  1. กรณีฐาน n=1n = 1: กฎผลคูณ ddx(xex)=ex+xex=(x+1)ex\dfrac{d}{dx}(xe^x) = e^x + xe^x = (x + 1)e^x จริง

  2. สมมติ dkdxk(xex)=(x+k)ex\dfrac{d^k}{dx^k}(xe^x) = (x + k)e^x

  3. dk+1dxk+1(xex)=ddx[(x+k)ex]=ex+(x+k)ex=(x+k+1)ex\dfrac{d^{k+1}}{dx^{k+1}}(xe^x) = \dfrac{d}{dx}\big[(x + k)e^x\big] = e^x + (x + k)e^x = (x + k + 1)e^x ✓

จริงทุก n≥1n \ge 1 · ที่ x=0x = 0 อนุพันธ์อันดับ n มีค่า nn ได้อนุกรมแมคลอริน xex=∑n≥1xn(n−1)!xe^x = \sum_{n\ge1} \dfrac{x^n}{(n-1)!} ดูอนุกรมเทย์เลอร์คืออะไร

ตัวอย่างอุปนัยแบบเข้ม (Strong Induction)

ในอุปนัยแบบเข้ม (strong หรือ complete induction) สมมติฐานคือทุกกรณี P(n0),P(n0+1),…,P(k)P(n_0), P(n_0 + 1), \dots, P(k) เป็นจริง ไม่ใช่แค่ P(k)P(k) ผลที่พิสูจน์ได้เป็นแบบเดียวกันทุกอย่าง เพียงแต่อนุญาตให้ขั้นอุปนัยใช้กรณีก่อนหน้าได้ ใช้เมื่อการไปถึง k+1k+1 ต้องพึ่ง P(k−1)P(k-1), P(k−3)P(k-3) หรือกรณีที่เล็กกว่าซึ่งบอกล่วงหน้าไม่ได้

อยากฝึกให้เข้มข้นขึ้น: ดู อุปนัยแบบเข้ม 17 ตัวอย่างพร้อมแล็บฝึกพิสูจน์ (กรณีฐานกี่ตัว แสตมป์ ฟีโบนัชชี เกม merge sort) และใช้ เครื่องแก้ความสัมพันธ์เวียนเกิด ที่เขียนบทพิสูจน์ด้วยอุปนัยแบบเข้มให้อัตโนมัติ

ตัวอย่าง 12 · อุปนัยแบบเข้ม

พิสูจน์ว่าจำนวนเต็ม n≥2n \ge 2 ทุกตัวเป็นจำนวนเฉพาะ หรือเป็นผลคูณของจำนวนเฉพาะ

  1. กรณีฐาน n=2n = 2: 2 เป็นจำนวนเฉพาะ จริง

  2. สมมติฐานแบบเข้ม: สมมติว่าจำนวนเต็ม jj ทุกตัวที่ 2≤j≤k2 \le j \le k เป็นจำนวนเฉพาะหรือผลคูณของจำนวนเฉพาะ

  3. พิจารณา k+1k + 1 ถ้าเป็นจำนวนเฉพาะก็จบ ถ้าไม่ใช่ จะเขียนได้ k+1=abk + 1 = ab โดย 2≤a≤k2 \le a \le k และ 2≤b≤k2 \le b \le k

  4. ตามสมมติฐาน aa และ bb ต่างเป็นจำนวนเฉพาะหรือผลคูณของจำนวนเฉพาะ ดังนั้น ab=k+1ab = k + 1 เป็นผลคูณของจำนวนเฉพาะ ✓

จริงทุก n≥2n \ge 2 · อุปนัยธรรมดาใช้ไม่ได้ในข้อนี้ เพราะรู้เรื่องของ kk ก็ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวประกอบของ k+1k + 1 ซึ่งเป็นจำนวนที่เล็กกว่าตัวไหนก็ได้

ตัวอย่าง 13 · อุปนัยแบบเข้ม

มีแสตมป์ราคา 3 บาทและ 5 บาทเท่านั้น แสดงว่ารวมได้พอดีทุกราคา n≥8n \ge 8 บาท

  1. กรณีฐาน (สามค่า): 8=3+5, 9=3+3+3, 10=5+58 = 3 + 5,\ 9 = 3 + 3 + 3,\ 10 = 5 + 5

