---
title: "การวัดอุณหภูมิ: RTD Pt100 เทอร์โมคัปเปิล เทอร์มิสเตอร์ IC และอินฟราเรด"
url: https://modsengineeringmath.com/learn/sensors-transducers/temperature-sensors/
site: "Mod's Engineering Mathematics (อาจารย์มด)"
language: th
updated: 2026-10-14
---

> การวัดอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรมครบในหน้าเดียว: สมการ Callendar–Van Dusen ของ Pt100 ตาม IEC 60751 การต่อ 2 สาย 3 สาย 4 สาย เกรด AA A B C เทอร์โมคัปเปิลชนิด K J T N E R S B ตาม IEC 60584 และตาราง NIST ITS-90 การชดเชยจุดเย็น (CJC) เทอร์มิสเตอร์ NTC สมการ β และ Steinhart–Hart เซนเซอร์ IC ไพโรมิเตอร์และค่า emissivity พร้อมเครื่องคำนวณและตัวอย่างวิธีทำ

ฉบับ Markdown ของ https://modsengineeringmath.com/learn/sensors-transducers/temperature-sensors/ สำหรับผู้ช่วย AI และเครื่องมือค้นหา สูตรเขียนเป็น LaTeX ($…$ และ $$…$$) แล็บโต้ตอบและรูปมีเฉพาะในหน้าเว็บ

# การวัดอุณหภูมิ: RTD Pt100 เทอร์โมคัปเปิล เทอร์มิสเตอร์ IC และอินฟราเรด

// บทที่ 20.7 · Sensors & Transducers · Temperature Measurement


อุณหภูมิเป็นปริมาณที่วัดบ่อยที่สุดในโรงงาน หน้านี้อธิบายเซนเซอร์ห้าตระกูลจากฟิสิกส์ของมัน ไปจนถึงสมการในมาตรฐานที่ทรานสมิตเตอร์ใช้จริง ตัวเลขทุกตัวในตัวอย่างคำนวณจากสมการ IEC 60751 และตารางอ้างอิง NIST ITS-90 แบบเดียวกับเครื่องคำนวณในหน้านี้

สรุปใน 30 วินาที

- Pt100: $R(t) = R_0(1 + At + Bt^2)$ สำหรับ $t \ge 0$ · ≈ 0.385 Ω/°C · เกรด A ±(0.15 + 0.002|t|) °C

- ต่อ 2 สายแล้วสายรวม 3.5 Ω → อ่านสูงไป ≈ 9 °C · ใช้ 3 สายหรือ 4 สาย หรือ Pt1000

- เทอร์โมคัปเปิลวัด ผลต่าง อุณหภูมิ: $E(T_h) = E_\text{วัด} + E(T_{cj})$ แล้วจึงแปลงเป็น °C

- NTC ไวมาก (≈ −4 %/°C) แต่ไม่เชิงเส้น · IR ต้องตั้ง emissivity ให้ถูก

## เลือกเซนเซอร์อุณหภูมิ: ห้าตระกูลหลัก พื้นฐาน

ทุกตระกูลอาศัยปรากฏการณ์ต่างกัน จึงเด่นคนละด้าน คำถามแรกของการเลือกไม่ใช่ "ตัวไหนแม่นที่สุด" แต่คือ ช่วงอุณหภูมิ ความแม่นที่ต้องการจริง และ สภาพติดตั้ง (สัมผัสได้หรือไม่ ต้องตอบสนองเร็วแค่ไหน)

| ชนิด | หลักการ | ช่วงใช้งานโดยทั่วไป | ความแม่นทั่วไป | จุดเด่น · ข้อจำกัด | มาตรฐาน |

| RTD (Pt100, Pt1000) | ความต้านทานโลหะเพิ่มตามอุณหภูมิ | −200 … 600 °C | ±0.1 … ±0.5 °C | แม่น เสถียร ใกล้เชิงเส้น · ต้องมีกระแสกระตุ้น ระวังสายต่อ | IEC 60751 |

| เทอร์โมคัปเปิล | แรงเคลื่อนไฟฟ้า Seebeck | −200 … 1700 °C (ตามชนิด) | ±1 … ±2.5 °C หรือ 0.4–0.75 % ของค่า | ทนร้อน เร็ว ถูก ไม่ต้องกระตุ้น · สัญญาณ µV ต้อง CJC | IEC 60584 |

