---
title: "เครื่องกำเนิดสัญญาณ (Function Generator): ปุ่ม เอาต์พุต 50 Ω มอดูเลชัน และ DDS"
url: https://modsengineeringmath.com/learn/function-generator/generator/
site: "Mod's Engineering Mathematics (อาจารย์มด)"
language: th
updated: 2026-10-12
---

> คู่มือเครื่องกำเนิดสัญญาณภาษาไทยครบทุกปุ่ม: ตั้งความถี่ แอมพลิจูด ออฟเซต ดิวตี้ สมมาตร ความต้านทานขาออก 50 Ω ทำไมสโคปแสดงค่าเป็นสองเท่า การตั้ง Load High-Z กับ 50 Ω AM FM PWM Sweep Burst ขั้ว Sync และหลักการ DDS พร้อมสูตร ตัวอย่าง และเครื่องจำลองให้ลองหมุนเอง

ฉบับ Markdown ของ https://modsengineeringmath.com/learn/function-generator/generator/ สำหรับผู้ช่วย AI และเครื่องมือค้นหา สูตรเขียนเป็น LaTeX ($…$ และ $$…$$) แล็บโต้ตอบและรูปมีเฉพาะในหน้าเว็บ

# เครื่องกำเนิดสัญญาณ (Function Generator): ปุ่ม เอาต์พุต 50 Ω มอดูเลชัน และ DDS

// บทที่ 12.2 · แล็บ FG + สโคป · Function Generator


เครื่องกำเนิดสัญญาณคือแหล่งจ่ายแรงดันที่เราสั่งรูปร่างได้ ใช้ป้อนสัญญาณทดสอบเข้าวงจรเพื่อดูว่าวงจรตอบสนองอย่างไร หน้านี้อธิบายทุกปุ่มตั้งแต่ตั้งความถี่ไปจนถึงเรื่องที่คนงงมากที่สุด คือทำไมค่าบนจอสโคปไม่ตรงกับค่าที่ตั้ง แล้วต่อด้วยมอดูเลชัน กวาดความถี่ เบิสต์ และหลักการ DDS ที่อยู่ข้างในเครื่อง สูตรใช้รหัส V

สรุปใน 30 วินาที

- ขาออกคือแหล่ง $e$ อนุกรมกับ 50 Ω แรงดันที่โหลดเห็น $= e\,R_L/(R_L + 50)$

- Load = High-Z: ค่าที่ตั้งตรงกับที่สโคป 1 MΩ วัดได้ · Load = 50 Ω: ต้องมีโหลด 50 Ω จริง ไม่อย่างนั้นได้สองเท่า

- |Offset| + Vpp/2 ต้องไม่เกิน 10 V (High-Z) หรือ 5 V (50 Ω)

- ภาพไม่นิ่งเพราะสัญญาณซับซ้อน ให้ต่อ SYNC เข้า EXT TRIG ของสโคป

ระดับพื้นฐาน ม.ปลาย · ปวส. · ปี 1กลาง ป.ตรี วิศวกรรมขั้นสูง ป.โท · งานวิจัย

## ปุ่มบนแผงหน้าเครื่อง พื้นฐาน

เครื่องทุกยี่ห้อ ทั้ง Rigol, Siglent, Keysight, GW Instek หรือ Tektronix ใช้ลำดับการตั้งค่าแบบเดียวกัน: เลือกรูปคลื่น เลือกพารามิเตอร์ที่จะแก้ ใส่ค่า แล้วกด OUTPUT ให้ขั้วจ่ายสัญญาณจริง หลายคนลืมขั้นสุดท้าย ไฟ OUTPUT ไม่ติดก็ไม่มีสัญญาณออก