  2. สมมติฐานแบบเข้ม: ให้ k≥10k \ge 10 และสมมติว่าทุกราคาตั้งแต่ 8 ถึง kk บาทรวมได้

  3. k+1=(k−2)+3k + 1 = (k - 2) + 3 และ 8≤k−2≤k8 \le k - 2 \le k ราคา k−2k - 2 จึงรวมได้ตามสมมติฐาน เติมแสตมป์ 3 บาทอีกดวง ✓

รวมได้ทุกราคาตั้งแต่ 8 บาทขึ้นไป (7 บาทรวมไม่ได้) · ขั้นอุปนัยย้อนไป 3 ขั้น จึงต้องมีกรณีฐาน 3 ค่า ถ้าตรวจแค่ n=8n = 8 ขั้นจาก 8 ไป 9 จะต้องพึ่ง 9−3=69 - 3 = 6 ซึ่งไม่เคยแสดงไว้

ตัวอย่าง 14 · อุปนัยแบบเข้มกับลำดับเวียนเกิด

a1=1, a2=5, an=an−1+2an−2a_1 = 1,\ a_2 = 5,\ a_n = a_{n-1} + 2a_{n-2} เมื่อ n≥3n \ge 3 พิสูจน์ว่า an=2n+(−1)na_n = 2^n + (-1)^n

  1. กรณีฐาน (สองค่า เพราะความสัมพันธ์ใช้สองพจน์ก่อนหน้า): a1=2−1=1a_1 = 2 - 1 = 1 และ a2=4+1=5a_2 = 4 + 1 = 5 จริง

  2. สมมติฐานแบบเข้ม: ให้ k≥2k \ge 2 และสมมติ aj=2j+(−1)ja_j = 2^j + (-1)^j ทุก j≤kj \le k

  3. ak+1=ak+2ak−1=2k+(−1)k+2(2k−1+(−1)k−1)=2k+1+(−1)k−1(−1+2)a_{k+1} = a_k + 2a_{k-1} = 2^k + (-1)^k + 2\big(2^{k-1} + (-1)^{k-1}\big) = 2^{k+1} + (-1)^{k-1}\big(-1 + 2\big)

  4. =2k+1+(−1)k−1=2k+1+(−1)k+1= 2^{k+1} + (-1)^{k-1} = 2^{k+1} + (-1)^{k+1} ✓ (ตรวจ: a3=7, a4=17, a5=31a_3 = 7,\ a_4 = 17,\ a_5 = 31)

จริงทุก n≥1n \ge 1 · แนวคิดเดียวกันใช้พิสูจน์ขอบเขตของเลขฟีโบนัชชี และรูปปิดของสมการผลต่างอันดับสองที่ใช้ในระบบควบคุมดิจิทัล

เปรียบเทียบอุปนัยธรรมดากับอุปนัยแบบเข้ม

อุปนัยธรรมดา (weak)อุปนัยแบบเข้ม (strong)
สมมติฐานP(k)P(k) จริงP(n0),…,P(k)P(n_0), \dots, P(k) จริงทั้งหมด
ใช้เมื่อขั้นอุปนัยต้องการกรณีก่อนหน้าหนึ่งกรณีP(k−1)P(k-1), P(k−2)P(k-2) หรือกรณีที่เล็กกว่าซึ่งไม่รู้ล่วงหน้า
กรณีฐานมักมีค่าเดียวเท่ากับจำนวนขั้นที่ย้อน (2 ค่าเมื่อใช้ ak−1a_{k-1} กับ aka_k, 3 ค่าเมื่อใช้ “k−2k - 2 แล้วเติมแสตมป์ 3 บาท”)
โจทย์ที่พบบ่อยผลบวก หารลงตัว อสมการ ลำดับเวียนเกิดอย่างง่ายแยกตัวประกอบเฉพาะ แสตมป์และเหรียญ ฟีโบนัชชี ลำดับที่ใช้สองพจน์ก่อนหน้า