| เทอร์มิสเตอร์ NTC | ความต้านทานเซรามิกลดลงแบบเอกซ์โพเนนเชียล | −50 … 150 °C | ±0.1 … ±1 °C | ไวมาก ถูก เล็ก · ไม่เชิงเส้น ช่วงแคบ | สเปกผู้ผลิต |

| เซนเซอร์ IC | แรงดัน VBE ของรอยต่อ PN (PTAT) | −55 … 150 °C | ±0.1 … ±2 °C | เอาต์พุตแอนะล็อก/ดิจิทัลพร้อมใช้ · ช่วงจำกัด วัดอุณหภูมิของตัวชิปเอง | สเปกผู้ผลิต |

| อินฟราเรด (ไพโรมิเตอร์) | รังสีความร้อน (Stefan–Boltzmann) | −50 … 3000 °C | ±1 … ±2 % ของค่า | ไม่สัมผัส วัดของเคลื่อนที่ · ขึ้นกับ emissivity และพื้นผิว | VDI/VDE 3511, ASTM E1256 |

รูป 1 · เส้นโค้งจริงของสามตระกูล คำนวณจาก IEC 60751, สมการ β และตาราง NIST ชนิด K

## RTD Pt100: สมการ Callendar–Van Dusen และ IEC 60751 พื้นฐาน

แพลตตินัมถูกเลือกเพราะเฉื่อยทางเคมี เส้นโค้งทำซ้ำได้ดีมาก และใช้เป็นเครื่องมือประมาณค่าใน ITS-90 เอง ค.ศ. 1871 William Siemens เสนอเทอร์โมมิเตอร์ความต้านทานแพลตตินัม ต่อมา H. L. Callendar (1887) และ M. S. Van Dusen (1925) ได้สมการที่ใช้กันจนถึงปัจจุบัน IEC 60751 กำหนดค่าคงตัวสำหรับเซนเซอร์อุตสาหกรรมไว้ชุดเดียวกันทั่วโลก

T1 Callendar–Van Dusen (IEC 60751) ความต้านทานของ Pt100

$$R(t) = R_0\left[1 + At + Bt^2 + C(t-100)\,t^3\right] \qquad C = 0 \text{ เมื่อ } t \ge 0\,^\circ\text{C}$$

$$A = 3.9083\times10^{-3},\quad B = -5.775\times10^{-7},\quad C = -4.183\times10^{-12}$$

T2 Mean temperature coefficient สัมประสิทธิ์อุณหภูมิเฉลี่ย α

$$\alpha = \frac{R_{100} - R_0}{100\,R_0} = 0.003\,85\ ^\circ\text{C}^{-1} \quad (R_{100} = 138.5055\ \Omega)$$

T3 Inverse for t ≥ 0 °C แปลงความต้านทานกลับเป็นอุณหภูมิ

$$t = \frac{-A + \sqrt{A^2 - 4B\left(1 - R/R_0\right)}}{2B}$$

ต่ำกว่า 0 °C ต้องแก้สมการกำลังสี่ด้วยวิธีเชิงตัวเลข (Newton) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรานสมิตเตอร์ทำ ส่วนเครื่องวัดราคาถูกบางรุ่นใช้ตารางหรือ "α = 0.00385 เชิงเส้น" แทน ซึ่งคลาดได้หลายองศาที่ปลายช่วง

ตัวอย่าง T-1

### Pt100 ที่ 150 °C ต่อสองสาย สาย 0.5 mm² ยาว 50 m

- T1: $R = 100[1 + 3.9083\times10^{-3}(150) - 5.775\times10^{-7}(150)^2] = 157.325\ \Omega$

- ความต้านทานสายต่อเส้น $R_L = \rho L/A = 0.0175 \times 50 / 0.5 = 1.75\ \Omega$ ต่อสองสายรวม $3.5\ \Omega$ → เครื่องเห็น $160.825\ \Omega$

- T3 กลับเป็นอุณหภูมิ: $t = 159.38\ ^\circ\text{C}$ — อ่านสูงไป 9.4 °C (ความไว ณ จุดนี้ 0.3735 Ω/°C)