แผงหน้าแบบทั่วไป: เลือกรูปคลื่น → เลือกพารามิเตอร์ → ใส่ค่าด้วยแป้นหรือปุ่มหมุน → กด OUTPUT ON

| ปุ่ม / เมนู | หน้าที่ | ข้อควรรู้ |

| Sine, Square, Ramp, Pulse | เลือกรูปคลื่นหลัก | ความถี่สูงสุดของแต่ละรูปไม่เท่ากัน Ramp มักได้แค่ราว 1 MHz |

| Noise | สัญญาณสุ่มแบบเกาส์ | ใช้ทดสอบความทนนอยส์ของวงจร หรือหาผลตอบสนองแบบสุ่ม |

| Arb | รูปคลื่นที่ผู้ใช้วาดหรือเลือกจากคลัง | ความถี่สูงสุดขึ้นกับจำนวนจุดและอัตรา DAC |

| Freq / Period | ความถี่หรือคาบ | ใส่อย่างใดอย่างหนึ่ง เครื่องคำนวณอีกค่าให้ W1 |

| Ampl / High Level | แอมพลิจูดเป็น Vpp, Vrms หรือ dBm | หรือกำหนดเป็นระดับสูงต่ำโดยตรง เหมาะกับลอจิก |

| Offset / Low Level | ระดับ DC ที่บวกเข้าไป | มีขีดจำกัดร่วมกับแอมพลิจูด V5 |

| Phase | เลื่อนเฟสเริ่มต้น | มีผลเมื่อเทียบกับ SYNC หรือกับอีกช่องของเครื่องสองช่อง |

| Duty / Symmetry / Width | ดิวตี้ของสี่เหลี่ยม สมมาตรของแรมป์ ความกว้างพัลส์ | แรมป์สมมาตร 50 % คือสามเหลี่ยม 100 % คือฟันเลื่อยขาขึ้น |

| Lead / Trail Edge | เวลาขอบขึ้นลงของพัลส์ | ทดสอบวงจรที่ไวต่อขอบช้า เช่น ลอจิก CMOS |

| Mod / Sweep / Burst | มอดูเลต กวาดความถี่ ปล่อยเป็นชุด | ดูหัวข้อด้านล่าง |

| Utility → Load | บอกเครื่องว่าโหลดเป็น 50 Ω หรือ High-Z | ต้นเหตุของค่าที่ไม่ตรงอันดับหนึ่ง V2 |

| OUTPUT ON/OFF | ต่อหรือตัดรีเลย์ขาออก | ปิดก่อนต่อหรือถอดวงจรเสมอ |

| SYNC | พัลส์ลอจิกตรงกับคาบหรือจุดเริ่มกวาด | ต่อเข้า EXT TRIG ของสโคปเพื่อภาพนิ่ง |

V6 Pulse width and ramp symmetry ความกว้างพัลส์และสมมาตรของแรมป์

$$W = D\,T, \qquad S = \frac{t_{rise}}{T}\times 100\%$$

$S = 50\%$ ได้สามเหลี่ยม $S = 100\%$ ได้ฟันเลื่อยขาขึ้น $S = 0\%$ ได้ฟันเลื่อยขาลง

V7 Edge time and bandwidth เวลาขอบกับแบนด์วิดท์

$$t_{r} \approx \frac{0.35}{f_{BW}}$$

ขอบ 8 ns ต้องใช้แบนด์วิดท์ราว 44 MHz เครื่อง 25 MHz จึงทำคลื่นสี่เหลี่ยมได้คมที่สุดราว 8–10 ns

## ความต้านทานขาออก 50 Ω และการตั้ง Load พื้นฐาน

ภายในเครื่องมีตัวต้านทาน 50 Ω อนุกรมอยู่ที่ขั้วขาออกเสมอ เพื่อให้แมตช์กับสายโคแอกซ์ 50 Ω และกันขาออกเสียเมื่อลัดวงจร ผลคือแรงดันที่ขั้วขึ้นกับโหลด ถ้าโหลดเป็น 50 Ω พอดี แรงดันจะเหลือครึ่งหนึ่งของแรงดันภายใน เครื่องจึงต้องถามว่าเราจะต่อโหลดอะไร (Utility → Load) แล้วชดเชยให้ค่าบนจอตรงกับโหลดที่บอกไว้