ทั้งสองแบบมีพลังเท่ากัน อะไรที่พิสูจน์ด้วยอุปนัยแบบเข้มได้ ก็เขียนใหม่เป็นอุปนัยธรรมดาบนข้อความ “P(n0),…,P(n)P(n_0), \dots, P(n) จริงทั้งหมด” ได้เสมอ เลือกแบบที่ทำให้ขั้นอุปนัยเขียนง่ายกว่า

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียคะแนน

  • ลืมกรณีฐาน: สูตรผิด 1+2+⋯+n=n2+n+221 + 2 + \cdots + n = \dfrac{n^2 + n + 2}{2} ผ่านขั้นอุปนัยได้ แต่ที่ n=1n = 1 ได้ 2≠12 \ne 1
  • สรุปจากตัวอย่าง: n2+n+41n^2 + n + 41 เป็นจำนวนเฉพาะถึง n=39n = 39 แต่ n=40n = 40 ได้ 41241^2
  • เขียนสมการ P(k+1) แล้วจัดรูปสองข้างจนได้ 0 = 0: เท่ากับสมมติสิ่งที่จะพิสูจน์ ให้เริ่มจากด้านซ้ายด้านเดียว
  • ขั้นอุปนัยใช้ไม่ได้กับ k เล็ก: ปัญหา “ม้าทุกตัวสีเดียวกัน” พังที่ขั้น 1 → 2
  • อุปนัยแบบเข้มแต่กรณีฐานไม่ครบ: ถ้าขั้นอุปนัยใช้ P(k−2)P(k-2) กรณีที่ย้อนลงไปถึงไม่ได้ต้องตรวจตรงทุกค่า เหมือนตัวอย่าง 13

ลองทำเอง

  1. พิสูจน์ว่า 1+2+4+⋯+2n−1=2n−11 + 2 + 4 + \cdots + 2^{n-1} = 2^n - 1
    คำใบ้

    ดึง 2k2^k ออก: (2k−1)+2k=2k+1−1(2^k - 1) + 2^k = 2^{k+1} - 1

  2. พิสูจน์ว่า 5n−15^n - 1 หารด้วย 4 ลงตัว
    คำใบ้

    5k+1−1=5(5k−1)+45^{k+1} - 1 = 5(5^k - 1) + 4

  3. พิสูจน์ว่า 3n>2n+13^n > 2n + 1 ทุก n≥2n \ge 2
    คำใบ้

    กรณีฐาน 9>59 > 5 แล้ว 3k+1>3(2k+1)=6k+3>2k+33^{k+1} > 3(2k + 1) = 6k + 3 > 2k + 3

  4. มีแสตมป์ 4 บาทและ 7 บาท หาค่า NN ที่น้อยที่สุดที่รวมได้ทุกราคา n≥Nn \ge N แล้วพิสูจน์ด้วยอุปนัยแบบเข้ม
    เฉลย

    N=18N = 18 (17 บาทรวมไม่ได้) กรณีฐาน 18 ถึง 21 (สี่ค่า เพราะขั้นอุปนัยคือ k+1=(k−3)+4k + 1 = (k - 3) + 4)

เรียนต่อในคลังความรู้

คำถามที่พบบ่อย

อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์มีกี่ขั้นตอน?

สองขั้นหลัก คือกรณีฐาน (แสดงว่า P(n0)P(n_0) จริง) และขั้นอุปนัย (สมมติ P(k)P(k) จริงแล้วแสดงว่า P(k+1)P(k+1) จริง) เวลาเขียนตอบนิยมแบ่งเป็น 4 ส่วน: นิยาม P(n) กรณีฐาน สมมติฐานการอุปนัย และขั้นอุปนัยพร้อมข้อสรุป

ข้อความ P(n) (induction statement) คืออะไร?

คือประโยคที่ต้องการพิสูจน์ เขียนให้เป็นจริงหรือเท็จได้เมื่อแทนค่า n เช่น P(n)P(n): 1+3+⋯+(2n−1)=n21 + 3 + \cdots + (2n - 1) = n^2 ต้องเป็นข้อความ ไม่ใช่นิพจน์ การเขียนว่า “ให้ P(n)=n2+nP(n) = n^2 + n” ไม่ใช่ข้อความอุปนัย เพราะไม่มีค่าความจริง

อุปนัยธรรมดากับอุปนัยแบบเข้ม (strong induction) ต่างกันอย่างไร?