- ถ้าเปลี่ยนเป็น Pt1000 สายเท่าเดิมคลาดเพียง 0.94 °C เพราะความต้านทานของเซนเซอร์สูงขึ้น 10 เท่า ขณะที่สายเท่าเดิม

รูป 2 · การต่อ RTD สามแบบ งานกระบวนการนิยม 3 สาย งานห้องแล็บและการสอบเทียบใช้ 4 สาย

T4 IEC 60751 tolerance classes พิกัดความคลาดเคลื่อน

$$\begin{aligned} \text{AA: }& \pm(0.1 + 0.0017|t|) & \text{A: }& \pm(0.15 + 0.002|t|) \\ \text{B: }& \pm(0.3 + 0.005|t|) & \text{C: }& \pm(0.6 + 0.01|t|)\ ^\circ\text{C} \end{aligned}$$

ช่วงอุณหภูมิที่แต่ละเกรดใช้ได้ต่างกันระหว่างแบบขดลวด (wire-wound) กับแบบฟิล์มบาง (thin film) ให้ดูจากดาต้าชีตของเซนเซอร์จริง เกรดคือ "ความคลาดที่ยอมได้ของเซนเซอร์เปล่า" ยังไม่รวมทรานสมิตเตอร์และสายต่อ ที่ 150 °C เกรด A ยอม ±0.45 °C ขณะที่ความผิดพลาดจากสองสายในตัวอย่าง T-1 ใหญ่กว่าถึง 20 เท่า

T5 Self-heating ความคลาดจากการร้อนตัวเอง

$$\Delta T = \frac{P}{E} = \frac{I^2 R}{E} \qquad E = \text{ค่าคงตัวการระบายความร้อน (mW/°C)}$$

กระแสกระตุ้น 1 mA ใน Pt100 ที่ 157 Ω สร้างความร้อน 0.157 mW ถ้าเซนเซอร์อยู่ในอากาศนิ่งซึ่ง E อาจเหลือไม่กี่ mW/°C ความคลาดจะเป็นหลักสิบขององศา ในของเหลวไหลผลนี้เล็กลงมาก — เหตุที่ทรานสมิตเตอร์ใช้กระแสเพียงระดับ 0.1–1 mA หรือกระแสแบบพัลส์

## เทอร์โมคัปเปิล: ปรากฏการณ์ Seebeck และตาราง NIST ITS-90 กลาง

ค.ศ. 1821 Thomas Johann Seebeck ในเบอร์ลินพบว่าวงจรของโลหะสองชนิดที่รอยต่อทั้งสองมีอุณหภูมิต่างกันจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า ความเข้าใจที่ถูกคือ แรงดันเกิดตามความยาวของลวดที่มีเกรเดียนต์อุณหภูมิ ไม่ได้เกิดที่จุดรอยต่อ ผลที่ตามมาคือส่วนของลวดที่ผ่านบริเวณร้อน–เย็นต้องเป็นวัสดุเนื้อเดียวและไม่เสื่อม ไม่เช่นนั้นค่าจะเพี้ยนแม้รอยต่อจะดี

T6 Seebeck emf แรงเคลื่อนไฟฟ้าของเทอร์โมคัปเปิล

$$E = \int_{T_{cj}}^{T_h} \left[S_A(T) - S_B(T)\right] dT \;\approx\; S_{AB}\,(T_h - T_{cj})$$

T7 Law of intermediate temperatures กฎอุณหภูมิกลาง

$$E(T_1, T_3) = E(T_1, T_2) + E(T_2, T_3)$$

กฎข้อนี้คือเหตุผลที่ตารางอ้างอิงทุกฉบับใช้จุดอ้างอิง 0 °C ได้ และคือพื้นฐานของการชดเชยจุดเย็น อีกกฎที่สำคัญคือ กฎโลหะกลาง: แทรกโลหะชนิดที่สาม (เช่น ขั้วทองแดง) ได้โดยไม่เปลี่ยนแรงดัน ถ้ารอยต่อทั้งสองข้างของโลหะนั้นอุณหภูมิเท่ากัน