ขาออกของเครื่องกำเนิดสัญญาณคือแหล่งแรงดัน $e$ อนุกรมกับ 50 Ω แรงดันที่โหลดเห็นจึงขึ้นกับ $R_L$

V1 Output model (Thévenin) แบบจำลองขาออก

$$v_{out} = e - R_s\,i, \qquad R_s = 50\ \Omega$$

V2 Internal emf from the setting แรงดันภายในจากค่าที่ตั้ง

$$e = k\,V_{set},\quad k = \begin{cases} 1 & \text{High-Z} \\ 2 & 50\ \Omega \end{cases}$$

V4 Voltage across any load แรงดันจริงบนโหลด

$$V_L = k\,V_{set}\,\frac{R_L}{R_L + 50}$$

ตั้ง 50 Ω + โหลด 50 Ω → ตรง · ตั้ง High-Z + โหลด 1 MΩ → ตรง · ตั้ง 50 Ω + โหลด 1 MΩ → เกือบ 2 เท่า · ตั้ง High-Z + โหลด 50 Ω → ครึ่งเดียว

V3 Measuring output resistance วัดความต้านทานขาออก

$$R_s = R_L\left(\frac{V_{open}}{V_L} - 1\right)$$

วัดแรงดันตอนเปิดวงจรและตอนต่อ $R_L$ ที่รู้ค่า ใช้ได้กับแหล่งจ่ายทุกชนิด ไม่เฉพาะเครื่องกำเนิดสัญญาณ

V5 Amplitude + offset limit ขีดจำกัดแอมพลิจูดรวมออฟเซต

$$|V_{DC}| + \tfrac12 V_{pp} \le V_{max}$$

เครื่องทั่วไป $V_{max} = 10$ V ในโหมด High-Z และ 5 V ในโหมด 50 Ω ถ้าเกิน เครื่องจะไม่ยอมรับค่าหรือลดค่าให้

ลองด้วยตัวเอง: สโคปจำลองนี้ต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณ 2 Vpp เข้า CH1 เปลี่ยน Load ที่ตั้งในเครื่อง และเปลี่ยนโหลดจริงที่ต่อ แล้วดู Vpp ที่วัดได้

ตัวอย่าง V-1 · ลืมตั้ง Load

### ตั้ง 1 Vpp โหมด High-Z แล้วต่อเข้าเครื่องขยาย RF ที่อินพุต 50 Ω แรงดันจริงเท่าไร

- โหมด High-Z: $e = V_{set}$ V2

$$e = 1\ \text{Vpp}$$

- แบ่งแรงดันกับ 50 Ω ภายใน V4

$$V_L = 1 \times \frac{50}{50 + 50} = 0.5\ \text{Vpp}$$

ได้แค่ 0.5 Vpp (ต่ำกว่าที่ตั้ง 6 dB) แก้โดยตั้ง Load = 50 Ω

ตัวอย่าง V-2 · โหลดค่ากลาง ๆ

### ตั้ง 2 Vpp โหมด 50 Ω ขับวงจรที่มีอินพุต 1 kΩ ได้แรงดันจริงเท่าไร

- $e = 2 \times 2 = 4$ Vpp V2

- แบ่งแรงดัน V4

$$V_L = 4 \times \frac{1000}{1050} = 3.81\ \text{Vpp}$$

3.81 Vpp ไม่ใช่ 2 Vpp วงจรอินพุตความต้านทานต่ำ ควรวัดแรงดันที่ขาเข้าวงจรจริงด้วยสโคปเสมอ

ตัวอย่าง V-3 · วัดความต้านทานขาออก

### เปิดวงจรวัดได้ 4.00 Vpp ต่อตัวต้านทาน 47 Ω แล้วเหลือ 1.94 Vpp หา $R_s$

- แทนสูตร V3

$$R_s = 47\left(\frac{4.00}{1.94} - 1\right) = 47 \times 1.062 = 49.9\ \Omega$$

$R_s \approx 50\ \Omega$ ตรงตามสเปก ถ้าได้ค่าเพี้ยนมาก อาจเป็นเพราะเปิดโหมดเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ต่ำ หรือขาออกเสีย