อุปนัยธรรมดาสมมติเพียง P(k)P(k) เพื่อพิสูจน์ P(k+1)P(k+1) ส่วนอุปนัยแบบเข้มสมมติทุกกรณีตั้งแต่ P(n0)P(n_0) ถึง P(k)P(k) ใช้เมื่อขั้นอุปนัยต้องพึ่งกรณีก่อนหน้า เช่น P(k−1)P(k-1) หรือกรณีที่เล็กกว่าซึ่งไม่รู้ล่วงหน้า เช่นลำดับเวียนเกิดที่ใช้สองพจน์ก่อนหน้า การแยกตัวประกอบเฉพาะ และโจทย์แสตมป์หรือเหรียญ อุปนัยแบบเข้มต้องมีกรณีฐานเท่ากับจำนวนขั้นที่ย้อนกลับไป

กรณีฐานต้องเริ่มที่ n = 1 เสมอไหม?

ไม่เสมอ เริ่มที่ค่าแรกที่ข้อความจริงและขั้นอุปนัยใช้ได้ต่อเนื่อง เช่น 2n>n22^n > n^2 ต้องเริ่มที่ n=5n = 5 เพราะ n=2,3,4n = 2, 3, 4 ไม่จริง

ทำไมตรวจหลายค่าแล้วยังไม่ถือว่าพิสูจน์?

เพราะจำนวนนับมีไม่สิ้นสุด เช่น n2+n+41n^2 + n + 41 เป็นจำนวนเฉพาะทุกค่าตั้งแต่ n=0n = 0 ถึง 3939 แต่ที่ n=40n = 40 ได้ 1681=4121681 = 41^2 ต้องมีขั้นอุปนัยที่ใช้ได้กับทุก k

ถ้าพิสูจน์ขั้นอุปนัยได้โดยไม่ใช้สมมติฐานเลย ผิดไหม?

ไม่ผิดทางตรรกะ แต่แปลว่าข้อนั้นพิสูจน์ตรงได้โดยไม่ต้องใช้อุปนัย ในข้อสอบส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้ใช้สมมติฐานมักเป็นสัญญาณว่ามีอะไรผิด ควรทำเครื่องหมายบรรทัดที่ใช้สมมติฐานให้ชัด

ลำดับและอนุกรม ลำดับและอนุกรมเรียนอะไรบ้าง? แผนที่ภาพรวมจากลำดับถึงอนุกรมโลรองต์ ภาพรวมทั้งบทลำดับและอนุกรมในหน้าเดียว: แต่ละเรื่องตอบคำถามอะไร สูตรหัวใจ แนวข้อสอบ และต่อกันอย่างไร ตั้งแต่ลำดับ อนุกรมอนันต์ การทดสอบการลู่เข้า… อ่านบทความ → ลำดับและอนุกรม อนุกรมเรขาคณิต (Geometric Series): สูตร ตัวอย่าง และวิธีหาผลบวก อนุกรมเรขาคณิตคืออะไร สูตรผลบวก n พจน์ และอนุกรมเรขาคณิตอนันต์ (infinite geometric series) a₁/(1 − r) เมื่อ |r| < 1 พร้อมที่มาของสูตร… อ่านบทความ → ลำดับและอนุกรม อนุกรมเทย์เลอร์ (อนุกรมเทเลอร์, Taylor Series) คืออะไร ใช้ทำอะไร พร้อมตัวอย่าง อนุกรมเทย์เลอร์ (อนุกรมเทเลอร์) คืออะไร สูตรและตารางอนุกรมแมคลอรินที่ต้องจำ ตัวอย่าง 8 ข้อ: ประมาณค่า กระจายรอบจุดอื่น ใช้กี่พจน์… อ่านบทความ →

ดูบทความทั้งหมดในหมวดลำดับและอนุกรม (7 เรื่อง) → · บทความทั้งหมด