ชนิดเทอร์โมคัปเปิลตาม IEC 60584-1 (ความไวคำนวณจากตาราง NIST ที่ 100 °C, สีตาม IEC 60584-3: ขาลบเป็นสีขาว)

| ชนิด | วัสดุ (+/−) | ช่วงตาราง (°C) | ความไวที่ 100 °C | สีขาบวก | ใช้งาน |

| K | NiCr / NiAl | −270 … 1372 | 41.4 µV/°C | เขียว | ทั่วไป ใช้มากที่สุด ระวัง green rot และ short-range order 250–550 °C |

| J | Fe / CuNi | −210 … 1200 | 54.4 µV/°C | ดำ | บรรยากาศรีดิวซ์ ไม่เกินราว 750 °C (เหล็กเกิดสนิม) |

| T | Cu / CuNi | −270 … 400 | 46.8 µV/°C | น้ำตาล | อุณหภูมิต่ำ ห้องเย็น อาหาร |

| N | NiCrSi / NiSi | −270 … 1300 | 29.6 µV/°C | ชมพู | ทดแทน K ที่อุณหภูมิสูง เสถียรกว่า |

| E | NiCr / CuNi | −270 … 1000 | 67.5 µV/°C | ม่วง | ความไวสูงสุด อุณหภูมิต่ำ–ปานกลาง |

| R · S | PtRh / Pt | −50 … 1768 | 7.5 · 7.3 µV/°C | ส้ม | โลหะมีค่า เตาหลอม แก้ว ห้องแล็บ |

| B | Pt30Rh / Pt6Rh | 0 … 1820 | 0.9 µV/°C | เทา | สูงถึงราว 1700 °C แรงดันเกือบศูนย์ใต้ 50 °C จึงไม่ต้อง CJC มากนัก |

มาตรฐานสหรัฐฯ (ANSI/ASTM) ใช้รหัสสีต่างออกไป ขาลบเป็นสีแดงเสมอ เช่น ชนิด K ขาบวกสีเหลือง — ดูรหัสสีบนสายก่อนต่อเสมอ ไม่ควรเดาจากประเทศของผู้ผลิต

T8 IEC 60584-1 tolerance, types K and N พิกัดความคลาดชนิด K, N

$$\text{Class 1: } \pm\max(1.5\ ^\circ\text{C},\ 0.004|t|) \qquad \text{Class 2: } \pm\max(2.5\ ^\circ\text{C},\ 0.0075|t|)$$

## การชดเชยจุดเย็น (CJC) กลาง

รูป 3 · จุดที่ลวดเทอร์โมคัปเปิลพบขั้วทองแดงคือรอยต่อเย็น ทรานสมิตเตอร์วัดอุณหภูมิตรงนั้นด้วยเซนเซอร์อีกตัว

T9 Cold-junction compensation ชดเชยจุดเย็น

$$E(T_h, 0) = E_\text{วัด}(T_h, T_{cj}) + E(T_{cj}, 0) \;\;\Rightarrow\;\; T_h = E^{-1}\!\left[E_\text{วัด} + E(T_{cj})\right]$$

ตัวอย่าง T-2

### ชนิด K วัดได้ 18.516 mV ขั้วต่ออยู่ที่ 30 °C

- จากตาราง NIST: $E(30\ ^\circ\text{C}) = 1.2033\ \text{mV}$

- T9: $E(T_h) = 18.516 + 1.2033 = 19.7193\ \text{mV}$

- แปลงกลับ: $T_h = 478.3\ ^\circ\text{C}$

- เทียบความผิดสองแบบ: ลืมชดเชยได้ 450.0 °C (ต่ำไป 28 °C) · บวก 30 °C เข้าไปตรง ๆ ได้ 480.0 °C (สูงไป 1.7 °C เพราะความไวที่ 30 °C ไม่เท่ากับที่ 478 °C)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในหน้างาน: ใช้สายทองแดงธรรมดาต่อจากหัวเซนเซอร์มาที่ตู้ ทำให้ "รอยต่อเย็น" ย้ายไปอยู่ที่หัวเซนเซอร์ซึ่งร้อน แต่ CJC วัดที่ตู้ ผลคือค่าคลาดเท่ากับผลต่างอุณหภูมิระหว่างสองจุดนั้น วิธีแก้คือใช้ สายต่อ (extension) หรือสายชดเชย (compensating) ชนิดตรงกับเทอร์โมคัปเปิล ตลอดเส้นทาง หรือติดทรานสมิตเตอร์ที่หัวเซนเซอร์แล้วส่ง 4–20 mA