## ขั้ว SYNC และการทริกเกอร์สโคป พื้นฐาน

ขั้ว SYNC (บางรุ่นเรียก TTL Out หรือ Trig Out) ให้พัลส์ลอจิก 0/3.3 V หรือ 0/5 V ที่ขอบขึ้นตรงกับจุดเริ่มต้นของแต่ละคาบ ในโหมดมอดูเลชันจะตรงกับคลื่นมอดูเลต ในโหมดกวาดตรงกับจุดเริ่มกวาด และในโหมดเบิสต์ตรงกับจุดเริ่มแต่ละชุด เมื่อนำไปต่อเข้า EXT TRIG ของสโคป ภาพจะล็อกนิ่งเสมอ เพราะสโคปไม่ต้องเดาจากรูปสัญญาณเองอีกต่อไป วิธีนี้สำคัญมากเมื่อสัญญาณที่ปลายวงจรมีนอยส์หรือรูปร่างเปลี่ยนไปมา

ลองในแล็บจำลอง: AM ที่ทริกเกอร์จาก EXT ภาพนิ่ง ลองเปลี่ยนแหล่งทริกเกอร์เป็น CH1 แล้วดูว่าเปลือกเลื่อนไปมาอย่างไร

## AM, FM และ PWM กลาง

มอดูเลชันคือการให้คลื่นช้า (คลื่นมอดูเลต ความถี่ $f_m$) ไปควบคุมพารามิเตอร์ตัวหนึ่งของคลื่นเร็ว (คลื่นพาหะ ความถี่ $f_c$) AM คุมแอมพลิจูด FM คุมความถี่ PWM คุมดิวตี้ เครื่องกำเนิดสัญญาณใช้จำลองสัญญาณวิทยุ ทดสอบวงจรดีมอดูเลเตอร์ หรือทดสอบตัวควบคุมมอเตอร์

V8 Amplitude modulation การมอดูเลตแอมพลิจูด

$$v(t) = A_c\left[1 + m\sin(2\pi f_m t)\right]\sin(2\pi f_c t)$$

V9 Modulation index from the scope ดัชนีมอดูเลชันจากจอ

$$m = \frac{V_{max} - V_{min}}{V_{max} + V_{min}}$$

$V_{max}, V_{min}$ คือยอดถึงยอดของเปลือกช่วงกว้างสุดและแคบสุด $m > 1$ คือมอดูเลตเกิน เปลือกพับ

V10 AM spectrum สเปกตรัมของ AM

$$f_c,\ f_c \pm f_m,\quad A_{SB} = \tfrac{m}{2}A_c,\quad B = 2f_m$$

V11 Frequency modulation, Carson's rule FM และกฎของคาร์สัน

$$f(t) = f_c + \Delta f\sin(2\pi f_m t),\quad \beta = \frac{\Delta f}{f_m}$$

$$B \approx 2(\Delta f + f_m)$$

V12 Pulse-width modulation การมอดูเลตความกว้างพัลส์

$$D(t) = D_0 + \Delta D\sin(2\pi f_m t)$$

ผ่านตัวกรองต่ำผ่านแล้วได้ $V_{avg}(t) = D(t)\,V_H$ กลับมาเป็นคลื่นมอดูเลต ดูงานประยุกต์

AM ที่ $m = 0.5$: วัดยอดถึงยอดของเปลือกช่วงกว้างสุด $V_{max}$ และช่วงแคบสุด $V_{min}$ แล้วแทนสูตร V9

FM: แอมพลิจูดคงที่ แต่ระยะห่างของลูกคลื่นเปลี่ยนตามคลื่นมอดูเลต (เส้นสีฟ้าด้านล่าง)