## เทอร์มิสเตอร์ NTC: สมการ β และ Steinhart–Hart กลาง

NTC ทำจากออกไซด์โลหะ (Mn, Ni, Co) ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำ จำนวนพาหะประจุเพิ่มแบบเอกซ์โพเนนเชียลตามอุณหภูมิ ความต้านทานจึงลดลงเร็วมาก ใช้แพร่หลายในแบตเตอรี่ แอร์ ตู้เย็น อุปกรณ์การแพทย์ และวงจรป้องกันความร้อนของคอนเวอร์เตอร์ ส่วน PTC แบบสวิตชิ่งใช้เป็นตัวตัดกระแสเกินและป้องกันความร้อนในขดลวดมอเตอร์

T10 β model แบบจำลองบีตา

$$R(T) = R_{25}\,\exp\!\left[\beta\left(\frac{1}{T} - \frac{1}{298.15}\right)\right] \qquad T \text{ เป็นเคลวิน} \qquad \alpha = -\frac{\beta}{T^2}$$

T11 Steinhart–Hart (1968) สมการสามพารามิเตอร์

$$\frac{1}{T} = a + b\ln R + c\,(\ln R)^3$$

แบบ β ใช้ได้ดีในช่วงแคบ ส่วน Steinhart–Hart หาค่า a, b, c จากการวัดสามจุดและแม่นระดับ ±0.01–0.02 °C ตลอดช่วงกว้างหลายสิบองศา

ตัวอย่าง T-3

### NTC 10 kΩ β = 3950 ในวงจรแบ่งแรงดัน 3.3 V กับ 10 kΩ ที่ 60 °C

- T10: $R = 10\,000\exp[3950(1/333.15 - 1/298.15)] = 2486\ \Omega$

- $V_\text{out} = 3.3 \times 2486/(2486 + 10\,000) = 0.657\ \text{V}$ → ADC 12 บิตอ่านได้ 815

- $\alpha = -3950/333.15^2 = -3.56\ \%/^\circ\text{C}$ — เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อองศา ไวกว่า Pt100 ราว 10 เท่า

## เซนเซอร์ IC และเซนเซอร์ดิจิทัล กลาง

ทรานซิสเตอร์สองตัวที่ทำงานที่ความหนาแน่นกระแสต่างกันให้ผลต่างแรงดัน VBE ที่แปรตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ (PTAT) อย่างแม่นยำ หลักการเดียวกันนี้อยู่ในเซนเซอร์อุณหภูมิของไมโครคอนโทรลเลอร์ แบตเตอรี่แพ็ก และชิปวัดอุณหภูมิแบบดิจิทัล

T12 PTAT voltage แรงดันแปรตามอุณหภูมิสัมบูรณ์

$$\Delta V_{BE} = \frac{kT}{q}\ln N \qquad N = \text{อัตราส่วนความหนาแน่นกระแส}$$

ที่ 300 K กับ N = 8 ได้ $\Delta V_{BE} = 25.85\ \text{mV} \times \ln 8 = 53.8\ \text{mV}$ วงจรภายในขยายและชดเชยแล้วส่งออกเป็นแรงดันเชิงเส้น เช่น 10 mV/°C หรือส่งค่าดิจิทัลผ่าน I²C, SPI, 1-Wire ข้อควรระวังคือชิปวัด อุณหภูมิของตัวเอง การจับยึดความร้อนกับวัตถุและความร้อนจากแผงวงจรจึงสำคัญกว่าตัวเลขความแม่นในดาต้าชีต

## วัดแบบไม่สัมผัส: อินฟราเรดและ emissivity ขั้นสูง

T13 Stefan–Boltzmann รังสีจากพื้นผิว

$$M = \varepsilon\,\sigma\,T^4 \qquad \sigma = 5.670\times10^{-8}\ \text{W m}^{-2}\text{K}^{-4}$$