ตัวอย่าง V-4 · วัด m จากจอ

### เปลือก AM กว้างสุด 3.0 Vpp แคบสุด 1.0 Vpp หาดัชนีมอดูเลชันและขนาดแถบข้าง

- V9

$$m = \frac{3.0 - 1.0}{3.0 + 1.0} = 0.5$$

- พาหะมีค่ายอด $A_c = (3.0 + 1.0)/4 = 1.0$ V แถบข้างแต่ละข้าง V10

$$A_{SB} = \frac{0.5}{2}\times 1.0 = 0.25\ \text{V} \Rightarrow 20\log_{10}0.25 = -12\ \text{dB ต่ำกว่าพาหะ}$$

$m = 0.5$ (50 %) แถบข้างสูง 0.25 V ต่ำกว่าพาหะ 12 dB เปิด พรีเซต AM แล้วลอง FFT

## กวาดความถี่ (Sweep) และเบิสต์ (Burst) กลาง

โหมด Sweep เปลี่ยนความถี่จาก $f_1$ ไป $f_2$ ในเวลา $T_s$ แล้ววนใหม่ ถ้าป้อนเข้าวงจรกรองและให้สโคปทริกเกอร์จาก SYNC จอจะวาดเปลือกที่มีรูปร่างเหมือนกราฟขนาดของผลตอบสนองความถี่ทันที เป็นวิธีหาเรโซแนนซ์ที่เร็วที่สุด โหมด Burst ปล่อยคลื่น $N$ ลูกแล้วหยุด ใช้ทดสอบเซนเซอร์อัลตราโซนิก ลำโพง หรือวงจรที่ต้องดูการตั้งต้นและการหยุด

V13 Linear and logarithmic sweep การกวาดเชิงเส้นและลอการิทึม

$$f_{lin}(t) = f_1 + (f_2 - f_1)\frac{t}{T_s}$$

$$f_{log}(t) = f_1\left(\frac{f_2}{f_1}\right)^{t/T_s}$$

แบบลอการิทึมใช้เวลาเท่ากันต่อหนึ่งดีเคด เหมาะกับการดู Bode

V14 Burst timing เวลาของเบิสต์

$$t_{on} = \frac{N}{f}, \qquad D_{burst} = \frac{N}{f\,T_{burst}}$$

Sweep เปลี่ยนความถี่ตามเวลา Burst ปล่อยคลื่น $N$ ลูกแล้วหยุด ทั้งสองแบบมีพัลส์ SYNC ไว้ทริกเกอร์สโคป

ลองในแล็บจำลอง: กวาด 1–10 kHz เข้าวงจร RLC จะเห็นเปลือกพองตรงความถี่เรโซแนนซ์ 5 kHz · เบิสต์ 3 ลูก

## ข้างในเครื่อง: หลักการ DDS ขั้นสูง

เครื่องรุ่นใหม่ใช้ Direct Digital Synthesis (DDS) แทนออสซิลเลเตอร์แอนะล็อก ตัวสะสมเฟสขนาด $N$ บิตบวกเลข $M$ เข้าไปทุกสัญญาณนาฬิกา บิตบนของเฟสใช้เปิดตารางค่าไซน์ (LUT) ส่งเข้า DAC แล้วผ่านตัวกรองต่ำผ่านเพื่อลบขั้นบันได ความถี่จึงปรับได้ละเอียดมาก และเปลี่ยนความถี่ได้ทันทีโดยเฟสต่อเนื่อง

เครื่องรุ่นใหม่เกือบทุกรุ่นเป็นแบบ DDS: ดิจิทัลสร้างรูปคลื่น แล้วภาคแอนะล็อกขยาย ปรับออฟเซต และลดทอน ก่อนผ่าน 50 Ω ออกขั้ว

DDS: ตัวสะสมเฟสเดินทีละ $M$ ช่องทุกสัญญาณนาฬิกา ยิ่ง $M$ มาก วงล้อยิ่งหมุนเร็ว ความถี่ขาออกจึงเป็นสัดส่วนกับ $M$

V15 DDS output frequency ความถี่ขาออกของ DDS

$$f_{out} = \frac{M\,f_{clk}}{2^N}$$

V16 Frequency resolution ความละเอียดความถี่

$$\Delta f = \frac{f_{clk}}{2^N}$$

AD9833: $25\ \text{MHz}/2^{28} = 0.093$ Hz

V17 Images and sinc roll-off ภาพสะท้อนและการลดทอนแบบ sinc

$$f_{img} = k f_{clk} \pm f_{out}, \quad |H| = \left|\frac{\sin(\pi f/f_{clk})}{\pi f/f_{clk}}\right|$$

ใช้งานจริงไม่เกินราว $0.4\,f_{clk}$ ให้ตัวกรองแยกภาพสะท้อนออกได้

V18 Ideal DAC SNR SNR ของ DAC อุดมคติ

$$\text{SNR} = 6.02\,n + 1.76\ \text{dB}$$

DAC 14 บิต: ประมาณ 86 dB · 10 บิต (AD9833): ประมาณ 62 dB

ตัวอย่าง V-5 · คำนวณเลขปรับความถี่

### DDS นาฬิกา 25 MHz ตัวสะสม 28 บิต ต้องการ 1 kHz ต้องตั้ง M เท่าไร ได้ความถี่จริงเท่าไร

- จัดรูป V15

$$M = \frac{f_{out}\,2^N}{f_{clk}} = \frac{1000 \times 268\,435\,456}{25\,000\,000} = 10\,737.4$$

- ปัดเป็นจำนวนเต็ม $M = 10\,737$

$$f_{out} = \frac{10\,737 \times 25 \times 10^6}{2^{28}} = 999.96\ \text{Hz}$$

$M = 10\,737$ ได้ 999.96 Hz คลาดเคลื่อนไม่เกินครึ่งหนึ่งของ $\Delta f$ V16 ดูวิธีเขียนค่านี้ลง AD9833 ที่หน้า สร้างเครื่องเอง

## อ่านสเปกเครื่องให้เป็น กลาง

| สเปก | ค่าทั่วไป (เครื่อง 25 MHz) | มีผลกับอะไร |

| ช่วงความถี่ไซน์ / สี่เหลี่ยม | 1 µHz – 25 MHz | ความถี่สูงสุดที่ทดสอบได้ |

| อัตรา DAC / ความละเอียด | 125 MSa/s, 14 บิต | ความเรียบของรูปคลื่น Arb และนอยส์ |

| เวลาขาขึ้นคลื่นสี่เหลี่ยม | < 10 ns | ใช้ทดสอบเวลาขาขึ้นของวงจรได้แค่ช้ากว่านี้มาก |

| ความเพี้ยนฮาร์มอนิก (ไซน์) | < −50 dBc | ทดสอบเครื่องขยายเสียงที่ THD ต่ำมากไม่ได้ |

| ความราบเรียบแอมพลิจูด | ±0.2 dB ถึง 10 MHz | แอมพลิจูดคงที่เมื่อกวาดความถี่ |

| ความแม่นยำความถี่ | ±1–2 ppm | ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงตั้งเวลาได้ดีกว่าสโคปส่วนใหญ่ |

| แอมพลิจูด (High-Z) | 2 mVpp – 20 Vpp | ขีดจำกัด V5 |

| ความต้านทานขาออก | 50 Ω | V4 |

ความปลอดภัยของเครื่อง: อย่าต่อขาออกเข้าจุดที่มีแหล่งจ่ายภายนอกอยู่แล้ว เช่น ขาออกของแหล่งจ่ายไฟหรือขั้วแบตเตอรี่ กราวด์ของขั้ว BNC ต่อกับกราวด์สายไฟบ้าน ห้ามคลิปกราวด์ไปแตะจุดที่ไม่ใช่กราวด์ของวงจร และควรใส่ตัวเก็บประจุกั้น DC เมื่อป้อนเข้าลำโพงที่ตั้งออฟเซตไว้

## คำถามที่พบบ่อย

ทำไมตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp แต่สโคปวัดได้ 2 Vpp?
เพราะตั้ง Load ในเครื่องไว้ที่ 50 Ω แต่ต่อเข้าสโคปที่มีอินพุต 1 MΩ เครื่องคิดว่าจะมีโหลด 50 Ω มาแบ่งแรงดันครึ่งหนึ่ง จึงสร้าง emf ภายในเป็นสองเท่า เมื่อไม่มีโหลดมาแบ่ง สโคปจึงเห็นสองเท่า แก้โดยตั้ง Load เป็น High-Z หรือต่อเทอร์มิเนเตอร์ 50 Ω ที่ปลายสาย