T14 Wien's displacement law ความยาวคลื่นที่รังสีสูงสุด

$$\lambda_\text{max} = \frac{2898\ \mu\text{m}\cdot\text{K}}{T}$$

วัตถุ 100 °C ให้รังสีสูงสุดที่ 7.8 µm ไพโรมิเตอร์และกล้องถ่ายภาพความร้อนสำหรับอุณหภูมิต่ำจึงทำงานในแถบ 8–14 µm ซึ่งบรรยากาศโปร่งใส ส่วนโลหะร้อนจัดวัดที่ความยาวคลื่นสั้น (เช่น 1 µm) ซึ่งผลของ emissivity ต่ออุณหภูมิที่อ่านได้น้อยกว่า

ตัวอย่าง T-4

### วัตถุ 100 °C ε = 0.95 แต่ตั้งเครื่องไว้ ε = 1.00 ห้อง 25 °C

- ถ้าไม่มีรังสีสะท้อน: $T_m = T\varepsilon^{1/4} = 373.15 \times 0.95^{1/4} = 368.4\ \text{K} = 95.2\ ^\circ\text{C}$

- รวมรังสีจากห้องที่สะท้อนออกมา $(1-\varepsilon)$: $T_m^4 = 0.95(373.15)^4 + 0.05(298.15)^4$ → $T_m = 97.2\ ^\circ\text{C}$

- สรุป: ตั้ง ε ผิดเพียง 5 % ทำให้อ่านต่ำไป ≈ 3 °C และโลหะเงาซึ่ง ε อาจต่ำกว่า 0.2 อ่านผิดหลายสิบองศา ทางแก้คือติดเทปหรือพ่นสีที่รู้ค่า ε ก่อนวัด

## ติดตั้งให้วัดได้จริง: ปลอก thermowell เวลาตอบสนอง และทรานสมิตเตอร์ กลาง

- ความลึกการจุ่ม: ความร้อนรั่วตามปลอกขึ้นสู่หัว (stem conduction) ทำให้ปลายอุ่นน้อยกว่าของเหลว แนวทางทั่วไปคือจุ่มอย่างน้อยประมาณ 10 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางปลอกบวกความยาวส่วนรับรู้ ทดสอบได้ด้วยการดึงขึ้นทีละน้อยแล้วดูว่าค่าเปลี่ยนหรือไม่

- เวลาตอบสนอง: เซนเซอร์ในปลอกเป็นระบบอันดับหนึ่งโดยประมาณ ค่าคงตัวเวลาหลายวินาทีถึงหลายสิบวินาที ลูปควบคุมอุณหภูมิต้องรวม τ นี้ในการจูน (ดู หลักการเบื้องต้น และ ระบบอันดับหนึ่ง) ปลอกยังต้องตรวจความแข็งแรงต่อการสั่นจากกระแสวนตามแนวทาง ASME PTC 19.3 TW

- ทรานสมิตเตอร์หัวเซนเซอร์: แปลง RTD/TC เป็น 4–20 mA ที่หัวเซนเซอร์ ตัดปัญหาสายต่อและสัญญาณรบกวน รุ่นใหม่รับค่าคงตัว CVD เฉพาะตัวจากใบสอบเทียบ (sensor matching) ทำให้ความแม่นทั้งระบบดีกว่าเกรดของเซนเซอร์มาก

- เซนเซอร์คู่ (dual element): ใช้เปรียบเทียบกันเพื่อตรวจการ drift และสลับไปตัวสำรองเมื่อตัวหลักขาด ซึ่งพบในงานที่ต้องการความพร้อมใช้สูง

ต่อไป: การวัดความดัน · ทบทวนสัญญาณที่ทรานสมิตเตอร์ส่งออกที่ 4–20 mA และ HART

## แหล่งอ้างอิง

- IEC 60751:2022 Industrial platinum resistance thermometers and platinum temperature sensors

- IEC 60584-1:2013 Thermocouples — Part 1: EMF specifications and tolerances · IEC 60584-3 Extension and compensating cables

- NIST Standard Reference Database 60: ITS-90 Thermocouple Database

- BIPM CCT — Guides to Thermometry (ITS-90)

- Steinhart, J. S. & Hart, S. R. (1968) Calibration curves for thermistors, Deep-Sea Research 15, 497–503