High-Z หมายถึงอะไร?
High-Z (high impedance) คือการบอกเครื่องว่าโหลดมีความต้านทานสูงมากเมื่อเทียบกับ 50 Ω เช่น อินพุตสโคป 1 MΩ หรืออินพุตออปแอมป์ เครื่องจะแสดงค่าเท่ากับแรงดันขณะเปิดวงจร ค่าที่ตั้งจึงตรงกับที่สโคปวัดได้

ขั้ว SYNC ใช้ทำอะไร?
ขั้ว SYNC ให้พัลส์ลอจิกที่ตรงกับจุดเริ่มคาบ จุดเริ่มกวาด หรือจุดเริ่มเบิสต์ นำไปต่อเข้าขั้ว EXT TRIG ของสโคปเพื่อให้ภาพนิ่งแม้สัญญาณจะซับซ้อน เช่น AM หรือสัญญาณที่ผ่านวงจรที่มีนอยส์

เครื่องกำเนิดสัญญาณจ่ายกระแสได้เท่าไร?
ไม่มาก เพราะมีความต้านทานขาออก 50 Ω ภายใน ที่ 20 Vpp ลัดวงจรได้กระแสยอดประมาณ 10/50 = 0.2 A และกำลังบนโหลด 50 Ω สูงสุดราว 0.25 W ถ้าต้องขับลำโพงหรือขดลวด ให้ต่อผ่านภาคขยายกำลัง

มด

อาจารย์มด · ธีรวุฒิ แสวงบุญ
อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ · ดูโปรไฟล์

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

**ทำไมตั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณ 1 Vpp แต่สโคปวัดได้ 2 Vpp?**
เพราะตั้ง Load ในเครื่องไว้ที่ 50 Ω แต่ต่อเข้าสโคปที่มีอินพุต 1 MΩ เครื่องคิดว่าจะมีโหลด 50 Ω มาแบ่งแรงดันครึ่งหนึ่ง จึงสร้าง emf ภายในเป็นสองเท่า เมื่อไม่มีโหลดมาแบ่ง สโคปจึงเห็นสองเท่า แก้โดยตั้ง Load เป็น High-Z หรือต่อเทอร์มิเนเตอร์ 50 Ω ที่ปลายสาย

**High-Z หมายถึงอะไร?**
High-Z (high impedance) คือการบอกเครื่องว่าโหลดมีความต้านทานสูงมากเมื่อเทียบกับ 50 Ω เช่น อินพุตสโคป 1 MΩ หรืออินพุตออปแอมป์ เครื่องจะแสดงค่าเท่ากับแรงดันขณะเปิดวงจร ค่าที่ตั้งจึงตรงกับที่สโคปวัดได้

**ขั้ว SYNC ใช้ทำอะไร?**
ขั้ว SYNC ให้พัลส์ลอจิกที่ตรงกับจุดเริ่มคาบ จุดเริ่มกวาด หรือจุดเริ่มเบิสต์ นำไปต่อเข้าขั้ว EXT TRIG ของสโคปเพื่อให้ภาพนิ่งแม้สัญญาณจะซับซ้อน เช่น AM หรือสัญญาณที่ผ่านวงจรที่มีนอยส์

**เครื่องกำเนิดสัญญาณจ่ายกระแสได้เท่าไร?**
ไม่มาก เพราะมีความต้านทานขาออก 50 Ω ภายใน ที่ 20 Vpp ลัดวงจรได้กระแสยอดประมาณ 10/50 = 0.2 A และกำลังบนโหลด 50 Ω สูงสุดราว 0.25 W ถ้าต้องขับลำโพงหรือขดลวด ให้ต่อผ่านภาคขยายกำลัง