## คำถามที่พบบ่อย

Pt100 กับเทอร์โมคัปเปิลต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน?
Pt100 (RTD) เปลี่ยนความต้านทานตามอุณหภูมิ แม่นและเสถียรกว่า (เกรด A ±0.15 °C ที่ 0 °C) เหมาะกับช่วงประมาณ −200 ถึง 600 °C ส่วนเทอร์โมคัปเปิลสร้างแรงดันเองจากปรากฏการณ์ Seebeck ทนอุณหภูมิสูงกว่า (ชนิด K ถึงราว 1260 °C, ชนิด B ถึง 1700 °C) ตอบสนองเร็วและถูกกว่า แต่แม่นน้อยกว่าและต้องชดเชยจุดเย็น งานกระบวนการทั่วไปต่ำกว่า 400 °C นิยม Pt100 งานเตาและเผาไหม้ใช้เทอร์โมคัปเปิล

ทำไม Pt100 ต้องต่อ 3 สายหรือ 4 สาย?
เพราะความต้านทานของสายต่อบวกเข้าไปในค่าที่วัด Pt100 เปลี่ยนเพียงประมาณ 0.385 Ω ต่อ °C สายที่มีความต้านทานรวม 3.5 Ω จะทำให้อ่านสูงไปราว 9 °C การต่อ 3 สายชดเชยได้เมื่อสายทุกเส้นมีความต้านทานเท่ากัน ส่วน 4 สายตัดผลของสายออกทั้งหมดเพราะสายวัดแรงดันไม่มีกระแสไหล

การชดเชยจุดเย็น (CJC) คืออะไร?
เทอร์โมคัปเปิลวัดผลต่างอุณหภูมิระหว่างรอยต่อร้อนกับจุดที่สายต่อเข้ากับขั้วทองแดง (รอยต่อเย็น) เครื่องวัดจึงต้องวัดอุณหภูมิที่ขั้วต่อ แปลงเป็นแรงดันจากตาราง แล้วบวกกับแรงดันที่วัดได้ก่อนแปลงกลับเป็นอุณหภูมิ ต้องบวกในโดเมนแรงดัน ไม่ใช่บวกอุณหภูมิตรง ๆ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

**Pt100 กับเทอร์โมคัปเปิลต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน?**
Pt100 (RTD) เปลี่ยนความต้านทานตามอุณหภูมิ แม่นและเสถียรกว่า (เกรด A ±0.15 °C ที่ 0 °C) เหมาะกับช่วงประมาณ −200 ถึง 600 °C ส่วนเทอร์โมคัปเปิลสร้างแรงดันเองจากปรากฏการณ์ Seebeck ทนอุณหภูมิสูงกว่า (ชนิด K ถึงราว 1260 °C, ชนิด B ถึง 1700 °C) ตอบสนองเร็วและถูกกว่า แต่แม่นน้อยกว่าและต้องชดเชยจุดเย็น งานกระบวนการทั่วไปต่ำกว่า 400 °C นิยม Pt100 งานเตาและเผาไหม้ใช้เทอร์โมคัปเปิล

**ทำไม Pt100 ต้องต่อ 3 สายหรือ 4 สาย?**
เพราะความต้านทานของสายต่อบวกเข้าไปในค่าที่วัด Pt100 เปลี่ยนเพียงประมาณ 0.385 Ω ต่อ °C สายที่มีความต้านทานรวม 3.5 Ω จะทำให้อ่านสูงไปราว 9 °C การต่อ 3 สายชดเชยได้เมื่อสายทุกเส้นมีความต้านทานเท่ากัน ส่วน 4 สายตัดผลของสายออกทั้งหมดเพราะสายวัดแรงดันไม่มีกระแสไหล

**การชดเชยจุดเย็น (CJC) คืออะไร?**
เทอร์โมคัปเปิลวัดผลต่างอุณหภูมิระหว่างรอยต่อร้อนกับจุดที่สายต่อเข้ากับขั้วทองแดง (รอยต่อเย็น) เครื่องวัดจึงต้องวัดอุณหภูมิที่ขั้วต่อ แปลงเป็นแรงดันจากตาราง แล้วบวกกับแรงดันที่วัดได้ก่อนแปลงกลับเป็นอุณหภูมิ ต้องบวกในโดเมนแรงดัน ไม่ใช่บวกอุณหภูมิตรง ๆ
